ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ชนาธิป เตือนแข้งต่างชาติ อย่าดูถูกนักเตะไทย

ชนาธิป สรงกระสินธ์ หรือที่แฟนบอลเรียกกันว่า “เจ้าเจ” นักเตะทีมชาติไทยจากสโมสรบีจี ปทุม ยูไนเต็ด ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อการเปลี่ยนแปลงกฎโควตานักเตะต่างชาติในไทยลีกฤดูกาล 2025-26 โดยระบุว่า แม้จะกังวลเรื่องโอกาสของนักเตะดาวรุ่งไทย แต่ส่วนตัวไม่ได้หวั่น และยืนยันว่านักเตะต่างชาติไม่ได้ดีกว่าเสมอไป

ชนาธิป เตือนแข้งต่างชาติ อย่าดูถูกนักเตะไทย

ตามรายงานข่าว สำหรับการปรับโควตาในฤดูกาลใหม่ นักเตะต่างชาติจะสามารถลงทะเบียนได้สูงสุด 7 คน และสามารถส่งลงสนามได้ 5 คน รวมกับนักเตะอาเซียนอีก 2 คน จากเดิมที่สามารถส่งลงได้ 3 ต่างชาติ + 1 เอเชีย + 3 อาเซียน ซึ่งถือว่าเป็นการเปิดทางให้ผู้จัดการทีมมีทางเลือกในการเสริมทัพมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม “เจ” ชนาธิป เผยว่า แม้ตนเองจะไม่กังวลกับกฎใหม่ แต่ก็เห็นด้วยว่าอาจกระทบต่อนักเตะรุ่นใหม่ในไทย เพราะบางสโมสรอาจไม่กล้าใช้เด็กๆ แล้วหันไปใช้นักเตะต่างชาติที่มีประสบการณ์มากกว่า ส่งผลให้โอกาสในการโชว์ของเยาวชนไทยลดลง

นักเตะต่างชาติไม่ได้ดีเสมอไป

“การเล่นกับคนเก่งทำให้เราพัฒนาขึ้นได้ แต่มันมีข้อเสียตรงที่โอกาสของนักเตะไทยรุ่นใหม่จะถูกจำกัดมากขึ้น เพราะแต่ละทีมลงทุนสูง จึงอาจไม่กล้าเสี่ยงใช้เด็กๆ ไปเล่นลีกต่ำกว่านี้แทน” เจ้าเจ กล่าว

นอกจากนี้ ชนาธิป ยังเน้นย้ำว่า การที่นักเตะต่างชาติมีฝีเท้าดีกว่าในบางราย ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะดีกว่าเสมอไป หากนักเตะไทยมีความพร้อม ก็มีสิทธิ์แย่งตำแหน่งได้อย่างเท่าเทียม ทั้งนี้ เจ้าเจ ไม่เห็นด้วยกับนักเตะต่างชาติที่มีท่าทีดูถูกนักเตะไทย

  • ไม่ได้กลัวกฎโควตาใหม่
  • กังวลเรื่องโอกาสของนักเตะรุ่นใหม่ไทย
  • นักเตะไทยก็เก่งและควรได้รับโอกาส
  • ไม่ชอบให้ต่างชาติตีตัวเองว่าเก่งกว่าเสมอไป

“ใช่ว่า นักเตะต่างชาติจะดีเสมอไป ถ้านักเตะไทยดีกว่า ก็ควรได้โอกาส ทุกวันนี้มีหลายท่านที่เก่งมาก ที่เคยเจอมานักเตะต่างชาติมาดูถูกเรา ผมก็โตมาพอแล้ว ก็เคยเจอมาก่อน และไม่คิดว่าแบบนั้นจะทำให้นักเตะไทยเสียเปรียบ” นักเตะวัย 30 ปี กล่าวในท้ายที่สุด

ชนาธิป กล่าวทิ้งท้ายว่า ถึงแม้โควตาจะเปิดทางให้ต่างชาติมากขึ้น แต่นักเตะไทยก็ต้องสู้เพื่อพิสูจน์ตัวเอง เพราะในฟุตบอลการมีโอกาสขึ้นอยู่กับผลงานและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

หากคุณเป็นแฟนบอลไทย คุณเห็นด้วยไหมกับมุมมองของชนาธิป? มาช่วยกันส่งเสริมให้นักเตะไทยได้เติบโตและแย่งตำแหน่งจากนักเตะต่างชาติให้ได้

ที่มา – ‘ชนาธิป’ ลั่น ‘แข้งต่างชาติ’ อย่าด้อยค่านักเตะไทย

ทรัมป์วางแผนส่งการ์ดพิทักษ์ไปยังเมืองใหญ่ฐานเสียงเดโมแครต

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาเปิดเผยแผนการที่น่าจับตามอง โดยระบุว่าเขาต้องการส่งเจ้าหน้าที่กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิไปยังเมืองใหญ่หลายแห่งที่มีฐานเสียงของพรรคนิยมประชาธิปไตย ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของพรรคนี้ ซึ่งถือเป็นข่าวที่สร้างความตื่นตัวและถกเถียงอย่างกว้างขวางในสังคมสหรัฐอเมริกา

ทรัมป์วางแผนส่งการ์ดพิทักษ์ไปยังเมืองใหญ่ฐานเสียงเดโมแครต

แนวคิดที่ถูกระบุออกมาในโพสต์บนแพลตฟอร์ม Truth Social นั้น เน้นการส่งกำลังคนไปรักษาความสงบในเมืองอย่าง บัลติมอร์ ซึ่งอยู่ในรัฐแมริแลนด์ โดยเจาะจงถึงผู้ว่าราชการรัฐแมริแลนด์อย่าง นายเวส มัวร์ จากพรรคนิยมประชาธิปไตย ว่าหากมีความร่วมมือกับฝ่ายบริหารกลาง อาจได้รับการสนับสนุนเพื่อควบคุมสถานการณ์อาชญากรรมในพื้นที่

ผู้ว่าการรัฐตอบโต้ พร้อมยืนยันลดอาชญากรรมในพื้นที่

ทางด้าน มัวร์ ได้ยืนยันว่าสถานการณ์อาชญากรรมในรัฐแมริแลนด์ลดลงกว่า 20% นับตั้งแต่เขาเข้ารับตำแหน่งในปี 2023 ซึ่งเป็นข้อมูลที่ขัดแย้งกับภาพลักษณ์ที่ปรากฏในความคิดเห็นของทรัมป์ ที่แจกแจงว่าสถานการณ์แย่ถึงขั้นต้องส่งกำลังเสริมเพื่อควบคุมพื้นที่

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ยังกล่าวถึงความตั้งใจเดียวกันกับเมืองอื่น ๆ อย่าง ชิคาโก และ นิวยอร์ก ซึ่งต่างก็เป็นพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของเสียงพรรคนิยมประชาธิปไตยอย่างชัดเจน

  • บัลติมอร์ – ฐานเสียงเดโมแครต แนวโน้มอาชญากรรมลดลง
  • ชิคาโก – สถิติอาชญากรรมลดลง 8% เมื่อเทียบปีก่อน
  • นิวยอร์ก – พื้นที่ที่พรรคฝ่ายตรงข้ามมีอิทธิพลสูง

อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าราชการรัฐอิลลินอยส์และเทศมนตรีเมืองชิคาโกได้ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจน เนื่องจากมองว่าความพยายามเช่นนี้เป็นการแทรกแซงหน้าที่โดยไม่จำเป็น และอาจปลุกกระแสขัดแย้งทางการเมืองมากกว่าช่วยแก้ปัญหา

ข่าวเช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่า การเมืองสหรัฐอเมริกายังคงต้องเผชิญกับการแบ่งขั้วอย่างหนัก โดยเฉพาะเมื่อประเด็นความปลอดภัยมาร้อยโยงกับแนวคิดของแต่ละพรรค การดำเนินการโดยฝ่ายบริหารกลางอาจถูกมองว่าเป็นแย็บทางการเมืองมากกว่าการปฏิบัติจริง

ไม่ว่าจะเป็นข้อโต้แย้งหรือการสนับสนุน ประเด็นนี้เปิดโอกาสให้ชาวบ้านสหรัฐฯ ได้มีเวทีสาธารณะเพื่อแสดงความเห็นว่าควรให้ใครควบคุมความมั่นคงในเมือง และพรรคใดเหมาะสมกว่าในสายตาของประชาชน

ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้น่าจะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของสงครามการเมืองที่อาจลุกลามไปสู่การเลือกตั้งระดับสูงในอนาคต เมื่อทั้งสองฝ่ายใช้เหตุการณ์ในโลกความเป็นจริงในการชิงคะแนนเสียงจากกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจเชิงนโยบายจะต้องอยู่บนความร่วมมือ ไม่ใช่อำนาจทางการเมืองเพียงฝ่ายเดียว

ที่มา – ทรัมป์เล็งส่งการ์ดพิทักษ์มาตุภูมิไปเมืองใหญ่หลายแห่ง ที่เป็นฐานเสียงเดโมแครต

ดันเลิก “เอ็มโอยู 43-44” เหตุใดจึงเกิดความขัดแย้งชายแดน?

สถานการณ์การเมืองไทยในช่วงปลายเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2568 ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สร้างความตื่นตระหนกให้แก่สังคม โดยเฉพาะหลังศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยคดีของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ซึ่งมี Sw. 36 คนยื่นขอให้ศาลวินิจฉัยว่านายกฯ รายนี้มีความไม่ซื่อสัตย์หรือไม่ ตามมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) และมาตรา 106 (4)-(5) ของรัฐธรรมนูญ

ดันเลิก “เอ็มโอยู 43-44” เหตุใดจึงเกิดความขัดแย้งชายแดน?

ท่ามกลางเรื่องราวของแพลตฟอร์มการเมือง ปรากฏประเด็นสำคัญอีกอย่าง นั่นคือความตึงเครียดเกี่ยวกับนโยบายชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชาโดยเฉพาะในข้อตกลงเอ็มโอยู (MOU) ปี 2543 และปี 2544 ซึ่ง ดันเลิก “เอ็มโอยู 43-44” ด้วยเหตุผลที่ว่าบางฝ่ายมองว่าหลังการลงนาม เกิดพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน ทำให้ผลประโยชน์ของไทยหายไป

ข้อตกลง MOU ปี 2543 และ 2544 คืออะไร?

เอ็มโอยู ปี 2543 เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งคณะกรรมการเขตแดนร่วม (Joint Border Committee: JBC) เพื่อดำเนินการสำรวจและกำหนดหลักเขตแดนทางบก ส่วนเอ็มโอยู ปี 2544 จัดทำขึ้นเพื่อแก้ปัญหาการปักปันเขตแดนทางทะเลทับซ้อน ซึ่งก่อนหน้านี้มีข้อโต้แย้งอย่างมากว่าพื้นที่ไทยบางส่วนตกเป็นของกัมพูชา

ล่าสุด “พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา” ส.ว. ได้นำเสนอญัตติในวุฒิสภาเพื่อศึกษาข้อดี-ข้อเสียของการยกเลิกเอ็มโอยูทั้งสองฉบับ โดยตั้งเป้าที่จะลดโอกาสการขัดแย้งพื้นที่ชายแดนและปกป้องอธิปไตย์ของประเทศอย่างยั่งยืน

วิเคราะห์ผลกระทบจากการดันเลิก “เอ็มโอยู 43-44”

  • อาจส่งผลให้ขาดเครื่องมือการเจรจาอย่างเป็นทางการกับกัมพูชา
  • เปิดโอกาสให้เกิดความขัดแย้งข้ามชาติในอนาคตโดยไม่มีกลไกบังคับบัญชา
  • เสี่ยงต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและพลังงานในพื้นที่ชายแดน

อย่างไรก็ตามพรรคเพื่อไทยผ่านปากแทน “นางสาวชญาภา สินธุไพร” ยืนยันว่าพรรคยังยืนอยู่กับแนวทางที่เป็นกลางและแสดงเจตนารมณ์ชัดเจนว่าเอ็มโอยูคือเครื่องมือการบริหารจัดการข้อพิพาทอย่างเป็นระบบ ส่วนการยกเลิกอาจเป็นการกระทำที่ห่างหายจากความถูกต้องและรัฐสภาจำเป็นต้องมีการประเมินอย่างรอบคอบ

ขณะนี้การเมืองไทยยังคงเดินหน้าต่อแบบไร้แสงไฟนำทาง หากผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมาเอนเอียงเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อาจทำให้เกิดความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงรัฐบาลอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเสนอชื่อนายกฯ คนใหม่ หรือแม้กระทั่งการยุบสภา ทั้งนี้ ประชาชนยังคงจับตา_POSITION_STATE_กับอำนาจที่กลับมาลุกแรงของพรรคภูมิใจไทยอีกเช่นกัน

จากภาพรวมดังกล่าวก็เห็นได้ว่าโฉมหน้าการเมืองไทยในระยะสั้นอาจยังคงเคลื่อนไหวอย่างคาดเดาไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อ “ผู้นำ” คนสำคัญหลายคนเริ่มลุยงานบนกระดานที่ไม่มีเส้นตายแม้เพียงหนึ่งเดียว

ทีมงาน Daily News เชื่อว่าไม่ว่ากรณีใดจะจบสิ้นลงอย่างไร สิ่งสำคัญคือความโปร่งใสและการตัดสินใจบนฐานแห่งหลักธรรมธรรมนูญและการให้ประชาชนมีเสียงความจริงควรอยู่เหนืออำนาจเสมอ

ที่มา – ดันเลิก “เอ็มโอยู 43-44”

รู้จัก ‘ไฮโซบอส’ นักธุรกิจหนุ่มข้างกาย ‘มารี เบิร์นเนอร์’

โซเชียลมีเดียและวงการบันเทิงถึงกับร้อนระอุ เมื่อชื่อของบอส อัศม์กรณ์ สิงห์สีกรกุล หรือที่หลายคนรู้จักในนาม ‘ไฮโซบอส’ กลายเป็นที่กล่าวขวัญหลังปรากฏตัวข้างกาย มารี เบิร์นเนอร์ ในเหตุการณ์ที่เธอเมาแล้วขับรถผ่านด่านตรวจแอลกอฮอล์ และถูกสาวท้าชกตำรวจกลางเหตุการณ์ เรียกได้ว่าเป็นข่าวดราม่าระดับท็อป ส่งผลให้ทั้งคู่กลายเป็นข่าวฮอตติดกระแสในทันที

รู้จัก ‘ไฮโซบอส’ นักธุรกิจหนุ่มข้างกาย ‘มารี เบิร์นเนอร์’

บอส อัศม์กรณ์ เป็นนักธุรกิจหนุ่มรุ่นใหม่ที่มีโฉมหล่อและความโดดเด่นในแวดวงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และการลงทุน เติบโตในครอบครัวผู้มีฐานะในกรุงเทพฯ เขามีความสนใจด้านธุรกิจตั้งแต่วัยเยาว์ และปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้งบริษัทชั้นนำหลายแห่ง เช่น Landmark Development, Landmark Residence และ Landmark Real Estate

เส้นทางธุรกิจที่แวววาว

นอกเหนือจากธุรกิจอสังหา บอสยังเป็นรองประธาน Siam Venture Capital ซึ่งเป็นบริษัทให้คำปรึกษาด้านการลงทุนที่ได้รับความสนใจจากวงการ นอกจากนี้เขายังมีส่วนร่วมในธุรกิจร้านอาหารและธุรกิจกัญชงอย่างร้านดัง Remedy’s & Charlie’s ถือได้ว่าเขาคือหนึ่งใน “ไฮโซรุ่นใหม่” ที่ผสมผสานความเก่งกาจและความมีเสน่ห์เข้าด้วยกัน

ด้านความสัมพันธ์ในอดีต บอสเคยแต่งงานกับ เชอรีน ณัฐจารี หรเวชกุล น้องสาวของนักร้องดัง สต๊อน และมีบุตรสาวร่วมกันคนโตชื่อ น้องจินเจอร์ คู่นี้แยกทางกันในปี 2566 หลังจากแต่งงานกันมานาน และหลายปีต่อมาความเป็นมาและชีวิตส่วนตัวของบอสยังคงอยู่ในจ้องของสื่อและแฟนคลับ

ความเคลื่อนไหวในชีวิตส่วนตัวล่าสุด

ล่าสุด บอสกลับมาอยู่ในกระแสแรงอีกครั้งจากการถูกจับตามองถึงความสัมพันธ์กับ มารี เบิร์นเนอร์ หลังมีเหตุการณ์เธอขับรถเมา และถูก ‘บอส’ ช่วยจัดการแทน กลายเป็นประเด็นร้อนของเอเชียโซเชียล ส่งผลให้ทั้งคู่ต้องรับกระแสแรงทั้งในเชิงบวกและลบ

ผู้ติดตามหลายคนยังตั้งคำถามว่า จริง ๆ แล้วทั้งคู่เป็นแค่เพื่อน หรือเป็นแบบที่แฟนคลับคาดเดา? และกับบุคลิกภาพที่โดดเด่นของนักธุรกิจหนุ่มคนนี้ เหมาะกับบทบาท “นายแบบในชีวิต” ของสาว ๆ ในวงการหรือไม่ ยังเป็นคำถามที่รอคำตอบ

ไม่ว่าจะเชื่อมโยงถึงความรัก สังคม หรือธุรกิจ บอส อัศม์กรณ์ พิสูจน์ได้แล้วว่าเขาไม่ใช่แค่ ‘ไฮโซบอส’ เพียงหนึ่งในคอลัมน์ข่าว แต่เป็นผู้ชายคนสำคัญที่ครองใจทั้งคำถามในใจแฟน ๆ และการเมืองทางอารมณ์ของสังคมได้อย่างสมบูรณ์

หากคุณอยากรู้จัก ‘ไฮโซบอส’ ให้มากกว่าที่เห็น หรือความเคลื่อนไหวในห้วงความสัมพันธ์ของเขากับ ‘มารี เบิร์นเนอร์’ อย่าลืมติดตามข่าวล่าสุดเพื่อไม่พลาด!

ที่มา – รู้จัก ‘ไฮโซบอส’ นักธุรกิจหนุ่มหล่อข้างกาย ‘มารี เบิร์นเนอร์’ ออกโรงป้องสาวท้าชกตำรวจ

ศึกสภาร้อนโหมไฟการเมือง

สถานการณ์การเมืองไทยตอนนี้ต้องบอกว่าเข้มข้นสุดตีนไม่ไหวแล้ว เพราะทุกฝ่ายต่างตั้งแง้มองหาจังหวะทุกโอกาสเพื่อสร้างพลังผลักดันให้พรรคฝ่ายตัวเองได้ลุยต่อ ล่าสุด ‘ตระกูลชินวัตร’ ยังอยู่ในจุดขึ้น ๆ ลง ๆ หลังศาลชั้นต้นยกฟ้องคดี 112 ของ ‘นายใหญ่’ ทักษิณ ทำให้สภามีโอกาสเป็นเวทีต่อสู้ทางการเมืองอีกครั้ง

ศึกสภาร้อนโหมไฟการเมือง

เกมการเมืองในสภาถือว่าเดือดมากเมื่อ ‘พรรคภูมิใจไทย’ ร่วมกับ ‘กลุ่มรวมพลังแผ่นดิน ปกป้องอธิปไตย’ นำโดย ‘ตู่’ จตุพร พรหมพันธุ์ ได้จัดการชุมนุมหน้ารัฐสภาเพื่อเรียกร้องให้ยกเลิกเอ็มโอยู 43-44 ซึ่งเป็นประเด็นชายแดนไทย-กัมพูชา

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ขณะที่พรรคฝ่ายค้านพร้อมเสนอญัตติด่วนเพื่อให้สภาครอบคลุมประเด็นนี้ แต่กลับเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเมื่อ ‘ไชยา พรหมา’ รองประธานสภาคนที่หนึ่ง สั่งปิดประชุมสภาอย่างกระทันหัน ทั้ง ๆ ที่เจ้าตัวเพิ่งรับหนังสือข้อเรียกร้องจากกลุ่มผู้ชุมนุมไปไม่นาน

ฝ่ายค้านไม่ยอมเงียบ ออกมาวิจารห์การกระทำของนายกฯฝ่ายสภาอย่างเผ็ดเผ็ด ว่าเป็นการทำหน้าที่ไม่เป็นกลาง และละเมิดข้อตกลงร่วมระหว่างวิปทั้งสองฝ่าย การปิดสภาแบบนี้ถือเป็นครั้งที่ 4 นับตั้งแต่เปิดสมัยประชุมสภาในเดือนกรกฎาคม

  • ก่อนหน้านี้ศาลยกฟ้อง ‘นายใหญ่’ ทักษิณ ชินวัตร จากคดี 112
  • ฝ่ายค้านยื่นญัตติขอให้ยกเลิกเอ็มโอยู 43-44
  • การปิดสภาอย่างดื้อพลังของ ‘ไชยา พรหมา’
  • พรรคประชาชนและภูมิใจไทยเรียกร้องการเปิดสภาเพื่อพูดคุย

ประเด็นดังกล่าวยังมีการดำเนินต่อในสภาสูง โดย ‘ส.ว. สีน้ำเงิน’ จับประเด็นนี้ไปตั้งเป็นวาระญัตติเพื่อตั้ง กมธ. วิสามัญศึกษาข้อดีข้อเสียในการยกเลิกเอ็มโอยู 43-44 อย่างจริงจัง แม้ทาง ‘นายกฯ อิ๊งค์’ จะอยู่ในจุดที่ถูกจับตานับวันใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญเตรียมฟังคำวินิจฉัยกรณีปมคลิปเสียง

ในทุก ๆ จังหวะของการเมืองไทยตอนนี้ เราจะเห็นเกมในสภาตั้งอยู่บนความร้อนแรงของการต่อสู้อย่างเดือดดาล โดยเฉพาะเรื่องการทูตกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาที่ถูกหยิบยกมากลายเป็นไฟลุกลามต่อทั้งรัฐบาล ฝ่ายค้าน และสังคมทั่วไป

ข้อเท็จจริงคือ สภาไทยกลายเป็นเวทีที่สะท้อนอารมณ์และมุมมองของทุกฝ่ายที่เข้ามาเกี่ยวข้อง บ่งบอกว่าการเมืองบ้านเราถึงจุดที่ยอดเย็นก็ยังไม่มีอะไรเย็นลงได้

ในขณะที่📩ศาลยังไม่ตัดสิน ‘นายกฯ อิ๊งค์’ มาตรฐานทางการเมืองในสภาถือเป็นฉากหนึ่งที่เต็มไปด้วยความร้อนแรงจากกลุ่มพลังต่าง ๆ พร้อมผลักดันให้สภาเป็นศูนย์กลางของความคืบหน้าทางการเมืองไม่ใช่น้อย

อย่างไรก็ตาม ศึกสภาร้อนโหมไฟการเมืองครั้งนี้มีมุมมองให้เราเห็นว่าการเมืองไทยยังวิวัฒนาการได้แค่ไหน หากมีการล็อกอินของกลุ่มผู้แทนจากประชาชนทุกฝ่ายที่มีวิสัยทัศน์มากกว่าผลประโยชน์ส่วนตัว

ที่มา – ศึกสภาร้อนโหมไฟการเมือง

รีบอ่านด่วน!…10 สัญญาณเตือน ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea) คือ ปัญหาสุขภาพที่อาจเป็นอันตรายหากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม โดยมักเกิดจากการอุดกั้นทางเดินหายใจขณะนอนหลับ ซึ่งส่งผลให้ลมหายใจหยุดชั่วคราวหลายครั้งในคืน ทำให้คุณนอนหลับไม่สนิท ตื่นบ่อย จนกระทบต่อสุขภาพจิตและกายในระยะยาว

รีบอ่านด่วน!…10 สัญญาณเตือน ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

หลายคนอาจไม่รู้ว่าตนเองป่วย เพราะอาการมักเกิดขึ้นในเวลากลางคืน แต่หากสังเกตให้ดี อาจพบสัญญาณเตือนต่าง ๆ ได้ดังต่อไปนี้:

  • นอนตะคริป หรือมีเสียงดังขณะหลับ
  • ตื่นบ่อยในเวลากลางคืน โดยไม่รู้สาเหตุ
  • เช้า起来 피곤 แม้จะนอนครบเวลา
  • นอนกรนอย่างหนัก
  • มีอาการเหนื่อยล้าตลอดวัน
  • สมาธิไม่อยู่ ง่วงนอนช่วงบ่าย
  • ปวดศีรษะตอนเช้า
  • อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย
  • ขึ้นน้ำหนักโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • ความดันโลหิตสูง

แนวทางการป้องกันและรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

หากคุณพบว่าตัวเองมีสัญญาณเตือนมากกว่า 2-3 ข้อ ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาอย่างเหมาะสม ซึ่งมีวิธีหลายแบบที่สามารถช่วยลดหรือขจัดปัญหานี้ได้ เช่น:

  • การใช้เครื่องช่วยหายใจ (CPAP) ซึ่งเป็นวิธีรักษาที่พบว่ามีประสิทธิภาพสูง ช่วยเปิดทางเดินหายใจขณะนอน
  • การลดน้ำหนัก เพราะน้ำหนักเกินเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
  • เปลี่ยนท่านอน เช่น หลีกเลี่ยงการนอนตะแคงหน้า แล้วเปลี่ยนมาใช้การนอนนอนหงายหรือนอนข้าง

การเข้าใจสัญญาณเตือน และให้ความสำคัญกับการนอนหลับที่มีคุณภาพ เป็นสิ่งสำคัญมากกว่าที่หลายคนคิด เพราะนอกจากจะส่งผลต่อสุขภาพร่างกาย ยังมีความเชื่อมโยงกับโรคหัวใจ เบาหวาน และความดันโลหิตสูงได้อย่างลึกซึ้ง

อย่าปล่อยให้อาการเล็ก ๆ เป็นภัยเงียบกลายเป็นโรคใหญ่ภายหลัง เพราะสุขภาพในทุกนาทีของการนอนหลับ ล้วนมีค่าที่ควรใส่ใจอย่างใกล้ชิด

ที่มา – รีบอ่านด่วน!…10 สัญญาณเตือน ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

มาริษบินเจนีวาฟ้องโลก เขมรฝังระเบิด-หลักฐานมัด

หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันจันทร์ที่ 25 ส.ค. 2568 นำเสนอข่าวสำคัญหลายประเด็นที่น่าสนใจ หนึ่งในนั้นคือกรณีที่ ‘มาริษ’ บินไปยังเจนีวาเพื่อฟ้องร้องต่อเวทีนานาชาติ เรื่องการฝังระเบิดของกลุ่มขับเคลื่อนทางการเมือง (เขมร) พร้อมหลักฐานที่เชื่อว่าสามารถมัดกลับได้อย่างแน่นหนา

มาริษบินเจนีวาฟ้องโลก เขมรฝังระเบิด-หลักฐานมัด

ในการฟ้องร้องครั้งนี้ มาริษได้นำหลักฐานเด็ด ๆ ที่สะสมมายาวนานมาเปิดโปง ทั้งภาพถ่าย วิดีโอ และเอกสารที่ระบุว่าเขมรฝังระเบิดในพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่มีอยู่ในปัจจุบัน การกระทำดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการโจมตีต่อความเชื่อถือและความสงบสุขของประชาชนในพื้นที่

การตอบโต้จากศบ.ทก.

หลังจากที่ข่าวการฟ้องร้องของมาริษถูกเปิดเผย ศูนย์บรรณาการเฉพาะกิจต่อต้านขับเคลื่อนทางการเมือง (ศบ.ทก.) ก็ได้ออกมาแสดงจุดยืนอย่างแข็งกร้าว โดยประกาศว่าพร้อมที่จะยื่นข้อโต้แย้งและพิสูจน์ว่าข้อมูลที่ถูกกล่าวหาไม่เป็นความจริง ไม่ว่าจะเป็นการวางทุ่นระเบิดหรือการกระทบต่อความขัดแย้งในพื้นที่ เพื่อปกป้องเกียรติภาพของฝ่ายตน

ทั้งนี้ ไม่ว่าฝ่ายใดจะออกมายืนยันความถูกต้องของข้อมูล ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่การขาดซึ่งความเชื่อมั่นของประชาชนต่อหน่วยงานที่มีอำนาจ ทำให้เรื่องราวเช่นนี้เกิดความตื่นตระหนกก่อนที่จะมีการพิสูจน์ความจริงอย่างเป็นทางการ

ประเด็นนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องในประเทศเท่านั้น แต่ยังถูกจับตามองจากนานาประเทศที่ให้ความสำคัญกับความมั่นคงในภูมิภาค ทั้งออตตาวา สหรัฐอเมริกา และประเทศสมาชิก GBC ที่ให้ความสนใจเป็นพิเศษว่าจะเกิดผลร้ายแรงต่อความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือไม่

ประชาชนเชียร์ให้หยุดคบกับเขมร

นอกจากนี้ ประชาชนจำนวนมากได้แสดงจุดยืนผ่านโซเชียลมีเดียว่าไม่เห็นด้วยกับการร่วมมือหรือคบค้าขายกับกลุ่มเขมร โดยเฉพาะเรื่องของการฝังระเบิดและการก่อความไม่สงบ ซึ่งถือเป็นการขัดขวางความเจริญก้าวหน้าของประเทศ

  • หลักฐานวางทุ่นระเบิดที่ถูกเปิดเผย
  • การละเมิดข้อตกลงหยุดยิง
  • การเสียชีวิตของพลเรือน
  • ผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐ

ในตอนท้าย การที่มาริษเลือกที่จะเผชิญหน้ากับโลกผ่านเวทีนานาชาติ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเรียกร้องความยุติธรรม และการต้องการให้ความจริงถูกเปิดเผยอย่างแม่นยำ อย่างไรก็ตาม ทุกฝ่ายต้องมีความรอบคอบในการพิจารณาข้อมูล เพื่อไม่ให้เกิดการตัดสินใจจากความลุ่มหลง หรือการมุ่งหมายที่มีลักษณะหลอกลวง

ในเวลาที่สถานการณ์ยังคงไร้ทิศทาง ความจริงจะเป็นสิ่งสำคัญที่ทั้งประเทศต้องการ เพื่อเติมเต็มช่องว่างในความเข้าใจ และสร้างแนวทางก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

ที่มา – เดลินิวส์ 25 ส.ค. ‘มาริษ’ บินเจนีวาฟ้องโลก เขมรฝังระเบิด-หลักฐานมัด

“ปืนใหญ่” โล่งใจ “ซากา-โอเดการ์ด” เจ็บไม่หนัก

แฟนบอลอาร์เซนอลหายใจคลายหายใจอย่างสุดซึ้งหลังจากทราบผลการตรวจอาการบาดเจ็บของ บูคาโย ซากา และ มาร์ติน โอเดการ์ด สองนักเตะคนสำคัญของทีม ที่เผยว่าอาการบาดเจ็บไม่ได้รุนแรงเหมือนที่ทุกคนคาดการณ์ไว้ในตอนแรก

ในเกมล่าสุดที่ เอมิเรตส์ สเตเดียม เจ้าบ้านอย่าง “ปืนใหญ่” ถล่ม “หงส์แดง” ลีดส์ ยูไนเต็ด ไปอย่างขาดลอย 5-0 แต่ความปังของชัยชนะกลับถูกเงาอาการบาดเจ็บของสองดาวเตะหลักในทีมมาแทรกแซง ทั้ง ซากา ที่มีปัญหาที่ต้นขา และ โอเดการ์ด ที่เจ็บบริเวณหัวไหล่

“ปืนใหญ่” โล่งใจ “ซากา-โอเดการ์ด” เจ็บไม่หนัก

ภายหลังจบเกม มิเกล อาร์เตตา ผู้จัดการทีมให้สัมภาษณ์ว่าอาการบาดเจ็บของทั้งสองนั้นน่าเป็นห่วงอย่างมาก แต่โชคดีที่ผลการตรวจสอบออกมาบอกว่าทั้งคู่จะไม่ต้องพักยาวเกินไป โดยตามรายงานของ ดิ แอธเลติก ระบุว่า “อาการไม่หนัก” และทั้งสองกระทั่งยังมีโอกาสกลับมาลงสนามในรอบต่อไปได้

โอกาสกลับมาลุยบิ๊กแมตช์กับลิเวอร์พูล

แม้ว่าอาการบาดเจ็บจะไม่รุนแรง แต่ยังไม่มีการยืนยันอย่างชัดเจนว่า ซากา และ โอเดการ์ด จะฟิตทันลงเล่นในเกมบิ๊กแมตช์ที่ทีมจะบุกไปเยือน “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ในวันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคมนี้หรือไม่ ซึ่งถือเป็นนัดสำคัญที่ทุกตากับจ้อง เพราะเป็นการดวลกับแชมป์เก่าในเกมที่เต็มไปด้วยอารมณ์และแรงกดดันสูง

สำหรับแฟนบอล “ปืนใหญ่” ต่างมีความสุขเป็นอย่างมากที่ได้รับข่าวดีนี้ และต่างยังคงให้ความเชื่อมั่นว่าทั้งคู่จะหายกลับมาลุยด้วยกันในไม่ช้า เพราะความสามารถและบทบาทในทีมนั้นสำคัญมหาศาล

  • อาการบาดเจ็บของซากาและโอเดการ์ดเป็นที่น่าห่วง
  • ข่าวดีระบุว่าอาการบาดเจ็บไม่หนักอย่างที่คิด
  • ทั้งสองอาจกลับมาลงเล่นในเกมกับลิเวอร์พูลได้
  • แฟนบอล “ปืนใหญ่” รู้สึกโล่งใจหลังทราบข่าว

แม้ผลงานในเกมล่าสุดของทีมจะยอดเยี่ยม แต่การมี ซากา และ โอเดการ์ด กลับมาเต็มที่คือกุญแจสำคัญในการรักษาผลงานในระยะยาว และเข็น “ปืนใหญ่” ไปสู่เป้าหมายสูงสุดในฤดูกาลนี้

หากคุณเป็นแฟนบอล “ปืนใหญ่” ล่ะก็ รับรองว่าข่าวนี้ต้องทำให้ยิ้มจนหูNearlyถึงหัวเข่าแน่นอน ขอให้ซากาและโอเดการ์ดแปลงแซงไม่นานเกินรอ!

ที่มา – “ปืนใหญ่” โล่งใจ “ซากา-โอเดการ์ด” เจ็บไม่หนัก

“เอ็มบัปเป” ฟอร์มสดรัวคนเดียว 2 ตุงพา “ราชันชุดขาว” คว้าชัย

ศึกฟุตบอลลา ลีกา สเปน เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เฉลิมฉลองความยิ่งใหญ่ของ “ราชันชุดขาว” อย่าง เรอัล มาดริด ที่โชว์ฟอร์มแกร่งบุกไปเฉือนชนะ เรอัล โอเบียโด ทีมน้องใหม่บนกระดานสกอร์ 3-0 นัดนี้ได้ตอกย้ำถึงความแข็งแกร่งของทีมหลังคว้าชัยชนะต่อเนื่องเป็นนัดที่สอง

“เอ็มบัปเป” ฟอร์มสดรัวคนเดียว 2 ตุงพา “ราชันชุดขาว” คว้าชัย

เกมส์นี้ เรอัล มาดริด ได้ครองบอลและควบคุมเกมอย่างเต็มที่ โดยเริ่มเปิดฉากเจาะขึ้นนำไปก่อนในนาทีที่ 19 เมื่อ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ ได้รับบอลจาก อาร์ดา กือแลร์ ก่อนจะพลิกตัวยิงเข้าไปอย่างสวยงาม เฉียบขาด ทำให้ทีมเยือนขึ้นนำ 1-0

เอ็มบัปเป พาเรอัลมาดริดบุกเก็บชัย

ฟอร์มร้อนแรงของเอ็มบัปเป

ครึ่งหลัง เรอัล มาดริด ยังคงเดินหน้าครองเกม และมาได้ประตูที่สองในนาทีที่ 83 เมื่อ วินิซิอุส จูเนียร์ ฉกบอลจากแดนรุกก่อนเปิดให้ เอ็มบัปเป้ ซัดบอลผ่านมือผู้รักษาประตูอย่างไม่ต้องสงสัย ก้าวขึ้นนำ 2-0 ซึ่งถือเป็นลูกที่สองของเขาในเกมนี้แล้ว

ปิดท้ายช่วงเวลาทดเจ็บ นาทีที่ 90+3 เบรียม ดิอาซ ได้เปิดบอลให้กับ วินิซิอุส จูเนียร์ ที่ไหลบอลเข้ากรอบเขตโทษก่อนจะยิงสุดแรงเข้าประตู เสียบสามเหลี่ยมสร้างความสุดยอดให้ทีมชุดขาว และยืนยันผลการแข่งขันใน_MATCH นี้ด้วยสกอร์ 3-0

ภายหลังเกม รีล มาดริด มีคะแนนสะสม 6 แต้มเต็มหลังเล่น 2 นัด โดยอยู่ในอันดับที่ 3 ตามหลัง บียาร์เรอัล ที่ครองตำแหน่งจ่าฝูง และรองจาก บาร์เซโลน่า ที่รั้งอันดับ 2 ส่วนฝั่ง โอเบียโด มีผลแพ้ติดต่อกัน 2 นัด ทำให้หล่นลงไปอยู่ในโซนอันตราย รั้งอันดับที่ 19 ของตารางคะแนน

  • ผลบอลคู่อื่น ๆ:
  • โอซาซูนา vs บาเลนเซีย : โอซาซูนา ชนะ 1-0
  • โซเซียดัด vs เอสปันญอล : เสมอ 2-2
  • บียาร์เรอัล vs จีโรนา : บียาร์เรอัล ชนะ 5-0

แม้จะลงเล่นแค่ 2 นัดแต่การกลับมาของ เอ็มบัปเป้ ในฟอร์มฉกาจดั่งเดิมวันแล้ววันเล่า จัดว่าเป็นอีกหนึ่งข่าวดีต่อความฝันของ ราชันชุดขาว ในการคว้าแชมป์ฤดูกาลปีนี้ คุณคิดว่า เอ็มบัปเป้ จะกลับมายิ่งใหญ่ในฐานะหัวหอกตัวหลักหรือเปล่า? มาติดตามกันต่อในนัดหน้า!

ที่มา – “เอ็มบัปเป” ฟอร์มสดรัวคนเดียว 2 ตุงพา “ราชันชุดขาว” คว้าชัย

เรื่องน่ารู้ : เอื้องช่อมะม่วง

เรื่องน่ารู้ : เอื้องช่อมะม่วง อาจเป็นคำที่หลายคนยังไม่คุ้นเคย โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ไม่ได้สัมผัสใกล้ชิดกับธรรมชาติหรือไม่ได้สนใจพืชพรรณท้องถิ่นมากนัก แต่แท้จริงแล้ว “เอื้องช่อมะม่วง” เป็นพืชท้องถิ่นที่มีลักษณะเฉพาะตัวคือเป็น “กล้วยไม้อิงอาศัย” ที่มีรูปร่างลักษณะต่างจากการปลูกในกระถางทั่วไป

เรื่องน่ารู้ : เอื้องช่อมะม่วง คืออะไร?

จากข้อมูลการศึกษา เรื่องน่ารู้ : เอื้องช่อมะม่วง หรือในชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Rhynchostylis gigantea เป็นพืชจำพวกกล้วยไม้ที่มีการเจริญเติบโตแบบอิงอาศัยกิ่งไม้หรือต้นไม้ขนาดใหญ่ มักพบตามป่าดงดิบ หรือบริเวณที่มีความชื้นสูง อายุยืน และเป็นพืชที่มีความสำคัญในด้านความงามตามธรรมชาติอย่างยิ่ง

ลักษณะเด่นของเอื้องช่อมะม่วง

พืชชนิดนี้มี กล้วยไม้อิงอาศัย เจริญทางยอด ความยาวประมาณ 15-20 เซนติเมตร เป็นพืชที่มีลำต้นแบบเฉียบและก้านแน่น รวมทั้งมี ใบ ที่มีรูปร่างเป็นแถบแบน ปลายใบหยักเว้า มีความกว้างประมาณ 1.5-3 เซนติเมตร และมีความยาวได้ถึง 20 เซนติเมตร

สิ่งที่ทำให้ เรื่องน่ารู้ : เอื้องช่อมะม่วง โดดเด่น คือดอกที่ออกเป็นช่อแยกแขนง ซึ่งมีความยาวกว่า 20 เซนติเมตร และเป็นดอกขนาดเล็กสีเหลือง มีเดือยคล้ายถุง ดอกเมื่อบานเต็มที่จะมีขนาดกว้างประมาณ 8-10 มิลลิเมตร ทำให้มีลักษณะคล้ายช่อมะม่วง จึงได้รับชื่อเรียกตามความคล้ายกันนั่นเอง

ความสำคัญของพืชเอื้องช่อมะม่วงในระบบนิเวศ

พืชกลุ่มนี้มีความสำคัญต่อระบบนิเวศอย่างมาก เพราะนอกจากจะเป็นแหล่งอาหารของแมลงผสมเกสรแล้ว ยังช่วยเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพในป่าไทยอีกด้วย

  • เป็นพืชที่ช่วยรักษาความชื้นในอากาศ
  • ช่วยให้แมลงและสัตว์เล็กได้มีที่อยู่อาศัย
  • มีความสวยงาม และนานาหายาก
  • มีศักยภาพในการอนุรักษ์และพฤกษ์กิจกรรม

นอกจากนี้ เรื่องน่ารู้ : เอื้องช่อมะม่วง ยังมีความนิยมในกลุ่มนักสะสมกล้วยไม้ เพราะมีลักษณะเฉพาะตัว และดอกมีความหอมหวานเฉพาะตัว จึงถูกเลือกเป็นหนึ่งในพืชที่มีศักยภาพในการขึ้นทะเบียนพันธุ์พืชพื้นถิ่น

การอนุรักษ์และหากินของพืช

พืชชนิดนี้มักนิยมพบในบริเวณป่าดงดิบที่มีอุณหภูมิค่อนข้างเย็นและความชื้นสูง ช่วยให้อยู่รอดได้ตลอดทั้งปี อย่างไรก็ตามเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศและการล่าตัดไม้ทำลายป่า ส่งผลให้พืชชนิดนี้มีแนวโน้มเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์

ดังนั้น การศึกษาและการอนุรักษ์พืชประเภทกล้วยไม้อิงอาศัย เช่น เรื่องน่ารู้ : เอื้องช่อมะม่วง จึงเป็นเรื่องที่ควรมีความสำคัญมากขึ้น เพื่อไม่ให้พืชงดงามเหล่านี้หายไปจากธรรมชาติของไทย

หากคุณเองเป็นผู้รักธรรมชาติและสนใจพืชพรรณไทยแล้วละก็ เราแนะนำให้เริ่มจากศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับพืชท้องถิ่น เช่น เอื้องช่อมะม่วง มันอาจจะเป็นก้าวเล็ก ๆ ที่สำคัญในการอนุรักษ์ธรรมชาติของเราก็ได้

ที่มา – เรื่องน่ารู้ : เอื้องช่อมะม่วง