ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ไทยจัดคัด 23 ปีเอเชีย ต้องย้ายสนามจัด หลังจากที่เดิมไม่พร้อม

ล่าสุด สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ได้ประกาศย้ายสนามจัดการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี รอบคัดเลือก กลุ่ม F เนื่องจากสนามเดิมไม่พร้อมใช้งาน โดยการแข่งขันจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-9 กันยายน 2568 ที่ซึ่ง ช้างศึกพลังหนุ่ม จะลงสนามเจอกับคู่แข่ง 3 ทีมเพื่อแย่งตั๋วเข้าสู่รอบสุดท้ายของการแข่งขัน

ไทยจัดคัด 23 ปีเอเชีย ต้องย้ายสนามจัด หลังจากที่เดิมไม่พร้อม

ก่อนหน้านี้ ทรู บีจี สเตเดียม ถูกกำหนดให้เป็นสนามหลักในการจัดการแข่งขัน และ สมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย (เอเอฟซี) ก็ได้เข้าตรวจสอบสนามแล้วพร้อมทั้งยืนยันการใช้งานอย่างเป็นทางการ แต่เมื่อเร็วๆ นี้ ทางสนามได้แจ้งกลับมายังสมาคมว่าไม่สามารถรองรับการจัดการแข่งขันในช่วงเวลานั้นได้

สนามใหม่ที่อาจใช้แทน

ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น สมาคมฯ จึงต้องเร่งหาทางเลือกใหม่เพื่อให้การแข่งขันดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น โดยคาดว่าสนามที่จะใช้แทนคือ สนามกีฬาภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ซึ่งมีมาตรฐานการรองรับผู้ชมและการจัดการด้านสนามที่เหมาะสม สามารถรองรับนัดชิงชนะเลิศได้ และเคยเป็นสนามเหย้าของ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด มาแล้ว

ทรู บีจี สเตเดียม

ทั้งนี้ การแข่งขันใน กลุ่ม F จะมีทีมจากต่างประเทศที่สำคัญอย่าง มาเลเซีย, เลบานอน และ มองโกเลีย ซึ่ง ทีมชาติไทย จะต้องลุ้นเพื่อคว้าหนึ่งในสองอันดับแรก เพื่อเข้าสู่รอบสุดท้ายของการแข่งขันในประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-25 มกราคม 2569

  • ไทยจะแข่งในกลุ่ม F
  • รวมทั้งหมด 11 กลุ่ม
  • อันดับแรกทุกกลุ่มและอันดับ 2 ที่ดีที่สุด 4 ทีมจะผ่านเข้าสู่รอบสุดท้าย

แม้ว่าจะมีอุปสรรคบางประการเกี่ยวกับสถานที่จัดงาน แต่ความตั้งใจของสมาคมฯ อย่างชัดเจนว่า chcąให้ฟุตบอลเยาวชนไทยก้าวไกลทั้งในและต่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจเป็นโอกาสใหม่ในการแสดงศักยภาพของทีม

ที่มา – ไทยจัดคัด 23 ปีเอเชีย ต้องย้ายสนามจัด หลังจากที่เดิมไม่พร้อม

GC ผลักดันเทคโนโลยีดิจิทัล เสริมศักยภาพธุรกิจมูลค่าสูง–คาร์บอนต่ำ

GC ผู้นำธุรกิจปิโตรเคมีของไทย ประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2568 ที่มี Adjusted EBITDA เติบโต 13% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนความก้าวหน้าของการดำเนินงานตามกลยุทธ์ เทคโนโลยีดิจิทัล และเป้าหมายธุรกิจมูลค่าสูง–คาร์บอนต่ำ

เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยขับเคลื่อน GC ไปสู่ความยั่งยืน

ภายใต้การนำของนายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GC บริษัทได้ปรับตัวอย่างเป็นระบบผ่านแนวทาง Holistic Optimization ที่เน้นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ควบคู่ไปกับการลดต้นทุนและเพิ่มผลตอบแทนในระยะยาว

โดย GC ได้พัฒนาองค์กรผ่าน 3 แนวทางหลักภายใต้แนวคิด Smart Transformation ดังนี้:

  • Smart Plant: ระบบผลิตอัจฉริยะที่ปรับปรุงประสิทธิภาพโรงงานแบบเรียลไทม์ ผ่าน AI Vision, Drone Inspection และ Asset Intelligent Monitoring
  • Smart Sales & Marketing: การนำข้อมูลมาใช้ในการคาดการณ์ราคา และการบริหารจัดการข้อมูลลูกค้าเพื่อเพิ่มยอดขาย
  • Smart Work Process: การพัฒนากระบวนการทำงานด้วย Lean Process และระบบอัตโนมัติ (Process Automation)

ผลประกอบการสะท้อนศักยภาพ

ในไตรมาส 2 ปี 2568 GC มีรายได้รวม 133,381 ล้านบาท โดยมี Adjusted EBITDA อยู่ที่ 6,083 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% จากไตรมาสก่อนหน้า ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่แน่นอน ส่งผลให้บริษัทสามารถควบคุมค่าใช้จ่าย และเพิ่มรายได้ในสัดส่วนที่น่าประทับใจ

นอกจากนี้ บริษัทยังมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานสูงถึง 18,505 ล้านบาท และเงินสดสำรองกว่า 27,888 ล้านบาท สะท้อนถึงความสามารถในการบริหารจัดการทางการเงินและมั่นคงทางธุรกิจ

เดินหน้ากลยุทธ์ธุรกิจมูลค่าสูง–คาร์บอนต่ำอย่างต่อเนื่อง

GC มุ่งสู่ความยั่งยืนผ่านการลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่พรั่งพร้อม เช่น โครงการใช้ LNG ในการผลิตโอเลฟินส์ ซึ่งคาดว่าจะลดการปล่อยก๊าซได้กว่า 60,000 ตัน/ปี เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในปี 2570

นอกจากนี้ GC ยังขับเคลื่อนธุรกิจ Specialty Chemicals ผ่านกลุ่มบริษัท allnex ที่เน้นความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการขยายตลาดในเอเชีย โดยเฉพาะจีน อินเดีย และแผนการลงทุนใหม่ในมาบตาพุด

บริษัทยังเดินหน้ายกระดับผลิตภัณฑ์สีเขียว เช่น SAF (น้ำมันอากาศยานยั่งยืน) และ Bio-Propylene ซึ่งใช้ในผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพ เด็ก และอื่น ๆ ที่ต้องการความปลอดภัยสูงสุด

GC ยังได้รับการยอมรับในระดับภูมิภาค ผ่านรางวัล ASEAN Corporate Governance Awards 2025 ทั้งในกลุ่ม Top 50 ASEAN Public Listed Companies และ Top 5 Thailand PLCs

ด้วยการลงทุนใน เทคโนโลยีดิจิทัล ร่วมกับกลยุทธ์ธุรกิจมูลค่าสูง–คาร์บอนต่ำ GC ได้ก้าวสู่เส้นทางแห่งความยั่งยืนอย่างชาญฉลาด โดยทุกการตัดสินใจสะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจในผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้เสียทั้งภายในและภายนอก เป็นการเติบโตที่เข้มแข็งและยั่งยืนจริง ๆ

ที่มา – GC ดัน Adjusted EBITDA ไตรมาส 2 โต 13% เร่งเสริมความสามารถทางการแข่งขันด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

‘ดร.เฉลิมชัย’ ห่วงใยหน่วยงานรัฐ สั่งกรมป่าไม้เปิดบริการพิเศษ

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) ได้แสดงความกังวลและใส่ใจต่อหน่วยงานของรัฐ โดยสั่งการให้กรมป่าไม้เปิดบริการพิเศษช่วงวันสุดท้ายของการยื่นคำขออนุญาตใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าไม้ที่ได้มีการเข้าทำประโยชน์ก่อนได้รับอนุญาตแล้ว

‘ดร.เฉลิมชัย’ ห่วงใยหน่วยงานรัฐ สั่งกรมป่าไม้เปิดบริการพิเศษ

โครงการที่สามารถยื่นขออนุญาตได้นั้นต้องเป็นโครงการที่ได้เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าไม้ก่อนวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2563 เท่านั้น ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้หน่วยงานของรัฐได้ปฏิบัติตามระเบียบอย่างถูกต้องและครบถ้วน

วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568 จะเป็นวันสุดท้ายของการยื่นคำขออนุญาตตามบทสรุปของคณะรัฐมนตรีที่มีการกำหนดไว้ ดังนั้น กรมป่าไม้จึงได้เปิดให้บริการพิเศษเพิ่มเติมในช่วงวันเสาร์และวันอาทิตย์ที่ 23 และ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ที่สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ทั่วประเทศทั้ง 23 แห่ง ในช่วงเวลา 09.00 – 15.30 น. เพื่อให้หน่วยงานรัฐได้ยื่นคำขอในกรณีพิเศษ

ลดขั้นตอน กระตุ้นประสิทธิภาพ

ดร.เฉลิมชัย ได้เน้นย้ำอีกว่า การดำเนินการตามขั้นตอนการขออนุญาตนี้มิใช่เพียงการปฏิบัติตามกฎหมายเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ประชาชนได้รับการพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียม โอกาสในการเร่งรัดให้ส่วนราชการดำเนินการให้แล้วเสร็จถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนงานเชิงรุกของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ช่วยลดความล่าช้า และเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน

  • วันสุดท้ายของการยื่นคำขอ: 25 ส.ค. 2568
  • บริการพิเศษสำหรับผู้ไม่ทันส่งเอกสาร: 23-24 ส.ค. 2568
  • เวลาเปิดบริการ: 09.00 – 15.30 น.
  • สถานที่: สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ทั่วประเทศ (23 แห่ง)

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา กรมป่าไม้ได้จัดการประชุมเร่งรัดการทำงานเพื่อชี้แจงขั้นตอนและสร้างความชัดเจนในกระบวนการยื่นเอกสารกับหน่วยงานรัฐต่างๆ โดยมีผู้แทนจากกระทรวง กรม จังหวัด องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานราชการระดับบริหารส่วนกลางเข้าร่วม

การเปิดบริการพิเศษในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญต่อหน่วยงานของรัฐที่ต้องการดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย หากคุณคือหน่วยงานที่ยังไม่ได้ส่งคำขอตั้งแต่เดิม อย่าพลาดโอกาสสุดท้ายนี้เพื่อขนานสอดเจตนารมณ์ของ ‘ดร.เฉลิมชัย’ ที่ต้องการให้ประเทศเดินหน้าอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส

ที่มา – ‘ดร.เฉลิมชัย’ ห่วงใยหน่วยงานรัฐ สั่งกรมป่าไม้เปิดบริการพิเศษ

เกษตรจังหวัดสกลนครเร่งสำรวจเพิ่ม2.5หมื่นราย

เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติโครงการสนับสนุนเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปรัง ปี 2568 และโครงการสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี พร้อมทั้งส่งเสริมการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ ปีการผลิต 2568/69 ซึ่งในโครงการนี้เกษตรกรจะได้รับเงินช่วยเหลือ ไร่ละ 1,000 บาท ต่อครัวเรือนไม่เกิน 10 ไร่ หรือเท่ากับเงินช่วยเหลือสูงสุด 10,000 บาท

เกษตรจังหวัดสกลนครเร่งสำรวจเพิ่ม2.5หมื่นราย

ทางด้านนายฉลอง อินทนนท์ เกษตรจังหวัดสกลนคร เปิดเผยว่าในจังหวัดยังมีเกษตรกรอีกประมาณ 25,000 ครัวเรือนที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนร่วมโครงการฯ จึงขอเร่งเชิญชวนเกษตรกรชาวสกลนครให้รีบตรวจสอบสิทธิ์ของตนเองก่อนวันที่ 31 ตุลาคมนี้ เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์อย่างครบถ้วน

ส่งเสริมการเข้าถึงโครงการให้ทั่วถึง

สำหรับมติ ครม. ที่ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี 2568/2569 และเกษตรกรที่ปลูกข้าวนาปรังปี 2568 โดยให้เงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 10 ไร่นั้น จังหวัดสกลนครมีเกษตรกรที่มาขึ้นทะเบียนแล้วประมาณ 199,000 ครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่นาประมาณ 2.3 ล้านไร่

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอและเกษตรตำบล ร่วมกับกำนันและผู้ใหญ่บ้าน ได้เร่งรัดการประชาสัมพันธ์และตรวจสอบรายชื่อเกษตรกรทั่วพื้นที่ เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรได้รับสิทธิประโยชน์อย่างทั่วถึง โดยมีแผนจะลงพื้นที่เคาะประตูทุกบ้าน เพื่อแจ้งข้อมูลโครงการและช่วยเหลือในการลงทะเบียนให้กับเกษตรกรที่ยังเหลือรอด

ในส่วนของเกษตรกรที่ประสบภัยจากพายุหวู่ติบ ซึ่งส่งผลให้พื้นที่นาบางแห่งได้รับความเสียหายอย่างหนัก มีจำนวนประมาณ 5,300 ครัวเรือน หรือคิดเป็นพื้นที่กว่า 40,000 ไร่ ซึ่งในเบื้องต้นแนวทางการสนับสนุนจะต้องรอการพิจารณาเพิ่มเติมจากทางส่วนกลาง อย่างไรก็ตาม นายฉลอง คาดว่าเกษตรกรในพื้นที่ดังกล่าวก็น่าจะได้รับการสนับสนุนเช่นเดียวกัน เนื่องจากเป้าหมายของโครงการนี้คือการช่วยเหลือเกษตรกรให้มีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพ

ขั้นตอนการรับสิทธิ์:

  • นำสมุดบัญชีเล่มสีเขียวไปที่สำนักงานเกษตรอำเภอ
  • เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบสถานะการลงทะเบียน
  • หากยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน ข้าราชการจะดำเนินการให้ทันก่อนวันที่ 31 ตุลาคม
  • เงินช่วยเหลือจะโอนเข้าบัญชีผ่านธนาคาร ธกส. โดยตรง

โครงการดังกล่าวถือเป็นพลังสำคัญที่ช่วยขจัดภาระต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรในพื้นที่ และสนับสนุนให้การเพาะปลูกเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

หากคุณเป็นเกษตรกรในจังหวัดสกลนคร อย่าพลาดสิทธิ์ในการรับเงินสนับสนุน ขั้นตอนไม่ซับซ้อน เพียงมาติดต่อที่สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้านก่อนวันที่ 31 ตุลาคมนี้

ที่มา – เกษตรจังหวัดสกลนคร ชี้ชาวนาแสนกว่ารายเตรียมรับเงินไร่ละ1,000บาท เร่งสำรวจเพิ่ม2.5หมื่นราย

เจ้าของปั๊มเร่งรื้อถอนร้านสะดวกซื้อหลังเหตุระเบิดครบ 30 วัน

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ที่ผ่านมา ได้มีการดำเนินการรื้อถอนร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น ภายในปั๊มน้ำมัน ปตท. บ้านผือ ตำบลเมือง อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุถล่มระเบิดจากฝั่งกัมพูชาเมื่อครบ 30 วันก่อนหน้านี้

เจ้าของปั๊มเร่งรื้อถอนร้านสะดวกซื้อหลังเหตุระเบิดครบ 30 วัน

เจ้าหน้าที่จากศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 13 อุบลราชธานี ได้ประสานงานนำรถแม็คโครและรถบรรทุกเข้ามาดำเนินการรื้อถอนร้านเซเว่นฯ ที่ได้รับความเสียหายจากระเบิด ซึ่งในเหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้เสียชีวิตภายในร้านถึง 7 ราย

ร่วมกับการดำเนินการในวันนี้ ยังมีเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ เข้าร่วมสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นทหารพรานจากกรมทหารพรานที่ 23 จำนวน 30 นาย เจ้าหน้าที่งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเทศบาลเมืองกันทรลักษ์ และจิตอาสาในพื้นที่

ความคืบหน้าการรื้อถอน

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่วางแผนใช้เครื่องตัดเหล็กเพื่อตัดโครงสร้างหลังคาของร้านสะดวกซื้อออกเป็นส่วน ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายต่อโครงสร้างส่วนอื่น หลังจากนั้นจึงเริ่มขนย้ายชั้นเหล็กและวัสดุอื่น ๆ ออกจากพื้นที่ไปยังวัดป่าไม้พัฒนา ตำบลหนองหญ้าลาด ซึ่งได้รับการอนุญาตจากทางวัดเรียบร้อย

ก่อนเริ่มกระบวนการรื้อถอนเวลา 08.00 น. นางกมลรัตน์ พลเศรษฐเลิศ เจ้าของปั๊มน้ำมัน ปตท. ได้จุดธูปและไหว้เจ้าที่ พร้อมทั้งบวงสรวงดวงวิญญาณของผู้เสียชีวิตทั้ง 7 รายที่เสียชีวิตในร้านสะดวกซื้อแห่งนี้

“วันนี้ครบ เจ้าของปั๊มเร่งรื้อถอนร้านสะดวกซื้อหลังเหตุระเบิดครบ 30 วัน แล้ว ตรวจดูโครงสร้างพบว่าส่วนที่ได้รับแรงระเบิดถล่มบางส่วน และมีแนวโน้มจะถล่มเพิ่มเติม จึงต้องรีบดำเนินการรื้อถอนเพื่อความปลอดภัย” นางกมลรัตน์กล่าว

ในส่วนของธุรกิจ เจ้าของปั๊มต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเช่น การจ่ายเงินเดือนพนักงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่วันละประมาณ 50,000 บาท หากใช้เวลาดำเนินการ 4 เดือน ก็อาจต้องแบกรับค่าใช้จ่ายทั้งหมดด้วยตนเอง

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องการประกันภัยยังไม่ได้ข้อสรุป และไม่มีการตอบรับจากภาครัฐเกี่ยวกับแนวทางช่วยเหลือในส่วนใดส่วนหนึ่ง

“ข่าวที่ว่าได้รับเงินเยียวยา 25 ล้านจากภาครัฐไม่เป็นความจริงครับ นั่นเป็นเพียงการประเมินความเสียหายเบื้องต้นเท่านั้น” นางกมลรัตน์เผย

ในส่วนของการฟื้นฟูปั๊มน้ำมันหลังจากปรับปรุง ส่วนใหญ่คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ภายในอาทิตย์หน้า หลังผ่านการประเมินด้านพลังงาน ส่วนเซเว่นฯ คาดว่าจะใช้เวลา 3-4 เดือนในการรื้อถอนและสร้างใหม่

  • เจ้าของปั๊มยอมรับค่าใช้จ่ายเองเพราะยังไม่มีความช่วยเหลือจากรัฐ
  • ประชาชนในพื้นที่ชายแดนยังคงเผชิญความหวาดกลัวหลังเหตุระเบิด
  • เจ้าของปั๊มขอความช่วยเหลือและแนวทางชัดเจนจากรัฐบาล

ในตอนท้าย นางกมลรัตน์ได้ฝากถึงภาครัฐว่าควรออกมาให้แนวทางช่วยเหลืออย่างชัดเจนมากขึ้น เนื่องจากประชาชนในพื้นที่หลายรายปรับตัวใช้ชีวิตในสภาวะความไม่แน่นอนมาระยะหนึ่งแล้ว

หากคุณเป็นผู้ที่รู้สึกเห็นใจต่อความยากลำบากของผู้ประสบเหตุ ลองหาข้อมูลเกี่ยวกับช่องทางบริจาค หรือกลุ่มอาสาที่ร่วมดูแลชุมชนพื้นที่ชายแดน คุณก็อาจเป็นส่วนหนึ่งของพลังช่วยเหลือได้เช่นกัน

ที่มา – เจ้าของปั๊มวอนรัฐช่วยให้ชัดเจน เร่งรื้อถอนร้านสะดวกซื้อ ครบ 30 วันเหตุระเบิด!

วธ.จับมือ ‘เอเอฟเอส ประเทศไทย’ ส่งเสริมความร่วมมือด้านศิลปวัฒนธรรม

กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือใหม่กับมูลนิธิการศึกษาและวัฒนธรรมสัมพันธ์ไทย – นานาชาติ หรือ เอเอฟเอส ประเทศไทย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในด้านศิลปวัฒนธรรมและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมกับเยาวชนทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ภายใต้กรอบการทำงานร่วมกันเป็นระยะเวลา 5 ปี (2568 – 2573)

วธ.จับมือ ‘เอเอฟเอส ประเทศไทย’ ส่งเสริมความร่วมมือด้านศิลปวัฒนธรรม

นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า เอเอฟเอส ประเทศไทย เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ดำเนินการมานานกว่า 60 ปี และมีเครือข่ายภายในกว่า 60 ประเทศ ทั้งสองฝ่ายมีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทยและขนบธรรมเนียมประเพณีอันงดงามของไทย ไปยังเยาวชนชาวต่างชาติ และรับวัฒนธรรมจากนานาชาติเข้ามาสู่ไทย

บันทึกข้อตกลงครั้งที่ 4 เน้นงานวัฒนธรรมร่วมสมัย

บันทึกข้อตกลงฯ ฉบับนี้เป็นฉบับที่ 4 ที่วธ. และ เอเอฟเอส ประเทศไทย ได้จัดทำร่วมกัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อต่อยอดความร่วมมือที่ผ่านมา ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเข้ากับบริบทยุคปัจจุบัน โดยมีแนวทางการทำงานที่ครอบคลุมมากขึ้น เช่น

  • การแลกเปลี่ยนข้อมูลและองค์ความรู้เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมไทย
  • การสนับสนุนและส่งเสริมบุคลากรด้านวัฒนธรรมให้ไปเป็นวิทยากรในกิจกรรมต่าง ๆ
  • การจัดอบรมวัฒนธรรมและประเพณีไทยสำหรับเยาวชน Outbound และ Inbound
  • การส่งเสริมการประชาสัมพันธ์วัฒนธรรมไทยผ่านสื่อดิจิทัลและสื่อสังคมออนไลน์

วธ.จับมือ ‘เอเอฟเอส ประเทศไทย’ ส่งเสริมความร่วมมือด้านศิลปวัฒนธรรม เพื่อให้เยาวชนไทยได้มีโอกาสเรียนรู้และเผยแพร่วัฒนธรรมไทยไปสู่เวทีโลก และในขณะเดียวกันก็เปิดรับวัฒนธรรมจากเพื่อนนานาชาติให้เข้ามาสู่ชุมชนไทยอย่างลึกซึ้ง

นายประสพ กล่าวอีกว่า การดำเนินการภายใต้บันทึกข้อตกลงฯ นี้ จะเป็นการแลกเปลี่ยนแบบสองทาง (Two-way Exchange) ที่มีประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย และสอดคล้องกับนโยบายด้านวัฒนธรรมของรัฐบาลที่เน้นการสร้างอัตลักษณ์และการยอมรับความหลากหลายของวัฒนธรรมไทย

หากมองในระยะยาว การส่งเสริมวัฒนธรรมในลักษณะนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเป็นแนวทางในการสร้างพลเมืองโลกที่มีความเข้าใจและเคารพซึ่งกันและกันมากยิ่งขึ้น

เราเชื่อว่า ภายใต้ความร่วมมือที่มั่นคงและมีเป้าหมายชัดเจน ศิลปวัฒนธรรมไทยจะมีโอกาสเติบโตและแพร่กระจายไปทั่วโลกอย่างยั่งยืน

ที่มา – วธ.จับมือ ‘เอเอฟเอส ประเทศไทย’ ส่งเสริมความร่วมมือด้านศิลปวัฒนธรรม

ภราดรเร่งผลักดันยกเลิก MOU 43-44 ปัญหาความมั่นคงต้องได้รับการแก้ไข

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568 นายภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส. จังหวัดอ่างทอง พรรคภูมิใจไทย และอดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความคืบหน้าในการผลักดันให้ยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) ฉบับปี 2543 และ 2544 ระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อความมั่นคงของประเทศ

ภราดรเร่งผลักดันยกเลิก MOU 43-44

นายภราดร กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยเห็นพึงสมควรอย่างยิ่งที่จะนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาเชิงรุกของรัฐสภาอย่างเร่งด่วน เพราะที่ผ่านมาแม้จะมีความพยายามผลักดันประเด็นดังกล่าวหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจน สาเหตุหนึ่งคือสภาฯ มีการปิดประชุมก่อนที่ประเด็นจะได้รับการแก้ไขอย่างแท้จริง

“สัปดาห์หน้า เราจะเดินหน้าผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจัง หลังจากที่ได้ยื่นญัตติด่วนไปแล้ว ก็ถึงเวลาที่ต้องนำเข้าสู่การพิจารณาเพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติ” นายภราดร ระบุ

พื้นที่เปิดใจกว้างของสภาฯ

นอกจากนี้ 他还 กล่าวว่า สิ่งสำคัญในขั้นตอนนี้คือการให้สภาฯ พิจารณาเปิดพื้นที่ และเปิดใจกว้าง ในการรับฟังเสียงของ ส.ส. ที่นำเรื่องสำคัญของชาติเข้าสู่การถกเถียง เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยที่ควรถูกแทนแนวคิดทางการเมือง แต่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและผลประโยชน์ของประเทศไทย

นายภราดร ย้ำอีกครั้งว่า พฤติการณ์ของฝ่ายกัมพูชานั้น ไม่ได้แสดงถึงความเคารพข้อตกลงในอดีตที่เคยให้ไว้กับไทย ทำให้เกิดความเสียหายทั้งในด้านความสัมพันธ์และผลประโยชน์ของประเทศ ดังนั้นแล้วถึงเวลาแล้วที่ไทยจะต้องคืนความชัดเจนในประเด็นนี้

  • พรรคภูมิใจไทยเน้นความจำเป็นในการพิจารณา MOU 43-44
  • สภาควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการพิจารณาในประเด็นเชิงชาติ
  • ต้องมีการอภิปรายอย่างเปิดกว้างเพื่อความมั่นคงในระยะยาว

“ผมขอยังฝากถึงเพื่อนสมาชิกในสภาว่า อย่าเพิ่งเร่งปิดประชุมหรือเลี่ยงประเด็นสำคัญ แต่ควรแสดงความรับผิดชอบต่อปัญหาความมั่นคงที่กำลังเกิดขึ้น เพราะสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่คืออนาคตของประเทศไทยทั้งประเทศ” นายภราดร กล่าวในท้ายที่สุด

จากสถานการณ์ปัจจุบัน ผลประโยชน์ของชาติและบทบาทของรัฐสภาในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ จึงเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายควรให้ความสำคัญเพื่อความมั่นคงของประเทศไทยในระยะยาว

ติดตามประเด็นการเมืองได้ที่นี่

ที่มา – ‘ภราดร’จี้สภาเร่งถกยกเลิก MOU 43-44 สัปดาห์หน้าต้องเห็นผล อย่าชิงปิด!

“กลาสเนอร์” เร่งพาเลซหาคนแทน “เอเซ”

คริสตัล พาเลซ ทีมดังแห่งศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ตกเป็นข่าวว่าต้องเร่งดำเนินการเสริมทัพก่อนปิดตลาดซื้อขายนักเตะในวันที่ 1 กันยายนนี้ เนื่องจากอาจสูญเสียนักเตะคนสำคัญอย่าง เอเบเรชี เอเซ ไปยังทีมใหญ่ “อาร์เซนอล”

“กลาสเนอร์” เร่งพาเลซหาคนแทน “เอเซ”

โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ ผู้จัดการทีม “.handleChange” คริสตัล พาเลซ ยืนยันว่าทีมต้องเร่งดำเนินการหาตัวนักเตะใหม่ก่อนตลาดปิด เพื่อเติมเต็มช่องว่างหลังจากที่ เอเซ ตัดสินใจย้ายทีมแบบไร้เงื่อนไข โดยเจ้าตัวเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญในแนวรุกของทีมชุดปัจจุบัน

ล่าสุดพาเลซเพิ่งทำผลงานได้สำเร็จในเกมยูฟ่า คอนเฟอเรนซ์ ลีก นัดไขว้กับ เฟดริกสตัด โดยชนะ 1-0 แม้จะไม่มีตัว เอเซ ลงสนาม เนื่องจากเจ้าตัวแจ้งอาการไม่สบาย และคาดว่าน่าจะเป็นกลยุทธ์เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงก่อนจะเข้ารับการตรวจร่างกายกับ อาร์เซนอล เต็มรูปแบบ

เวลาเร่งด่วน – ตลาดปิดเร็วกว่าเดิม

ตลาดซื้อขายของพรีเมียร์ลีก ปีนี้มีการปิดเร็วเป็นพิเศษ โดยจะปิดในวันจันทร์ที่ 1 กันยายน เวลา 19.00 น. ตามเวลาอังกฤษ หรือ 01.00 น. ตามเวลาไทย เป็นผลจากข้อตกลงระหว่างเอฟเอ พรีเมียร์ลีก และอีเอฟแอล เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีปัญหาการย้ายทีมในช่วงวันปิดภาคการศึกษาของเด็ก

กลาสเนอร์ กล่าวหลังเกมว่า: “ตอนนี้เราต้องหาผู้เล่นที่เหมาะสมมาแทน เอเซ ให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ ทีมเหลือผู้เล่นไม่มากและมีโปรแกรมหนักในเดือนสิงหาคมถึง 6 นัด ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ยากลำบาก เพราะการจะเซ็นสัญญาได้ง่าย ก็ต้องเป็นนักเตะที่ใช่ คนที่เข้ากับทีมได้จริงเท่านั้น”

  • การสูญเสีย “เอเซ” ส่งผลให้แนวรุกของพาเลซต้องปรับปรุงอย่างเร่งด่วน
  • ฟอร์มการเล่นในช่วงท้ายฤดูกาลก่อนหน้าของเอเซ ถือว่าโดดเด่น
  • สโมสรต้องมีแผนสำรองหากการเซ็นสัญญากับเป้าหมายหลักล้มเหlว

ไม่เพียงแค่เรื่องความพร้อมด้านกำลังคนเท่านั้น แนวทางการเล่นของเอเซ ยังเป็นลายเซ็นที่ชัดเจนในระบบการเล่นของกลาสเนอร์ ซึ่งหากขาดเขาไปอาจจะทำให้ทีมต้องปรับสูตรอาหารใหม่บนกระดานทัคติก

ทั้งนี้ เชื่อกันว่าขณะนี้ พาเลซ มีรายชื่อเป้าหมายมากกว่าหนึ่งราย แต่ยังไม่สามารถปิดดีลได้ก่อนถึงกำหนด ซึ่งหากไม่สามารถปิดดีลได้ทันจะสร้างผลกระทบอย่างมากต่อทีมในช่วงเปิดฤดูกาลใหม่ แน่นอน

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบัน มองว่าการเร่งเครื่องของกลาสเนอร์จึงถือว่าจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเวลาไม่ได้อยู่ข้างเขา

ในที่สุด ฝ่ายบริหารของพาเลซก็คงต้องตัดสินใจว่าจะแทนที่ “เอเซ” ด้วยใคร และให้งบประมาณในการเสริมทัพมากแค่ไหน เพื่อรักษาสมดุลของทีมไว้ในช่วงเริ่มต้นฤดูกาล

หากคุณเป็นแฟนบอลคริสตัล พาเลซ คงต้องติดตามข่าวใกล้ชิด เพราะอาจพบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในซัมเมอร์นี้ที่กำลังจะมาถึง

ที่มา – “กลาสเนอร์” เร่งพาเลซหาคนแทน “เอเซ”

ขอเชิญส่งผลงานวิจัยและเข้าร่วมประชุมวิชาการทางการศึกษาระดับชาติ ครั้งที่ 13

หากคุณเป็นนักวิชาการ คณาจารย์ หรือนักศึกษาที่สนใจในด้านการศึกษา อย่าพลาดโอกาสเข้าร่วมกับ ขอเชิญส่งผลงานวิจัยและเข้าร่วมประชุมวิชาการทางการศึกษาระดับชาติ ครั้งที่ 13 (The 13th PSU Education Conference) ซึ่งจัดขึ้นโดยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับ สมาคมเครือข่ายการพัฒนาวิชาชีพอาจารย์และองค์กรระดับอุดมศึกษาแห่งประเทศไทย (ควอท) ในหัวข้อ “Reimagining Higher Education in a Changing World: Innovation and Collaboration” ระหว่างวันที่ 26 – 27 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องประชุมศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี

ขอเชิญส่งผลงานวิจัยและเข้าร่วมประชุมวิชาการทางการศึกษาระดับชาติ ครั้งที่ 13

กิจกรรมนี้ถือเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสแลกเปลี่ยนแนวคิด องค์ความรู้ และประสบการณ์ที่ดีในการพัฒนาอุดมศึกษาผ่านนวัตกรรมและความร่วมมือ นอกจากนี้ยังเปิดรับ ขอเชิญส่งผลงานวิจัยและเข้าร่วมประชุมวิชาการทางการศึกษาระดับชาติ ครั้งที่ 13 ทั้งแบบบรรยายและโปสเตอร์ในสาขาต่าง ๆ เช่น มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิทยาศาสตร์สุขภาพ

สาขาที่รับสมัครผลงานวิจัย

  • สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
  • สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
  • สาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ

ทางจัดงานเปิดโอกาสให้ผู้สนใจสามารถส่งบทความวิจัยแบบ abstract only หรือ full paper เพื่อสมัครเข้าร่วมนำเสนอผลงานได้ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2568 และจะประกาศผลภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568

กำหนดการสำคัญ

  • ส่งผลงานวิจัย: ตั้งแต่บัดนี้ – 31 ตุลาคม 2568
  • แจ้งผลพิจารณา: ภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568
  • ส่งผลงานที่ผ่านการแก้ไข: ภายใน 31 ธันวาคม 2568
  • เผยแพร่ผลงานบนเว็บไซต์: วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569
  • นำเสนอผลงาน: ระหว่างวันที่ 26 – 27 กุมภาพันธ์ 2568
  • ลงทะเบียนเข้าร่วมประชุม: ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 – 20 กุมภาพันธ์ 2569

กิจกรรมนี้ไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วม จึงขอเชิญชวนนักวิชาการ นักศึกษา และบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ ร่วมส่งผลงานและเข้าร่วมประชุมกันอย่างคึกคัก

การมีส่วนร่วมไม่เพียงแต่เป็นโอกาสในการแบ่งปันองค์ความรู้ แต่ยังเป็นเวทีในการเชื่อมโยงนวัตกรรมและการพัฒนาการศึกษาของไทยให้ก้าวไกลขึ้นอีกขั้น

ที่มา – ขอเชิญส่งผลงานวิจัยและเข้าร่วมประชุมวิชาการทางการศึกษาระดับชาติ ครั้งที่ 13

ประธานชมรมแม่บ้านมหาดไทย จ.สระบุรี ตรวจเยี่ยมเยาวชนผู้รับทุนมูลนิธิร่วมจิตน้อมเกล้าฯ

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ที่ผ่านมา จังหวัดสระบุรีได้เกิดเหตุการณ์สำคัญที่สะท้อนถึงความห่วงใยเยาวชนในพื้นที่ โดยมี นายบัญชา เชาวรินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี พร้อมด้วย ประธานชมรมแม่บ้านมหาดไทย จ.สระบุรี นางจิตตินันท์ เขาวรินทร์ ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานอุปการะเยาวชนประจำจังหวัดสระบุรีของ มูลนิธิร่วมจิตน้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมเยาวชนผู้รับทุนของมูลนิธิดังกล่าว ณ โรงเรียนเทศบาล 9 (วัดเขาคูบา) สังกัดเทศบาลเมืองสระบุรี

ประธานชมรมแม่บ้านมหาดไทย จ.สระบุรี เยี่ยมเยาวชนทุนด้วยความใส่ใจ

นางจิตตินันท์ พร้อมคณะแม่บ้านมหาดไทยฯ และเหล่ากาชาดจังหวัดสระบุรี เดินทางมาถึงโรงเรียนฯ โดยได้รับการต้อนรับจาก นายอรรถการณ์ จิตรถวิล นายอำเภอเมืองสระบุรี, ดร.ภาณุพงส์ ทิพยเศวต นายกเทศมนตรีเมืองสระบุรี ตลอดจนผู้บริหารสถานศึกษา ครู อาจารย์ และนักเรียนโรงเรียนเทศบาล 9 (วัดเขาคูบา) ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีนักเรียนรับ ทุนมูลนิธิร่วมจิตน้อมเกล้าฯ จำนวน 2 คน ได้แก่ เด็กหญิงกัญญาพร แท่นแก้ว (น้องเดียร์) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 อายุ 12 ปี และ เด็กหญิงพิชชานันท์ (น้องไกด์) แท่นแก้ว ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 อายุ 14 ปี ซึ่งทั้งสองเป็นพี่น้องกันและอาศัยอยู่กับยาย

น้อมรำลึกคุณ ตั้งใจเรียน เพื่ออนาคต

ในโอกาสที่เยี่ยมเยือน นางจิตตินันท์ ประธานชมรมแม่บ้านมหาดไทย จ.สระบุรี ได้สอบถามถึงผลการเรียนและคุณภาพชีวิตของนักเรียนทั้งสองอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งฝากความหวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมมือกันดูแลส่งเสริมให้น้องๆ เติบโตเป็นผู้มีคุณธรรมและวิชาชีพให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม ทั้งนี้ นางจิตตินันท์ ยังได้ให้โอวาทแก่น้องเดียร์และน้องไกด์ ให้น้อมรำลึกถึงโอกาสที่ได้รับจาก มูลนิธิร่วมจิตน้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน และขอให้ตั้งเป้าหมายสูงขึ้น เช่น การจบปริญญาตรีเพื่อให้ตนเองเป็นผู้มีคุณค่าต่อครอบครัวและประเทศชาติ

จากใจจริงของ ประธานชมรมแม่บ้านมหาดไทย จ.สระบุรี น้องทั้งสองได้มอบสัญญาว่าจะใช้โอกาสที่ได้รับอย่างคุ้มค่า ตั้งใจเรียน ตั้งเป้าให้จบปริญญาตรีตามเส้นทางที่มูลนิธิสนับสนุน และจะเป็นคนดีของสังคม

ชุมชนดูแลน้องอีกทาง

สำหรับความเป็นอยู่ของน้องๆ นั้น ด้าน ดร.ภาณุพงศ์ ได้ให้คำมั่นว่าจะเข้าไปดูแลซ่อมแซมบ้านของน้องๆ ที่อาศัยอยู่กับยายในชุมชนเขาคูบาภายในวันที่ 22 สิงหาคมนี้ ให้มีความมั่นคง ปลอดภัย และเหมาะสมสำหรับการพักอาศัยอย่างมีความสุข

เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่เพียงแค่เป็นการติดตามผลการใช้ทุน แต่ยังเป็นการเติมพลังใจและความหวังให้เยาวชนรุ่นใหม่ของจังหวัดสระบุรี โดยได้รับการสนับสนุนจากผู้มีประสบการณ์และห่วงใยเยาวชนจริง ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีของการพัฒนาคุณภาพชีวิตเยาวชนผ่านเครือข่ายตำบล อำเภอ และจังหวัด

การดูแลเยาวชนไม่เพียงแต่มอบทุน แต่ควรแสวงหาความต้องการและ呵护เชิงลึกอย่างต่อเนื่อง เพราะน้องๆ คืออนาคตของประเทศ หากเสริมแรงสนับสนุนในตอนนี้ ก็จะได้กำลังใจและโอกาสในการเดินหน้าอย่างมั่นคง

ที่มา – ประธานชมรมแม่บ้านมหาดไทย จ.สระบุรี ตรวจเยี่ยมเยาวชนผู้รับทุนมูลนิธิร่วมจิตน้อมเกล้าฯ