ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

มวลชนหลั่งไหลร่วมกิจกรรม ‘ปกป้องอธิปไตย’ ตำรวจ 2 พันนายคุมเข้ม-หวั่นมือที่สามสร้างความวุ่นวาย

มวลชนหลั่งไหลร่วมกิจกรรม ‘ปกป้องอธิปไตย’ อย่างต่อเนื่อง

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 2 สิงหาคม ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มีรายงานว่า ประชาชนจำนวนมากทั้งจากกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เริ่มทยอยเดินทางมารวมตัวกันที่จุดนัดหมาย โดยกิจกรรมในครั้งนี้กลุ่มรวมพลังแผ่นดินเพื่อปกป้องอธิปไตยได้นัดหมายระหว่างเวลา 12.00 – 21.00 น. เพื่อแสดงพลังในการปกป้องอำนาจอันเป็นของประชาชน และสื่อสารถึงความต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในทางการเมือง

บรรยากาศโดยรวมตั้งแต่ช่วงเช้าถึงช่วงสาย ยังคงเป็นไปอย่างสงบ หลายคนนำป้ายข้อความ รวมถึงธงชาติไทยมาแสดงจุดยืนของตนเองอย่างคลาคล่ำ แต่ยังไม่พบเหตุการณ์เผชิญหน้าใดๆ เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนต่างเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่เพื่อให้การชุมนุมดำเนินไปอย่างราบรื่น โดยขณะนี้การจราจรถัดไปยังอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิก็ยังเป็นไปได้ แม้บางช่วงจะมีการชะลอตัวบ้างตามจำนวนผู้มาร่วมกิจกรรมที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

การจัดกำลังตำรวจกว่า 2,000 นายคุมเข้มไม่ให้มือที่สามเข้ามาก่อปัญหา

เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบังคับการตำรวจนครบาล 4 (บก.น.4) เผยว่าได้จัดกำลังกว่า 2,000 นาย เพื่อดูแลพื้นที่ชุมนุม และป้องกันบุคคลหรือกลุ่มที่อาจเข้ามาสร้างความวุ่นวาย โดยเชื่อว่าการตั้งจุดคัดกรองจะช่วยกรองผู้ไม่หวังดีที่อาจแฝงตัวเข้ามาภายใต้การชุมนุมอันสงบสุขครั้งนี้ ทุกคนที่ต้องการเข้าร่วมกิจกรรมจำเป็นต้องผ่านจุดคัดกรองด้านความปลอดภัยก่อนเพื่อให้เกิดความมั่นใจในการควบคุมสถานการณ์ที่ดีที่สุด

ภายในงานมีการเตรียมความพร้อมสำหรับมาตรการรับมือหากประชาชนหลั่งไหลเข้ามาในปริมาณมาก ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้คาดการณ์ว่า กิจกรรมในช่วงเย็นนั้นจะคึกคักเป็นพิเศษ เนื่องจากมีกำหนดการให้แกนนำจากหลายกลุ่มขึ้นปราศรัย และแสดงจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจน เพื่อรวมพลังในแนวทางปกป้องอธิปไตยของตนเอง

เป้าหมายหลักคือการปกป้องอธิปไตยอย่างแท้จริง

เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นพลังหลากหลายของภาคประชาชน ที่เริ่มออกมาเคลื่อนไหวมากขึ้นจากความไม่พอใจต่อสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน การออกมาชุมนุมของผู้คนถือเป็นการใช้เสรีภาพที่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย แต่ทั้งนี้ยังคงต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างมวลชนและเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยควบคู่ไปกับสิทธิเสรีภาพของผู้ชุมนุมอย่างเต็มที่

สำหรับมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดนั้นถือเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะเพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มบุคคลที่สามเข้ามาใช้ช่องทางถนนเพื่อสร้างความปั่นป่วน หรือเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด ทั้งนี้ หากสถานการณ์ยังคงสงบตามที่ปรากฏอยู่ ประชาชนทั่วไปไม่ต้องกังวล และสามารถใช้เส้นทางได้ตามปกติ พร้อมทั้งติดตามความเคลื่อนไหวทั้งจากโซเชียลมีเดียและสื่อมวลชนอย่างใกล้ชิด

เนื่องจากทิศทางของเหตุการณ์นั้นยังคงผันผวน ความเปลี่ยนแปลงอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ทั้งในทางที่ดีขึ้นหรือเลวร้ายลง อย่างไรก็ตาม Democratic Insight ขอแนะนำให้คุณรับฟังทุกมุมมองอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจลงมือหรือเข้าร่วมกิจกรรมใดๆ เพื่อไม่ให้ถูกใช้ประโยชน์โดยบุคคลภายนอก

หากคุณสนใจติดตามข่าวสารหรือกิจกรรมด้านสังคมและการเมืองที่กำลังมาแรง อย่าลืมกดไลก์ กดแชร์ และติดตามเราบนแพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อไม่พลาดทุกประเด็นสำคัญที่คุณควรรู้ และสุดท้ายอยากให้จำไว้ว่า ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับทุกกลุ่มคนในสังคมคือการรักษาความสงบเพื่อฟังเสียงของกันและกันอย่างจริงจัง

ที่มา – มวลชนหลั่งไหลร่วมกิจกรรม ‘ปกป้องอธิปไตย’ ตร. 2 พันนายคุมเข้ม-หวั่นมือที่สามป่วน

อาเล็ก ธีรเดชโชว์หุ่นล่ำซิกแพ็ก เผยความตั้งใจฟิตหุ่นจนเป็นแบบอย่าง

อาเล็ก ธีรเดช โชว์ซิกแพ็กของจริง ผ่านการรับรองจาก โบว์ เมลดา

เรียกได้ว่าเป็นประเด็นที่ทำให้วงสนทนาในโลกออนไลน์ร้อนระอุ เมื่อหนึ่งในพระเอกชื่อดังอย่าง อาเล็ก ธีรเดช เมธาวรายุทธ ได้เผยภาพหุ่นใหม่ที่ผ่านการฟิตมาเป็นอย่างดีให้แฟนๆ ได้สัมผัสกันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะซิกแพ็กที่หลายคนตั้งคำถามว่าเป็นของจริงหรือแค่โปรแกรมตกแต่งแบบ AI

หุ่นดีจนต้องปรึกษาแฟนก่อนลงรูป

ในงานเปิดตัว “The NEW is NOW” ของ TrueVisions Now ณ สเฟียร์ ฮอลล์ ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ อาเล็กได้เล่าถึงภาพดังกล่าวอย่างเป็นกันเองว่า นี่คือผลงานทางกายภาพที่เขาตั้งใจฟิตหุ่นมาเป็นเวลานานและเป็นหุ่นดีที่สุดในชีวิตของเขาก็ว่าได้ โดยมีการเลือกรูปก่อนโพสต์อย่างดีร่วมกับแฟนสาว โบว์ เมลดา ซึ่งแม้ว่าเธอจะพำนักอยู่ที่ลอนดอน แต่ก็ยังมีส่วนร่วมในเรื่องนี้อย่างเต็มที่

“ภาพก็ผ่านการดูจากโบว์หมดแล้วครับ เขาช่วยเลือกรูปและเขียนแคปชั่นให้ผมเลยทีเดียว” อาเล็กเล่าพร้อมรอยยิ้ม พร้อมย้ำว่า “นี่ยังเป็นร่างทองแดง เขายังมีความมั่นใจว่าหุ่นในตอนนี้ดีขึ้นกว่าเดิมมาก

หัวใจอยู่ในไทยแม้ว่า โบว์ ไปเรียนลอนดอน

แม้จะมีผลงานที่ท้าทายเข้ามาเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ได้ทำลายความรักของคู่นี้ อีกทั้งเขายังพยายามรักษามุมหวานไว้เสมอ เช่นการให้ดอกไม้ในทุกๆ วันครบรอบเดือนที่เป็นเรื่องปกติของคู่รักนี้โดยไม่มีการผิดสัญญาสักเดือน ที่ประหลาดใจคือ โบว์ ที่หลายคนมักมองว่าเป็นสาวเปิ่นๆ สามารถปรับตัวในต่างประเทศได้ดี และพูดภาษาอังกฤษได้จนแฟนคลับต่างรู้สึกภูมิใจแทน

ยืนยงไม่ทิ้งช่อง 3 แม้งานใหม่จะมา

อาเล็ก ธีรเดช กล่าวว่า “ผมยังคงอยู่ช่อง 3 แต่ก็มีบทซีรีส์ใหม่ที่ท้าทายความสามารถของผม ซึ่งได้รับอนุญาตจากช่องแล้ว” พร้อมยืนยันว่า “ทุกโปรเจ็กต์ที่ทำ ยังมีการพูดคุยและปรึกษากับผู้ใหญ่ของช่องอยู่เสมอ”

การย้ายมาเป็นส่วนหนึ่งของแอปพลิเคชั่นใหม่ ถือเป็นก้าวสำคัญของวงการบันเทิงไทย ที่เปิดโอกาสให้นักแสดงได้แสดงความสามารถในแบบที่หลากหลายกว่าเดิม

เทรนด์คนอยากฟิตหุ่นผ่านการเป็นแรงบันดาลใจจากดารา

เทรนด์การดูแลสุขภาพในระดับดารา ยิ่งเป็นแรงบันดาลใจให้กับกลุ่มคนที่อยากผอมหรือมีซิกแพ็กมากขึ้น โดยเฉพาะกรณีของ อาเล็ก ธีรเดช ที่ยอมรับว่าเขาลดน้ำหนักจนได้หุ่นที่ดีที่สุดในชีวิต และยังบอกว่า “เคยเป็นเด็กอ้วนมาก่อน” เลยทำให้เขาเข้าใจผู้คนที่กำลังลดความอ้วนอย่างแท้จริง

ค่าใช้จ่ายในการดูแลตัวเองคุ้มหรือไม่?

  • ใช้วิธีเทรนเนอร์ส่วนตัวและควบคุมอาหารเข้มงวด
  • ต้องใช้เวลาฝึกซ้อมหลายชั่วโมงต่อวัน
  • วิธีการฟิตหุ่นสัมพันธ์กับลักษณะการถ่ายทำที่อาจเปลี่ยนไป

ในยุคที่เทรนด์ AI แพร่หลายไปทั่วการถ่ายภาพหรือแม้แต่การตัดซิกแพ็กในรูป ดูไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ของความพยายามจริงๆ แต่ในกรณีนี้ อาเล็ก ยืนยันว่าซิกแพ็กของเขาไม่ได้ผ่านการปรับแต่งใดๆ ทั้งสิ้น เรียกได้ว่าผ่านการออกกำลังกายและควบคุมอาหารอย่างจริงจัง

สรุปหุ่นดีที่สุดในชีวิตของ อาเล็ก

หุ่นที่ฟิตมาอย่างเป็นระบบของ อาเล็ก ธีรเดช ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดในระยะเวลาไม่นาน และแม้ตัวจะอยู่ในกลุ่ม “ร่างทองแดง” เขาบอกว่ายังคิดว่ามีพัฒนาต่อไปได้อีก ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนไม่ว่าคุณจะเคยประสบความสำเร็จทางหุ่นหรือยังไม่เคยเลยก็ตาม

ถ้าคุณกำลังอยากเริ่มฟิตตัวเองอย่างจริงจัง อาเล็กคืออีกหนึ่งตัวอย่างของคนที่ใช้เวลานานจนได้ผลลัพธ์ คุณต้องเริ่มด้วยความมีวินัย และอย่าลืมปรึกษาผู้ที่รักในตัวคุณอย่าง “โบว์ เมลดา” ด้วย!

ที่มา – ‘อาเล็ก’ลั่นภาพซิกแพ็กผ่านด่าน ‘โบว์’แล้ว ย้ำตอนนี้แค่ร่างทองแดง-ภูมิใจหุ่นดีสุดในชีวิต

ชาวพิษณุโลกและนักท่องเที่ยวร่วมตักบาตรยามเช้า สืบสานศรัทธาไทย ส่งต่อกำลังใจสู่แนวชายแดน

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ความสงบในช่วงเช้าของเมืองพิษณุโลกได้ถูกยกระดับด้วยการรวมตัวของประชาชนชาวพิษณุโลกและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวสเปนกว่า 100 คน ที่มาร่วมในกิจกรรม ตักบาตรยามเช้า ของ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ วัดใหญ่ เมืองพิษณุโลก ซึ่งจัดขึ้นทุกเช้าวันเสาร์เวลา 06.00 น. บริเวณวิหารหลวงพ่อพระพุทธชินราช กิจกรรมนี้ไม่เพียงแต่นำเสนอความศรัทธา แต่ยังเผยให้เห็นความร่วมมือ ความเป็นไทย และพลังของศาสนาที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวอย่างลงตัว

บรรยากาศแห่งศรัทธา ณ วัดใหญ่ พิษณุโลก

ท่ามกลางแสงอรุณที่เจิดจ้า วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหารได้กลายเป็นศูนย์กลางของจิตใจผู้คนอีกครั้ง กิจกรรม ตักบาตรยามเช้า ไม่เพียงสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ยังมีความหมายเชิงจิตวิญญาณลึกซึ้งที่เชื่อมโยงประเพณีไทยเข้าไว้กับการช่วยเหลือผู้ประสบภัย

การทำบุญที่เกินความคาดหมาย

นอกจากการร่วมใส่บาตรแล้ว ข้าวสารและอาหารแห้งที่เตรียมมาร่วมกิจกรรมยังถูกแบ่งไปช่วยเหลือทหารและประชาชนที่ต้องประสบภัยจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งสำนึกร่วมของผู้เข้าร่วมกิจกรรมสร้างความอบอุ่นทั้งแก่จิตใจชาวพิษณุโลกและสายตาของนักท่องเที่ยว

ในครั้งนี้ คณะที่นำโดย นางศศิวัณย์ ศรีพรหม ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้เชิญชวนให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาร่วมเรียนรู้วิถีชีวิตแบบชาวพุทธอย่างใกล้ชิด โดยเปิดโอกาสให้ได้ทำบุญ เปิดโบสถ์ และเป็นส่วนหนึ่งของประเพณีไทย ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงการส่งต่อพลังใจ แต่ยังสร้างภาพลักษณ์ให้แก่การท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมชุมชนอย่างแท้จริง

ที่สำคัญ ในวันที่ 4 สิงหาคมจะมีการนำ วัตถุมงคล พระผงพระพุทธชินราช รวม 500 องค์ที่ได้รับการรับ blessing ในพิธีตักบาตรทั้งหมด ไปมอบให้กับทหารที่ประจำการชายแดน เพื่อเป็นกำลังใจและความเชื่อมั่นในพุทธศาสนาแก่พวกเขา ท่ามกลางช่วงเวลาที่พวกเราทั้งชาติไทยต้องร่วมกันส่งเสริมความรักร่วมประชาคม

กิจกรรมนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความศรัทธาเชิงจิตวิญญาณ แต่ยังสะท้อนในเรื่องของการเขียน ประวัติศาสตร์ ให้การท่องเที่ยวไทยพบจุดเปลี่ยนสู่กิจกรรมสร้างสรรค์ ที่สัมผัสได้ถึงอัตลักษณ์ไทยล้วน ไม่ว่าจะเป็นพุทธศาสนา เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมอันงดงาม ความคิดสร้างสรรค์ในการนำสิ่งเหล่านี้ไปเชื่อมโยงกับการช่วยเหลือผู้คนจริง

  • การส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยเชื่อมโยงกับศาสนา
  • การมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างกระตือรือร้น
  • การระลึกถึงเหตุการณ์ความสูญเสียของประเทศ พร้อมส่งพลังใจอย่างจริงใจ

ท่ามกลางยุคสมัยที่เทคโนโลยีรุดหน้าและสื่อ entertainment ครอบคลุมทั่วโลก กิจกรรม ตักบาตรยามเช้า ในครั้งนี้ได้เพิ่มมิติให้แก่การเดินทาง ไม่เพียงเพื่อประสบการณ์แปลกใหม่ แต่เพื่อ สร้างคุณค่าทดแทนความสงบ ให้ใจเราได้เปิดกว้างรับธรรมชาติอีกครั้ง

ที่มา – ชาวพิษณุโลกและนักท่องเที่ยวร่วมตักบาตรยามเช้า สืบสานศรัทธาไทย ส่งต่อกำลังใจสู่แนวชายแดน

ทรูวิชั่นส์ นาว โฉมใหม่ ‘The NEW is NOW’ รวมพันธมิตรระดับโลก มอบความบันเทิงและกีฬาสุดประทับใจ

ทรูวิชั่นส์ นาว โฉมใหม่ พร้อมเป็น NOWtainment ความบันเทิงครบทุกรูปแบบ

เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับ ทรูวิชั่นส์ นาว (TrueVisions NOW) ในคอนเซ็ปต์ใหม่สุดอลังการ “The NEW is NOW” ที่จะพาคุณสัมผัสสุดยอดประสบการณ์ความบันเทิงและกีฬาระดับโลกอย่างเต็มรูปแบบ ภายในคอนเทนต์เดียว! แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งอันดับหนึ่งในไทยได้รวมเอาความสนุกครบทุกแนว ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ละครเวที ข่าวสาร และกีฬาประทับใจ ล่าสุดยังเสริมทัพความบันเทิงระดับพรีเมียมจาก iQIYI, WeTV, VIU และแอปอื่นๆ มาไว้ให้คุณรับชมในที่เดียว

เอาใจสายบันเทิง คอนเทนต์มากกว่า 2,000 รายการ ทั่วทุกมุมโลก

TrueVisions NOW ขนความบันเทิงแบบครบสูตรให้คุณได้เลือกชมกว่า 2,000 รายการ นานกว่า 30,000 ชั่วโมง ทั้ง TrueVisions NOW Original, หนังไทยใหม่ๆ ที่ส่งตรงมาเป็นประจำทุกเดือน รวมถึงซีรีส์ดังจากเอเชียทั้งจีน เกาหลี ญี่ปุ่นกว่า 200 เรื่อง

  • TrueVisions NOW Original: สรรหาคอนเทนต์ไทยโดยเฉพาะ ที่เข้มข้นด้วยความเป็นท้องถิ่น
  • โซนเอเชีย: ละคร ซีรีส์กำลังสร้างตำนานจากจีน เกาหลี ญี่ปุ่นจากพันธมิตรคุณภาพ
  • ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์จาก Hollywood และยุโรป: กว่า 400 เรื่อง พร้อมพากย์ไทยและซับไทย
  • สารคดีและคอนเทนต์ครอบครัว: และอนิเมะกว่า 120 เรื่อง ให้ทั้งครอบครัวได้ประทับใจ

TrueVisions NOW ครบทุกกีฬาดังกว่า 11,000 แมตช์

ชื่อนี้ยังคงครองตำแหน่ง ‘King of Sports’ อย่างเหนียวแน่น เอาใจคนรักกีฬาทั้งประเทศด้วยการนำคอนเทนต์กีฬาแบบเอ็กซ์คลูซีฟมาไว้ในที่เดียว กว่า 11,000 แมตช์ไม่ว่าจะ UEFA Champions League, La Liga, Serie A หรือกีฬาอื่นๆ มากมาย

  • ฟุตบอล: ทั้ง 9 ลีก 15 ถ้วย ฟรีถ่ายทอดสดกว่า 2,000 แมตช์ ต่อฤดูกาล
  • เทนนิส: 4 แกรนด์สแลมสุดยิ่งใหญ่ และ 103 ทัวร์นาเมนต์สำคัญ
  • มวยและกีฬาความเร็ว: พร้อมต่อยอดความมันกับ UFC ซึ่งขนถึง 56 แมตช์มาให้คุณ
  • แฟนกีฬาทั้งไทยและต่างประเทศ: TrueVisions NOW ยังเป็นผู้ถ่ายทอดสดอย่างเป็นทางการของ ซีเกมส์ ครั้งที่ 33 และอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ที่นี่จึงเป็น OTT ที่คุณไม่ควรพลาด

สตรีมแบบไม่สะดุด ใช้งานง่ายทุกพฤติกรรม

ทรูวิชั่นส์ออกแบบมาเพื่อทุกเจนโดยใช้บริการได้ง่ายบนหน้าจอมือถือ สมาร์ททีวี แท็บเล็ต หรือแม้แต่กล่องทรูไอดี พิเศษกว่านั้นยังมี Shorts Vertical สำหรับไล่ตามเทรนด์ละคนดัง ให้คุณได้สัมผัสละครแนวใหม่ในแบบฟอร์แมตสั้นๆ

สัมผัสประสบการณ์สตรีมมิ่งกับทรูวิชั่นส์ นาวได้แล้ววันนี้!

สำหรับแพ็กเกจของ TrueVisions NOW มีให้เลือกหลายแบบเพื่อให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์แต่ละคน:

  • NOW ENT: บันเทิงครบวงจร 99 – 299 บาท/เดือน
  • NOW FOOTBALL: บริการเชียร์ฟุตบอลสุดมัน 199-259 บาท/เดือน
  • NOW SPORTS: เต็มอิ่มกับทุกกีฬาทั่วโลก 699 บาท/เดือน
  • NOW MAX: บันเทิงและกีฬาครบสูตรพร้อมท่องโลกแบบสดๆ ในข่าวระดับโลก ที่ 1,599 บาท/เดือน

ดาวน์โหลดแอป TrueVisions NOW ได้ทั้งบน App Store (IOS), Google Play (Android) และอุปกรณ์สมาร์ททีวียอดนิยม

สัมผัสฟรีสำหรับลูกค้าทรูแบบจานดาวเทียมและเคเบิล เพลินใจกับความบันเทิงและกีฬาพร้อมกันแบบไม่ต้องจ่ายเพิ่ม!

พิเศษสุดๆ กับการกลับมาของ “อะคาเดมี แฟนเทเชีย” รายการเรียลลิตี้อันดับหนึ่งของไทยที่สร้างวงการมูสิกให้ป๊อปร้อนแรงยิ่งกว่าเดิม ล่าสุดยังขน 10 หนุ่ม Boys Vibe The Project รวมถึงเหล่านักแสดงชื่อดังและสายกีฬา ไม่ว่าจะเป็น โอ๊ต-ปราโมทย์, อเล็กซ์-อัลบอน และ สมเกียรติ จันทรา มาสร้างความมันส์ในทุกเวที

อย่ารอช้า! เติมเต็มทุกความบันเทิงของคุณกับ TrueVisions NOW ที่เปิดประสบการณ์ใหม่กับโฉมใหม่ ตั้งแต่วันนี้ ทุกไลฟ์สไตล์ จะจบได้ที่ “ทรูวิชั่นส์ นาว

อย่าลืมติดตามเราได้บนทุกแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็น แอป IOS, Android TV, Apple TV, Samsung TV, LG TV, HISENSE TV เพียงพิมพ์ TrueVisions NOW

ที่มา – “ทรูวิชั่นส์ นาว” โฉมใหม่ “The NEW is NOW” ผนึกพันธมิตรทั่วทุกมุมโลก จัดครบจัดเต็มกีฬา-บันเทิงทั่วทุกมุมโลก

เลขาธิการ ศอ.บต. ประชุมคณะกรรมการตัดสินผู้ที่มีผลงานดีเด่นของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประจำปี 2567

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา ได้มีการจัดการประชุมคณะกรรมการตัดสินผู้ที่มีผลงานดีเด่นของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประจำปี 2567 ณ ห้องประชุม 303 อาคารศูนย์ราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ อ.เมือง จ.ยะลา โดยมี พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นประธานของการประชุมในครั้งนี้ โดยการประชุมได้รับความร่วมมือจากผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาเจ้าหน้าที่ของรัฐฝ่ายพลเรือนจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งการเข้าร่วมประชุมแบบออฟไลน์และผ่านระบบซูมอย่างพร้อมเพรียงกัน

การคัดเลือกอย่างมีมาตรฐานเพื่อเข้ารับเกียรติบัตรจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า

เป้าหมายหลักของการประชุมในครั้งนี้คือเพื่อพิจารณาคัดเลือกผู้ที่มีผลงานดีเด่นของจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ผ่านการพิจารณาจากแต่ละจังหวัดแล้ว เพื่อเข้ารับพระราชทานเกียรติบัตรและเข็มรางวัลจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมีกำหนดการเสด็จพระราชดำเนินมาทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ณ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ระหว่างวันที่ 15-19 กันยายน 2568

กรอบการคัดเลือกและการพิจารณาอย่างละเอียด

กระบวนการคัดเลือกนั้นแบ่งออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ ระดับจังหวัด และระดับของ ศอ.บต. โดยคณะกรรมการได้พิจารณาคุณสมบัติและผลงานของแต่ละบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อเข้ามา รวมถึงการตรวจสอบหลักเกณฑ์และขั้นตอนตามระเบียบที่กำหนดไว้อย่างละเอียด

สำหรับในปีนี้ จังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้ง 5 จังหวัดได้ส่งรายชื่อผู้ที่ผ่านการพิจารณาในระดับจังหวัดแล้วพร้อมกับเอกสารผลงาน รวมทั้งหมด 9 กลุ่ม รวมจำนวน 45 คน เพื่อให้คณะกรรมการของ ศอ.บต. ทำการพิจารณาตัดสินขั้นตอนต่อไป โดย พันตำรวจโท วรรณพงษ์ กล่าวอย่างละเอียดว่า ในแต่ละจังหวัดได้ดำเนินการคัดเลือกอย่างเคร่งครัดแล้ว และคณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่หลักคือยืนยันความเหมาะสมของผู้ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด

บทบาทของคณะกรรมการเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ ยังย้ำว่าคณะกรรมการควรมีบทบาทสำคัญในการวางแผนและวางแนวทางการคัดเลือก เพื่อให้มั่นใจว่า แต่ละชื่อที่ถูกเสนอขึ้นมานั้นมีศักยภาพเพียงพอ และเป็นตัวอย่างที่ดีของคนในพื้นที่ โดยหวังว่ากิจกรรมเช่นนี้ จะก่อให้เกิดการพัฒนาผลงานในระดับพื้นที่ชายแดนภาคใต้ในระยะยาวและได้รับการยอมรับในระดับประเทศ

สำหรับผู้สนใจสามารถติดตามการประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกอย่างเป็นทางการ และอ่านรายงานเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ของ ศอ.บต. เพื่ออัปเดตความเคลื่อนไหวและแรงบันดาลใจดี ๆ จากผู้มีผลงานดีเด่นในพื้นที่

หากคุณเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่เชื่อมั่นในความเปลี่ยนแปลงที่เริ่มจากการลงมือทำ คุณไม่ควรพลาดโอกาสในการติดตามเรื่องราวเหล่านี้ นี่คือตัวอย่างของความมุ่งมั่นที่ได้รับการยอมรับจากหน่วยงานภาครัฐ และอาจเป็นแรงผลักดันให้คุณนำแนวคิดดี ๆ ไปพัฒนาชุมชนของตนเองต่อไป

ที่มา – เลขาธิการ ศอ.บต. ประชุมคณะกรรมการตัดสินผู้ที่มีผลงานดีเด่นของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประจำปี 2567

เปิดผลกระทบวงการกีฬา หลัง ‘ภูมิธรรม’ ลุยเพิกถอน ‘ที่ดินเขากระโดง’

เปิดผลกระทบวงการกีฬา หลัง ‘ภูมิธรรม’ ลุยเพิกถอน ‘ที่ดินเขากระโดง’

ภายหลังจากที่ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาแถลงเกี่ยวกับกรณีที่ดินเขากระโดง ที่มีขนาดกว่า 5,000 ไร่ โดยที่ผลการตัดสินของศาลทั้งชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา ยืนยันว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ซึ่งก็คือที่ดินของหลวง

นายภูมิธรรมได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า เมื่อผลการพิสูจน์ว่าที่ดินแปลงนี้เป็นของแผ่นดิน แปลว่าเอกชนที่ยึดถือครองอยู่ไม่มีสิทธิ์อ้างกรรมสิทธิ์ใดๆ ทั้งสิ้น รวมถึงโครงสร้างต่างๆ เช่น สนามฟุตบอล สนามแข่งรถ หรือสิ่งก่อสร้างอื่นๆ ที่เกิดขึ้นบนพื้นที่แปลงนี้ ก็ถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ทีมบุรีรัมย์ สั่นคลอน หากใช้สนามเขากระโดงไม่ได้

ทีม บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่ใช้สนาม ช้างอารีน่า เป็นสนามเหย้าหลัก อาจต้องปรับเปลี่ยนไปใช้สนามสำรองแทน นั่นคือ สนามกีฬาเขากระโดง ซึ่งอยู่ในความดูแลขององค์การบริหารส่วนจังหวัด อย่างไรก็ตาม มันยังไม่ชัดเจนว่าหลังการเพิกถอนนี้ ทีมจะสามารถใช้งานสนามต่อได้หรือไม่

โดยในแมทช์อุ่นเครื่องเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม กับทีม ฉาน ยูไนเต็ด ทีมบุรีรัมย์ได้ทำการย้ายไปเล่นที่สนามกีฬาเขากระโดงแล้ว ซึ่งแม้จะไม่ใช่การแข่งขันอย่างเป็นทางการ แต่ก็ทำให้เห็นว่าแผนสำรองนั้นเริ่มขยับเข้าไปเกี่ยวข้อง โดยตรงกับกระบวนการของรัฐ

ช้าง อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต เสี่ยงปรับหนัก มีผลกระทบต่อรายการโมโตจีพี 2026

ไม่เพียงแต่กีฬาฟุตบอลเท่านั้น แต่ในส่วนของ ช้าง อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต ซึ่งมีแผนจะเป็นเจ้าภาพเปิดสนามแข่งขัน โมโตจีพี 2026 ในเดือน มีนาคม ของปีหน้า ก็อาจเผชิญปัญหาใหญ่ตามมา

ทาง ดอนน่า บริษัทเจ้าของลิขสิทธิ์โมโตจีพี ได้มีการทำสัญญากับรัฐบาลไทยไว้อย่างเป็นทางการแล้ว ดังนั้นหากรัฐไม่สามารถจัดหาสถานที่แข่งขันได้ตามกำหนด ส่อเค้าไปที่การโดนปรับจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นวาระนานาชาติ

งานวิ่งมาราธอน 2 หมื่นคน อาจต้องเปลี่ยนเส้นทาง

นอกจากนี้ ทาง บุรีรัมย์ มาราธอน 2022 มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 24 มกราคม 2026 เพื่อฉลองครบรอบปีที่ 10 ของการจัดงาน ทั้งยังประกาศกำหนดจัดงานในปี 2570 ไว้ล่วงหน้าแล้ว

โดยเส้นทางวิ่งจะเริ่มต้นจาก ช้างอินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต และมาเข้าเส้นชัยที่บริเวณหน้า ช้างอารีน่า ขณะนี้นักวิ่งก็ลงทะเบียนเต็มหลากรายแล้ว คาดว่ามีมากกว่า 20,000 คน ทั้งนี้หากรัฐยืนยันการเพิกถอนที่ดินจริง ก็อาจต้องมีการปรับแผนเส้นทางวิ่งใหม่ ซึ่งอาจกระทบต่อประสบการณ์และความคุ้นเคยของนักวิ่ง

ความชัดเจนของกระบวนการเพิกถอน สำคัญต่อทุกฝ่าย

ที่ผ่านมา การพิสูจน์กรรมสิทธิ์ทำได้โดย กรมที่ดิน และ รฟท. และผลลัพธ์ที่ได้จากขั้นตอนการสอบนั้นไม่แสดงความเหลื่อมล้ำแต่อย่างใด ดังนั้นตาม มาตรา 61 วรรค 8 กรมที่ดินมีอำนาจในการเพิกถอนที่ดินแปลงนี้ได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องรับฟังความคิดเห็นยืดเยื้อ

สำหรับที่ดินชายขอบยังต้องดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติม เพื่อไม่ให้กระทบกับเอกชนที่อาจครอบครองโดยสุจริต แต่กระบวนการเพิกถอนแล้วยึดครองโดยรัฐจะต้องเกิดอย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้มีผู้เสียหายเพิ่มมากขึ้น

สรุปเหตุการณ์ และมุมมองต่อสถานการณ์ในระยะยาว

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนแปลงทางกรรมสิทธิ์ แต่ยังสะท้อนถึงความสำคัญของการดูแลพื้นที่ของรัฐอย่างจริงจัง ซึ่งหากดำเนินการไวได้ไวดีกว่า เรื่องราวความขัดแย้งทางกฎหมายและการบริหารจัดการกีฬา อาจบรรเทาลงได้อย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ทิศทางที่มา – เปิดผลกระทบวงการกีฬา หลัง ‘ภูมิธรรม’ ลุยเพิกถอน ‘ที่ดินเขากระโดง’

พลิกโฉมอาเซียนด้วย 5G และ AI ตัวช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล

พลิกโฉมอาเซียนด้วย 5G และ AI ตัวช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล

ในปัจจุบันเทคโนโลยี 5G และปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมในยุคดิจิทัล

วันนี้คอลัมน์ “ชีวิตติด TECH” จะพาคุณผู้อ่านมาดูรายงานที่น่าสนใจจาก Lee Kuan Yew School of Public Policy (LKYSPP) มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ ในหัวข้อ “การใช้ประโยชน์จาก 5G เพื่อเร่งการเปลี่ยนแปลงที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในอาเซียน: ความจำเป็น ข้อมูลเชิงลึกด้านนโยบาย และข้อเสนอแนะ” (Leveraging 5G to Accelerate AI-Driven Transformation in ASEAN: Imperatives, Policy Insights, and Recommendations)

รายงานดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ภูมิภาคอาเซียนมีศักยภาพอย่างมากในการใช้ 5G และ AI ร่วมกันเพื่อเร่งการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ด้วยการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพ

การเข้าถึง 5G ในภูมิภาคยังไม่เท่ากัน

จากการสำรวจผู้เชี่ยวชาญกว่า 400 คนใน 8 ประเทศอาเซียน พบว่าอัตราการเข้าถึงเทคโนโลยี 5G และ AI ยังไม่เท่ากัน โดยมีช่องว่างของผู้ใช้งานตั้งแต่ 48.3% ในสิงคโปร์ ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับมาตรฐานโลก ไปจนถึงน้อยกว่า 1% ในบางประเทศ

หากไม่มีการร่วมมือกันในระดับภูมิภาค ก็อาจทำให้การเชื่อมต่อและนวัตกรรมเหล่านี้ล้าหลังประเทศอื่น ส่งผลให้ อาเซียนถูกทิ้งห่างจากยุคดิจิทัล และสูญเสียโอกาสในการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ศาสตราจารย์ หวู มินห์ ควง จาก LKYSPP กล่าวว่า การผสานรวม 5G และ AI เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการสร้างนวัตกรรมขั้นสูง เช่น การผลิตอัจฉริยะ (smart manufacturing) การเกษตรแม่นยำ (precision agriculture) และระบบขนส่งอัตโนมัติ

5 กลยุทธ์สำคัญของอาเซียน

รายงานชี้ให้เห็นว่ามี 5 ลำดับนโยบายสำคัญ ที่ภูมิภาคควรเร่งทำ เพื่อให้สามารถก้าวนำในยุคดิจิทัลได้ ได้แก่

  • จัดทำแผนกลยุทธ์ระดับประเทศ สำหรับ 5G และ AI ชัดเจนภายใน 2568-2573
  • จัดตั้งหน่วยประสานงานที่มีอำนาจ ในทุกประเทศสมาชิก
  • ใช้นโยบายคลื่นความถี่เชิงรุก เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงกว้าง
  • ร่วมมือภาครัฐ-เอกชน ในการสร้างระบบนิเวศด้าน AI
  • ประเมินความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ผ่านกรอบการตรวจสอบที่ละเอียด

ตัวอย่างความสำเร็จ เช่น ท่าเรืออัจฉริยะของสิงคโปร์ ที่ใช้ 5G ลดความล่าช้าเพียงครึ่งเดียว หรือระบบที่ใช้ AI ในการจัดการภัยพิบัติของไทย รวมถึงระบบค้าส่งของมาเลเซีย ที่เชื่อมต่อถึง 82% ของประชากร

นอกจากนี้รายงานยังชี้ว่า การพัฒนา 5G เอกชน (private network) และ Fixed Wireless Access (FWA) จะช่วยปิดช่องว่างการเชื่อมต่อในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการสร้าง เทคโนโลยีให้เกิดขึ้นได้จริงอย่างพร้อมเพรียง

และหากต้องการนำ 5G-AI มาใช้อย่างเต็มศักยภาพ ฝั่งรัฐบาลต้องไม่มองแค่เพียงการ พัฒนาโทรคมนาคมเท่านั้น แต่จะต้องลงทุนในทักษะแรงงาน นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

“5G และ AI เป็นมากกว่าแค่เทคโนโลยี แต่เป็นเหมือนหัวใจของยุคใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น หากวันนี้เราไม่ลงมือ เราจะไม่ได้เตรียมตัวสำหรับยุคปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังเตรียมการสำหรับ 6G ในอนาคต โดยคาดว่าภายในปี 2073 (พ.ศ. 2566) น่าจะเริ่มเห็นการนำระบบใหม่มาพัฒนาร่วมกันได้

หากอาเซียนต้องการพลิกโฉมเศรษฐกิจดิจิทัล ถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกันอย่างเด็ดขาด เพื่อก้าวสู่ยุคดิจิทัลไม่เป็นเพียงผู้ตาม แต่เป็นผู้นำที่สร้างนวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงโลก

ที่เรารอไม่ได้อีกแล้วก็คือการตัดสินใจจากผู้กำหนดนโยบาย โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกันด้านเทคโนโลยี 5G-AI ที่ต้องเริ่มลงมือจริง เพื่อให้อาเซียนสามารถพัฒนาเศรษฐกิจสู่ระดับสูง และตอบโจทย์ดิจิทัลสำหรับพลเมืองกว่า 700 ล้านคนในภูมิภาคให้ได้

 

Cyber Daily

กัมพูชาเสนอชื่อโดนัลด์ ทรัมป์ ชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ที่ผ่านมา ทางการกัมพูชาได้สร้างความประหลาดใจให้กับประชาคมโลก เมื่อรองนายกรัฐมนตรีของประเทศอย่าง นายซุน จันทอล ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ในกรุงพนมเปญ (Phnom Penh) อย่างเป็นทางการ โดยเขายืนยันว่า กัมพูชาเสนอชื่อโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อเข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในรางวัลที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในระดับสากล

จากคำสัมภาษณ์ของนายซุน จันทอล เขาได้กล่าวขอบคุณประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ให้การสนับสนุน รวมถึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยนำสันติภาพมาสู่ประเทศกัมพูชา เขามองว่า ทรัมป์มีคุณสมบัติเหมาะสมอย่างมากที่จะได้รับการพิจารณาให้คว้ารางวัลอันทรงเกียรตินี้ ไม่ว่าจะด้วยผลงานทางการเมืองระหว่างประเทศ หรือแม้กระทั่งนโยบายที่สะท้อนการขจัดความขัดแย้งแบบเด็ดขาด

ที่น่าสนใจคือ กัมพูชาไม่ใช่ประเทศแรกที่เสนอชื่อโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อเข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เนื่องจากก่อนหน้านี้ ปากีสถาน ก็เคยเสนอชื่อในลักษณะเดียวกันจากบทบาทของทรัมป์ที่ช่วยไกล่เกลี่ยให้ความขัดแย้งระหว่างปากีสถานกับอินเดียลดความตึงเครียดลงได้ นอกจากนี้ยังมีนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู จากประเทศอิสราเอล ก็ประกาศสนับสนุนทรัมป์ในเดือนก่อนหน้านี้เช่นกัน

แม้ว่าการเสนอชื่อของแต่ละประเทศนั้นจะยังไม่รับประกันว่าทรัมป์จะคว้ารางวัลนี้ได้จริง แต่ทิศทางการสนับสนุนจากหลายชาติก็สะท้อนให้เห็นถึงน้ำหนักทางการทูตที่เขามี และยังเป็นการชี้ความชื่นชมในแนวทางปฏิบัติจากทรัมป์ ซึ่งถือเป็นตัวอย่างความร่วมมือในระดับนานาชาติ

กัมพูชาเสนอชื่อโดนัลด์ ทรัมป์ ชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

การประกาศสนับสนุนจากกัมพูชาสร้างความสนใจทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะในหมู่ผู้วิเคราะห์เศรษฐกิจและการทูตระดับเอเชีย นายซุนได้กล่าวว่า ทรัมป์ถือเป็นผู้นำที่มีการดำเนินนโยบายอย่างกระชับ สร้างสันติให้กับหลายภูมิภาค และยังทำให้ประเทศที่เคยถูกมองข้ามได้รับโอกาสในการเจรจา รวมถึงกัมพูชาเองก็ได้รับผลดีจากการดำเนินนโยบายเช่นนี้

ทรัมป์มีผลงานใดที่น่าจับตามอง

สำหรับผู้ที่ติดตามเรื่องข่าวนานาชาติ คงพอทราบดีว่าทรัมป์เคยมีบทบาทในการช่วยแก้ไขปัญหาความขัดแย้งหลายครั้งในอาชีพการเมืองของเขา ไม่ว่าจะเป็น:

  • การเจรจาลดความตึงเครียดระหว่างอินเดียและปากีสถาน
  • ความสำเร็จในการผลักดันสนธิสัญญา Abrahamic Accords
  • การสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตใหม่ให้กับประเทศในตะวันออกกลาง

ความเคลื่อนไหวล่าสุดจากกัมพูชาก็เป็นการเพิ่มกระแสดีให้กับพลเอกสหรัฐฯ และทำให้ทรัมป์มีโอกาสเป็นหนึ่งในผู้เข้าชิงที่โดดเด่น แม้จะเป็นช่วงเวลาหลังจากระยะการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแล้วก็ตาม

สำหรับการตัดสินของคณะกรรมการรางวัลโนเบลนั้น ต้องใช้เวลานานและผ่านการประเมินหลายรอบ โดยกติกาของรางวัลระบุว่าผู้ที่เสนอชื่อได้อย่างถูกต้องต้องมีสิทธิ์ตามที่กำหนด เช่น นักวิชาการ หรือบุคคลในแวดวงการทูต ดังนั้น บทบาทที่กัมพูชาเสนอเข้าไปนี้ จึงมีน้ำหนักตามขั้นตอนและกฎเกณฑ์ที่ถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม แม้จะเริ่มมีชาติสนับสนุนมากขึ้น แต่การได้รับรางวัลนี้ก็ยังขึ้นอยู่กับเกณฑ์ตัดสินทางประวัติศาสตร์และแนวปฏิบัติที่สอดคล้องกับจิตวิญญาณของรางวัลโนเบล เช่น การส่งเสริมสันติภาพอย่างแท้จริงและการทำให้โลกน่าอยู่ขึ้นด้วยกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์

ไม่แน่ในอนาคต เราอาจจะได้เห็นว่า กัมพูชาเสนอชื่อโดนัลด์ ทรัมป์ ชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ สำเร็จหรือไม่ และนั่นอาจสะท้อนถึงทิศทางของการทูตแบบใหม่ที่ต้องใช้เวลาในการประเมินผลอีกอย่างลึกซึ้ง

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถติดตามผลการประกาศรายชื่อผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในช่วงปลายปี โดยคณะกรรมการจะสรุปผลหลังผ่านขั้นตอนการพิจารณาจากหลายองค์กรทั้วโลก!

ที่มา – ‘กัมพูชา’ เสนอหน้าเสนอชื่อ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ชิงรางวัล ‘โนเบล’ สาขาสันติภาพ

“กังฟู” พบสถานทูตจีนเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง 3 ประการเกี่ยวกับช่องอานม้า

“กังฟู” พบสถานทูตจีนครั้งประวัติศาสตร์ ชี้แจงปัญหาความขัดแย้งช่องอานม้า

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ที่ผ่านมา นายวสวรรธน์ พวงพรศรี หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ กังฟู หัวหน้าพรรคไทรวมพลัง ได้เดินทางไปยังสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงเชิงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับพื้นที่พิพาทชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยเฉพาะ ช่องอานม้า ซึ่งเป็นประเด็นที่กำลังได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไป

ภายในงานนี้ กังฟูได้ใช้ภาษาจีนในการชี้แจงข้อมูลด้วยตนเอง ทำให้เกิดการรับฟังที่จริงจังจากทางคณะทูตจีน ในเบื้องต้นทูตจีนได้รับปากว่า หากสถานการณ์คลี่คลายลง พวกเขาจะเดินทางลงพื้นที่เพื่อเยี่ยมชมความเป็นจริงที่เกิดขึ้น และทำความเข้าใจปัญหามากยิ่งขึ้น

สามข้อเท็จจริงที่กังฟูชี้แจง

กังฟูได้ยื่นหนังสือที่มีเนื้อหาสำคัญจำนวนสามข้อที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ช่องอานม้า ซึ่งเป็นจุดที่มีการพิพาทกันมานาน และต้องการให้จีนในฐานะประเทศมหาอำนาจเข้าใจบริบทของความขัดแย้งอย่างถูกต้อง:

  • ความเป็นมาของพื้นที่ช่องอานม้า – ในอดีตพื้นที่นี้เคยเป็นเส้นทางลำเลียงไม้ในทางธุรกิจของไทยเท่านั้น แต่เพื่อความสัมพันธ์เชิงมนุษยธรรม ไทยได้อนุญาตให้ชาวกัมพูชาสามารถเข้ามาใช้พื้นที่สูงเพื่อตั้งตลาดค้าขายได้
  • การรุกล้ำพื้นที่หลังทำ MOU – ตั้งแต่มีการทำบันทึกความเข้าใจกันในปี พ.ศ. 2543 แต่ทางกัมพูชากลับสร้างชุมชนถาวร และอนุสาวรีย์ที่เป็นสัญลักษณ์ของการรุกล้ำเขตแดนโดยตรง
  • ข้อเท็จจริงการทำลายอนุสาวรีย์ – มีข้อมูลระบุว่าการพังทลายอนุสาวรีย์ตาอมนั้นเป็นเพราะความผิดพลาดของฝ่ายทหารกัมพูชาเอง มากกว่าการกระทำของไทยตามที่มีข่าวออกมา

ความสำคัญของข้อเท็จจริงในการแก้ไขข้อพิพาทชายแดน

การเข้าพบและชี้แจงปัญหาจากบุคคลระดับสูงอย่างท่านทูตจีน เป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากจีนเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ของอาเซียน และการเข้าใจผิดในประเด็นชายแดนอาจส่งผลต่อการตัดสินใจในเวทีระหว่างประเทศ ทั้งนี้ พื้นที่ช่องอานม้า เป็นทั้งหลักฐานทางประวัติศาสตร์ รวมถึงสะท้อนแนวโน้มการรุกล้ำที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ที่สำคัญ การเห็นพื้นที่จริงจะช่วยให้ทุกฝ่ายเข้าใจว่า “ใครเป็นฝ่ายขึ้นมา” บนดินแดนของใคร เป็นการเปิดโอกาสให้จีนเข้าถึงความจริงที่ไม่ถูกบิดเบือน และช่วยเป็นตัวกลางที่เป็นมิตรระหว่างสองประเทศ

การลงพื้นที่สำคัญ พร้อมเปิดบทสนทนาที่สร้างสรรค์

กังฟูระบุเพิ่มเติมว่า สถานที่เช่น ปราสาทตาควาย ซึ่งมีสถานการณ์ชายแดนที่คล้ายคลึงกัน ก็ควรได้รับการเยี่ยมชมด้วย เพื่อให้คณะทูตได้สัมผัสกับปัญหาอย่างใกล้ชิด และเข้าใจบริบททางภูมิประเทศอย่างถูกต้อง ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยให้เกิดการตัดสินใจด้วยข้อมูลที่ครบถ้วน

การพบสถานทูตจีนในครั้งนี้ถือเป็นการเปิดพื้นที่ของการสื่อสารที่ตรงไปตรงมาเพื่อให้ประเทศเพื่อนบ้านได้รับรู้ถึงความเป็นไปของข้อพิพาทชายแดน โดยนายวสวรรธน์เชื่อมั่นว่า “การเสียสละจากทหารไทย” จะไม่สูญเปล่า หากผู้มีบทบาทหลักในเวทีโลกเข้าใจปัญหาอย่างลึกซึ้ง

บทสรุป: ข้อเท็จจริงสำคัญต่อการเคลียร์ความเข้าใจนานาชาติ

เรื่องของ ช่องอานม้า ไม่ใช่เพียงข้อพิพาททางภูมิศาสตร์ แต่สะท้อนแนวปฏิบัติด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยที่พยายามให้ “ความเข้าใจนำไปสู่ความยุติธรรม” ในกรณีนี้ การที่กังฟูเข้าไปมีบทบาทในเชิงบวกถือเป็นแบบอย่างของการแสดงตัวแทนประชาชนในช่องทางระดับสากล

เราหวังว่าความพยายามครั้งนี้จะนำไปสู่การเยี่ยมชมพื้นที่จริงของคณะทูตจีน และความเข้าใจของนานาชาติที่ใกล้เคียงกับข้อเท็จจริงมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ความเป็นธรรมกลับมาสู่แผ่นดินไทย

ที่มา – “กังฟู” พบสถานทูตจีน ยื่นหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริง 3 ข้อเกี่ยวกับพื้นที่พิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ช่องอานม้า

ตำรวจสตูลจับแก๊งอุ้มสาว 18 ปี เรียกค่าไถ่ 3 แสนบาท เช็กประวัติหัวโจกอื้อฉาวจากบัญชีดำ

ไล่ล่าจับแก๊งจับสาว18เรียกค่าไถ่ เช็กประวัติหัวโจกเตือนภัย

เมื่อเวลาตี 2 ของวันที่ 2 สิงหาคม 2568 เกิดการปฏิบัติการสกัดจับสุดระทึก โดยมีการร่วมมือกันระหว่างศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมพิเศษกับชุดสืบสวนจากหลายพื้นที่ รวมถึง ภ.จว.ตรัง, ภ.จว.สตูล, สภ.สิเกา และตำรวจทางหลวงสตูล ในการจัดการกับกลุ่มคนร้ายที่อุ้มสาวอายุ 18 ปี เพื่อรีดเงิน 3 แสนบาท เป็นเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือกันของเจ้าหน้าที่ และบทบาทสำคัญที่ช่วยกอบกู้ชีวิตอย่างปลอดภัย

หัวโจกเคยมีประวัติหลบหนีคดีปล้นยาบ้า

จากการตรวจสอบพบว่า หนึ่งในผู้ต้องหาถูกหมายมั่นปหมายหัวมากที่สุด คือ นายประทีป หรือหลง อายุ 45 ปี ผู้เป็นหัวหน้าแก๊ง ซึ่งปรากฏชื่อใน บัญชีดำของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเคยถูกจับกุมในคดีปล้นยาบ้า ขณะหลบทัพจากการทลายชุดพิเศษของฝ่ายปกครอง จ.สงขลา เมื่อปี 2565 ผู้ต้องหาอีก 3 คนประกอบด้วย นายโชคชัย, นายศิลา และนายวรนน ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องในการปฏิบัติการรีดค่าไถ่ครั้งนี้

เหยื่อคือ น.ส.อรพริน อายุ 18 ปี ถูกบุกจับตัวถึงในบ้านเลขที่ 3 หมู่ที่ 3 ต.ไม้ฝาก อ.สิเกา จ.ตรัง เมื่อเวลา 12.29 น. วันที่ 1 สิงหาคม กลุ่มคนร้ายใช้ปืนจี้เธอขึ้นรถเก๋งสีดำ ก่อนจะเรียกเงิน 3 แสนบาทเป็นค่าไถ่ สามีของเหยื่อ คือนายชินวัฒน์ ได้แจ้งความทันทีที่พบว่าภรรยาถูกลักพาตัว

แผนล่อซื้อด้วยการยื้อเวลา การสอดแนมผ่านกล้องวงจรปิด

เจ้าหน้าที่ใช้ทั้งกลยุทธ์ในการเจรจาต่อรอง โดยให้สามีของเหยื่อทำหน้าที่พูดคุยเพื่อกวาดเวลากับคนร้าย ขณะเดียวกันเร่งตรวจสอบเส้นทางการหลบหนีผ่านกล้องวงจรปิด พบว่ารถผู้ต้องหาใช้เส้นทางเข้าสู่จังหวัดสตูล ก่อนจะถูกปิดล้อมและจับกุมได้ที่ ด่านความมั่นคงทุ่งนุ้ย อ.ควนกาหลง จ.สตูล เมื่อเวลา 02.30 น.

การออกหมายจับและการติดตามผลของคดี

ทั้งนี้ ผู้ต้องหาทั้ง 4 คนถูกจับกุมตัวได้ทันควัน พร้อมกับการช่วยเหลือเหยื่ออย่างปลอดภัย การปฏิบัติการครั้งนี้นับเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายรวมทั้งควบคุมตัวส่งให้กับ สภ.สิเกา เพื่อสอบสวนเพิ่มเติมและดำเนินคดีตามกฎหมายที่ให้ไว้

อยากให้เห็นว่า แม้ในยุคสมัยที่เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญ การทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงเป็นหัวใจหลักในการรักษาความยุติธรรม และช่วยชีวิตผู้คนที่ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมที่ต้องเผชิญอยู่ตามลำพัง เหตุการณ์เช่นนี้ก็เป็นการเตือนให้พวกเราเฝ้าระวังและดูแลครอบครัวให้รัดกุม โดยเฉพาะในยามค่ำคืน