ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

‘สว.วุฒิพงศ์’ ปิ๊งไอเดียรอง ‘เท้านิลมังกร’ ป้องกันทหารขาขาดจากทุ่นระเบิด

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ที่รัฐสภา นายทหารวิทยาการวุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สว. ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) ด้านไซเบอร์ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ วุฒิสภา ได้แถลงข่าวเกี่ยวกับต้นแบบรองเท้า เท้านิลมังกร หรือที่เรียกอีกอย่างว่า สไปเดอร์บูท เพื่อป้องกันการบาดเจ็บของทหารจากทุ่นระเบิด ซึ่งกำลังกลายเป็นข่าวล่าสุดที่เปิดเผยให้ประชาชนได้รับรู้ถึงความคืบหน้า.

‘สว.วุฒิพงศ์’ ปิ๊งไอเดียรอง ‘เท้านิลมังกร’ ป้องกันทหารขาขาดจากทุ่นระเบิด

ภายใต้สถานการณ์ที่ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเผชิญกับภัยจากทุ่นระเบิดจำนวนมาก ส่งผลให้ทหารไทยต้องเสียชีวิตหรือขาดแขนขาดขาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดความสะเทือนใจต่อสาธารณะชนและลดขวัญกำลังใจของทหารแนวหน้าอย่างมาก ซึ่งทำให้น.ต.วุฒิพงศ์ได้ติดตามการแชร์ภาพรองเท้าป้องกันระเบิดที่เคยใช้ในการรบระหว่างรัสเซียและยูเครน จากนั้นได้มีการศึกษาไว้ว่าสิ่งประดิษฐ์เหล่านี้ถูกพัฒนาตั้งแต่ก่อนปี 2000 โดยประเทศแคนาดา และในภายหลัง ประเทศยูเครนได้นำไปดัดแปลงและใช้จริงในสนามรบจนได้ผลลัพธ์อย่างมีประสิทธิภาพ

เทคโนโลยีช่วยทหารลดความเสี่ยงจากแรงระเบิด

น.ต.วุฒิพงศ์กล่าวว่า การพัฒนาเท้านิลมังกร คือการนำเอาเทคโนโลยีเครื่องพิมพ์สามมิติมาประกอบชิ้นส่วนสำหรับรองเท้าที่ถูกยกฐานขึ้นทำให้ระดับของแรงกระแทกที่ส่งผ่านเข้าสู่ร่างกายลดลงอย่างชัดเจน โดยได้ประสานงานกับโรงงานหลายแห่งที่ร่วมให้การสนับสนุนไม่คิดมูลค่าในการออกแบบและการผลิตต้นแบบรองเท้าชุดนี้ส่งให้กองทัพภาคที่สองเพื่อทดสอบจริง

  • ▰ กระตุ้นให้ทหารมีความมั่นใจในการปฏิบัติภารกิจ
  • ▰ ช่วยลดแรงปะทะการระเบิดเพิ่มมากถึง 70%
  • ▰ รับประกันความปลอดภัยชั้นเยี่ยมจากผู้เชี่ยวชาญ
  • ▰ เตรียมแจกจ่ายฟรีหลังผ่านการทดสอบใช้งานจริง

“หากใส่รองเท้าคอมแบทธรรมดา ถูกแรงระเบิด ก็จะส่งผลให้ขาหักหรือขาดที่ข้อเท้าพอดี แต่หากใช้รองเท้าเท้านิลมังกร จะสามารถรองรับแรงกระแทกได้ดีกว่าและลดโอกาสของอาการบาดเจ็บหนักหรือขาขาดอย่างมีนัยสำคัญ เป็นเครื่องมือที่มีศักยภาพในการช่วยปกป้องชีวิตพลทหารหน้าแปลงอย่างแท้จริง”

แม้ว่าโปรดักต์ต้นแบบอาจมีข้อจำกัดเบื้องต้นเรื่องการสวมใส่ที่แตกต่างจากรองเท้าปกติ ทำให้ทหารต้องจับจิตในช่วงเริ่มใช้งาน แต่ก็ไม่อาจลดความสามารถในการปกป้องของรองเท้าที่มีการพิสูจน์แล้วว่าสามารถลดจำนวนผู้บาดเจ็บปีละหมื่นคนในสงครามยูเครน

การพัฒนาความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมนำไปสู่การปกป้องชีวิตทหาร

ได้มีการยืนยันอย่างเด่นชัดว่า เมื่อรองเท้าเท้านิลมังกรผ่านการทดสอบแล้ว จะสามารถผลิตในวงกว้างผ่านโรงงานที่ไม่ขอคิดมูลค่า ด้วยเป้าหมายเพื่อปกป้องพลทหารไทยที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งต้นแบบจะพร้อมในสัปดาห์หน้า หลังจากนั้นจะส่งมอบให้กองทัพภาคที่สองศึกษาและเป็นขั้นตอนของขั้นตอนสุดท้ายก่อนนำไปใช้งานจริง

โครงการนี้ไม่เพียงแค่เป็นการป้องกันทางกายภาพของทหารเท่านั้น แต่ยังสร้างแรงผลักดันให้ผู้คนมีขวัญและกำลังใจ พร้อมทั้งทำลายขวัญราชเดชของฝ่ายตรงข้าม เช่น ฝ่ายกัมพูชาซึ่งเป็นผู้วางทุ่นระเบิดโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้คนทั่วไป

หากคุณกำลังมองหาเนื้อหาอื่นๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีในยุคสมัยใหม่แบบนี้ หรือต้องการติดตามข่าวสารด้านการทหารและป้องกันประเทศ ก็สามารถตาม dõiบทความเราจะได้ติดตามข่าวใหม่ล่าสุดตลอดเวลา

ที่มา – ‘สว.วุฒิพงศ์’ ปิ๊งไอเดียรอง ‘เท้านิลมังกร’ ป้องกันทหารขาขาดจากทุ่นระเบิด

ดีพร้อม นำทัพผู้ประกอบการ 5 ราย เข้าร่วม Mega Shows Bangkok 2025

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม ภายใต้การนำของกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ปรับนโยบายเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้เติบโตและแข่งขันในตลาดโลก โดยล่าสุดมีการพัฒนาและส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ 5 ราย ที่ได้รับการคัดเลือกจากกระบวนการเขียนแผนธุรกิจ (Business Model Canvas : BMC) ได้เข้าร่วม Mega Shows Bangkok 2025 เพื่อเป็นโอกาสในการทดสอบตลาดจริง

ดีพร้อม นำทัพผู้ประกอบการ 5 ราย เข้าร่วม Mega Shows Bangkok 2025

ภายใต้แนวคิด “ดีพร้อมคอมมูนิตี้ ที่นี่มีแต่ให้” ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย 4 ให้และ 1 ปฏิรูป ได้แก่ ให้ทักษะใหม่ ให้เครื่องมือทันสมัย ให้โอกาสโตไกล ให้ธุรกิจไทยที่ดีคู่ชุมชน และการปฏิรูปองค์กรสู่ความทันสมัย ดีพร้อมได้จัดกิจกรรมพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายไทย ภายใต้โครงการ Fashion Alliance ประจำปีงบประมาณ 2568

นางดวงดาว ขาวเจริญ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม พร้อมด้วยนางสาวนันท์ บุญยฉัตร ผู้อำนวยการกองพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ได้เป็นเกียรติเยี่ยมชมบูธและให้การสนับสนุนกับผู้ประกอบการที่ชนะการคัดเลือก ได้แก่ 1. คุณชาญบุญ เอี่ยมหนู 2. คุณกมลมณี เจริญยุทธ 3. คุณอารยา ศานติสรร 4. คุณวชิราภรณ์ เหล่าฤกษ์อุทัย 5. คุณอภิญญา บุญหล้า ผู้ที่ได้รับสิทธิ์พิเศษในการแสดงสินค้าภายในงาน Mega Shows Bangkok 2025 ระหว่างวันที่ 16-18 กรกฎาคม 2568 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

โอกาสเกิดขึ้นจากความร่วมมือ

ทั้งนี้กิจกรรมดังกล่าว ยังส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเพิ่มเติมจาก 5 ราย ได้รับโอกาสในการทดสอบตลาดผ่านงาน Elegance of Thai Women 3 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 – 12 สิงหาคม 2568 ณ Hua Hin Convention Center ชั้น 1 บลูพอร์ต เป็นการขยายโอกาสทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

ทั้งสองกิจกรรมดังกล่าวได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมทั้งชาวไทยและต่างประเทศอย่างล้นหลาม เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้างเครือข่ายธุรกิจ สร้างโอกาสในการเติบโต และการก้าวสู่ตลาดโลกของผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมแฟชั่นอย่างแท้จริง

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการรุ่นใหม่ หรือกำลังมองหาโอกาสในการขยายฐานลูกค้า การเข้าร่วมกิจกรรมที่ได้รับการสนับสนุนจาก ดีพร้อม ถือเป็นช่องทางสำคัญที่คุณไม่ควรพลาด เพื่อสร้างชื่อเสียงและเติบโตอย่างยั่งยืนในตลาดแฟชั่นไทยและนานาชาติ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กองพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โทร. 0 2430 6883 หรือติดตามข่าวสารได้ที่ www.diprom.go.th และ www.facebook.com/dipromindustry

ที่มา – ดีพร้อม นำทัพผู้ประกอบการ 5 ราย ทดสอบตลาดในงานแสดงสินค้า Mega Shows Bangkok 2025

กสม.เร่งควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า เด็กเป็นเหยื่อซึมเศร้า-ปอดอักเสบ

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้มีการประชุมหารือกับคณะกรรมการพัฒนานโยบายสาธารณะประเด็นการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า โดยเฉพาะเนื่องจากมีแนวโน้มการใช้งานที่เพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มเด็กและเยาวชน จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรง

กสม.เร่งควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า เด็กเป็นเหยื่อซึมเศร้า-ปอดอักเสบ

เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น กสม. ได้มีการออกหนังสือด่วนที่สุดถึงนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 20 สิงหาคม 2568 โดยแจ้งเหตุผล ข้อเท็จจริง และข้อเสนอแนะเพื่อควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าอย่างจริงจัง

สถิติเผยความเสี่ยงจากบุหรี่ไฟฟ้า

จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าจำนวนผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทยเพิ่มขึ้นถึง 11.4 เท่า ระหว่างปี 2564 – 2567 โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 15 ปีขึ้นไป จำนวน 900,454 คนในปี 2567 เทียบกับปีก่อนหน้าเพียง 78,752 คน และหนึ่งในสี่ของกลุ่มนี้ใช้เฉพาะบุหรี่ไฟฟ้า สาเหตุหลักมาจากช่องทางการขายออนไลน์และรูปแบบการตลาดที่ดึงดูดเยาวชน

นิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้าส่งผลเสียต่อพัฒนาการของสมองเยาวชน กระทบสมาธิ การเรียนรู้ และเพิ่มโอกาสในการเป็นโรคซึมเศร้าหรือคิดฆ่าตัวตาย ยิ่งไปกว่านั้น รายงานยังพบผู้ป่วยปอดอักเสบจากบุหรี่ไฟฟ้าอายุเฉลี่ยเพียง 15 ปี ซึ่งบางรายต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ

กฎหมายล้าหลัง เด็กเปิดกว้างสูดควัน

แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ แต่ยังไม่มีการบัญญัติหรือควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าอย่างชัดเจน จึงทำให้ตลาดเติบโตอย่างไร้กฎเกณฑ์ ทั้งการนำเข้าผิดกฎหมาย การโฆษณา และการจำหน่ายผ่านโลกออนไลน์อย่างแพร่หลาย ส่งผลให้เด็กและวัยรุ่นสัมผัสกับผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้ง่ายมาก

  • โปรโมทสินค้าให้น่าสนใจ ทั้งรูปลักษณ์ สีสัน รสชาติ
  • วิธีการขายผ่านออนไลน์ หลบระบบกฎหมาย
  • การไม่ระบุชัดเจนถึงอันตราย ทำให้เยาวชนเข้าใจผิด

ความกังวลจากการแทรกแซงทางการเมือง

เครือข่ายด้านสาธารณสุขยังเห็นว่ากระบวนการกำหนดนโยบายอาจถูกขัดขวางจากการมีผู้เชี่ยวชาญจากอุตสาหกรรมยาสูบเข้ามามีบทบาทในกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งขัดกับพันธกรณีของไทยภายใต้มาตรการ 5.3 ของ WHO Framework Convention on Tobacco Control (WHO FCTC)

ดังนั้น กสม. จึงขอเสนอแนะให้รัฐบาลดำเนินการอย่างจริงจังในเรื่องนี้ ทั้งด้านการศึกษา การกฎหมาย และการบังคับใช้จริง เพื่อปกป้องสุขภาพของเยาวชน

แนวทางแก้ไขจาก กสม.

จากการติดตามสถานการณ์ กสม. ได้เสนอแนะแนวทางสำคัญไว้ 3 ข้อหลักๆ ดังนี้:

  • สร้างความตระหนักรู้ ให้กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงศึกษาธิการร่วมกันจัดแคมเปญให้ข้อมูลเกี่ยวกับอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้าอย่างครบถ้วน
  • ปรับกฎหมายทันที ให้รีบแก้ไข พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ ให้ครอบคลุมบุหรี่ไฟฟ้าและของใหม่ที่เกิดขึ้น
  • ปฏิบัติตามมาตรฐานสากล ตามมาตรการ 5.3 อย่างจริงจัง และออกกฎหมายห้ามไม่ให้อุตสาหกรรมแทรกแซงนโยบายสาธารณะ

การควบคุมบุหรี่ไฟฟ้ายังเป็นเรื่องใหม่ในระดับนโยบาย แต่เมื่อเห็นถึงความเสี่ยงแล้ว ทั้งสังคมควรร่วมมือกันเร่งป้องกันเด็กให้ปลอดภัยจากผลิตภัณฑ์เหล่านี้ เพราะการปล่อยให้สถานการณ์เป็นไปตามนี้ อาจเก็บเกี่ยวความเสียหายในรุ่นหน้าได้ อย่ารอจนสายเกินไป

ที่มา – กสม.ส่งหนังสือด่วนถึงนายกฯ เร่งปราบบุฟรี่ไฟฟ้า หลังสถิติชี้ชัด เด็กตกเป็นเหยื่อซึมเศร้า ปอดอักเสบรุนแรง

กองทัพบกอนุมัติ ‘ติดอาร์มธงชาติไทย’ บนเครื่องแบบฝึกและสนาม

เมื่อเร็ว ๆ นี้ กองทัพบกได้อนุมัติมาตรการที่สำคัญเกี่ยวกับการใช้เครื่องแต่งกายของทหาร โดยเฉพาะสำหรับชุดฝึก และชุดสนาม ซึ่งจะมีการติด “อาร์มธงชาติไทย” บนบริเวณไหล่ด้านซ้ายของเครื่องแบบ ข้อกำหนดนี้เพื่อสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้แก่นักรบไทย และเป็นการแสดงออกถึงความภูมิใจในชาติ ตลอดจนเสริมสร้างความสามัคคี ซึอมซาน และความรักในแผ่นดินไทย

ทำไมกองทัพบกถึงอนุมัติ ‘ติดอาร์มธงชาติไทย’ บนเครื่องแบบฝึกและสนาม

การติด “อาร์มธงชาติไทย” บนเครื่องแบบฝึกและชุดสนามไม่ใช่เพียงการเพิ่มความสวยงามให้กับชุดเท่านั้น แต่ยังมีความหมายทางสัญลักษณ์อย่างลึกซึ้ง โดยองค์กรทหารต้องการสื่อสารถึงจิตสำนึกของพลทหารแต่ละนายที่เป็นภาระหน้าที่ต่อชาติบ้านเมือง รวมถึงการปลูกฝังเจตนารมณ์อันสูงส่ง คือ ความภักดี ความจงรักภักดี และการเป็นทหารที่มีคุณธรรม

ความหมายที่ลึกซึ้งของ “อาร์มธงชาติไทย”

ธงไตรรงค์เป็นสัญลักษณ์สำคัญของประเทศไทยที่แทนความสามัคคีของประชาชน ชาติ และศาสนา ดังนั้น การสวมใส่ “อาร์มธงชาติไทย” บนเครื่องแบบจึงไม่ใช่เพียงการแสดงออกในเชิงรูปธรรม แต่เป็นการแสดงถึงจิตวิญญาณของความเป็นทหารไทยและการตั้งมั่นในหน้าที่ ตลอดจนการยืนหยัดรักษาความมั่นคงของประเทศชาติอย่างมั่นคง

อย่างไรก็ตาม การอนุมัตินี้มีเงื่อนไข โดยให้ทหารติดอาร์มธงชาติไว้ที่ชุดฝึกและชุดสนาม เท่านั้น ตลอดจนให้มีผลใช้บังคับจนกว่าสถานการณ์ชายแดนในพื้นที่ต่าง ๆ จะเข้าสู่ภาวะปกติอย่างสมบูรณ์ มิได้เป็นการถาวรโดยสิ้นเชิง สะท้อนให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและการปฏิบัติตามสถานการณ์ของกองทัพบก

  • เป็นการนำ “ธงไตรรงค์” เข้ามาใช้เป็นเอกลักษณ์ทางทหาร
  • เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกในความรักชาติ และอุดมการณ์ของนักรบไทย
  • แสดงออกถึงความภาคภูมิใจในสถาบันชาติ และหน้าที่ที่สูงศักดิ์ของทหาร
  • ใช้บังคับเฉพาะในชุดฝึกและชุดสนาม อยู่จนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ

แม้จะเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยบนเครื่องแบบ แต่ “การติดอาร์มธงชาติไทย” มีความหมายเป็นอย่างมากกับความภาคภูมิใจและการแสดงอัตลักษณ์ของนักรบไทยแต่ละคน เมื่อพวกเขาสวมใส่เครื่องแบบเพื่อไปฝึกหรือปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ พวกเขาจะมีสัญลักษณ์แห่งความเป็นชาติบนไหล่เสมอ เป็นการเตือนใจถึงภารกิจหนักหนาที่ตนรับไว้ในการปกป้องประเทศชาติ

นับเป็นการพัฒนาเชิงบวกที่ไม่ได้เน้นเพียงด้านกายภาพ แต่เปิดโอกาสให้ทหารไทยได้ยึดมั่นในค่านิยมและจุดยืนของตนเอง ผ่านการใส่ “ธงชาติ” อย่างภาคภูมิใจบนเครื่องแบบทุกครั้งที่รับราชการ

คุณอาจมองว่านี่เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย แต่แน่นอนว่า ข้างหลังการตัดสินใจครั้งนี้ คือหัวใจของนักรบที่พร้อมยืนหยัดเพื่อชาติ

ที่มา – ‘กองทัพบก’อนุมัติ‘ติดอาร์มธงชาติไทย’บนเครื่องแบบฝึก-เครื่องแบบสนาม

หมอสุรัตน์ เตือนลมแดดไม่ใช่แค่หน้าร้อน

เมื่อเร็วๆ นี้ ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช แพทย์เชี่ยวชาญด้านสมองและระบบประสาท ได้ออกมาเผยเผยกรณีที่น่าเป็นห่วงเกี่ยวกับ ภาวะลมแดดขั้นรุนแรง ซึ่งเกิดขึ้นกับหนุ่มไรเดอร์อายุ 21 ปี ที่ถูกพบหมดสติกลางแดดจัดในช่วงเวลาทำงาน

จากกรณีที่เกิดขึ้น ผู้ป่วยรายนี้มีอาการหลายแบบที่บ่งบอกถึงความรุนแรงของ โรคลมแดด ไม่ว่าจะเป็น ตับวาย ไตวาย กล้ามเนื้อสลาย (มีค่า CK สูงถึง 90,000) ปัสสาวะมีสีเข้มเหมือนโค้ก เกล็ดเลือดต่ำ และเกิดภาวะ DIC พร้อมกับเลือดออกในกระเพาะอาหาร ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ลมแดดไม่ใช่แค่เรื่องเล็ก ที่เกิดขึ้นแค่ในช่วงหน้าร้อนเท่านั้น

หมอสุรัตน์ เตือนลมแดดไม่ใช่แค่หน้าร้อน

ในโพสต์ของ “สาระสมองกับ อจ.หมอสุรัตน์” ได้ระบุถึงอาการของผู้ป่วยไว้ว่า “Rount ward เช้า ใน ICU รพ.ของเรา ไรเดอร์ค่ายหนึ่ง อายุ 21 ปี ลมแดด อุณหภูมิกาย 40 องศาเซลเซียส คนพบนอนเพลีย ชัก กลางแดดจัด พาส่ง รพ. สิ้นสติ” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของอาการที่เกิดขึ้น

กระทั่งการตรวจพบว่าอาการแย่ลงไปอีกเมื่อพบว่า มีตับวาย ไตวาย และเกิดภาวะกล้ามเนื้อสลาย จนทำให้ผู้ป่วยมีอาการชักแรกรับ และปัสสาวะสีเข้มมาก ภายหลังยังเกิดภาวะ DIC และเลือดออกในกระเพาะอาหารอีกครั้ง ซึ่งนับว่าเป็นภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิต

การป้องกันโรคลมแดดอย่างถูกวิธี

หลายคนมักคิดว่า ลมแดด เป็นเรื่องธรรมดาที่จะเกิดขึ้นเฉพาะในช่วงที่อากาศร้อนจัด แต่ความจริงแล้ว ความเสี่ยงนี้สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นในฤดูร้อนหรือฤดูฝน ดังนั้นการป้องกันจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งโดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ต้องทำงานกลางแดด เช่น ไรเดอร์

  • ดื่มน้ำให้เพียงพอตลอดทั้งวัน
  • พักผ่อนให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงการออกแรงมากเกินไป
  • สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี และสวมหมวกหรือร่มเมื่ออยู่ในที่โล่งแจ้ง
  • สังเกตอาการตัวเอง หากมีอาการเวียนหัว คลื่นไส้ หรือหมดสติ ควรรีบไปพักในที่ร่มและดื่มน้ำทันที

“อย่าคิดว่าลมแดดมีแต่หน้าร้อน หน้าฝนก็ยังมีโอกาสเกิดได้” นพ.สุรัตน์ กล่าวทิ้งทาย เพื่อเตือนถึงอันตรายของโรคลมแดดที่หลายคนมองข้ามไป

ในที่สุด doctors อยากฝากเตือนถึงไรเดอร์ทุกคน รวมถึงคนทำงานกลางแจ้งทุกประเภท ว่าควรดูแลสุขภาพของตนเองให้ดีที่สุด เพราะการป้องกันย่อมดีกว่าการรักษาเสมอ ถ้ามีโอกาสให้ช่วยส่งเสริมกันด้วย การให้ TIP กับไรเดอร์ก็เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้พวกเขาได้พักและดูแลตัวเองในระหว่างการทำงาน

อย่าลืมว่า สุขภาพดีคือหนุนหลังสำคัญในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – ‘หมอสุรัตน์’ เผยเคสหนุ่มไรเดอร์เกิดอาการชัก ย้ำโรคลมแดดอย่าคิดว่ามีแต่หน้าร้อน

พงศ์กวิน แจงกรณีสมาคมโรงแรมจ่อฟ้องศาลค่าแรง 400 บาท

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมาที่กระทรวงแรงงาน นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ออกมาชี้แจงกรณีสมาคมโรงแรมไทยเตรียมยื่นฟ้องศาลปกครอง เรื่องการปรับค่าแรงขั้นต่ำในอัตรา 400 บาทต่อวัน ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ซึ่งมีผลกระทบต่อธุรกิจโรงแรมในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการไม่มาก

พงศ์กวิน แจงกรณีสมาคมโรงแรมจ่อฟ้องศาลค่าแรง 400 บาท

นายพงศ์กวิน กล่าวว่า การปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำครั้งนี้ผ่านการพิจารณาโดยคณะกรรมการค่าจ้าง (บอร์ดไตรภาคี) ซึ่งประกอบด้วยตัวแทน 3 ฝ่าย ได้แก่ นายจ้าง 5 คน ลูกจ้าง 5 คน และภาครัฐ 5 คน จึงเชื่อว่าเป็นมติที่ผ่านการหารือและตัดสินใจอย่างรอบคอบแล้ว

แม้จะมีการฟ้องร้องศาลปกครองจากสมาคมโรงแรม แต่ก็ยืนยันว่าหากศาลมีคำวินิจฉัยออกมา หน่วยงานรัฐก็พร้อมปฏิบัติตามอย่างเต็มที่ เพราะถือว่าเป็นกระบวนการทางกฎหมายที่ต้องเคารพ

ค่าแรง 400 บาททั่วประเทศ ควรมีการพูดคุยในบอร์ดไตรภาคี

ประเด็นที่ถูกหยิบมาตั้งคำถามคือ ว่าการปรับค่าแรงขั้นต่ำในหลายพื้นที่ในเวลาใกล้เคียงกัน หรือ “ปรับหลายรอบ” ใช่หรือไม่ โดยเฉพาะหากไม่ได้ผ่านการพิจารณาจากคณะอนุกรรมการอัตราค่าจ้างระดับจังหวัด นายพงศ์กวิน กล่าวว่า เนื่องจากบอร์ดไตรภาคมีตัวแทนผู้ประกอบการอยู่แล้ว การพิจารณาในบอร์ดจึงเป็นไปอย่างครอบคลุมและมีความเห็นของกลุ่มต่างๆ ครบถ้วน

ถึงแม้ผู้ประกอบการบางรายที่ไม่ได้เป็นตัวแทนในคณะกรรมการจะเลือกฟ้องศาล แต่ถือว่าเป็นสิทธิเสรีภาพในการใช้กระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งสุดท้ายผลลัพธ์จะตามกระบวนการของศาล

นอกจากนี้ เมื่อมีการถามถึงความคืบหน้าของมาตรการเยียวยาให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการปรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำ นายพงศ์กวิน ชี้แจงว่า กระทรวงแรงงานไม่ได้เป็นกระทรวงหลักในการกำหนดนโยบายเยียวยา แต่มีหน้าที่ในการประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการคลังและกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อให้มีการพิจารณาแนวทางสนับสนุนที่เหมาะสม

เมื่อถามเพิ่มเติมว่าหากมีการฟ้องร้องเข้ามา กระทรวงแรงงานพร้อมจะสู้หรือไม่ นายรมว.กล่าวว่ากระบวนการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นการตัดสินใจของคณะกรรมการที่มีผู้แทนจากทุกภาคส่วน หากมีการฟ้องร้อง เราก็พร้อมชี้แจงอย่างเต็มที่ตามขั้นตอนกฎหมาย

ด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังคงเปราะบาง การขึ้นค่าแรงจึงเป็นเรื่องที่ต้องดูทั้งด้านความเป็นธรรมของลูกจ้างและการคงอยู่ของธุรกิจกิจการในระยะยาว ซึ่งต้องอาศัยการสื่อสารและทำงานร่วมกันของทุกฝ่ายอย่างสร้างสรรค์

ที่มา – ‘พงศ์กวิน’ พร้อมแจง ปม สมาคมโรงแรม จ่อฟ้องศาลปกครองล้มค่าแรง 400 บาท ทั่วประเทศ

DSI เตรียมดำเนินคดีพยานคดีฮั้ว ส.ว. ขัดหมายเรียกอาจจำคุก 1 ปี

จากกรณีที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้เปิดดำเนินการสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 เรื่องการสมคบกันในความผิดฐานฟอกเงิน และความผิดตามมาตรา 209 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งเกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) อย่างผิดปกติในวงกว้าง และนับวันสถานการณ์ก็ยิ่งเข้มข้นมากขึ้น โดยเฉพาะการดำเนินคดีกับ พยานในคดีฮั้ว ส.ว. ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 1,200 ราย จากความเชื่อมโยงในเส้นทางทางการเงินที่พบว่าเกี่ยวข้องกับผู้สมัคร ส.ว. และนักการเมืองในพื้นที่กว่า 45 จังหวัด

DSI เร่งสอบพยานในคดีฮั้ว ส.ว. ทั่วประเทศ

ล่าสุด ทาง DSI ได้เตรียมออกหมายเรียกพยานเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสาน ได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี อำนาจเจริญ นครราชสีมา บุรีรัมย์ และชัยภูมิ ที่มีผู้ได้รับหมายเรียกในครั้งนี้รวม 72 ราย เพื่อให้มาให้ปากคำระหว่างวันที่ 20 – 22 สิงหาคม 2568 ที่สถานีตำรวจภูธรและศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษในแต่ละพื้นที่

จากจำนวนผู้ได้รับหมายเรียก มีผู้ที่มาให้ข้อมูลตามหมายเรียกเพียง 18 รายในเบื้องต้น ซึ่งส่วนมากเป็นผู้ที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องโดยตรงในเส้นทางการเงิน หรือเป็นผู้สมัคร ส.ว. ที่ไม่ได้ลงคะแนนเลือกตนเองในกระบวนการคัดเลือก

หากปฏิเสธการให้ข้อมูล อาจต้องรับโทษจำคุก 1 ปี หรือปรับ 2 หมื่น

ทาง DSI ได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า หากบุคคลใดได้รับหมายเรียกในฐานะพยานแล้วไม่มาให้ข้อมูลตามคำสั่งคดี อาจถูกดำเนินคดีตาม มาตรา 41 แห่ง พ.ร.บ. การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

การดำเนินคดีในครั้งนี้ถือมีความซับซ้อนและกว้างขวาง ซึ่งต้องรวบรวมหลักฐานและข้อมูลจากหลายภาคส่วน ทั้งกลุ่มผู้มีส่วนร่วมในการจัดโหวต ส.ว. ในระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ โดยพบว่ามีการเคลื่อนไหวทางการเงินอย่างเป็นระบบ เชื่อมโยงกับตัวเลขสูงถึง 1,200 คน และกระจายตัวในหลายพื้นที่

เพื่อให้การสอบสวนดำเนินอย่างมีประสิทธิภาพ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้มอบหมายให้ 10 กองคดีภายในกรมร่วมดำเนินการ ได้แก่ กองคดีทรัพยากรธรรมชาติ กองคดีการเงิน กองคดีความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคา และกองคดีเทคโนโลยี เป็นต้น เนื่องจากพยานที่เกี่ยวข้องมีจำนวนมาก และมีลักษณะซับซ้อนของนิติกรรมทางการเงินซึ่งต้องการผู้เชี่ยวชาญในการสืบสวน

ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้เป็นสัญญาณสำคัญว่า DSI เร่งดำเนินคดีอย่างจริงจัง เพื่อดึงรายละเอียดที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการเลือกตั้ง ส.ว. ที่อาจสร้างผลกระทบต่อระบบประชาธิปไตยในระยะยาว

หากคุณมีความรู้หรือข้อมูลเกี่ยวข้องกับ พยานในคดีฮั้ว ส.ว. ควรให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เพื่อความโปร่งใสทางยุติธรรม

ที่มา – DSI จ่อเอาผิด ‘พยาน’ คดีฮั้วสว. เหตุขัดหมายเรียก ชี้โทษจำคุก 1 ปี ปรับ 2 หมื่น

‘จองกุก’ ทุบประวัติศาสตร์ K-POP ตอกย้ำ ‘Seven’ ซิงเกิลที่ยอดสตรีมทะลุ 2.5พันล้าน

เมื่อพูดถึงปรากฏการณ์ในวงการเพลง K-POP ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจทั่วโลก เรามาถึงเพลง “Seven (feat. Latto)” ของ จองกุก (Jungkook) สมาชิกวง BTS ที่เพิ่งเขียนชื่อในประวัติศาสตร์ใหม่อีกครั้ง ด้วยยอดสตรีมเพลงมากกว่า 2.5 พันล้านครั้งบน Spotify ซึ่งถือเป็นผลงานเพลงเดี่ยวของศิลปินเกาหลีที่สร้างสถิติใหม่ของวงการ

‘จองกุก’ ทุบประวัติศาสตร์ K-POP ตอกย้ำ ‘Seven’ ซิงเกิลที่ยอดสตรีมทะลุ 2.5พันล้าน

การเปิดตัวเพลง “Seven” ในปี 2023 กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในเส้นทางของจองกุก โดยเพลงดังกล่าวได้รับความนิยมอย่างมหาศาลตั้งแต่วันแรกที่ปล่อย การครองตำแหน่งอันดับหนึ่งบนชาร์ต Billboard Hot 100 และ Global 200 ต่อเนื่องเป็นเวลานาน พร้อมทั้งสามารถทำสถิติเพลงที่ยอดสตรีมครบ 1 พันล้านครั้งไวที่สุดใน Spotify ด้วยเวลาเพียง 108 วันเท่านั้น

ความสำเร็จที่ต่อเนื่องยาวนาน

ที่น่าทึ่งไม่แพ้กันคือ ความสามารถของจองกุกที่ยังครองอันดับบนชาร์ต Global 200 และ Global (ยกเว้นสหรัฐ) มาแล้วเป็นเวลา 108 และ 109 สัปดาห์ตามลำดับ แม้เพลงจะปล่อยออกมาแล้วมากกว่า 2 ปี แต่ยังคงรักษาความนิยมได้อย่างต่อเนื่อง บอกเล่าถึงความโดดเด่นทั้งในด้านเสียงร้อง สเตจ และเทรนด์การผลิตที่ลงตัว

นอกจากนี้ ผลงานโซโลของเขาในอัลบั้ม “GOLDEN” ยังมียอดสตรีมมิ่งสะสมสูงถึง 6 พันล้านครั้ง ขณะที่ยอดสตรีมทั้งหมดในผลงานเดี่ยวของเขาทะลุ 9.4 พันล้านครั้ง เรียกได้ว่าเป็น “โซโล K-POP ที่มียอดสตรีมสูงสุดในโลก” อย่างแท้จริง

เพลง Seven และภาพลักษณ์ของจองกุกยังได้รับการยอมรับจากเวทีรางวัลระดับโลกมากมาย เช่น MTV Video Music Awards, Billboard Music Awards และ iHeartRadio Music Awards ที่ต่างยกย่องให้เขามีตำแหน่งที่มั่นคงในวงการเพลงสากลว่าเป็น “ป๊อปสตาร์ระดับโลก” อย่างแท้จริง

ในแง่ของดนตรี เพลง “Seven” ใช้การผสมผสานระหว่างกีตาร์อะคูสติกส์อบอุ่น เสียงร้องที่มีความลึกและอารมณ์ รวมถึงริทึม UK Garage ที่ทำให้เพลงมีฟีลริมสระอย่างแท้จริง นับเป็นงานที่สะท้อนการคัดสรรและดีไซน์เสียงอย่างพิถีพิถันของทีมโปรดักชันอย่างชัดเจน

ความสำเร็จของจองกุกที่พิสูจน์ด้วยตัวเลขและรางวัลคือแรงบันดาลใจให้กับศิลปินรุ่นใหม่ ทั้งในและนอกวงการ K-POP ที่มุ่งสู่ความสำเร็จในเวทีโลก ด้วยการผสานระหว่างงานดีไซน์ ความสามารถ และหาความแปลกใหม่ในเสียงเพลง

หากคุณยังไม่ได้ฟังเพลง “Seven” ของจองกุก อย่ารอช้า! เปิด Spotify แล้วไปสัมผัสความสุดยอดของเสียงร้องอันไพเราะที่กวาดสถิติระดับโลกกันเลย

ที่มา – ‘จองกุก’ ทุบประวัติศาสตร์ K-POP ตอกย้ำ ‘Seven’ ซิงเกิลที่ยอดสตรีมทะลุ 2.5พันล้าน

ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์อุทกภัย วาตภัย และดินถล่มจังหวัดสุพรรณบุรี ประชุมติดตามสถานการณ์น้ำ

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ห้องประชุมสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด ศาลากลางจังหวัดสุพรรณบุรี ได้มีการประชุมติดตามสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูฝน ปี 2568 ครั้งที่ 3 โดยมีนายกลวัชร ทรัพย์ส่งสุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นประธานในการประชุมครั้งนี้ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสุพรรณบุรี กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากมาย

ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์อุทกภัย วาตภัย และดินถล่มจังหวัดสุพรรณบุรี ประชุมติดตามสถานการณ์น้ำ

ในการประชุมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามการดำเนินงานตามข้อสั่งการของผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรีในการประชุมเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยมุ่งเน้นในด้านต่าง ๆ ดังนี้:

  • การประสานงานของหน่วยราชการ: สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสุพรรณบุรีจะทำหน้าที่ประสานงานในการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ และการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย
  • ระบบการจราจรน้ำ: ให้ชลประทานจังหวัดและโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามีระบบการจราจรน้ำที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ
  • การประสานงบประมาณ: ท้องถิ่นในจังหวัดต้องประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อขอความช่วยเหลือด้านงบประมาณ
  • การสนับสนุนทรัพยากร: ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 2 สุพรรณบุรี จะสนับสนุนอุปกรณ์เครื่องมือ เครื่องจักร และบุคลากรในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย
  • การกำจัดวัชพืช: องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรีจะสนับสนุนเครื่องมือเครื่องจักร บุคลากรในการกำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำ พร้อมทั้งเครื่องสูบน้ำ และน้ำมันเชื้อเพลิงในพื้นที่เสี่ยง
  • ตรวจสอบและรายงานสถานการณ์: ทุกอำเภอจะต้องตรวจสอบพื้นที่ประสบภัยและรายงานให้จังหวัดทราบทันที โดยเฉพาะประชาชนกลุ่มเปราะบางที่จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน
  • การประชาสัมพันธ์: ขอให้มีการประชาสัมพันธ์ข้อมูลเกี่ยวกับภัยพิบัติให้ง่ายต่อการเข้าใจและเข้าถึงได้ทุกกลุ่มประชาชน

แผนฉุกเฉินและแนวทางป้องกันน้ำท่วม

ที่ประชุมยังได้รับทราบโครงการจัดทำแผนปฏิบัติการกรณีฉุกเฉิน (EAP) เขื่อนกระเสียว ซึ่งจะมีการฝึกซ้อมในวันที่ 10-11 กันยายนนี้ ซึ่งเป็นแผนที่สำคัญต่อการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินจากน้ำท่วมในพื้นที่ รวมทั้งรายงานการเตรียมความพร้อมด้านน้ำและการป้องกันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายแห่ง

ข้อมูลจากสถานีอุตุนิยมวิทยาสุพรรณบุรีและการติดตามแนวโน้มน้ำจากโครงการชลประทานสุพรรณบุรี ต่างยืนยันว่าขณะนี้มีการปรับระดับน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มขึ้น 1,200-1,500 ลบ.ม./วินาที ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง

โดยสรุป ที่ประชุมได้ตกลงในประเด็นสำคัญ เช่น การบริหารจัดการน้ำในเชิงพื้นที่ การช่วยเหลือเกษตรกร การเสริมคันดิน และการขุดลอกผักตบชวา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ พร้อมกับเตรียมแผนและทรัพยากรให้พร้อมช่วยเหลือประชาชนได้ทันท่วงที

การเตรียมพร้อมรับมือสาธารณภัยควรเป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วน เพราะเช่นเดียวกับพื้นที่สุพรรณบุรีที่เดินหน้าอย่างเป็นระบบเพื่อรับมือกับปัญหาน้ำท่วม

ที่มา – ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์อุทกภัย วาตภัย และดินถล่มจังหวัดสุพรรณบุรี ประชุมติดตามสถานการณ์น้ำ

‘ธีรรัตน์’ เผย ดูแลประชาชนตามชายแดนทุกครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวานิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่ารัฐบาลได้ดำเนินมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างเต็มที่ และไม่หยุดนิ่งในการดูแล ‘ดูแลประชาชนตามชายแดนทุกครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ’ อย่างครอบคลุม

นางสาวธีรรัตน์ กล่าวว่าหลังจากเกิดเหตุการณ์ไม่สงบ รัฐบาลได้ทบทวนสถานการณ์และเข้าไปช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ทันที ไม่ว่าจะเป็นการเยียวยา ซ่อมแซมบ้านเรือน และสนับสนุนสิ่งจำเป็นต่อชีวิต เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่แตกต่างจากภัยธรรมชาติโดยทั่วไป

‘ดูแลประชาชนตามชายแดนทุกครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ’ อย่างเป็นรูปธรรม

จากการสำรวจความเสียหายในหลายพื้นที่ชายแดน เช่น สุรินทร์ อุบลราชธานี บุรีรัมย์ และศรีสะเกษ มีบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายหลายร้อยหลัง กระทรวงมหาดไทยได้ประสานงานกับภาคเอกชนเพื่อจัดหาบ้านน็อคดาวน์ให้ประชาชนในพื้นที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยชั่วคราว พร้อมทั้งเร่งดำเนินการซ่อมแซมบ้านให้เสร็จภายในระยะเวลาอันสั้น

มาตรการช่วยเหลือตามสถานการณ์

“นอกจากการซ่อมแซมบ้านแล้ว รัฐบาลยังได้อนุมัติวงเงินช่วยเหลือค่าน้ำ ค่าไฟในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม สำหรับครัวเรือนที่ต้องอพยพไปอยู่ในศูนย์พักพิง เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในช่วงเวลาที่ยากลำบาก” นางสาวธีรรัตน์ กล่าวเสริม พร้อมทั้งแจ้งว่าหากมีการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าย้อนหลัง ทางราชการก็จะทำงานร่วมกับการไฟฟ้าเพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ยอดค่าใช้จ่ายดังกล่าวไปหักลบหนี้ในเดือนถัดไปได้

นางสาวธีรรัตน์ กล่าวอีกว่ารัฐบาลตระหนักดีว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้แตกต่างจากภัยพิบัติธรรมชาติทั่วไป เนื่องจากมีลักษณะการอพยพของประชาชนจำนวนมาก ซึ่งไม่สามารถใช้เกณฑ์การเยียวยาเดิมได้อย่างแท้จริง จึงได้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์การเยียวยาเป็นกรณีพิเศษ ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น

  • ช่วยเหลือค่าน้ำ ค่าไฟ สำหรับครัวเรือนที่อพยพ
  • ซ่อมแซมบ้านเรือนที่เสียหายจากเหตุการณ์
  • ให้ที่อยู่อาศัยชั่วคราวกับครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ
  • เปลี่ยนแปลงเกณฑ์ช่วยเหลือให้สอดคล้องกับสถานการณ์

ทั้งนี้ รัฐบาลมีเป้าหมายชัดเจนว่า ‘ดูแลประชาชนตามชายแดนทุกครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ’ ต้องไม่มีใครตกขบวน และทุกคนจะได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสม รวดเร็ว ยุติธรรม และเป็นธรรม

การดูแลประชาชนในยามยากเป็นภารกิจที่สำคัญของภาครัฐ ซึ่งในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความรับผิดชอบของรัฐบาลในการจัดการกับสถานการณ์ภัยรูปแบบใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – ‘ธีรรัตน์’ เผย ดูแลประชาชนตามชายแดนทุกครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ