ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

สหรัฐฯ กำหนดเงินประกันวีซ่าท่องเที่ยว ‘มาลาวี-แซมเบีย’

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 6 ส.ค. ว่าการตัดสินใจดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 20 ส.ค. นี้ ภายใต้โครงการนำร่องระยะเวลา 1 ปี เพื่อมุ่งลดจำนวนผู้ที่พำนักเกินกำหนดวีซ่าในสหรัฐ ตามที่รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังดำเนินการปราบปรามการเข้าเมือง

ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐจะคืนเงินประกันทั้งหมดให้แก่ผู้สมัคร ในกรณีมีการปฏิเสธวีซ่า แต่จะถูกริบหากผู้สมัครวีซ่ายังคงพำนักอยู่ในสหรัฐเกินกำหนด

นางแทมมี บรูซ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐ กล่าวว่า มาตรการนี้ตอกย้ำความมุ่งมั่นของรัฐบาลต่อกฎหมายการเข้าเมืองของประเทศ พร้อมกับการยับยั้งการพำนักเกินที่วีซ่ากำหนด

อนึ่ง มาลาวีและแซมเบีย ซึ่งเป็นประเทศยากจนในแอฟริกาตอนใต้ และไม่มีทางออกโดยตรงสู่ทะเล อีกทั้งมีพลเมืองจำนวนน้อยมาก ซึ่งสามารถเดินทางมาเยือนสหรัฐได้ในแต่ละปี.

เครดิตภาพ : AFP

การกำหนดให้ผู้ยื่นวีซ่าท่องเที่ยวจากประเทศมาลาวีและแซมเบียต้องวางเงินประกัน อาจส่งผลกระทบต่อผู้ที่ต้องการเดินทางไปสหรัฐอเมริกาจากประเทศเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีฐานะทางการเงินไม่ค่อยดีนัก มาตรการนี้อาจถูกมองว่าเป็นการเลือกปฏิบัติและกีดกันโอกาสในการเดินทางของประชาชนจากประเทศที่ยากจนกว่า

สหรัฐฯ กำหนดเงินประกันวีซ่าท่องเที่ยว ‘มาลาวี-แซมเบีย’

มาตรการใหม่นี้สร้างความกังวลให้กับหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความเชื่อมั่นในการเดินทางระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐฯ ยืนยันว่ามาตรการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดจำนวนผู้ที่พำนักเกินกำหนดวีซ่า และรักษาความมั่นคงของประเทศ

ในขณะที่รายละเอียดของมาตรการนี้ยังคงอยู่ระหว่างการดำเนินการ คาดว่าจะมีการกำหนดเกณฑ์และขั้นตอนการวางเงินประกันที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้ที่ต้องการยื่นวีซ่าท่องเที่ยวจากมาลาวีและแซมเบียสามารถปฏิบัติตามได้อย่างถูกต้องและโปร่งใส

ผลกระทบต่อผู้ยื่นวีซ่าท่องเที่ยวจาก ‘มาลาวี-แซมเบีย’

ผลกระทบหลักของการกำหนดเงินประกันวีซ่าท่องเที่ยวคือภาระทางการเงินที่เพิ่มขึ้นสำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางไปสหรัฐอเมริกาจากมาลาวีและแซมเบีย เงินประกันจำนวน 485,000 บาทอาจเป็นจำนวนที่สูงเกินไปสำหรับหลายครอบครัว ทำให้การเดินทางไปสหรัฐอเมริกาเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเกี่ยวกับกระบวนการคืนเงินประกัน หากผู้สมัครวีซ่าปฏิบัติตามเงื่อนไขและเดินทางกลับประเทศตามกำหนดเวลา

ถึงเเม้ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะอ้างว่ามาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อลดจำนวนผู้ที่อยู่เกินวีซ่า แต่หลายฝ่ายมองว่านี่อาจเป็นเพียงข้ออ้างในการกีดกันผู้ที่มาจากประเทศยากจนไม่ให้เข้ามาในประเทศ การกำหนดเงินประกันที่สูงเช่นนี้อาจส่งผลให้การท่องเที่ยวและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศลดลง

การที่สหรัฐอเมริกาเลือกที่จะกำหนดเงินประกันวีซ่าสำหรับผู้ที่ยื่นวีซ่าท่องเที่ยวจาก ‘มาลาวี-แซมเบีย’ เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงนโยบายการเข้าเมืองที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความเชื่อมั่นในการเดินทางระหว่างประเทศในอนาคต

สถานการณ์นี้อาจทำให้เกิดคำถามว่ามาตรการนี้เป็นธรรมและเหมาะสมหรือไม่ และรัฐบาลสหรัฐฯ ควรพิจารณาทางเลือกอื่นที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อผู้ที่ต้องการเดินทางไปสหรัฐฯ มากกว่าการกำหนดเงินประกันที่สูงจนเกินไป การเปิดโอกาสให้ผู้คนจากทุกประเทศสามารถเดินทางและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันอย่างเสรีเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างประเทศ

  • ตรวจสอบข้อมูลและเอกสารที่จำเป็นสำหรับการยื่นวีซ่าท่องเที่ยวอย่างละเอียด
  • เตรียมหลักฐานทางการเงินที่แสดงให้เห็นว่าคุณสามารถรับผิดชอบค่าใช้จ่ายระหว่างการเดินทางได้
  • ปฏิบัติตามเงื่อนไขของวีซ่าอย่างเคร่งครัด และเดินทางกลับประเทศตามกำหนดเวลา

ดังนั้น หากคุณเป็นผู้ที่ต้องการยื่นวีซ่าท่องเที่ยวจาก ‘มาลาวี-แซมเบีย’ ควรทำความเข้าใจข้อกำหนดและเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อให้การเดินทางของคุณเป็นไปอย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จ

ที่มา – สหรัฐกำหนดให้ผู้ยื่นวีซ่าท่องเที่ยวจาก ‘มาลาวี-แซมเบีย’ วางเงินประกันสูงสุด 485,000 บาท

กรมส่งเสริมฯ ชวนเที่ยวงาน ‘สีสรรพรรณไม้’

กรมส่งเสริมการเกษตรขอเชิญชวนทุกท่านเที่ยวชมงาน ‘สีสรรพรรณไม้’ เทิดไท้บรมราชินีนาถ ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 8 – 13 สิงหาคม 2568 ณ สวนจากภูผาสู่มหานที ภายในสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป พบกับพันธุ์ไม้สวยงาม สินค้าเกษตรคุณภาพ และนิทรรศการจากกรมส่งเสริมการเกษตร

นายครองศักดิ์ สงรักษา รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า มูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ได้กำหนดจัดงาน ‘สีสรรพรรณไม้’ เทิดไท้บรมราชินีนาถ เป็นประจำทุกปี เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม โดยในปีนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ 70 พรรษา และทรงพระกรุณาเสด็จฯ เป็นการส่วนพระองค์ในวันที่ 11 สิงหาคม 2568 เวลา 17.30 น. เพื่อทรงเป็นองค์ประธานเปิดงาน

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยหน่วยงานในสังกัด 16 หน่วยงาน ร่วมจัดกิจกรรมภายในงานภายใต้แนวคิด “พฤกษาเฉลิมราชย์ 93 พรรษา สืบสาน รักษา ต่อยอด พระราชปณิธาน เทิดไท้พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ซึ่งประกอบด้วยนิทรรศการจากหน่วยงานต่างๆ การสาธิตบนเวทีกลาง และการไถ่ชีวิตโค – กระบือ

กรมส่งเสริมการเกษตรชวนเที่ยวงาน ‘สีสรรพรรณไม้’

กรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดนิทรรศการในหัวข้อ “ปทุมมา ราชินีป่าฝน (The Queen of the Tropical Rainforest)” เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ โดยจัดแสดงผลการดำเนินโครงการแปลงศึกษาและรวบรวมพันธุ์ปทุมมาที่เหมาะสมกับพื้นที่และมีศักยภาพทางการตลาด ณ ศูนย์บริการการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง

ทำไมต้องไปงาน ‘สีสรรพรรณไม้’?

ภายในงาน ท่านจะได้พบกับ:

  • การจัดแสดงพันธุ์ต้นปทุมมาหายากและสวยงาม
  • ความรู้เกี่ยวกับการปลูกและดูแลปทุมมา
  • โอกาสในการซื้อต้นพันธุ์ปทุมมาและต้นรวงผึ้ง
  • นิทรรศการจากหน่วยงานต่างๆ ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • การสาธิตและกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรยังกล่าวอีกว่า โครงการนี้เป็นแหล่งศึกษาดูงาน ฝึกอบรม และให้บริการความรู้แก่เกษตรกรและหน่วยงานต่างๆ เพื่อนำความรู้ไปขยายผลสู่ชุมชน สร้างรายได้ สร้างอาชีพ และนำไปสู่การพึ่งพาตนเอง

นอกจากนี้ ผู้เข้าชมงานยังสามารถนำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในครัวเรือน และเป็นทางเลือกในการประกอบอาชีพเสริมเพื่อสร้างรายได้ และนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิตได้อย่างยั่งยืน

มาร่วมงาน ‘สีสรรพรรณไม้’ แล้ว นอกจากจะได้ความรู้และความเพลิดเพลินแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนเกษตรกรไทย และร่วมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงอีกด้วย

อย่าพลาดโอกาสดีๆ แบบนี้ แล้วพบกันที่งาน ‘สีสรรพรรณไม้’ นะคะ!

ที่มา – กรมส่งเสริมการเกษตรชวนเที่ยวงาน ‘สีสรรพรรณไม้’ วันที่ 8-13 ส.ค.นี้

CKPower สนับสนุนกองทัพภาคที่ 2 เสริมความมั่นคงชาติ

บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKPower (ชื่อย่อหลักทรัพย์: CKP) โดย นายวรพจน์ อุชุไพบูลย์วงศ์ กรรมการบริหาร พร้อมด้วย นางมัณทนา เอื้อกิจขจร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส งานวางแผนธุรกิจ มอบเงินสนับสนุนจำนวน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน) ร่วมสนับสนุนภารกิจของกองกำลังทหารชายแดนในการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศ โดยมี พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นผู้รับมอบ ณ ค่ายสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 จังหวัดนครราชสีมา

การที่ CKPower สนับสนุนกองทัพภาคที่ 2 ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคม และตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความมั่นคงของชาติ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน การสนับสนุนดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการช่วยเหลือด้านการเงินเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งกำลังใจให้กับเหล่าทหารกล้าที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทยจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ

CKPower สนับสนุนกองทัพภาคที่ 2 เสริมภารกิจด้านความมั่นคงของชาติ

เงินบริจาคที่ CKPower มอบให้ จะถูกนำไปใช้ในการเสริมสร้างขีดความสามารถของกองกำลังทหารชายแดน ไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็น การปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของทหาร หรือการสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ที่ช่วยเสริมสร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ นอกจากนี้ การสนับสนุนดังกล่าวยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างภาคเอกชนและกองทัพ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการร่วมมือกันพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าอย่างมั่นคง

ความสำคัญของการสนับสนุนกองทัพภาคที่ 2

การสนับสนุนกองทัพภาคที่ 2 ไม่ได้เป็นเพียงแค่การบริจาคเงิน แต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศชาติ เพราะการมีกองทัพที่เข้มแข็งและพร้อมปฏิบัติหน้าที่ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ การสนับสนุนดังกล่าวยังเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมในการรักษาความมั่นคงของชาติ ซึ่งเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน

  • เสริมสร้างขีดความสามารถของกองกำลังทหาร
  • ปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของทหาร
  • สนับสนุนกิจกรรมเสริมสร้างขวัญกำลังใจ
  • สร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างภาคเอกชนและกองทัพ

CKPower เล็งเห็นถึงภารกิจอันสำคัญยิ่งของกองทัพภาคที่ 2 ในการปกป้องอธิปไตยและรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน จึงได้สนับสนุนกองทัพภาคที่ 2 อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้กองทัพสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน การสนับสนุนในครั้งนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นของ CKPower ในการตอบแทนสังคม และสร้างประโยชน์สุขให้กับประชาชนชาวไทย

การร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า การสนับสนุนกองทัพภาคที่ 2 ของ CKPower เป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงพลังของการร่วมมือกัน เพื่อสร้างสังคมที่เข้มแข็งและประเทศชาติที่มั่นคง

ที่มา – CKPower สนับสนุนกองทัพภาคที่ 2 เสริมภารกิจด้านความมั่นคงของชาติ

“ผีแดง” ปัด 5 สโมสรขอซื้อ “แม็กไกวร์”

“ผีแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปฏิเสธข้อเสนอจาก 5 สโมสร ซึ่งมาจาก 3 ทีมพรีเมียร์ลีก และ 2 ทีมกัลโช เซเรีย อา ที่ขอซื้อ แฮร์รี แม็กไกวร์ กองหลังจอมเสยผม ในช่วงซัมเมอร์นี้ และวางแผนจะจับต่อสัญญาใหม่ออกไปอีก เพื่อให้ แม็กไกวร์ ได้อยู่กับทีมไปจนแขวนสตั๊ด อย่างไรก็ตาม เป็นที่เข้าใจกันว่ายังไม่มีการพูดคุยจริงจัง

สัญญาปัจจุบันของ แม็กไกวร์ ที่รับค่าเหนื่อย 190,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ กำลังจะหมดลงเมื่อสิ้นสุดฤดูกาลนี้ และแม้กังวลว่าดาวเตะวัย 32 ปี อาจย้ายทีมแบบไร้ค่าตัว แต่เชื่อกันว่า กองหลังค่าตัว 80 ล้านปอนด์ ตอนย้ายมาจาก เลสเตอร์ เมื่อปี 2019 ยังต้องการอยู่ค้าแข้งในถิ่น โอลด์ แทรฟฟอร์ด ต่อไป

แม็กไกวร์ เกือบได้ย้ายไป เวสต์แฮม ด้วยค่าตัว 30 ล้านปอนด์ เมื่อ 2 ปีก่อน แต่การย้ายทีมล้มเหลว และฮึดสู้จนกลับมามีโอกาสลงเล่นบ่อยครั้งในยุค รูเบน อโมริม ที่เคยเรียก แม็กไกวร์ ว่ากลับมาเป็นผู้นำอีกครั้ง

“ผีแดง” ปัด 5 สโมสรขอซื้อ “แม็กไกวร์”

เรื่องราวของ แฮร์รี แม็กไกวร์ กับ “ผีแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ดูเหมือนจะยังไม่จบง่ายๆ แม้ว่าจะมีหลายสโมสรให้ความสนใจอยากได้ตัวไปร่วมทีม แต่ “ผีแดง” ก็ยังยืนยันหนักแน่นว่าจะไม่ปล่อยตัวกองหลังรายนี้ไปง่ายๆ อย่างแน่นอน การตัดสินใจครั้งนี้ส่งผลต่ออนาคตของ แม็กไกวร์ และทีม “ผีแดง” อย่างไรบ้าง มาเจาะลึกรายละเอียดกัน

ทำไม “ผีแดง” ถึงต้องการเก็บ “แม็กไกวร์” ไว้?

แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมา แฮร์รี แม็กไกวร์ จะไม่ได้เป็นตัวเลือกแรกในตำแหน่งกองหลังของทีม แต่ด้วยประสบการณ์และความเป็นผู้นำ ทำให้เขายังคงเป็นผู้เล่นที่มีคุณค่าต่อทีม “ผีแดง” การที่ทีมปฏิเสธข้อเสนอจากหลายสโมสร แสดงให้เห็นว่าผู้จัดการทีมยังคงมองเห็นศักยภาพของ แม็กไกวร์ และเชื่อมั่นว่าเขาสามารถกลับมาเป็นกำลังสำคัญของทีมได้

  • ประสบการณ์: แม็กไกวร์ มีประสบการณ์มากมายในการเล่นในระดับสูง ทั้งในพรีเมียร์ลีกและในระดับนานาชาติ
  • ความเป็นผู้นำ: แม้จะไม่ได้รับปลอกแขนกัปตันทีมแล้ว แต่ แม็กไกวร์ ยังคงเป็นผู้นำที่สำคัญในห้องแต่งตัว
  • ความสามารถในการเล่นลูกกลางอากาศ: แม็กไกวร์ เป็นผู้เล่นที่แข็งแกร่งในการเล่นลูกกลางอากาศ ทั้งในเกมรับและเกมรุก

นอกจากนี้ การที่ “ผีแดง” วางแผนที่จะต่อสัญญาใหม่ให้กับ แม็กไกวร์ ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่ทีมมีต่อตัวเขา แม้ว่าสัญญาปัจจุบันของเขาจะหมดลงในสิ้นสุดฤดูกาลนี้ แต่ทีมก็ต้องการที่จะผูกมัดเขากับทีมต่อไป

อนาคตของ “แม็กไกวร์” กับ “ผีแดง” จะเป็นอย่างไร?

การตัดสินใจของ “ผีแดง” ที่จะเก็บ “แม็กไกวร์” ไว้ อาจเป็นการเดิมพันที่สำคัญ เพราะหาก แม็กไกวร์ สามารถกลับมาโชว์ฟอร์มเก่งได้ ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อทีม แต่หากเขายังคงไม่สามารถยึดตำแหน่งตัวจริงได้ การตัดสินใจครั้งนี้ก็อาจถูกมองว่าเป็นความผิดพลาด

สิ่งที่น่าสนใจคือ “แม็กไกวร์” เองก็ดูเหมือนจะต้องการอยู่ค้าแข้งในถิ่น โอลด์ แทรฟฟอร์ด ต่อไป แม้ว่าจะมีข้อเสนอจากสโมสรอื่น ๆ เข้ามา แต่เขาก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะพิสูจน์ตัวเองกับ “ผีแดง”

สรุป

การที่ “ผีแดง” ปฏิเสธข้อเสนอขอซื้อ “แม็กไกวร์” ถือเป็นการตัดสินใจที่น่าสนใจ และแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่ทีมมีต่อกองหลังรายนี้ อนาคตของ แม็กไกวร์ กับ “ผีแดง” จะเป็นอย่างไรต่อไป คงต้องติดตามดูกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

คุณคิดว่า “ผีแดง” ตัดสินใจถูกหรือไม่ที่เก็บ “แม็กไกวร์” ไว้? ร่วมแสดงความคิดเห็นกันได้เลย!

ที่มา – “ผีแดง” ปัด 5 สโมสรขอซื้อ “แม็กไกวร์”

ตำรวจไซเบอร์ทลายเว็บพนัน Auto888vip ยึด 56 ล้าน

เมื่อวันที่ 6 ส.ค. 2568 พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบช.สอท.) สั่งการให้เจ้าหน้าที่นำกำลังเข้าตรวจค้นบ้านพักในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในพื้นที่คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ตามหมายค้นของศาลจังหวัดปทุมธานี

จากการตรวจค้นสามารถจับกุมตัวนายทวีศักดิ์ อายุ 30 ปี ผู้ต้องหา ทำหน้าที่ดูแลผลประโยชน์และกดเงินออกจากระบบของเว็บไซต์พนันออนไลน์ Auto888vip.com พร้อมยึดทรัพย์สิน รถยนต์ Mercedes-Benz CLS53 มูลค่า 5 ล้านบาท รถยนต์ BMW M4 มูลค่า 10 ล้านบาท เงินสด 28 ล้านบาท นาฬิกา Patek Philippe และ Rolex รวมมูลค่า 3.4 ล้านบาท เครื่องประดับและเสื้อผ้าแบรนด์เนมรวมมูลค่ากว่า 2.6 ล้านบาท โทรศัพท์มือถือและสมุดบัญชีจำนวนหนึ่ง รวมมูลค่าประมาณ 56 ล้านบาท พร้อมอายัดบ้านพร้อมที่ดิน 1 หลัง มูลค่า 7 ล้านบาท

ปฏิบัติการครั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องจากการตรวจสอบพบเว็บไซต์ Auto888vip.com ซึ่งมีการเปิดรับเล่นพนันออนไลน์ โดยจากการสืบสวนพบว่าเว็บไซต์ดังกล่าวมีลูกค้าเป็นบัญชีผู้เล่นประมาณ 3,000 รายต่อเดือน และมีการถอนเงินสดออกจากระบบ สูงถึงเดือนละประมาณ 20 ล้านบาท ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการขยายผลเพื่อติดตามจับกุมผู้ที่เกี่ยวข้องรายอื่นต่อไป

ตำรวจไซเบอร์ ทลายเว็บพนันออนไลน์ ‘Auto888vip’ ยึดทรัพย์สินกว่า 56 ล้าน

การทลายเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์ Auto888vip ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของตำรวจไซเบอร์ในการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างจริงจัง การพนันออนไลน์ถือเป็นปัญหาสำคัญที่สร้างความเสียหายให้กับสังคมและเศรษฐกิจ การจับกุมผู้กระทำผิดและยึดทรัพย์สินได้จำนวนมาก เป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังผู้ที่คิดจะกระทำผิดว่า จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

สำหรับประชาชนทั่วไป ควรหลีกเลี่ยงการเข้าไปเกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นในฐานะผู้เล่นหรือผู้สนับสนุน เพราะนอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว ยังอาจตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงและสูญเสียทรัพย์สินได้ง่าย

ผลกระทบของการทลายเว็บพนัน Auto888vip

การทลายเว็บพนัน Auto888vip ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ต่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์เท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบต่อภาพรวมของวงการพนันออนไลน์ด้วย ทำให้ผู้ที่คิดจะลงทุนในธุรกิจนี้ต้องระมัดระวังมากขึ้น และอาจทำให้ผู้เล่นพนันออนไลน์บางส่วนหันไปเล่นการพนันในรูปแบบอื่นแทน

อย่างไรก็ตาม การปราบปรามเว็บพนันออนไลน์อย่างต่อเนื่อง จะช่วยลดจำนวนผู้ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการพนัน และลดผลกระทบด้านลบที่เกิดขึ้นกับสังคมได้ในระยะยาว

นอกจากนี้ การยึดทรัพย์สินจากเว็บพนัน Auto888vip ยังเป็นการแสดงให้เห็นว่า เงินที่ได้มาจากการกระทำผิดกฎหมาย จะต้องถูกนำกลับคืนสู่สังคม เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศต่อไป

การพนันออนไลน์เป็นภัยร้ายที่กัดกินสังคม ทำให้หลายคนหมดเนื้อหมดตัว ครอบครัวแตกแยก และนำไปสู่ปัญหาอาชญากรรมอื่นๆ การปราบปรามอย่างจริงจังและต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยและน่าอยู่สำหรับทุกคน

ร่วมกันเป็นหูเป็นตา สอดส่องดูแล หากพบเห็นการกระทำผิดเกี่ยวกับพนันออนไลน์ แจ้งเบาะแสไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่ปลอดจากการพนัน

ที่มา – ตำรวจไซเบอร์ ทลายเว็บพนันออนไลน์ ‘Auto888vip’ ยึดทรัพย์สินกว่า 56 ล้าน

รู้จัก ทหารหน่วยรบ BHQ กำแพงเหล็กคุ้มกัน ‘ฮุน เซน’

หลังจาก สภ.ลำดวน ภ.จว.บุรีรัมย์ เปิดเผยผลการจับกุมชายรายหนึ่ง โดยอ้างว่าเป็น BHQ (Bodyguard Headquarters) หรือกองกำลังทหารพิเศษ สายตรงของสมเด็จฮุน เซน และตระกูลฮุน พร้อมตรวจยึดเครื่องแต่งกายชุดทหาร รวมถึงหมวกที่ปรากฏ BHQ

แน่นอนว่า ชื่อของ BHQ หน่วยรบกัมพูชา เราคงได้ยินบ่อยครั้งในห้วงสงครามชายแดนไทย-กัมพูชา

แต่หลายคนอาจยังไม่รู้จักว่า เป็นหน่วยอะไร ทำหน้าที่อะไร ดังนั้น เราไปทำความรู้จักกันเลย

กองบัญชาการองครักษ์ หรือเป็นที่รู้จักกันในชื่อ BHQ Bodyguard Headquarters) เป็นหน่วยรักษาความปลอดภัยระดับสูงติดอาวุธหนักสังกัดกองทัพกัมพูชา ตั้งอยู่ในเทศบาลตาเขมา จังหวัดกันดาล

ตั้งขึ้นเพื่อรักษาความปลอดภัยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลกัมพูชา นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา และสถานที่ที่มีผลประโยชน์ของกัมพูชา อยู่ภายใต้การสั่งการโดยตรงของผู้บัญชาการทหารสูงสุดและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงป้องกันชาติ

กองบัญชาการองครักษ์ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นกองกำลังส่วนตัวของ ฮุน เซน เนื่องจากถูกก่อตั้งและคอยสนับสนุนทางการเมืองให้กับเขาตลอด

BHQ หน่วยรบกัมพูชา

BHQ มีจุดเริ่มต้นมาจากกองพลน้อยที่ 70 ก่อตั้งโดย ฮุน เซน มาตั้งแต่ประมาณ 30 ปีก่อน ช่วงประมาณปี พ.ศ. 2532-2533 เพื่อป้องกันการถูกรัฐประหารของเขาในช่วงเขมร 3 ฝ่าย ซึ่งในช่วงแรก ๆ ของการตั้งกองกำลังนั้น ได้มีการส่งกำลังพลมาฝึกกับศูนย์รักษาความปลอดภัย กองบัญชาการทหารสูงสุด (กองบัญชาการกองทัพไทย) ในช่วงที่ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองทัพบก ยังมีความสัมพันธ์อันดีกับ ฮุน เซน พัฒนาจากหน่วยรักษาความปลอดภัยชุดเล็ก ๆ จนกระทั่งพัฒนาขึ้นมาเป็นกองพลน้อย

นอกจากนี้ กองพลน้อยที่ 70 เป็นกำลังหลักในการรัฐประหารในประเทศกัมพูชา พ.ศ. 2540 เพื่อยึดอำนาจจากสมเด็จกรมพระนโรดม รณฤทธิ์ และสนับสนุน ฮุน เซน ในการดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ทหารหน่วยรบ BHQ

ตั้งแต่นั้นมา กองพลน้อยที่ 70 ก็ถูกกล่าวถึงว่าเป็นหน่วยรบที่ทันสมัยที่สุด ได้รับการฝึกฝนดีที่สุด และมีอุปกรณ์ทางเทคโนโลยีมากที่สุดในกัมพูชา หลังจากเหตุการณ์ 9/11 ในปี พ.ศ. 2544 ฮุน มาเนต ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองพลน้อยที่ 70 ได้ทำงานร่วมกับรัฐบาลสหรัฐ เพื่อขอความช่วยเหลือทางทหารในการต่อต้านการก่อการร้าย การเปลี่ยนผ่านจาก ฮุน เซน มาเป็น ฮุน มาเนต ลูกชายของเขา ทำให้กองพลที่ 70 ซึ่งเคยอยู่ภายใต้กองทัพ ได้รับการยกระดับอย่างเป็นทางการเป็น “หน่วยคุ้มกัน BHQ” ภายใต้กองบัญชาการทหารสูงสุด

ต่อมาวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2552 อดีตนายกรัฐมนตรีฮุน เซน ได้จัดตั้ง กองบัญชาการองครักษ์ ในพระราชกฤษฎีกาย่อย เพื่อเปลี่ยนผ่านกองกำลังดังกล่าวสู่มือของ ฮุน มาเนต ลูกชายของเขา และขึ้นการบังคับบัญชาของหน่วยกับกองบัญชาการทหารสูงสุด กองบัญชาการองครักษ์ ก่อตั้งขึ้นเพื่อจัดตั้งอย่างเป็นทางการและรวมศูนย์ความพยายามในการอารักขาบุคคลสำคัญระดับสูงโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี ฮุน เซน ในขณะนั้น การขยายตัวอย่างรวดเร็วของหน่วยนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดทางการเมืองที่เพิ่มสูงขึ้นและการประท้วงซ้ำแล้วซ้ำเล่าของมวลชนตลอดช่วงคริสต์ทศวรรษ 2010

BHQ ฮุน เซน

หน่วยนี้มักถูกมองว่า มีความภักดีต่อ ฮุน เซน อย่างแรงกล้า และมีบทบาทอย่างเห็นได้ชัดในการปราบปรามการประท้วงของฝ่ายค้าน สมาชิกหน่วยมักจะถูกส่งไปในเครื่องแบบหรือนอกเครื่องแบบ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในระหว่างเหตุการณ์ทางการเมือง กองบัญชาการองครักษ์ยังได้เข้าร่วมในการแสดงกำลังต่อสาธารณะ โดยมักจะนำยุทโธปกรณ์และทหารมาแสดงกำลังในพนมเปญ เพื่อขัดขวางการประท้วงและส่งเสริมความแข็งแกร่งของรัฐบาล การสนับสนุนการฝึกมักมาจากหน่วยต่าง ๆ ในต่างประเทศ ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1970 โคปาซุส (หน่วยบัญชาการปฏิบัติการพิเศษอินโดนีเซีย) ได้ฝึกหน่วยคอมมานโดของกัมพูชาในช่วงของรัฐบาลพรรคเขมรสาธารณรัฐ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อินโดนีเซียได้ขยายความช่วยเหลือทางทหารไปยังกองทัพกัมพูชาที่ทันสมัยอีกครั้ง รวมทั้งกองบัญชาการองครักษ์

พลเอก ฮิง บุนเฮียง ผู้บัญชาการกองบัญชาการองครักษ์ กล่าวว่า “กองบัญชาการองครักษ์อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาโดยตรงของผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพกัมพูชา (RCAF) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงป้องกันชาติ หน้าที่หลักของกองบัญชาการคือการดูแลความปลอดภัยให้กับบุคคลสำคัญทุกคน ตลอดจนสมาชิกรัฐสภาและวุฒิสภา” ในปี พ.ศ. 2568 กองบัญชาการองครักษ์ถูกพบเห็นว่าดูแลความปลอดภัยให้กับ เดฟ เลดุก นักสู้และเหว่ชาวแคนาดา-เมียนมา ที่มีชื่อเสียงในพนมเปญ

กองกำลังพิทักษ์ ฮุน เซน

เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2568 โทรทัศน์ชาติกัมพูชาเปิดเผยว่า ฮุน เซน ได้ส่งกองบัญชาการองครักษ์ไปเพื่อตอบสนองต่อวิกฤติชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ชายแดนช่องบก ขณะที่ วาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวอาวุโสสายทหารได้ระบุว่า มีการส่งกองกำลังเข้ามาก่อนหน้านี้หลายเดือนแล้ว

หน่วยนี้ตกเป็นเป้าวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มสิทธิมนุษยชน ว่าใช้กำลังและการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายมากเกินไป ในปี พ.ศ. 2566 เจ้าหน้าที่ของกองบัญชาการองครักษ์ถูกจับในข้อหาฆาตกรรมภรรยาของเขา

นอกจากนี้ กองบัญชาการองครักษ์ ยังถูกเรียกโดยลำลองว่า กองกำลังพิทักษ์ฮุน เซน เนื่องจากถูกก่อตั้งโดย ฮุน เซน และเป็นกำลังหลักในการป้องกันรัฐประหารและรักษาอำนาจของตระกูล ประมาณการว่ามีกำลังพลถึง 5,000 นาย รวมถึงถูกกล่าวหาว่ากองบัญชาการองครักษ์ได้รับเงินสนับสนุนจากเงินนอกงบประมาณที่มาจากธุรกิจกาสิโน แตกต่างจากทหารประจำการหน่วยอื่นๆ ที่ได้รับเงินเดือนต่ำกว่า อาวุธยุทโธปกรณ์และสภาพความเป็นอยู่ด้อยกว่า.

รู้จักทหารหน่วยรบ BHQ กำแพงเหล็กคุ้มกัน ‘ฮุน เซน’

ทำความรู้จัก ทหารหน่วยรบ BHQ กำแพงเหล็กคุ้มกัน ‘ฮุน เซน’

ทหารหน่วยรบ BHQ กำแพงเหล็กคุ้มกัน ‘ฮุน เซน’ มีบทบาทสำคัญในการรักษาความมั่นคงของกัมพูชา และเป็นหน่วยงานที่ถูกจับตามองจากนานาชาติ การทำความเข้าใจถึงประวัติ ความเป็นมา และหน้าที่ของหน่วยงานนี้ จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ติดตามข่าวสารการเมืองระหว่างประเทศ

ที่มา – รู้จักทหารหน่วยรบ BHQ กำแพงเหล็กคุ้มกัน ‘ฮุน เซน’

UniBOX: วิศวะ มช. สร้างสรรค์ กล่องอาหารฝาช้อน

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สร้างสรรค์นวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่าง “UniBOX กล่องอาหารฝาช้อน” ที่สามารถย่อยสลายได้ 100% ตอบโจทย์ความต้องการบรรจุภัณฑ์ที่สะดวกและยั่งยืน แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของงานวิจัยไทยที่สามารถนำไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ และสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศในระดับนานาชาติ กล่องอาหารนี้ได้ถูกนำไปทดลองใช้จริงในงานเทศกาลไทย Thai Festival ครั้งที่ 26 ณ กรุงเบิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยมีการส่งมอบ UniBOX กล่องอาหารฝาช้อน จำนวน 4,800 ใบ เพื่อช่วยส่งเสริม Soft Power ของไทย และขยายตลาดสินค้าและบริการของไทยในต่างแดนอีกด้วย

“UniBOX กล่องอาหารฝาช้อน” เป็นบรรจุภัณฑ์อาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง ด้วยการออกแบบช้อนที่รวมเข้ากับฝากล่องบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากกระดาษ ซึ่งเป็นวัสดุที่สามารถย่อยสลายได้ 100% การออกแบบนี้ไม่เพียงแต่ช่วยประหยัดเวลาในการรับประทานอาหาร แต่ยังช่วยลดการใช้พลาสติกที่ไม่จำเป็น และลดปริมาณขยะในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย นอกเหนือจากประโยชน์ด้านนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่สะดวกและยั่งยืนแล้ว ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของงานวิจัยไทยที่สามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ และยกระดับชื่อเสียงของประเทศในระดับนานาชาติ ด้วยองค์ความรู้ที่พัฒนาโดยคนไทยเอง การเดินทางไปสู่สวิตเซอร์แลนด์ในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการขยายผลงานวิจัยไทยสู่ตลาดโลก และมีแผนที่จะต่อยอดความร่วมมือในระยะยาว เพื่อนำเทคโนโลยีของไทยออกสู่เวทีสากลอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

UniBOX กล่องอาหารฝาช้อน

การเข้าร่วมงานในครั้งนี้ นำโดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยศาสตราจารย์ (เชี่ยวชาญพิเศษ) ดร.นคร ทิพยาวงศ์, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กรกฎ ใยบัวเทศ ทิพยาวงศ์ และทีมนักศึกษา ร่วมกับอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบิร์น เพื่อร่วมกันผลักดันโครงการวิจัย “UniBOX กล่องอาหารฝาช้อน” สู่การทดสอบตลาดจริงในต่างประเทศ

ระหว่างวันที่ 5–6 กรกฎาคม 2568 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ส่งมอบ UniBOX กล่องอาหารฝาช้อน จำนวน 4,800 ใบ เพื่อนำไปใช้ในงานเทศกาลไทย Thai Festival ครั้งที่ 26 ณ กรุงเบิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบประสิทธิภาพในด้านต่าง ๆ เช่น การใช้งาน การตอบรับจากผู้บริโภค ความเป็นไปได้ในการเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก รวมถึงการส่งเสริม Soft Power ของไทย และขยายตลาดสินค้าและบริการของไทยในสมาพันธรัฐสวิส ทั้งนี้ “UniBOX กล่องอาหารฝาช้อน” ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากผู้เข้าร่วมงาน ทั้งชาวสวิสและชาวต่างชาติ

UniBOX กล่องอาหารฝาช้อน

ทำไม UniBOX กล่องอาหารฝาช้อน ถึงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม?

  • ผลิตจากวัสดุที่ย่อยสลายได้ 100%
  • ลดการใช้พลาสติก
  • ดีไซน์สะดวก ใช้งานง่าย

นวัตกรรม UniBOX กล่องอาหารฝาช้อน นี้ ไม่เพียงแต่เป็นความภาคภูมิใจของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แต่ยังเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของศักยภาพงานวิจัยไทยที่สามารถสร้างประโยชน์ได้จริง และมีโอกาสเติบโตในตลาดโลก การสนับสนุนและส่งเสริมงานวิจัยเช่นนี้ จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยในเวทีนานาชาติได้อีกด้วย

ที่มา – วิศวะ มช. วิจัยสร้างสรรค์ “UniBOX กล่องอาหารฝาช้อน” ย่อยสลาย 100%

“เพจดัง” เล่านิทานสะท้อนสังคม! แฉปมเงินบริจาค

เมื่อวันที่ 8 ส.ค. เพจ ท่านเปา ได้เผยแพร่นิทานสะท้อนสังคม เล่าเรื่องราวของวัดแห่งหนึ่งในพื้นที่ภาคกลาง ที่เคยเป็นที่ชื่นชมของประชาชนจากการรับผู้ป่วย HIV เข้าดูแล จนได้รับเสียงชื่นชมและมีผู้แห่ทำบุญเป็นจำนวนมาก

เนื้อหาในนิทานระบุว่า วันนี้จะมาเล่านิทานให้ฟัง ย้ำนะว่านิทาน..

ณ วัดแห่งหนึ่งรับผู้ป่วยติดเชื้อ HIV มาดูแลให้ที่พักอาศัย พอนานไปกระแสข่าวดัง และเป็นที่รู้จักทุกคนที่เห็นก็ต่างชื่นชมอนุโมทนาบุญ กับโครงการนี้ หลังจากนั้นผู้คนก็หลั่งไหลแห่ไปทำบุญ แน่นอนว่าไม่มีวัดไหนที่รับผู้ป่วย HIV มาดูแลเหมือนวัดนี้

นี่เป็นจุดที่ทำให้ผู้ใจบุญมีจิตศรัทธากับวัดนี้อย่างมาก พอเป็นที่รู้จักมีผู้คนมากมายเข้ามาทำบุญไม่ขาดสาย มีเงินเข้าวัดอย่างมหาศาล!! นี่คือจุดเปลี่ยน…

พอเงินเข้าวัดลูก ๆ หลาน ๆ ผู้มีอำนาจอิทธิพลก็เข้าไปดอมดมช่วยเหลือบริหารจัดการในวัด พอกระแสตอบรับดี วัดจึงเปิดรับบริจาคหลาย ๆ ช่องทางและโปรโมทการตลาด โดยอ้างอิงช่วยเหลือผู้ป่วย HIV เพราะนี่คือจุดขาย และทุกคนก็จำภาพชื่อของพระในวัดนี้ว่าเป็นพระดี ไม่ว่าจะโครงการไหนถ้ามีชื่อวัดนี้พระรูปนี้หรือ HIV ผู้ใจบุญก็พร้อมร่วมโอนทำบุญกับวัดแห่งนี้ทันที

แล้วใครจะไปรู้ว่าเงินที่เราบริจาคร่วมทำบุญไป ฉากเบื้องหลังคือเอาเงินไปฟอกเป็นอสังหาริมทรัพย์ โดยใช้ชื่อคนสนิทที่เป็นนักการเมืองท้องถิ่น ไม่ว่าจะนำเงินไปซื้อโรงเรียนเอกชนมาเปิดเป็น รร.เด็กกำพร้าเพื่อเปิดรับบริจาค.. ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมดัง ในจังหวัดที่มีคนมายืมเงินกับพระรูปนี้แล้วนำโฉนดมาไว้ สุดท้ายก็ต้องขายให้กับพระรูปนี้เพราะในจังหวัด เขารู้ดีวัดไหนมีเงินพระไหนมีชื่อเสียงสรุปพระก็ซื้อ โดยนำเงินตามโครงการต่าง ๆ นี้นำไปซื้อ..

ปัจจุบันโรงแรมนี้เป็นคนสนิทดูบริหารดูแลอยู่ และมีสนามฟุตบอลที่ดินอื่น ๆ อีกมากมาย บางครั้งก็สงสัยนะว่าทำไมพระวัดนี้เปิดรับบริจาคไม่หยุด แถมยังออกบิณฑบาตรับบริจาคนอกพื้นที่ไม่หยุด หรืออาจจะหากินในพื้นที่ไม่ได้เพราะคนรู้หมด?

คนพื้นที่บอกว่าพระรูปนี้มีเมียเส้นสายใหญ่โต ทุกคนเลยเกรงกลัวในอิทธิพลตรงนี้เพราะก่อนหน้า มีนักข่าวเคยจี้ให้ตรวจสอบบัญชีวัดสุดท้ายไม่นาน

มีลูกปืนมาถล่มที่บ้าน 21 นัด …อิทธิพลโคตร ๆ

“เพจดัง” เล่านิทานสะท้อนสังคม! แฉปมเงินบริจาค

เรื่องราวที่ “เพจดัง” เล่านิทานสะท้อนสังคม ได้จุดประเด็นสำคัญเกี่ยวกับความโปร่งใสในการจัดการเงินบริจาคของวัด และความรับผิดชอบต่อผู้บริจาคที่ต้องการช่วยเหลือผู้ป่วย HIV เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของวัดใดวัดหนึ่ง แต่มันสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่อาจเกิดขึ้นได้ในหลายองค์กรที่รับบริจาค

ทำไมเรื่องราวของ “เพจดัง” ถึงสำคัญ?

เพราะมันกระตุ้นให้เราตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือขององค์กรที่เราบริจาคเงินให้ เราควรตรวจสอบประวัติความเป็นมา และวิธีการจัดการเงินบริจาคขององค์กรนั้น ๆ ก่อนตัดสินใจให้การสนับสนุน การตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันการทุจริต และสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริจาค

นิทานสะท้อนสังคมที่ “เพจดัง” เล่า ยังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของชุมชนในการตรวจสอบการทำงานขององค์กรต่าง ๆ หากพบความผิดปกติ ควรแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการตรวจสอบอย่างละเอียด

นอกจากนี้ เรื่องราวนี้ยังเป็นอุทาหรณ์สอนใจให้เราไม่หลงเชื่อภาพลักษณ์ภายนอกที่สวยงามเพียงอย่างเดียว เราควรพิจารณาถึงข้อเท็จจริงและข้อมูลรอบด้านก่อนตัดสินใจใด ๆ

การบริจาคเงินเป็นเรื่องที่ดี แต่การบริจาคอย่างชาญฉลาดและมีความรับผิดชอบนั้นสำคัญยิ่งกว่า เราควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าเงินที่เราบริจาคไปนั้นถูกนำไปใช้อย่างถูกต้องและโปร่งใส เพื่อให้ความช่วยเหลือของเราส่งผลดีต่อผู้ที่ต้องการอย่างแท้จริง

เรื่องนี้ยังแสดงให้เห็นว่าอำนาจและอิทธิพลสามารถบิดเบือนการกระทำที่ควรจะเป็นไปในทางที่ดีได้ การตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในทุกสังคม

สังคมไทยควรตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสอบและมีความกล้าหาญที่จะตั้งคำถามเมื่อพบเห็นความไม่ชอบมาพากล การปล่อยปละละเลยจะยิ่งทำให้ปัญหาทวีความรุนแรงขึ้น

เราทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่โปร่งใสและยุติธรรมได้ เริ่มจากการตั้งคำถามและตรวจสอบในสิ่งที่เราเห็นและได้ยิน

เรื่องราวที่ “เพจดัง” เล่านิทานสะท้อนสังคมไม่ใช่แค่เรื่องบันเทิง แต่เป็นกระจกสะท้อนสังคมที่ทำให้เราต้องหันกลับมามองตัวเองและร่วมกันสร้างสังคมที่ดีกว่าเดิม

ที่มา – “เพจดัง” เล่านิทานสะท้อนสังคม! แฉปมเงินบริจาควัดดัง-ผู้ป่วย HIV ชาวเน็ตแห่ชี้เป้าคือใคร

GLO เปิดค่าย ‘คิดดีแคมป์ Season 3’ ต้านพนันออนไลน์

สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (GLO) นำโดย พันโท หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ร่วมกับมูลนิธิยังมีเรา ร่วมเปิดกิจกรรม “คิดดีแคมป์ Season 3” ภายใต้โครงการ Kid Dee ต้นกล้าดีมีคุณธรรม Season 3 นำเยาวชนจากทั่วประเทศรวมพลังเรียนรู้ ปลูกฝังความเป็นผู้นำ รู้เท่าทันภัยพนันออนไลน์ ร่วมสร้างภูมิคุ้มกันสังคมที่ยั่งยืน ณ เดอะไพน์ รีสอร์ท อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี

พันโท หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่า โครงการ Kid Dee ต้นกล้าดีมีคุณธรรม Season 3 มีเป้าหมายเพื่อปลูกฝังคุณธรรม รู้เท่าทันภัยพนันออนไลน์ให้กับเยาวชนไทย ร่วมรณรงค์ให้เยาวชนห่างไกลการพนัน พร้อมเสริมทักษะคิดวิเคราะห์ และต้านทานภัยแฝงในโลกไซเบอร์ ตลอดจนสร้างเครือข่ายเยาวชนรุ่นใหม่ไม่พนัน ในรูปแบบของการ ถ่ายทอดต่อการสร้างภูมิคุ้มกันที่ทวีคูณ สร้างการเรียนรู้ที่มาจากการบอกต่อจากรุ่นสู่รุ่นจากพี่สู่น้อง

โครงการ “คิดดีแคมป์ Season 3” ได้เปิดค่ายแรกอย่างเป็นทางการ มีเยาวชนจากทั่วประเทศเข้าร่วมกิจกรรมอย่างคึกคัก เพื่อเรียนรู้การเป็นผู้นำที่มีคุณธรรม และรู้เท่าทันภัยจาก การพนันออนไลน์ ซึ่งเป็นภัยใกล้ตัวของคนรุ่นใหม่ในยุคดิจิทัล โดยกิจกรรมในค่ายจัดขึ้นอย่างเข้มข้นและสร้างสรรค์ เพื่อมุ่งเน้นให้เยาวชนได้เรียนรู้ผ่านเวิร์กชอป การเสวนา กิจกรรมกลุ่ม และการจำลองสถานการณ์ เพื่อให้เกิดความเข้าใจเชิงลึกถึงผลกระทบของการพนันออนไลน์ และเรียนรู้ทักษะการเป็น “ผู้นำรุ่นใหม่” ที่จะนำความรู้กลับไปขยายผลในชุมชนและโรงเรียนของตนเอง

สำหรับคิดดีแคมป์ Season 3 ครั้งนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11–13 กรกฎาคม 2568 มีเยาวชนจากทุกภูมิภาคกว่า 40 คน ร่วมเรียนรู้ แบ่งปัน และสร้างเครือข่ายผู้นำรุ่นใหม่ เพื่อร่วมรณรงค์ป้องกันภัยพนันออนไลน์ในสังคมไทย ท่านสามารถติดตามความเคลื่อนไหว โครงการ Kid Dee ต้นกล้าดีมีคุณธรรม ได้ที่ เว็บไซต์ www.glo.or.th , Facebook Fanpage : สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล, คิดดี และ Line Official : GLO Lottery

GLO เปิดค่าย ‘คิดดีแคมป์ Season 3’ นำเยาวชน สร้างภูมิคุ้มกันพนันออนไลน์

โครงการ ‘คิดดีแคมป์ Season 3’ นำเยาวชน สร้างภูมิคุ้มกันพนันออนไลน์ จัดขึ้นโดยสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (GLO) มุ่งเน้นการสร้างภูมิคุ้มกันและป้องกันเยาวชนจากภัยพนันออนไลน์ที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นในสังคมปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคดิจิทัลที่การเข้าถึงข้อมูลและสิ่งยั่วยุต่างๆ เป็นไปได้ง่ายดาย โครงการนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการเสริมสร้างเกราะป้องกันให้กับเยาวชนของเรา

ทำไมต้อง ‘คิดดีแคมป์ Season 3’ นำเยาวชน สร้างภูมิคุ้มกันพนันออนไลน์

การพนันออนไลน์ไม่ได้เป็นเพียงแค่เกมสนุกๆ แต่แฝงไปด้วยอันตรายมากมาย ทั้งในด้านการเงิน สุขภาพจิต และความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง เยาวชนที่ขาดความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้อง อาจตกเป็นเหยื่อของการพนันออนไลน์ได้ง่าย ดังนั้น การให้ความรู้และสร้างความตระหนักถึงโทษของการพนันออนไลน์ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

โครงการ ‘คิดดีแคมป์ Season 3’ นำเยาวชน สร้างภูมิคุ้มกันพนันออนไลน์ จึงเป็นเหมือนวัคซีนที่ช่วยป้องกันเยาวชนจากภัยร้ายนี้ โดยการให้ความรู้ที่ถูกต้อง สร้างทักษะการคิดวิเคราะห์ และปลูกฝังคุณธรรม เพื่อให้เยาวชนสามารถตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาด และหลีกเลี่ยงการเข้าไปเกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์ได้

นอกจากนี้ ค่ายดังกล่าวยังเป็นพื้นที่ให้เยาวชนได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น เรียนรู้ซึ่งกันและกัน และสร้างเครือข่ายเพื่อร่วมกันรณรงค์ต่อต้านการพนันออนไลน์ในสังคม ซึ่งเป็นพลังสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว

การลงทุนในการป้องกันเยาวชนจากภัยพนันออนไลน์ คือการลงทุนเพื่ออนาคตของชาติ เพราะเยาวชนที่มีคุณภาพ คือกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ ดังนั้น การสนับสนุนโครงการดีๆ อย่าง ‘คิดดีแคมป์ Season 3’ นำเยาวชน สร้างภูมิคุ้มกันพนันออนไลน์ จึงเป็นสิ่งที่เราทุกคนควรร่วมมือกัน

ที่มา – GLO เปิดค่าย ‘คิดดีแคมป์ Season 3’ นำเยาวชน สร้างภูมิคุ้มกันพนันออนไลน์

จังหวัดกุนมะร้อนทำลายสถิติ! อุณหภูมิ 41.6°C

สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 6 ส.ค. ว่า สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (เจเอ็มเอ) รายงานสถิติอุณหภูมิสูงสุดครั้งใหม่ของประเทศ หลังจากอุณหภูมิในเมืองอิเซซากิของจังหวัดกุนมะร้อนทำลายสถิติ พุ่งแตะ 41.6 องศาเซลเซียส เมื่อช่วงบ่ายของวันอังคารที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น

ส่วนเมืองแห่งอื่นในจังหวัดกุนมะและจังหวัดไซตามะ มีอุณหภูมิพุ่งสูงเกิน 41 องศาเซลเซียส นำไปสู่การประกาศเตือนโรคลมแดดในวงกว้าง

ปัจจุบัน 44 จังหวัดของญี่ปุ่นประกาศเตือนคลื่นความร้อน ซึ่งถือเป็นการเตือนที่ครอบคลุมวงกว้างมากที่สุดในฤดูกาลนี้ ด้านภูมิภาคคันโต-โคชิน ประกาศเตือนคลื่นความร้อนสูงเป็นประวัติการณ์ พร้อมกระตุ้นเตือนประชาชนผู้อยู่อาศัยหลีกเลี่ยงการออกนอกเคหสถาน ใช้เครื่องปรับอากาศทำความเย็น และดื่มน้ำให้เพียงพอ

สถานการณ์จังหวัดกุนมะร้อนทำลายสถิติครั้งนี้เป็นสัญญาณเตือนถึงภาวะโลกร้อนที่รุนแรงขึ้น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อทุกภูมิภาคทั่วโลก และญี่ปุ่นก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากคลื่นความร้อนที่แผ่ขยายเป็นวงกว้าง

ประชาชนในจังหวัดกุนมะและพื้นที่ใกล้เคียงควรระมัดระวังเป็นพิเศษเพื่อป้องกันอันตรายจากโรคลมแดด ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงเวลาที่อากาศร้อนจัด ดื่มน้ำให้เพียงพอ และพักผ่อนในที่ร่มหรือในห้องปรับอากาศ

จังหวัดกุนมะร้อนทำลายสถิติ อุณหภูมิสูงเป็นประวัติการณ์

ผลกระทบจากคลื่นความร้อนไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงสุขภาพของประชาชนเท่านั้น ภาคการเกษตรก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน พืชผลทางการเกษตรอาจเสียหายจากอุณหภูมิที่สูงเกินไป ส่งผลให้ผลผลิตลดลงและราคาพืชผลสูงขึ้น

รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังดำเนินการเพื่อรับมือกับสถานการณ์คลื่นความร้อน โดยการออกคำแนะนำและเตือนภัยให้กับประชาชน รวมถึงการสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งน้ำดื่มและสถานที่พักพิงที่เย็นสบาย

มาตรการป้องกันตนเองจากคลื่นความร้อนในจังหวัดกุนมะ

เพื่อความปลอดภัยจากคลื่นความร้อนที่แผ่ปกคลุมจังหวัดกุนมะและพื้นที่อื่นๆ ในญี่ปุ่น ขอแนะนำให้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันตนเองดังนี้:

  • หลีกเลี่ยงการออกไปกลางแจ้งในช่วงเวลาที่อากาศร้อนจัด (10:00 – 16:00 น.)
  • สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดีและมีสีอ่อน
  • ดื่มน้ำให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 8 แก้ว
  • ใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง
  • สวมหมวกหรือกางร่มเพื่อป้องกันแสงแดด
  • พักผ่อนในที่ร่มหรือในห้องปรับอากาศ
  • สังเกตอาการของโรคลมแดด เช่น ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน และเป็นลม หากมีอาการเหล่านี้ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งเพื่อปกป้องสุขภาพและชีวิตของผู้คน รวมถึงรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม

ข้อมูล : XINHUA

เครดิตภาพ : AFP

จังหวัดกุนมะร้อนทำลายสถิติในครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าเราทุกคนต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนและปลอดภัยยิ่งขึ้นสำหรับคนรุ่นหลัง

ที่มา – จังหวัดกุนมะร้อนทำลายสถิติญี่ปุ่น อุณหภูมิสูงถึง 41.6 องศาเซลเซียส