ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

‘ทูตรัศม์’ ย้ำไทยมีแต้มต่อในเวทีโลก-แต่เพลี่ยงพล้ำสงครามข่าวสารภายในประเทศ

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้เราจะพูดถึงประเด็นร้อนที่หลายคนในวงการข่าวสารและโซเชียลมีเดียกำลังจับตามอง กับคำยืนยันของ ‘ทูตรัศม์’ หรือนายรัศม์ ชาลีจันทร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ ที่กล่าวว่า ไทยมีแต้มต่อในเวทีโลกแต่เพลี่ยงพล้ำสงครามข่าวสารภายในประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก โดยเฉพาะในยุคที่ข้อมูลแพร่กระจายผ่าน แพลตฟอร์มเทคโนโลยี และ สื่อสังคมออนไลน์ ได้รวดเร็วเกินการควบคุม ถ้าคุณเป็นคนชอบติดตามข่าวสารจากทั้งวงการบันเทิงและเทคโนโลยีน่าจะเข้าใจว่าการตีความข้อมูลผิดๆ แค่คลิกเดียวสามารถสร้างกระแสจนกลายเป็นดราม่าใหญ่ได้!

ไทยมีแต้มต่อในเวทีโลกแต่เพลี่ยงพล้ำสงครามข่าวสารภายในประเทศ

ทำไมถึงกล้าพูดแบบนี้? เรื่องนี้น่าสนใจเพราะสะท้อนให้เห็นความแตกต่างระหว่าง การสื่อสารบนเวทีนานาชาติ กับการรับมือปัญหาภายในประเทศ ซึ่งนายรัศม์ชี้ว่า ไทยชนะในเวทีโลกด้วยหลักการย้ำเสมอว่า ปัญหาเขตแดนไทย-กัมพูชาต้องแก้ไขผ่านการเจรจาทวิภาคีอย่างสันติ โดยไม่พึ่งพาองค์กรระหว่างประเทศ แม้กัมพูชาจะพยายามลากประเด็นไปฟ้องที่ UNSC เพื่อให้ศาลโลกเข้ามาตัดสิน แต่สุดท้ายหน่วยงานสำคัญๆ อย่างอาเซียนก็สนับสนุนแนวทางของเรา นี่คือตัวอย่างชัดเจนว่าไทยมีแต้มต่อในเวทีโลกแต่เพลี่ยงพล้ำสงครามข่าวสารภายในประเทศ เนื่องจากเราให้ความสำคัญกับข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่รีบตัดสิน จนอาจเสียเวลาในการตอบโต้ข่าวลือ

เหตุผลที่ไทยชนะบนเวทีสากล

ประเด็นแรกที่หลายคนอาจยังไม่รู้คือ ความพยายามของกัมพูชาที่จะชิงนำขึ้นศาลโลกกลับแพ้ทางการทูตไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีชี้ว่า กัมพูชาพยายามโจมตีไทยด้วยการรวมเป้าหมายพลเรือน หวังให้ไทยตอบโต้จนกลายเป็นเหตุให้ UNSC ต้องเข้ามาแทรกแซง แต่ด้วย กลยุทธ์การทูตแบบเน้นข้อมูลจริง ไทยสามารถชี้ให้โลกเห็นว่าเราอดทนและถูกบีบให้ป้องกันตนเอง ทำให้ประเทศต่างๆ ไม่กล้าออกแถลงการณ์ประณามหรือเข้าข้างคู่กรณี เป็นผลให้ประเทศไทยชนะศึกการสื่อสารระดับโลกแบบชัดเจน!

อีกจุดเด่นคือการที่ไทยใช้แนวทาง อาเซียนเป็นกรอบเจรจา ซึ่งสอดคล้องกับข้อตกลง GBC และ JBC โดยไม่ยอมให้ปัญหาถูกลากไปสู่การตัดสินจากบุคคลที่สาม ที่สำคัญคือ ไม่มีชาติใดสนับสนุนกัมพูชา หลังจากโลกเห็นข้อมูลว่าพวกเขายั่วยุก่อน และมีเป้าหมายทำลายความน่าเชื่อถือของไทย แม้จะเล่นบทเหยื่อในเวทีโลก แต่ก็ไม่มีประเทศใดให้ความร่วมมือ เนื่องจากไทยใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์สื่อสารได้อย่างชัดเจน

ทำไมสงครามข่าวสารในประเทศถึง ‘เพลี่ยงพล้ำ’?

เรื่องนี้น่าคิด! สังคมไทยเป็นสังคมเสรีที่มีทั้งฝ่ายค้าน สื่ออิสระ และผู้ใช้โซเชียลมีเดียที่พร้อมวิพากษ์วิจารณ์ทุกการกระทำ ส่งผลให้รัฐบาลต้องตรวจสอบข้อมูลหลายตลบก่อนสื่อสารต่อประชาชน ซึ่งอาจทำให้ ช้ากว่าฝ่ายตรงข้าม ที่ใช้ระบบท่วมท้นและมีการควบคุมข้อมูลแบบทันทีทันใด แบบที่เราเห็นในหลายประเทศเผด็จการ พวกเขาสั่งกระจายข้อมูลตามต้องการได้เร็ว แต่ไม่คำนึงถึงความถูกต้อง

ในขณะที่สื่อไทยบางส่วนอาจตัดส่วนสำคัญออกเพื่อดึงดูดผู้ชม หรือไม่ได้ตรวจสอบข้อมูลให้ละเอียด ทำให้ข้อความจากฝ่ายกัมพูชาถูกนำมาขยายผลจนเกิดความเข้าใจผิด ยิ่งในยุค AI สร้างข่าวปลอม ได้ในพริบตา ไทยจึงต้องรับมือกับการรั่วไหลของข้อมูลในประเทศอย่างจริงจัง เทคโนโลยีอาจเป็นดาบสองคมที่ช่วยแพร่ข้อมูลเร็ว แต่ก็ทำให้ตรวจสอบความจริงยากขึ้น

  • ข้อได้เปรียบทางการทูต: ไทยใช้กลยุทธ์ ‘ข้อมูลจริง’ จนโลกยอมรับว่าเราเป็นฝ่ายถูกกระตุ้นให้ตอบโต้
  • ความท้าทายในประเทศ: สังคมเปิดกว้างทำให้ข้อมูลกระจายแบบไม่ควบคุม เกิดความเสี่ยงจากการโจมตีทางการเมือง
  • บทบาทโซเชียลมีเดีย: แพลตฟอร์มออนไลน์ช่วยให้ข่าวลือวิ่งเร็วเกินกว่ารัฐจะชี้แจง

แล้วเราจะปรับตัวอย่างไร? ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อเสนอว่า ไทยควรพัฒนาระบบตอบสนองข่าวฉุกเฉินแบบ real-time โดยใช้เทคโนโลยีตรวจสอบความจริง (fact-checking AI) พร้อมสร้างเครือข่ายสื่อที่ทำงานร่วมกัน ลดช่องว่างให้คู่กรณีเล่นเกมข้อมูล อย่าลืมว่า ความได้เปรียบบนเวทีโลก คือพลังที่เกิดจากการสื่อสารที่แม่นยำ แต่ถ้าเราชนะในบ้านไม่ได้ ผลเสียอาจลุกลามกลับไปกระทบภาพลักษณ์สากล!

ดังนั้น ทุกคนมีบทบาทสำคัญในการสร้างสังคมไทยให้แข็งแรงขึ้น วิธีง่ายๆ คือ ตรวจสอบที่มาข้อมูล ก่อนแชร์ และสนับสนุนสื่อที่นำเสนอข่าวด้วยจริยธรรม หากเราทุกคนร่วมมือเป็น ‘นักสื่อสาร’ ที่รับผิดชอบ ไทยก็จะชนะทั้งในประเทศและเวทีโลก ได้ไม่ยาก ทูตรัศม์ย้ำอีกครั้งว่า เราต้องไม่แพ้สงครามข่าวสารภายในประเทศ แล้วคุณล่ะ เคยตรวจข้อมูลก่อนเชื่อข่าวหรือยัง?

ที่มา – ‘ทูตรัศม์’ ย้ำไทยมีแต้มต่อในเวทีโลก-แต่เพลี่ยงพล้ำสงครามข่าวสารภายในประเทศ

สืบภาค 1 และสืบภาค 2 จับกุมมิจฉาชีพหลอกโอนเงินจองโรงแรม

สืบภาค 1 และสืบภาค 2 จับกุมมิจฉาชีพหลอกโอนเงินจองโรงแรม

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2568 เวลาประมาณ 20:00 น. กองบังคับการสืบสวนภาค 1 และภาค 2 ได้ร่วมกันจับกุมผู้ก่อเหตุฉ้อโกงออนไลน์ โดยเฉพาะในลักษณะมิจฉาชีพคนไทยหลอกคนไทย ที่ย่านปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ภายใต้หมายจับจากศาลจังหวัดนนทบุรี ที่ จ.995/2568 ซึ่งระบุข้อหาหลักได้แก่ ฉ้อโกงประชาชน, ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และ ความผิดตาม พ.ร.ก.ไซเบอร์ฯ

สำหรับพฤติกรรมของผู้ต้องหาที่ถูกจับกุม มีลักษณะโดยการ โพสต์โฆษณาปลอมเกี่ยวกับการจองโรงแรม ที่พัก หรือขายสินค้าและบริการต่าง ๆ ผ่านโซเชียลมีเดีย จากนั้นหลอกให้เหยื่อโอนเงินเข้าบัญชีม้า ที่มักมีการเปลี่ยนแปลงบัญชีอย่างต่อเนื่อง เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ โดยในที่เกิดเหตุได้มีการตรวจยึดโทรศัพท์มือถือรวมทั้งเบอร์โทรศัพท์ที่ใช้ในการก่อเหตุอีกด้วย

ความสำเร็จในการปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์

การจับกุมครั้งนี้ไม่เพียงได้ตัวผู้กระทำผิดเท่านั้น แต่เจ้าหน้าที่ยังสามารถเชื่อมโยงข้อมูลไปยังคดีอื่น ๆ ได้มากถึง 20 คดี ที่ถูกแจ้งความผ่านระบบ Thai Police Online นอกจากนี้ยังมีการระงับบัญชีธนาคารที่น่าสงสัยอีก 8 บัญชี ที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงแบบเดียวกัน

แนวทางการสืบสวนเชิงรุกเช่นนี้ถือเป็นผลลัพธ์ของการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานด้านการสืบสวนดิจิทัล โดยมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อลดคดีฉ้อโกงออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน โดยพบว่ามีอาชญากรชาวไทยเป็นผู้กระทำผิดเกือบถึง 50% ของเหตุการณ์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการหลอกขายสินค้า การหลอกใช้บริการต่าง ๆ โดยใช้เงินเพียงเล็กน้อยในการหลอกลวง แต่มีผลสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนจำนวนมาก

สัญญาณเตือนภัยการออนไลน์ที่เพิ่มขึ้น

ในโลกออนไลน์ที่เชื่อมโยงมากขึ้นทุกวัน ผู้คนมักใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียในการติดต่อสื่อสาร ซื้อขาย หรือจองที่พัก โดยไม่ระมัดระวังการใช้ข้อมูลเท็จจากมิจฉาชีพ ข้อควรระวังสำคัญคือ:

  • ตรวจสอบชื่อผู้ขาย หรือเว็บไซต์ก่อนตัดสินใจ
  • หลีกเลี่ยงการจ่ายเงินผ่านบัญชีม้า
  • อย่าเชื่อโฆษณาที่ให้ของแถมมากเกินความเป็นจริง
  • สอบถามเพื่อนหรือกลุ่มใกล้ชิดเพื่อตรวจสอบว่าบริการนั้นน่าเชื่อถือหรือไม่
  • รีบแจ้งความหากพบพฤติกรรมไม่ถูกต้อง

สืบภาค 1 และสืบภาค 2 จับกุมมิจฉาชีพหลอกโอนเงินจองโรงแรม เพื่อความปลอดภัยในโลกไซเบอร์

ความสำเร็จครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความปลอดภัยทางเทคโนโลยีของสืบภาค 1 และภาค 2 พร้อมเป็นสัญญาณเตือนภัยให้กับมิจฉาชีพว่า เจ้าหน้าที่มีความเชี่ยวชาญเพียงพอในการตามรอยและดำเนินคดีอย่างรัดกุม แนวทางการสืบสวนเชิงรุกนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการลดอาชญากรรมทางออนไลน์ในประเทศไทย

ขอให้ประชาชนมีสติและตรวจสอบข้อมูลก่อนเชื่อถือ ไม่ว่าจะเป็นการจองห้องพักในช่วงวันหยุดหรือการเลือกใช้บริการอื่น ๆ ทางอินเทอร์เน็ต อย่าลืมใช้วิจารณญาณในโลกออนไลน์ให้มาก เพราะ สืบภาค 1 และสืบภาค 2 จับกุมมิจฉาชีพหลอกโอนเงินจองโรงแรม ได้เป็นขั้นต้นแล้ว และมีแผนที่จะช่วยป้องกันคดีเช่นนี้ไม่ให้กลับมารบกวนความสงบของประชาชนอีก

หากคุณต้องการหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางการป้องกันการฉ้อโกงออนไลน์ หรือมีเบาะแสใด ๆ ที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าไปติดตามหรือรายงานได้ผ่านระบบ Thai Police Online หรือเว็บไซต์สืบภาค 1 และภาค 2 โดยตรง

ภาคเหนือเวียดนามอากาศร้อนจัด อุณหภูมิเดือนสิงหาคมพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ข่าวจากประเทศเวียดนามทำเอาหลาย ๆ คนถึงกับอึ้ง เมื่อ ภาคเหนือเวียดนามอากาศร้อนจัด อุณหภูมิเดือนสิงหาคมสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะในกรุงฮานอย ที่สถานีอุตุนิยมวิทยาแห่งหนึ่งสามารถวัดอุณหภูมิได้สูงถึง 40.3 องศาเซลเซียส เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา สูงกว่าสถิติเดิมที่เคยบันทึกไว้เมื่อเดือนสิงหาคมปี 2564 ซึ่งอยู่ที่ 39.8 องศาเซลเซียส

ภาคเหนือเวียดนามอากาศร้อนจัด อุณหภูมิเดือนส.ค.ทำลายสถิติ

ความร้อนในเวียดนามช่วงกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาไม่ใช่แค่รบกวนชีวิตผู้คน แต่ยังส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณูปโภค โดยเฉพาะระบบไฟฟ้า บริษัทผู้ให้บริการไฟฟ้า EVN ระบุว่าปริมาณการใช้ไฟฟ้าในกรุงฮานอยสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงบ่ายวันจันทร์ เนื่องจากประชาชนเร่งเปิดพัดลมและเครื่องปรับอากาศเพื่อคลายร้อน เราจึงเห็นได้ว่าอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นส่งผลอย่างชัดเจนต่อการใช้ชีวิตประจำวันและโครงสร้างพื้นฐาน

สถานที่อื่นในภาคเหนือเวียดนามก็รับมือกับความร้อนเช่นกัน

นอกจากกรุงฮานอยแล้ว หลาย ๆ พื้นที่ใน ภาคเหนือเวียดนาม เช่น จังหวัดฟู้เถาะ เตวียนกวาง หลางเซิน บั๊กนิญ ไฮฟอง และนิญบิ่ญ ก็รายงานว่าอุณหภูมิสูงเป็นประวัติการณ์เช่นเดียวกัน ในแต่ละพื้นที่นั้นมีสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวมากผิดปกติ โดยเฉพาะในช่วงกลางวันที่แดดแรงที่สุด

  • ฟู้เถาะ อุณหภูมิสูงผิดปรกติ เกิน 40 องศาเซลเซียส
  • เตวียนกวาง ความร้อนทำลายสถิติเก่าในรอบหลายปี
  • บั๊กนิญ ประชาชนเริ่มประสบปัญหาสุขภาพจากความร้อน

ภาคเหนือเวียดนามอากาศร้อนจัด กลายเป็นกังวลของประชาชน

เนื่องจากเป็นช่วงฤดูร้อนของประเทศ แต่ ภาคเหนือเวียดนามอากาศร้อนจัด ในปีนี้มีความรุนแรงมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา ด้วยอุณหภูมิที่สูงผิดปกติ การที่แต่ละบ้านต้องเปิดเครื่องปรับอากาศตลอดวันโดยไม่ให้ลดความเย็นเลยกลายเป็นปัจจัยหนึ่งที่เพิ่มการใช้ไฟฟ้าของประเทศอย่างมาก

ปัจจัยที่ส่งผลให้อุณหภูมิพุ่งเร็วขึ้นในปีนี้:

  • การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับโลก
  • แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิตามทุกฤดู
  • การไม่คาดคิดถึงคลื่นความร้อนในช่วงปลายฤดูร้อน

สถานการณ์นี้ไม่เพียงกระทบต่อการใช้ชีวิตของชาวเวียดนาม แต่ยังสะท้อนภาพต่อประเทศซึ่งพร้อมเผชิญกับความเสี่ยงในด้านสุขภาพ เป็นเรื่องสำคัญที่ประชาชนจะต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศร้อนจัดที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นบ่อยขึ้นในแต่ละปี

ใส่ใจกับการดูแลตัวเองในหน้าร้อน!
ไม่ว่าคุณจะอยู่ประเทศไหน อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อร่างกายได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม การหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดนาน และการดูแลรักษาร่างกายให้ได้รับน้ำเพียงพอในช่วงอากาศร้อนจัดเป็นสิ่งสำคัญที่สุด หากคุณกำลังมีแผนจะเดินทางไปเวียดนามในช่วงนี้ ควรพิจารณายืดหยุ่นหรือเตรียมพร้อมให้มากเป็นพิเศษ

ที่มา – ภาคเหนือเวียดนามอากาศร้อนจัด อุณหภูมิเดือนส.ค.สูงเป็นประวัติการณ์

ครม. ไฟเขียวขยายระยะเวลา-กรอบวงเงินโครงการปรับปรุงคลองยม-น่าน

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ที่ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เกี่ยวกับความคืบหน้าโครงการสำคัญที่ส่งผลต่อชุมชนในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย โดยมีการอนุมัติขยายระยะเวลาและกรอบวงเงินโครงการปรับปรุงคลองยม-น่าน ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการบริหารจัดการน้ำ ลดปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง

ครม. ไฟเขียวขยายระยะเวลาจริงจังเพื่อแก้ปัญหาคลองยม-น่าน

ปัจจุบัน ปัญหาการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำยมยังคงเป็นเรื่องที่ท้าทาย เนื่องจากไม่สามารถสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ในต้นน้ำได้ ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมซ้ำซากในฤดูฝน และปัญหาภัยแล้งในฤดูแล้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ตอนล่างของลุ่มน้ำยม ซึ่งแต่ละปีมักได้รับผลกระทบรุนแรงขึ้น ความเสียหายรวมกันไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท

為了แก้ปัญหาเหล่านี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้การดำเนินงานของกรมชลประทาน ได้วางแผนโครงการสองส่วนเพื่อปรับปรุงระบบคลองในจังหวัดสุโขทัย โดยในปี พ.ศ. 2567 ครม. ได้อนุมัติโครงการปรับปรุงคลองชักน้ำแม่น้ำยมฝั่งขวา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ แต่ยังมีโครงการปรับปรุงคลองยม–น่าน ที่เริ่มได้รับอนุมัติเมื่อปี 2563 และล่าสุด ได้มีการเสนอขอขยายระยะเวลาการดำเนินโครงการรวมและกรอบวงเงิน ให้รองรับกับปัจจัยทั้งทางกายภาพและกฎหมายที่ซับซ้อน

ปรับปรุงคลองหกบาทและคลองยม – น่าน เสริมการระบายน้ำแม่น้ำยม

กรมชลประทานมีแผนปรับปรุงระบบคลองระบายน้ำทั้งสองคลองหลักในพื้นที่ ได้แก่ คลองหกบาท และคลองยม – น่าน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการระบายน้ำ โดยมีการสร้างคลอง 1 ขวา เพื่อช่วยส่งน้ำจากแม่น้ำยมเข้าคลองหกบาทมากขึ้น ให้สามารถรับน้ำได้ถึง 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ก่อนระบายน้ำลงสู่คลองยม–น่านที่ปรับปรุงใหม่จำนวน 300 ลบ.ม./วินาที

  • ตัดยอดน้ำบางส่วนออกจากแม่น้ำยม
  • ควบคุมปริมาณน้ำที่ไหลลงสู่เมืองให้อยู่ในระดับปลอดภัย
  • คลองทั้งสองเป็นส่วนสำคัญของระบบระบายน้ำหลักในสุโขทัย

ภารกิจท้าทายของกรมชลประทาน

การขยายระยะเวลาจากเดิม 5 ปี (2563–2567) ไปเป็น 8 ปี (2563–2570) และขยายกรอบวงเงินจาก 2,875 เป็น 3,069 ล้านบาท เกิดจากปัจจัยหลายประการ เช่น การจัดหาที่ดินเพื่อเวนคืน และปัญหาการรังวัดที่ดิน เพราะบางส่วนราษฎรยังไม่ยินยอมยื่นคำขอรังวัด

อีกทั้งช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 ยังส่งผลให้การขนส่งวัสดุก่อสร้างขาดแคลน รวมถึงแรงงานไม่สามารถเคลื่อนย้ายเข้าพื้นที่ก่อสร้างได้อย่างปกติ นอกจากนี้ ในช่วงฤดูน้ำหลากยังมีความจำเป็นต้องใช้คลองยม–น่านเพื่อระบายน้ำ จึงกระทบต่อระบบที่ลงพื้นที่ก่อสร้างทันที

ราคาประเมินและค่าชดเชยที่สูงขึ้น

อีกสาเหตุที่ต้องขยายวงเงินเพิ่ม 194 ล้านบาท เป็นเพราะราคาวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งราคาที่ดินที่สูงกว่าที่ประเมินเบื้องต้น ซึ่งจำเป็นต้องปรับค่าชดเชยให้เหมาะสม เพื่อลดความขัดแย้งกับประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

ทางเลือกที่ยั่งยืน: ครม. ไฟเขียวขยายเวลาเพื่อสิ่งแวดล้อม

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้สนับสนุนให้โครงการปรับปรุงคลองยม–น่านดำเนินการให้เสร็จตามระยะเวลาที่กำหนด เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับการตรวจสอบความคุ้มค่าด้านงบประมาณ รวมถึงการรายงานความคืบหน้าทุก 6 เดือนให้คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการบริหารโครงการ

ครม. ได้แสดงความเห็นชอบต่อแนวทางนี้ โดยย้ำให้กรมชลประทานดำเนินการตามกฎหมายและมาตรฐานที่กำหนดอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นทั้งในตัวโครงการและให้ราษฎรในพื้นที่ได้รับผลกระทบได้รับการเยียวยาที่เป็นธรรม

มุมมองและ Call to Action ที่สำคัญ

การลงทุนในโครงการด้านน้ำนี้ไม่เพียงช่วยชะลอปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง แต่ยังสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตชาวสุโขทัยและจังหวัดรอบข้างในระยะยาว การจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกภาคส่วนควรให้ความสนใจร่วมกัน

ติดตามความคืบหน้าโครงการปรับปรุงคลองยม–น่าน เพื่อดูว่าจะสามารถแก้ปัญหาชุมชนได้ครั้งแล้วครั้งเล่าหรือไม่ และหากคุณเป็นชาวสุโขทัยหรือผู้ที่สนใจในนโยบายด้านน้ำ อย่าลืมติดตามช่องทางข่าวท้องถิ่นและเว็บไซต์ของกรมชลประทานเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – ครม. ไฟเขียวขยายระยะเวลา-กรอบวงเงินโครงการปรับปรุงคลองยม-น่าน

เช็กด่วน! โปรแกรมแข่ง “ตบสาวไทย” ศึกซีวี ลีก 2025 สัปดาห์ที่ 2 ที่เวียดนาม

โปรแกรมแข่งขันซีวี ลีก 2025 สัปดาห์ที่ 2 ของทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย

หลังจากที่ “ตบสาวไทย” โชว์ฟอร์มอย่างยอดเยี่ยมและสามารถคว้าแชมป์ไปครองได้ในสัปดาห์แรกของการแข่งขันวอลเลย์บอลนานาชาติอย่างซีวี ลีก 2025 แฟนกีฬาชาวไทยต่างตื่นเต้นและรอคอยการแข่งขันในสัปดาห์ที่ 2 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-10 สิงหาคม 2568 ที่ประเทศเวียดนาม กันอย่างต่อเนื่อง

ในศึกซีวี ลีก 2025 สัปดาห์ที่ 2 นี้ “ตบสาวไทย” จะต้องลงแข่งทั้งหมด 3 แมตช์ด้วยกัน โดยแต่ละนัดล้วนมีความสำคัญที่อาจกำหนดทิศทางการเข้าสู่รอบต่อไป การแข่งขันทั้งหมดจะจัดขึ้นภายในขอบเขตเดียวกันที่เวียดนามเป็นเจ้าภาพ ทีมโค้ชและนักกีฬาเตรียมตัวอย่างเต็มที่เพื่อไม่เสียท่าและรักษาตำแหน่งให้ได้ดีที่สุด

วันศุกร์ที่ 8 สิงหาคม 2568: ไทย พบ อินโดนีเซีย เวลา 16.00 น.

แมตช์แรกของสัปดาห์ที่ 2 เป็นการพบกับคู่แข่งจากอาเซียนอย่าง อินโดนีเซีย ซึ่งแม้จะไม่ใช่ทีมที่มีแรงกิ้งสูงเทียบชั้นกับทีมประเทศมหาอำนาจในกีฬานี้ แต่ว่าก็เป็นทีมที่มีการพัฒนาอย่างมากระดับหนึ่ง และนั่นทำให้เกมนี้ไม่ควรถูกมองข้าม การเจอในสนามเวลา 16.00 น. ยังตรงกับช่วงเวลาที่การถ่ายทอดสดจะสามารถดูได้พร้อมกันโดยแฟน ๆ ไทย จึงเป็นแมตช์ที่ต้องเตรียมชมอย่างตั้งใจ

วันเสาร์ที่ 9 สิงหาคม 2568: ไทย พบ ฟิลิปปินส์ เวลา 19.00 น.

โปรแกรมถัดมาเป็นการพบกับทีมฟิลิปปินส์ที่มักสร้างความลำบากใจให้ไทยอยู่บ่อยครั้ง ถึงแม้เราอาจมีฟอร์มเหนือกว่า แต่มันก็ไม่รับรองว่าจะชนะได้อย่างง่ายดาย การตัดสินใจจากเกมรุกและเกมรับเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เวลา 19.00 น. จึงเป็นเวลาที่แฟนวอลเลย์บอลมีเวลาหลังเลิกงานเพื่อติดตามอย่างพร้อมเพรียง

วันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคม 2568: ไทย พบ เวียดนาม เวลา 19.00 น.

แมตช์สุดท้ายประจำสัปดาห์เป็นคู่แข่งสำคัญที่ไม่ใช่แค่มืออาชีพเท่านั้น แต่ยังเป็นคู่แข่งเจ้าถิ่น เวียดนาม การที่ต้องลงเล่นในบ้านคู่แข่งแมตช์นี้จึงเต็มไปด้วยแรงกดดันขั้นสูง การพบกันคืนสุดท้ายเวลา 19.00 น. น่าจะเป็นหัวข้อที่มีผู้พูดถึงมากที่สุดในสุดสัปดาห์ เนื่องจากเกือบจะทุกการแข่งกับเวียดนาม ต่างก็เป็นการวัดทักษะของทีมอาเซียนแบบครบวงจร

ในสถิติของซีวี ลีกที่ผ่านมา ทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยนั้นแสดงศักยภาพให้เห็นชัดเจนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในระดับภูมิภาค ในปีนี้แม้จะมีการแข่งขันที่เข้มข้นมากขึ้นปฏิเสธไม่ได้ว่าเวียดนามและฟิลิปปินส์พัฒนาไปไกล ไทยยังมี

ผบ.ทอ. เตรียมลงนามสัญญาซื้อเครื่องบิน Saab Gripen E/F กับสวีเดนในวันที่ 25 ส.ค. นี้

ในที่สุดวันที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง โดยเมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ได้ออกมายืนยันอย่างเป็นทางการว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติหลักการโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีรุ่น Gripen E/F ระยะที่ 1 จำนวน 4 ลำ วงเงินกว่า 19,500 ล้านบาท

ถือเป็นความคืบหน้าที่สำคัญเลยทีเดียวสำหรับการปรับปรุงขีดความสามารถของ กองทัพอากาศไทย โดย พล.อ.อ.พันธ์ภักดี ระบุว่า ครม. ได้มอบหมายให้เขาเป็นผู้ไปลงนามในสัญญากับบริษัท SABB (Saab AB) ผู้ผลิตเครื่องบินกริพเพน รวมถึงหัวหน้าหน่วยกองกำลังทางทหาร ส่วนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสวีเดนจะร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามที่จะมีขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคมนี้ ณ ประเทศสวีเดน โดยท่านยืนยันว่า กองทัพอากาศได้เตรียมความพร้อมในเรื่องเอกสารและขั้นตอนสัญญาไว้ครบถ้วนตามกรอบระเบียบสากล และไม่มีข้อกังวลที่จะเกิดขึ้นแต่อย่างใด

ผบ.ทอ. เตรียมลงนามสัญญาสวีเดน 25 ส.ค.นี้ เพื่อจัดหา ‘กริพเพน’

โครงการจัดหาเครื่องบินรบพันธุ์ใหม่นี้ มีเป้าหมายหลักในการเสริมความมั่นคงทางอากาศของประเทศไทยในระยะยาว ซึ่งรัฐบาลได้รับทราบและเข้าใจในความจำเป็นทางยุทธศาสตร์เป็นอย่างดี กองทัพอากาศกำลังเน้นยุทธศาสตร์การทันสมัยพ fleet อย่างเป็นลำดับ ด้วยการเลือกเครื่องบิน Gripen E/F ที่มีสมรรถภาพด้านการสู้รบสูง แต่ยังคงมีประสิทธิภาพด้านต้นทุนการบินและการบำรุงรักษา ไม่สูงจนเกินไป

เหตุการณ์ความคืบหน้าของโครงการ

สำหรับพิธีลงนามสัญญาในวันที่ 25 ส.ค. ได้มีการเตรียมใบสั่งซื้อและเอกสารหลักทั้งหมดเรียบร้อย ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานสากลและกฎระเบียบขององค์การสหประชาชาติ เพื่อสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือในกระบวนการทางการ เรียกได้ว่าคนไทยจะได้เห็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยโดยเร็ว

โครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีระยะที่ 1 มีรายละเอียดสำคัญอย่างไร?

  • จำนวนทั้งหมด 4 เครื่อง
  • รุ่น Gripen E/F – เครื่องบินรุ่นใหม่ล่าสุดจากประเทศสวีเดน
  • วงเงิน 19,500 ล้านบาท
  • ลงนามวันที่ 25 สิงหาคม 2025
  • รัฐบาลหากมีข้อสงสัยสามารถสะท้อนผ่านสื่อได้ทันที

นอกจากการซื้อเครื่องบิน Gripen ที่กำลังจะเกิดขึ้น สำหรับด้านกองทัพเรือนั้นก็มีความเคลื่อนไหวในเชิงยุทธภัณฑ์เช่นเดียวกัน พล.ร.อ. จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้กล่าวถึงการแก้ไขสัญญาเครื่องยนต์เรือดำน้ำ โดยระบุว่าน่าจะได้รับอนุมัติจาก ครม. เช่นเดียวกับกรณีโครงการเรือฟริเกต 2 ลำที่กองทัพเรือเสนอไป

ดังนั้นเราจึงสามารถมองได้ว่า การปรับปรุงอุปกรณ์ทางทหารของประเทศไทยในขณะนี้กำลังเกิดขึ้นในหลายมิติ และเป็นการสำรวจความเป็นไปได้ในการร่วมมือกับนานาชาติหลังยุคสถานการณ์โควิด-19 โดยเฉพาะประเทศที่มีเทคโนโลยีทันสมัยในระดับที่ไทยสามารถจัดหาได้และดำเนินการร่วมกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ

สำหรับผู้ที่ติดตามด้านการทหารและเทคโนโลยีระดับสูง แนวโน้มการลงนามสัญญาแผนจัดหาเครื่องบิน Gripen E/F ในเดือนหน้านี้อาจเป็นแรงส่งสำคัญให้เกิดการลงทุนในโครงการระยะที่ 2 หรือการเสริมขีดความสามารถด้านอากาศยานรบในอนาคต

ที่มา – ‘ผบ.ทอ.’เตรียมลงนามสัญญาสวีเดนซื้อ ‘กริพเพน’ 25 ส.ค.นี้

สหรัฐเร่งคุมไฟป่าครั้งใหญ่ใน ‘แกรนด์แคนยอน’ หลังเผาผลาญต่อเนื่องเกิน 1 เดือน

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกากำลังเผชิญกับสถานการณ์ไฟป่าที่รุนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ แกรนด์แคนยอน ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวระดับโลกที่มีความสำคัญทางธรรมชาติและศิลปวัฒนธรรม การลุกลามของไฟป่าที่รู้จักในชื่อ ‘ดรากอนบราโว’ สร้างความวิตกกังวลให้กับเจ้าหน้าที่และประชาชน เนื่องจากขยายวงกว้างเข้าใกล้พื้นที่สำคัญเช่น สหรัฐเร่งคุมไฟป่าครั้งใหญ่ใน ‘แกรนด์แคนยอน’ หลังลุกโชนต่อเนื่องเกิน 1 เดือน อย่างรวดเร็ว

จากข้อมูลของสำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม เผยให้เห็นว่า ไฟป่านี้มีต้นกำเนิดจากวัฏจักรตามธรรมชาติแต่กลับขยายวงออกไปเนื่องจากสภาพอากาศรุนแรง โดยเฉพาะลมแรงที่พัดผ่านพื้นที่รัฐแอริโซนา ส่งผลให้ไฟลุกลามเข้าใกล้โรงแรม ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว รวมถึงบริเวณพักอาศัยของแขกและโรงบำบัดน้ำเสียในพื้นที่ใกล้เคียง

สหรัฐเร่งคุมไฟป่าแกรนด์แคนยอน หลังเผาผลาญเกินกว่า 497 ตารางกิโลเมตร

เจ้าหน้าที่ภาคพื้นที่มากกว่า 1,000 คน กำลังทุ่มเทเต็มที่เพื่อให้สามารถควบคุมสถานการณ์ได้โดยเร็วที่สุด โดยไฟป่าดังกล่าวได้เผาผลาญพื้นที่รวมกว่า 123,000 เอเคอร์ หรือประมาณ 497 ตารางกิโลเมตร ในหลายพื้นที่ของแกรนด์แคนยอน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่สามารถมองข้ามได้

ความท้าทายจากความแห้งแล้งและความไม่แน่นอนของสภาพอากาศ

แม้ว่าจะมีความพยายามอย่างเต็มที่ในการควบคุมไฟ แต่ระดับความชื้นในพื้นที่ยังคงอยู่ที่ระดับต่ำเพียง 4% เท่านั้น แต่ก็ยังสามารถควบคุมขอบเขตของไฟได้ในระดับหนึ่ง แน่นอนว่านี่เป็นความท้าทายที่สำคัญ เนื่องจากความแห้งแล้งยังคงเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดการลุกลามของไฟได้ตลอดเวลา

นอกจากนี้ ลมมรสุมตามฤดูกาลในปีนี้ยังไม่เป็นไปตามการคาดการณ์ ส่งผลให้ปริมาณน้ำฝนมีน้อยกว่าที่เคยประมาณการไว้มาก ความไม่แน่นอนของสภาพภูมิอากาศเช่นนี้ ทำให้การช่วยเหลือจากธรรมชาติอย่างน้ำฝนยังไม่สามารถบรรเทาหยุดยั้งการลุกโชนของไฟป่าได้ตามที่หลายฝ่ายคาดหวังไว้

เครดิตภาพ : AFP

การควบคุมไฟป่าในแกรนด์แคนยอนไม่ใช่แค่การดับไฟให้สิ้นซาก แต่ยังต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของชาวท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยี่ยมชมทุกปี ภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยต้นสนจูนิเปอร์ในบางพื้นที่ทางตอนเหนือ กลายเป็นปัจจัยที่ช่วยชะลอการลุกลามของไฟได้บ้าง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของระบบนิเวศในสถานการณ์เช่นนี้

ในขณะที่สถานการณ์ยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ ทั่วโลกต่างจับตาไปที่การปฏิบัติการดับไฟครั้งสำคัญนี้ สหรัฐต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สิ่งที่ควรจับตามองคือแนวโน้มของไฟป่าในพื้นที่ธรรมชาติที่ใกล้เคียงกับชุมชนมนุษย์ ซึ่งต้องอาศัยการจัดการอย่างยั่งยืนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภัยธรรมชาติซ้ำเติมประชากร

สิ่งหนึ่งที่เราเรียนรู้จากเหตุการณ์เช่นนี้คือความสำคัญของระบบเตือนภัยล่วงหน้า พื้นที่ธรรมชาติที่ละเอียดอ่อนจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งจากภาครัฐและภาคประชาชน เพื่อรับมือกับวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

ที่มา – สหรัฐเร่งคุมไฟป่าครั้งใหญ่ใน ‘แกรนด์แคนยอน’ หลังลุกโชนต่อเนื่องเกิน 1 เดือน

‘นนกุล-แอฟ’ โชว์หวานกลางซินเจียง! ‘น้องปีใหม่’ ร่วมทริปทำแฟนคลับฟิน ยกให้เป็น ภาพครอบครัว

‘นนกุล-แอฟ’ โชว์หวานกลางซินเจียง! ความรักอบอุ่นที่มาพร้อมกับครอบครัว

ทริปนี้ไม่ได้มีแค่ความสนุกอย่างเดียว แต่ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวานและความอบอุ่น เพราะ คู่รักดาราชื่อดังอย่าง นนกุล ชานน และ แอฟ ทักษอร ได้พาครอบครัว รวมถึง น้องปีใหม่ ไปเที่ยวพักผ่อนกันที่ซินเจียง ประเทศจีน โดยในช่วงเวลาดีๆ อย่างนี้ ทั้งสองได้โชว์ความหวานเบาๆ ที่ทำเอาแฟนคลับฟินไปตามๆ กัน

คลิปน่ารักที่กลายเป็นความทรงจำของครอบครัว

ในคลิปล่าสุดที่ถูกแชร์ออกมา เป็นภาพของ ‘นนกุล-แอฟ’ พร้อมสมาชิกครอบครัวรวมตัวกันถ่ายรูป มีทั้งภาพนิ่งและวิดีโอ ซึ่งบรรยากาศรอบตัวพวกเขากับซินเจียงที่งดงามกลายเป็นฉากหลังที่เพอร์เฟค พร้อมกับการได้ น้องปีใหม่ ร่วมทริปครั้งนี้ ก็ยิ่งเพิ่มความน่ารักให้กับภาพที่ราวกับออกมาจากคอลเลกชันครอบครัวสุดสมบูรณ์แบบ

น้องปีใหม่เข้ากับครอบครัวได้เป็นอย่างดี

ความรักที่พี่สาวของนนกุลอย่าง “ลูกน้ำ” เตรียมเซอร์ไพรส์บนทริปนี้กลายเป็นโมเมนต์สำคัญ ที่มีทั้งแอฟ นนกุล และน้องปีใหม่ ร่วมแชะภาพครอบครัวสุดอบอุ่น โดยเพื่อนร่วมทริปและแฟนคลับหลายคนต่างออกมาคอมเมนต์ชื่นชมกับความน่ารักที่เกิดขึ้นทั้งในและนอกช็อต

พร้อมทั้งหลากหลายเสียงตอบรับถึงความเป็นธรรมชาติของทั้งครอบครัวและสถานที่ท่องเที่ยวในซินเจียง ซึ่งหลายคนระบุว่างานแสดงความรักของทั้งคู่นั้นเป็นแรงบันดาลใจให้สำหรับคนที่กำลังมองหาความรักที่ดูแลกันอย่างจริงใจ รวมไปถึงการสร้างครอบครัวที่อบอุ่น และเมื่อพวกเขามาอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่งดงาม มันก็กลายเป็นภาพที่เติมเต็มทั้งหัวใจและสายตาจริงๆ

อีกหนึ่งคู่ที่สร้างชื่อใหม่ให้กับความรัก

ถ้าให้พูดถึง แอฟ ทักษอร และ นนกุล ชานน สายลมรักยังคงเป็นกระแสที่ไม่เคยลดลง ท่ามกลางภาพลักษณ์ที่เป็นมิตรและชีวิตครอบครัวที่ดูมั่นคง ทั้งคู่กลายเป็นหนึ่งคู่ชมรมคนเซเลบที่ได้รับความรักแรงจากคนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ น้องปีใหม่ การันตีความน่ารักด้วยการเข้ากับพี่น้องของนนกุลอย่างไม่มีที่ติ

ไม่ว่าจะเป็นมุมธรรมชาติที่งดงามหรือความมั่นคงในความสัมพันธ์ที่ทั้งสองสร้างขึ้นมา ภาพในทริปนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสุข เพราะหากคุณสังเกตให้ดีในทุกท่าทีของพวกเขา ‘นนกุล-แอฟ’ ยังคงเป็นผู้นำเทรนด์รักอบอุ่นแบบน่ารักๆ ที่ทำให้ใครๆ ก็อยากเป็นพาร์ตเนอร์ในชีวิตแบบนี้สักครั้ง!

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก: nnnthesiblings

ที่มา – ‘นนกุล-แอฟ’ โชว์หวานกลางซินเจียง! ‘น้องปีใหม่’ ร่วมทริปทำแฟนคลับฟิน ยกให้เป็น ภาพครอบครัว

ศรีสะเกษเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน พร้อมรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

ศรีสะเกษเอาจริง! ดูแลผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ชายแดน

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ที่จังหวัดศรีสะเกษ นายสุริยา บุตรจินดา รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ได้รับมอบหมายจากผู้ว่าราชการจังหวัดให้ประชุมที่ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัด พร้อมทั้งสั่งการให้ทุกหน่วยงานเกี่ยวข้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน โดยมีการเร่งช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ชายแดนควบคู่ไปกับการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

การจัดการภายใต้สถานการณ์เร่งด่วน

สำหรับการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ จังหวัดได้ให้หน่วยงานด้านการศึกษา เช่น วิทยาลัยเทคนิค และโรงเรียนในพื้นที่ จัดเตรียมที่พักชั่วคราวให้กับผู้ที่ต้องย้ายถิ่นฐานอันเนื่องมาจากความไม่สงบ พร้อมทั้งเตรียมการเรียนการสอนสำหรับเยาวชนที่เข้ามาอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย เพื่อป้องกันการเสียโอกาสทางการศึกษา

นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่สำรวจความเสียหายทั้งบ้านเรือน ทรัพย์สิน โรงเรียน และพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อรวบรวมข้อมูลเสนอของบประมาณและเตรียมสิ่งของจำเป็นที่จะนำมาช่วยเหลือต่อไป ไม่ว่าจะเป็นอาหาร น้ำดื่ม เครื่องนุ่งห่ม และอุปกรณ์เครื่องใช้ภายในครัวเรือน

ความมั่นคงและความปลอดภัยไม่เคยหยุดนิ่ง

ทางด้านความมั่นคงนั้น ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับการสั่งการให้ดำเนินการอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการตั้งจุดตรวจและกำลังลาดตระเวนเพิ่มเติมในพื้นที่เสี่ยง เพื่อป้องกันการแทรกซึมและภัยคุกคาม พร้อมเตรียมแผนสำรองในการอพยพหากจำเป็น

ท่านรองผู้ว่าระบุว่า ประชาชนสามารถติดต่อแจ้งปัญหาผ่านทางกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และศูนย์อพยพประจำอำเภอ เพื่อให้สามารถช่วยเหลือได้อย่างเหมาะสมและตรงจุดมากที่สุด

การบริหารจัดการศูนย์พักพิงอย่างมีประสิทธิภาพ

ภายในศูนย์พักพิงต่าง ๆ ได้มีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ โดยแผนทั้งหมดมีผู้รับผิดชอบชัดเจน ระดับอำเภอ มอบหมายให้นายอำเภอเป็นผู้อำนวยการศูนย์ ขณะที่ทุกศูนย์ชั่วคราวมีการแต่งตั้งผู้จัดการศูนย์จากบุคคลากรท้องถิ่น เช่น ผู้อำนวยการโรงเรียน หรือ ผู้บริหารท้องถิ่น เพื่อให้ทุกอย่างเดินหน้าอย่างราบรื่น

สำหรับการดำเนินการภายในศูนย์ มีการแบ่งหน้าที่อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาอาหารและน้ำ ดูแลด้านสุขภาพจิต และรักษาความสงบเรียบร้อย เพื่อให้ทุกครอบครัวที่มาจากพื้นที่ชายแดนรู้สึกอุ่นใจและปลอดภัยเมื่อเข้าพัก

ยังไม่กลับได้หากยังไม่มั่นใจในความปลอดภัย

ทั้งนี้ ขณะนี้ยังมีบางพื้นที่ในหมู่บ้านมีกระสุนตกค้าง ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการเก็บกู้และทำลายโดยเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ รัฐบาลยืนยันว่าจะให้ประชาชนกลับไปใช้ชีวิตได้ต่อเมื่อสถานการณ์กลับมาปลอดภัยอย่างแท้จริง

บทสรุป – ศรีสะเกษไม่ยอมให้ความปลอดภัยเป็นเพียงคำพูดเปล่า ๆ

จังหวัดศรีสะเกษประกาศอย่างชัดเจนว่า ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่มีการบูรณาการหน่วยงานเพื่อรับมืออย่างจริงจังทั้งในแง่ของความช่วยเหลือและมาตรการรักษาความปลอดภัย

หากคุณกำลังมองหามุมมองที่เชื่อมโยงกับวงการสังคมหรือเทคมาร์คสถานการณ์ทั่วโลก แนวทางเช่นนี้คือตัวอย่างที่ดีเยี่ยมเกี่ยวกับการบริหารวิกฤตแบบมืออาชีพที่ทุกส่วนต้องทำงานแบบประชิดและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ที่มา – ‘ศรีสะเกษ’ เร่งเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน ควบคู่ดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

‘หลานทักษิณ’ พบ ‘โปลิศไซเบอร์’ เอาผิดมือตัดต่อโพสต์ใส่ร้าย ทำให้เสียหาย

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ที่ผ่านมา บริเวณกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เมืองทองธานี ได้มีเหตุการณ์ที่น่าสนใจเกิดขึ้น เมื่อ น.ส.ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และเป็นหลานสาวของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร เดินทางเข้าพบ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. และ พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รอง ผบช.สอท. เพื่อขอให้ดำเนินคดีตาม พรบ.คอมพิวเตอร์ กับผู้ที่ใช้เทคนิคตัดต่อภาพเพื่อสร้างความเสียหายให้เธอ

‘หลานทักษิณ’ พบ ‘โปลิศไซเบอร์’ เอาผิดมือตัดต่อโพสต์ใส่ร้าย ทำให้เสียหาย

ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ ได้เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า ตนเองและครอบครัวได้รับผลกระทบจากกระแสข่าวลวงที่ถูกตัดต่อภาพและข้อความเพื่อใส่ร้าย ซึ่งมีหลายเคสและบางกรณีก็เข้าข่ายการหมิ่นประมาทด้วย หลายคนอาจไม่ทราบว่าใครอยู่เบื้องหลัง แต่เธอได้แจ้งความไว้ที่ สน.คลองตัน แล้ว และตั้งใจที่จะขอความเป็นธรรมผ่านกระบวนการยุติธรรม

ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัวกับดราม่าออนไลน์

เธอกล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ถือเป็นตัวอย่างหนึ่งของแรงกดดันจากโซเชียลมีเดียในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อข่าวออกไปกลายเป็นแอร์ดราม่า (viral) แบบไม่ทันตั้งตัว แม้ตนเองไม่ได้ต้องการจะฟ้องร้องใครโดยไม่มีเหตุอันควร แต่ในเมื่อมันกระทบภาพลักษณ์และเกิดความเสียหายกับตนเองอย่างมาก ก็จำเป็นต้องออกมาระบุให้ชัดเจน

เนื้อหาที่ถูกตัดต่อ เช่น นำรูปถ่ายของเธอไปดีทัวริงใหม่ พร้อมทั้งเพิ่มข้อความที่ไม่เป็นความจริงเลยก็ว่าได้ ทั้งที่เธอไม่ได้มีส่วนรู้เห็นใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ข้อความชนิดนี้กลับก่อให้เกิดความเข้าใจผิดและสับสนในสังคมอย่างรุนแรง

อีกด้านหนึ่งของกระแสดราม่า เธอได้ตั้งคำถามกับการร่วมมือกันในยุคที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตภายนอก ไม่ว่าใครจะมีสถานะทางสังคมหรือบทบาทอย่างไร การออกมาเผยแพร่ ข้อมูลที่ไม่จริง เพื่อใส่ความและก่อความแตกแยก เป็นเรื่องที่ควรลดลงอย่างเร่งด่วน

ภารกิจของ ‘โปลิศไซเบอร์’ ในยุคดิจิทัล

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการ บช.สอท. กล่าวถึงกรณีนี้ว่า หลังจากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าทั้งหมดเป็นการตัดต่อภาพ และใส่ข้อความเข้าด้วยกัน โดยมีเจตนาเผยแพร่ข้อมูลเท็จให้เกิดความเสียหาย โดยทางทีมงานจะประมวลหลักฐานต่อไปตาม กฎหมายคอมพิวเตอร์ ว่าที่จริงแล้วควรต้องดำเนินคดี และต้องมาดูว่าผู้กระทำผิดกรณีนี้จะมีกี่คน

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นว่า การตัดต่อโพสต์ใส่ร้าย บนสื่อออนไลน์นั้น ไม่ใช่แค่ประเด็นความบันเทิงธรรมดา แต่กลายเป็นเรื่องที่ต้องได้รับการปกป้องตามกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ ‘หลานทักษิณ’ พบ ‘โปลิศไซเบอร์’ เอาผิดมือตัดต่อโพสต์ใส่ร้าย ทำให้เสียหาย เป็นเพียงเรื่องหนึ่งในหลายเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น

ในองค์กร และกฎหมายต่างมีเครื่องมือพิสูจน์ตัวตนของโพสต์เหล่านี้ได้ง่ายขึ้น ดังนั้นสังคมออนไลน์ควรตระหนักถึงผลกระทบ และใช้พื้นที่ดิจิทัลอย่างมีความรับผิดชอบ อย่าใช้โซเชียลเป็นกำถั่วทำลายชื่อเสียงโดยไม่มีผลกระทบกลับไปกลับมา

ยิ่งไปกว่านั้น การจัดการกับ ข่าวปลอม หรือข้อมูลบิดเบือนไม่ควรมองข้าม เพราะทุกคลิกของคุณอาจเพิ่มความเจ็บปวดให้ใครบางคน โดยไม่รู้ตัว

คำแนะนำสุดท้ายก็คือ: ผู้อ่านหรือผู้ติดตามควรตรวจสอบข้อมูล จดจ่อที่ต้นทาง และระลึกเสมอว่า “อย่าเชื่อทุกอย่างที่เห็นในโซเชียล” เพราะการแชร์ข้อมูลที่ไม่ตรวจสอบให้ละเอียดอาจเป็นการร่วมทำลายชื่อเสียงของผู้ถูกกล่าวหาก็เป็นได้

ที่มา – ‘หลานทักษิณ’ พบ ‘โปลิศไซเบอร์’ เอาผิดมือตัดต่อโพสต์ใส่ร้าย ทำให้เสียหาย