ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

พรรคเพื่อไทยประชุมสมาชิก ส.ส. มีมติเลือก ‘ไชยา พรหมา’ เป็นรองประธานสภาคนใหม่

เมื่อช่วงบ่ายโมงของวันที่ 5 สิงหาคม ที่ผ่านมา ที่ทำการพรรคเพื่อไทยได้มีการจัดประชุม ส.ส. ของพรรคประจำสัปดาห์ โดยมีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ร่วมกับนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ และประธาน ส.ส. พรรคเพื่อไทย เป็นผู้ดำเนินการประชุมอย่างเป็นทางการ

พรรคเพื่อไทย มีมติแต่งตั้งรองประธานสภาฯ คนใหม่

การประชุมในครั้งนี้มีประเด็นสำคัญคือการเลือกบุคคลมาดำรงตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 แทนตำแหน่งที่ว่างลงของนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน อดีต ส.ส. จากจังหวัดเชียงราย ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้เพิกถอนสิทธิ์การลงสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 วรรคสอง ทำให้ต้องพ้นจากตำแหน่งเป็นเวลาถึง 10 ปี

ระหว่างการประชุม ส.ส. ได้เสนอชื่อเพื่อเข้ารับตำแหน่งนี้ โดยมีชื่อหลักที่น่าสนใจคือนายไชยา พรหมา ส.ส. จังหวัดหนองบัวลำภู และอีกหนึ่งชื่อคือนพ.ทศพร เสรีรักษ์ ส.ส. จังหวัดแพร่ ซึ่งเสนอตัวเองเพื่อเข้ารับการพิจารณาเช่นกัน

ผลลงมติเป็นเอกฉันท์ เลือกนายไชยาเป็นรองประธานสภา

ด้วยความเห็นที่ไม่สามารถลงมติอย่างเปิดเผยได้ ที่ประชุมจึงใช้วิธีลงคะแนนเสียงลับ โดยในท้ายที่สุดแล้วผลการลงคะแนนออกมาเป็นเอกฉันท์ให้นายไชยา พรหมา เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ของพรรคเพื่อไทย

พรรคเพื่อไทยจะนำเสนอชื่อดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมสภาโดยสมบูรณ์ในวันที่ 7 สิงหาคม นี้ ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นที่สำคัญของการปรับโครงสร้างบทบาทในองค์กรสำคัญเพื่อเตรียมการทำงานเชิงลึกทางการเมืองในช่วงสมัยประชุมใหม่

นายไชยาถือเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ยาวนานด้านการทำหน้าที่ของผู้บัญญัติกฎหมาย และเป็นนักกฎหมายที่เข้าใจหลักเกณฑ์ของการประชุมสภา จึงถือว่าได้รับความไว้วางใจจาก ส.ส. ในพรรค ในการทำหน้าที่สำคัญในครั้งนี้

  • ประโยชน์ของ นายไชยา พรหมา เข้าใจรัฐธรรมนูญเป็นอย่างดี
  • ประวัติการบริหารงานในสภาสร้างความมั่นใจในการมีระเบียบวินัย
  • ผู้เข้าแข่งขันอีกคนคือนพ.ทศพร เสรีรักษ์ ที่แสดงวาทศิลป์ได้อย่างน่าสนใจ
    • สมาชิกสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของการนำในการเสนอวาระ

      การเลือก ไชยา พรหมา ให้เข้ามารับตำแหน่งนี้ ถือเป็นการวางรากฐานที่สำคัญของการทำงานสภาในยุคใหม่ ที่มีความมุ่งมั่นในการปฏิรูปการเมืองไทยอย่างจริงจัง

      บทบาทสาระสำคัญของตำแหน่งนี้จะเกี่ยวข้องกับการควบคุมการประชุม รวมถึงการช่วยจัดการระเบียบวาระในการพิจารณาให้เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งจำเป็นต้องมีความเป็นกลางและมีประสิทธิภาพในการคุมสถานการณ์

      ที่มา – ‘พรรคเพื่อไทย’ประชุมสส. มีมติเคาะ ‘ไชยา พรหมา’ นั่งรองประธานสภาฯคนใหม่

พลังใจจากลูก! “รุ่งราวี” เผยเบื้องหลังฮึดคว่ำ “ยูเซฟ” สำเร็จ

พลังใจจากลูก! “รุ่งราวี” เปิดใจหลังคว่ำ “ยูเซฟ” ในศึก ONE Fight Night 34

ในศึก ONE Fight Night 34 เมื่อช่วงเช้าวันเสาร์ที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา ณ เวทีมวยลุมพินี (รามอินทรา) หนึ่งในสุดยอดนักมวยไทย “รุ่งราวี ศิษย์สองพี่น้อง” วัย 29 ปี จากอุบลราชธานี สามารถคว้าชัยชนะคะแนนเอกฉันท์เหนือ “ยูเซฟ อัสซูอิก” นักชกจอมแกร่งจากเดนมาร์ก-โมร็อกโก ได้อย่างประทับใจแฟนมวยทั่วประเทศ

ตลอดการชกทั้งหมด 3 ยก รุ่งราวีแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและเทคนิคที่เฉียบคม โดยเฉพาะท่าเตะและเข่าที่ออกมาใส่อย่างต่อเนื่อง จนทำให้คู่ต่อกรอย่าง ยูเซฟ ต้องพ่ายแพ้ครั้งแรกในรอบ 6 ปี หลังการแข่งขัน “รุ่งราวี” ได้แสดงความรู้สึกขอบคุณและมอบชัยชนะนี้ให้กับลูกชายทั้งสอง “น้องแชมป์” และ “น้องภูกล้า” ที่เป็นแรงกำลังใจสำคัญในการให้เข้าสู่สังเวียนมวยครั้งนี้

ลูกชาย 2 คน คือพลังแห่งชัยชนะของ “รุ่งราวี”

“พลังใจจากลูก” ไม่ใช่แค่คำพูดลอย ๆ แต่เป็นแรงผลักดันอย่างแท้จริงให้กับ รุ่งราวี ศิษย์สองพี่น้อง เขาได้เผยระหว่างให้สัมภาษณ์ว่า

“ก่อนชกในไฟต์นี้ลูกชายทั้งสองคนบอกให้ผมเตะและเข่าเยอะ ๆ ตอนนี้ ผมได้ทำตามที่ลูกสั่งมาแล้ว ผมดีใจมากที่ทำผลงานดีและเก็บชัยชนะไปฝากลูกได้ ขอบคุณพวกเขามากที่เป็นกำลังใจสำคัญของผม ทำให้ผมฮึดสู้ และยังมีแรงยืนอยู่บนเวที”

  • รุ่งราวีคือขวัญใจจากอุบลฯ ที่สร้างเซอร์ไพรส์ในสังเวียน
  • ยูเซฟเป็นนักชกจอมอึดที่ไม่แพ้ใครมานาน 6 ปี
  • ชัยชนะครั้งนี้ถูกมอบให้กับลูกชายทั้งสองเป็นแรงบันดาลใจสำคัญ

เป้าหมายสู่แชมป์โลก ONE มวยไทย

รุ่งราวีไม่หยุดอยู่แค่ชัยชนะครั้งนี้ แต่เขากำลังก้าวสู่การท้าทายครั้งยิ่งใหญ่ในอนาคต โดยมีเป้าหมายที่จะได้ขึ้นชิงเข็มขัดแชมป์โลก ONE มวยไทย รุ่นไลต์เวตกับ “รีเกียน เอร์เซล” ผู้ป้องกันแชมป์โลกมาแล้วถึง 3 ครั้ง โดยเพิ่งชนะน็อก “จอร์จ จาร์วิส” จากสหราชอาณาจักร

สำหรับแฟนมวยที่ติดตามพัฒนาการของ รุ่งราวี คงต้องทำใจกับการฝึกซ้อมที่หนักหน่วงเพื่อพัฒนาฝีมือและลบจุดอ่อนต่าง ๆ ที่ยังเหลืออยู่ ซึ่งรุ่งราวีระบุไว้ว่า

“ถ้าผมได้โอกาสเจอ รีเกียน ผมจะเตรียมตัวให้ดีกว่านี้ มีจุดอ่อนที่ยังต้องแก้ไข และต้องกลับไปพัฒนาอีกมากเพื่อให้พร้อมสำหรับการชิงแชมป์โลกที่สำคัญที่สุด”

ร่วมสนับสนุนและติดตามการสู้ครั้งต่อไปของ “รุ่งราวี”

ศึก ONE ถือเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียสำหรับศิลปะการต่อสู้ คุณสามารถติดตามอัปเดตและข่าวสารเพิ่มเติมได้บน Facebook ONE Championship Thailand, เว็บไซต์หลัก ONEFC.com, Instagram @ONEChampTh และ TikTok @onechampth

ฟอร์มอันยอดเยี่ยมของ “รุ่งราวี” เป็นตัวชี้วัดที่ดีว่าความตั้งใจ การซ้อมหนัก และแรงสนับสนุนจากครอบครัวสามารถสร้างปรากฏการณ์ได้ ไม่เพียงในสังเวียน แต่ยังช่วยผลักดันให้เขาก้าวสู่เส้นทางของแชมป์โลกอีกด้วย หากเขาพัฒนาและมีโอกาสได้ต่อยรีเกียนจริง ๆ เราอาจได้เห็นนักมวยไทยหน้าใหม่จากอุบลฯ คว้าแชมป์โลกในไม่ช้านี้

รุ่งราวี vs ยูเซฟ

รุ่งราวี vs ยูเซฟ


รุ่งราวี ดวลเดือด รีเกียน

ที่มา – พลังใจจากลูก! “รุ่งราวี” เผยเบื้องหลังฮึดคว่ำ “ยูเซฟ” สำเร็จ

‘ภูมิใจไทย’ ชี้ใช้งบผิดประเภทเทศกาลดนตรี ไม่ใช่วัฒนธรรมไทย หลังไฟเขียวจัด ‘EDM’1.65 พันล้าน

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เวลา 15.20 น. ที่พรรคภูมิใจไทย น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย ส.ส.อุบลราชธานี และโฆษกพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการอนุมัติงบประมาณของรัฐบาลจำนวน 1,650 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการจัดเทศกาลดนตรี EDM ซึ่งเป็นประเด็นที่สร้างความไม่พอใจให้กับภาคส่วนวัฒนธรรมไทยหลายกลุ่ม

มองเรื่องงบประมาณวัฒนธรรมไทยและความสำคัญ

พรรคภูมิใจไทยที่คุ้นเคยกับแนวทางการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ของไทยได้ชี้ให้เห็นถึงความไม่เหมาะสมในกรณีนี้ โดยมีเหล่าศิลปินที่ใช้งบประมาณเพียงส่วนน้อย เช่น คณะลิเก หมอลำ หนังตะลุง และโนราห์ ได้รับผลกระทบจากการขาดการสนับสนุนอย่างเพียงพอ เนื่องจากงบหลักกลับถูกนำไปใช้กับเทศกาลดนตรี EDM ซึ่งไม่ใช่วัฒนธรรมดั้งเดิมของประเทศ

น.ส.แนน กล่าวว่า หากเพียงแค่ให้งบประมาณ 800 ล้านบาทกับวัฒนธรรมท้องถิ่นที่เห็นได้ชัดว่าเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่สื่อถึงภูมิภาคต่าง ๆ ของไทย เช่น หนังตะลุงของภาคใต้ หรือหมอลำจากอีสาน ก็น่าจะสร้างความยั่งยืนให้กับมรดกทางวัฒนธรรมได้มากกว่า โครงการทั้งหมดเหล่านี้ไม่ได้เรียกร้องงบประมาณมากอย่างที่ใช้ในโครงการ EDM

ความไม่พอใจจากภาคประชาชนและความเข้าใจผิด?

ความไม่พอใจครั้งนี้ไม่ได้เกิดเพียงในวงการเมืองไทย แต่ลึกกว่านั้น ประชาชนในหลายจังหวัดต่างมีความรู้สึกน้อยใจ เมื่อดูในโลกออนไลน์ จะเห็นได้ว่ายังมีศิลปินและวัฒนธรรมท้องถิ่นของไทยได้รับความสนใจอย่างสูงจากชาวต่างประเทศ ซึ่งคงจะยิ่งสร้างกระแสได้มากหากได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสม

  • การอนุมัติงบเกี่ยวกับ EDM ควรอยู่ภายใต้งบการท่องเที่ยวไม่ใช่ซอฟต์พาวเวอร์
  • วัฒนธรรมท้องถิ่นหลายประเภทเดิมช่วยสื่อสารความเป็นไทยอย่างแท้จริง
  • ความคาดหวังจากประชาชนคือรัฐควรเยียวยางบเพื่อวัฒนธรรมดั้งเดิมให้มากขึ้น

ถกประเด็นใหญ่เรื่อง Soft Power กับวัฒนธรรมที่แท้จริง

ด้านนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ อดีต ส.ส.ศรีสะเกษ และรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงประเด็นนี้ว่าการจัดงบประมาณผิดประเภท และไม่ตรงความหมายของ Soft Power ของประเทศไทย ถือเป็นความผิดพลาดในการบริหาร ซอฟต์พาวเวอร์ควรถูกนำไปใช้ในการส่งเสริมวัฒนธรรมไทยแท้ ๆ ที่สามารถขายให้ต่างประเทศได้มากขึ้น เช่น การฟื้นฟูการแสดงท้องถิ่นที่ใกล้สูญหาย หรือการส่งเสริมการแสดงพื้นบ้านที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละภูมิภาค

หากงบประมาณนี้ถูกใช้เพื่อส่งเสริมรายได้จาก เทศกาลดนตรี EDM และ soft power และหากไม่ได้มีส่วนในการรณรงค์ความเป็นไทยดั้งเดิม ควรจัดอยู่ภายใต้งบการท่องเที่ยวมากกว่า ทั้งนี้เพื่อไม่ให้กระแสต่างประเทศเข้าครอบงำและกลืนวัฒนธรรมไทยแท้ ๆ ไปในที่สุด

“วันนี้ผมอยากชวนตั้งคำถามว่า การจัดสรร Soft Power งบประมาณ นี้ ต้องการสร้างรายได้จากการแสดงที่สื่อถึงวัฒนธรรมไทย หรือหากมองลึก ๆ แล้ว คือการนำวัฒนธรรมต่างประเทศเข้ามาเสริม มากกว่าจะผลักดันศิลปะไทยออกไปไกลกว่านี้?”

สภาวิสามัญ กทม. อนุมัติโครงการงบประมาณ 2569 มูลค่ากว่า 92,000 ล้านบาท พร้อมระยะเวลาพิจารณาที่แน่นอน

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ได้มีการรายงานผ่านทางเพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของกรุงเทพมหานครเกี่ยวกับการผ่านข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ที่มีมูลค่าสูงถึงมากกว่า 92,000 ล้านบาท โดยการพิจารณาได้ดำเนินไปอย่างรวดเร็วจนได้รับมติเอกฉันท์ อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะมีการประกาศใช้งบที่ได้รับอนุมัตินี้ จะต้องส่งต่อให้ คณะกรรมการวิสามัญฯ ที่มีจำนวน 45 คน ดำเนินการพิจารณาและแปรญัตติภายใน15 วันทำการและจะต้องได้ข้อสรุปภายใน45 วันนับจากเริ่มกระบวนการวิสามัญ

ที่มาของการอนุมัติงบประมาณ 92,000 ล้านบาท

การประชุมสภากรุงเทพมหานครในครั้งนี้ ถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญอย่างยิ่ง ทางคณะกรรมการต้องพิจารณาและถกประเด็นต่าง ๆ อย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อให้มั่นใจว่างบประมาณดังกล่าวจะนำไปใช้ในทางที่เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน ทั้งนี้ สมาชิกสภาได้ใช้โอกาสในการตั้งข้อสังเกตถึงประสิทธิภาพในโครงการต่าง ๆ

การบริหารจัดการและงบครุภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับตลาด กทม.

มีรายงานว่าสมาชิกหลายท่านได้สะท้อนปัญหาเกี่ยวกับงบประมาณด้านพาณิชยกรรม โดยเฉพาะในสำนักงานตลาดที่หลายแห่งยังคงขาดทุนและบางแห่งถูกปล่อยทิ้งร้าง เนื่องจากบอร์ดบริหารขาดความเชี่ยวชาญและประสบความล้มเหลวในการจัดการ ส.ก.เขตจอมทองอย่างนายสุทธิชัย วีรกุลสุนทร ได้เสนอทางเลือกที่จะจ้างมืออาชีพอีกทั้งภาคเอกชนเพื่อเข้ามาบริหารแทน

  • สำนักงานตลาดและปัญหาการทำกำไร
  • สำนักงานพัฒนาที่อยู่อาศัย และเรื่องปัญหาการใช้งบประมาณปีละกว่า 10 ล้านบาท
  • แผนการขยายสำนักงานสถานธนานุบาล

ทั้งนี้ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ได้รับข้อเสนอแนะและยืนยันในการปรับปรุงประสิทธิภาพให้ดีขึ้น โดยเฉพาะโครงการสำหรับประชาชนในอนาคต ซึ่งอาจเพิ่มจำนวนและขยายขอบเขตการให้บริการที่มีคุณภาพมากกว่าเดิม

การจัดซื้อเครื่องมือเพื่อบริหารจัดการสาธารณภัย

ในประเด็นการดับเพลิงและภัยฉุกเฉิน มีการอภิปรายถึงความจำเป็นในการจัดซื้อเครื่องสูบน้ำสะพายหลังและโดรนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตอบสนองเหตุ อย่างไรก็ตาม รองผู้ว่าฯ ทวิดา ได้ชี้แจงว่าเครื่องดังกล่าวสามารถใช้งานในพื้นที่แคบ และอาคารสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่สำหรับโดรนยังอยู่ในระหว่างศึกษาหาความเป็นไปได้เพิ่มเติม

วิจารณ์การใช้งบประมาณจราจรควรเป็นรูปธรรมมากขึ้น

นายพีรพล กนกวลัย ส.ก.เขตพญาไท ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการตั้งงบประมาณค่าใช้จ่ายในด้านจราจรว่าเน้นไปที่ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งป้าย กล้องวงจรปิด และเครื่องหมายจราจรเป็นหลัก แต่ขาดแผนเพื่อแก้ไขปัญหาแบบยั่งยืน เช่น การนำ AI มาช่วยวิเคราะห์เส้นทาง หรือการควบคุมการก่อสร้าง condo ที่ไม่กำหนดให้มีพื้นที่จอดรถตามคำร้องของประชาชน

ด้านรองผู้ว่าฯ วิศณุ ก็ได้เสนอว่ามีโครงการ ในส่วนของสำนักการโยธาที่กำลังดำเนินอยู่ เช่น การปรับปรุงสัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะ และการพัฒนาเส้นทางลัดเพื่อเน้นการเคลียร์ปัญหารถติดในชั้นพื้นฐาน และน่าจะเห็นผลเป็นรูปธรรมในไม่ช้านี้

บทบาทของงบประมาณด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม

ประเด็นที่ได้รับการตั้งข้อสังเกตจาก ส.ก.เขตบางกอกน้อย และทุ่งครุ คือการแก้ไขปัญหาโรคไข้เลือดออก โดยการจัดซื้อทรายหรืออุปกรณ์จัดการยุงลาย มีงบไม่เพียงพอและใช้งานได้ประสิทธิภาพต่ำ อีกทั้งยังมีความกังวลเกี่ยวข้องการทำหมันสัตว์จรจัดที่มีข้อสงวนเกี่ยวกับจำนวนชิปแมวและสุนัขที่ซื้อมา และต้องตรวจสอบ TOR ให้ถูกต้องตามข้อกำหนด

นอกเหนือจากเรื่องเหล่านี้ ยังมีการสนับสนุนอีกหลายโครงการที่ใกล้เคียงกับชีวิตประจำวัน เช่น

  • โครงการพัฒนาชุมชน
  • โครงการ 1 เขต 1 โรงเรียนสร้างอาชีพ
  • โครงการโรงพยาบาลของคนกรุงเทพ
  • Soft Power และรถไฟฟ้าราคาประหยัด
  • สนับสนุนมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช

ที่สำคัญ ส.ก.เขตมีนบุรีอย่างนายวิรัตน์ มีนชัยนันท์ ได้แสดงความกังวลต่อประเด็นงบกลางว่ามีแนวโน้มเป็นการจัดงบไว้โดยไม่มีวัตถุประสงค์ชัดเจนหรือไม่ เป็นสิ่งที่ต้องถูกเฝ้าระวังและตรวจสอบให้ดีเพื่อป้องกันทุจริต

ความเห็น: การใช้กระบวนการพูดคุยวิเคราะห์และพิจารณาโครงการถ่ายโอนจากสภากรุงเทพฯ เป็นปัจจัยที่ช่วยให้งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ได้รับการสนับสนุนและใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสมที่สุด การมีส่วนร่วมของสมาชิกทุกฝ่าย นับเป็นความพยายามเพื่อความโปร่งใสที่น่าประทับใจ และสิ่งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นอันดีของปี 2569

ที่มา – สภา กทม.ผ่านงบฯ69 มูลค่ากว่า 9.2 หมื่นล้านบาท ใช้เวลาพิจารณา 45วัน

ภูมิใจไทยหนุนโหวตตำแหน่งรองประธานสภาฯ ทุกพรรคยกเว้นเพื่อไทย

ภูมิใจไทยหนุนโหวตตำแหน่งรองประธานสภาฯ ทุกพรรคยกเว้นเพื่อไทย

เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 68 ที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทย โดย น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย ส.ส.อุบลราชธานี และโฆษกพรรค ได้ออกมาประกาศอย่างชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางในการโหวตเลือก รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ที่จะมีขึ้นในวันที่ 7 ส.ค. โดยพรรคมีมติไม่ส่งบุคคลใดลงแข่งขัน แต่พร้อมสนับสนุนผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อจากพรรคอื่นๆ ยกเว้น พรรคเพื่อไทย ซึ่งถือเป็นการสื่อสารจุดยืนอย่างชัดเจนในการรักษาสมดุลทางการเมืองในสภา

เหตุผลของการไม่สนับสนุนพรรคเพื่อไทย

แนนฯ ให้ความเห็นว่า สภาชุดนี้มีความผิดปกติบ่อยครั้ง ทั้งในเรื่องการหมุนเวียนตำแหน่งผู้นำโดยตลอด 6 เดือนก็มักเปลี่ยนแนะนำอยู่เรื่อยๆ ซึ่งขณะนี้รองประธานคนที่ 2 ของสภาเป็นผู้แทนจากพรรคน้องใหม่ที่เพิ่งได้รับโหวตไป จึงมองว่าตำแหน่งรองประธานคนที่ 1 ควรเป็นของพรรคอื่นที่ไม่ใช่เพื่อไทย เพื่อไม่ทำให้เกิดความรู้สึกไม่เป็นธรรม หรือการผูกขาดทางการเมือง

จุดยืนของพรรคกลุ่มภูมิใจไทยในครั้งนี้ไม่ได้มุ่งหน้าเพื่อหวังผลประโยชน์ตอบแทนหรือการร่วมมือในการยุแยงทางการเมือง แต่เป็นการวางจุดยืนเพื่อสะท้อนเสียงของประชาชนที่ ภูมิใจไทย ให้ความสำคัญมาตลอด

  • ไม่ส่งผู้สมัครเพื่อเปิดโอกาสให้พรรคอื่น
  • พร้อมโหวตให้ทุกพรรคนอกเหนือจากเพื่อไทย
  • ย้ำความโปร่งใสในการตัดสินใจของพรรคอย่างที่ควรจะเป็น

รอดูการเคลื่อนไหวของพรรคกล้าธรรม

เมื่อถูกสอบถามถึงการเคลื่อนไหวของพรรคกล้าธรรมว่าติดต่อstoเพื่อขอรับการสนับสนุนหรือยัง โฆษกพรรคระบุว่า ยังไม่มีการติดต่อใดๆ ทั้งสิ้น และภายในพรรคภูมิใจไทยจะเฝ้ารอดูการตัดสินใจของพรรคกล้าธรรมเพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดทางการเมืองใดๆ ขณะเดียวกัน แนนฯ ยืนยันว่า การที่พรรคออกมาประกาศล่วงหน้านี้ไม่ใช่เรื่องเกมทางการเมืองใดๆ แต่เป็นเพียงการแสดงจุดยืนที่ไม่ต้องการให้ประชาชนเข้าใจผิด

ส่วนนายไชยชนก ชิดชอบ ส.ส.บุรีรัมย์ และเลขาธิการพรรค ให้ความเห็นสั้นๆ แต่หนักแน่นว่า สถานการณ์ในบ้านเมืองที่ตึงเครียดอยู่แล้ว ไม่ต้องการการขัดแย้งเพิ่มเติม ทั้งนี้ ความไว้วางใจของประชาชนและพรรคการเมืองอื่นก็เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้พรรคไม่สามารถส่งผู้ลงสมัครได้

ความเครียดทางการเมืองและความสำคัญของการควบรวมเสียง

การออกมาตรึงกลยุทธ์ทางการเมืองของภูมิใจไทยในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงกระแสแรงกดดันจากการเคลื่อนไหวด้านการเมืองที่เพิ่มมากขึ้น และต้องยอมรับว่าการเลือก รองประธานสภาฯ ไม่ได้เป็นเพียงตำแหน่งบริหารภายในสภาเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการขับเคลื่อนกฎหมาย การทำงานร่วมกันระหว่างพรรค รวมถึงความมั่นคงของเสถียรภาพรัฐบาล

ความหวังของพรรคภูมิใจไทย คือ สถานการณ์ทางการเมืองจะไม่ตึงเครียดมากขึ้น และการโหวตในครั้งนี้จะมีความเป็นธรรม ชัดเจน และสามารถสร้างบรรยากาศที่ดีให้กับผู้มีส่วนร่วมทุกระดับ ทั้งตัวผู้แทน ประชาชน และองค์กรต่างๆ ที่จับตามองการเคลื่อนไหวนี้อย่างใกล้ชิด

เป็นอีกจุดที่เคลียร์และตรงไปตรงมาของพรรคว่า การแสวงหาโอกาสเพื่อสร้างความสมดุล ไม่ใช่เรื่องที่แย่เสมอไป แค่การตัดสินใจว่า เราจะโหวตให้ใคร มันสะท้อนจุดยืนและความเป็นธรรมของกระบวนการทั้งหมด

ที่มา – ‘ภูมิใจไทย’หนุนโหวตคนลงชิงเก้าอี้รองประธานสภาฯทุกพรรคยกเว้น ‘เพื่อไทย’

กานาขึ้นราคาโกโก้ถึง 63% เพื่อหวังคืนกำไรให้เกษตรกรไทยและเพิ่มรายได้ที่ยั่งยืน

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงอักกรา ประเทศกานาว่า รัฐบาลกานาได้ประกาศ กานาขึ้นราคาโกโก้ 63% เพื่อหวังคืนกำไรให้เกษตรกรในประเทศ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในตลาดโกโก้โลก หลังจากรายงานแสดงให้เห็นว่ามีการตึงตัวในห่วงโซ่อุปทานจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรม

ตามแผนการใหม่ เกษตรกรผู้ปลูกโกโก้ในกานาจะได้รับเงินจาก 3,100 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 100,378 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 5,040 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน (ประมาณ 163,195 บาท) ซึ่งเป็นการปรับขึ้นที่สูงถึง 62.58% โดยนายแคสเซียล อาโต ฟอร์สัน รมว.การคลังของกานา ให้เหตุผลว่า กานาต้องการสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้กับเกษตรกร ซึ่งล้วนเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

กานาขึ้นราคาโกโก้ 63% อีกก้าวเพื่อเกษตรกร

การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนนโยบายที่ประธานาธิบดีจอห์น มาฮามา ได้ให้สัญญาไว้ตั้งแต่ช่วงหาเสียงในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยตั้งเป้าให้เกษตรกรโกโก้ได้รับส่วนแบ่งรายได้จากการส่งออกอย่างน้อย 70% ของมูลค่าเอฟโอบี (Free On Board) ซึ่งสะท้อนราคาที่แท้จริงของสินค้า ณ จุดบรรทุกส่งออก

กานาเป็นผู้ผลิตโกโก้อันดับสองของโลก และนับเป็นคู่แข่งสำคัญกับไอวอรีโคสต์ ผู้นำตลาดโกโก้โลก โดยปัจจุบันไอวอรีอด์โคสต์จ่ายให้เกษตรกรที่ 2,200 ฟรังก์ซีเอฟเอต่อกิโลกรัม หรือประมาณ 125 บาท ส่วนมูลค่าต่อตันอยู่ที่ราว 3,900 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 126,270 บาท ซึ่งกานาจัดตั้งราคาที่สูงกว่าอย่างชัดเจนเพื่อดึงดูดแรงงานและเพิ่มแรงจูงใจให้ยังคงอยู่ในอุตสาหกรรมนี้

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับตลาดโกโก้โลก

การปรับขึ้นราคากานาครั้งนี้นอกจากจะส่งผลดีต่อเกษตรกรในประเทศ ยังอาจกระตุ้นให้ราคาต้นทุนโกโก้ทั่วโลกเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมขนมหวาน รวมไปถึงผู้ผลิตช็อกโกแลตทั้งรายใหญ่และรายย่อย อย่างไรก็นับเป็นการลงทุนในระยะยาวเพื่อควบคุมคุณภาพ ผลผลิต ขณะเดียวกันก็เน้นความยั่งยืนทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกร

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ช่วยให้เห็นภาพของนโยบายเชิงรุก ที่มุ่งเน้นการฝึกอบรมและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ผ่านโครงการต่าง ๆ รวมถึงการระดมทรัพยากรเทคโนโลยี เพื่อลดความเสียหายจากสภาพอากาศและเพิ่มผลผลิตต่อไร่ เห็นได้จากแผนการพัฒนาที่ครอบคลุมการสนับสนุนด้านเงินทุนจนถึงการให้ความรู้เรื่องการดูแลต้นโกโก้อย่างถูกวิธี

เกษตรกรเป็นหลักสำคัญของเศรษฐกิจกานา

หลายปีที่ผ่านมา กานาพบปัญหากับการรักษาแรงงานในภาคเกษตรลดลง การที่เกษตรกรรู้สึกว่าได้รับรายได้ไม่สมเหตุสมผลเมื่อเปรียบกับต้นทุนการผลิต เป็นแรงผลักให้แรงงานรุ่นใหม่ไม่อยากรับไม้ต่อจากการทำเกษตร แผนการ ขึ้นราคาโกโก้ 63% ดังกล่าวจึงไม่เพียงเพิ่มรายได้ชั่วคราว แต่ยังเป็นการสร้างแรงจูงใจให้กับรุ่นใหม่ที่อาจอยากเข้าสู่ภาคเกษตรในอนาคต

ด้วยแผนนโยบายที่ออกมาอย่างเป็นรูปธรรม กลยุทธ์ของกานาช่วยให้เครือข่ายโกโก้ของประเทศสามารถปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยพยายามชะลอปัญหาที่เกิดจากการชะลอตัวของภาคการผลิตและแรงงานที่สูงอายุ ได้อย่างเด็ดขาด

ในภาพรวม กานาแสดงบทบาทผู้นำอย่างชัดเจนในตลาดโกโก้โลกแม้มิได้ครองตำแหน่งที่ 1 แต่กลับให้ความสำคัญกับความยุติธรรมและศักยภาพการเติบโตของเกษตรกรไทยมากกว่า เมื่อเทียบกับมาตรฐานเดิม ๆ ของประเทศคู่แข่ง

เครดิตภาพ : AFP

เช็คความเสี่ยงกลุ่มโรคระบาดจากศพ ‘กรมควบคุมโรค’ ส่งหน้ากากแผ่นกรองคาร์บอนลงพื้นที่แนวหน้า

เช็คความเสี่ยงกลุ่มโรคระบาดจากศพอย่างใกล้ชิด

กรมควบคุมโรคออกมาชี้แจงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับศพตามชายแดน ซึ่งมีความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงต่อโรคระบาด โดย พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ โฆษกกรมควบคุมโรค ได้ให้ข้อมูลว่า ในกรณีทั่วไป ศพที่เสียชีวิตจากสาเหตุธรรมดาไม่น่าจะเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคระบาดแต่อย่างใด และส่วนใหญ่เชื้อโรคจะตายภายใน 2 ชั่วโมงหลังเสียชีวิต

อย่างไรก็ตาม การที่ศพถูกปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการจัดการแก้ไข อาจส่งกลิ่นเหม็นที่เกิดจาการเน่าเปื่อยของซากศพ ซึ่งเป็นปัญหาผลกระทบทางด้านสุขภาพ ตราบใดที่ยังไม่มีการปนเปื้อนจากโรคติดต่อรุนแรง เช่น ไข้หวัดใหญ่ หรือ ไวรัสอีโบลา การสัมผัสศพตามชายแดนจึงยังไม่มีรายงานการเกิดโรคระบาดแต่อย่างใด

หน้ากากคาร์บอนช่วยบรรเทากลิ่นได้อย่างไร?

  • หน้ากากที่มีแผ่นกรองคาร์บอน ช่วยกรองกลิ่นรบกวนทำให้ไม่ส่งผลกระทบต่อลมหายใจ
  • การสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันทั้ง ชุด PPE, หน้ากาก N95, และแว่นตากันละออง จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการระคายเคืองทางระบบทางเดินหายใจ
  • การใช้น้ำมันหอมระเหย เช่น เมนทอล หรือยูคาลิปตัส ช่วยลดการรับรู้กลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ได้

สำหรับประชาชนที่อยู่อาศัยใกล้ๆ พื้นที่ชายแดน หรือทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในบริเวณนั้น การรับมือกับกลิ่นรบกวนนั้นสามารถทำได้โดยง่าย เช่น พยายามย้ายไปอยู่ในพื้นที่ที่ลมพัดให้พ้นจากแหล่งกลิ่น หรือใช้หน้ากากที่มีแผ่นกรองคาร์บอน ซึ่งทาง กรมควบคุมโรคได้ทยอยส่งให้หน่วยงานในพื้นที่แนวหน้า เพื่อป้องกันผลกระทบทางสุขภาพ

ระวังเชื้อโรคจากศพที่อาจปนเปื้อนแหล่งน้ำ

ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจริง คือ การปนเปื้อนของเชื้อโรคจากศพสู่สภาพแวดล้อม โดยเฉพาะแหล่งน้ำดื่มน้ำใช้ ซึ่งหากไม่ได้รับการจัดการที่เหมาะสม อาจเพิ่มโอกาสการแพร่กระจายของเชื้อต่างๆ ได้

ไม่ใช่แค่โรคระบาด แต่กลิ่นศพก็ส่งผลกระทบเช่นกัน

สิ่งที่ควรให้ความสำคัญนอกเหนือจากเรื่องโรคระบาด คือ ผลกระทบต่อจิตใจและสุขภาพจากกลิ่นเน่าเหม็นของศพ โดยเฉพาะสารพูทรีซีน (Putrescine) และ คาเดเวอรีน (Cadaverine) ที่เกิดจากการสลายตัวของร่างกายมนุษย์

เนื่องจากสารดังกล่าวสามารถทำให้เกิดอาการเช่น ระคายเคืองตา จมูก ทางเดินหายใจ รวมถึงคลื่นไส้ อาเจียน หรือวิงเวียนศีรษะในผู้ที่ได้รับกลิ่นในปริมาณมาก การใช้อุปกรณ์ป้องกันและสวมหน้ากากที่มีคุณภาพจึงเป็นสิ่งจำเป็น

กรมควบคุมโรคพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่

ตอนนี้ กรมควบคุมโรคได้จัดระบบเฝ้าระวังโรคต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง และเจ้าหน้าที่ภาคสนามมีข้อมูลและความเข้าใจที่ถูกต้อง

ในกรณีของ เช็คความเสี่ยงกลุ่มโรคระบาดจากศพ การสวมหน้ากากที่เหมาะสมพร้อมแผ่นกรองคาร์บอนอย่างที่กรมควบคุมโรคได้ส่งมา ถือเป็นแนวทางที่ช่วยลดลำดับปัญหาได้ในระยะสั้น หากระบบเฝ้าระวังและแนวปฏิบัติถูกต้องยังไม่ถูกรบกวนจากข่าวลือ ประชาชนควรรับข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือ และปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด

กรมควบคุมโรคเน้นย้ำว่า ยังไม่เคยมีรายงานโรคระบาดจากศพที่เกิดจากเหตุภัยธรรมชาติ เพราะเชื้อส่วนใหญ่ตายเองตามธรรมชาติหลังจากผู้เสียชีวิต

อย่างไรก็ตาม หากคุณอยู่ใกล้พื้นที่แนวชายแดน หรือต้องปฏิบัติหน้าที่ในบริเวณที่มีศพ ควร ล้างมือบ่อยๆ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ปีก หรือสัตว์ที่อาจนำเชื้อโรคไปยังมนุษย์ เช่น นกหรือแมลงที่ไปเกาะตามซากศพ

ลดความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง เช็คความเสี่ยงกลุ่มโรคระบาดจากศพได้ฟรีที่นี่

หากคุณต้องการทราบว่าคุณเสี่ยงหรือไม่จากการอยู่ใกล้พื้นที่ที่มีศพเน่าเปื่อย สามารถติดต่อสอบถามหรือตรวจเช็คจากหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ได้ฟรี หรือหากคุณมีแผนการเดินทางใกล้ชายแดน ให้เริ่มจาก การป้องกันตัวเองด้วยหน้ากากและอุปกรณ์ที่เหมาะสม ไม่คาดหวังว่าอาการจะส่งผ่านมาก่อน การป้องกันตั้งแต่ต้นทางเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด

พลเมืองดีควรร่วมมือกันรักษาสุขอนามัยให้ดี และรายงานปัญหาอาการที่ผิดปกติทันที เพื่อให้ระบบเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรคสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ที่มา – เช็คความเสี่ยงกลุ่มโรคระบาดจากศพ ‘กรมควบคุมโรค’ ส่งหน้ากากแผ่นกรองคาร์บอนลงพื้นที่แนวหน้า

ระวัง! 3 เรื่องที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับเลขโทรศัพท์มงคล

ระวัง! 3 เรื่องที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับเลขโทรศัพท์มงคล

เลขโทรศัพท์มงคลไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวเลขที่มีความหมายดี แต่หลายคนยังคงเข้าใจผิดเกี่ยวกับวิธีการเลือกและการใช้งาน หลายคนเชื่อว่า只要เลขดี ก็จะโชคดีทันตาเห็น แต่ความเป็นจริงเป็นเช่นไร มาลองดูกันกับ 3 เรื่องเข้าใจผิดที่มักเกิดขึ้นกับเหร์มงคลกันบ่อยครั้ง

1. คิดว่าเลขมงคลคือยาวิเศษ แค่เปลี่ยนเบอร์ชีวิตก็ดีขึ้นทันที

หลายคนเชื่อว่าแค่ย้ายมาใช้ เลขโทรศัพท์มงคล ปัญหาในชีวิตก็จะหมดไปและชีวิตจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นทันที ซึ่งในความเป็นจริง เบอร์โทรศัพท์มงคลมีหน้าที่คล้ายพลังงานเสริม ช่วยดึงดูดโอกาสที่ดีเข้ามา แต่ไม่สามารถสร้างความสำเร็จได้หากไม่มีการลงมือทำ ความพยายาม และการวางแผนที่ดีในชีวิตตนเอง

2. เชื่อว่าแค่มีเลขคู่มงคลเยอะๆ ก็พอ

บางครั้งเราก็มุ่งมั่นที่จะหาเลขคู่มงคลอย่าง 24, 36, 56 มาใส่ไว้ในเบอร์ให้มากที่สุด โดยไม่คำนึงถึงองค์ประกอบอื่นๆ ของเบอร์ทั้งหมด ทั้งที่จริงแล้ว การมีเลขมงคลจำนวนมากอาจไม่ได้ให้ผลดีตามที่เราหวัง หากขาดความสมดุล เนื่องจากเบอร์ที่ดีจริงๆ คือเบอร์ที่มีความเหมาะสมกับเป้าหมายและอาชีพของผู้ใช้งาน

3. โทษเบอร์โทรเมื่อชีวิตเจอปัญหา

หลายคนเมื่อเจอช่วงเวลายากลำบากก็มักจะด่วนสรุปว่าสาเหตุมาจากเลขโทรศัพท์ที่ไม่ดี แต่หลักของพลังงานกลับชี้ให้เห็นว่า สภาวะในชีวิตและพลังงานภายในตัวเราเป็นตัวดึงดูดสิ่งต่างๆ เข้ามา การที่ชีวิตไม่ดี ไม่จำเป็นว่า เลขโทรศัพท์มงคล นั้นจะไม่ส่งผลดีเสมอไป แต่อาจเป็นตัวชี้วัดถึงสิ่งที่ต้องแก้ไขจากด้านในของเราก่อน

หากคุณต้องการรู้ลึกรู้จริงถึงหลักการเลือกเบอร์มงคลให้เหมาะกับตัวเอง รวมถึงวิธีการใช้ เลขโทรศัพท์มงคล เพื่อเสริมเรื่องการทำธุรกิจ การเจรจา และการลงทุน คุณสามารถติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ในบทความ เสริมดวงธุรกิจด้วยเลขโทรศัพท์มงคล สร้างยอดขายปัง ซึ่งจะช่วยให้คุณเข้าใจหลักการเลือกเบอร์อย่างมืออาชีพ

เปลี่ยนเบอร์ปุ๊บ ชีวิตจะดีขึ้นทันที

เช่นเดียวกับรถยนต์สุดหรู เบอร์มงคลไม่สามารถพาคุณไปถึงจุดหมายหากคุณไม่เริ่มขับ เลขที่ดีเป็นเพียงตัวช่วยเสริม แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงภายในตัวเอง การพัฒนาตนเอง และการตัดสินใจที่เฉียบคม ในเมื่อคุณมี เลขโทรศัพท์มงคล แล้วก็จงใช้พลังนั้นให้เต็มประสิทธิภาพไปพร้อมกับการเดินหน้าสร้างอนาคตด้วยมือตนเอง

ที่มา – ระวัง! 3 เรื่องที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับเลขโทรศัพท์มงคล

‘ภูมิธรรม’ เผย ครม.รับทราบจัดซื้อเรือดำน้ำ-กริพเพน ปัดตอบรายละเอียด

‘ภูมิธรรม’ เผย ครม.รับทราบจัดซื้อเรือดำน้ำและกริพเพน สวีเดน

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม เวลา 15.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย รักษาการแทนนายกรัฐมนตรี ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยภูมิธรรมได้ยืนยันว่า ครม. ได้รับทราบการจัดซื้อเรือดำน้ำและเครื่องบินขับไล่กริพเพนจากสวีเดน แต่ยังไม่ได้ให้ข้อมูลที่ละเอียดออกมา ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

สำหรับประเด็นครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องสำคัญทางการเมืองและเทคโนโลยีป้องกันประเทศที่ส่งผลต่อภาพรวมในด้านความมั่นคงและงบประมาณของประเทศ อย่างไรก็ตามภูมิธรรมได้ระบุชัดเจนว่า ไม่ต้องการพูดถึงรายละเอียดของโครงการ ซึ่งทางกองทัพถือเป็นข้อมูลลับทางราชการ

เรือดำน้ำและกริพเพน ความจำเป็นของภารกิจทางทหาร

การรับทราบแนวทางการจัดซื้อเรือดำน้ำและเครื่องบินขับไล่แบบ Saab JAS 39 Gripen โดยเฉพาะรุ่น E และ F เป็นข่าวที่สร้างความสนใจให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่ติดตามข่าวด้านเทคโนโลยีและยุทโธปกรณ์ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังไม่เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อป้องกันการก่อให้เกิดข่าวลือหรือความเข้าใจผิด

การเสริมกำลังทางทหารนั้นไม่ได้เป็นเพียงภารกิจในการเตรียมพร้อมด้านการรบเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในบริบทของการจัดซื้อจากต่างชาติ เช่น ประเทศสวีเดน ที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างมาก

ข้อควรรู้เกี่ยวกับ Gripen และการลงทุนจากรัฐ

  • เครื่องบินขับไล่กริพเพน (Gripen): เป็นอากาศยานทหารรุ่นล่าสุดจากบริษัทซาเบอร์ เป็นที่นิยมในหลายประเทศเนื่องจากความคล่องตัวและประสิทธิภาพสูง
  • งบประมาณที่ใช้: ยังไม่มีการเปิดเผย แต่การลงทุนระยะที่ 1 ของเครื่องบินขับไล่รวมทั้งหมด 4 ลำ ส่งผลต่อความสมบูรณ์ของกองทัพอย่างมาก
  • เรือดำน้ำ: เป็นไปตามแผนพัฒนากองทัพเรือ โดยต้องอาศัยการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและตรวจสอบตามลำดับขั้นตอนกฎหมาย

การซื้อเรือดำน้ำ-กริพเพน ในครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นการเตรียมพร้อมเพื่ออนาคตในระยะเวลาอันยาวนาน ซึ่งอาจต้องใช้เวลาในการตัดสินใจและดำเนินการอย่างรอบคอบ ไม่เพียงแค่เรื่องทรัพยากร แต่ยังรวมถึงแนวทางการรักษาความมั่นคงในภูมิภาคอีกด้วย

แม้ว่าในปัจจุบัน จะมีเพียงการรับทราบจากคณะรัฐมนตรี แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่ากำลังจะมีความชัดเจนเพิ่มเติมในระยะต่อไป สำหรับผู้ที่สนใจการพัฒนาระบบป้องกันประเทศ อาจควรติดตามข่าวการลงทุนในอุตสาหกรรมทางเทคโนโลยีนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อที่จะได้เห็นกราฟการเติบโตในเรื่องความพร้อมของกองทัพไทยในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของสื่อและประชาชน ควรมีการเคารพความลับทางราชการอย่างเต็มที่ เพื่อไม่ให้ข้อมูลถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์ และทำให้ข้อมูลที่เผยแพร่เป็นเรื่องเชิงประจักษ์แทนการวิเคราะห์ที่ยังไม่ยืนยัน

ที่มา – ‘ภูมิธรรม’ เผย ครม.รับทราบจัดซื้อเรือดำน้ำ-กริพเพน ปัดตอบรายละเอียด

ในหลวงโปรดเกล้าฯ ให้ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ เยี่ยมให้กำลังใจกำลังพลที่บาดเจ็บจากเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 เวลาประมาณ 11.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ได้ทรงแสดงพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นเหลือ ด้วยการโปรดเกล้าฯ ให้ นายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นผู้แทนพระองค์ในการเยี่ยมเยียนให้กำลังใจแก่กำลังพลที่บาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบ ณ พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยรับมอบดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ทั้งยังพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์แก่ผู้บาดเจ็บทุกคนอีกด้วย

กิจกรรมเยี่ยมให้กำลังใจอย่างลึกซึ้งและเต็มไปด้วยพระเมตตา

งานครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการแสดงถึงพระเมตตาอันหาที่สุดมิได้จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่ยังเป็นข้อความแห่งความหวังที่พระองค์ทรงส่งผ่านไปยังกำลังพลและครอบครัวของผู้บาดเจ็บ ณ โรงพยาบาลบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ ได้เข้าเยี่ยมกำลังพลอย่างใกล้ชิด ได้แก่ จ่าสิบโท นฤชา ศรีเมืองบุญ และพลทหาร พงษ์เพชร หมั่นหินราช ทั้งยังนำเอาความห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาถ่ายทอด ความเคลื่อนไหวของขบวนการเยี่ยมในครั้งนี้ ได้รับการจดจำจากผู้คนในพื้นที่และครอบครัวของผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างซาบซึ้งใจ

เรื่องจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังเหรียญนี้

กิจกรรมเช่นนี้ไม่ได้สะท้อนถึงความเมตตาจากสถาบันพระมหากษัตริย์เพียงอย่างเดียว แต่ยังช่วยเติมแรงใจให้กับเหล่ากำลังพล ที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์เปราะบางและการทำงานอย่างหนักที่ชายแดน ความรู้สึกของการได้รับกำลังใจจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ส่งผลต่อสุขภาพจิตและกำลังใจของทหารรวมถึงญาติมิใช่น้อย

เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ความสำคัญต่อการรับรู้ความทุกข์แรงงานของทหาร ซึ่งสอดคล้องกับหน้าที่อันเป็นหัวใจของการเป็นผู้นำสูงสุดของประเทศ

  • จ่าสิบโท นฤชา ศรีเมืองบุญ – บาดเจ็บจากความรุนแรงด้านชายแดน
  • พลทหาร พงษ์เพชร หมั่นหินราช – ได้เข้ารับการรักษาตามมาตรฐานสากลที่โรงพยาบาลบุรีรัมย์

ในหลวงกับแนวทางในการดูแลทหารไทยอย่างต่อเนื่อง

นอกเหนือจากการเยี่ยมให้กำลังใจในครั้งนี้แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงมีโครงการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูและคุ้มครองพลทหารที่ทำหน้าที่สำคัญในพื้นที่เสี่ยงภัย โดยทรงรับผู้บาดเจ็บทั้งหมดไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ซึ่งเป็นการรับประกันด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ของกำลังพลที่เสียสละเช่นนี้

ความรู้สึกของครอบครัวทหารในการได้รับกำลังใจ

ครอบครัวของกำลังพลต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า รู้สึกซาบซึ้งและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ การที่พระองค์ยังคงทรงห่วงใย ไม่ว่าในสถานการณ์ใด เป็นตัวอย่างของรัฐที่เคารพและส่งเสริมแรงใจให้กับกองกำลังหลายร้อยดวงใจที่ปกป้องรอยแดน

ที่มา – ในหลวงโปรดเกล้าฯ ให้ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ เยี่ยมให้กำลังใจกำลังพลที่บาดเจ็บจากเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา