ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

สภาพัฒน์ มั่นใจค่ายรถญี่ปุ่นปักหลักไทย เชื่อซัพพลายเชน 30 ปีแข็งแรง ปรับภาษีหนุนลงทุน

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในช่วงนี้ที่มีการปรับเปลี่ยนและแข่งขันกันสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นการเข้ามาของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือกระแสข่าวการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน อย่างไรก็ตาม ล่าสุดทางสภาพัฒน์ได้ออกมาเผยความมั่นใจว่า สภาพัฒน์ มั่นใจค่ายรถญี่ปุ่นปักหลักไทย เชื่อซัพพลายเชน 30 ปีแข็งแรง ปรับภาษีหนุนลงทุน ซึ่งเป็นสัญญาณบวกที่น่าสนใจมากสำหรับเศรษฐกิจบ้านเราครับ

สภาพัฒน์ มั่นใจค่ายรถญี่ปุ่นปักหลักไทย เชื่อซัพพลายเชน 30 ปีแข็งแรง ปรับภาษีหนุนลงทุน

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒน์ ได้ออกมาให้มุมมองที่น่าสนใจว่า แม้ประเทศอินโดนีเซียจะพยายามดึงดูดค่ายรถยักษ์ใหญ่อย่างโตโยต้าไปลงทุนมากขึ้น แต่ประเทศไทยเรามีจุดแข็งที่ไม่เหมือนใคร นั่นคือความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานที่สั่งสมมานานกว่า 30 ปี การจะย้ายฐานการผลิตไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะต้องอาศัยทั้งทักษะแรงงาน ผู้ผลิตชิ้นส่วน และระบบสนับสนุนที่พร้อมเพรียงกัน ซึ่งไทยเราทำหน้าที่ตรงนี้ได้ดีมาโดยตลอด

มาตรการภาษีและการปรับตัวสู่ยุค EV

เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะยังคงรักษาฐานการผลิตนี้ไว้ได้ ทางกระทรวงการคลังจึงเตรียมปรับปรุงโครงสร้างภาษีเพื่อลดต้นทุนการนำเข้าชิ้นส่วนให้กับผู้ประกอบการ ซึ่งจะช่วยให้นโยบายที่ระบุว่า สภาพัฒน์ มั่นใจค่ายรถญี่ปุ่นปักหลักไทย เชื่อซัพพลายเชน 30 ปีแข็งแรง ปรับภาษีหนุนลงทุน นั้นสัมฤทธิ์ผลยิ่งขึ้น นอกจากนี้ แม้การส่งออกรถยนต์สันดาปจะลดลงตามเทรนด์โลก แต่รถกระบะ 1 ตันซึ่งเป็นสินค้าหลักของไทยยังคงเติบโตได้ดีกว่า 50% สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของฐานอุตสาหกรรมในประเทศ

สำหรับเรื่องรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทางภาครัฐเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยมีมาตรการบังคับกลายๆ ให้ผู้ผลิตต้องตั้งโรงงานในไทยเพื่อรับสิทธิประโยชน์ต่างๆ เพื่อเป็นการเปลี่ยนผ่านจากเทคโนโลยีเดิมสู่เทคโนโลยีใหม่ได้อย่างยั่งยืน

  • จุดแข็งของไทย: ห่วงโซ่อุปทานแข็งแรงยาวนาน 30 ปี
  • การปรับปรุงภาษี: ช่วยลดต้นทุนการผลิตและดึงดูดการลงทุน
  • การจัดการ EV: เน้นส่งเสริมให้เกิดการผลิตจริงในประเทศ
  • ทิศทางอนาคต: เปลี่ยนผ่านจากเครื่องยนต์สันดาปสู่ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า

โดยสรุปแล้ว การที่ สภาพัฒน์ มั่นใจค่ายรถญี่ปุ่นปักหลักไทย เชื่อซัพพลายเชน 30 ปีแข็งแรง ปรับภาษีหนุนลงทุน เป็นเครื่องยืนยันว่าประเทศไทยยังคงเป็นหมุดหมายสำคัญของนักลงทุนทั่วโลก หากเราสามารถปรับตัวรับเทคโนโลยีใหม่และพัฒนานวัตกรรมไปพร้อมกับกลุ่มพันธมิตรเดิมได้ อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยก็จะยังคงเป็นฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจโลกต่อไปอย่างแน่นอนครับ

ที่มา – สภาพัฒน์ มั่นใจค่ายรถญี่ปุ่นปักหลักไทย เชื่อซัพพลายเชน 30 ปีแข็งแรง ปรับภาษีหนุนลงทุน

ฮั่วเซ่งเฮง เปิดเทรดทองคำออนไลน์ ผ่าน SCB EASY ลุ้นราคาทองแตะ 100,000 บาท

เชื่อว่านักลงทุนหลายคนคงกำลังตื่นเต้นกับข่าวล่าสุดที่กลุ่มบริษัท ฮั่วเซ่งเฮง ก้าวเข้าสู่ปีที่ 75 อย่างยิ่งใหญ่ ด้วยการผนึกกำลังกับธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดตัวช่องทางใหม่ที่ตอบโจทย์ชีวิตดิจิทัล นั่นคือการที่ ฮั่วเซ่งเฮง เปิดเทรดทองคำออนไลน์ ผ่าน SCB EASY ลุ้นราคาทองแตะ 100,000 บาท ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้การลงทุนในทองคำเข้าถึงได้ง่ายและสะดวกกว่าที่เคย

ฮั่วเซ่งเฮง เปิดเทรดทองคำออนไลน์ ผ่าน SCB EASY ลุ้นราคาทองแตะ 100,000 บาท

นายธนรัชต์ พสวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทฮั่วเซ่งเฮง ได้เผยถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า การซื้อ-ขายผ่าน SCB Gold Marketplace บนแอป SCB EASY จะช่วยขจัดข้อจำกัดเรื่องเวลาและสถานที่ โดยเฉพาะในช่วงกลางคืนที่ราคาทองคำมักมีความผันผวนสูง นักลงทุนสามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ เพียง 0.05 ออนซ์ หรือ 0.05 บาททองคำเท่านั้น นอกจากนี้ยังมั่นใจได้ด้วยบรรจุภัณฑ์ Blister Card ที่ช่วยรักษาคุณภาพทองคำให้คงสภาพสมบูรณ์ที่สุด

โอกาสทองกับการลงทุนผ่านแอปฯ

สำหรับแนวโน้มในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 ฮั่วเซ่งเฮงได้วิเคราะห์ว่าราคาทองคำมีทิศทางปรับตัวสูงขึ้น โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลายด้านไม่ว่าจะเป็นภาวะสงครามสหรัฐ-อิหร่าน ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด รวมถึงความต้องการลดการถือครองดอลลาร์ในทุนสำรองระหว่างประเทศของหลายๆ ประเทศ ซึ่งหากเป็นไปตามเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ การที่ ฮั่วเซ่งเฮง เปิดเทรดทองคำออนไลน์ ผ่าน SCB EASY ลุ้นราคาทองแตะ 100,000 บาท อาจไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

ปัจจัยที่ต้องจับตาในครึ่งปีหลัง

  • สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่ยังคงเปราะบาง
  • แนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อราคาทองคำ
  • การเคลื่อนย้ายของเงินทุน (Fund Flow) ในตลาดโลก
  • ผลกระทบจากการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐ
  • แนวโน้มของธนาคารกลางต่างๆ ที่หันมาสะสมทองคำแทนการถือครองเงินดอลลาร์

นอกจากนี้ แพลตฟอร์ม SCB Gold Marketplace ยังรวบรวมร้านทองชั้นนำอย่าง MTS Gold แม่ทองสุก และ YLG ไว้ด้วยกัน ทำให้คุณสามารถซื้อ-ขายทองคำบริสุทธิ์ 99.99% หรือทองคำ 96.5% ได้อย่างครบวงจรผ่านบัญชี e-FCD โดยเลือกได้ว่าจะเก็บเป็นดิจิทัล นัดรับที่ร้าน หรือจัดส่งถึงบ้านก็ได้

ในมุมมองของเรา การลงทุนผ่านช่องทางที่น่าเชื่อถืออย่างแอปพลิเคชันของธนาคารร่วมกับผู้เชี่ยวชาญระดับตำนานอย่างฮั่วเซ่งเฮง ถือเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและทันสมัยมาก ใครที่สนใจอย่าลืมศึกษาข้อมูลและติดตามความเคลื่อนไหวของราคาอย่างใกล้ชิดนะครับ เพราะโอกาสในการสร้างผลกำไรมักจะมาพร้อมกับการเตรียมตัวที่ดีเสมอ

ที่มา – ฮั่วเซ่งเฮง เปิดเทรดทองคำออนไลน์ ผ่าน SCB EASY ลุ้นราคาทองขึ้นแตะ 100,000 บาท

ไม่รอลงอาญา! ศาลสั่งจำคุก 2 ปี ‘บ่าวพี’ กรรโชกทรัพย์ ‘นายกแป้น’ 25 ล้าน

เรียกได้ว่าเป็นข่าวที่สั่นสะเทือนวงการการเมืองท้องถิ่นอย่างมาก เมื่อล่าสุดศาลจังหวัดสงขลาได้มีคำพิพากษาคดีสำคัญ ซึ่งเป็นคดีที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด โดยมีการสรุปคำพิพากษาว่า ไม่รอลงอาญา! ศาลสั่งจำคุก 2 ปี ‘บ่าวพี’ กรรโชกทรัพย์ ‘นายกแป้น’ 25 ล้าน ซึ่งคดีนี้มีความเป็นมาที่ซับซ้อนและน่าติดตามตั้งแต่ต้น

สรุปคำพิพากษา ไม่รอลงอาญา! ศาลสั่งจำคุก 2 ปี ‘บ่าวพี’ กรรโชกทรัพย์ ‘นายกแป้น’ 25 ล้าน

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่นายพีรวุฒิ วิชัยดิษฐ กีรติกานต์ หรือ “บ่าวพี” อดีตปลัดอำเภอและอดีตผู้สมัครนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ได้พยายามเข้ามากรรโชกทรัพย์นายณรงค์พร ณ พัทลุง หรือ “นายกแป้น” นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ เป็นจำนวนเงินถึง 25 ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขแลกกับการยุติการร้องเรียนเรื่องทุจริตการเลือกตั้งที่บ่าวพีอ้างว่าเกิดขึ้น

เบื้องหลังการตัดสิน ไม่รอลงอาญา! ศาลสั่งจำคุก 2 ปี ‘บ่าวพี’ กรรโชกทรัพย์ ‘นายกแป้น’ 25 ล้าน

เมื่อถูกบีบบังคับด้วยข้อเสนอที่ผิดกฎหมาย นายกแป้นไม่ได้นิ่งเฉย เนื่องจากมั่นใจในความโปร่งใสและหลักฐานความบริสุทธิ์ของตนเอง จึงได้ตัดสินใจรวบรวมพยานหลักฐานและมอบหมายให้ทนายความเข้าแจ้งความดำเนินคดีในข้อหากรรโชกทรัพย์ จนนำไปสู่การพิพากษาของศาลในที่สุด

รายละเอียดที่น่าสนใจของคดีนี้ ได้แก่:

  • บ่าวพีเป็นอดีตข้าราชการและผู้สมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งมีบทบาทสำคัญในพื้นที่
  • มีการนัดพบปะกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งเพื่อเคลียร์เรื่องเงิน 25 ล้านบาท
  • นายกแป้นยืนหยัดสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความจริงว่าตนเองไม่ได้ทำผิดตามที่ถูกกล่าวอ้าง

อย่างไรก็ตาม ในทางกฎหมาย บ่าวพีมีสิทธิ์ที่จะดำเนินการต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์และฎีกา รวมถึงการยื่นขอประกันตัวเพื่อออกมาต่อสู้คดี ซึ่งถือเป็นสิทธิ์ตามกระบวนการยุติธรรมที่ทุกคนพึงได้รับ ในขณะที่นายณรงค์พร ณ พัทลุง ได้กล่าวเพียงสั้นๆ หลังรับฟังคำพิพากษาว่า รู้สึกพอใจที่ศาลให้ความยุติธรรมกับตนในครั้งนี้

บทเรียนจากคดีนี้สะท้อนให้เห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นใครหรือมีอิทธิพลอย่างไร หากมีการกระทำที่ผิดกฎหมายโดยเฉพาะการกรรโชกทรัพย์ สุดท้ายแล้วความจริงจะปรากฏและกระบวนการยุติธรรมจะเป็นผู้ตัดสิน ความถูกต้องคือเกราะคุ้มกันที่ดีที่สุดสำหรับผู้ที่ทำงานเพื่อส่วนรวมอย่างซื่อสัตย์สุจริต

ที่มา – ไม่รอลงอาญา! ศาลสั่งจำคุก 2 ปี ‘บ่าวพี’ กรรโชกทรัพย์ ‘นายกแป้น’ 25 ล้าน

หนุ่มกรรชัย แทบไปไม่เป็น ป้าดา ฟาดแขนดังเพียะ โต้กลับนักกฎหมาย

หนุ่มกรรชัย แทบไปไม่เป็น ป้าดา ฟาดแขนดังเพียะ โต้กลับนักกฎหมาย

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียลทันทีสำหรับรายการโหนกระแสเมื่อวันที่ 17 ส.ค. ที่ผ่านมา เมื่อพิธีกรฝีปากกล้าอย่าง หนุ่มกรรชัย ต้องเจอกับศึกหนัก เมื่อเชิญ ป้าดา หรือ นางชมนภัส น้อยจันทร์ คู่กรณีในข้อพิพาทที่ดินวัดป่าอดุลยารามมูลค่ากว่าพันล้านบาท มาออกรายการ งานนี้ทำเอาพิธีกรหนุ่มถึงกับไปไม่เป็นเลยทีเดียว

ในรายการ หนุ่มกรรชัย แทบไปไม่เป็น ป้าดา ฟาดแขนดังเพียะ โต้กลับนักกฎหมาย คนนี้ได้เล่าถึงเหตุผลที่ตนไม่ได้ไปพบกับอาจารย์ธงทอง โดยป้าดามองว่าอีกฝ่ายลักไก่และไม่ได้เรียกตนไปพูดคุยอย่างเป็นธรรม ซึ่งเธอยังย้ำชัดว่าตนเองไม่ใช่คนไม่เคารพกติกา แต่ต้องการความเป็นธรรมในการเจรจามากกว่า

บรรยากาศดุเดือดกลางรายการโหนกระแส

เมื่อเข้าสู่ช่วงโต้เถียงกับทนายแก้วและฝั่งพยานวัด ป้าดาก็ได้แสดงความเห็นแย้งอย่างดุเดือดเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน โดยมีการกล่าวถึงวาทกรรมทางกฎหมายที่ทางทนายแก้วอ้างว่าที่ดินได้ตกเป็นของวัดโดยสมบูรณ์ตามกฎหมายสงฆ์แล้ว แต่ป้าดาก็ยังคงยืนหยัดในมุมมองของทายาท พร้อมทั้งชี้แจงว่าตนเองไม่ได้ปฏิเสธความตั้งใจเดิมของตาเฮียง แต่เรื่องโฉนดที่ดินกลับกลายเป็นประเด็นเครียดที่ส่งผลกระทบต่อครอบครัว

จุดพีคที่สุดของรายการคือช่วงที่ทนายแก้วพยายามเตือนเรื่องการเคารพกติกา ทำให้ หนุ่มกรรชัย แทบไปไม่เป็น ป้าดา ฟาดแขนดังเพียะ โต้กลับนักกฎหมาย ทันทีว่าอย่ามาพูดจาบังคับให้เธอเคารพกติกาในวงนี้ สร้างความตะลึงให้กับคนทั้งสตูดิโอจนหนุ่มกรรชัยต้องขอเบรกพักรายการเพื่อลดอุณหภูมิความร้อนแรง

  • ป้าดายืนยันว่าตนเคารพกฎหมายแต่ต้องการความยุติธรรม
  • ทนายแก้วชี้แจงข้อกฎหมายตามคำพิพากษาศาลฎีกา
  • ประเด็นที่ดินวัดป่าอดุลยารามเป็นคดีความที่สังคมกำลังจับตามอง

บทเรียนจากเหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าในคดีข้อพิพาทที่ดินที่มีมูลค่าสูง สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่แค่เอกสารทางกฎหมาย แต่คือการสื่อสารที่โปร่งใสและเป็นธรรมระหว่างทุกฝ่าย เพื่อไม่ให้เรื่องบานปลายจนเกิดความขัดแย้งในรายการสดเช่นนี้ เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของที่ดินผืนนี้จะเป็นอย่างไร

ที่มา – ‘หนุ่มกรรชัย’ แทบไปไม่เป็น ‘ป้าดา’ ฟาดแขนดังเพียะ โต้กลับนักฎหมาย

ไชยชนก ไม่กังวลฝ่ายค้านเตรียมซักฟอก ถูกโยงการเมืองเป็นปกติ

เชื่อว่าช่วงนี้หลายคนคงกำลังจับตามองสถานการณ์การเมืองกันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นที่ฝ่ายค้านเตรียมเดินหน้าเปิดศึกซักฟอกรัฐบาล ล่าสุด ‘ไชยชนก’ ไม่กังวลฝ่ายค้านเตรียมซักฟอก ถูกโยงการเมืองเป็นปกติ ซึ่งถือเป็นมุมมองที่น่าสนใจจากรัฐมนตรีหนุ่มไฟแรงแห่งกระทรวงดิจิทัลฯ ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย

‘ไชยชนก’ ไม่กังวลฝ่ายค้านเตรียมซักฟอก ถูกโยงการเมืองเป็นปกติ

เมื่อพูดถึงการเตรียมความพร้อม นายไชยชนก ชิดชอบ ได้เผยว่าทุกกระทรวงมีการทำการบ้านกันอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ตั้งรับแต่เป็นการรวบรวมประเด็นที่ประชาชนสนใจอยู่แล้ว โดยมองว่าการถูกตรวจสอบเป็นเรื่องปกติในวิถีประชาธิปไตย ดังนั้นจึงไม่มีอะไรต้องกังวล เพียงแค่มุ่งมั่นทำงานให้เห็นผลชัดเจนก็พอ

มุมมองต่อการเป็นสายล่อฟ้าที่ ‘ไชยชนก’ ไม่กังวลฝ่ายค้านเตรียมซักฟอก ถูกโยงการเมืองเป็นปกติ

นอกจากประเด็นเรื่องการอภิปรายแล้ว นายไชยชนกยังได้กล่าวถึงฉายา ‘สายล่อฟ้า’ ว่า:

  • เปลี่ยนข้อเสียให้เป็นประโยชน์: การตกเป็นเป้าสายตานั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสีย
  • โชว์ผลงานเชิงรุก: การเป็นจุดสนใจถือเป็นโอกาสดีในการสื่อสารผลงานของหน่วยงานให้สังคมได้รับรู้ในวงกว้าง
  • ความชัดเจนในการทำงาน: หากเรามีความโปร่งใส การถูกตรวจสอบก็ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวแต่อย่างใด

หลายคนอาจตั้งคำถามว่า การที่เขาดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคภูมิใจไทยด้วยนั้น จะทำให้การอภิปรายครั้งนี้ถูกเบี่ยงประเด็นไปสู่เรื่องการเมืองได้ง่ายขึ้นหรือไม่ เจ้าตัวยืนยันชัดเจนว่า ตนเป็นเลขาธิการพรรค การจะตั้งรัฐบาลหรือการขับเคลื่อนพรรคย่อมต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองเป็นธรรมดา ดังนั้นการถูกโยงเรื่องการเมืองจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และยอมรับได้ในบทบาทนี้

ในฐานะประชาชน เราควรจับตาดูว่าการซักฟอกที่จะถึงนี้ จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อการบริหารราชการแผ่นดินอย่างไรบ้าง หรือจะเป็นเพียงเกมการเมืองเหมือนที่ผ่านมา สิ่งสำคัญที่สุดคือผลประโยชน์ของประชาชนต้องมาก่อนเสมอ

ที่มา – ‘ไชยชนก’ ไม่กังวลฝ่ายค้านเตรียมซักฟอก ถูกโยงการเมืองเป็นปกติ เหตุเป็นเลขาพรรค

‘พิพัฒน์’ พร้อมแจงหากถูกฝ่ายค้านซักฟอก บอก คมนาคมโดนทุกรัฐบาล

ท่ามกลางกระแสการเมืองที่ร้อนแรงในช่วงนี้ ประเด็นที่หลายคนจับตามองคือการเตรียมตัวรับมือกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ซึ่งล่าสุด นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาแสดงความมั่นใจและยืนยันว่า ‘พิพัฒน์’ พร้อมแจงหากถูกฝ่ายค้านซักฟอก บอก คมนาคมโดนทุกรัฐบาล อย่างแน่นอน

‘พิพัฒน์’ พร้อมแจงหากถูกฝ่ายค้านซักฟอก บอก คมนาคมโดนทุกรัฐบาล

นายพิพัฒน์กล่าวว่า ตนไม่ได้รู้สึกกังวลใจแต่อย่างใดกับการถูกพุ่งเป้าจากฝ่ายค้าน เพราะในฐานะรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงคมนาคม ย่อมต้องพร้อมที่จะชี้แจงทุกประเด็นที่ฝ่ายค้านสงสัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนโยบาย การบริหารงาน หรือโครงการต่างๆ ที่เคยเป็นประเด็นถกเถียงกันมาก่อนหน้านี้

มุมมองต่อการอภิปรายและประเด็นคมนาคม

สำหรับประเด็นที่ว่าเหตุใดกระทรวงคมนาคมมักจะเป็นเป้าหมายหลักในทุกรัฐบาล นายพิพัฒน์มองว่ากระทรวงนี้มีโครงการขนาดใหญ่และมีความเกี่ยวข้องกับงบประมาณมหาศาล ทำให้เป็นเรื่องปกติที่ฝ่ายค้านจะให้ความสนใจเป็นพิเศษ โดยในส่วนของตนนั้น ได้เตรียมพร้อมรับมืออย่างเต็มที่ แม้จะยังไม่แน่ชัดว่าฝ่ายค้านจะนำเรื่องใดมาเป็นประเด็นหลัก แต่ยืนยันว่าพร้อมตอบทุกคำถามให้ชัดเจนที่สุด

  • มั่นใจในการทำงานที่โปร่งใส
  • พร้อมรับฟังและชี้แจงข้อเท็จจริง
  • เน้นการตอบคำถามด้วยหลักการและเหตุผล

นอกจากเรื่องของกระทรวงคมนาคมแล้ว นายพิพัฒน์ยังได้กล่าวถึงกระแสข่าวเรื่องการฮั้ว สว. โดยยืนยันว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่มีชื่ออยู่ในกลุ่มที่ถูกกล่าวหา ดังนั้นจึงไม่มีความกังวลในเรื่องนี้ และพร้อมปล่อยให้กระบวนการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดำเนินไปตามกฎหมายและหาข้อสรุปที่ชัดเจนให้กับสังคมต่อไป

ในมุมมองของเรา การที่รัฐมนตรีออกมาแสดงความพร้อมที่จะรับฟังและชี้แจงต่อสภาถือเป็นนิมิตหมายที่ดีของการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เพราะการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสจะช่วยให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่น และเป็นการตรวจสอบการทำงานที่ช่วยลดข้อครหาในสังคมได้ดีที่สุด เราต้องมารอดูกันต่อไปว่าศึกซักฟอกครั้งนี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงหรือความกระจ่างให้กับโครงการต่างๆ ในกระทรวงคมนาคมได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – ‘พิพัฒน์’ พร้อมแจงหากถูกฝ่ายค้านซักฟอก บอก คมนาคมโดนทุกรัฐบาล

“เขยทรัมป์” ร่วมวงผู้ไกล่เกลี่ย ดันแผนสันติภาพกาซา

สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงร้อนระอุและเป็นที่จับตามองไปทั่วโลก โดยล่าสุดมีความเคลื่อนไหวสำคัญเมื่อ “เขยทรัมป์” ร่วมวงผู้ไกล่เกลี่ย ดันแผนสันติภาพกาซา ท่ามกลางความขัดแย้งที่ยังคงยืดเยื้อและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แม้อิสราเอลจะยังคงเดินหน้าปฏิบัติการโจมตีอย่างต่อเนื่องก็ตาม

เบื้องลึกความเคลื่อนไหวเมื่อ “เขยทรัมป์” ร่วมวงผู้ไกล่เกลี่ย ดันแผนสันติภาพกาซา

รายงานข่าวจากสำนักข่าวรอยเตอร์สระบุว่า นายจาเร็ด คุชเนอร์ บุตรเขยและผู้แทนพิเศษของอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ ได้เข้าร่วมหารือกับตัวแทนจากหลายฝ่าย รวมถึงนายนิโคไล มลาเดนอฟ ผู้แทนคณะกรรมการสันติภาพประจำฉนวนกาซา เพื่อหาทางออกให้กับวิกฤตการณ์ครั้งนี้ สิ่งที่น่าสนใจคือมีการเปิดเผยว่าเจ้าหน้าที่กลุ่มฮามาสได้เข้าร่วมการหารือบางส่วนในกระบวนการนี้ด้วย ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่หลายฝ่ายให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด

ความท้าทายของ “เขยทรัมป์” ร่วมวงผู้ไกล่เกลี่ย ดันแผนสันติภาพกาซาในปัจจุบัน

แม้จะมีการเจรจาเกิดขึ้น แต่ดูเหมือนว่าหนทางสู่ความสงบจะยังอีกยาวไกล โดยประเด็นสำคัญที่น่าจับตามองมีดังนี้:

  • ท่าทีของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ที่เคยออกมาปฏิเสธแผนสันติภาพฉบับก่อนหน้าว่ายอมรับไม่ได้
  • ข้อเรียกร้องของรัฐบาลวอชิงตันที่ต้องการให้อิสราเอลยุติการลอบสังหารสมาชิกฮามาส ซึ่งเป็นประเด็นที่อิสราเอลแสดงความกังวลอย่างยิ่ง
  • รายละเอียดของแผนสันติภาพที่มุ่งเน้นการปลดอาวุธฮามาส แลกกับการถอนกำลังทหารอิสราเอลและการฟื้นฟูฉนวนกาซาภายใต้การปกครองแบบพลเรือน

อย่างไรก็ตาม ความพยายามในการเจรจาครั้งนี้ถูกทดสอบทันทีเมื่ออิสราเอลกลับมาปฏิบัติการโจมตีทางอากาศอีกครั้ง หลังจากที่เคยลดระดับความรุนแรงไปในช่วงต้นเดือน การที่ “เขยทรัมป์” ร่วมวงผู้ไกล่เกลี่ย ดันแผนสันติภาพกาซา ในช่วงเวลาที่สถานการณ์ยังเดือดพล่านเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามระดับสูงของสหรัฐฯ ที่ต้องการเข้ามามีบทบาทในภูมิภาคอีกครั้ง

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การจะบรรลุสันติภาพที่ยั่งยืนได้นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวบทแผนงานเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับความจริงใจและการยอมรับร่วมกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง ณ เวลานี้เรายังคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้จะนำไปสู่จุดเปลี่ยนที่แท้จริง หรือจะเป็นเพียงอีกหนึ่งความพยายามที่ยากจะสำเร็จท่ามกลางรอยร้าวที่ฝังลึกมาอย่างยาวนาน

ที่มา – “เขยทรัมป์” ร่วมวงผู้ไกล่เกลี่ย ดันแผนสันติภาพกาซา ขณะอิสราเอลถล่มไม่หยุด

เดอลีฟ ทานาคา กางแผนโกอินเตอร์ รุกตลาดเวียดนาม-เม็กซิโก

เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นหน้าคุ้นตากับแบรนด์สกินแคร์ชื่อดังอย่าง เดอลีฟ ทานาคา กันเป็นอย่างดี แต่วันนี้มีข่าวดีมาฝากแฟนคลับทุกคน เพราะทางแบรนด์ได้ออกมาประกาศกางแผนโกอินเตอร์ครั้งใหญ่ เพื่อบุกตลาดเวียดนามและเม็กซิโกอย่างเต็มตัว งานนี้เรียกได้ว่าเป็นการยกระดับ T-Beauty ให้ดังไกลไปทั่วโลกเลยทีเดียว

เดอลีฟ ทานาคา กางแผนโกอินเตอร์ รุกตลาดเวียดนาม-เม็กซิโก

คุณศุภชัย จูพานิชย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มีความสุขทุกวัน จำกัด เปิดเผยว่าจุดแข็งของแบรนด์อยู่ที่นวัตกรรม ‘เดอลีฟ ทานาคา โฟร์ดี ไบโอแอคทีฟ’ ซึ่งผ่านการวิจัยมาแล้วว่าสามารถดูแลผิวได้ครบ 4 มิติ ทั้งต้านอนุมูลอิสระ ปลอบประโลมผิว บำรุงให้กระจ่างใส และปกป้องจากแสงแดด เพื่อตอบโจทย์เทรนด์ Skin Longevity หรือการมีผิวสวยสุขภาพดีในระยะยาว โดยการที่ เดอลีฟ ทานาคา กางแผนโกอินเตอร์ รุกตลาดเวียดนาม-เม็กซิโก ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่ต่อยอดจากความสำเร็จในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน

กลยุทธ์มัดใจ Gen Z ด้วย T-Beauty และ Music Marketing

นอกจากนวัตกรรมที่โดดเด่นแล้ว เดอลีฟ ทานาคา กางแผนโกอินเตอร์ รุกตลาดเวียดนาม-เม็กซิโก ด้วยการใช้กลยุทธ์ Music Marketing ที่นำเอาซอฟต์พาวเวอร์อย่าง T-POP มาผสมผสานผ่านเพลง “ลูบไล้ให้ใจสั่น” โดยได้อิงฟ้า วราหะ และแร็ปเปอร์รุ่นใหม่ RachYO มาร่วมถ่ายทอดความมั่นใจ ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการนำเทคโนโลยี AI มาทำเพลงในหลายสไตล์เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นแนว Pop Disco, Jazz หรือแม้แต่ Metal ก็มีให้ฟัง

  • ปรับสูตรสบู่ใหม่ด้วย Triple Bright Active เพื่อผิวไบรท์ x3
  • ขยายตลาดสู่ระดับสากลทั้งพม่า ลาว เวียดนาม และเม็กซิโก
  • ใช้พลังจากศิลปินชื่อดังเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัย

สำหรับการรุกตลาดเวียดนามนั้นได้รับกระแสตอบรับที่ดีมากจากแฟนคลับชาวเวียดนาม ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกที่ชี้ให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์ไทยที่มีคุณภาพและนวัตกรรมรองรับนั้นมีศักยภาพเพียงพอที่จะเติบโตในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน นับเป็นเรื่องน่าภูมิใจที่เราได้เห็นแบรนด์ไทยโกอินเตอร์อย่างสง่างามแบบนี้ ใครที่อยากลองพิสูจน์ความสวยใสสไตล์ทานาคา ก็สามารถหาซื้อมาใช้ตามกันได้เลยครับ

ที่มา – “เดอลีฟ ทานาคา” กางแผนโกอินเตอร์ รุกตลาดเวียดนาม-เม็กซิโก

20 ส.ค.นี้ ถกเคาะโผทหารโค้งสุดท้าย คาดศรัณย์นั่งปลัด กห.

20 ส.ค.นี้ ถกเคาะโผทหารโค้งสุดท้าย คาดศรัณย์นั่งปลัด กห.

วงการกองทัพไทยกำลังจับตามองสถานการณ์สำคัญอย่างใกล้ชิด เมื่อมีการรายงานว่าวันที่ 20 ส.ค.นี้ จะมีการประชุมสภากลาโหม โดยมีประเด็นร้อนแรงคือการประชุมบอร์ดกลาโหมเพื่อพิจารณาการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารชั้นนายพลประจำปี ซึ่งถือเป็นโค้งสุดท้ายก่อนส่งรายชื่อทูลเกล้าฯ ในช่วงสิ้นเดือนสิงหาคมนี้

จับตาตัวเต็งปลัดกระทรวงกลาโหมและกองทัพภาคที่ 4

สำหรับการเคลื่อนไหวในตำแหน่งระดับสูงที่น่าสนใจที่สุดคือ ตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม ซึ่งโผนี้คาดว่า พลเอก ศรัณย์ เพชรานนท์ จะขึ้นมารับหน้าที่ดังกล่าว นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์เรื่องการปรับเปลี่ยนในพื้นที่สำคัญอย่างกองทัพภาคที่ 4 โดยมีการดันนายทหารสายรบพิเศษเข้ามาเพื่อรับมือกับสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การจัดโผทหารครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการปรับย้าย แต่เป็นการวางหมากเพื่อเสริมความมั่นคงในมิติใหม่ๆ

ในส่วนของกองทัพบกและเหล่าทัพอื่นๆ ก็มีการขยับที่น่าสนใจ เช่น:

  • กองทัพบก: การปรับตำแหน่งในระดับ 5 เสือ โดย พล.อ. ณรงค์ฤทธิ์ คัมภีระ ถูกจับตามองว่าจะขยับขึ้นเป็นรองผู้บัญชาการทหารบก
  • กองทัพเรือ: มี 3 แคนดิเดตสำคัญ ได้แก่ พล.ร.อ.นเรศ วงศ์ตระกูล, พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัตพิทักษ์กุล และ พล.ร.อ. กรวิทย์ ฉายะรถี
  • กองทัพอากาศ: คาดการณ์ว่า พล.อ.อ. ระวิน ถนอมสิงห์ จะเข้ามารับหน้าที่สำคัญแทนผู้ที่จะเกษียณอายุราชการ

หลายฝ่ายวิเคราะห์ว่า การทำ20 ส.ค.นี้ ถกเคาะโผทหารโค้งสุดท้าย คาดศรัณย์นั่งปลัด กห. ในครั้งนี้ สะท้อนถึงการปรับสมดุลอำนาจภายในกองทัพให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลมากขึ้น การคัดเลือกนายทหารที่มีประสบการณ์ในสายรบพิเศษมาคุมกองทัพภาคที่ 4 นับว่าเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในพื้นที่ปลายด้ามขวาน

สุดท้ายแล้ว เมื่อโผทหารชุดนี้ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ เราคงได้เห็นทิศทางการทำงานของกองทัพที่ชัดเจนขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าการบริหารจัดการคนให้ถูกกับงานคือหัวใจสำคัญของการทำงานในทุกองค์กร โดยเฉพาะองค์กรใหญ่ที่มีความรับผิดชอบต่อความมั่นคงของชาติอย่างกองทัพไทย

ที่มา – 20 ส.ค.นี้ ถกเคาะโผทหารโค้งสุดท้าย คาด‘ศรัณย์’นั่งปลัด กห.  ดันรบพิเศษนั่ง มทภ.4 ดับไฟใต้

เต้ มงคลกิตติ์ บุกร้อง ผบ.ตร. ตรวจการพกปืนนักการเมือง

เต้ มงคลกิตติ์ บุกร้อง ผบ.ตร. ตรวจการพกปืนนักการเมือง

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ เมื่อนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หรือ “เต้ 007” หัวหน้าพรรคก้าวล้ำ ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอให้ดำเนินการตรวจสอบการพกพาอาวุธปืนของบุคคลสำคัญทางการเมืองอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในกลุ่มนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สส. สว. รวมถึงผู้ติดตามและทีมรักษาความปลอดภัย เพราะต้องการให้มั่นใจว่าอาวุธเหล่านั้นมีทะเบียนถูกต้องและมีใบอนุญาตพกพา (ป.12) ตามกฎหมาย

ตรวจสอบความถูกต้อง: เต้ มงคลกิตติ์ บุกร้อง ผบ.ตร. ตรวจการพกปืนนักการเมือง

นายมงคลกิตติ์ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจุบันมีอาวุธปืนในครอบครองของประชาชนกว่า 10 ล้านกระบอก ซึ่งสวนทางกับนโยบายที่ห้ามพกพาอาวุธในที่สาธารณะ จึงเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐตรวจสอบโดยไม่เลือกปฏิบัติ เต้ มงคลกิตติ์ บุกร้อง ผบ.ตร. ตรวจการพกปืนนักการเมือง ครั้งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อกลั่นแกล้ง แต่ต้องการให้เกิดมาตรฐานความปลอดภัยที่เท่าเทียมกันภายใต้กฎหมายฉบับเดียวกัน โดยเจ้าตัวเผยว่าจากการลงพื้นที่ในอดีต มักจะพบเห็นการพกอาวุธในรถผู้ติดตาม ซึ่งน่าสงสัยว่ามีการอนุญาตที่ถูกต้องหรือไม่

ในมุมมองของนักกฎหมายและประชาชนทั่วไป ประเด็นเรื่องการถือครองอาวุธปืนกับความปลอดภัยเป็นเรื่องละเอียดอ่อน นายมงคลกิตติ์ได้เสนอแนะเพิ่มเติมว่า:

  • ต้องแยกแยะระหว่างการมีอาวุธไว้ในครอบครองเพื่อป้องกันตัว กับการพกพาไปในที่สาธารณะ
  • เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยง เช่น ชายแดนภาคใต้ ควรมีระเบียบที่ยืดหยุ่นและเหมาะสม
  • การตรวจสอบต้องดำเนินการอย่างเสมอภาค ไม่ยกเว้นแม้จะเป็นผู้มีตำแหน่งใหญ่โต

นอกจากประเด็นเรื่องอาวุธปืนแล้ว นายมงคลกิตติ์ยังฝากแนวคิด “มาเฟียสีขาว” เพื่อจัดการปัญหาการกลั่นแกล้งหรือการบูลลี่ในสถานศึกษา โดยเน้นการสร้างเครือข่ายนักเรียนเพื่อระงับเหตุความรุนแรงตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง รวมถึงการเตรียมความพร้อมในการลงพื้นที่เลือกตั้งท้องถิ่นที่จังหวัดนนทบุรี โดยยืนยันว่าจะสนับสนุนผู้สมัครที่เหมาะสมเพื่อการพัฒนาที่โปร่งใส

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า ผบ.ตร. จะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร และมาตรการตรวจสอบการพกพาอาวุธปืนของนักการเมืองจะเข้มข้นขึ้นเพียงใด เพื่อความสงบสุขของสังคมไทยที่ควรจะปลอดจากการใช้อาวุธอย่างพร่ำเพรื่อ หากการตรวจสอบนี้เกิดขึ้นจริง จะเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่น่าจับตาในแวดวงการเมืองไทย

ที่มา – ‘เต้ มงคลกิตติ์’ บุกร้อง ผบ.ตร.ตรวจพกปืน ‘นายกฯ-สส.-สว.-ผู้ติดตาม’ มั่นใจเจอเพียบ