ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ซาอุดีอาระเบียประหารชีวิตนักโทษ 8 รายภายในวันเดียว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงริยาด เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม โดยระบุว่ามีการประหารชีวิตนักโทษถึง 8 รายภายในวันเดียว โดยเป็นชาวโซมาเลีย 4 ราย และชาวเอธิโอเปียอีก 3 คน ส่วนอีกหนึ่งคนเป็นพลเมืองซาอุดีอาระเบียที่มีความผิดในคดีสะเทือนขวัญ ‘มาตุฆาต’

สาเหตุการลงโทษของซาอุดีอาระเบีย

จากรายงานนักโทษทั้งหมดที่ถูก ประหารชีวิตในซาอุดีอาระเบีย นั้นมาจากความผิดในหลากหลายรูปแบบ โดยมีการแบ่งกลุ่มชัดเจนระหว่างอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด และอาชญากรรมรุนแรงอื่นๆ เช่น การฆาตกรรม

ข้อมูลที่น่าสนใจ

  • นักโทษ 7 คนถูกดำเนินคดีด้วยความผิดเกี่ยวกับการค้ายาเสพติด
  • อีกหนึ่งคนเป็นพลเมืองซาอุดีอาระเบียที่กระทำความผิดสะเทือนขวัญ
  • มีผู้ถูกประหารแล้วถึง 230 รายในปี 2567 โดยกว่า 154 รายเกี่ยวข้องกับยาเสพติด

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นโยบายของซาอุดีอาระเบียนั้นออกมาอย่างชัดเจนเกี่ยวกับการเข้มงวดกับผู้กระทำความผิด โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับยาเสพติด โดยปีนี้คาดว่าจะเป็นปีที่มีการประหารชีวิตมากที่สุดในรอบหลายปี โดยสถิติในปี 2565 มีผู้ถูกประหาร 19 ราย เพิ่มขึ้นในปี 2566 ที่ระดับ 2 ราย ก่อนจะสูงขึ้นถึง 117 รายในปีที่ผ่านมา

เหตุการณ์เช่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลซาอุดีอาระเบียในการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ การควบคุมอาชญากรรม และการไม่ยอมให้ยาเสพติดเข้ามามีบทบาทในสังคมซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในยุคโมเดิร์นของประเทศ

ผู้ที่ติดตามข่าวนี้ควรสังเกตแนวโน้มของนโยบายกฎหมายทางอาชญากรรมในตะวันออกกลาง และวิธีการจัดการแบบเรียลไทม์จากทางรัฐบาล การที่มีการลงโทษแบบทันใจเช่นนี้ ย่อมแสดงถึงระบบยุติธรรมที่เด็ดขาด และอาจส่งผลต่อภาพลักษณ์ระหว่างประเทศในอนาคต

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

ที่มา – ซาอุดีอาระเบียประหารชีวิตนักโทษ 8 รายภายในวันเดียว

มูลนิธิไทยคม ช่วยฟื้นฟูบ้านเรือนผู้ประสบภัยน้ำท่วมน่านอย่างเต็มที่

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2568 มูลนิธิไทยคม ซึ่งเป็นองค์กรที่ดำเนินงานโดยครอบครัวชินวัตร ได้ลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน โดยในปีนี้ก็นับเป็นปีที่สองติดต่อกันแล้วที่มูลนิธิไทยคม ได้ออกมาเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ภายหลังจากที่ยังคงมีน้ำท่วมขังอยู่ในพื้นที่สองตำบล ได้แก่ ตำบลไหล่น่าน และตำบลกลางเวียง

มูลนิธิไทยคม มอบความช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม

ในช่วงระหว่างวันที่ 1 ถึง 3 สิงหาคม 2568 มูลนิธิไทยคม นำโดย น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ กรรมการและเลขานุการของมูลนิธิฯ ได้จัดทีมงานและอาสาสมัครกว่า 50 คน เข้าปฏิบัติภารกิจอย่างเร่งด่วน ซึ่งหลัก ๆ แล้วครอบคลุมการฟื้นฟูหลังน้ำท่วมให้กลับสู่สภาพปกติ เพื่อให้ผู้ประสบภัยสามารถใชชีวิตตามปกติได้อีกครั้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง

กิจกรรมชุมชนร่วมกับท้องถิ่นในพื้นที่

มูลนิธิไทยคม ได้ร่วมมือกับเหล่าหน่วยงานท้องถิ่น โดยเฉพาะผู้นำชุมชนตำบลไหล่น่าน เพื่อพัฒนาและทำความสะอาดวัดไหล่น่าน รวมถึงพื้นที่สาธารณะต่าง ๆ การนี้ยังมีการแจกจ่ายอาหารปรุงสุกและข้าวสาร รวมไปถึงอาหารแห้งให้กับประชาชนกว่า 767 คน และยังมีการมอบอุปกรณ์ทำความสะอาดให้กับชุมชนตำบลกลางเวียง เพื่อให้คนท้องถิ่นสามารถจัดการขยะและการซ่อมแซมบ้านเรือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ยังได้จัดหา รถขนย้ายขยะและสิ่งของที่เสียหายจากน้ำท่วม บริเวณหน้าบ้านของผู้ประสบภัย ทำให้เส้นทางถนนและการสัญจรกลับมาใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้น สิ่งเหล่านี้สร้างแรงบันดาลใจและช่วยฟื้นฟูกำลังใจให้กับชาวบ้านได้อย่างมาก ท่ามกลางความพยายามของทุกฝ่าย

ความร่วมมือที่นำพลังแห่งความหวังจากมูลนิธิไทยคม

ภารกิจครั้งนี้ยังแสดงให้เห็นถึงการทำงานร่วมกันอย่างเข้มแข็งของทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยบัญชาการทหารพัฒนาเคลื่อนที่ 31 (นพค.31) เทศบาลตำบลกลางเวียง และเหล่าอาสาสมัครจากชุมชนวัดไหล่น่าน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้กิจกรรมในการฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยสามารถดำเนินไปได้ง่ายขึ้น ภายในระยะเวลาสั้น ๆ สามารถช่วยเหลือประชาชนได้มากกว่า 2,000 คน

มูลนิธิไทยคมยังได้ร่วมเป็นอีกหนึ่งแรงใจสำคัญให้กับชาวจังหวัดน่าน พร้อมทั้งเชิญชวนให้ทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟู โดยสามารถ บริจาคผ่าน QR CODE ของมูลนิธิไทยคม หรือสมัครเป็นอาสาสมัครผ่านช่องทางเฟซบุ๊กและเพจทางการของมูลนิธิฯ

  • ดูข่าวต้นฉบับและรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่เว็บไซต์ของมูลนิธิไทยคม
  • ร่วมบริจาคด้วย QR CODE บนเพจหลัก
  • สมัครเป็นไทยคมอาสา ง่าย ๆ ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย

มูลนิธิไทยคม ยังคงยึดมั่นในภารกิจด้านการช่วยเหลือสังคมอย่างไม่หยุดนิ่ง ความร่วมมือในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรวมใจกันเพื่อผ่านวิกฤต และเป็นแบบอย่างของภาคประชาชนที่ทำงานร่วมกับชุมชนและหน่วยงานต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้พี่น้องชาวจังหวัดน่านก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกันอย่างสมบูรณ์

หากคุณต้องการมีส่วนร่วมในการสนับสนุน คุณสามารถสมัครเป็น ไทยคมอาสา หรือบริจาคผ่าน QR CODE เพื่อช่วยเสริมสร้างพลังแห่งความหวังให้กับผู้ประสบภัยในจังหวัดน่าน

ที่มา – ‘มูลนิธิไทยคม’ช่วยฟื้นฟูบ้านเรือนผู้ประสบภัยน้ำท่วมน่าน

รวมพลคนจงรักภักดีร่วมปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวันแม่แห่งชาติ

กิจกรรมรวมพลคนจงรักภักดีปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวันแม่แห่งชาติ

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2568 ณ บริเวณลานเขาขยาย จังหวัดชัยนาท มีการจัดกิจกรรมสำคัญขึ้นที่แสดงถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ของประชาชนทุกกลุ่ม โดยมีพระสงฆ์ ข้าราชการ นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปกว่า 1,000 คน ร่วมกันปลูกต้นไม้รวมทั้งหมด 2,210 ต้น เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาประจำปี 2568 ซึ่งตรงกับวันที่ 12 สิงหาคมของทุกปี

งานในครั้งนี้มีการรวมตัวของบุคคลสำคัญในแวดวงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพระคณาจารย์จีนธรรมวชิรานุวัตร เจ้าอาวาสวัดมังกรกมลาวาส หรือวัดเล่งเน่ยยี่ รวมถึงพระธรรมวชิรสุนทร เจ้าคณะจังหวัดลพบุรี พระครูรุ่งจากวัดโสธร และพระไพบูลย์ สุธมฺมฐิติญาโณ จากวัดท่าซุง พร้อมด้วยครู นักเรียนจากโรงเรียนพระสุธรรมยานเถระวิทยา จังหวัดอุทัยธานี นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย รศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง สมาชิกวุฒิสภา และบุคคลจากทั้งภาครัฐและเอกชน ผู้มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ ‘รวมพลคนจงรักภักดี’ ที่มาร่วมสืบสานพระปณิธานของสถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมและความเป็นอยู่ที่ดีของปวงชน

ความหมายของต้นเบาบัด 1210 ต้นที่ปลูกในกิจกรรม

การปลูกต้นเบาบัดจำนวน 1210 ต้น นั้นมีความหมายลึกซึ้ง โดยเลข 12 สื่อถึงวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ซึ่งตรงกับวันที่ 12 สิงหาคม และเลข 10 สื่อถึงรัชกาลที่ 10 ที่ต่อเนื่องจากพระปณิธานอันยิ่งใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

  • ต้นเบาบัด: สัญลักษณ์แห่งการสร้างป่าตามพระราชดำรัส
  • ต้นตาล, มะดู่, พะยูง, ยางนา: ไม้ยืนต้นที่ช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศ

กิจกรรมนี้เกิดขึ้นภายใต้แนวคิดที่ว่า “พระเจ้าอยู่หัวคือความมั่นคงของน้ำ และประชาชนคือป่าไม้ที่คอยนำร่องความสมบูรณ์ของธรรมชาติ”

ความร่วมมือของทุกภาคส่วนใน กิจกรรมรวมพลคนจงรักภักดีปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ ไม่เพียงเป็นการทำร่วมกันให้เกิดสิ่งดีๆ กับแผ่นดิน แต่ยังถือเป็นการสืบทอดแนวพระราชดำริอย่างแท้จริง ที่ว่าเราทุกคนมีส่วนในความสมดุลของธรรมชาติและภูมิใจเป็นชาวไทยที่มีพระมหากษัตริย์

การปลูกป่าครั้งนี้ยังเป็นการแสดงพลังแห่งความรักชาติ รักศาสน์ และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างลึกซึ้ง โดยมุ่งหวังให้เขาขยายเป็นพื้นที่แห่งความร่มรื่น ที่เปรียบเสมือนแหล่งมรดกของแผ่นดินสืบไปยังคนรุ่นต่อไป

ท่านสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการทำดีตอบแทนแผ่นดินได้เช่นกัน

กิจกรรมเช่นนี้ควรเป็นแรงบันดาลใจให้กับทุกท่านในการร่วมมือกันอนุรักษ์ธรรมชาติและสืบทอดพระราชปณิธานของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่พร้อมจะเป็นป่าเพื่อปกป้องน้ำแห่งแผ่นดินไทย.

ที่มา – ‘รวมพลคนจงรักภักดี’ ร่วมปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ ‘วันแม่แห่งชาติ’

มุขมนตรีรัฐวิกตอเรียผลักดัน ‘เวิร์กฟรอมโฮม’ เป็นกฎหมาย สร้างความยืดหยุ่นในการทำงาน

มุขมนตรีรัฐวิกตอเรียในออสเตรเลีย ประกาศแผนสำคัญในการผลักดันนโยบาย ‘เวิร์กฟรอมโฮม’ ให้กลายเป็นกฎหมายอย่างเป็นทางการ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะการทำงานในยุคใหม่และตอบโจทย์ความต้องการของทั้งลูกจ้างและนายจ้าง โดยภายใต้แผนการนี้ คนทำงานที่เหมาะกับรูปแบบการทำงานระยะไกล จะมีสิทธิขอทำงานจากที่บ้านอย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์ ภายใต้หลักเกณฑ์ที่เหมาะสม

มุขมนตรีรัฐวิกตอเรียผลักดัน ‘เวิร์กฟรอมโฮม’ เป็นกฎหมาย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

จากการรายงานของสำนักข่าวเอเอฟพี (AFP) เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ระบุว่า การกำหนดให้ ‘เวิร์กฟรอมโฮม’ เป็นกฎหมายนั้น มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นในการทำงานมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้พนักงานเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน มีเวลาคุณภาพกับครอบครัว และประหยัดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันอีกด้วย อัลลัน ได้กล่าวว่า “เราผลักดันนโยบายนี้เนื่องจากมีข้อมูลชัดเจนที่บ่งชี้ว่าการทำงานจากที่บ้านช่วยคนทำงานให้สามารถจัดการชีวิตได้ดียิ่งขึ้น และสำหรับตำแหน่งที่สามารถบริหารจัดการให้ทำงานระยะไกลได้อย่างมีเหตุผล ก็ควรมีสิทธิ์ที่จะได้รับการสนับสนุนจากนโยบาย

รับฟังเสียงสะท้อนจากทั้งลูกจ้างและนายจ้าง

อัลลันยังได้กล่าวเสริมว่า การเปลี่ยนแปลงกฎหมายเพื่อทำให้นโยบาย ‘เวิร์กฟรอมโฮม’ เกิดขึ้นจริงนั้นจะต้องมีการปรึกษาหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นคนทำงาน สหภาพแรงงาน และนายจ้าง เพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นประโยชน์ร่วมกันอย่างชัดเจน

  • เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
  • ลดภาระค่าใช้จ่ายรายสัปดาห์ของครอบครัว
  • ลดปัญหาการจราจรติดขัด

การเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลทางบวกต่อเศรษฐกิจและสังคม

นอกจากนี้ มุขมนตรีรัฐวิกตอเรียยังคาดการณ์ว่า นโยบาย ‘เวิร์กฟรอมโฮม’ ที่จะบัญญัติกฎหมายได้ จะช่วยให้คนทำงานสามารถลดต้นทุนชีวิตได้โดยเฉลี่ยถึง 110 ดอลลาร์สหรัฐต่อสัปดาห์ หรือประมาณ 3,577 บาท อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาการจราจรติดขัดในเขตเมือง และเปิดโอกาสให้กลุ่มสตรีหรือบุคคลที่มีภาระต่างๆ สามารถทำงานต่อได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

ถือได้ว่านี่เป็นก้าวสำคัญของออสเตรเลียที่ให้ความสำคัญกับเทรนด์การปรับวิถีชีวิตการทำงานให้สอดคล้องกับยุคดิจิทัล โดยยังเน้นถึงสิทธิของคนทำงานให้มีทางเลือกในการทำงานที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของตนเอง

หากคุณกำลังติดตามเทรนด์เทคโนโลยีใหม่ๆ หรือแนวทางการปฏิวัติการทำงานที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว นโยบายนี้อาจกลายเป็นต้นแบบสำหรับประเทศอื่นๆ รวมถึงเมืองไทยในไม่ช้า ทั้งในแง่ของประสิทธิภาพการทำงาน สุขภาพจิต และความสัมพันธ์ภายในครอบครัว

คำวิเคราะห์สุดท้าย: การผลักดัน ‘เวิร์กฟรอมโฮม’ ให้กลายเป็นกฎหมายแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลรัฐวิกตอเรียตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นในโลกการทำงานยุคปัจจุบัน การใช้แนวทางที่ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับความต้องการของคนทำงานไม่เพียงเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่ยังช่วยลดความเหลื่อมล้ำและสร้างสมดุลให้ชีวิตได้ดีขึ้น หากคุณเป็นคนทำงาน อย่าลืมติดตามการพัฒนานี้ไว้ให้ดีๆ เพราะอาจมีผลต่อรูปแบบการทำงานของคุณในอนาคต

เครดิตภาพ: AFP

ที่มา – มุขมนตรีรัฐวิกตอเรียในออสเตรเลีย ผลักดัน “เวิร์กฟรอมโฮม” เป็นกฎหมาย

“ก้องสนั่น-อนันตชัย” ฉลุยเข้ารอบ เปิดผลประกบคู่รอบตัดเชือก ศึกมวยรอบปูนเสือ มวยไทยพันธุ์แท้ ครั้งที่ 24

ศึกมวยรอบปูนเสือ มวยไทยพันธุ์แท้ ครั้งที่ 24 ที่เวทีมวยช่อง 7 HD เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เป็นค่ำคืนที่ตื่นเต้นของวงการมวยไทย เมื่อการแข่งขันในรอบ 8 คนสุดท้ายกำลังจะสรุปว่าใครจะมีสิทธิ์ผ่านเข้าไปลุ้นต่อในรอบรองชนะเลิศ โดยก่อนเริ่มการแข่งขัน นายปิยากร ชินะรัตนกุล ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารการตลาด ปูนตราเสือ และนายจมร เลขะกุล ตัวแทนจากปูนเสือ ได้ขึ้นคล้องพวงมาลัยให้กับนักมวยเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ ซึ่งสร้างความฮึกเหิมได้เป็นอย่างดี

“ก้องสนั่น-อนันตชัย” สร้างผลงานได้น่าประทับใจในรอบ 8 คนสุดท้าย

คู่แรกที่น่าจับตามองในศึกมวยรอบปูนเสือ มวยไทยพันธุ์แท้ ครั้งที่ 24 คือการพบกันระหว่าง ก้องสนั่น ส.เทียนโพธิ์ พบ แสงตะวัน ส.พงษ์อมร ที่พิกัด 112 ปอนด์ ซึ่งทั้งคู่ต่างเป็นนักมวยซ้ายที่มีสไตล์การชกเปิดเกมรุก อย่างไรก็ตาม ก้องสนั่น แสดงความเหนือกว่าในการเดินเกม เข้าเตะซ้ายเข้าลำตัวได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งลูกปล้ำในและเข่าที่ทำได้เด็ดขาด แม้แสงตะวันจะพยายามเดินหน้ารุก แต่ก็ไม่สามารถสู้ทางเกมของ ก้องสนั่น ได้เอาครบยก ก้องสนั่น ส.เทียนโพธิ์ เป็นฝ่ายชนะคะแนนและเข้าสู่รอบรองชนะเลิศอย่างงดงาม

ในอีกคู่ของสาย B ระหว่าง อนันตชัย ลานนาวอเตอร์ไซค์ กับ แคมารูน ศิษย์ลมหนาว ก็สร้างความประทับให้แฟนมวยอย่างมาก โดยทั้งคู่ต่างใช้หมัดขวาและการเดินเกมที่ดุดัน อนันตชัย ใช้ความสูงรุกเข้าหาและออกขวาเข้าตัวได้หนักแน่น คิดว่าแคมารูนจะตั้งเกมตอบโต้ แต่ก็ยังไม่ชัดเจนพอ ครบยก อนันตชัย เฉือนชนะคะแนนไปอย่างน่าพอใจ ส่งผลให้เข้ารอบต่อไปได้ตามฝัน

ผลการจับฉลากประกบคู่รอบรองชนะเลิศ ศึกปูนเสือประกาศแล้ว

หลังจากที่เกมการแข่งขันทั้งสองคู่ในรอบ 8 คนสุดท้ายจบลง ก็เข้าสู่พิธีจับฉลากประกบคู่รอบรองชนะเลิศทันที โดยมีสักขีพยานระดับแนวหน้าของวงการมวยอย่าง นายปิยากร ชินะรัตนกุล, เฮียชุ้น หรือนายพีรพงศ์ ธีระเดชพงศ์ และนายจมร เลขะกุล ร่วมทำพิธีอย่างเป็นทางการ

ผลการจับฉลากประกบคู่ในรอบรองชนะเลิศ ศึกมวยรอบปูนเสือ มวยไทยพันธุ์แท้ ครั้งที่ 24 มีดังนี้

  • ยอดเหล็กแหลม ต.พิทักษ์ชัย พบกับ พลายยัคฆ์ ทต.พลับพลานารายณ์
  • ก้องสนั่น ส.เทียนโพธิ์ พบกับ อนันตชัย ลานนาวอเตอร์ไซค์

ทั้ง 4 คนนี้ถือเป็นกำลังสำคัญของวงการที่จะเข้ามาช่วงชิงความเป็นหนึ่งในรอบตัดเชือก ซึ่งแน่นอนว่าคู่ “ก้องสนั่น-อนันตชัย” จะดึงดูดความสนใจจากแฟนมวยไม่น้อย เมื่อทั้งสองต่างคือหนึ่งในดาวรุ่งที่กำลังมาแรง

แฟนมวยเตรียมพบกับรอบรองชนะเลิศสุดระทึก

สำหรับรอบรองชนะเลิศของการแข่งขัน ศึกมวยรอบปูนเสือ มวยไทยพันธุ์แท้ ครั้งที่ 24 จะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคมนี้ ถ่ายทอดสดทางช่อง 7 HD เริ่มตั้งแต่เวลา 14.30 น. เป็นต้นไป แฟนมวยทั้งชาวไทยและต่างประเทศสามารถเข้ามาร่วมเชียร์และชมศึกมวยไทยระดับตำนานได้เต็มอิ่ม ที่มาของความมันส์ครั้งนี้คือเวทีช่อง 7 HD อีกครั้งที่ความเป็นไทยจะมีชีวิตผ่านการแข่งขันมวยระดับประเทศ

อย่าลืมติดตามการแข่งขันรอบรองชนะเลิศของ ศึกมวยรอบปูนเสือ มวยไทยพันธุ์แท้ ครั้งที่ 24 และเตรียมส่งพลังเชียร์ให้กับ “ก้องสนั่น-อนันตชัย” ที่กำลังจะได้ลงลุ้นกันอีกครั้งใน الأسبوعหน้า! ความเข้มข้นของมวยไทยที่คุณไม่ควรพลาด และถ้าคุณเป็นแฟนมวยรุ่นใหม่ใจยึดมั่นในความดั้งเดิม ก็ยิ่งไม่ควรพลาดโอกาสในการชมเกมรุ่นพันธุ์แท้ระดับมืออาชีพแบบนี้

ทุกสัปดาห์ของการแข่งขันนับเป็นโอกาสหนึ่งเดียวที่แฟน ๆ จะได้ดูการชกวิถีมวยไทยอย่างบริสุทธิ์ ทั้งเข่า ศอก และลูกเชิง ที่ลึกซึ้งไม่แพ้ศิลปะการต่อสู้อื่น ๆ ทั่วโลก

หากคุณไม่อยากพลาดศึกที่เรียกได้ว่าเป็นการเจอกันของผู้ชนะที่แท้จริง ติดตามรับชมทางช่อง 7 HD อย่าลืมตั้งตารอชมและส่งแรงเชียร์ให้กับทั้งสองคู่ เพื่อค้นหารายชื่อนักมวยสองคนที่จะเข้าชิงชนะเลิศในรอบสุดท้ายของ ศึกมวยรอบปูนเสือ มวยไทยพันธุ์แท้ ครั้งที่ 24

ที่มา – “ก้องสนั่น-อนันตชัย” ฉลุยเข้ารอบ เปิดผลประกบคู่รอบตัดเชือก ศึกมวยรอบปูนเสือ มวยไทยพันธุ์แท้ ครั้งที่ 24

เปิดประวัติ “ธี โสวัณฑา” อินฟลูเอนเซอร์เขมรผู้ถูก “ฮุน เซน” สั่งปลดจากตำแหน่ง

ในโลกของโซเชียลมีเดียและวงการเมืองกัมพูชา ชื่อของ “ธี โสวันทา” หรือ Thy Sovantha กลายเป็นที่พูดถึงอย่างหนักอีกครั้ง หลังจากที่ “สมเด็จฮุน เซน” ซึ่งถือเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในประเทศ ได้มีการสั่งปลดเธอจากตำแหน่งรองผู้ว่าราชการเมืองอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในประเทศที่เพิ่งจะถูกจุดระเบิดขึ้นมาอีกครั้ง

ก่อนหน้านี้ “ธี โสวันทา” เป็นที่รู้จักในฐานะ นักกิจกรรมรุ่นใหม่ ที่ใช้พื้นที่โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือในการผลักดันประเด็นทางสังคมและวิพากษ์การเมืองกัมพูชาอย่างกล้าหาญ เธอเคยร่วมเคลื่อนไหวกับพรรค Cambodia National Rescue Party (CNRP) ภายใต้การนำของ “สม รังษี” โดยเฉพาะในช่วงก่อนการเลือกตั้งปี 2556 ที่เธอทำหน้าที่ไลฟ์และวิจารณ์พรรครัฐบาลอย่างรุนแรง จนกลายเป็นไอดอลของกลุ่มคนรุ่นใหม่ในกัมพูชาพร้อมกับแฮชแท็ก #ChangeCambodia ที่ปรากฏทุกครั้งเมื่อเธอขึ้นปราศรัย

จุดเปลี่ยนชีวิตของ “ธี โสวันทา”

แต่จุดเปลี่ยนก็เกิดขึ้นในปลายปี 2559 เมื่อเธอถูกกล่าวหาว่ามีส่วนร่วมในการโจมตีพรรคร่วมกันเอง โดยมีการเปิดเผยบทสนทนาระหว่างเธอและพลเอก ฮุน มานิต ลูกชายของฮุน เซน ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการรับเงินสนับสนุน 1 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้ภาพลักษณ์ของเธอหมดสิ้นลงอย่างสิ้นเชิง

จากนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและตัวแทนของความเปลี่ยนแปลง เธอกลับกลายเป็นผู้สนับสนุนพรรคการเมืองรัฐบาลอย่างเต็มตัว นั่นคือ Cambodian People’s Party (CPP) ซึ่งภายหลังจากเปลี่ยนขั้วเธอก็ถูกแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสำคัญหลายครั้ง จนกระทั่งได้เป็น รองผู้ว่าราชการเมืองอริยกษัตราในจังหวัดกันดาล อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือกับรัฐบาลในสายตาของแฟนคลับจำนวนมากกลับเท่ากับการถูกหักหลัง ทำให้เธอเสียฐานผู้ติดตามไปอย่างมาก

ชีวิตในตำแหน่งระดับสูงของรัฐบาล

ธี โสวันทา เรียนจบปริญญาโทจาก International University และเลือกติดตามเพียง 2 คนในโซเชียลมีเดียเท่านั้น คือ “ฮุน เซน” และ “ฮุน มาเนต” นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน แต่แม้ว่าเธอจะอยู่ในตำแหน่งระดับสูง และได้รับการสนับสนุนจากผู้มีอำนาจ ความมั่นคงของเธอก็ไม่ได้รับการการันตี จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์สำคัญในเดือนสิงหาคม 2568

เธอโพสต์วิจารณ์กองทัพกัมพูชา โดยเน้นว่าปัญหาสุขภาพของทหารกัมพูชามาจากพฤติกรรมการบริโภคแอลกอฮอล์ ซึ่งกลายเป็นการสะกิดอารมณ์ของสมเด็จฮุน เซน จนเขาได้ออกคำสั่งปลดเธอทันควัน และย้ำว่า “ไม่มีเวลามาอบรมสั่งสอนเจ้าหน้าที่ที่ไม่มีวินัย ในขณะที่ภารกิจของประเทศกำลังต้องการทุกอย่างให้เรียบร้อย”

บทสรุปชีวิตของ “ธี โสวันทา”

เส้นทางของ Thy Sovantha เป็นบทสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของระบอบการเมืองในกัมพูชา หากคุณต้องการความอยู่รอดในโลกโซเชียลและการเมือง จะต้องปรับตัวอย่างรุนแรงแม้จะหมายถึงการขายแนวคิดตัวเองก็ตาม

แต่การปรับตัวก็ไม่ได้รับประกันว่าคุณจะอยู่รอดเสมอไป เพราะการเมืองกัมพูชาเป็นสนามที่ไม่มีใครควบคุมได้หากผู้มีอำนาจเริ่มไม่พอใจ แม้แต่ ธี โสวันทา ที่เคยเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงในวงการเมือง ก็ไม่สามารถล่องลอยอยู่นานได้หากไม่รักษา “ความดีงาม” ตามแนวทางของผู้นำ

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องราวของเธอเพียงคนเดียว แต่เป็นเรื่องราวของ นักก้าวหักทางการเมือง ทุกคนที่ต้องพบกับจุดเปลี่ยนในชีวิต เมื่อเลือกที่จะเดินเส้นทางที่มีทั้งแสงแฟลชและเงาดำ แล้ววันนี้คุณจะไปทางไหน ถ้าไม่ใช่ทางที่อำนาจกำหนด?

ที่มา – เปิดประวัติ “ธี โสวันทา” อินฟลูเอนเซอร์เขมร สายลับสองหน้าผู้ที่ถูก “ฮุน เซน” สั่งปลด!

เบื้องหลังการช่วยชีวิตทหารบาดเจ็บกลางสมรภูมิ กับภารกิจอบอุ่นหัวใจของทีมแพทย์

เบื้องหลังการช่วยชีวิตทหารบาดเจ็บกลางสมรภูมิ

เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 ทีมแพทย์จากโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ได้รับเคสด่วนจากชายแดน ส่งตรงมาที่กรุงเทพฯ ด้วยเฮลิคอปเตอร์ เป็นทหารที่บาดเจ็บจากเหตุการณ์สู้รบ ได้รับผลกระทบจากแรงระเบิดที่ทำให้ร่างกายได้รับความเสียหายหลายส่วน เรียกได้ว่าเป็นภารกิจที่ท้าทายทั้งทางร่างกายและจิตใจสำหรับทีมแพทย์ทุกคน

การเตรียมความพร้อมในเวลาที่จำกัด

ห้องผ่าตัดและอุปกรณ์ทุกอย่างถูกเตรียมไว้ล่วงหน้า ก่อนที่ทหารบาดเจ็บจะเดินทางมาถึง ผู้เขียนโพสต์ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคลากรทางการแพทย์ ได้เล่าถึงความเร่งด่วนขณะรอเคสผ่าตัด “วันนั้นส่งมา 3 นาย แต่ส่วนที่รับผิดชอบในห้องผ่าตัด ENT มี 1 นาย” แม้ว่าทางทีมจะต้องจัดการทั้งงานประจำและเคสด่วน แต่ทุกคนก็มุ่งมั่นและไม่ปล่อยให้ทหารต้องสูญเสียโอกาสในชีวิต

ความอบอุ่นจากทีมแพทย์หลังการผ่าตัด

หลังการผ่าตัดที่ใช้เวลากว่า 5-6 ชั่วโมง ทีมแพทย์ได้ปลุกผู้บาดเจ็บจากยาสลบทีละเบาและด้วยความอ่อนโยน “น้องทหารครับ ตื่นได้แล้วครับคนเก่ง ได้ยินมั้ยลูก ผ่าตัดเสร็จแล้วนะ กลับไปพักต่อ ICU นะครับ” เสียงเรียกนั้นยิ่งใหญ่เกินคำพูด น้องทหารค่อยๆ ลืมตา และแม้จะพูดจาไม่ได้จากอาการบาดเจ็บที่กล่องเสียง แต่การพยักหน้านั้นก็เพียงพอที่จะบอกให้รับรู้ถึงความดีใจและความขอบคุณ

แม่จากต่างจังหวัดและน้ำตาที่ล้นขึ้นมา

ระหว่างทางไป ICU มีหญิงคนหนึ่งวิ่งเข้ามาหาบุคลากรทางการแพทย์ พร้อมคำถามว่าจะให้แม่ของทหารได้พักที่ไหนในกรุงเทพฯ เพราะแม่คนนี้ยังไม่คุ้นเคยกับเมืองหลวง ความรู้สึกของผู้เขียนจึงเศร้าจนไม่อาจกลั้นความรู้สึก เธอบอกกับแม่ว่า “ไม่เป็นไรนะคะคุณป้า เดี๋ยวหนูจะสอบถามความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ให้นะคะ คุณแม่ของน้องจะไม่ถูกทอดทิ้งแน่นอนค่ะ” ความรู้สึกนี้ช่างสื่อถึงหัวใจของภารกิจในการช่วยชีวิตอย่างแท้จริง

ภารกิจอบอุ่นหัวใจของทีมแพทย์

หัวหน้าเวร ICU ได้กำชับให้ดูแลแม่ของทหารอย่างดี ไม่เพียงเรื่องการรักษา แต่ยังรวมถึงอาหารที่สามัญสำหรับทุกมื้อ พร้อมทั้งผู้อำนวยการโรงพยาบาลได้จัดเตรียมสถานที่พักไว้ให้เรียบร้อย งานนี้ทำให้เห็นว่า เบื้องหลังการช่วยชีวิตทหารบาดเจ็บกลางสมรภูมิ กับภารกิจอบอุ่นหัวใจของทีมแพทย์ เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน

แม้จะมิใช่การสู้รบโดยตรงทั้งด้านอาวุธหรือยุทธศาสตร์ แต่การเป็นทีมหมอที่รับซ่อมแซมชีวิตและความหวังให้กลับมาก้าวต่อไปได้อีก ก็อาจนับว่าเป็นวีรกรรมอีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่แพ้กัน

ไม่ลืมยังคงยึดมั่นในความหวังและกำลังใจ

  • ทีมแพทย์ต้องใช้ประสบการณ์และการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด
  • การดูแลครอบครัวของผู้บาดเจ็บมีส่วนในการฟื้นตัวของคนไข้อย่างมาก
  • สิ่งเล็กๆ แต่มีน้ำหนักทางจิตใจอย่างการปลุกจากยานั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ
  • การทำงานในภาวะฉุกเฉินต้องอาศัยทั้งทักษะและความเข้าใจทางมนุษย์ศาสตร์
  • ในฐานะผู้อ่าน หรือแม้แต่เป็นเด็ก GenZ เราต่างรับรู้คุณค่าของผู้ที่เสียสละ

ไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวหน้ามากเพียงใด แต่สิ่งที่ไม่มีวันตายไปคือ ‘หัวใจของคน’ ที่คอยดูแลไร้ซึ่งตัวตนเป็นรูปธรรม แต่มีพลังให้คนอีกหลายชีวิตก้าวผ่านความเจ็บปวดได้ และนี่คือเรื่องจริงที่ไม่เกี่ยวกับดวงดาวหน้าจอก็ตาม

หลังจากที่การรักษาในช่วงแรกเป็นไปได้ด้วยดี น้องและครอบครัวไม่ต้องกังวลในเรื่องที่พัก อาหาร และการรักษาที่ตามมา เบื้องหลังการช่วยชีวิตทหารบาดเจ็บกลางสมรภูมิ กับภารกิจอบอุ่นหัวใจของทีมแพทย์คืออีกหนึ่งก้าวแห่งความหวัง

สำหรับผู้อ่านที่ตัดสินใจสละช่วงเวลาอันควรจะพักผ่อนเพื่อให้ความสนใจข่าวเชิงมนุษยธรรมแบบนี้ คงต้องขอขอบคุณเช่นกัน เพราะคุณคือกำลังใจต่อให้เรื่องราวเช่นนี้ไม่ลับหูลับตาถึงความเสียสละของชายแดนและเมืองหลังหนึ่ง ที่สำคัญที่สุด ขอบอกด้วยใจจริง คุณจะไม่ถูกทอดทิ้งแน่นอน

หากชอบเนื้อหานี้ อย่าลืมแชร์และติดตามเรื่องราวดีๆ ที่เกิดขึ้นจริงได้ทุกเมื่อ

ที่มา – เบื้องหลังการช่วยชีวิตทหารบาดเจ็บกลางสมรภูมิ กับภารกิจอบอุ่นหัวใจของทีมแพทย์

ฉางอานผนึกพันธมิตรชูไทยฮับผลิตรถพวงมาลัยขวา

ฉางอาน หรือ Changan Automobile หนึ่งในยักษ์ใหญ่แห่งอุตสาหกรรมรถยนต์จากประเทศจีน ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญในการจัดตั้งบริษัทระดับโลก เพื่อเร่งสู่ยุคใหม่ของยานยนต์อัจฉริยะและพลังงานสะอาด โดยเฉพาะรถยนต์พวงมาลัยขวาที่มุ่งผลิตและพัฒนาเพื่อตอบสนองตลาดอาเซียนและผู้บริโภคในภูมิภาคได้อย่างตรงจุด ด้วยแผนยุทธศาสตร์ที่ดูทะเยอทะยาน แต่ก็มาพร้อมศักยภาพที่แข็งแกร่งและสัดส่วนการลงทุนที่ท้าทาย

ฉางอานผนึกพันธมิตรชูไทยฮับผลิตรถพวงมาลัยขวา

บริษัท ฉางอาน ออโตโมบิล กรุ๊ป ได้จัดตั้งบริษัทร่วมทุนอย่างเป็นทางการ โดยได้รับสนับสนุนจาก เฉินจือ กรุ๊ป และบริษัทฉางอาน ออโตโมบิล ไฟแนนซ์ ด้วยทุนจดทะเบียนสูงถึง 2 หมื่นล้านหยวน มีสินทรัพย์รวมกว่า 3.087 แสนล้านหยวน และรายได้ต่อปีอยู่ที่เกือบ 3.4 แสนล้านหยวน บริษัทมีการดำเนินงานครอบคลุมทุกมิติในห่วงโซ่ยานยนต์ มั่นใจได้เลยว่าการเป็นพันธมิตรครั้งนี้ ไม่เพียงเสริมศักยภาพภายในองค์กร แต่ยังช่วยให้บริษัทสามารถนำเสนอนวัตกรรมการเดินทางที่ชาญฉลาด ยั่งยืน และตอบโจทย์ผู้ใช้งานทั่วโลกได้ดีขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญและระบบที่มีศักยภาพ

สำหรับโครงสร้างคน ปัจจุบัน China Changan Automobile Group มีบุคลากรประมาณ 110,000 คน โดยมีเป้าหมายชัดเจนในการเป็นผู้นำระดับโลกด้านรถยนต์อัจฉริยะและยานยนต์พลังงานใหม่ หรือ NEVs ทั้งนี้ บริษัทมีบริษัทย่อย 117 แห่ง ฐานการผลิตทั้งหมด 21 แห่ง และมีสินค้าสู่ลูกค้า 103 ประเทศทั่วโลก ภายใต้ยุทธศาสตร์ระดับโลกที่เรียกว่า ‘Vast Ocean Plan’ โดยมีเป้าหมายขายรายปีระดับ 5 ล้านคันภายในปี 2573 ซึ่ง NEVs จะต้องอยู่ที่ระดับ 3 ล้านคัน

ไทยเป็นศูนย์กลางสำคัญของฉางอาน

ฉางอานไม่ได้มาเพียงแค่ขยายตลาด แต่ยังตั้งเป้าสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในภูมิภาค เฉพาะในประเทศไทยนั้น โรงงานฉางอาน ออโตโมบิล ระยอง ทำหน้าที่เป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าพวงมาลัยขวาแห่งแรกนอกประเทศจีน เป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ ‘In Thailand, For Thailand’ พร้อมเดินหน้าสร้างศูนย์กลางการผลิตสำหรับกลุ่มรถพลังงานใหม่ในอาเซียน

ทั้งนี้ ปัจจุบันฉางอานสามารถใช้ชิ้นส่วนอะไหล่จากซัพพลายเออร์ไทยสูงถึง 42% และตั้งเป้าเพิ่มขึ้นเป็น 60% ภายในปี 2568 โดยเป้าหมายในอนาคตอยู่ที่ 80% เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสำคัญในการผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวา

ตั้ง R&D รถพวงมาลัยขวาในไทย

ฉางอานยังมีแผนสร้างศูนย์วิจัยและพัฒนาแบบเฉพาะด้านสำหรับรถยนต์พวงมาลัยขวาในประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า 12 รุ่นใหม่ในตลาดอาเซียน โดยเฉพาะรถ 8 รุ่นที่ออกแบบมาเพื่อผู้บริโภคชาวไทยโดยเฉพาะ คาดว่าจะทยอยเปิดตัวภายใน 3 ปีข้างหน้า

บริษัทยังให้ความสำคัญในเรื่องการพัฒนาบุคลากรในพื้นที่ และเตรียมลงทุนด้านทรัพยากรมนุษย์อย่างต่อเนื่อง ตั้งเป้าจ้างงานชาวไทย 3,000 ตำแหน่งภายในปี 2570 โดยบุคลากรกว่า 90% จะเป็นพลเมืองของไทย พร้อมสร้างโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญท้องถิ่นขึ้นมาเป็นผู้บริหารสำหรับการดำเนินงานทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ยกระดับประเทศไทยให้เป็นเมืองหลวงแห่งยานยนต์

ถ้ามองไปที่ภาพรวมของอุตสาหกรรมรถยนต์ในอาเซียน ฉางอานเลือกประเทศไทยเป็นฐานสำคัญ สิ่งนี้ไม่เพียงแค่สะท้อนว่าไทยมีศักยภาพด้าน supply chain ที่สมบูรณ์ แต่ยังชี้ให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าให้เติบโตควบคู่ไปกับนโยบายของรัฐบาลไทย ที่ให้ความสำคัญกับระบบขนส่งไฟฟ้าและยานยนต์พลังงานสะอาด

ด้วยแผนระยะยาวและการลงทุนที่ต่อเนื่อง ฉางอานคาดหวังว่าจะผลักดันประเทศไทยให้กลายมาเป็นเหมือน ‘ดีทรอยต์แห่งอาเซียน’ ที่รวบรวมทั้งนวัตกรรม บุคลากร และระบบการผลิตที่มีความยั่งยืนสูง

มองไปข้างหน้า

สำหรับผู้บริโภคทั่วไปที่กำลังติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ความเคลื่อนไหวของฉางอานในไทยอาจนำมาซึ่งทางเลือกใหม่ ด้วยรถพวงมาลัยขวาที่เน้นออกแบบเฉพาะถิ่น พร้อมการสนับสนุนทั้งด้านการเงิน การวิจัย และบริการหลังการขาย ที่สามารถรับมือกับแนวโน้มการเปลี่ยนไปใช้พลังงานไฟฟ้าได้อย่างชัดเจน

การลงทุนครั้งนี้ ถือเป็นบทสะท้อนความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างไทยและจีน ซึ่งเชื่อมโยงทั้งภาคธุรกิจและเศรษฐกิจที่มีผลกระทบต่อประชาชนทั่วไป หากคุณติดตามเทรนด์เทคโนโลยี ความเคลื่อนไหวของ Changan Automobile ในอาเซียนถือเป็นการลงทุนที่ควรจับตามอง เนื่องจากอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในวงการยานยนต์ไทยได้ในอนาคต

ที่มา – ฉางอานผนึกพันธมิตรชูไทยฮับผลิตรถพวงมาลัยขวา

พลทหารรอดตายจากปืนใหญ่ตกใส่ร่างปลิว เชื่อในบารมีหลวงปู่เฮงคุ้มครอง

พลทหารผู้รอดตาย เผยเหตุการณ์ระทึกปืนใหญ่ตกใกล้ตัว

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม นายอธิวัฒน์ จันครา อายุ 44 ปี ผู้ใหญ่บ้านไม้แดง ต.โคกตาล อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ พร้อมด้วยภรรยา นางสงวนใจ จันครา อายุ 41 ปี เดินทางเข้าเยี่ยม พลทหารปวริศ จันครา บุตรชายที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ปะทะบริเวณจุดผ่านแดนถาวรช่องจอม เมื่อวันที่ 28 ก.ค. 68 ที่ผ่านมา หลังถูกแรงระเบิดจากปืนใหญ่กัมพูชาทำให้ร่างกายชา ปลิวกระเด็นหลายเมตร พลทหารปวริศเล่าว่าขณะเกิดเหตุเขากำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่บริเวณแนวหน้าช่องจอม จ.สุรินทร์ ระหว่างปะทะกับทหารกัมพูชา ทันใดนั้นก็มีกระสุนปืนใหญ่ตกใกล้หลุมหลบภัยที่เขายืนอยู่ ห่างจากตัวประมาณ 3-4 เมตร แรงระเบิดรุนแรงมากจนทำให้เขาปลิวกระเด็นและได้รับบาดเจ็บ เบื้องต้นอาการดีขึ้นหลังเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลปราสาท

เหรียญเสือเบิกฟ้ามหาเฮง ของหลวงปู่เฮงมีบทบาทอย่างไร?

แม้จะไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่ครอบครัวเชื่อว่าเหตุที่พลทหารปวริศรอดตายอย่างปาฏิหาริย์ เพราะว่าเขามีของดีติดตัวไว้ นั่นคือ เหรียญ เสือเบิกฟ้ามหาเฮง ที่ได้มาจากหลวงปู่เฮง ปภาโส เจ้าอาวาสวัดบ้านด่านช่องจอม เหรียญนี้เป็นที่เคารพศรัทธาอย่างมากในพื้นที่ เพราะเชื่อว่าเปี่ยมด้วยบารมีและช่วยให้แคล้วคลาดจากอันตราย ทั้งจากเหตุการณ์ร้ายแรงเช่นนี้รวมถึงภัยใกล้ตัวอื่น ๆ

เหตุการณ์พลทหารรอดตาย ครั้งนี้สร้างความประทับใจให้กับแพทย์และพระสงฆ์ที่เข้าเยี่ยมเยียน โดยมองว่าไม่ใช่เพียงแค่โชคช่วย แต่น่าจะมีพลังจิตใจและศรัทธาในพระพุทธศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง หลวงปู่เฮงมีชื่อเสียงด้านมหาเฮง และเหรียญเสือเบิกฟ้าถือเป็นมรดกทางจิตวิญญาณที่ชาวบ้านเล็งเห็นความสำคัญในการพกติดตัว โดยเฉพาะผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่เสี่ยงภัย

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในชีวิตทหารไทย

ในโลกบริบทของหนุ่มทหารหนึ่งคน เชื่อหรือไม่ว่า สิ่งเล็ก ๆ ที่พวกเขานำติดตัวไปด้วยมักเป็นเครื่องรางของขลัง หรือเหรียญรุ่นต่าง ๆ ที่มีชื่อเสียง เช่นในกรณีนี้ เหรียญเสือเบิกฟ้ามหาเฮง เปรียบเสมือนที่พึ่งทางจิตใจ ให้กล้าหาญ ให้คุ้มครอง เรียกได้ว่าพลทหารที่รอดตายจากระเบิดปืนใหญ่ ก็เพราะความศรัทธานี้แหละเป็นเกราะกำบัง

บารมีหลวงปู่เฮงกับความเชื่อที่สืบต่อกัน

  • เหรียญเสือเบิกฟ้ามหาเฮง ถือเป็นของขลังยอดนิยมที่เชื่อว่ามีอิทธิฤทธิ์ในการป้องกันภยันตราย
  • พลทหารหลายคนนำเหรียญนี้ติดตัวเพื่อเสริมความมั่นใจก่อนปฏิบัติหน้าที่เสี่ยงภัย
  • ความเชื่อในหลวงปู่เฮงและวัตถุมงคลช่วยให้เกิดการปลุกใจและความมั่นคงทางจิตใจอย่างมาก

น่าเหลือเชื่อว่าร่างกายของพลทหารรอดอย่างปลอดภัยแม้อนาทข้างหน้าจะใกล้ตัวขนาดนั้น แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปหลังจากเหรียญศักดิ์สิทธิ์ทำหน้าที่ให้เขารอดมาได้ ผู้ใหญ่บ้านผู้พ่อของพลทหารเล่าไว้ว่า ลูกชายต่างเคารพและศรัทธาในหลวงปู่เฮงมาตลอด จึงไม่แปลกใจที่เขามีเหรียญติดกายจนวินาทีสุดท้าย

สื่อหลายแขนงต่างรายงานเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง กลายเป็นเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คน ทำให้หลายคนอยากศึกษาและเข้าใจวัตถุประสงค์ของวัตถุมงคลแต่ละพิธีกรรมมากขึ้น โดยเฉพาะความเกี่ยวข้องของ พลทหารรอดตาย กับเหรียญเสือเบิกฟ้ามหาเฮงที่ถือเป็นตำนานใหม่ในสังคมทหาร

หากให้พิจารณาในแง่ของจิตวิทยา คนเรายืนอยู่ในวินาทีอันตราย ย่อมต้องอาศัยกำลังใจจากสิ่งที่ตนเองเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นศาสนา ความศักดิ์สิทธิ์ ความรักจากครอบครัวหรือแม้กระทั่งเหรียญเล็ก ๆ ที่พกติดตัวไว้กับตัวอย่างนี้ก็ตาม ไม่เพียงในทางพุทธแล้ว แต่ในทุกศาสนา ผู้คนหันไปหาความศรัทธาเมื่ออยู่ในสภาวะวิกฤต เพราะมันสร้างพลังในการก้าวข้ามมรสุมชีวิตได้อย่างไม่น่าเชื่อ

พลทหารรอดตาย ด้วยแรงระเบิดปืนใหญ่ที่เขารู้สึกชาทั้งร่าง ทิ้งร่องรอยสะเก็ดระเบิดตามผิวหนังเพียงเล็กน้อย สร้างความตื่นเต้นให้กับผู้อยู่ในเหตุการณ์และครอบครัว แต่ความเชื่อที่ผูกโยงกับของดีอย่างเหรียญหลวงปู่เฮงก็ช่วยให้เขาผ่านวิกฤตนี้มาได้ และเป็นบทสะท้อนแห่งภูมิปัญญาไทยที่อยู่คู่ทหารทุกยุคสมัย

กรมการปกครอง เดินหน้าต่อต้าน ‘ภัยคุกคามจากโดรน’ ย้ำกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน-ชรบ. ช่วยสอดส่องในพื้นที่

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา กรมการปกครองได้เร่งหารือมาตรการป้องกัน ภัยคุกคามจากโดรน อย่างจริงจัง ภายหลังพบพฤติกรรมแปลกปลอมในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา และพื้นที่ของหน่วยงานทหาร ซึ่งมีแนวโน้มของการใช้งานโดรนอย่างไม่เหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและข้อมูลภูมิศาสตร์ของประเทศ

มาตรการเร่งด่วนจากกรมการปกครอง

นายวิรุฬห์ สิทธิวงศ์ รองอธิบดีกรมการปกครอง เป็นผู้แทนเข้าร่วมประชุมหารือภายใต้การประธานของ พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด โดยมีการสรุปมาตรการสำคัญเพื่อรับมือกับ ภัยคุกคามจากโดรน ที่เพิ่มมากขึ้น โดยหนึ่งในมาตรการหลักคือ การห้ามการบินโดรนทุกประเภทจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (ซีเอเอที)

เพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวน

ทางฝ่ายความมั่นคงระบุชัดเจนว่า ต้องการให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ออกลาดตระเวนในพื้นที่เพื่อสอดส่องหากมีพฤติกรรมการใช้โดรนผิดปกติ โดยหากพบผู้บินโดรน ให้ควบคุมตัวผู้ใช้งานไว้ก่อน เพื่อให้เจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องดำเนินการสืบสวนตามขั้นตอน

สำหรับกรณีที่เกิดขึ้น ถือเป็นภัยคุกคามใหม่ที่ต้องได้รับการรับมือแบบรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นทางกฏหมาย เทคโนโลยี หรือการเฝ้าระวังระดับชุมชน ซึ่งการร่วมมือจากทุกภาคส่วนนั้นถือเป็นหัวใจของความสำเร็จในการจัดการกับ ภัยคุกคามจากโดรน

ทำไมโดรนถึงเป็นภัยต่อความมั่นคงไทย?

ภัยคุกคามจากโดรน อาจไม่ใช่เพียงอุปกรณ์ถ่ายรูปหรือเล่นสนุกของผู้ชื่นชอบเทคโนโลยีเท่านั้น ในมุมมองของความมั่นคง โดรนสามารถใช้ในการเก็บข้อมูลภูมิศาสตร์ได้อย่างง่ายดาย และอาจถูกใช้เพื่อวิเคราะห์ลักษณะการทำเลทางยุทธศาสตร์ หรือแม้แต่การเฝ้ายามของฝ่ายตรงข้ามที่ไม่มีตัวตนชัดเจน