ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

“ชบาแก้ว” ฟอร์มโหด ถล่มอินโด ก่อนบู๊เขมร

ศึกฟุตบอลหญิงชิงแชมป์อาเซียน 2025 ที่ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา กลุ่ม A นัดแรก ณ สนามลัชไช สเตเดียม “ชบาแก้ว” ทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย โชว์ฟอร์มดุเดือด พบกับ อินโดนีเซีย เริ่มเกมครึ่งแรก ไทยนำไปก่อนถึง 5-0 จากการทำประตูของ กาญจนธัช พุ่มศรี นาทีที่ 6, แมดดิสัน เจตน์ แคสทีน นาทีที่ 18, กาญจนธัช พุ่มศรี ยิงจุดโทษ นาทีที่ 27, พิชญธิดา มะโนวัง นาทีที่ 40 และ จณิสตา จินันทุยา นาทีที่ 41

ครึ่งหลังทีมชาติไทยยังคงเดินหน้าทำเกมบุกอย่างต่อเนื่อง และได้ประตูเพิ่มจาก ภิชญาภัชญ์ กลิ่นคล้าย นาทีที่ 71 และ ธวันรัตน์ พรมทองมี นาทีที่ 72 สิ้นเสียงนกหวีดหมดเวลาการแข่งขัน ชบาแก้ว เอาชนะ อินโดนีเซีย ไปอย่างขาดลอยด้วยสกอร์ 7-0 สร้างความประทับใจให้กับแฟนบอลชาวไทย

“ชบาแก้ว” ฟอร์มดุรัว “อินโด” 7-0 ก่อนบู๊ “เขมร”

ชัยชนะในนัดนี้ถือเป็นการเริ่มต้นที่สวยงามสำหรับทีมชาติไทยในการแข่งขันฟุตบอลหญิงชิงแชมป์อาเซียน 2025 แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความมุ่งมั่นของนักกีฬาไทยในการแข่งขันระดับนานาชาติ

“ชบาแก้ว” กับเส้นทางสู่แชมป์อาเซียน

สำหรับนัดต่อไป ทีมชาติไทยมีคิว พบกับ กัมพูชา ในวันที่ 9 สิงหาคม เวลา 16.30 น. ซึ่งจะเป็นบททดสอบสำคัญอีกครั้งหนึ่งของทีม ชบาแก้ว ในการมุ่งสู่เป้าหมายการคว้าแชมป์อาเซียน

ก่อนเกมที่จะพบกับกัมพูชา มาดูสถิติที่น่าสนใจของทีมชบาแก้วกันหน่อยดีกว่า:

  • สถิติการทำประตูในเกมล่าสุด: 7 ประตู
  • ผู้ทำประตูสูงสุดในทีม: กาญจนธัช พุ่มศรี (2 ประตู)
  • สถิติการครองบอล: 65%

จากสถิติเหล่านี้ เราจะเห็นได้ว่าทีมชบาแก้วมีความแข็งแกร่งทั้งในด้านเกมรุกและเกมรับ พวกเธอมีความสามารถในการครองบอลและสร้างโอกาสในการทำประตูได้อย่างมากมาย นอกจากนี้ ผู้เล่นแต่ละคนในทีมก็มีความสามารถเฉพาะตัวที่โดดเด่น ทำให้ทีมมีความหลากหลายในการเล่นและยากต่อการรับมือ

แน่นอนว่าการแข่งขันกับกัมพูชาจะไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะกัมพูชาเองก็เป็นทีมที่แข็งแกร่งและมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมและความมุ่งมั่นของนักกีฬาไทย เราเชื่อมั่นว่าทีมชบาแก้วจะสามารถเอาชนะกัมพูชาและเดินหน้าสู่การคว้าแชมป์อาเซียนได้อย่างแน่นอน

สิ่งที่น่าจับตามองในเกมกับกัมพูชา:

  • การปรับแท็กติกของโค้ช: โค้ชจะมีการปรับแท็กติกอย่างไรเพื่อรับมือกับกัมพูชา?
  • ฟอร์มการเล่นของผู้เล่นหลัก: ผู้เล่นหลักของทีมจะสามารถรักษาฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมได้หรือไม่?
  • การสนับสนุนจากแฟนบอล: แฟนบอลชาวไทยจะให้การสนับสนุนทีมชบาแก้วอย่างเต็มที่หรือไม่?

มาร่วมส่งแรงใจเชียร์ทีมชบาแก้วให้คว้าชัยชนะในการแข่งขันฟุตบอลหญิงชิงแชมป์อาเซียน 2025 กันนะครับ!

การที่ทีมชาติไทยสามารถทำประตูได้มากมายในเกมแรก แสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความมุ่งมั่นที่จะคว้าแชมป์ในรายการนี้ แฟนบอลชาวไทยทุกคนต่างส่งกำลังใจเชียร์ให้ทีม ชบาแก้ว ประสบความสำเร็จในการแข่งขันครั้งนี้

ที่มา – “ชบาแก้ว” ฟอร์มดุรัว “อินโด” 7-0 ก่อนบู๊ “เขมร”

“ชบาแก้ว” ฟอร์มโหด ถล่มอินโด ก่อนบู๊เขมร

ศึกฟุตบอลหญิงชิงแชมป์อาเซียน 2025 ที่ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา กลุ่ม A นัดแรก ณ สนามลัชไช สเตเดียม เหล่าทัพ “ชบาแก้ว” ทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย โชว์ฟอร์มสุดยอด พบกับทีมชาติอินโดนีเซีย ผลปรากฏว่า ครึ่งแรกไทยนำไปก่อนถึง 5-0 จากการทำประตูของ กาญจนธัช พุ่มศรี ในนาทีที่ 6, แมดดิสัน เจตน์ แคสทีน นาทีที่ 18, กาญจนธัช พุ่มศรี สังหารจุดโทษในนาทีที่ 27, พิชญธิดา มะโนวัง นาทีที่ 40, และจณิสตา จินันทุยา นาทีที่ 41

ในครึ่งหลัง ทีมชาติไทยยังคงเดินหน้าบุกอย่างต่อเนื่อง และสามารถทำประตูเพิ่มได้อีก 2 ประตู จาก ภิชญาภัชญ์ กลิ่นคล้าย นาทีที่ 71 และธวันรัตน์ พรมทองมี นาทีที่ 72 ทำให้จบเกม “ชบาแก้ว” เอาชนะอินโดนีเซียไปอย่างขาดลอยด้วยสกอร์ 7-0 สร้างความประทับใจให้กับแฟนบอลชาวไทยเป็นอย่างมาก

“ชบาแก้ว” ฟอร์มดุรัว “อินโด” 7-0 ก่อนบู๊ “เขมร”

ชัยชนะในนัดนี้ ทำให้ “ชบาแก้ว” เก็บ 3 แต้มสำคัญ และเป็นการเริ่มต้นทัวร์นาเมนต์ได้อย่างสวยงาม แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมของทีมในการแข่งขันครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม เส้นทางสู่แชมป์ยังอีกยาวไกล ทีมต้องรักษาฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมนี้ไว้ และพัฒนาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

ไฮไลท์สำคัญในเกม

  • ฟอร์มการเล่นที่เฉียบคมของกองหน้า “ชบาแก้ว” ที่สามารถจบสกอร์ได้อย่างเด็ดขาด
  • การประสานงานที่ลงตัวของแผงกองกลาง ทำให้สามารถควบคุมเกมได้อย่างเบ็ดเสร็จ
  • เกมรับที่เหนียวแน่น ทำให้ป้องกันการบุกของอินโดนีเซียได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นัดต่อไปของทีมชาติไทย จะพบกับทีมชาติกัมพูชา ในวันที่ 9 สิงหาคม เวลา 16.30 น. แฟนบอลชาวไทยสามารถติดตามชมและให้กำลังใจทีม “ชบาแก้ว” ได้ในการแข่งขันครั้งนี้ มาร่วมเชียร์ให้พวกเธอคว้าชัยชนะและสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการฟุตบอลหญิงไทยไปด้วยกัน!

ฟอร์มการเล่นของ “ชบาแก้ว” ในนัดนี้ เป็นสัญญาณที่ดีว่าทีมชาติไทยมีพัฒนาการที่น่าจับตามอง และมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการแข่งขันระดับนานาชาติมากขึ้นในอนาคต การสนับสนุนจากแฟนบอลและทุกภาคส่วน จะเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ทีมสามารถก้าวไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ได้

ที่มา – “ชบาแก้ว” ฟอร์มดุรัว “อินโด” 7-0 ก่อนบู๊ “เขมร”

สิบล้อเบรกแตกชนวินาศสันตะโร: โค้งร้อยศพ!

เมื่อวันที่ 6 ส.ค. พ.ต.อ.สันติ พิทักษ์สกุล ผกก.สภ.สังขละบุรี ได้รับรายงานจากศูนย์วิทยุสถานีตำรวจภูธรสังขละบุรี ว่าเกิดอุบัติเหตุหมู่มีผู้บาดเจ็บหลายราย รถพังเสียหายหลายคัน บนถนนสาย 323 หมู่ 1 ต.หนองลู อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี จึงสั่งการให้ไปตรวจสอบพร้อมประสาน แพทย์โรงพยาบาลสังขละบุรี ฝ่ายปกครองสังขละบุรี กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 134 และมูลนิธิพิทักษ์กาญจน์ เข้าช่วยเหลือ

ที่เกิดเหตุชาวบ้านเรียกกันว่าโค้ง 100 ศพ พบรถบรรทุก 10 ล้อทะเบียน 83-6325 กาญจนบุรี อยู่ในสภาพพังยับเยิน นอกจากนี้ยังมีรถกระบะและจักรยานยนต์พังเสียหายรวมอีก 6 คัน ส่วนคนขับรถ 10 ล้อ ติดอยู่พวงมาลัย เจ้าที่จึงช่วยกันใช้เครื่องมือตัดถ่างเป็นเวลา 1 ชั่วโมง ก่อนนำคนเจ็บส่งโรงพยาบาลได้ และยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 5 คนในอุบัติเหตุครั้งนี้

สอบสวนทราบว่า ขณะเกิดเหตุเป็นทางลาดชันเนินยาวได้มีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้รถ 10 ล้อคันดังกล่าวไม่สามารถเบรกได้ทัน จึงทำให้ชนรถคันที่อยู่ข้างหน้าจนพังเสียหายยับเยิน

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ผ่านเพียงไม่ถึง 15 วัน ที่ชาวบ้านเรียกกันโค้ง 100 ศพ พบว่าได้เกิดอุบัติเหตุหมู่ 3 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 4 ราย และบาดเจ็บ 23 คน.

อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าบริเวณโค้งอันตราย ทำให้หลายคนเชื่อว่าเป็นเพราะอาถรรพ์โค้งร้อยศพ แต่ในความเป็นจริงแล้ว สาเหตุหลักอาจมาจากความประมาทและการขาดความระมัดระวังในการขับขี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถบรรทุกขนาดใหญ่ที่ต้องใช้ความชำนาญและระบบเบรกที่มีประสิทธิภาพ

สิบล้อเบรกแตกชนวินาศสันตะโร: โค้งร้อยศพ!

เหตุการณ์สิบล้อเบรกแตกชนวินาศสันตะโรที่โค้งร้อยศพในจังหวัดกาญจนบุรี เป็นอุทาหรณ์ที่น่าสลดใจ สะท้อนให้เห็นถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุทางถนนที่ไม่คาดฝัน การป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนจึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องให้ความสำคัญ

มาตรการป้องกันอุบัติเหตุบริเวณโค้งร้อยศพ

เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ สิบล้อเบรกแตกชนวินาศสันตะโร บริเวณโค้งอันตราย ควรมีมาตรการป้องกันที่เข้มงวด ดังนี้

  • ตรวจสอบสภาพรถ: ผู้ประกอบการและคนขับรถบรรทุกต้องหมั่นตรวจสอบสภาพรถอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะระบบเบรก เพื่อให้มั่นใจว่าพร้อมใช้งาน
  • จำกัดความเร็ว: กำหนดความเร็วที่เหมาะสมสำหรับรถบรรทุกในเส้นทางลาดชันและโค้งอันตราย
  • ติดตั้งป้ายเตือน: ติดตั้งป้ายเตือนและป้ายจำกัดความเร็วให้ชัดเจน เพื่อให้ผู้ขับขี่ทราบถึงความอันตราย
  • เพิ่มความระมัดระวัง: ผู้ขับขี่ต้องเพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่ โดยเฉพาะในช่วงที่ฝนตกหรือทัศนวิสัยไม่ดี

นอกจากมาตรการดังกล่าว การปรับปรุงสภาพถนนและเพิ่มอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัย เช่น แบริเออร์และไฟส่องสว่าง ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความรุนแรงของอุบัติเหตุได้

การเกิดอุบัติเหตุสิบล้อเบรกแตกชนวินาศสันตะโรครั้งนี้ ทำให้เราต้องกลับมาทบทวนถึงความปลอดภัยบนท้องถนนและการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยและลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน

นอกเหนือจากมาตรการป้องกันแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือจิตสำนึกของผู้ขับขี่ทุกคน ที่ต้องตระหนักถึงความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น เคารพกฎจราจร และมีสติในการขับขี่อยู่เสมอ

แล้วคุณล่ะ คิดเห็นอย่างไรกับเหตุการณ์สิบล้อเบรกแตกชนวินาศสันตะโรครั้งนี้?

ร่วมแสดงความคิดเห็นและแบ่งปันข้อเสนอแนะเพื่อสร้างความปลอดภัยบนท้องถนนไปด้วยกัน

ที่มา – ระทึก! สิบล้อเบรกแตกชนวินาศสันตะโร ผวาอาถรรพ์โค้งร้อยศพตาย-เจ็บอื้อ

ทรัมป์เริ่มเก็บภาษีไทยวันแรก! สินค้าโดนกี่ % เช็กเลย

จากกรณีที่สหรัฐอเมริกาเตรียมเริ่มใช้มาตรการจัดเก็บภาษีนำเข้ากับสินค้าจากประเทศไทยในอัตรา 19% ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา หลายคนคงกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยโดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการที่ทำการค้ากับสหรัฐฯ วันนี้เราจะมาเจาะลึกถึงรายละเอียดของมาตรการนี้ รวมถึงสินค้ากลุ่มไหนที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด และรัฐบาลไทยมีแนวทางในการรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไร

ทรัมป์เริ่มเก็บภาษีไทยวันแรก! สินค้าโดนกี่ % เช็กเลย

นายฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ออกมาเปิดเผยถึงขั้นตอนและกระบวนการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับประเด็นนี้ รวมถึงผลกระทบทางภาษีที่สินค้าไทยจะต้องเผชิญ โดยยืนยันว่ารัฐบาลกำลังดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการไทย

สินค้าใดบ้างที่จะได้รับผลกระทบจากมาตรการเก็บภาษีของทรัมป์

แม้ว่าอัตราภาษีที่เรียกเก็บจะอยู่ที่ 19% แต่ผลกระทบจะแตกต่างกันไปในแต่ละกลุ่มสินค้า ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น มูลค่าการส่งออกของสินค้าแต่ละชนิด ความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก และความยืดหยุ่นในการปรับตัวของผู้ประกอบการ ตัวอย่างสินค้าที่อาจได้รับผลกระทบ ได้แก่ สินค้าเกษตรแปรรูป สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม และเครื่องใช้ไฟฟ้าบางประเภท

สำหรับขั้นตอนการเจรจาของรัฐบาลไทยหลังจากนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดทิศทางของความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยและสหรัฐฯ ในอนาคต รัฐบาลไทยจำเป็นต้องเตรียมพร้อมข้อมูลและข้อเสนอที่รอบด้าน เพื่อให้การเจรจาเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

“ล่าสุดได้รับแจ้งจากสหรัฐอเมริกาว่า จะเริ่มเจรจาเกี่ยวกับรายละเอียดทางเทคนิคด้านถิ่นกำเนิดสินค้า (RVC) และมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีกับประเทศไทยได้ในช่วงปลายเดือนสิงหาคมถึงเดือนกันยายนนี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อเร่งบรรลุข้อตกลง Art Tex โดยเร็วที่สุด หลังจากนั้นจะต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา เพื่อให้ผู้แทนของประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจว่าข้อตกลงดังกล่าวนั้นเหมาะสมกับประเทศไทยหรือไม่” นายฉันทวิชญ์กล่าว

แนวทางการเจรจาเรื่องถิ่นกำเนิดสินค้าหรือ RVC นั้น เป็นประเด็นสำคัญที่จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ การกำหนดนิยามและเกณฑ์ที่ชัดเจนจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น

ทรัมป์เริ่มเก็บภาษีไทยวันแรก ส่งผลกระทบต่อSupply Chain อย่างไร?

มาตรการเก็บภาษีของทรัมป์ต่อสินค้าไทยอาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานในหลายภาคส่วน ผู้ประกอบการอาจต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้น กำไรที่ลดลง และความเสี่ยงต่อการสูญเสียตลาดในสหรัฐฯ นอกจากนี้ ยังอาจส่งผลกระทบต่อการจ้างงานและการลงทุนในประเทศไทย

ทรัมป์เริ่มเก็บภาษีไทยวันแรก รัฐบาลไทยมีแนวทางช่วยเหลืออย่างไร?

รัฐบาลไทยกำลังพิจารณามาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการเก็บภาษีของทรัมป์ โดยอาจมีการให้ความช่วยเหลือด้านการเงิน การตลาด และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและลดผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว

การที่ ทรัมป์เริ่มเก็บภาษีไทยวันแรก ถือเป็นความท้าทายครั้งสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทย การปรับตัวและแสวงหาโอกาสใหม่ๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ผู้ประกอบการควรพิจารณาขยายตลาดไปยังประเทศอื่นๆ นอกเหนือจากสหรัฐฯ และพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพและมาตรฐานสูงขึ้น เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

การติดตามข่าวสารและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับมาตรการเก็บภาษีของทรัมป์อย่างใกล้ชิด จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนและปรับตัวได้อย่างทันท่วงที ขอเป็นกำลังใจให้ผู้ประกอบการไทยทุกท่านผ่านพ้นช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปได้ด้วยดี

ที่มา – เริ่มพรุ่งนี้ ทรัมป์เก็บภาษีตอบโต้ไทยวันแรก สินค้านำเข้า ส่งออกโดนกี่เปอร์เซ็นต์ เช็กที่นี่

ศุภชัย มั่นใจ! พ่อไม่ทำชั่ว บุกรุกโบราณสถาน

นายศุภชัย ใจสมุทร โต้กลับ นายเดชอิศม์ ขาวทอง ยืนยันหนักแน่นว่า ‘พ่อผมไม่ทำชั่ว บุกรุกโบราณสถาน’ แม้ว่าบิดาจะเสียชีวิตไปนานแล้ว

จากกรณีที่นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวพาดพิงถึงบิดาของนายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ทำให้นายศุภชัยต้องออกมาตอบโต้ผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า “พ่อผมเป็นครูประชาบาลธรรมดา ๆ เสียชีวิตไปแล้ว 35 ปี แต่สิ่งซึ่งผมมั่นใจได้ก็คือพ่อผมไม่ทำชั่ว บุกรุกโบราณสถานเหมือนพี่สาวคุณ พี่เขยคุณหรือหลานคุณ จึงไม่ต้องติดคุกแทน” คำกล่าวนี้แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจอย่างแรงกล้าของนายศุภชัยที่มีต่อบิดาผู้ล่วงลับไปแล้ว

นายศุภชัยยังกล่าวอีกว่า “ผมไม่ทราบว่าพ่อคุณสอนคุณมาอย่างไร แต่พ่อผมสอนลูกทุกคนให้เป็นคนดี ลูกทุกคนมีหน้าที่การงานที่ดีซื่อสัตย์สุจริตเป็นทนายความ รับราชการเป็นอัยการ เป็นครู ตำแหน่งสำคัญในรัฐวิสาหกิจ มีหลานก็ประกอบอาชีพการงานที่ดีเป็นผู้พิพากษา เป็นทนายความ นักธุรกิจ และอีกหลายอาชีพ ที่แน่ๆ พ่อผมไม่ได้ทำตัวให้ลูกเห็นว่าประพฤติชั่วเลวทราม หรือประกอบอาชีพสกปรกและไม่เคยทำผิดกฎหมายบ้านเมือง”

นายศุภชัยยังแสดงความรู้สึกรังเกียจต่อผู้ที่ประพฤติชั่ว โดยกล่าวว่า “ในทางตรงกันข้ามเกลียดและขยะแขยงคนประพฤติชั่วที่คิดว่าการมีตำแหน่งใหญ่โตในบ้านเมืองแล้วจะฟอกความสกปรกโสมมของตัวเองให้ขาวได้ นอกจากผมไม่ได้ประพฤติชั่วแล้ว ผมก็จะสอนลูกให้ประพฤติตนเป็นคนดี ผมจะไม่ให้ลูกเปิดบ่อนเพราะเงินที่ได้มาเป็นเงินสกปรก และผมจะไม่ให้ลูกสะใภ้เปิดบ่อนการพนันออนไลน์”

ศุภชัย มั่นใจ! พ่อไม่ทำชั่ว บุกรุกโบราณสถาน

นายศุภชัยยังยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเองในการทำงาน โดยกล่าวว่า “ผมเองก็มั่นใจยืนยันว่าผมไม่ได้ประพฤติชั่ว ทำหน้าที่อะไรก็ทำหน้าที่ด้วยความบริสุทธิ์ใจตั้งใจในการทำงานและไม่เคยทุจริต หรือทำลายบ้านเมือง เป็นสส. ก็ทำหน้าที่ทุ่มเททำงานเพื่อประชาชน และไม่เคยเบิกเบี้ยประชุมอันเป็นเท็จ ไม่คบจีนเทา จีนดำทำบ่อนการพนันกับใคร ผมไม่เคยถูก ป.ป.ช.ตรวจสอบว่าทุจริตประพฤติมิชอบ”

สำหรับประเด็นเรื่องที่ดินเขากระโดง นายศุภชัยกล่าวว่า “เรื่องเขากระโดงไม่มีใครบุกรุกไม่มีใครติดคุก เพราะอยู่ในพื้นที่เขากระโดง เพราะเขามีโฉนด มีเอกสารสิทธิ เขากระโดงไม่มีใครตกเป็นผู้ต้องหา แต่จะมีคนติดคุกเพราะสั่งให้อธิบดีเพิกถอนโฉนด เอกสารสิทธิที่เขากระโดงรอดู”

จุดยืนของศุภชัย: พ่อผมไม่ทำชั่ว บุกรุกโบราณสถาน

จากคำกล่าวทั้งหมดของนายศุภชัย ใจสมุทร แสดงให้เห็นถึงความภาคภูมิใจในบิดาของตนเอง และความมุ่งมั่นที่จะรักษาความดีงาม รวมถึงการต่อต้านการกระทำที่ไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การกล่าวถึงประเด็นที่ว่า ‘พ่อผมไม่ทำชั่ว บุกรุกโบราณสถาน’ เป็นการเน้นย้ำถึงจุดยืนที่ชัดเจนของนายศุภชัย

การออกมาตอบโต้ของนายศุภชัยในครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากสาธารณชนเป็นอย่างมาก และทำให้หลายคนหันมาพิจารณาถึงประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้น รวมถึงการตรวจสอบจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องราวนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรม และความซื่อสัตย์สุจริตในการดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพ เพื่อสร้างสังคมที่น่าอยู่สำหรับทุกคน

เรื่องราวของนายศุภชัยที่ยืนยันว่า ‘พ่อผมไม่ทำชั่ว บุกรุกโบราณสถาน’ สะท้อนให้เห็นถึงความรักและความเคารพที่ลูกมีต่อพ่อ และความสำคัญของการมีแบบอย่างที่ดีในชีวิต

ที่มา – ‘ศุภชัย’ โต้ ‘เดชอิศม์’พ่อเสียชีวิตไปแล้ว มั่นใจ ‘พ่อผมไม่ทำชั่ว บุกรุกโบราณสถาน’

ธรรมศาสตร์ ชนะเลิศนวัตกรรมกีฬา ปี 68

ขอแสดงความยินดีกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่คว้าแชมป์การประกวดนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา ประจำปี 2568 จากกรมพลศึกษา! เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ที่ผ่านมา ณ ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์การกีฬา อาคารสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาฯ สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ 60 พรรษา จังหวัดปทุมธานี นายมงคล วิมลรัตน์ อธิบดีกรมพลศึกษา เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลอันทรงเกียรตินี้ ในงาน Sport Science Innovation Contest 2025

โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง อาทิ นายจรูญ แก้วมุกดากุล รองอธิบดีกรมพลศึกษา, ดร.พัฒพงศ์ พงษ์สกุล รองอธิบดีกรมพลศึกษา, ดร.ทวีโชค พงษ์ดี ผู้อำนวยการสำนักวิทยาศาสตร์การกีฬา, ว่าที่ร้อยตรี ปราโมทย์ เลิศจิตรการุ ผู้อำนวยการสำนักนันทนาการ และนางสาวชัชฏาพร พิทักษ์เสถียรกุล ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา

และแล้วก็มาถึงช่วงเวลาสำคัญ… การประกาศผลรางวัล! ทีมจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สร้างชื่อเสียงด้วยการคว้ารางวัลชนะเลิศ จากผลงาน “ชุดอุปกรณ์ประเมินการทำงานของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว” นับเป็นอีกก้าวสำคัญของวงการวิทยาศาสตร์การกีฬาในประเทศไทย

นอกจากนี้ ยังมีผลงานที่น่าสนใจอื่นๆ อีกมากมาย ดังนี้:

  • รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1: ทีมนายพัชระ อัลอุมารี กับผลงาน “Smart Multi-Stage Fitness Test System”
  • รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2: ทีมนายพิชชา พะกาวัลย์ และนางสาวสุรสา โค้งประเสริฐ กับผลงาน “ชุดอุปกรณ์ทดสอบและฝึกการทรงตัวสำหรับผู้สูงอายุ-สตาร์บาลานซ์โปร 360 (StarBalance Pro360)”

รางวัลชมเชย ได้แก่:

  • ทีม SS-ICT กับผลงาน “แอพพลิเคชั่นตรวจสอบความถูกต้องท่าลุก-นั่ง (Squat) ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์”
  • ทีม The Sprint Timer กับผลงาน “อุปกรณ์จับเวลาเพื่อฝึกความคล่องแคล่วว่องไวของนักกีฬา”
  • ทีม FiTech กับผลงาน “Muscle exertometer”

นอกจากนี้ยังมีทีม LA CAMPANANELLA OP.15 กับผลงาน “ADPPAS บอดี้สูทอัจฉริยะเพื่อการวิเคราะห์สมรรถภาพทางกายโดยใช้ AI ประมวลผลข้อมูลแบบเรียลไทม์”, ทีม SMARTLAB@EGMU กับผลงาน “อุปกรณ์วัดความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรยางค์ส่วนล่าง” และทีมพลศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ B กับผลงาน “นวัตกรรมกล่องวัดความอ่อนตัว โดยใช้เซนเซอร์เป็นตัววัดระยะ” ที่ได้รับรางวัล

รวมถึงทีมกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา โรงเรียนบางมดวิทยา “สีสุกหวาดจวนอุปถัมภ์” กับผลงาน “เครื่องวัดความอ่อนตัว ดิจิโต้” ก็ได้รับรางวัลเช่นกัน

ธรรมศาสตร์ กับรางวัลชนะเลิศนวัตกรรมกีฬา

การที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้รับรางวัลชนะเลิศในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของนักวิจัยและนักพัฒนาไทย ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อวงการกีฬาและสุขภาพ การพัฒนาชุดอุปกรณ์ประเมินการทำงานของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว จะช่วยให้นักกีฬาและบุคคลทั่วไป สามารถประเมินและฝึกฝนกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บและเพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นกีฬา

ทำไม ธรรมศาสตร์ ถึงชนะเลิศ?

ความโดดเด่นของผลงานจากทีมธรรมศาสตร์ คือการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาประยุกต์ใช้ได้อย่างลงตัว ทำให้สามารถประเมินการทำงานของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังเป็นอุปกรณ์ที่ใช้งานง่ายและสามารถนำไปใช้ได้จริงในหลากหลายสถานการณ์

การประกวดนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา ประจำปี 2568 เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้นักวิจัยและนักพัฒนาได้แสดงศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งผลงานที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่สนใจในการพัฒนานวัตกรรมด้านกีฬาและสุขภาพต่อไปในอนาคต และจะช่วยยกระดับวงการกีฬาไทยให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

ขอแสดงความยินดีอีกครั้งกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และทุกทีมที่ได้รับรางวัลในการประกวดครั้งนี้ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้เห็นผลงานนวัตกรรมเหล่านี้ถูกนำไปใช้ประโยชน์จริง เพื่อพัฒนาวงการกีฬาและสุขภาพของคนไทยให้ดียิ่งขึ้น

ที่มา – “ธรรมศาสตร์” ชนะเลิศการประกวดนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา ประจำปี 2568 กรมพลศึกษา

เป๊ก ผลิตโชค รู้สึกตัวแล้ว! เย็บคาง 4 ชั้น

จากกรณีที่ สน.หัวหมาก รับแจ้งเหตุทำร้ายร่างกายโดยใช้อาวุธมีดมีผู้บาดเจ็บภายในปั๊มน้ำมันบางจาก ซอยรามคำแหง 76 จึงไปตรวจสอบพร้อม พ.ต.ท.สวภณ คะอังกุ สวป.สน.หัวหมาก นำกำลังสายตรวจฝ่ายป้องกันและปราบปราม สน.หัวหมาก และอาสามูลนิธิสยามร่วมใจปู่อินทร์ ที่เกิดเหตุอยู่ภายในปั๊มน้ำมันบางจาก พบร่างเป๊ก ผลิตโชค อายนบุตร อายุ 40 ปี ดารานักร้องชื่อดัง มีบาดแผลฉกรรจ์ถูกอาวุธมีดฟันเข้าที่บริเวณใต้คาง 1 แผล ได้รับบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่จึงเร่งทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนเร่งนำตัวส่งรักษาต่อที่โรงพยาบาลสมิติเวช ส่วนผู้ก่อเหตุไม่หนีไปไหน ยืนรอมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ โดยเป็นชายวัย 21 ปี พร้อมของกลางอาวุธมีดพร้าสั้น ยาว 20 ซม. 1 เล่มที่ใช้ก่อเหตุ ถูกควบคุมตัวไปสอบปากคำที่โรงพัก ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุดในเฟซบุ๊กของต้นสังกัดของเป๊กอย่าง White Music ก็ได้ออกมาเคลื่อนไหวโดยการอัพเดตอาการของ เป๊ก ผลิตโชค โดยมีการระบุว่า “ขณะนี้ เป๊ก ผลิตโชค รู้สึกตัวแล้ว แต่ยังคงมีอาการปวดศีรษะอย่างต่อเนื่อง และบริเวณท้ายทอยยังคงบวมช้ำ จากการถูกกระแทกอย่างรุนแรง แพทย์ได้ทำการซีทีสแกนสมองแล้ว ซึ่งผลระบุว่าปลอดภัย แต่บาดแผลบริเวณคางที่ลึกถึงชั้นเยื่อกระดูก ได้รับการผ่าตัดและเย็บทั้งหมด 4 ชั้น โดยศัลยแพทย์ ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการเฝ้าระวังภาวะติดเชื้ออย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งต้องได้รับยาปฏิชีวนะและยาระงับปวดอย่างต่อเนื่อง ส่วนบริเวณหัวไหล่ยังมีอาการบวมและเจ็บมาก ยังไม่สามารถขยับแขนได้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้ โรงพยาบาลยังคงไม่อนุญาตให้เข้าเยี่ยมผู้ป่วย เพื่อป้องกันการติดเชื้อ และให้ผู้ป่วยได้รับการพักฟื้นอย่างเต็มที่ ตามแผนการรักษาของแพทย์”

พอมีการลงเรื่องราวไป ก็มีแฟนๆมาแสดงความคิดเห็นสองแง่มุมทั้งให้กำลังใจเป๊ก และขอให้หายไวๆ บ้างก็บอกว่าขอให้ใช้เวลาทบทวนและปรับปรุงตัวใหม่ บ้างก็มาต่อว่าเป๊ก บอกว่าหนีหรือเปล่า ทำไมตอนโดนปาดคางยังลุกขึ้นวิ่งได้ แล้วทำไมอาการหนัก เป็นต้น

ขอขอบคุณภาพประกอบจากอินสตาแกรม peckpalit

เป๊ก ผลิตโชค รู้สึกตัวแล้ว!

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเป๊ก ผลิตโชค สร้างความตกใจให้กับแฟนเพลงและคนทั่วไปอย่างมาก หลายคนส่งกำลังใจให้เขาหายป่วยโดยเร็ว และติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับอาการของเขา

อาการล่าสุดของ เป๊ก ผลิตโชค

หลังจากเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วน ตอนนี้ เป๊ก ผลิตโชค รู้สึกตัวแล้ว แต่อาการบาดเจ็บยังคงต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะบริเวณคางที่ต้องเย็บถึง 4 ชั้น และอาการปวดศีรษะที่ยังคงมีอยู่

ทางต้นสังกัด White Music ได้ออกมาอัปเดตอาการของเป๊กอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แฟนๆ ได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง และคลายความกังวล ข่าวการที่ เป๊ก ผลิตโชค รู้สึกตัวแล้ว ถือเป็นข่าวดีที่ทำให้หลายคนโล่งใจ แต่ก็ยังคงต้องติดตามอาการของเขาต่อไป

สำหรับแฟนๆ ที่เป็นห่วงอาการของเป๊ก สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือส่งกำลังใจให้เขาพักผ่อนอย่างเต็มที่ และติดตามข่าวสารจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ เพื่อให้กำลังใจเขาในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเป๊ก ผลิตโชค เป็นอุทาหรณ์ให้เราทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวัง และมีสติอยู่เสมอ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

ขอให้เป๊ก ผลิตโชค หายป่วยกลับมาแข็งแรงโดยเร็ววัน และกลับมาสร้างความสุขให้กับแฟนๆ อีกครั้ง เป็นกำลังใจให้เสมอครับ

ที่มา – รู้สึกตัวแล้ว! “เป๊ก ผลิตโชค” เย็บคางถึง 4 ชั้น ลึกถึงเยื่อกระดูก ท้ายทอยบวมช้ำปวดหัวอย่างต่อเนื่อง

รัฐบาลเร่งแก้กฎหมายสางปัญหาพระ เพิ่มโทษสมี-มารศาสนา

รัฐบาลไทยกำลังเร่งเครื่องแก้ไขกฎหมายเพื่อจัดการกับปัญหาพระสงฆ์ที่กระทำผิดและประพฤติไม่เหมาะสม โดยมุ่งเน้นการเพิ่มโทษสำหรับ ‘สมี’ และ ‘มารศาสนา’ เพื่อฟื้นฟูความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อพระพุทธศาสนา

รัฐบาลเร่งแก้กฎหมายสางปัญหาพระ เพิ่มโทษเอาผิด ‘สมี-มารศาสนา’

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่ารัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการแก้ไขปัญหาพระสงฆ์ที่ประพฤติมิชอบหรือกระทำผิดกฎหมาย โดยนายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ได้วางแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับการบริหารจัดการปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับพระสงฆ์ โดยเฉพาะในประเด็นที่ยังไม่มีกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน

ปัจจุบัน สาเหตุแห่งความผิดของพระสงฆ์มี 4 ประเภทหลัก ได้แก่ การลักทรัพย์ ฆ่าสัตว์ เสพเมถุน และการอวดอุตริ ซึ่งหากผิดวินัยสงฆ์ จะเข้าข่ายอาบัติปาราชิกและต้องสึก แต่ในด้านกฎหมายของรัฐยังไม่มีบทลงโทษในบางกรณี เช่น เสพเมถุน และอวดอุตริ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องพิจารณาแก้ไขกฎหมายเพื่อให้มีโทษทางอาญา เช่น การจำคุกหรือปรับ เพื่อให้สอดคล้องกับความวิตกกังวลของสังคมและวิกฤตศรัทธา

แนวทางการแก้ไขปัญหาพระสงฆ์ แบ่งออกเป็น 3 ระยะหลัก ได้แก่

  1. การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ: เช่น การมั่วสีกา ซึ่งอาจมีมูลเหตุจากความประสงค์ต่อทรัพย์ด้วย จึงควรมีการตรวจสอบรายรับรายจ่ายของวัดและพระอย่างรัดกุม
  2. การออกกฎหมายและข้อกำหนด: ขณะนี้ได้ประสานให้มหาเถรสมาคมออกกฎระเบียบเพิ่มเติม เช่น การห้ามวัดถือเงินสดเกิน 100,000 บาท หากเกินต้องนำฝากธนาคาร และต้องรายงานรายรับรายจ่ายต่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติทุกเดือน โดยสรุปรายงานปีละ 1 ครั้ง
  3. การป้องปราม: โดยจะประสานงานกับกระทรวงมหาดไทยในการกำชับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ร่วมสอดส่องดูแลพฤติกรรมของพระสงฆ์ในชุมชน ผ่านเครือข่ายผู้นำหมู่บ้านและประชาชนในพื้นที่

นอกจากนี้ รัฐบาลเตรียมเสนอให้แก้ไขบทลงโทษเกี่ยวกับพระปลอมที่เข้ามาแอบอ้างบวชเป็นพระสงฆ์ ซึ่งปัจจุบันบทลงโทษยังเบาอยู่ โดยจะปรับให้มีโทษปรับและโทษจำคุกที่ชัดเจนและเข้มงวดมากขึ้น ทั้งนี้ การดำเนินการทั้งหมดจะอยู่ภายใต้การหารือร่วมกับมหาเถรสมาคมซึ่งมีหน้าที่ปกครองคณะสงฆ์โดยตรง

ความคืบหน้าล่าสุดในการแก้ปัญหาสมี-มารศาสนา

นายจิรายุ กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าของการแก้ไขปัญหาพระสงฆ์ที่ประพฤติไม่เหมาะสมหรือกระทำผิดกฎหมาย ล่าสุด กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) โดยศูนย์ป้องกันปราบปรามภัยคุกคามและเสริมสร้างความมั่นคงทางพระพุทธศาสนา ได้เปิดปฏิบัติการ “กวาดลานวัด” เข้าตรวจค้นเป้าหมายกว่า 200 จุดทั่วประเทศ เพื่อจับกุมผู้ต้องหาคดีต่าง ๆ เช่น ยักยอกทรัพย์ ฟอกเงิน เมาแล้วขับ หรือเกี่ยวข้องกับขบวนการยาเสพติดและองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่แฝงตัวบวชเป็นพระ โดยกลุ่มเป้าหมายหลักมีจำนวน 181 ราย แบ่งเป็นผู้ต้องหาที่ยังมีสถานะเป็นพระ 154 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มีระดับเจ้าอาวาสรวมอยู่ด้วย และผู้ต้องหาที่สึกแล้วอีก 27 ราย ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการจับกุม และดำเนินการตรวจค้นจุดเป้าหมายอื่น ๆ ต่อเนื่อง

การดำเนินการของรัฐบาลในการรัฐบาลเร่งแก้กฎหมายสางปัญหาพระ เพิ่มโทษเอาผิด ‘สมี-มารศาสนา’ ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องพระพุทธศาสนาจากภัยคุกคามต่างๆ

  • การตรวจสอบรายรับรายจ่ายของวัด
  • การออกกฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้น
  • การปราบปรามพระสงฆ์ที่กระทำผิด

ล้วนเป็นมาตรการสำคัญที่จะช่วยฟื้นฟูความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อพระพุทธศาสนา

“รัฐบาลยืนยันเดินหน้าอย่างจริงจังในการปกป้องและส่งเสริมพระพุทธศาสนา แก้วิกฤตศรัทธา เพื่อไม่ให้การกระทำของคนส่วนน้อยมาบั่นทอนความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่ พร้อมขอความร่วมมือประชาชนร่วมกันเป็นหูเป็นตาในการเฝ้าระวังและแจ้งเบาะแส เพื่อร่วมกันปกป้องศาสนาของชาติให้บริสุทธิ์และมั่นคงสืบไป” นายจิรายุ กล่าว

การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการรัฐบาลเร่งแก้กฎหมายสางปัญหาพระ เพิ่มโทษเอาผิด ‘สมี-มารศาสนา’ ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการที่จะทำให้พระพุทธศาสนากลับมาเป็นที่พึ่งทางใจของประชาชนอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างราบรื่นและประสบผลสำเร็จ

การรัฐบาลเร่งแก้กฎหมายสางปัญหาพระ เพิ่มโทษเอาผิด ‘สมี-มารศาสนา’ ไม่ได้เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการวางรากฐานที่มั่นคงให้กับพระพุทธศาสนาในระยะยาว เพื่อให้ศาสนาสามารถดำรงอยู่และเป็นแสงสว่างนำทางให้กับสังคมไทยต่อไป

ที่มา – รัฐบาลเร่งแก้กฎหมายสางปัญหาพระ เพิ่มโทษเอาผิด ‘สมี-มารศาสนา’

ปลัดอุตฯ สั่งกรมโรงงานเน้นใช้เทคโนโลยีจัดการ พร้อมเปลี่ยนการทำงาน ‘ตั้งรับ’ เป็น ‘ปรับรุก’

นายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม พร้อมด้วยนายสุนทร แก้วสว่าง นายธีรทัศน์ อิศรางกูร ณ อยุธยา และนายปณตสรรค์ สูจยานนท์ รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม นำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม รับมอบนโยบายและแนวทางการดำเนินงาน จากดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อเป็นทิศทางการขับเคลื่อนภารกิจของกรมโรงงานอุตสาหกรรมให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สอดรับนโยบายกระทรวงอุตสาหกรรม โดยมี นายวีรพงษ์ เอี่ยมเจริญชัย ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม และนายเตมีย์ พันธุวงค์ราช ผู้ช่วยปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม

ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า เราคาดหวังสิ่งที่แตกต่างไม่ได้ ถ้าเราทำเหมือนเดิม จากสถานการณ์ความไม่สงบ ภัยพิบัติ การเอารัดเอาเปรียบประชาชน การลักลอบนำเข้าผิดกฎหมาย อุตสาหกรรมศูนย์เหรียญ และกลไกเขตปลอดอากร ล้วนเป็นปัจจัยภายนอกที่กระตุ้นให้ปัญหาภาคอุตสาหกรรมขยายวงกว้าง จึงเน้นย้ำให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมดำเนินงานเชิงรุกด้วยแนวคิดใหม่ ๆ สู่การพัฒนาเชิงสร้างสรรค์ นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้กับระบบงานต่าง ๆ พร้อมพัฒนาศักยภาพของบุคลากรให้มีความรู้ ความสามารถ และทักษะที่จำเป็นต่อการทำงาน เพื่อรับมือกับความท้าทายในยุคปัจจุบันและอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพ ให้ ภาคอุตสาหกรรมเติบโตอยู่ร่วมกับชุมชน ได้อย่างสมดุล

นายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวว่า ได้รับนโยบายแนวทางการดำเนินงานและการพัฒนาเปลี่ยนแปลง เร่งเปลี่ยนจาก “ตั้งรับ” เป็น “การรุก” ตลอดจนส่งเสริมการทำงานแบบบูรณาการครอบคลุมในทุกมิติ อย่างไรก็ดีการรับมอบนโยบายในครั้งนี้ ยังเป็นการเสริมแกร่งให้ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ได้แรงบันดาลใจและมุมมองใหม่ที่แตกต่าง นำไปสู่ทิศทางการดำเนินงานอย่างชัดเจน และกรมโรงงานอุตสาหกรรมจะเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวไปสู่ยุคใหม่ได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน

นอกจากนี้ดร.ณัฐพล ได้ติดตามผลการดำเนินงานในประเด็นสำคัญต่าง ๆ เพื่อขับเคลื่อนภารกิจกรมโรงงานอุตสาหกรรมให้บรรลุผลตามเป้าหมายของกระทรวงอุตสาหกรรม อาทิ การออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) ด้วยระบบ E-License , การพิจารณาอนุญาตในคู่มือประชาชน , การตรวจสุดซอย , การกำกับโรงงานในเขตฟรีโซน , การดูแลและจัดการของกลางที่ทำการยึดอายัด , การปรับปรุงระเบียบการรับฟังความเห็นของประชาชน การออกคำสั่งตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเพิ่มบทลงโทษ “จับแรง ปรับแรง” เอาจริงกับผู้ประกอบการที่กระทำความผิด และส่งเสริมคุณค่าอย่างเป็นรูปธรรมต่อผู้ประกอบการดีที่ปฏิบัติตามกฎหมาย

ปลัดอุตฯ สั่งกรมโรงงานเน้นใช้เทคโนโลยีจัดการ พร้อมเปลี่ยนการทำงาน ‘ตั้งรับ’ เป็น ‘ปรับรุก’

จากนโยบายของปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม การเปลี่ยนแปลงการทำงานจาก ‘ตั้งรับ’ เป็น ‘ปรับรุก’ ถือเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมให้ก้าวทันต่อสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาใช้ในการจัดการภายในกรมโรงงานอุตสาหกรรม จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลดขั้นตอนที่ยุ่งยากซับซ้อน และอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการมากยิ่งขึ้น

ความสำคัญของการเปลี่ยนการทำงาน ‘ตั้งรับ’ เป็น ‘ปรับรุก’

การเปลี่ยนการทำงานจาก ‘ตั้งรับ’ เป็น ‘ปรับรุก’ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมในปัจจุบัน เนื่องจาก:

  • ช่วยให้สามารถรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ: สถานการณ์โลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การทำงานแบบตั้งรับอาจทำให้ไม่สามารถตอบสนองต่อความท้าทายใหม่ ๆ ได้ทันท่วงที การทำงานแบบปรับรุกจะช่วยให้สามารถคาดการณ์ปัญหาและวางแผนรับมือล่วงหน้าได้
  • ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน: การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาใช้ในการทำงาน จะช่วยลดขั้นตอนที่ยุ่งยากซับซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานโดยรวม
  • ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการ: การทำงานที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการ และส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม

ปลัดอุตฯ สั่งกรมโรงงานเน้นใช้เทคโนโลยีจัดการ พร้อมเปลี่ยนการทำงาน ‘ตั้งรับ’ เป็น ‘ปรับรุก’ ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมของไทยให้มีความทันสมัยและสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล ผู้ประกอบการควรติดตามข่าวสารและเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เพื่อให้ธุรกิจของตนสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน

การเปลี่ยนแปลงนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การปรับปรุงวิธีการทำงาน แต่เป็นการปรับเปลี่ยนทัศนคติและวัฒนธรรมองค์กร เพื่อให้ทุกคนพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่ๆ และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ

ที่มา – ปลัดอุตฯ สั่งกรมโรงงานเน้นใช้เทคโนโลยีจัดการ พร้อมเปลี่ยนการทำงาน ‘ตั้งรับ’ เป็น ‘ปรับรุก’

‘ธรรมนัส’ เยี่ยมให้กำลังใจทหารชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อวันที่ 6 ส.ค.68 ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม(กธ.) และประธานมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า พร้อมด้วยนายสะถิระ เผือกประพันธ์ สส.ชลบุรี พรรคกล้าธรรม ได้เดินทางเข้าเยี่ยมปลอบขวัญและให้กำลังใจทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ในการป้องกันประเทศและการสู้รบในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา

โดยมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เพื่อการกุศลได้มอบเงินช่วยเหลือให้กับ ร.ต.เกียรติวงศ์ สถาวร หรือ “หมวดบุ๊ค ”นายทหารชาวชลบุรี นักเรียนเตรียมทหารรุ่น 60 และ นักเรียนนายร้อย จปร.รุ่นที่ 71 ศิษย์เก่าโรงเรียนสิงห์สมุทร อ.สัตหีบ ที่ได้รับบาดเจ็บสูญเสียขาขวา จำนวน 100,000 บาท และสิบเอก ธนศักดิ์ มาลา จำนวน 50,000 บาท เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับกำลังพลและครอบครัว ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตนรู้สึกซาบซึ้งในความกล้าหาญและเสียสละของพี่น้องทหารทุกนาย ที่ยืนหยัดทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ แม้ต้องเผชิญกับอันตรายและความเสี่ยง การที่ผมได้มีโอกาสมาเยี่ยมวันนี้ ไม่ได้มาในฐานะนักการเมือง แต่มาในฐานะอดีตนายทหารคนหนึ่งที่เข้าใจหัวใจของเพื่อนทหารเป็นอย่างดี

“ผมหวังว่าการช่วยเหลือในวันนี้จะเป็นพลังใจเล็กๆ ที่ย้ำให้เห็นว่าทหารทุกนายไม่ได้ถูกลืม เรายังอยู่เคียงข้าง และพร้อมสนับสนุนทุกการช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง เพื่อให้ทหารกล้าที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อชาติ ได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด ทั้งตัวเขาและครอบครัว จะไม่มีคนถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

‘ธรรมนัส’ เยี่ยมให้กำลังใจทหารเจ็บจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา

สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การปฏิบัติหน้าที่ของทหารหาญที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงภัยตลอดเวลาจึงเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง การที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เดินทางไปเยี่ยมและให้กำลังใจทหารที่ได้รับบาดเจ็บในครั้งนี้ ถือเป็นภาพที่แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความใส่ใจที่นักการเมืองและสังคมมีต่อผู้ที่เสียสละเพื่อชาติ

ทำไมการให้กำลังใจทหารชายแดนไทย-กัมพูชาจึงสำคัญ

การให้กำลังใจทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนมีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความขอบคุณต่อความเสียสละของพวกเขา แต่ยังเป็นการเสริมสร้างขวัญและกำลังใจให้พวกเขามีกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ทหารเหล่านี้ต้องเผชิญกับความยากลำบาก ความเสี่ยง และความเหงา หากได้รับการสนับสนุนและกำลังใจ พวกเขาก็จะรู้สึกว่าสิ่งที่พวกเขาทำนั้นมีคุณค่าและมีความหมาย

นอกจากนี้ การเยี่ยมเยียนและให้ความช่วยเหลือยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังครอบครัวของทหารว่า พวกเขาไม่ได้ถูกทอดทิ้งและได้รับการดูแลจากสังคม การสนับสนุนครอบครัวของทหารเป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน เพราะครอบครัวเป็นกำลังใจสำคัญที่ช่วยให้ทหารสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวล

การที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เดินทางไปเยี่ยมและให้กำลังใจทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นการแสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและการตระหนักถึงความสำคัญของผู้ที่เสียสละเพื่อชาติ การกระทำเช่นนี้เป็นตัวอย่างที่ดีที่ควรค่าแก่การยกย่องและส่งเสริมให้เกิดการสนับสนุนและช่วยเหลือทหารและครอบครัวทหารอย่างต่อเนื่องต่อไป

การช่วยเหลือของมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า ที่มอบเงินช่วยเหลือให้กับทหารที่ได้รับบาดเจ็บ ถือเป็นการช่วยเหลือเบื้องต้นที่สำคัญ แต่การดูแลในระยะยาวก็มีความจำเป็นเช่นกัน การสนับสนุนด้านการรักษาพยาบาล การฟื้นฟูสมรรถภาพ และการให้ความช่วยเหลือด้านการดำรงชีวิต เป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทหารที่ได้รับบาดเจ็บสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข

ดังนั้น การที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้แสดงความห่วงใยและให้กำลังใจทหารชายแดนไทย-กัมพูชา จึงเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม และหวังว่าจะเป็นแรงกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลและสนับสนุนทหารที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อชาติมากยิ่งขึ้น เพราะพวกเขาสมควรได้รับการยกย่องและดูแลเป็นอย่างดี

การใส่ใจดูแลทหารชายแดนไทย-กัมพูชาที่ได้รับบาดเจ็บไม่เพียงแต่เป็นหน้าที่ของนักการเมืองหรือองค์กรการกุศลเท่านั้น แต่เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่จะต้องร่วมกันแสดงความขอบคุณและให้กำลังใจพวกเขาทุกวิถีทาง

ขอเป็นกำลังใจให้ทหารชายแดนไทย-กัมพูชาทุกท่าน

ที่มา – ‘ธรรมนัส’ เยี่ยมให้กำลังใจทหารเจ็บจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา