ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

กมธ.ต่างประเทศ แจงทูตญี่ปุ่น ปมชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อวันที่ 6 ส.ค.68 นายชลัฐ รัชกิจประการ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า กมธ.การต่างประเทศในฐานะตัวแทนของรัฐสภา ได้เข้าพบ นายโอตากะ มาซาโตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เพื่อสื่อสารกับมิตรประเทศเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดย กมธ.การต่างประเทศ ได้แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์สึนามิในญี่ปุ่น และขอบคุณเอกอัครราชทูตฯ ที่เดินทางไปร่วมสังเกตการณ์ในพื้นที่ความเสียหายของไทยด้วยตนเอง ซึ่งท่านทูตได้แสดงความเสียใจต่อผู้ได้รับผลกระทบชาวไทยเช่นกัน

นายชลัฐ กล่าวว่า ในการพูดคุย คณะกรรมาธิการฯ ได้ยืนยันถึงจุดยืนของไทยที่ต้องการแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจาทวิภาคีต่างๆ แต่ไม่ได้รับความร่วมมือจากกัมพูชา รวมทั้งเรื่องที่มีการใช้ทุ่นระเบิดที่ฝ่าฝืนอนุสัญญาออตตาวา พร้อมเน้นย้ำว่า กัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มโจมตีก่อนเมื่อวันที่ 24 ก.ค.68 โดยมุ่งเป้าไปที่พลเรือน ทำให้มีผู้บริสุทธิ์และเด็กเสียชีวิต ประชาชนอีกหลายแสนคนต้องอพยพหนีภัย นอกจากนี้รัฐบาลกัมพูชาใช้ “สงครามข่าวสารปลอม” เพื่อสร้างความเกลียดชังในหมู่ประชาชนกัมพูชาและนานาชาติ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ควรถูกประณาม

นายชลัฐ กล่าวต่อว่านอกจากนี้ กมธ.การต่างประเทศ ได้แสดงความยินดีที่ประธานอาเซียนเข้ามามีบทบาทในการทำให้เกิดการหยุดยิง และขอให้ญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศผู้ลงทุนรายใหญ่ในทั้งไทยและกัมพูชา ช่วยผลักดันนานาชาติ ให้จับตาดูการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงของกัมพูชาอย่างเคร่งครัด โดยเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นได้แสดงความขอบคุณต่อการเข้าพบด้วยความจริงใจ และตรงไปตรงมา และยินดีที่จะสนับสนุนให้เกิดการเจรจา เพื่อนำมาซึ่งสันติสุขในภูมิภาคต่อไป

นายชลัฐ ยังได้แสดงความคิดเห็นส่วนตัวว่า แม้จะมีการเจรจาหยุดยิงแล้ว แต่ยังคงต้องมีผู้รับผิดชอบต่อการละเมิดอนุสัญญาออตตาวา อนุสัญญาเจนีวา และการละเมิดหลักสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้น และจะร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อผลักดันการฟ้องร้องกัมพูชาในระดับนานาชาติต่อไป.

กมธ.ต่างประเทศ พบเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย แจงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ล่าสุด กมธ. ตปท. ได้เข้าพบทูตญี่ปุ่นเพื่อหารือถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาและความร่วมมือระหว่างประเทศ

ความเคลื่อนไหวของ กมธ.ต่างประเทศ ต่อสถานการณ์ชายแดน

กมธ.ต่างประเทศ ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องในการผลักดันให้เกิดสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค โดยการเข้าพบเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยในครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการสร้างความเข้าใจและแสวงหาความร่วมมือจากนานาชาติ การที่กมธ.ต่างประเทศหยิบยกประเด็นการละเมิดอนุสัญญาออตตาวา และการใช้สงครามข่าวสารปลอมขึ้นมานั้น แสดงให้เห็นถึงความกังวลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และความมุ่งมั่นที่จะนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ

การที่ประเทศไทยพยายามแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจาทวิภาคี แต่ไม่ได้รับความร่วมมือจากกัมพูชา เป็นสิ่งที่น่าเสียใจ และจำเป็นต้องอาศัยความช่วยเหลือจากนานาชาติในการผลักดันให้เกิดการเจรจาอย่างจริงจัง การที่ญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศผู้ลงทุนรายใหญ่ในทั้งไทยและกัมพูชา พร้อมที่จะสนับสนุนให้เกิดการเจรจา เป็นสัญญาณที่ดี และหวังว่านานาชาติจะร่วมมือกันเพื่อนำมาซึ่งสันติสุขในภูมิภาคโดยเร็ว

สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือการรักษาสันติภาพและหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง การเจรจาและการทูตเป็นหนทางเดียวที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน หวังว่าทุกฝ่ายจะตระหนักถึงความสำคัญของสันติภาพและร่วมมือกันเพื่อสร้างความมั่นคงในภูมิภาค

การดำเนินการของ กมธ.ต่างประเทศ ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างสันติวิธี และความพยายามในการสร้างความร่วมมือกับนานาชาติเพื่อผลักดันให้เกิดสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาดังกล่าว จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งไทย กัมพูชา และนานาชาติ เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น

ที่มา – ‘กมธ.ต่างประเทศ’พบเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย แจงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

ลดน้ำหนักได้จริง! ด้วย ‘อาหารแปรรูปต่ำ’

ผลการศึกษาล่าสุดชี้ว่าการเลือกรับประทาน ‘อาหารแปรรูปต่ำ’ สามารถช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้มากกว่าที่คิด! สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ว่าการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารเนเจอร์ เมดิซีน ได้ทำการทดลองโดยให้ผู้เข้าร่วมลดน้ำหนักด้วยวิธีการรับประทานอาหารที่ผ่านกระบวนการแปรรูปน้อยที่สุด

การทดลองนี้เปรียบเทียบการรับประทานอาหาร เช่น พาสตา ไก่ และผัก ซึ่งถือเป็น ‘อาหารแปรรูปต่ำ’ กับการรับประทานอาหารแปรรูปที่ได้มาตรฐานทางโภชนาการ เช่น อาหารแช่แข็งพร้อมอุ่น ซีเรียล โปรตีนบาร์ และโปรตีนเชค แบบไหนจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่ากัน

ในการทดลองมีผู้เข้าร่วม 55 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงอายุตั้งแต่ 20 ปีตอนต้นจนถึงกลาง 60 ปี ทุกคนมีดัชนีมวลกาย (BMI) อยู่ในช่วงน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน ที่น่าสนใจคือ มากกว่า 2 ใน 3 ของพลังงานที่กลุ่มตัวอย่างได้รับ มาจากอาหารแปรรูปขั้นสูง

นักวิจัยได้ออกแบบอาหาร 2 ประเภทตามมาตรฐานโภชนาการของสหราชอาณาจักร โดยควบคุมปริมาณน้ำตาล ไขมันอิ่มตัว และโซเดียม ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม อาหารประเภทแรกเน้น ‘อาหารแปรรูปต่ำ’ เช่น ข้าวโอ๊ตที่ถูกเก็บข้ามคืน โยเกิร์ตรสธรรมชาติ และสปาเกตตีโบโลเนสแบบทำเอง ส่วนอาหารประเภทที่สองประกอบด้วยอาหารแปรรูปขั้นสูงที่ดีต่อสุขภาพ เช่น ซีเรียลธัญพืชเต็มเมล็ด นมจากพืช โยเกิร์ตแต่งรส และลาซานญาแช่แข็ง

ผลการทดลองพบว่า ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่สามารถลดน้ำหนักได้ด้วยอาหารทั้งสองประเภท อย่างไรก็ตาม โดยเฉลี่ยแล้ว ภายในระยะเวลา 2 เดือน กลุ่มที่บริโภค ‘อาหารแปรรูปต่ำ’ สามารถลดน้ำหนักได้มากกว่า โดยลดได้ประมาณ 2 กิโลกรัม ในขณะที่กลุ่มที่บริโภคอาหารแปรรูปขั้นสูงลดได้เพียง 1 กิโลกรัม

ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า หากบริโภคอาหารตามรูปแบบเหล่านี้ต่อเนื่องเป็นเวลา 1 ปี ผู้ที่บริโภค ‘อาหารแปรรูปต่ำ’ อาจสามารถลดน้ำหนักได้มากถึง 9-13% เมื่อเทียบกับอีกกลุ่มหนึ่งที่อาจลดได้เพียง 4-5% นอกจากนั้น ผู้ที่รับประทานอาหารแปรรูปต่ำยังสามารถลดไขมันในร่างกายได้มากกว่าถึง 2 เท่าอีกด้วย

‘อาหารแปรรูปต่ำ’ ทางเลือกเพื่อการลดน้ำหนักที่ยั่งยืน

ผลการศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า การเลือกรับประทานอาหารที่มีกระบวนการแปรรูปน้อยที่สุด สามารถส่งผลดีต่อการลดน้ำหนักได้มากกว่าการพึ่งพาอาหารแปรรูปที่เน้นคุณค่าทางโภชนาการเพียงอย่างเดียว

ทำไม ‘อาหารแปรรูปต่ำ’ ถึงช่วยลดน้ำหนักได้ดีกว่า?

เหตุผลหนึ่งที่เป็นไปได้คืออาหารแปรรูปต่ำ มักจะมีใยอาหาร (fiber) สูงกว่า ซึ่งทำให้รู้สึกอิ่มนานขึ้นและลดความอยากอาหาร นอกจากนี้ อาหารแปรรูปต่ำมักจะมีน้ำตาล ไขมัน และโซเดียม น้อยกว่าอาหารแปรรูปขั้นสูง ซึ่งช่วยลดปริมาณแคลอรี่ที่ได้รับในแต่ละวัน

  • ใยอาหารสูง: ช่วยให้อิ่มนาน ลดความอยากอาหาร
  • น้ำตาลน้อย: ลดปริมาณแคลอรี่ที่ได้รับ
  • ไขมันต่ำ: สนับสนุนการลดน้ำหนัก
  • โซเดียมต่ำ: ดีต่อสุขภาพโดยรวม

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินหันมาเน้น ‘อาหารแปรรูปต่ำ’ จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักและรักษาสุขภาพในระยะยาว ลองเริ่มต้นด้วยการทำอาหารรับประทานเองให้มากขึ้น เลือกซื้อวัตถุดิบสดใหม่จากตลาด หรือเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ถึงแม้ว่าอาหารแปรรูปบางชนิดจะมีประโยชน์และสะดวกสบาย แต่การให้ความสำคัญกับอาหารที่ผ่านกระบวนการแปรรูปน้อยที่สุด จะช่วยให้คุณได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์อย่างครบถ้วน และลดความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดจากการบริโภคอาหารแปรรูปมากเกินไป

เริ่มต้นวันนี้ เพื่อสุขภาพที่ดีและรูปร่างที่สมส่วนกว่าเดิม!

ที่มา – ผลการศึกษาชี้ ‘อาหารแปรรูปต่ำ’ ช่วยให้ลดน้ำหนักได้มากขึ้น

กัมพูชารับข้อเสนอไทย: เกณฑ์วัดใจ 3 ระดับ

พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ได้ออกมาเปิดเผยถึงผลการเจรจาคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ไทย-กัมพูชา (GBC) ที่ประเทศมาเลเซียว่า ฝ่ายกัมพูชานั้นได้ตอบรับข้อเสนอของไทยแล้ว และได้มีการตั้งเกณฑ์วัดความจริงใจของกัมพูชาไว้ 3 ระดับ

กัมพูชารับข้อเสนอไทย: เกณฑ์วัดใจ 3 ระดับ

ในการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และประชุมคณะรัฐมนตรีชุดเล็ก พล.อ.ณัฐพล ได้กล่าวถึงรายละเอียดเบื้องต้นว่า ข้อเสนอที่ไทยได้เสนอไปนั้นได้รับการเห็นชอบร่วมกันจากฝ่ายกัมพูชา โดยมีข้อเสนอประมาณ 13-14 ข้อที่ตรงกับที่ สมช. ได้อนุมัติไป

พล.อ.ณัฐพล ยังกล่าวถึงกรณีที่ผ่านมาที่มีการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงเล็กๆ น้อยๆ ว่าจะต้องมีการกำกับกันต่อไป แต่โดยส่วนตัวแล้วเขามองว่าฝ่ายกัมพูชามีความจริงใจที่จะหยุดยิงจากการบรรลุข้อตกลงในระดับกองเลขาฯ โดยได้แบ่งระดับความจริงใจไว้ 3 ระดับด้วยกัน:

  1. ระดับกองเลขาฯ: ถือว่าผ่านเรื่องความจริงใจในระดับหนึ่ง
  2. ระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม: ซึ่งจะมีการประชุมในวันที่ 7 ส.ค. ถือเป็นการวัดความจริงใจในระดับที่ 2
  3. ระดับการปฏิบัติจริง: คือการทำตามที่ตกลงกันไว้

ดังนั้น พล.อ.ณัฐพล จึงเห็นว่ากัมพูชาได้ผ่านเกณฑ์ความจริงใจไปแล้ว 1 ระดับ คือการที่กองเลขาฯ ตอบรับข้อเสนอของฝ่ายไทย ซึ่งปกติแล้วในการประชุมจากฝ่ายกองเลขาฯ ของ GBC ฝ่ายกัมพูชามักจะรอฟังข้อเสนอจากฝ่ายไทยก่อน แล้วจึงให้ข้อพิจารณามาในการแลกเปลี่ยน แต่ในการประชุมครั้งนี้ก็ได้ข้อสรุปที่น่าพอใจภายใน 3 วัน

เงื่อนเวลาและผลประโยชน์ของชาติ

พล.อ.ณัฐพล ยอมรับว่ามีเรื่องเงื่อนเวลาอยู่ในข้อเสนอที่ไทยเสนอไป แต่ขอพิจารณารายละเอียดในช่วงครึ่งวันก่อน และขอให้ทุกคนสบายใจได้ว่าไทยยึดถือผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก และคำนึงถึงอธิปไตยเป็นสำคัญ

สิ่งที่เน้นย้ำคือ การประชุม GBC จะมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้ง 2 ประเทศเป็นประธาน ซึ่งกรอบการพิจารณาส่วนใหญ่จะมุ่งไปที่อำนาจความมั่นคงในเรื่องของการหยุดยิง นอกจากนี้ยังมีงานอื่นๆ ที่ต้องทำอีกหลายอย่าง เช่น เรื่องการเรียกร้องค่าเสียหายของพลเรือน หรือเรื่องเขตแดน ซึ่งจะมีการพิจารณาในการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ต่อไป

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้เลขาธิการ สมช. เป็นประธานการประชุมพิจารณาแบ่งมอบงานให้เรียบร้อย เพื่อให้ประชาชนสบายใจว่าใครจะรับผิดชอบในเรื่องใด

ส่วนเรื่องของศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) จะมุ่งไปที่ปัญหาเฉพาะหน้า เพราะคือส่วนราชการต่างๆ ที่มาร่วมกันทำงาน เพราะหากรวมการทำงานแล้วอยู่ในระยะยาว จะทำให้กลไกในปกติไม่สามารถทำงานได้

ข้อเสนอของกัมพูชาและ MOU 2543

พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า เขาไม่ทราบถึงเงื่อนไข 2 ข้อที่ฝ่ายกัมพูชาขอปรึกษาจากกรุงพนมเปญ เพราะยังไม่ได้ตรวจสอบกับกองเลขาฯ แต่หากมีการซักถามแล้วข้อเสนอเดิมอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้นจึงต้องรอฟังข้อสรุปในวันที่ 6 ส.ค.

สำหรับการประชุม GBC หากเสร็จสิ้นแล้ว ขั้นตอนต่อไปในการพูดคุยในคณะกรรมการชุดอื่นน่าจะง่ายขึ้น แต่ในความรู้สึกของเขาไม่น่าจะเกี่ยวกัน เพราะขั้นต่อไปคือ คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ซึ่งเป็นระดับล่างลงไป ซึ่งในการประชุม GBC มีรายละเอียดเรื่องการหยุดยิง และปรับกำลัง หรือวางกำลัง ที่การประชุม RBC เป็นผู้กำหนด แต่ GBC ตีกรอบไว้ให้

ส่วนกลไก JBC เป็นสิ่งที่กัมพูชาบ่ายเบี่ยงมาโดยตลอด เพราะไทยอยากให้เข้าประชุมดังกล่าว เนื่องจากเป็นการประชุมระดับทวิภาคี แต่เป็นที่ทราบกันดีว่าฝ่ายกัมพูชาอยากให้ไปศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ดังนั้นจะเห็นได้ว่ามีหลายงานและหน่วยที่รับผิดชอบแตกต่างกันไป

พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า MOU 2543 ยังมีประโยชน์ เพราะการที่เรากล่าวหาฝ่ายกัมพูชาได้ในปัจจุบันกับนานาประเทศ คือ กัมพูชาผิด MOU 2543 ถ้าไม่มีข้อตกลงดังกล่าว ก็ไม่มีข้ออ้างอิง หรือกติกาที่จะไปกล่าวหากัมพูชาได้เลย เช่น ที่เรากล่าวหากัมพูชาว่า มาขุดคูเลตในเขตประเทศไทย ซึ่งสิ่งนี้ผิด MOU 2543 แต่ถ้าไม่มี MOU 2543 ไทยจะไปกล่าวหากัมพูชาอย่างไร

ในตอนท้าย พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า แม้ว่าสื่อกัมพูชาจะออกมาบอกว่าไม่ได้เต็มใจรับข้อเสนอทั้งหมด แต่ไทยยึดตามเอกสารที่มีการลงนามร่วมกัน และมีการมีผู้สังเกตการณ์เข้าร่วม ซึ่งจะเป็นพยานยืนยันข้อตกลงระหว่างสองประเทศ

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชากำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น แม้จะยังมีความท้าทายอยู่บ้าง แต่การที่ กัมพูชารับข้อเสนอไทย ถือเป็นสัญญาณบวก และการมีเกณฑ์วัดความจริงใจ 3 ระดับ จะช่วยให้เราติดตามและประเมินสถานการณ์ได้อย่างใกล้ชิด

ที่มา – ‘บิ๊กเล็ก’ เผย ‘กัมพูชา’ รับข้อเสนอไทย ชี้ตั้งเกณฑ์วัดความจริงใจกัมพูชา 3 ระดับ

สพฐ. จับมือ มสธ. ส่งเสริมผลิตสื่อสร้างสรรค์

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตระหนักถึงความสำคัญของการส่งเสริมและพัฒนาทักษะของนักเรียนที่มีความถนัดและความสามารถด้านการผลิตภาพยนตร์ ให้มีโอกาสแสดงศักยภาพ ฝึกฝนทักษะ และได้รับประสบการณ์จากผู้กำกับมืออาชีพ อันจะนำไปสู่การประกอบอาชีพในอุตสาหกรรมภาพยนตร์อย่างมืออาชีพ

ภายใต้เจตนารมณ์อันแน่วแน่ในการส่งเสริมศักยภาพและจินตนาการของเยาวชนไทย สพฐ. ร่วมกับ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) ได้จัดทำ “โครงการยุวชนฉายฝัน” เพื่อเปิดพื้นที่ให้เยาวชนไทยได้เรียนรู้ สร้างสรรค์ และลงมือทำสื่อด้วยตัวเอง โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมผลิตสื่อสร้างสรรค์

ปี 2567 คือปีแห่งการ “ปลุกพลังความคิดสร้างสรรค์” เยาวชนมัธยมศึกษาทั่วประเทศได้ร่วมเดินทางผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่บูรณาการศาสตร์และศิลป์ สร้าง “สื่อสร้างสรรค์” ที่ทั้งมีคุณภาพและจิตสำนึก โครงการนี้จึงเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมผลิตสื่อสร้างสรรค์อย่างแท้จริง

เพราะเราเชื่อว่าเด็กและเยาวชนคือพลังของการเปลี่ยนแปลง เมื่อพวกเขาได้รับโอกาสในการเรียนรู้ ลงมือทำ และแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ พวกเขาจะเติบโตเป็นพลเมืองดิจิทัลที่ทรงคุณค่า และส่งต่อแรงบันดาลใจสู่สังคม

เพื่อจุดประกายฝันและผลักดันศักยภาพของเยาวชน โครงการได้จัดการประกวด “ผลงานสื่อสร้างสรรค์” โดยมี 2 ประเภทรางวัลหลัก:

  • รางวัลประเภทยอดเยี่ยมระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย
    • รางวัลชนะเลิศ: เงินรางวัลทีมละ 100,000 บาท
    • รองชนะเลิศ อันดับ 1–4: เงินรางวัล 40,000 – 100,000 บาท
    • ทุกทีมได้รับเกียรติบัตรและโล่รางวัล
  • รางวัลประเภทยอดนิยม (Popular Vote) ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย
    • รางวัลทีมละ 50,000 บาท พร้อมเกียรติบัตรและโล่รางวัล

สพฐ. จับมือ มสธ. ส่งเสริมผลิตสื่อสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

“โครงการยุวชนฉายฝัน” ไม่ใช่แค่เวทีการประกวด แต่มันคือเวทีแห่งการเติบโต ความหวัง และการฉายแสงของความฝัน เพราะเราเชื่อว่าทุกความฝันของเยาวชนมีคุณค่า ควรได้รับโอกาสในการ ‘ฉาย’ ให้โลกได้เห็น ยุวชนฉายฝัน ฝันให้ไกล สร้างสรรค์ให้เป็นจริง

ทำไมการส่งเสริมผลิตสื่อสร้างสรรค์จึงสำคัญ?

การส่งเสริมผลิตสื่อสร้างสรรค์ในเยาวชนมีความสำคัญอย่างยิ่งด้วยเหตุผลหลายประการ:

  • พัฒนาทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21: การสร้างสื่อต้องใช้ทักษะที่หลากหลาย เช่น การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การทำงานเป็นทีม และการสื่อสาร ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับการประสบความสำเร็จในโลกยุคปัจจุบัน
  • ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม: การเปิดโอกาสให้เยาวชนได้สร้างสรรค์สื่อของตนเอง จะช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และนำไปสู่นวัตกรรมใหม่ๆ
  • สร้างพลเมืองดิจิทัลที่มีคุณภาพ: การเรียนรู้การสร้างสื่ออย่างมีความรับผิดชอบ จะช่วยให้เยาวชนเติบโตเป็นพลเมืองดิจิทัลที่สามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างสร้างสรรค์และมีจริยธรรม
  • สร้างโอกาสทางอาชีพ: อุตสาหกรรมสื่อเป็นอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง การมีทักษะในการผลิตสื่อจะช่วยเพิ่มโอกาสในการทำงานให้กับเยาวชน

โครงการ “ยุวชนฉายฝัน” เป็นตัวอย่างที่ดีของการส่งเสริมผลิตสื่อสร้างสรรค์ ที่ช่วยให้เยาวชนได้พัฒนาศักยภาพของตนเองและสร้างผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม การสนับสนุนโครงการในลักษณะนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างอนาคตที่สดใสให้กับเยาวชนไทย

การที่ สพฐ. จับมือกับ มสธ. ในการดำเนินโครงการนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาการศึกษาไทยให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลก และเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพื่ออนาคตของชาติ

ที่มา – สพฐ. จับมือ มสธ.ส่งเสริมผลิตสื่อสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

ปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติฯ โดยมูลนิธิผืนป่าในใจเรา

มูลนิธิผืนป่าในใจเรา ร่วมกับ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) สนับสนุนกิจกรรม“ปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ” ณ พื้นที่ป่าสาธารณประโยชน์ บ้านหนองนกเขียน ตำบลภูหลวง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ในเขตพื้นที่สงวนชีวมณฑลสะแกราช เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๘ โดยมีนางสาวผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ กรรมการและเหรัญญิก มูลนิธิผืนป่าในใจเรา ให้การต้อนรับ นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่ให้เกียรติมาเป็นประธานในการจัดกิจกรรม พร้อมด้วย นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากูลปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมด้วย นางธนาภรณ์ พรมสุวรรณ นางสาวนันทิกา นิลวรสกุล นายแพทริค หอรัตนชัย และนางภาวินี ไชยสิทธิ์ คณะที่ปรึกษาและผู้บริหารจาก บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้    

นางสาวผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ กรรมการและเหรัญญิก มูลนิธิผืนป่าในใจเรา กล่าวว่า รู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ มูลนิธิผืนป่าในใจเราได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมปลูกป่าเพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๘ ในครั้งนี้ ซึ่งมีการปลูกกล้าไม้มากกว่า ,๐๐๐ ต้น โดยเป็นกล้าไม้ที่ได้รับการผสมเชื้อเห็ดไมคอร์ไรซา เช่น เห็ดตะไคร เห็ดระโงก และเห็ดตับเต่า ซึ่งจะสามารถเจริญเติบโตร่วมกับรากไม้ และช่วยสร้างระบบนิเวศให้มีความสมบูรณ์ และยังให้ผลผลิตเป็นเห็ดบริโภคได้ในอนาคตที่จะช่วยสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนในระยะยาว นอกจากนี้ยังช่วยส่งเสริม และสนับสนุนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติ ด้วยการฟื้นฟู ดูแลรักษาผืนป่า ตลอดจนเพิ่มพื้นที่สีเขียวในประเทศไทย เพื่อแก้ไขปัญหามลภาวะและสร้างสมดุลกับสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ รวมถึงอนุรักษ์สัตว์ป่าสงวนที่ใกล้สูญพันธุ์ เพื่อการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน สอดคล้องตามพันธกิจหลักของมูลนิธิผืนป่าในใจเรา

โดยได้ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ และหลายภาคส่วน ตามที่สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช และศูนย์วนวัฒนวิจัยที่  (นครราชสีมา) ตำบลอุดมทรัพย์ อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ และเทคโนโลยีจากงานวิจัย ภายใต้โครงการ “การอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมต้นแบบการปลูกไม้มีค่าและพืชเศรษฐกิจร่วมกับการเพาะเห็ดไมคอร์ไรซาแบบครบวงจร” ดำเนินการโดยนักวิจัยจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) องค์ความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอดนี้ เป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสม สามารถประยุกต์ใช้กับทรัพยากร และอุปกรณ์พื้นฐานในระดับครัวเรือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ประชาชนสามารถผลิตกล้าไม้ และเชื้อเห็ดไมคอร์ไรซาเพื่อใช้ในการปลูกป่า และยังสร้างรายได้จากการเก็บเกี่ยวเห็ดที่เกิดร่วมกับต้นไม้ในอนาคต เป็นการพัฒนาอาชีพบนพื้นฐานของทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

กิจกรรมดังกล่าว สืบเนื่องมาจากการจัดอบรมการผลิตเชื้อเห็ดไมคอร์ไรซา และการเตรียมกล้าไม้ผสมเชื้อเห็ดไมคอร์ไรซา ณ ศูนย์วนวัฒนวิจัยที่  (นครราชสีมาให้แก่นักเรียน และประชาชน จำนวน ๗๐ คน ด้วยความร่วมมือของ มูลนิธิผืนป่าในใจเรา และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินกิจกรรมปลูกป่าดังที่กล่าวข้างต้น โดยใช้กล้าไม้ผสมเชื้อเห็ดไมคอร์ไรซา จำนวน ,๐๐๐ กล้า โดยเชื้อเห็ดบางส่วนได้จัดซื้อมาจาก “มูลนิธิเห็ดไมคอร์ไรซาเพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูป่าไม้ ซึ่งทำงานร่วมกับเครือข่ายชุมชนไม้มีค่าที่ได้รับรางวัลระดับประเทศจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ  

“มูลนิธิผืนป่าในใจเรา” พร้อมสนับสนุนความร่วมมือทุกมิติในการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้ผืนป่าของประเทศไทยอย่างยั่งยืน “จากหนึ่งกล้า สู่ผืนป่าในใจเรา”

กิจกรรมปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติฯ

กิจกรรม ปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติฯ นี้ไม่เพียงแต่เป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียว แต่ยังเป็นการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ความสำคัญของการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติฯ

การปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติฯ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการฟื้นฟูระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพในประเทศไทย

การร่วมมือของทุกภาคส่วนในการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติฯ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนสำหรับประเทศไทย

ที่มา – มูลนิธิผืนป่าในใจเรา และไทยเบฟ ร่วมปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

จับตา! ประชุม สมช.-ครม. เคาะข้อเสนอ GBC

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง เมื่อวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา มีการประชุมสำคัญที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ไทย-กัมพูชา ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ในวันที่ 7 สิงหาคมนี้ การประชุมครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการหารือเพื่อหาทางออกร่วมกันในประเด็นความมั่นคงชายแดน และสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างสองประเทศ

การประชุม ‘สมช.-ครม.นัดพิเศษ’ จ่อเคาะ 8 ข้อเสนอฝ่ายไทยเจรจา ‘จีบีซี’ 7 ส.ค. นำโดย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นการประชุมร่วมกันระหว่างสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และคณะรัฐมนตรีวาระพิเศษ โดยมีวาระสำคัญคือการพิจารณาให้ความเห็นชอบข้อเสนอของฝ่ายไทยจำนวน 8 ข้อ เพื่อนำไปเจรจาในการประชุมจีบีซี

จับตาประชุม ‘สมช.-ครม.นัดพิเศษ’ จ่อเคาะ 8 ข้อเสนอฝ่ายไทยเจรจา ‘จีบีซี’ 7 ส.ค.

คณะผู้แทนฝ่ายไทยในการประชุมจีบีซี นำโดย พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะรักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ส่วนคณะผู้แทนฝ่ายกัมพูชา นำโดย พล.อ.เตีย เซ็ยฮา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา การพบปะและหารือระหว่างผู้แทนระดับสูงของทั้งสองประเทศ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาและเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

8 ข้อเสนอสำคัญที่ต้องจับตา

สำหรับ 8 ข้อเสนอของฝ่ายไทยที่ถูกนำมาพิจารณาในการประชุม ‘สมช.-ครม.นัดพิเศษ’ จ่อเคาะ 8 ข้อเสนอฝ่ายไทยเจรจา ‘จีบีซี’ 7 ส.ค. มีรายละเอียดดังนี้:

  1. หยุดยิงเด็ดขาด: ทั้งไทยและกัมพูชาตกลงที่จะหยุดยิงในพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง เพื่อป้องกันการปะทะและการสูญเสีย
  2. คุ้มครองประชาชน: เน้นย้ำมาตรการคุ้มครองพลเรือน โดยจะไม่โจมตีที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
  3. งดเสริมกำลัง: ห้ามนำกำลังทหารหรือยุทโธปกรณ์เพิ่มเติมเข้าไปในพื้นที่พิพาท เพื่อป้องกันความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น
  4. ห้ามเคลื่อนย้ายกำลังพล: ควบคุมการเคลื่อนย้ายกำลังพลในพื้นที่ชายแดน เพื่อลดความเข้าใจผิดและความตึงเครียด
  5. ความร่วมมือในการส่งกลับประชาชน: อำนวยความสะดวกในการส่งกลับประชาชน ผู้บาดเจ็บ และผู้เสียชีวิต
  6. จัดตั้งชุดประสานงานเฉพาะกิจ: จัดตั้งทีมงานเพื่อสื่อสารและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ (ฝ่ายละ 4 นาย)
  7. ปรับกำลังทหาร: ปรับกำลังทหารเพื่อลดการเผชิญหน้า
  8. ข้อตกลงระดับนโยบาย: หากเห็นพ้องกัน อาจนำไปสู่การลงนามข้อตกลงที่มีผลบังคับใช้ในระดับนโยบาย

ข้อเสนอเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างสันติวิธี และให้ความสำคัญกับการคุ้มครองประชาชนในพื้นที่

การประชุม ‘สมช.-ครม.นัดพิเศษ’ จ่อเคาะ 8 ข้อเสนอฝ่ายไทยเจรจา ‘จีบีซี’ 7 ส.ค. ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ผลการเจรจาในการประชุมจีบีซี จะมีผลต่อการดำเนินนโยบายชายแดน และส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งสองประเทศ การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ

การเจรจาครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังเป็นการวางรากฐานสำหรับความร่วมมือในระยะยาว การสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน จะนำไปสู่การพัฒนาและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันของทั้งสองประเทศในอนาคต

ที่มา – จับตาประชุม ‘สมช.-ครม.นัดพิเศษ’ จ่อเคาะ 8 ข้อเสนอฝ่ายไทยเจรจา ‘จีบีซี’ 7 ส.ค.

‘ภูมิธรรม’ ชื่นชม วปอ.บอ. รุ่น 2 ช่วยพัฒนาชาติ

เมื่อวันที่ 6 ส.ค. นายภูมิธรรม เวชชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เป็นประธานรับฟังการแถลงผลการศึกษาของนักศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรสำหรับผู้บริหารแห่งอนาคต (วปอ.บอ.) รุ่นที่ 2 ในงาน “FUTURE READY, FUTURE LEADER FORUM 2025 : สร้างความพร้อม ขับเคลื่อนอนาคต” โดยมี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ผู้บัญชาการเหล่าทัพ พล.ต.ชัชวาลย์ พยุงวงศ์ ผู้อำนวยการหลักสูตร วปอ.บอ. และคณะนักศึกษาหลักสูตร วปอ.บอ. รุ่นที่ 2 จำนวน 224 คน ร่วมงาน ณ อาคารอเนกประสงค์ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ถ.วิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ

โดย นายภูมิธรรม กล่าวว่า แสดงความยินดีที่ได้มีโอกาสรับฟังข้อเสนอจากนักศึกษา ซึ่งสะท้อนถึงมุมมองที่ลึกซึ้งและรอบด้านในประเด็นต่างๆที่เกี่ยวข้องกับประเทศชาติ พร้อมเชื่อมั่นว่า การรับฟังข้อเสนอเชิงนโยบายครั้งนี้จะช่วยต่อยอดแนวคิด ขยายวิสัยทัศน์ และเชื่อมโยงกับภารกิจของภาครัฐในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติให้บรรลุเป้าหมาย

“ตนประทับใจในการนำเสนอของนักศึกษาที่แสดงถึงความกล้าคิด กล้าทำ และมองอนาคตอย่างสร้างสรรค์ เชื่อมั่นว่า แนวคิดเหล่านี้สามารถนำไปต่อยอดเพื่อสร้างโลกใหม่ที่ดีกว่าเดิมได้ ซึ่งความคิดและวิสัยทัศน์ที่นักศึกษาหลักสูตร วปอ.บอ. นำเสนอ เกิดจากการบ่มเพาะความคิดของผู้นำแห่งอนาคต ที่ไม่ใช่เพียงเรื่องของตำแหน่งหรืออำนาจเท่านั้น แต่คือ ความเข้าใจในโลกยุคใหม่ ความรับผิดชอบต่อสังคม และหัวใจที่พร้อมก้าวไปสู่อนาคตอย่างแท้จริง โดยหากสามารถขยายแนวคิดเหล่านี้ออกไปในวงกว้าง เพื่อให้เกิดการถกเถียง สังเคราะห์ และนำไปปฏิบัติได้จริง จะช่วยยกระดับคุณภาพนโยบายสาธารณะในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก ทั้งในด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี สภาพภูมิอากาศ และความคิดของผู้คน ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนอย่างยิ่ง การเข้าใจบริบทเหล่านี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นในการกำหนดทิศทางความมั่นคงในอนาคต” นายภูมิธรรม กล่าว

นายภูมิธรรม กล่าวต่อว่า ตนเห็นด้วยอย่างยิ่งว่า การเปิดโอกาสให้ทุกคนในสังคมมองเห็นปัญหาและมีส่วนร่วมเสนอแนวทาง คือรากฐานของประชาธิปไตยที่แท้จริง และเป็นหนทางสำคัญในการสร้างความมั่นคงอย่างยั่งยืนให้ประเทศได้

‘ภูมิธรรม’ชื่นชม วปอ.บอ.รุ่น 2 นำเสนอแนวคิดสามารถต่อยอดเพื่อความมั่นคง-พัฒนาประเทศ

การที่นายภูมิธรรม เวชชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวชื่นชมแนวคิดจากนักศึกษา วปอ.บอ. รุ่นที่ 2 แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรับฟังความคิดเห็นจากคนรุ่นใหม่ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน การสนับสนุนและเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์ จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างอนาคตที่ดีกว่าเดิมสำหรับประเทศไทย

แนวคิดจาก วปอ.บอ. รุ่น 2 สร้างความมั่นคงและพัฒนาประเทศได้อย่างไร?

แนวคิดที่นำเสนอโดยนักศึกษา วปอ.บอ. รุ่นที่ 2 นั้น ครอบคลุมหลากหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนมีความสำคัญต่อการสร้างความมั่นคงและการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ตัวอย่างเช่น แนวคิดเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานราก การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจเชิงนโยบาย และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

การนำแนวคิดเหล่านี้ไปต่อยอดและปฏิบัติจริง จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับความท้าทายต่างๆ ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และสามารถสร้างความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศได้อย่างยั่งยืน ‘ภูมิธรรม’ชื่นชม วปอ.บอ.รุ่น 2 นำเสนอแนวคิดสามารถต่อยอดเพื่อความมั่นคง-พัฒนาประเทศ และถือเป็นสัญญาณที่ดีที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นจากคนรุ่นใหม่

การที่นักศึกษา วปอ.บอ. รุ่นที่ 2 ได้นำเสนอแนวคิดที่สามารถนำไปต่อยอดเพื่อความมั่นคงและพัฒนาประเทศได้นั้น สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของคนรุ่นใหม่ในการเป็นผู้นำแห่งอนาคต การสนับสนุนและส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างอนาคตที่ดีกว่าเดิมสำหรับประเทศไทย

ภูมิธรรม’ชื่นชม วปอ.บอ.รุ่น 2 นำเสนอแนวคิดสามารถต่อยอดเพื่อความมั่นคง-พัฒนาประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการลงทุนในการศึกษาและการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

ดังนั้น เราจึงควรสนับสนุนและส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างคนรุ่นต่างๆ และเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของประเทศ เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าเดิมสำหรับประเทศไทย

ที่มา – ‘ภูมิธรรม’ชื่นชม วปอ.บอ.รุ่น 2 นำเสนอแนวคิดสามารถต่อยอดเพื่อความมั่นคง-พัฒนาประเทศ

สหรัฐฯ จับ 2 จีน ลอบขนชิปเอไอ “เอ็นวิเดีย”

ข่าวใหญ่จากสหรัฐอเมริกา! เจ้าหน้าที่ได้ทำการจับกุมสองชาวจีนในแคลิฟอร์เนีย ฐานต้องสงสัยว่าลักลอบขนส่งชิปเอไอ “เอ็นวิเดีย” ไปยังประเทศจีน การจับกุมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มงวดในการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูงไปยังจีน ซึ่งเป็นประเด็นที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญอย่างมาก

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า นายชวน เกิง วัย 28 ปี จากเมืองแพซาดีนา และนายฉือเว่ย หยาง วัย 28 ปี จากเมืองเอลมอนเต ถูกกล่าวหาว่าส่งออกชิปขั้นสูงของเอ็นวิเดียและเทคโนโลยีอื่นๆ ไปยังจีน ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2565 ถึงเดือนกรกฎาคม 2568 โดยไม่ได้รับใบอนุญาตที่จำเป็นจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดกฎหมายควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ อย่างชัดเจน

คำฟ้องระบุว่า บริษัท เอแอลเอ็กซ์ โซลูชัน อิงค์ ของเกิงและหยาง ในเมืองเอลมอนเต ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2565 ไม่นานหลังจากที่สหรัฐฯ เริ่มใช้มาตรการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีไปยังจีน และกำหนดให้ต้องมีใบอนุญาตสำหรับการส่งออกชิปดังกล่าว การก่อตั้งบริษัทในช่วงเวลาดังกล่าวทำให้เกิดข้อสงสัยว่ามีเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงมาตรการควบคุมเหล่านี้

การขนส่งสินค้าจากเอแอลเอ็กซ์ โซลูชันมากกว่า 20 ครั้ง มีจุดหมายปลายทางเป็นบริษัทในสิงคโปร์และมาเลเซีย ซึ่งมักถูกใช้เป็นจุดขนถ่ายสินค้าผิดกฎหมายไปยังจีน เอแอลเอ็กซ์ได้รับเงิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 32 ล้านบาท) จากบริษัทในจีนเมื่อเดือนมกราคม 2567 และเงินส่วนอื่นจากบริษัทในฮ่องกงและจีน ซึ่งไม่ใช่บริษัทตัวแทนให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศแต่อย่างใด รูปแบบการทำธุรกรรมนี้บ่งชี้ถึงความพยายามในการปกปิดแหล่งที่มาที่แท้จริงของเงินทุน

สหรัฐฯ จับ 2 จีน ลอบขนชิปเอไอ “เอ็นวิเดีย”

นอกจากชิป H100 ของเอ็นวิเดีย ซึ่งเป็นชิปขั้นสูงที่สามารถใช้ฝึกโมเดลภาษาขนาดใหญ่ และสำหรับแอปพลิเคชันอื่นๆ เกิงและหยางยังถูกกล่าวหาว่าขนส่งการ์ดจอ PNY GeForce RTX 4090 ของเอ็นวิเดียอย่างผิดกฎหมายเช่นกัน เนื่องจากสินค้านี้จำเป็นต้องมีใบอนุญาตสำหรับการส่งออกไปยังจีน

ทำไมการลักลอบขนส่งชิปเอไอ “เอ็นวิเดีย” ถึงเป็นเรื่องใหญ่?

การลักลอบขนส่งชิปเอไอ “เอ็นวิเดีย” เป็นเรื่องใหญ่เนื่องจากชิปเหล่านี้มีศักยภาพในการนำไปใช้ในด้านต่างๆ ที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ รวมถึงการพัฒนาอาวุธขั้นสูง และระบบเฝ้าระวัง การที่ชิปเหล่านี้ตกไปอยู่ในมือของรัฐบาลจีน หรือองค์กรอื่นๆ ที่ไม่เป็นมิตร อาจทำให้สหรัฐฯ และพันธมิตรตกอยู่ในความเสี่ยง

  • เทคโนโลยีที่ถูกควบคุม: ชิปเอ็นวิเดีย H100 และการ์ดจอ RTX 4090 เป็นเทคโนโลยีที่ถูกควบคุมการส่งออก เนื่องจากมีศักยภาพในการใช้งานทางทหารและการพัฒนา AI ขั้นสูง
  • ความพยายามในการหลีกเลี่ยงมาตรการ: การจับกุมครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องในการหลีกเลี่ยงมาตรการควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ
  • ผลกระทบต่อความมั่นคง: การที่เทคโนโลยีเหล่านี้ถูกส่งออกไปยังจีนอย่างผิดกฎหมาย อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติและความได้เปรียบทางเทคโนโลยีของสหรัฐฯ

การจับกุมครั้งนี้เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า สหรัฐฯ จะยังคงเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายควบคุมการส่งออกเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงแห่งชาติ และอาจมีมาตรการเพิ่มเติมเพื่อป้องกันการลักลอบขนส่งเทคโนโลยีในอนาคต การที่ สหรัฐฯ จับ 2 จีน ลอบขนชิปเอไอ “เอ็นวิเดีย” แสดงให้เห็นถึงการเฝ้าระวังและป้องกันการเข้าถึงเทคโนโลยีสำคัญโดยไม่ได้รับอนุญาต

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของการค้าระหว่างประเทศและการแข่งขันทางเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ และจีน การควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูงจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่สหรัฐฯ ใช้เพื่อรักษาความได้เปรียบทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ

ที่มา – สหรัฐรวบ 2 ชาวจีนในแคลิฟอร์เนีย ลักลอบขนส่งชิปเอไอ “เอ็นวิเดีย” ไปจีน

สวธ. จัดแสดงดนตรีไทย เฉลิมพระเกียรติ ‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา ณ หอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ได้มีการแถลงข่าวการจัดการแสดงดนตรีไทยโดยครูอาวุโสแห่งรัตนโกสินทร์ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปีพุทธศักราช 2568 โดยนายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการจัดงานครั้งนี้

การจัดงานแสดงดนตรีไทยโดยครูอาวุโสแห่งรัตนโกสินทร์ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปีพุทธศักราช 2568 มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่พระปรีชาสามารถและพระอัจฉริยภาพด้านดนตรีไทยของพระองค์ท่าน ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีงามในการอนุรักษ์สืบสานดนตรีไทย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของชาติ อีกทั้งยังเป็นการเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติให้เป็นที่รับรู้แก่ประชาชนชาวไทย

นอกจากนี้ การจัดงานยังเปิดโอกาสให้หน่วยงานทุกภาคส่วนและประชาชนทุกหมู่เหล่ามีส่วนร่วมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ 70 พรรษา 2 เมษายน 2568 ซึ่งการจัดแสดงดนตรีไทยในครั้งนี้เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับครูอาวุโสแห่งรัตนโกสินทร์ และเหล่านักดนตรีไทยของประเทศ ในการอนุรักษ์ เผยแพร่ ถ่ายทอด และสืบสานคุณค่ามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมด้านดนตรีไทย ตลอดจนเพื่อสร้างจิตสำนึกถึงคุณค่า เอกลักษณ์ความเป็นไทย และร่วมกันอนุรักษ์สืบสาน มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมด้านดนตรีไทย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติให้ดำรงอยู่สืบไป

สวธ.จัดแสดงดนตรีไทยโดย ‘ครูอาวุโสแห่งรัตนโกสินทร์’ เฉลิมพระเกียรติ ‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’

นายสิริชัยชาญ ฟักจำรูญ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย) พ.ศ.2557 กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงดนตรีไทยร่วมกับวงครูอาวุโสแห่งรัตนโกสินทร์ และวงดนตรีบ้านปลายเนิน โดยจะทรงซอด้วงในเพลงโหมโรงครอบจักรวาล และจะทรงระนาดในเพลงค้างคาวกินกล้วยด้วย

น.ส.วราพรรณ ชัยชนะศิริ รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) กล่าวว่า สวธ.ได้ดำเนินโครงการเทิดพระเกียรติสถาบันพระมหากษัตริย์ ตลอดจนกิจกรรมการแสดงดนตรีไทยโดยครูอาวุโสแห่งรัตนโกสินทร์ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้นับเป็นครั้งที่ 15 เพื่อเฉลิมพระเกียรติ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงมีคุณูปการอย่างใหญ่หลวงต่องานด้านศิลปวัฒนธรรมของชาติ โดยเฉพาะพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถด้านดนตรีไทย ทรงอุปถัมภ์ส่งเสริมศิลปินด้านดนตรีไทย และทรงเป็นแบบอย่างในการอนุรักษ์ สืบทอดศิลปวัฒนธรรมเป็นที่ประจักษ์ตลอดมา

รายละเอียดงานแสดงดนตรีไทยเฉลิมพระเกียรติ

สำหรับงานสวธ.จัดแสดงดนตรีไทยโดย ‘ครูอาวุโสแห่งรัตนโกสินทร์’ เฉลิมพระเกียรติ ‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’ จะจัดขึ้นในวันที่ 26 สิงหาคม เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ www.culture.go.th หรือ Facebook Fanpage กรมส่งเสริมวัฒนธรรม หรือโทร. 02-2470013 ต่อ 4113 หรือ 4315

มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสืบสานและอนุรักษ์ดนตรีไทยอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติ พร้อมทั้งร่วมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในงานแสดงดนตรีไทยที่ยิ่งใหญ่ครั้งนี้กันนะครับ

ที่มา – สวธ.จัดแสดงดนตรีไทยโดย ‘ครูอาวุโสแห่งรัตนโกสินทร์’ เฉลิมพระเกียรติ ‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’

กยศ. จัดสรร 8 พันล้าน ขยายเวลากู้ถึง 20 ส.ค.

กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เตรียมพร้อมจัดสรรงบประมาณกว่า 8 พันล้านบาท เพื่อเป็นค่าเล่าเรียนและค่าครองชีพให้แก่นักเรียน นักศึกษา พร้อมขยายเวลายื่นกู้สำหรับผู้ที่อยู่ในพื้นที่ชายแดนถึงวันที่ 20 สิงหาคมนี้ มาดูกันว่ารายละเอียดเป็นอย่างไร

นางสาวนันทวัน วงศ์ขจรกิตติ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ได้ออกมาเปิดเผยว่า ขณะนี้ทาง กยศ. ได้รับการจัดสรรงบประมาณจำนวน 8,488 ล้านบาท เป็นที่เรียบร้อยแล้ว งบประมาณนี้มาจากงบกระตุ้นเศรษฐกิจ ตามแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ได้รับมติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งจะนำมาใช้ในการจัดสรรเงินกู้ยืมครั้งที่ 2 ของปีการศึกษา 2568 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเป็นค่าเล่าเรียน ค่าครองชีพ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ให้แก่นักเรียน นักศึกษา ผู้กู้ยืมทั้งรายเก่าและรายใหม่ ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่ กยศ. กำหนด

เป้าหมายที่สำคัญที่สุดของการจัดสรรงบประมาณครั้งนี้ คือ การสนับสนุนและช่วยเหลือนักเรียน นักศึกษาให้สามารถศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องหยุดพักการเรียนกลางคัน หรือต้องออกจากระบบการศึกษา นอกจากนี้ การให้เงินกู้ยืมแก่ นักเรียน นักศึกษายังมีส่วนช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย เนื่องจากนักเรียน นักศึกษาจะนำเงินที่ได้รับจาก กยศ. จัดสรร 8 พันล้าน ไปใช้จ่ายในพื้นที่ต่างๆ โดยรอบสถานศึกษา เช่น ค่าหนังสือ ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเช่าหอพัก ค่าอาหาร และค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่อการดำรงชีพในชีวิตประจำวัน

สำหรับสถานศึกษา ก็จะนำเงินค่าเล่าเรียนที่ได้รับไปใช้ในการจ้างบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ และสื่อการเรียนการสอนต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการใช้งานในสถานศึกษา ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการบริโภคในพื้นที่โดยรอบสถานศึกษา และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่นั้นๆ โดยรวม กยศ. จัดสรร 8 พันล้าน จะเร่งดำเนินการปล่อยกู้ให้แก่นักเรียน นักศึกษาอย่างรวดเร็วที่สุด ตามนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการศึกษา โดยมองว่าการศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาทุนมนุษย์ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน

กยศ. จัดสรร 8 พันล้าน ขยายเวลากู้ถึง 20 ส.ค.

นอกจากนี้ ทาง กยศ. ยังได้ดำเนินการขยายระยะเวลาในการเปิดระบบให้กู้ยืมเงิน ประจำปีการศึกษา 2568 สำหรับนักเรียน นักศึกษา และสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา ออกไปจนถึงวันที่ 20 สิงหาคม 2568 เพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับนักเรียน นักศึกษา ให้สามารถเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาได้อย่างต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น นี่เป็นส่วนสำคัญของแผน กยศ. จัดสรร 8 พันล้าน ช่วยเหลือผู้ที่ต้องการโอกาสทางการศึกษา

กยศ. เร่งช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ

การขยายเวลาโครงการกู้ยืมนี้ ถือเป็นมาตรการที่สำคัญในการช่วยเหลือเยาวชนในพื้นที่ชายแดน ที่อาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ ทำให้การเข้าถึงการศึกษาเป็นไปได้ยากลำบาก การขยายเวลาจึงช่วยให้พวกเขามีโอกาสยื่นกู้และเข้าถึงแหล่งทุนทางการศึกษาได้มากขึ้น

การดำเนินการทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ กยศ. ในการสนับสนุนและส่งเสริมการศึกษาของเยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พวกเขามีโอกาสในการพัฒนาตนเอง และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติต่อไปในอนาคต การที่ กยศ. พร้อมจัดสรร 8 พันล้าน บาท เพื่อการศึกษา ถือเป็นข่าวดีสำหรับนักเรียน นักศึกษา และผู้ที่ต้องการศึกษาต่อทุกคน

สำหรับน้องๆ นักเรียน นักศึกษาที่สนใจ สามารถติดตามข่าวสารและรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการกู้ยืมเงินจาก กยศ. ได้ที่เว็บไซต์ของ กยศ. หรือติดต่อสอบถามโดยตรงได้ที่สำนักงาน กยศ. ทั่วประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการยื่นกู้ในครั้งต่อไป

การศึกษาเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ การที่ กยศ. ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการศึกษาอย่างต่อเนื่อง จะช่วยสร้างโอกาสให้กับเยาวชนไทยในการพัฒนาตนเองและสร้างอนาคตที่สดใสได้

ที่มา – กยศ. พร้อมจัดสรร 8 พันล้าน ค่าเรียน ค่าครองชีพ ขยายเวลายื่นกู้พื้นที่ชายแดนไปถึง 20 ส.ค.