ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

รทสช. หนุน ‘รองประธานสภาฯ’ คนใหม่จาก ‘เพื่อไทย’ เตรียมพร้อมประชุมกฎหมายเพื่อประชาชน

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ที่ผ่านมา นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี และโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้เปิดเผยถึงผลการประชุมประจำสัปดาห์ของพรรคว่ามีการหารือถึงประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรอย่างละเอียด

การประชุมครั้งนี้มี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะเลขาธิการพรรคร่วมไทยสร้างชาติ เป็นประธาน มีการพูดถึงการเตรียมความพร้อมของพรรคอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 13-15 สิงหาคม 2567 นี้ สภาผู้แทนราษฎรจะเข้าสู่การพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ในวาระที่ 2 ซึ่งจะใช้เวลาประชุมต่อเนื่องวันละกว่า 10 ชั่วโมง

รทสช. หนุน ‘รองประธานสภาฯ’ คนใหม่จาก ‘เพื่อไทย’ ตามหลักการร่วมรัฐบาล

ตามที่พรรครทสช. มีมติร่วมในการสนับสนุน ผู้เสนอชื่อจากพรรคเพื่อไทย ให้ดำรงตำแหน่ง รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 นั้น มาจากฐานะของพรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำของพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งการตัดสินใจดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับภารกิจสำคัญของพรรคอย่างตรงไปตรงมา

การแก้ไขกฎหมายเพื่อความละเอียดรอบคอบ

โฆษกพรรครทสช. กล่าวเพิ่มเติมถึง ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ว่า แม้สภาผู้แทนราษฎรจะมีมติไปแล้ว แต่ทางวุฒิสภาก็ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อความเหมาะสม และพรรครทสช. ได้พิจารณาอย่างรอบคอบ จึงมีมติเห็นชอบตามที่วุฒิสภาเสนอ ด้วยความหวังว่าจะเป็นกฎหมายที่ช่วยคุ้มครองและส่งเสริมกลุ่มชาติพันธุ์ในลักษณะวิถีชีวิตอย่างแท้จริง

กฎหมาย 3 ฉบับที่สัมพันธ์กับนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย

นอกจากนี้ ประเด็นที่น่าจับตามองยิ่งไปกว่าคือการพิจารณาในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 ของกฎหมาย 3 ฉบับ ได้แก่ ร่างพ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ. …, ร่างพ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. … และ ร่างพ.ร.บ.การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ …) พ.ศ. …

กฎหมายทั้งสามฉบับ เป็นกุญแจสำคัญที่จะส่งผลโดยตรงต่อ นโยบายลดค่าโดยสารรถไฟฟ้าเหลือ 20 บาทตลอดสาย ตามที่รัฐบาลมุ่งเน้นไว้ โดยข้อดีที่ได้คือการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของประชาชน และยังส่งเสริมให้ผู้คนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากยิ่งขึ้น

พรรครวมไทยสร้างชาติ เห็นว่ากฎหมายเหล่านี้มีความจำเป็นอย่างมาก เพื่อต่อยอดความสามารถของฝ่ายบริหารให้ลงมือปฏิบัติเพื่อสาธารณะชนในวงกว้าง โดยหลังจากการพิจารณาในที่ประชุม พรรครทสช. ได้มีมติสนับสนุนให้เห็นชอบทั้งในวาระ 2 และวาระ 3 เพราะเชื่อมั่นว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในระยะยาว

“พรรคจึงมีมติเห็นชอบกฎหมายทั้ง 3 ฉบับทั้งในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายพี่น้องประชาชน” นายอัครเดช กล่าวปิดท้าย

หากพิจารณาจากทิศทางของกฎหมายทั้งสามฉบับ รวมถึงบทบาทของพรรครทสช.ที่ตัดสินใจเดินหน้าร่วมมือกับรัฐบาลเพื่อการเปลี่ยนแปลงในสังคมและการขนส่ง การเดินทางของคนเมืองใหญ่ในอนาคตอาจไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอีกต่อไป

รทสช.แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาล โดยเฉพาะนโยบายที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจฐานรากและความเป็นอยู่ที่ยังชีพของประชาชน สิ่งเหล่านี้ถือเป็นก้าวใหม่ที่มีเขตความหวัง และเป็นไปเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางปฏิบัติที่ชัดเจนและยั่งยืนในระยะถัดไป

ที่มา – รทสช.หนุน‘รองประธานสภาฯ’คนใหม่จาก‘เพื่อไทย’

เมอร์เซเดส-เบนซ์ อีคิวอีลดสูงสุด3ล้าน กับข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า 100%

เมอร์เซเดส-เบนซ์ อีคิวอีลดสูงสุด3ล้าน กับแคมเปญ ‘DEFINING ELECTRIC: Reimagine Intelligence’

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทยได้ประกาศปรับโครงสร้างราคาจำหน่ายของรถยนต์ไฟฟ้า EQE อย่างใหญ่หลวง โดยปรับลดราคารุ่นต่าง ๆ ไปสูงสุดถึง 3 ล้านบาท สำหรับทั้งรุ่นซีดานและเอสยูวี ที่หลายคนต่างรอคอย เพราะถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับคนรักรถยนต์ไฟฟ้าที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์เทคโนโลยีทันสมัยในแบบ Mercedes ที่ไม่เพียงแค่มองเรื่องความหรูหรา แต่ยังเน้นการใช้งานที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ข้อเสนอพิเศษสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า 100% กับราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น

สำหรับผู้ที่ติดตาม เมอร์เซเดส-เบนซ์ อีคิวอีลดสูงสุด3ล้าน ทางบริษัทฯ ได้ปรับราคา รุ่น EQE 300 จากราคาเดิม 3,970,000 บาท เหลือเพียง 2,890,000 บาท และรุ่น EQE 350 4MATIC SUV ที่มีราคาลดลงจากเดิมถึง 4,850,000 บาท เหลือเพียง 3,190,000 บาท เป็นโอกาสอันดีสำหรับผู้ใช้รถที่ต้องการความคุ้มค่าในระยะยาว

ข้อตกลงสุดคุ้มเมื่อซื้อรถในแคมเปญครั้งนี้

นอกจากการปรับลดราคาแล้ว เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังมีข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าที่เข้าร่วมแคมเปญ ‘DEFINING ELECTRIC’ ซึ่งเปิดโอกาสให้คนไทยทุกคนได้ทดลองขับรถยนต์ไฟฟ้าโดยตรง ในวันที่ 15 – 17 สิงหาคม 2568 ณ ชั้น G อาคาร The Storeys โครงการวัน แบงค็อก (One Bangkok) ในส่วนข้อเสนอพิเศษมีรายละเอียดดังนี้:

  • โปรแกรมค่าบำรุงรักษาตามระยะทาง และขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์ (MBSP Easy Care & Extra Guarantee) นานถึง 5 ปี
  • การรับประกันแบตเตอรี่ยาวนาน 10 ปี (10-year Battery Warranty)
  • ประกันภัยชั้นหนึ่ง Mercedes-Benz Protection นาน 1 ปี
  • บริการชาร์จพลังงานไฟฟ้าแบบ DC ไม่จำกัดจำนวนครั้งเป็นเวลา 1 ปี
  • แถมฟรี Wallbox พร้อมติดตั้ง

เมอร์เซเดส-เบนซ์ EQE คือโอกาสใหม่ของการขับขี่แบบไฟฟ้าเต็มรูปแบบ

ในปีที่เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าเติบโตอย่างก้าวกระโดด เมอร์เซเดส-เบนซ์ กล้าเดิมพันทุกนวัตกรรมที่สร้างขึ้นมาเพื่อสะท้อนถึงความเป็นเจ้าแห่งความล้ำหน้า การได้ทดลองขับในแคมเปญ ‘DEFINING ELECTRIC: Reimagine Intelligence.’ จึงเป็นหนึ่งโอกาสที่คุณไม่ควรพลาด

ข้อเสนอสุดคุ้ม 3 ล้านบาทจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ EQE

เมอร์เซเดส-เบนซ์ อีคิวอีลดสูงสุด3ล้าน นั้นเป็นการทบทวนสมรรถนะของรถยนต์ไฟฟ้าแบบ 100% ซึ่งถ้าหากคุณต้องการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ให้สอดคล้องกับยุคดิจิทัลและใส่ใจสิ่งแวดล้อม EQE ก็เป็นคำตอบที่สมบูรณ์แบบ ด้วยราคาที่เริ่มต้นอย่างน่าสนใจ พร้อมแพ็กเกจสุดพิเศษสำหรับผู้เข้าชมงาน และถ้าคุณมีแผนจะเปลี่ยนรถในปีนี้ นี่อาจเป็นจังหวะที่ดีที่สุดสำหรับการซื้อรถยนต์ไฟฟ้า

อย่าลืมแวะไปเยี่ยมชมและทดลองขับ EQE รุ่นใหม่ในแคมเปญประจำปี สัมผัสความสมบูรณ์แบบจากแบรนด์ระดับโลก และรับส่วนลดสูงสุด 3 ล้านบาท พร้อมบริการหลังการขายที่ครอบคลุมมากที่สุดที่โครงการ One Bangkok ในวันที่ 15-17 สิงหาคม นี้!

ที่มา – เมอร์เซเดส-เบนซ์ อีคิวอีลดสูงสุด3ล้าน

ใครเห็นก็ผวา! ชาวบ้านตกใจนึกว่าเหตุร้าย ที่แท้ 3 หนุ่มเมาแอ๋ หลับสนิทศิษย์ส่ายหน้าอยู่กลางถนน

ใครเห็นก็ผวา! ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่สร้างความฮือฮาให้กับชาวบ้านในพื้นที่ตำบลแม่สาย เมื่อพฤติกรรมของหนุ่มสามคนกลายเป็นไวรัลบนโลกออนไลน์! ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 เพจเฟซบุ๊กของสถานีตำรวจภูธรแม่สายได้เผยเรื่องราวชวนขำแต่แฝงไว้ด้วยข้อคิด ในช่วงเวลาที่ถนนบายพาสแม่สายบริเวณด้านหน้าโฮมโชว์ ต.แม่สาย มีผู้พบเห็นชาย 3 คนนอนหลับสุดสบายอยู่ท้ายรถกระบะกลางถนน ราวกับว่าคืนนั้นเป็นเตียงส่วนตัวของพวกเขา ชาวบ้านหลายคนที่ผ่านมาเห็นเพียงแวบแรกต่างตกใจนึกว่าจะเกิดเหตุร้าย

3 หนุ่มเมาแอ๋ ยังไม่รู้ตัวนอนกลางถนน

เหตุการณ์นี้ถูกเปิดเผยเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ สถานีตำรวจภูธรแม่สายได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่ามีชายหลายคนนอนอยู่กลางถนน ซึ่งเป็นบริเวณที่มีการสัญจรไปมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ชาวบ้านต่างกังวลว่าจะเกิดอุบัติเหตุ ไม่นานนัก เจ้าหน้าที่ได้ไปถึงจุดเกิดเหตุและพบชายสุดสงบนิ่ง สบายใจมากขณะเมาแอ๋จนหลับสนิทกันอยู่บนท้ายรถกระบะ กลางถนนบายพาสแม่สาย!

การปลุกสามหนุ่มกลางดึก!

หลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องปลุกสามหนุ่มผู้นี้แทบจะเป็นสภาพสำลักหายใจ เจ้าหน้าที่ต่างใช้ความพยายามในการสอบถามและให้คำแนะนำ ซึ่งขั้นตอนดังกล่าวสร้างความคึกคะนองให้กับผู้ชมคลิปหลังจากที่ภาพและข้อความจากเพจตำรวจถูกแชร์ออกไปบนโซเชียลมีเดีย

พฤติกรรมที่เห็นได้ชัดคือความเมาไม่ได้สติจนเหล่าสามหนุ่มไม่รู้เลยว่าเขาอยู่ที่ไหน เป็นสิ่งที่เรียกรอยยิ้มจากกู้ภัย ชาวบ้านที่สัญจรมารยาททางสังคมบางครั้งก็เปลี่ยนไปเมื่อใครบางคนล็อกรถแล้วหลับดังเอื้องอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมเช่นนี้! หลายคนอาจจะสงสารหรือไม่เข้าใจ แต่ก็ต้องยอมชมความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ดูแลอย่างรอบคอบ พร้อมเตือนให้พวกเขากลับบ้านไปพักผ่อนอย่างปลอดภัย

ความเห็นของชาวเน็ตหลังคลิปเผยแพร่

ภายหลังจากที่เรื่องราวนี้ถูกเผยแพร่บนโซเชียล คนส่วนใหญ่แสดงความคิดเห็นหลากหลาย เช่น

  • “ประเทศไทยนอนที่ไหนก็ได้” – คนคงชินเคยกับความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิตมากแล้ว
  • “เมาแล้วนอนบนกระบะ เสียแรงเตือนไม่ขับรถเกรงจะเกิดอุบัติเหตุ”
  • “ทำดีแล้วเมาไม่ขับ” – หลายเสียงเข้าใจและยกย่องที่ไม่ได้ขับรถขณะอยู่ในสภาพเช่นนั้น

แม้จะเป็นที่ขำขันแต่ในขณะเดียวกัน หลายความเห็นก็ให้ข้อคิดเห็นว่า “ควรระวังยิ่งขึ้น เพราะถนนไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยให้พักผ่อน” เช่นการสร้างความตระหนักรู้ในชุมชนเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงการเมาและพาตนเองไปอยู่ในอันตราย

บทสรุปและข้อคิดจากเหตุการณ์

สถาการณ์เช่นนี้อาจน่ากลัวในตอนแรก แต่ก็เป็นตัวอย่างว่าการ “เมาไม่ขับ” ยังถือเป็นเรื่องที่ดีแม้ว่าจะมีพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อสภาพแวดล้อมอื่น ๆ การต้องนอนหลับกลางที่สาธารณะอาจไม่ใช่ทางออกที่ปลอดภัยที่สุด แต่อย่างน้อยความรับผิดชอบของกลุ่มหนุ่มที่ไม่เลือกขับรถในสภาพมึนเมาถือเป็นข้อชมเชยตามหลักความปลอดภัย

ในยุคที่โซเชียลฮือฮาง่าย สิ่งเหล่านี้จึงกลายเป็นบทสนทนาให้คนพูดถึงแลกมาด้วยการประสบการณ์ที่บางครั้งเรามองข้ามความอันตรายรอบตัว เมื่อคนเรานอนในที่ที่ไม่ควรจะเป็นที่นอน

เหตุการณ์เช่นนี้สะท้อนหลายมุมมอง ทั้งความห่วงใย ตลกขบขัน และการตระหนักรู้เกี่ยวกับความปลอดภัย ดังนั้น ต้องใช้สติยังไงไม่ให้เมาจนหลงลืม ลุกขึ้นแล้วกลับบ้านให้ถูกที่ ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ชุมชน!

ที่มา – ใครเห็นก็ผวา! ชาวบ้านตกใจนึกว่าเหตุร้าย ที่แท้ 3 หนุ่มเมาแอ๋ หลับสนิทศิษย์ส่ายหน้าอยู่กลางถนน

วางแนวทางบริจาคอาหารคนไร้บ้านป้องกันเหลือทิ้ง ย้ำต้องลงทะเบียนล่วงหน้า

วางแนวทางบริจาคอาหารคนไร้บ้านให้ชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญที่กรุงเทพมหานครได้กำหนดขึ้น เพื่อลดปัญหาอาหารที่เหลือมากเกินความจำเป็น หลังพบว่ามีผู้ใจบุญนำอาหารมาร่วมบริจาคในปริมาณสูง ทั้งที่จำนวนผู้มารับอาหารจริง ๆ แล้วมีไม่มาก ทำให้เกิดการนำอาหารไปขายหรือทิ้งอย่างสิ้นเปลือง

ปัญหาที่เกิดจากความใจบุญที่ยังไม่มีการจัดระบบ

ที่ผ่านมา บริเวณ บ้านอิ่มใจ (เดิมคือพื้นที่การประปาแม้นศรี) เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ได้เปิดพื้นที่รับบริจาคอาหารสำหรับคนไร้บ้านและกลุ่มเปราะบาง ซึ่งมีจุดแจกอาหารจำนวน 2 มื้อ ต่อวัน ได้แก่ มื้อกลางวันเวลา 11.00 น. และมื้อเย็นเวลา 17.00 น.

อย่างไรก็ตาม พบว่าในบางวันมีการบริจาคอาหารมากเกินไป บางวันสูงถึงเกือบ 2,000 กล่อง ขณะที่จำนวนคนไร้บ้านที่มารับจริง ๆ ไม่เกิน 200 คน ทำให้มีอาหารเหลือทิ้งและเกิดปัญหาในการจัดการ

กทม.ขอความร่วมมือผู้ใจบุญก่อนจะบริจาคอาหาร

นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เผยว่า การบริจาคควรคำนึงถึงความพอดี เพื่อให้การช่วยเหลือเกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยกำหนดยอดรับบริจาคไม่เกิน 500 กล่องต่อมื้อ ซึ่งหากเกินจะจัดเก็บใน บ้านอิ่มใจ เพื่อนำไปต่อยอดในโครงการ BKK Food Bank

ผู้ใจบุญที่ประสงค์มาร่วมบริจาคอาหาร ต้องลงทะเบียนล่วงหน้าผ่านลิงก์ https://welfare.bangkok.go.th/donate เพื่อจัดสรรในปริมาณที่เหมาะสม และหากเต็มจำนวนก็สามารถเลือกรับมื้อหรือวันอื่น ๆ แทนได้

ลงทะเบียนล่วงหน้าเพื่อป้องกันการสิ้นเปลือง

ดร.ธีรวีร์ วีรวรรณ รองผู้อำนวยการสำนักพัฒนาสังคม ชี้แจงเพิ่มเติมว่า การ บริจาคอาหารคนไร้บ้านควรเป็นของสดและเหมาะสำหรับบริโภคทันที เช่น อาหารร้อน ข้าวกล่อง เพื่อให้คนไร้บ้านได้รับประโยชน์เต็มที่ แต่หากบริจาคเกินจำเป็น ก็ขอแนะนำให้เป็นอาหารแห้ง เช่น อาหารกระป๋อง บะหมี่สำเร็จรูป เพราะสามารถเก็บไว้แจกต่อให้กับผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ฯลฯ ผ่านเครือข่ายเขตต่าง ๆ ได้

สร้างโอกาสในการทำงานให้กับคนไร้บ้าน

อีกหนึ่งแนวทางคือการเปิดโอกาสให้คนไร้บ้านมีงานทำ โดยสำนักพัฒนาสังคมกำหนดให้ผู้ใจบุญสามารถแจ้งความต้องการจ้างงานผ่านลิงก์ https://qr.me-qr.com/kQQeWmrt แล้วเจ้าหน้าที่จะจัดทำระบบจับคู่กับผู้ที่มีความประสงค์จะมีอาชีพ ร่วมแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

บ้านอิ่มใจ – พื้นที่ดูแลคนไร้บ้านแบบครบวงจร

บ้านอิ่มใจที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ตั้งเป้าไว้ให้เป็นศูนย์กลางด้านสวัสดิการสำหรับคนไร้บ้าน เพื่อให้พวกเขากลับมามีชีวิตใหม่ มีที่พักชั่วคราว ได้รับการฝึกอาชีพ ที่สำคัญคือไม่มีการบริจาคที่ถูกผูกขาดจากผู้ใจบุญรายใดรายหนึ่ง

หากสถานที่ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี 2569 ก็จะพร้อมรองรับการฟื้นฟูชีวิต ซึ่งรวมถึงการให้คำปรึกษา การตรวจสุขภาพ การเข้าถึงน้ำสะอาด สถานที่อาบน้ำ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นแผนระยะยาวที่กรุงเทพมหานครตั้งใจจริงในการดูแล

ผู้ใจบุญต้องปฏิบัติตามแนวทางที่วางไว้

หากผู้บริจาคต้องการให้ บ้านอิ่มใจ เป็นพื้นที่ช่วยเหลืออย่างมีประสิทธิภาพ การปฏิบัติตามแนวทางที่กำหนดคือสิ่งสำคัญ

กฎข้อสำคัญ ได้แก่

  • ต้องลงทะเบียนในลิงก์ https://welfare.bangkok.go.th/donate
  • ห้ามบริจาคเกิน 500 กล่องต่อมื้อ
  • หากอาหารเกินจำนวนที่จัดสรรไว้ กรุงเทพมหานครจะเป็นผู้จัดการเพื่อนำไปเข้าโครงการ BKK Food Bank

วางแนวทางบริจาคอาหารคนไร้บ้านอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนนี้ นอกจากจะช่วยลดเศษอาหาร ยังเป็นการให้โอกาสชีวิตที่ดีแก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง

เข้าใจให้ถูก ให้ให้พอดี

การบริจาคอาหารเป็นสิ่งมีค่ามากเมื่อเราให้ในเวลาและความต้องการที่เหมาะสม การรู้หลักการบริจาคให้พอดี เป็นการสร้างสุขภาพสังคมที่ดีและช่วยลดสิ่งของที่เหลือทิ้งอย่างไม่จำเป็น

หากคุณเป็นอีกหนึ่งคนที่อยากให้ช่วยเหลือคนไร้บ้านอย่างจริงใจ และมีระบบ ขอให้โทรไปที่สำนักพัฒนาสังคมหรือใช้ลิงก์ลงทะเบียนที่กำหนดไว้ เพื่อร่วมกันส่งต่อความห่วงใยด้วยหัวใจที่เข้าใจ

ที่มา – วางแนวทางบริจาคอาหารคนไร้บ้านป้องกันเหลือทิ้ง ย้ำต้องลงทะเบียนล่วงหน้า

สุริยะถอนเรื่องจัดหาขบวนรถโดยสารและหัวรถจักร กลับมาทบทวนใหม่ เน้นเจรจาประสานความเข้าใจ

สุริยะถอนเรื่องจัดหาขบวนรถโดยสารและหัวรถจักร ชี้ปัญหาเอกสารวนซ้ำ ต้องการความชัดเจนขั้นสุด

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการจัดหาขบวนรถโดยสารและหัวรถจักรภายใต้แผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟของประเทศไทย โดยระบุว่า ความจำเป็นในการปรับปรุงระบบขนส่งให้เทียบเท่าระดับสากล จำเป็นต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบและมีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้เกิดข้อสงสัย และเพื่อให้โครงการสามารถดำเนินการได้อย่างราบรื่น

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ให้ความเห็นชอบในการจัดหารถโบกี้บรรทุกตู้สินค้า 946 คัน วงเงินรวมกว่า 2,459 ล้านบาท โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เป็นผู้ดำเนินการรับผิดชอบ และกระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ โดยความเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนขยายขอบเขตการขนส่งทางราง ที่จะส่งผลให้ประเทศลดต้นทุนการขนส่ง และเพิ่มสัดส่วนการขนส่งทางรางได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แผนระยะเวลาแบ่งจัดส่งรถสินค้าชัดเจน เริ่มต้นในปี 2570

  • ล็อตที่ 1 จำนวน 154 คัน – เตรียมทดลองวิ่งใน ต.ค. 2570
  • ล็อตที่ 2 165 คัน – เริ่มใช้งาน เส้นทางหนองคาย – แหลมฉบัง และอรัญประเทศ – แหลมฉบัง คาด ม.ค. 2572
  • ล็อตที่ 3 198 คัน – รถไฟเชียงของ – แหลมฉบัง และนครพนม – แหลมฉบัง เตรียมพร้อม ม.ค. 2573
  • ล็อตที่ 4 264 คัน – เน้นเส้นทางหนองคาย – แหลมฉบัง เริ่มปี 2574
  • ล็อตที่ 5 165 คัน – ใช้งานหาดใหญ่ – แหลมฉบัง 99 คัน และ อุบลราชธานี – แหลมฉบัง 66 คัน

การกระจายรถสินค้าตามเส้นทางสำคัญ จะช่วยก่อเกิดโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่แข็งแรง โดยเฉพาะในเส้นทางเศรษฐกิจที่ต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งทางฝั่งอีสานเหนือและภาคใต้ของไทย ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้างเครือข่ายการขนส่งที่เชื่อมโยง

สุริยะสั่งทบทวนโครงการหลัก 3 ด้าน รฟท.เร่งรวบรวมความคิดเห็นเชิงลึก

อย่างไรก็ตาม สุริยะได้ถอนเรื่องสำคัญเกี่ยวกับโครงการจัดหา รถดีเซลรางปรับอากาศ 184 คัน วงเงินกว่า 24,000 ล้านบาท, โครงการจัดหารถโดยสารทดแทนรถด่วนพิเศษและรถด่วน 182 คัน วงเงินมากกว่า 10,000 ล้านบาท และโครงการหัวรถจักรดีเซลไฟฟ้า 113 คัน วงเงินระดับ 23,000 ล้านบาท โดยเร่งให้รฟท. ทบทวนองค์ประกอบทั้งหมดอย่างละเอียด เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ก่อนเสนอใหม่

เขาย้ำว่า การส่งข้อมูลไปมาเพียงในรูปเอกสาร โดยเฉพาะกับ สภาพัฒน์ และสำนักงบประมาณ นั้นยังไม่เพียงพอ แต่ควรให้มีการพูดคุย เจรจาเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันในเชิงลึก ซึ่งจะช่วยลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มความชัดเจน เพื่อให้สามารถเสนอเข้า ครม. ได้อย่างราบรื่นในอนาคต

สำหรับผู้ติดตามการพัฒนาเทคโนโลยีและการขนส่งทางรางที่เน้นผลกระทบทางเศรษฐกิจในระยะยาว การทบทวนครั้งนี้มีความสำคัญไม่น้อย เพราะนอกจากจะช่วยให้ระบบทั้งหมดทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังอาจมีนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ช่วยก้าวสู่ยุค Rail-Future ได้อย่างเต็มที่

ดังนั้น สำหรับปี 2569-2570 เราอาจได้เห็นการพัฒนาแบบก้าวกระโดดในโครงข่ายรางของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การลดต้นทุนโลจิสติกส์ ที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจของประเทศโดยตรง หากสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง

ขอบคุณที่ติดตามข่าวสำคัญนี้ ที่มา – “สุริยะ” ถอนเรื่อง “จัดหาขบวนรถโดยสาร-หัวรถจักร” ทบทวนใหม่ สั่งเจรจา หยุดส่งเอกสารไปมา

4 สก.พรรคเพื่อไทยไม่ทน!! โร่แจ้งจับ ‘ไอซ์ รักชนก’ โพสต์หมิ่นประมาทฯ

4 สก.พรรคเพื่อไทยไม่ทน!! โร่แจ้งจับ ‘ไอซ์ รักชนก’ โพสต์หมิ่นประมาทฯ

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ที่ผ่านมา มีรายงานว่ากลุ่ม สท. (สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด) จากพรรคเพื่อไทย ได้แก่ คุณชญาดา วิวัติภูมิประเทศ, คุณเนติภูมิ มิ่งรุจิราลัย, คุณนภัสสร พละระวีพงศ์ และคุณมธุรส เบนท์ ได้เดินทางไปยัง สน.บางชัน เพื่อเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ นางสาวรักชนก ศรีนอก หรือที่รู้จักในชื่อ ‘ไอซ์ รักชนก’ สส.จากพรรคอีกพรรคหนึ่ง ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328

โพสต์ที่สร้างความเสียหาย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่ 4 สก. จากพรรคเพื่อไทยระบุว่าเมื่อวันที่ 4 สิงหาคมประมาณเวลา 15.00 น. นางสาวรักชนก ได้เผยแพร่ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเพจส่วนตัวที่ใช้ชื่อว่า ‘รักชนก ศรีนอก Rukchanok Srinork’ ซึ่งเป็นบัญชีที่รับรองตัวตนของเธอ โดยข้อความที่โพสต์มีลักษณะที่ค่อนข้างโจ่งครึม เช่น ‘กลัวโดนจับโป๊ะ จับโกง จับทุจริต’, ‘ปั้นงบไว้ทิ้งทวนก่อนเลือกตั้ง’ รวมถึงคำว่า ‘โกหกอะไรก็ได้’ และ ‘ไม่เคยละอายอะไรกันเลย’ การใช้ถ้อยคำดังกล่าวพร้อมระบุชื่อ-สกุลชัดเจน ถือว่าสร้างความเสียหายโดยตรงให้กับผู้เสียหาย โดยเป็นการกล่าวร้ายที่ทำให้อ่านแล้วเข้าใจผิดว่าพวกเขาอาจเกี่ยวข้องกับการทุจริต

ผลกระทบจากโซเชียลที่ต้องคำนึง

ถึงแม้ว่าการวิจารณ์ใด ๆ ในโลกของการเมืองหรือสังคมถือเป็นสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกตามรัฐธรรมนูญ แต่จากคำร้องของ 4 สก. พบว่าโพสต์นี้อยู่ในขั้นที่เกินเลยจากข้อเท็จจริงธรรมดา จนมีลักษณะเป็นการเสียดสีใส่ความพร้อมชี้ตัวอย่างเจาะจง การกระทำเช่นนี้ส่งผลกระทบทางความเสียหายต่อชื่อเสียงโดยตรง โดยเฉพาะกับผู้แทนที่อยู่ในหน้าที่การงานและต้องได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชน

ทั้งนี้ ผู้เสียหายไม่เพียงแต่ต้องการให้เจ้าหน้าที่สอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่ยังเปิดทางให้ดำเนินเรื่องด้วยตนเองผ่านกระบวนการฟ้องร้องในชั้นศาล ถือเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่าไม่สามารถเปิดกว้างต่อข่าวปลอมหรือถ้อยคำใส่ร้ายโดยปราศจากเหตุผลที่สมเหตุ

  • พบถ้อยคำที่กล่าวหาเรื่องทุจริตและไร้จริยธรรม
  • เน้นการแท็กชื่อ-สกุล ทำให้เฉพาะเจาะจง
  • เผยแพร่ในพื้นที่สาธารณะ เข้าถึงกลุ่มคนกว้างขวาง

บทบาทของโซเชียลมีเดียในข่าวการเมือง

เรื่องนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนถึงการใช้งานโซเชียลมีเดียของนักการเมือง ซึ่งแม้จะเป็นพื้นที่ของอิสระในการแสดงความคิดเห็น แต่ก็ควรเคยชินกับการตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากสาธารณชนและจากฝ่ายที่ถูกกล่าวถึง ปัจจุบันประเด็นเช่นนี้เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงก่อนหรือหลังการเลือกตั้ง และอาจส่งผลต่อความเชื่อถือของนักการเมืองรุ่นใหม่หากใช้ถ้อยคำที่ต่ำไปกว่าธรรมาภิบาล

เหตุการณ์เช่นนี้ไม่เพียงแต่จะส่งผลต่อนักการเมืองที่นำเรื่องเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย แต่ยังสะท้อนว่าโซเชียลในยุคใหม่ต้องการความรับผิดชอบที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งในมุมการเขียน การโพสต์ จนถึงการตรวจสอบเนื้อหาที่เผยแพร่

ที่มา – 4 สก.พรรคเพื่อไทยไม่ทน!! โร่แจ้งจับ “ไอซ์ รักชนก” โพสต์หมิ่นประมาทฯ

RUN FOR MOM 2025: วิ่งเพื่อแม่ 9 สิงหาคม 2568 ณ อุทยานเบญจสิริ

RUN FOR MOM 2025 กลับมาอีกครั้งในบรรยากาศ Night Fun Run ที่อุทยานเบญจสิริ

หลังจากที่หลายคนรอคอย การแข่งขันวิ่งเพื่อแม่อย่าง RUN FOR MOM 2025 ได้กลับมาสร้างสีสันและพลังแห่งความรักอีกครั้งในวันเสาร์ที่ 9 สิงหาคม 2568 โดยจะจัดขึ้น ณ อุทยานเบญจสิริ ถนนสุขุมวิท ซึ่งเป็นสถานที่ยอดนิยมสำหรับการจัดกิจกรรมกลางแจ้งภายใต้บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสุขและแสงไฟยามค่ำคืน

โดยปีนี้ RUN FOR MOM ได้จัดขึ้นต่อเนื่องในรูปแบบ Night Fun Run ระยะทาง 5 กิโลเมตร โดยมีแนวคิดหลักที่น่าสนใจคือ Run To Win, Run To Fight และ Run For Pride ที่แสดงให้เห็นถึงความรัก ความสามัคคี และศูนย์รวมจิตใจของประชาชนชาวไทยที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อีกทั้งยังต้องการสื่อถึงการร่วมแรงร่วมใจเพื่อสิ่งที่มีความหมาย ไม่ว่าจะเป็นการเป็นแม่แบบที่ดี การสู้เพื่อความหวัง หรือแม้กระทั่งการส่งต่อความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมไทย

กิจกรรมที่รวมพลังจากหลากหลายวงการ

งานนี้มีเซเลบริตี้และเหล่าบุคคลในวงการต่างๆ มาร่วมเป็นกำลังใจให้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น แอนโทเนีย โพซิ้ว รองอันดับ 1 มิสยูนิเวิร์สปี 2023 รวมถึงคณะนางสาวไทย คณะนักกีฬาโอลิมปิก พาราลิมปิก และบรรดาศิลปิน-นักแสดงที่ยืนยันเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้

RUN FOR MOM 2025 วิ่งเพื่อสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่

RUN FOR MOM 2025 ไม่เพียงแค่เป็นการวิ่งเพื่อสุขภาพเท่านั้น แต่ยังมีความหมายลึกซึ้ง ในการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 93 พรรษา พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโอกาสเฉลิมฉลองวันแม่แห่งชาติที่ใกล้มาถึงในวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ด้วย

สำหรับกิจกรรม RUN FOR MOM 2025 ในปีนี้ ยังคงมีจุดเด่นคือการวิ่งกลางคืน การตกแต่งไฟที่สวยงาม และกิจกรรมบริจาคภายในงานเพื่อร่วมสมทบทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ผ่านกองบัญชาการทหารบก จึงถือเป็นอีกหนึ่งงานวิ่งที่ไม่เพียงแต่ส่งเสริมสุขภาพ แต่ยังร่วมกันสร้างพลังใจให้กับเพื่อนมนุษย์ด้วย

  • วันและเวลา: วันเสาร์ที่ 9 สิงหาคม 2568 เวลา 17:00 – 19:30 น.
  • สถานที่จัดงาน: ณ อุทยานเบญจสิริ ถนนสุขุมวิท
  • การบริจาค: มีบริการกล่องรับบริจาคภายในงานเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย
  • ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม: เพจทางการของ The Mall Group และ EM DISTRICT

ผู้สนใจสามารถมาร่วมกิจกรรม RUN FOR MOM 2025 เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของความภาคภูมิใจและร่วมสร้างความประทับใจให้กับปีนี้ได้ทุกคน ไม่ว่าจะวิ่งหนึ่งเดียว หรือมาเป็นกลุ่มครอบครัว เพื่อน หรือทีมงาน การวิ่งครั้งนี้ช่วยให้ทุกคนได้ร่วมกันรำลึกถึงความสำคัญของแม่ ความรักชาติ และความสามัคคีของคนในชาติ

RUN FOR MOM 2025 จึงไม่ใช่แค่วิ่งแข่งธรรมดา แต่เป็นกิจกรรมที่รวมพลังของทุกคน ในรูปแบบที่ฟิ้งความสุขและสร้างแรงบันดาลใจ โดยกำหนดการจัดงานในปีนี้ลงตัวกับช่วงเวลาที่เหมาะกับทุกไลฟ์สไตล์ คือช่วงเย็นยังค่ำ ซึ่งพร้อมให้ทุกคนได้วิ่งและแสดงพลังรักแม่ไปพร้อมกัน!

หากคุณยังไม่มีแพลนสำหรับวันเสาร์ที่ 9 สิงหาคม ขอแนะนำว่ากิจกรรม RUN FOR MOM 2025 เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ไม่ควรพลาด เพราะนอกจากคุณจะได้สุขภาพที่แข็งแรงแล้ว ยังมีโอกาสช่วยเหลือผู้ยากลำบากและร่วมเฉลิมฉลองวันแม่ในแบบที่ใกล้ชิดทุกแง่มุมของชีวิตไทย

ที่มา – RUN FOR MOM 2025 วิ่งเพื่อแม่9 สิงหาคม 2568 ณ อุทยานเบญจสิริ

ฝนถล่มฮ่องกงหนักที่สุดในรอบ 141 ปี ฟ้าผ่ากระหน่ำมากกว่า 10,000 ครั้ง

ฝนถล่มฮ่องกงหนักที่สุดในรอบ 141 ปี

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ที่ผ่านมา ฮ่องกงได้เผชิญกับเหตุการณ์ระดับประวัติศาสตร์เมื่อฝนตกหนักที่สุดในรอบ 141 ปี โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยาฮ่องกงได้รายงานว่ามีการวัดปริมาณน้ำฝนสะสมภายในเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมง สูงถึง 355 มิลลิเมตร เกิดขึ้นเมื่อเวลา 14.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น (หรือเวลา 13.00 น. ตามเวลาประเทศไทย) ซึ่งถือเป็นปริมาณที่มากที่สุดในประวัติการบันทึกตั้งแต่ปี 2427

คำเตือนระดับสีดำและการเกิดฟ้าผ่ากว่า 10,000 ครั้ง

ในช่วงคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา สำนักงานอุตุนิยมวิทยาได้ออกคำเตือนฝนตกหนักในระดับ “สีดำ” ซึ่งหมายถึงฝนตกชุกหนาแน่นเกินกว่า 70 มิลลิเมตรภายในหนึ่งชั่วโมง พร้อมทั้งเตือนประชาชนให้งดออกจากบ้านเพื่อความปลอดภัย หลังมีรายงานการเกิดฟ้าผ่ามากกว่า 10,000 ครั้ง จากเวลาประมาณ 05.00 น. ถึงช่วงเที่ยงของวันอังคารที่ 5 สิงหาคม

ผลกระทบจากฝนตกหนักอย่างรุนแรง

สภาพอากาศที่เลวร้ายส่งผลกระทบต่อการจราจรและระบบขนส่งจำนวนมาก โดยมีรายงานว่าเรือโดยสารส่วนใหญ่รวมถึงรถไฟใต้ดินหลายสถานีจำเป็นต้องหยุดให้บริการชั่วคราว เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน ทำให้ผู้คนในพื้นที่ต้องได้รับผลกระทบด้านการเดินทางอย่างมาก ทั้งนี้สภาพจราจรติดขัดอย่างรุนแรงไปทั่วทั้งพื้นที่ของเกาะฮ่องกง

เกาะฮ่องกงเผชิญการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

เหตุการณ์ ฝนถล่มฮ่องกงหนักที่สุดในรอบ 141 ปี สะท้อนถึงความไม่แน่นอนและความรุนแรงขึ้นของสภาพอากาศที่เผชิญทั่วโลก โดยเฉพาะในเขตเมืองและพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของสิ่งก่อสร้างสูง ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อเหตุการณ์น้ำท่วมและอุบัติเหตุต่าง ๆ

เตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศสุดขั้วที่เปลี่ยนแปลงเร็ว

การเกิดเหตุการณ์ ฟ้าผ่ากระหน่ำมากกว่า 10,000 ครั้ง ร่วมกับฝนตกหนักอย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการติดตามสภาพอากาศโดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลเปลี่ยนผ่าน โดยประชาชนควรติดตามคำเตือนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและพร้อมปรับตัวให้รับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉดได้อยู่เสมอ

ในทางเทคโนโลยีและระบบสมาร์ทซิตี้ ภูมิภาคเหล่านี้ก็ควรพัฒนาระบบแจ้งเตือนล่วงหน้าและโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับภัยธรรมชาติได้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้ประชาชนสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมั่นคงปลอดภัย แม้จะเจอเหตุการณ์ ฝนถล่มฮ่องกงหนักที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ก็ตาม





เครดิตภาพ : AFP

สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในบริเวณที่มีความเสี่ยง ควรเตรียมข้อมูลให้พร้อม เช่น รู้จักจุดอพยพใกล้ที่สุด หรือแอปพลิเคชันแจ้งเตือนภัยระยะใกล้ ก็จะช่วยให้สามารถวางแผนชีวิตได้ดีขึ้นเมื่อต้องเผชิญกับ ฝนถล่มฮ่องกงหนักที่สุดในรอบ 141 ปี เช่นนี้

อย่าลืมติดตามข่าวสารและอัปเดตสภาพอากาศแบบเรียลไทม์ เพื่อความปลอดภัยของคุณเอง!

ปมซื้อตึก SKKY9 ทำพิษ เด้ง ‘ปลัดแรงงาน’ เข้ากรุ เปิดทางสอบข้อเท็จจริงจบใน 90 วัน

ปมซื้อตึก SKKY9 ทำพิษ เด้ง ‘ปลัดแรงงาน’ เข้ากรุ

เมื่อไม่กี่วันมานี้ ได้มีการโยกย้ายนายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ออกจากตำแหน่งเดิมไปเป็นผู้ตรวจราชการพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นข่าวใหญ่ที่ทำให้วงการแรงงานและข้าราชการต่างจับตามอง โดยเหตุการณ์ครั้งนี้ผูกโยงมาพร้อมกับปมการใช้งบประมาณซื้อตึก SKKY9 ที่มีมูลค่าสูงถึง 7 พันล้านบาท รวมไปถึงข้อกังวลเรื่องแอปพลิเคชันมูลค่า 850 ล้านบาทอีกด้วย

 

เบื้องหลังปมตึก SKKY9 ที่ดูน่าสงสัย

ในช่วงเวลาที่นายบุญสงค์ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ปมปัญหาเกี่ยวกับตึก SKKY9 ก็ถูกเปิดเผยว่ากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างอาจเกิดขึ้นด้วยความเร่งรีบผิดปกติ และมูลค่าในการประเมินการซื้ออาจสูงเกินจริงตามที่คณะกรรมการออกมาแสดงความเห็น หลายฝ่ายเริ่มตั้งข้อสงสัยถึงมาตรฐานของกระบวนการทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นช่องโหว่ทางกฎหมาย หรือแม้กระทั่งการทุจริตเบื้องลึก

 

การตั้งคณะกรรมการสอบหวังความโปร่งใส

เพื่อให้การสอบสวนข้อเท็จจริงเกิดอย่างชัดเจนและไร้อคติ จึงมีการตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ โดยมีปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นประธาน สิ่งสำคัญคือคณะกรรมการชุดนี้มีเวลาให้ทำงานเพียง 90 วัน ต้องให้บทสรุปชัดเจนเพื่อไม่ให้เรื่องลากยาวออกมาเกินเวลาที่กำหนด

 

แม้ว่าปมซื้อตึก SKKY9 จะถูกตรวจสอบในหลายมุม ทั้งความจำเป็นในการซื้อ การงบประมาณที่ใช้ และกระบวนการทำงานที่มีความไม่โปร่งใส มีหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า กรณีนี้อาจจะไม่ใช่แค่การบริหารงานพลาด แต่ยังมีผู้เกี่ยวข้องรวมไปถึงกลไกในการใช้เงินของรัฐที่อาจมีช่องโหว่ให้เห็น

 

รมว.แรงงานใหม่ย้ำชัด ไม่มีผลักภาระจนท้ายที่สุด

หลังจากที่นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจเข้ารับตำแหน่งใหม่ เขาก็ได้แสดงจุดยืนชัดเจนว่า หากมีหลักฐานใดๆ ที่ชี้ให้เห็นถึงการกระทำผิดจริง จะไม่มีการปล่อยผ่านแต่จะดำเนินการอย่างเด็ดขาด ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ การย้ายปลัดแรงงานออกมาก็เพื่อป้องกันไม่ให้กระบวนการตรวจสอบถูกแทรกแซง หรือมีการเสียดสีจนจำกัดการทำงานของคณะกรรมการ

 

คนแรงงานตั้งคำถาม ความเสียหายจะจบด้วยความโปร่งใสหรือไม่?

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันยังไม่มีการชี้ชัดถึงผู้กระทำผิด ทำให้สังคมยังคงจับจ้องและถามว่าการจัดซื้อครั้งนี้ยังมีประเด็นรอบด้านอื่นๆ ที่อาจไม่ได้เปิดเผย เช่น การเมืองภายในองค์กร หรือการใช้ความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทและเจ้าหน้าที่รัฐ ดูจากโครงสร้างแล้ว เป็นเรื่องใหญ่ที่แฝงไปด้วยความคาดหวังให้เกิดความยุติธรรม

 

การตัดสินใจของรัฐมนตรีในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นการต้องการให้เกิดการตรวจสอบอย่างเร่งด่วนแต่ยังคงคุณภาพให้สุดท้าย แต่สิ่งที่สังคมต้องติดตามคือ ผลลัพธ์ที่ต้องโปร่งใสและสามารถชี้แจงต่อประชาชนได้หลังจากความไม่ไว้วางใจเริ่มสะสมแล้ว

 

ส่วนท่าทีในอนาคต อาจมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริหารงานหรือกระบวนการจัดซื้อของหน่วยงานรัฐเพื่อป้องกันเหตุการณ์แบบนี้ แม้จะผ่าน 90 วันไปแล้ว แต่กระบวนการนี้ยังคงต้องใสสะอาด เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระทรวงแรงงาน

ที่มา – ปมซื้อตึก SKKY9 ทำพิษ เด้ง ‘ปลัดแรงงาน’ เข้ากรุ เปิดทางสอบข้อเท็จจริงจบใน 90 วัน

งานวิจัยชี้ มลพิษจากพลาสติกสร้างความเสียหายกว่า 48.5 ล้านล้านบาทต่อปี

มลพิษจากพลาสติกสร้างความเสียหายกว่า 48.5 ล้านล้านบาทต่อปี

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ว่ามีงานวิจัยล่าสุดที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ชั้นนำอย่าง ‘เดอะ แลนเซ็ต’ ได้ให้ข้อมูลที่น่าตกใจว่า มลพิษจากพลาสติกมีผลกระทบต่อสุขภาพมนุษย์ตั้งแต่วัยทารกไปจนถึงวัยชรา พร้อมสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึงปีละ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 48.5 ล้านล้านบาทต่อปี

พลาสติก: ภัยเงียบที่ใกล้ตัวเหมือนมลพิษอากาศและสารตะกั่ว

ผลการวิจัยเปรียบเทียบให้พลาสติกเป็นเหมือนมลพิษทางอากาศและสารตะกั่ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพมนุษย์ได้อย่างรุนแรง หากปล่อยไว้ไม่แก้ไข อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายชี้ว่า ปัญหานี้สามารถบรรเทาได้ด้วยกฎหมายและนโยบายที่ชัดเจน

โดยในปัจจุบัน ผู้แทนจากกว่า 180 ประเทศได้รับการเรียกร้องให้เข้าร่วมการประชุมที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อเจรจาเกี่ยวกับการลงนามในสนธิสัญญาพลาสติกโลก ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดการกับปัญหามักเรื้อรังที่ทั่วโลกเผชิญอยู่ในปัจจุบัน

เด็กๆ ได้รับผลกระทบจากมลพิษพลาสติกมากที่สุด

ฟิลิป แลนดริแกน แพทย์และนักวิจัยจากวิทยาลัยบอสตันในสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า เด็กและเยาวชนกลุ่มวัยเรียนเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดต่อผลกระทบจากมลพิษจากพลาสติก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘ไมโครพลาสติก’ ที่พบได้ทั่วไปในธรรมชาติ รวมถึงในร่างกายของมนุษย์อีกด้วย แม้ว่าผลเสียจะยังไม่ชัดเจน 100%

แต่ก็มีสัญญาณอันตรายที่ชี้ให้เห็น ไม่ว่าจะเป็นการสะสมของสารเคมีที่อาจส่งผลต่อมต่อระบบฮอร์โมนหรือระบบประสาท และยังมีคำถามมหาศาลเกี่ยวกับระยะยาวที่เรายังไม่ตอบให้ชัดได้ว่าจะส่งผลเสียอย่างไรต่อคนรุ่นลูกหลาน

วิกฤติสิ่งแวดล้อมและมลพิษพลาสติกเชื่อมโยงกัน

งานวิจัยยังได้เตือนอีกครั้งว่าวิกฤติพลาสติกนี้ไม่ได้อยู่แยกจากปัญหาสิ่งแวดล้อมอื่นๆ แต่เป็นส่วนหนึ่งของวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่เราต้องхватุ้นกันทั้งโลก เนื่องจากการผลิตพลาสติกส่วนใหญ่มาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล

ข้อมูลในรายงานพบว่ามลพิษพลาสติกในปัจจุบัน ทำให้เกิดโรคภัย พิการ และเสียชีวิตกับประชากรหลายหมื่นคนทั่วโลก และหากไม่เรามาช่วยกันสรรหาแนวทางแก้ไข ปัญหาทั้งหมดนี้อาจเพิ่มความรุนแรงได้มากยิ่งขึ้นในอนาคต

ตระหนักและลงมือทำวันนี้ เพื่อโลกแห่งพรุ่งนี้ที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น

ทั้งที่ปัญหามลพิษจากพลาสติกสร้างความเสียหายมหาศาล มูลค่าถึงปีละ 48.5 ล้านล้านบาท เราก็จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ทั้งในเมืองไทยและทั่วโลก สิ่งนี้ไม่ได้แก้ไขแค่เพียงด้วยการลอยแพให้รัฐ หรือองค์กรต่างๆ อย่างเดียว แต่ทุกภาคส่วน รวมถึงตัวคุณและฉัน ต้องมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง

เมื่อเข้าใจว่า มลพิษจากพลาสติกสร้างความเสียหายกว่า 48.5 ล้านล้านบาทต่อปี คุณจะยังมองว่าวัสดุประเภทนี้เป็นเพียงแค่ของใช้ง่ายๆ ในชีวิตประจำวันหรือยังคงบนานะครับ?

เครดิตภาพ : AFP

ที่มางานวิจัยชี้ มลพิษจากพลาสติกสร้างความเสียหายกว่า 48.5 ล้านล้านบาทต่อปี