ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ค่าเงินบาท 32.40 แข็งค่าตามภูมิภาค เกาะติดตัวเลขการส่งออกไทย

วันนี้ (25 ส.ค.) เงินบาทปรับตัวแข็งค่าอยู่ที่ระดับ 32.40-32.42 บาทต่อดอลลาร์ฯ ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นจากช่วงสุดสัปดาห์ที่แล้วที่ปิดที่ 32.65 บาท ความเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันจากภูมิภาค รวมถึง Sentiment ของดอลลาร์ที่เริ่มอ่อนตัวตามแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ

ค่าเงินบาท 32.40 แข็งค่าตามภูมิภาค เกาะติดตัวเลขการส่งออกไทย

น.ส.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า การปรับตัวขึ้นของเงินบาทในช่วงเช้าของวันนี้ สอดคล้องกับแนวโน้มของสกุลเงินอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากความคาดหวังของตลาดที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) จะมีแนวโน้มปรับลดดอกเบี้ยในอนาคต

ปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อค่าเงินบาท

ทิศทางของเงินบาทในวันนี้ได้รับอิทธิพลจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง:

  • คณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐ (FOMC) ที่มีสัญญาณในเชิง Dovish หลังจากประธาน FED ออกมาแสดงความเห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐอาจเริ่มชะลอตัว ซึ่งทำให้ความคาดหวังในการปรับขึ้นดอกเบี้ยลดลง
  • บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ที่ปรับตัวลง ทำให้ความน่าสนใจของสินทรัพย์ในสหรัฐลดลง ส่งผลให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง

นอกจากนี้ ตลาดยังจับตาดู ตัวเลขการส่งออกเดือนกรกฎาคมของไทย ที่จะมีการประกาศวันนี้ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อ Sentiment ของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

กรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ไว้ที่ 32.25-32.55 บาทต่อดอลลาร์ โดยหากตัวเลขการส่งออกออกมาดี จะทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อไป แต่หากไม่เป็นไปตามคาด ก็อาจเป็นปัจจัยลบต่อมูลค่าเงินบาท

ปัจจัยสำคัญอื่น ๆ ที่ต้องติดตาม ได้แก่:

  • ฟันด์โฟลว์ของนักลงทุนต่างชาติ
  • ราคาทองคำในตลาดโลกระหว่างวัน
  • ตัวเลขยอดขายบ้านใหม่ของสหรัฐฯ ประจำเดือนกรกฎาคม

ทั้งนี้ แม้เงินบาทจะปรับตัวแข็งในช่วงเช้า แต่ผู้เชี่ยวชาญยังไม่ตัดความเป็นไปได้ที่เงินบาทจะกลับมาอ่อนค่าได้หากปัจจัยภายนอกมีความผันผวน เช่น การลงคะแนนเสียงของสภาสหรัฐ หรือข่าวเศรษฐกิจโลกที่ออกมา

สรุปแนวโน้มเงินบาทในช่วงบ่ายวันนี้

ภายใต้สถานการณ์ในตอนนี้ การติดตาม ค่าเงินบาท 32.40 แข็งค่าตามภูมิภาค เกาะติดตัวเลขการส่งออกไทย ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับนักลงทุน ไม่ว่าจะเป็นผู้ส่งออกหรือผู้นำเข้าสินค้า เนื่องจากสกุลเงินที่แข็งค่าอาจส่งผลต้นทุนและกำไรในเชิงลบหรือบวกได้ในทางใดทางหนึ่ง

สำหรับนักลงทุนรายย่อย ควรติดตามข่าวเศรษฐกิจระหว่างประเทศและเชิงเทคนิคของเงินบาทเพื่อประเมินจังหวะซื้อขายให้เหมาะสม ไม่ควรตัดสินใจด้วยความรู้สึกแฝงความคาดเดา หากสามารถวางแผนอย่างรอบคอบจะช่วยลดความเสี่ยงได้มากที่สุด

ข้อมูลเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญยังชี้ให้เห็นว่า แม้เงินบาทจะมาแรงในวันนี้ แต่ความไม่แน่นอนในตลาดโลกยังมีอยู่มาก ส่งผลให้ควรเน้นการบริหารความเสี่ยงมากกว่าการแสวงหาผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว

ที่มา – ค่าเงินบาท 32.40 แข็งค่าตามภูมิภาค เกาะติดตัวเลขการส่งออกไทย

เอ็นที จับมือ กพท. พัฒนาระบบโดรนเดลิเวอรี่

ล่าสุด เอ็นที หรือ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ได้ประกาศความร่วมมือกับ กพท. หรือ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เพื่อพัฒนา ระบบขนส่งโดรนเดลิเวอรี่ อย่างเป็นระบบและปลอดภัย โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความสามารถในการบริหารจัดการห้วงอากาศ และส่งเสริมให้ประเทศไทยก้าวทันเทคโนโลยีการบินไร้นักบินในอนาคต

เอ็นที จับมือ กพท. พัฒนาระบบโดรนเดลิเวอรี่

งานนี้ พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็นที ได้เปิดเผยว่า ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยี โดรนเดลิเวอรี่ อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านความปลอดภัย การควบคุม และความสามารถในการบริหารจัดการภูมิอากาศ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญต่อการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับระบบขนส่งไร้นักบินในอนาคต

โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมสนับสนุน

เอ็นที ในฐานะผู้ให้บริการสื่อสารโทรคมนาคมรายใหญ่ของประเทศ ไม่เพียงแต่มีโครงข่ายเสาโทรคมนาคมกว่า 24,700 ต้นทั่วประเทศ ที่สามารถรองรับสัญญาณเชื่อมต่อของโดรนได้อย่างครอบคลุม แต่ยังเปิดให้บริการเกตเวย์ใบอนุญาตสำหรับเครือข่ายดาวเทียมวงโคจรต่ำ ซึ่งเป็นศักยภาพในการควบคุมโดรนผ่านดาวเทียมอีกด้วย

พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย กล่าวด้วยว่า การร่วมมือครั้งนี้เป็นการตอบโจทย์ของนโยบายภาครัฐในการส่งเสริมยุทธศาสตร์ชาติในด้านการพัฒนาระบบขนส่งและเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยเฉพาะในเรื่องของการยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการบินแห่งภูมิภาค

เป้าหมายและประโยชน์ที่คาดหวัง

การพัฒนา ระบบขนส่งโดรนเดลิเวอรี่ นี้ คาดว่าจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทาน ลดเวลาในการขนส่ง และช่วยให้การบริการถึงมือผู้บริโภคได้รวดเร็วขึ้น ทั้งในพื้นที่เมืองใหญ่และพื้นที่ห่างไกล อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาการจราจร และลดการปล่อยก๊าซจากการขนส่งทางบก

  • เพิ่มประสิทธิภาพระบบควบคุมและบริหารจัดการห้วงอากาศ
  • สนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีในระบบขนส่งไร้นักบิน
  • ยกระดับความสามารถในการแข่งขันของไทยในระดับนานาชาติ
  • ลดต้นทุนและเวลาในห่วงโซ่อุปทาน

นับเป็นความร่วมมือที่มีคุณค่าสูง ทั้งในแง่ของเทคโนโลยี การมองไกล และการเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต ระบบขนส่งโดรนเดลิเวอรี่ ที่กำลังจะเปลี่ยนวิถีชีวิตและธุรกิจของไทยในอีกไม่ช้า

หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจขนส่งหรือสนใจด้านนวัตกรรมการขนส่ง การติดตามแนวโน้มเทคโนโลยีนี้อย่างใกล้ชิดจะช่วยให้คุณไม่ตกเทรนด์ และสามารถปรับตัวได้รวดเร็วเมื่อระบบเริ่มเปิดให้ใช้งานจริง

ที่มา – “เอ็นที” จับมือ “กพท.”พัฒนา ระบบขนส่ง “โดรน เดลิเวอรี่”

ราคาทองวันนี้ 25 ส.ค. ลดลง 50 บาท ส่งผลต่อผู้ลงทุนอย่างไร?

ราคาทองวันนี้ 25 ส.ค. 68 เมื่อเวลา 09:07 น. ปรับตัวลดลงเล็กน้อย 50 บาท สู่ระดับ 51,600 บาท ต่อ ons เทียบกับราคาเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 200 บาท แตะ 51,650 บาท ขณะที่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำรวมปรับตัวขึ้นทั้งสิ้น 300 บาท

ราคาทองวันนี้ 25 ส.ค. ลดลง 50 บาท

ราคาทองคำแท่งในประเทศไทยในเช้าวันนี้มีการประกาศราคาซื้อขายดังนี้: รับซื้อที่ราคา 51,500 บาท/บาท และขายออกที่ 51,600 บาท/บาท ส่วนทองรูปพรรณมีราคาซื้อที่ 50,467.64 บาท/บาท และราคาขายที่ 52,400 บาท/บาท

ราคาทองในตลาดโลกเมื่อเร็ว ๆ นี้มีการเคลื่อนไหวอย่างไร?

ราคาทองคำ Spot ในตลาดโลกปรับตัวลดลงในช่วงเช้าวันนี้ แตะที่ประมาณ 3,364 ดอลลาร์/ออนซ์ หลังจากที่ปิดตลาดสุดสัปดาห์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาอยู่ที่ 3,372 ดอลลาร์/ออนซ์ ส่วนราคาทองคำในตลาด COMEX ของสหรัฐปิดตลาดเมื่อคืนวันศุกร์เพิ่มขึ้น 36.90 ดอลลาร์ แตะที่ 3,418.50 ดอลลาร์/ออนซ์ โดยได้รับปัจจัยบวกจากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ หลังจากนายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ให้ถ้อยแถลงในงานประชุมประจำปีของเฟดที่เมืองแจ็กสันโฮล รัฐไวโอมิง ซึ่งส่งสัญญาณว่าอาจมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนนี้

  • ราคาทองคำแท่งรับซื้อ: 51,500 บาท
  • ราคาทองคำแท่งขายออก: 51,600 บาท
  • ราคาทองรูปพรรณรับซื้อ: 50,467.64 บาท
  • ราคาทองรูปพรรณขายออก: 52,400 บาท

ผู้บริโภคและนักลงทุนควรติดตาม ราคาทองวันนี้ 25 ส.ค. ลดลง 50 บาท เนื่องจากมีผลต่อการตัดสินใจซื้อขายและการลงทุนในสินทรัพย์แบบปลอดภัยเช่นทองคำ เมื่อดอลลาร์อ่อนค่า ทองคำมักจะเป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนแห่ซื้อเป็นของเก็งกำไร แต่หากดอลลาร์แข็งค่า ก็อาจทำให้ราคาทองกดดันลงได้เช่นกัน

ดังนั้น การติดตามข่าวเศรษฐกิจโลก尤其是นโยบายการเงินของสหรัฐอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุนในโลกแห่งความผันผวนนี้ โดยเฉพาะในช่วงปลายเดือนนี้ที่ตลาดกำลังจับตาดูการประชุม FED อย่างรอบคอบ

สำหรับผู้ที่สนใจสะสมทองคำในช่วงราคานี้ หากมีแผนลงทุนระยะยาว การซื้อในราคาที่ลดลงอาจถือเป็นจังหวะที่ดี เพราะแนวโน้มการลงทุนในทองในระยะยาวยังคงได้รับการสนับสนุนจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลก

ติดตามราคาทองวันนี้ 25 ส.ค. ลดลง 50 บาท เพื่อวางแผนลงทุนอย่างมืออาชีพและพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงตลาดอยู่เสมอ

ที่มา – ราคาทองวันนี้ 25 ส.ค. ลดล 50 บาท

3 เพลงพลังใจจาก เฟิร์น กัญญารัตน์ ฟังแล้วสู้ต่อได้

“เฟิร์น กัญญารัตน์” ศิลปินสาวเท่ที่หลายคนยกให้เป็นตัวแทนแห่งกำลังใจ ด้วยน้ำเสียงที่จริงใจและเข้าถึงหัวใจผู้ฟัง บวกกับเนื้อหาเพลงที่ถ่ายทอดพลังบวกได้อย่างเต็มเปี่ยม ทุกครั้งที่ได้ฟังจึงเหมือนมีแรงฮึดกลับมา วันนี้เราขอแนะนำ 3 เพลงพลังใจจาก เฟิร์น กัญญารัตน์ ที่จะช่วยเติมไฟและพลังใจให้คุณก้าวต่อไป แม้ในวันที่รู้สึกเหนื่อยหรือท้อแท้

3 เพลงพลังใจจาก เฟิร์น กัญญารัตน์ ฟังแล้วสู้ต่อได้

งานเพลงของเฟิร์น ไม่เพียงสื่อสารความรู้สึกอย่างลึกซึ้ง แต่ยังขอเป็นแรงผลักดันให้ทุกคนได้ก้าวผ่านวันที่หนักเหน็บ ด้วยเพลงเหล่านี้ คุณจะพบแรงบันดาลใจที่เติมพลัง ให้กับหัวใจที่เคยล้า

1. เพลงที่เป็นแรงใจในวันที่อยากแพ้

เพลงนี้ชวนให้ฟังและทบทวนตั้งแต่แรกฟัง ด้วยแนวทางดนตรีที่บีทเป็นจังหวะและการร้องที่ส่งตรงถึงความรู้สึก เหมาะกับทุกคนในวันที่ต้องต่อสู้กับอุปสรรคชีวิต เพลงนี้คือพลังใจตัวจริงที่เราอยากแนะนำ

2. เพลงที่ตอกย้ำว่า “การไม่ยอมแพ้” คือเส้นทาง

งานนี้พอมีการเผยคอนเซ็ปต์มา ก็ทำเอาหลายคนสนใจและแชร์เพลงต่อหนักมาก โดยเน้นให้เห็นถึงวิถีของการเดินหน้า แม้อุปสรรคจะดูใหญ่โต แต่สิ่งหนึ่งที่คงอยู่คือ “ใจที่ยังไม่ยอมแพ้”

  • เนื้อเพลงทรงพลัง ชวนคิดถึงการไม่ท้อ
  • ทำนองติดหู ฟังง่ายแต่สื่อสารลึกซึ้ง
  • เหมาะกับทั้งการใช้เวลาคนเดียวหรือเป็นแรงใจในที่สาธารณะ

3. เพลงแห่งความหวังที่เป็นเสียงพูดแทนหัวใจ

ในวันที่คุณรู้สึกว่างานหนักเกินไป เฟิร์น กัญญารัตน์ จะอยู่ตรงนั้นด้วยเสียงเพลงที่อบอุ่นและมั่นคง ย้ำเตือนเสมอว่าคุณไม่ได้อยู่คนเดียว และทุกความพยายามมีคุณค่า

เพราะการมีแรงใจบางครั้งมาจาก “เสียงเพลง” ที่พูดถึงสิ่งที่คุณรู้สึก ว่าท้อก็ไม่เป็นไร อยากแพ้ก็เข้าใจ แต่เราจะเติมพลังให้คุณอยู่เสมอ “ไม่ว่าจะเหนื่อยแค่ไหนก็อย่าลืมว่า คุณยังมีเสียงเพลงของเฟิร์นอยู่ตรงนี้”

หากคุณรักเพลงที่เติมพลังใจ การติดตาม 3 เพลงพลังใจจาก เฟิร์น กัญญารัตน์ จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเติมความหวังในวันที่เหนื่อยล้า

แฟนๆ สามารถติดตามข่าวสารรอบโลกได้แล้ววันนี้ที่ www.dailynews.co.th และทุกแพลตฟอร์มของ Dailynews

ที่มา – 3 เพลงพลังใจจาก “เฟิร์น กัญญารัตน์” ฟังแล้วสู้ต่อได้ แม้ชีวิตจะเหนื่อยแค่ไหน

ศาลสูงสุดอินเดียแก้คำสั่งกำจัดสุนัขจร ในเมืองหลวงและย่านชานเมือง

สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ว่า ศาลสูงสุดของอินเดียได้มีมติแก้ไขคำสั่งเกี่ยวกับการจัดการสุนัขจรจัดในกรุงเดลีและพื้นที่โดยรอบ หลังจากเดิมคำสั่งถูกตัดสินว่า “รุนแรงเกินไป” ศาลจึงได้กำหนดแนวทางใหม่ในการจัดการสุนัขจรจัดในเมืองหลวงและย่านชานเมือง

ศาลสูงสุดอินเดียแก้คำสั่งกำจัดสุนัขจร ในเมืองหลวงและย่านชานเมือง

ภายใต้คำสั่งใหม่ สุนัขจรจัดที่ถูกจับจากท้องถนนในกรุงเดลีและเขตปริมณฑล ควรถูกนำไปปล่อยในพื้นที่เดิม แต่ต้องผ่านการฉีดวัคซีนและทำหมันก่อน เพื่อควบคุมจำนวนประชากรสุนัขและลดความเสี่ยงจากโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งถือเป็นการเข้าใจในธรรมชาติของสัตว์ และยังคงรักษาความปลอดภัยของประชาชนไว้ด้วย

ข้อห้ามในการปล่อยสุนัขกลับสู่ชุมชน

แม้จะเป็นคำสั่งที่มีความเอื้ออาทรต่อสุนัขจรจัดอยู่บ้าง แต่ศาลสูงสุดอินเดียได้ระบุชัดเจนว่า ห้ามนำสุนัขที่ติดเชื้อ สงสัยว่ามีเชื้อพิษสุนัขบ้า หรือมีพฤติกรรมก้าวร้าวกลับไปปล่อยในพื้นที่ที่มีการอยู่อาศัยของมนุษย์ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและการแพร่กระจายของโรค

นอกจากนี้ ศาลยังได้เสนอแนวทางหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับการช่วยเหลือสุนัขจรจัดอย่างยั่งยืน คือ การห้ามประชาชนให้อาหารสุนัขบนท้องถนน และจะมีการจัดตั้งพื้นที่เพื่อให้อาหารโดยเฉพาะในแต่ละเขต วิธีนี้ช่วยลดการรวมกลุ่มของสุนัขในพื้นที่หนาแน่นและลดผลกระทบต่อชุมชนโดยตรง

โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคที่อันตรายสูง โดยเชื้อไวรัสจะถูกส่งต่อจากสุนัขกัด และสามารถคร่าชีวิตมนุษย์ได้ โดยข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ปีละมีผู้เสียชีวิตกว่า 60,000 คนทั่วโลก และ 36% ของจำนวนดังกล่าวเกิดขึ้นในอินเดีย ดังนั้นการจัดการกับปัญหาสุนัขจรจัดถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

คำสั่งใหม่นี้ถือเป็นก้าวแรกของอินเดียในด้านอนุรักษ์สัตว์ในเมือง ที่ยังคงคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนด้วย ด้วยการใช้นโยบายที่ยืดหยุ่นและดูแลมวลชนสัตว์อย่างมีระบบ คาดว่าจะช่วยลดจำนวนผู้ติดเชื้อจากการกัดของสุนัข และลดอัตราการเสียชีวิตได้ในระยะยาว

เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสัตว์จรจัดและส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นมิตร เราทุกคนควรตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความสะอาด ในขณะเดียวกันก็ต้องเคารพสิทธิของสัตว์อีกด้วย

ที่มา – ศาลสูงสุดอินเดียแก้คำสั่งกำจัดสุนัขจร ในเมืองหลวงและย่านชานเมือง

การบินไทย แฮปปี้! Network Airline ดันรายได้-ผู้โดยสารเพิ่ม

หลังจากที่ การบินไทย เริ่มเปิดกลยุทธ์ Network Airline หรือสายการบินที่เน้นการเชื่อมต่อระหว่างเส้นทางการบิน โดยใช้ประเทศไทยเป็นฮับกลาง พบว่ากลยุทธ์นี้ส่งผลดีต่อผลประกอบการอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่ 2 ปี 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่บริษัทฯ รายงานผลประกอบการที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์

การบินไทย แฮปปี้! Network Airline ดันรายได้-ผู้โดยสารเพิ่ม

นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สัดส่วนผู้โดยสาร Network เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้ทั้งรายได้และปริมาณผู้โดยสารของบริษัทเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการบริหารจัดการช่วงเวลาการใช้เครื่องบินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้การบินไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้นกว่าเดิม

เครื่องบินใหม่เสริมทัพ 18 ลำในปีหน้า

ความสำเร็จของกลยุทธ์ Network Airline ยังส่งผลดีต่อภาพรวมของสายการบิน โดยแผนการจัดหาเครื่องบินลำใหม่กำลังเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ในฤดูหนาวปีหน้าหรือช่วงต้นปี 2569 การบินไทยจะรับมอบ เครื่องบินแอร์บัส 321neo จำนวน 2 ลำ รวมไปถึง โบอิ้ง 787-9 อีก 1 ลำ และในปีเดียวกันจะทยอยรับมอบอีก 15 ลำ เพิ่มเติม ส่งผลให้สิ้นปี 2569 จะมีทั้งหมด 96 ลำ

เครื่องบินใหม่เหล่านี้จะถูกนำไปเสริมความแข็งแกร่งในเส้นทางระยะสั้นและระยะกลาง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย ที่มีแนวโน้มการเดินทางที่เพิ่มขึ้น

  • เครื่องบินรุ่นแอร์บัส 321neo – จำนวน 2 ลำ
  • เครื่องบินรุ่นโบอิ้ง 787-9 – จำนวน 1 ลำ
  • เครื่องบินรุ่นอื่น ๆ อีก 15 ลำ

นอกจากนี้ ในอนาคตอันใกล้ การบินไทยคาดการณ์ว่าจะได้รับ โบอิ้ง 787 จำนวน 45 ลำ โดยจะทยอยรับมอบตั้งแต่ปี 2571 เบื้องต้นประมาณ 9 ลำในล็อตแรก โดยเครื่องบินจะถูกใช้งานในเส้นทางที่มีความต้องการสูงสุด เช่น อินเดีย ฮ่องกง จีน และจุดเชื่อมต่อภายในประเทศอย่างภูเก็ต

ทั้งนี้ การบินไทยยังได้ออกออเดอร์เพื่อใช้สิทธิในการจัดหาเครื่องบินเพิ่มเติมอีก 35 ลำ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมในการขยายขีดความสามารถทางธุรกิจในระยะยาว

กลยุทธ์ Network Airline ไม่เพียงแต่ทำให้ การบินไทย แฮปปี้กับรายได้และจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น แต่ยังเป็นฐานรากสำคัญในการเคลื่อนไหวของสายการบินในอนาคต การลงทุนในเครื่องบินรุ่นใหม่และการวางผังการบินที่มีประสิทธิภาพ คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้ ‘นกใหญ่ในฟ้าไทย’ กลับมาเป็นผู้นำในวงการการบินอีกครั้ง

ที่มา – “การบินไทย” แฮปปี้! Network Airline ดันรายได้-ผู้โดยสารเพิ่ม ปีหน้าเครื่องบินใหม่เสริมทัพ 18 ลำ

โซเชียลอัพเดท… ตอกย้ำความร่วมมือธุรกิจในประเทศ

ข่าวสารความร่วมมือทางธุรกิจและการเปิดตัวโครงการใหม่ ๆ ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ผลักดันให้ตลาดไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลดีในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับผู้บริโภค ผู้ประกอบการ หรือภาคเศรษฐกิจโดยรวม บทความนี้เราจะพาไปย้อนดูภาพความร่วมมือและนวัตกรรมล่าสุดจากหลากหลายภาคอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ผ่านหัวข้อ “โซเชียลอัพเดท” ในแบบเรียลไทม์

โซเชียลอัพเดท…ด้านการเงินและซัพพลายเชน

ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี ตอกย้ำความเป็นพันธมิตรที่ลูกค้าไว้วางใจ โดยร่วมมือกับ DKSH (ประเทศไทย) จำกัด ในการสนับสนุนบริการซัพพลายเชนโซลูชันและผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ซึ่งรวมถึง Corporate Card เพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงวงเงินสินเชื่อ ยิ่งไปกว่านั้นยังเข้าถึงกลุ่มลูกค้าในธุรกิจยานยนต์และน้ำมันหล่อลื่นที่ DKSH รับผิดชอบด้วย

ธุรกิจ การเงิน และการจัดการสินค้าคงคลัง

ในการร่วมมือครั้งนี้ ทีทีบีนำเสนอโซลูชันครบวงจรที่ช่วยเพิ่มความคล่องตัวให้ธุรกิจของ DKSH ทั้งด้านการชำระเงิน การบริหาร cash flow และ.Short-term credit facility ซึ่งถือว่าเป็นแนวทางการสนับสนุนที่ตอบโจทย์ยุคดิจิทัลใหม่ที่ทุกธุรกิจต้องสามารถบริหารได้แบบ real-time มากขึ้น

โซเชียลอัพเดท…จากภาคอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว

อีกหนึ่งเรื่องที่สร้างความประทับใจคือ COSMAX (ประเทศไทย) ที่ร่วมมือกับ aCommerce Group ในการเปิดตัวแบรนด์ ‘YOUTHLABO’ ภายใต้แนวคิด “Made in Thailand, K-Science Inside” สะท้อนศักยภาพของโรงงาน COSMAX ที่นำเสนอความเชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์สกินแคร์สู่ระดับโลก)

ความร่วมมือระหว่างสตรีทฟู้ดกับอนาคต

ในขณะเดียวกัน นายสมเจตน์ ปัญจวัฒนางกูร กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฟร์ ฟูดส์ จำกัด เปิดโอกาสให้กลุ่ม “LANNA FUTURE FOOD” เข้าเยี่ยมชมโรงงาน เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการพัฒนาธุรกิจอาหาร โดยใช้วัตถุดิบท้องถิ่นเข้าสู่ตลาด Food For Future ซึ่งถือเป็นความริเริ่มที่สนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้เติบโตไปสู่โอกาสระดับโลก

โซเชียลอัพเดท… ภาคเกษตรกรรมและสุขภาพ

ยังไม่หมดเพียงเท่านั้น บริษัท ยันม่าร์ เอส.พี. จำกัด และ บริษัท เจียไต๋ จำกัด ร่วมกันจัดกิจกรรม “ฟิวส์เดย์ ฟิลแรลลี่” เพื่อเปลี่ยนอาชีพชาวนาแบบดั้งเดิม ให้ก้าวเป็น ‘ชาวนามืออาชีพ’ ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้การใช้เทคโนโลยีในการปลูกข้าว และระบบจัดการฟาร์มแบบมืออาชีพ

สุขภาพ กับศูนย์การแพทย์ชั้นนำ

อย่าง บมจ.เอกชัยการแพทย์ ที่เพิ่งเปิด “เอกชัยคาร์ดิโอวาสคูลาร์ เซ็นเตอร์” หลังลงทุนกว่า 40 ล้านบาท โดยมุ่งเป้าปีนี้จะรักษาผู้ป่วยกว่า 480 ราย และสร้างรายได้ถึง 90 ล้านบาท ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนวิสัยทัศน์ของ EKH ในการเติบโตในภาคบริการสุขภาพอย่างยั่งยืน

ทั้งหมดนี้คือภาพรวมของ โซเชียลอัพเดท ในรอบสัปดาห์ ที่สะท้อนถึงโอกาสต่าง ๆ ที่สานต่อจากการร่วมมือเฉพาะกิจ ไปสู่การเติบโตจริงของภาคธุรกิจในรูปแบบยั่งยืน และกลางกระแสที่กระจายออกไปทุกภาคส่วน หากคุณมีข่าวดี อยากแชร์สิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นในวงการของคุณ อย่าลืมส่งมาที่ [email protected] ได้เลย!

ที่มา – โซเชียลอัพเดท…

แจ้งจับ ‘โจรห่มเหลือง’ ฉกโน้ตบุ๊กไม่กลัวบาป

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ที่ผ่านมา มีเหตุการณ์น่าสะพรึงใจเกิดขึ้นที่อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งจากข้อมูลเบื้องต้นที่ได้รับการเปิดเผยจาก นางมนัสศา เหล่าธรรมจักร เจ้าของร้านกระปุกโฟน ถนนศรีเทพ 1 อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ ระบุว่าร้านของเธอตกเป็นเหยื่อจากการลักขโมย โดยมีคนร้ายสวมชุด โจรห่มเหลือง หรือเป็นพระรูปหนึ่งที่จงใจเข้าไปก่อเหตุภายในร้าน

โจรห่มเหลืองก่อเหตุลักขโมยโน้ตบุ๊ก

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นางมนัสศาเล่าให้ฟังว่า ชายรูปนั้นแต่งกายชุดสีเหลือง ซึ่งสื่อถึงความเป็นพระ ได้เข้ามาในร้านสวมรอยเป็นลูกค้าทั่วไป และแสดงพฤติกรรมที่ดูไม่มีความประสงค์ร้าย จนเธอกับพนักงานหลงเชื่อ จากนั้นได้ขอจำนำโทรศัพท์ แต่เธอปฏิเสธ เนื่องจากความเกรงว่าจะเสื่อมพระเกียรติ

หลังจากนั้น นางมนัสศาเดินไปให้บริการกับลูกค้ารายอื่น ไม่นานกลับมาก็พบว่าโน้ตบุ๊กยี่ห้อ HP มูลค่ากว่า 9,000 บาท หายไปจากภายในร้านอย่างลึกลับ เมื่อตรวจสอบจากกล้องวงจรปิดเห็นชัดเจนว่า โจรห่มเหลือง เดินมารับของใส่ย่าม แล้วเดินออกจากทางด้านหลังขายของถนนหลังตลาด ด้วยท่าทางไม่เกรงกลัวความผิดหรือบาปแต่อย่างใด

ย่ามเป้ย่ามสั้น ๆ ถูกเปลี่ยนไปใช้ในการขโมย

จากคำให้การของวินจักรยานยนต์ในพื้นที่ ผู้ก่อเหตุเดินมาจากสถานีรถไฟบ้านตาคลี จากนั้นเดินขอข้าวของตามร้านค้าอย่างฟุ้งซ่าน ก่อนมาเข้าร้านกระปุกโฟนแล้วลักลอบเอาของไปใส่ย่าม จากนั้นกลับว่าจ้างวินให้ไปส่งของให้ยังอำเภอตากฟ้าด้วยค่าโดยสาร 150 บาท โดยเขาจ่ายเงินนั้นจากการขอทานชาวบ้านบริเวณหน้าร้านเซเว่น แล้วหลบหนีไปด้วยตนเอง

เจ้าของร้านบอกว่าเหตุการณ์นี้ทำให้เธอรู้สึกเสียความรู้สึกอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงที่ข่าวเกี่ยวกับพระสงฆ์มีข่าวไม่ดีบ่อยครั้ง ทำให้คนทั่วไปเริ่มสูญเสียความศรัทธาในศาสนา จึงขอฝากวัดและสังคมในการตรวจสอบบุคคลก่อนรับเข้าเป็นพระอย่างรอบคอบ

เจ้าหน้าที่เร่งติดตามตัวเพื่อดำเนินคดี

หลังจากที่ทราบเหตุการณ์ นางมนัสศาได้เดินทางไปแจ้งความกับสำนักงานตำรวจในพื้นที่ เพื่อให้ดำเนินการสืบสวนเชิงลึก ร่วมกับการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดเพิ่มเติม พร้อมตรวจเช็คพยานหลักฐานต่าง ๆ ที่อาจช่วยให้สืบหาตัวโจรได้เร็วขึ้น

  • ชายรูปนี้สวมชุดสงฆ์แต่ทำตัวผิดศีลโรค
  • ใช้ย่ามเพื่อขนของที่ขโมย
  • หลบหนีจากทางด้านหลังของตลาด
  • ขอผู้ช่วยชาวบ้านเพื่อจ่ายค่าบริการวินจักรยานยนต์

ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุ โดยหวังว่าการเปิดเผ่นข่าวคราวครั้งนี้จะเป็นแรงผลักให้คนไทยร่วมกันเฝ้าระวัง ไม่ปล่อยให้บุคคลลักลอบสวมบทบาทศักดิ์สิทธิ์อย่างผิดๆ เพื่อแก่ผลประโยชน์ส่วนตัว

การกระทำของ โจรห่มเหลือง นี้ถือเป็นการกระทำผิดอย่างหนัก เพราะไม่เพียงแค่ละเมิดกฎหมาย แต่ยังกระทบต่อความศรัทธาของประชาชนอีกด้วย เรามิควรปล่อยให้พฤติกรรมแบบนี้เกิดขึ้นได้ง่าย หากทุกคนช่วยกันสังเกตและรายงาน จะช่วยลดความเสี่ยงในเหตุการณ์ทำนองนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – แจ้งจับ ‘โจรห่มเหลือง’ ฉกโน้ตบุ๊กไม่กลัวบาป เดินตีมึน หยิบใส่ย่ามก่อนเผ่นหนี

สะพานรถไฟประวัติศาสตร์ในเมียนมาถูกทำลาย ทหาร-ฝ่ายต่อต้านสาดโคลนกัน

เมื่อเร็ว ๆ นี้สำนักข่าวต่างประเทศได้รายงานจากกรุงเนปิดอว์ ประเทศเมียนมา เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ว่ากระทรวงข่าวสารเมียนมาได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับเหตุการณ์ระเบิดสะพานรถไฟประวัติศาสตร์แห่งหนึ่งในประเทศ โดยระบุว่ากลุ่มกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติท่าอ่าง (TNLA) ร่วมกับกองกำลังพิทักษ์ประชาชน (PDF) ได้ร่วมกันระเบิดทำลายสะพานรถไฟประวัติศาสตร์ในเมียนมา ซึ่งเคยเป็นที่รู้จักในฐานะสะพานรถไฟแบบโครงตอม่อที่มีความสูงที่สุดในโลก

สะพานรถไฟประวัติศาสตร์ในเมียนมา ประสบชะตากรรมถูกทำลาย

สะพานที่มีชื่อว่า ก๊กเต๊ก เป็นสะพานข้ามลำธารที่มีความสูงถึง 102 เมตร แห่งนี้ตั้งอยู่เหนือแม่น้ำมยิแง ในเขตทางตะวันตกของรัฐฉาน มีประวัติย้อนหลังไปถึงช่วงปี ค.ศ. 1901 หรือตรงกับ พ.ศ. 2444 สมัยที่เมียนมาอยู่ภายใต้อาณัติของสหราชอาณาจักร และสะพานนี้มีบทบาทสำคัญในเส้นทางการเดินทางระหว่างรัฐฉานกับมัณฑะเลย์

ความขัดแย้งยังคงดำเนินต่อ

อย่างไรก็ตาม ทางด้าน TNLA ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงและปฏิเสธข้อกล่าวหา ระบุว่าแท้จริงแล้วคือรัฐบาลทหารเมียนมาที่เป็นผู้ระเบิดสะพานรถไฟประวัติศาสตร์ในเมียนมา เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของสาธารณชนทั้งในและต่างประเทศจากสถานการณ์ที่กำลังรุนแรงในพื้นที่

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลทหารอยู่ในระหว่างเตรียมจัดการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ ซึ่งสื่อของรัฐอย่าง The Global New Light of Myanmar รายงานว่า การเลือกตั้งครั้งแรกจะจัดขึ้นในวันที่ 28 ธันวาคม จะมีการจัดการลงคะแนนเสียงใน 102 เขต จากทั้งหมด 330 เขต

ไม่ว่าจะเป็นรัฐยะไข่ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของประเทศ หรือภูมิภาคสะกายทางตอนเหนือ ซึ่งถือเป็นดินแดนฐานทัพของกลุ่มต่อต้านหลายกอง ล้วนมีปัญหาในการจัดการเลือกตั้ง เนื่องจากอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มต่าง ๆ ฝ่ายค้านจึงเข้าถึงได้เพียงบางส่วนเท่านั้น

  • รัฐยะไข่สามารถจัดการเลือกตั้งใน 3 เขตจาก 17 เขต
  • ภูมิภาคสะกายจัดการเลือกตั้งได้ประมาณ 1 ใน 3 ของพื้นที่

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการระเบิดสะพานรถไฟประวัติศาสตร์ในเมียนมา แต่สะท้อนถึงสถานการณ์ความไม่มั่นคงที่ขยายวงกว้างและซับซ้อนในประเทศ สะพานแห่งนี้เคยเป็นสัญลักษณ์ของความเจริญรุ่งเรือง แต่ในที่สุดกลับกลายเป็นซากเศษส่วนที่ต้องถูกเฉือนทอนทิ้ง

จากการที่รัฐบาลทหารและกลุ่มฝ่ายค้านมีจำนวนรายละเอียดที่ขัดแย้งกัน ทำให้เราในฐานะผู้ติดตามเหตุการณ์ต้องรอรับข้อมูลอย่างรอบด้าน และต้องมองข้ามความคาดเดาไปก่อน การรักษาความเป็นกลางในการรับฟังข่าวสารถือเป็นสิ่งจำเป็น หากคุณอยากรู้ข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์ในเมียนมา ติดตามข่าวสารอัพเดทได้ตลอดเวลาที่นี่

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

ที่มา – สะพานรถไฟประวัติศาสตร์ในเมียนมาถูกทำลาย ทหาร-ฝ่ายต่อต้านสาดโคลนกัน

“อย่าได้เจอกันอีกเลย” จาก “นิว นภัสสร” เจ็บปวดโดนหักหลัง

“นิว นภัสสร” นักร้องเสียงคุณภาพที่มีค่ายเพลงและแฟนๆ ต่างรู้จักดี กลับมาอีกครั้งกับซิงเกิลเดี่ยวเพลงที่ 2 ที่มีชื่อว่า “อย่าได้เจอกันอีกเลย” เพลงที่บอกเล่าถึงความเจ็บปวดจากการโดนคนรักที่ไว้ใจมาก่อนหักหลังอย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนสะสมเป็นบาดแผลทางใจที่รักษาไม่ง่าย

อย่าได้เจอกันอีกเลย แรงบันดาลใจจากความจริง

เพลงนี้ไม่ได้เป็นเพียงเสียงเพลงธรรมดาๆ แต่สะท้อนถึงความรู้สึกเจ็บปวดแบบลึกซึ้งที่หลายคนอาจเคยเผชิญ ซึ่ง “นิว นภัสสร” เผยว่า ตัวเธอก็เคยผ่านประสบการณ์แบบนี้มาก่อน ทำให้เธอสามารถร้องเพลงนี้ได้อย่างจริงใจและเข้าถึงอารมณ์ได้ลึกซึ้ง

การแสดงในมิวสิกวิดีโอที่ทุ่มเทสุดในชีวิต

สิ่งที่น่าสนใจคือ สำหรับมิวสิกวิดีโอของ “อย่าได้เจอกันอีกเลย” นี้ “นิว นภัสสร” ได้ก้าวเข้ามาแสดงในบทบาทนักแสดงด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก โดยเธอเปิดเผยว่าการรับบทเป็นตัวเองในสถานการณ์เจ็บปวดแบบนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะต้องใช้สมาธิและอารมณ์ที่หนักหน่วงมาก

เพื่อให้การแสดงออกมาได้อย่างมีชีวิตจริง สื่อสารความเจ็บปวดให้ชัดเจน นิวได้เรียนการแสดงเพิ่มเติมด้วยตนเองเพื่อให้สามารถแสดงอารมณ์ที่แท้จริงออกมาทางกล้องได้สมบูรณ์แบบมากที่สุด

นอกจาก “นิว นภัสสร” แล้ว ยังมีนักแสดงที่มีฝีมืออย่าง “เบญ เรียววิญานันท์” และ “พิชญ์ กาไชย” เข้ามาร่วมแสดงในมิวสิกวิดีโออีกด้วย ทำให้เนื้อหาของเพลงไม่เพียงแต่ฟังได้เพราะ แต่ยังมองได้อย่างลึกซึ้งและมีชีวิตชีวา

“อย่าได้เจอกันอีกเลย” สะท้อนใจของคนที่เจ็บ

เพลงนี้ได้แรงบันดาลใจจากประสบการณ์จริงๆ ของนิว ที่เคยถูกคนที่ไว้ใจหักหลังซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนในที่สุดความเจ็บปวดได้กลายเป็นคำพูดว่า “อย่าได้เจอกันอีกเลย” ที่ปลดปล่อยตัวเองจากความเจ็บปวดใบนั้น

  • ทำนอง: พี่เป้ วงมายด์ (ผู้ทรงคุณวุฒิด้านดนตรี และนักแต่งเพลงยอดนิยม)
  • นักร้อง: นิว นภัสสร
  • นักแสดงร่วมใน MV: เบญ เรียววิญานันท์, พิชญ์ กาไชย
  • อารมณ์หลักของเพลง: ความเจ็บปวด – การจากลา – การล้างแผลในใจ

เพลง “อย่าได้เจอกันอีกเลย” today ช่วยเปิดพื้นที่ให้คนฟังได้มีเวลาหยุดมองแผลในใจตัวเอง และหาทางเยียวยาด้วยความเข้าใจใหม่ๆ เหมือนที่นิวทำไว้ให้เห็น

หากคุณเคยผ่านเรื่องราวที่ทำร้ายซ้ำๆ จนหมดแรงจะไว้ใจใครอีกครั้ง เพลงนี้อาจจะใช่สำหรับคุณ ลองฟังดูแล้วบอกเราได้นะว่า “คุณเคยฟังแล้วร้องไห้กับเพลงนี้ไหม?”

ที่มา – โดนที่สุด “อย่าได้เจอกันอีกเลย” จาก “นิว นภัสสร” ที่ถ่ายทอดความเจ็บปวดจากการโดนหักหลังจากคนที่เราไว้ใจ