ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

Lifestyle Asia 50 Icons ยกย่อง 50 ไอคอนคนดังแห่งปี

ปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่สำหรับการประกาศรางวัล “Lifestyle Asia 50 Icons” ซึ่งจัดขึ้นโดย Lifestyle Asia Thailand เพื่อเชิดชู 50 บุคคลชาวไทยที่สร้างอิทธิพลทั้งในและต่างประเทศ โดยคัดเลือกอย่างพิถีพิถันจากทีมบรรณาธิการ แบ่งเป็น 7 หมวดหมู่ที่สะท้อนความคิดสร้างสรรค์, ความทุ่มเท และแรงบันดาลใจในระดับโลก

Lifestyle Asia 50 Icons คืออะไร?

Lifestyle Asia 50 Icons เป็นงานที่จัดขึ้นมาเพื่อระดมรวมผู้สร้างแรงบันดาลใจในหลากหลายวงการ ทั้งบันเทิง เพลง อาหาร และอินฟลูเอนเซอร์ระบบรางวัลดีไซน์เพื่อโชว์ศักยภาพรุ่นใหม่ ที่มีโอกาสก้าวขึ้นเป็นไอคอนระดับโลก ปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Bridging Worlds, Breaking Boundaries” ที่เน้นให้เห็นอิทธิพลทางวัฒนธรรมและผลกระทบในวงกว้าง

บรรยากาศงานประกาศรางวัล Lifestyle Asia 50 Icons

งานจัดในวันที่ 19 สิงหาคม ณ 515 Victory โดยร่วมฉลองความสำเร็จของเหล่าไอคอน ภายใต้การดำเนินรายการของพิธีกรมากความสามารถอย่าง “โก้ – วศิน อัศวนฤนาท” และมีการแสดงต้อนรับจาก “จีน่า – ญีนา ซาลาส” และ “แอม – สรรเพชญ์ คุณากร” ก่อนประกาศรางวัลในแต่ละหมวดหมู่

นอกจากนี้ยังมีการแสดงช่วงพักครึ่งจาก Yourmood ที่ได้รับรางวัล Artist Award ปี 2024 และปิดงานอย่างสุดยิ่งใหญ่ด้วย DJ set สุดพิเศษจาก DJ Tiito มอบบรรยากาศแห่งความบันเทิงให้แก่แขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงาน

  • Global Icons – นักแสดงและศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับโลก
  • Entertainment Leaders – ผู้นำวงการบันเทิงไทย
  • Rising Icons – ดาวรุ่งที่เตรียมก้าวสู่ระดับโลก
  • Music Innovators – นักดนตรีและศิลปินที่ขับเคลื่อนวงการเพลง
  • Creative Pioneers – อินฟลูเอนเซอร์และผู้สร้างเนื้อหาที่โดดเด่น
  • Next-Gen Changemakers – วัยรุ่นผู้มีอิทธิพลในยุคใหม่
  • Culinary Masters – เชฟและผู้สร้างแรงบันดาลใจด้านอาหาร

ใครเป็นผู้กำหนด 50 ไอคอนคนดัง?

ผู้ที่คัดเลือก Lifestyle Asia 50 Icons ในปีนี้คือทีมบรรณาธิการของ Lifestyle Asia Thailand ซึ่งถือว่าเป็นหน่วยงานที่มีความสมดุลย์และเข้าใจกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์เป็นอย่างดี สำหรับบางหมวด เช่น Global Icons ทางบริษัทมีตัวชี้วัดจากผลงานและความนิยมในระดับนานาชาติอย่างชัดเจน

“บียอร์น เรททิก” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เบอร์ด้า ลักซ์ชัวรี่ กล่าวว่า “Lifestyle Asia 50 Icons ไม่ใช่แค่การยกย่องคนดัง แต่เป็นการเปิดพื้นที่เพื่อพัฒนารุ่นใหม่ สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ให้สามารถเดินหน้าสู่ความสำเร็จได้ในอนาคต”

เรามองเห็นความแตกต่างของวงการความบันเทิงในปัจจุบัน และเข้าใจว่าอินฟลูเอนเซอร์ยุคใหม่ไม่ได้จำกัดวงการเพียงใด แต่กำลังเติบโตข้ามสายงานจนเกือบไม่มีขอบเขตระหว่างดาราและ KOL ต่อกันเลย ดังนั้น Lifestyle Asia 50 Icons จึงมีความหมายอย่างยิ่งในฐานะเวทีสร้างแรงบันดาลใจในเอเชีย

ผลงานของเหล่าผู้ได้รับรางวัลในครั้งนี้น่าทึ่งทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น เชฟที่เปิดร้านอาหารสุดฮิต มีแรงสนับสนุนจากลูกค้าจำนวนมาก หรืออินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้ติดตามนับล้านและกลายเป็นผู้ผลิตเนื้อหาที่สร้างอิทธิพลทางสังคมอย่างแท้จริง

สิ่งนี้ยืนยันว่า Lifestyle Asia 50 Icons ไม่เพียงรวบรวมคนดังเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงผลักสำคัญให้พวกเขาเติบโตและมีบทบาทมากขึ้นในวงกว้างทั้งในไทยและเอเชีย

หากคุณยังไม่ได้ตามผลงานของเหล่า ICONS รุ่นล่าสุด เราขอแนะนำให้ติดตามข่าวสารและกิจกรรมจาก Lifestyle Asia เพื่อไม่พลาดความเคลื่อนไหวของเหล่าผู้สร้างแรงบันดาลใจในปีนี้และอนาคตอันใกล้

ที่มา – ‘Lifestyle Asia 50 Icons’ ยกย่อง 50 ไอคอนคนดังแห่งปี บุคคลต้นแบบผู้สร้างแรงบันดาลใจ

เสี่ยอ้วนส่งทนายแจ้งเอาผิดหมอวรงค์ฐานหมิ่นประมาท

กรณี ‘เสี่ยอ้วน’ หรือนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบอำนาจให้ทนายธงชัย พรเศรษฐ์ และทนายกณวรรธน์ อรัญ เข้าพบพ.ต.อ.ธนพล กลิ่นเกษร ผู้กำกับกองสน.พญาไท เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษนายวรงค์ เดชกิจวิกรม หรือหมอวรงค์ ฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และข้อหาเกี่ยวกับพรบ.คอมพิวเตอร์ เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 นั้น ถือเป็นประเด็นที่น่าสนใจและมีความซับซ้อนภายใต้กรอบของกฎหมายและสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างยิ่ง

เสี่ยอ้วนส่งทนายแจ้งเอาผิดหมอวรงค์ฐานหมิ่นประมาท

จากเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2568 ที่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ กทม. ซึ่งหมอวรงค์ เคยขึ้นปราศรัยวิพากษ์วิจารณ์ นายภูมิธรรม ในหลายประเด็น รวมถึงเรื่องส่วนตัวและสถานการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา

ทนายธงชัย พรเศรษฐ์ เผยว่า การปราศรัยของหมอวรงค์ มีเนื้อหาที่เกินขอบเขตการวิพากษ์วิจารณ์ จนอาจเข้าข่ายหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และมีการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จผ่านระบบคอมพิวเตอร์ จึงได้มอบหมายให้ทีมทนายดำเนินการทางกฎหมายทันที โดยยื่นความร้องทุกข์ทั้งในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

การฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาท

ในส่วนของข้อหาหมิ่นประมาทในเชิงส่วนตัวนั้น ขึ้นอยู่กับดุลตัดสินของนายภูมิธรรม ว่าจะดำเนินคดีต่อหรือไม่ ขณะที่ในส่วนข้อหาพรบ.คอมพิวเตอร์ เป็นอาญาแผ่นดิน ขึ้นอยู่กับดุลตัดสินของพนักงานสอบสวน ทนายธงชัย กล่าวว่า การวิพากษ์วิจารณ์ใครบางคนเป็นเรื่องปกติ แต่หากทำเกินจริงหรือเผยแพร่ข้อมูลเท็จ ก็จำเป็นต้องมีการปกป้องสิทธิตามกฎหมาย

  • ข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา
  • ข้อหาเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
  • เผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ

ทนายระบุเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ยังไม่มีการแจ้งความเพิ่มเติมกับบุคคลอื่น แม้ก่อนหน้านี้จะมีหลายแกนนำและนักเคลื่อนไหวที่ขึ้นปราศรัยร่วมกันในบริเวณเดียวกัน อย่างไรก็ตาม หากพบว่าเป็นผู้ร่วมสนับสนุนหรือกระทำความผิดร่วมกัน ก็จะต้องดำเนินคดีต่อไปตามกฏหมายอย่างเคร่งครัดเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม

กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการใช้กฎหมายเพื่อปกป้องประชาชนในความเชื่อมั่นต่อผู้มีอำนาจ และการชั่งน้ำหนักระหว่างเสรีภาพในการแสดงออกกับการแพร่ข่าวที่เป็นเท็จหรือร้ายแรง มันเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายควรระมัดระวังและให้ความสำคัญกับจริยธรรมสื่อ

หากคุณคิดจะแสดงความคิดเห็นผ่านโซเชียลมีเดีย อย่าลืมตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ดี และเคารพสิทธิของผู้อื่น ความรับผิดชอบต่อสังคมจะทำให้สังคมนี้ดีขึ้น

ที่มา – ‘เสี่ยอ้วน’ ส่งทนายแจ้งเอาผิด ‘หมอวรงค์’ หมิ่นประมาท หลังร่วมปราศรัย ‘กลุ่มรวมพลังแผ่นดินฯ’

แผ่นดินไหว 7.5 แมกนิจูดที่ช่องแคบเดรก ชิลีเฝ้าระวังสึนามิ

เมื่อไม่นานมานี้ โลกได้สั่นสะเทือนจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงที่มีขนาดถึง 7.5 แมกนิจูด บริเวณช่องแคบเดรก (Drake Passage) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เชื่อมระหว่างมหาสมุตรแอตแลนติกใต้กับมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ จุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหวตั้งอยู่ลึกลงไปใต้พิภพทะเลราว 10.8 กิโลเมตร สร้างความหวั่นไหวให้แก่ประเทศชิลีที่อยู่ใกล้เคียง

แผ่นดินไหว 7.5 แมกนิจูดที่ช่องแคบเดรก ชิลีเฝ้าระวังสึนามิ

สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐอเมริกา (USGS) ได้รายงานอย่างเป็นทางการถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวดังกล่าวที่เกิดขึ้นในเวลา 22.16 น. ตามเวลาท้องถิ่นของชิลี หรือประมาณ 09.16 น. ของวันศุกร์ตามเวลาประเทศไทย การสั่นสะเทือนครั้งนี้เป็นเหตุให้ศูนย์เตือนภัยสึนามิในมหาสมุทรแปซิฟิก (PTWC) เร่งดำเนินการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

เหตุผลที่ต้องเฝ้าระวัง

แม้ว่าช่องแคบเดรกจะเป็นเพียงทางแคบที่เชื่อมต่อระหว่างสองมหาสมุทร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในบริเวณนี้สามารถมีผลกระทบต่อกระแสน้ำของโลกทั้งใบ หากมีการเปลี่ยนแปลง เช่น เหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ อาจเปลี่ยนแปลงรูปแบบการไหลของน้ำมหาสมุทร จนกระทบต่อสภาพภูมิอากาศโดยรวมได้

ปัจจุบัน หลายหน่วยงานทั้งในประเทศชิลีและระดับนานาชาติกำลังติดตามพฤติกรรมของโอเชียนและการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลก โดยเฉพาะบริเวณที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดสึนามิ การระวังภัยล่วงหน้าถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญในการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

  • แผ่นดินไหวขนาด 7.5 แมกนิจูดถือว่ารุนแรง
  • จุดศูนย์กลางอยู่ลึกลงไปใต้ทะเล 10.8 กิโลเมตร
  • บริเวณช่องแคบเดรกเป็นเส้นทางสำคัญของกระแสน้ำโลก
  • ระบบเฝ้าระวังสึนามิอยู่ในสภาวะพร้อมปฏิบัติการ

เหตุการณ์ในครั้งนี้เตือนใจให้เราได้ตระหนักถึงพลังของธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ การเตรียมความพร้อมทั้งในระดับชุมชนและระดับประเทศจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อความอยู่รอด

ความเข้าใจเกี่ยวกับแผ่นดินไหวและการป้องกันภัยจากสึนามิควรเป็นเรื่องสำคัญของทุกคนที่อยู่อาศัยใกล้ชายฝั่ง รวมถึงประชาชนที่สนใจเรื่องธรณีวิทยาและสิ่งแวดล้อมด้วย

หากคุณวางแผนไปเยือนหรืออาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงพื้นที่เสี่ยง ควรศึกษาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติตัวเมื่อเกิดแผ่นดินไหวหรือสึนามิ เพื่อรักษาความปลอดภัยของตนเองและคนรอบข้างไว้เสมอ

ช่องแคบเดรก แม้จะดูเป็นพื้นที่ห่างไกล แต่ก็สามารถส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและสภาพอากาศทั่วโลกได้ ดังนั้นเราควรให้ความสำคัญกับข่าวสารและความเคลื่อนไหวจากธรรมชาติในพื้นที่เหล่านี้เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมเสมอ

ที่มา – แผ่นดินไหว 7.5 แมกนิจูดที่ช่องแคบเดรก ชิลีเฝ้าระวังสึนามิ

สกสค.จับมือแจ่มจันทร์ เสริมสวัสดิการลดค่าครองชีพให้ครู

เมื่อวันที่ 22 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) จังหวัดกรุงเทพมหานคร นำโดย นางดารุณี ดงทอง ศึกษาธิการจังหวัดกรุงเทพมหานคร และกรรมการ สกสค.กรุงเทพมหานคร รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงาน สกสค.กรุงเทพมหานคร ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ บริษัท แจ่มจันทร์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมและสปาเพื่อสุขภาพ ภายใต้แบรนด์ทั้งหมดของแจ่มจันทร์สมุนไพร เพื่อมอบสิทธิพิเศษส่วนลด 20% สำหรับสินค้าและบริการ แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศ

สกสค.จับมือแจ่มจันทร์ เสริมสวัสดิการให้ครู

ความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้โครงการ “จัดสวัสดิการส่วนลดค่าครองชีพ” ซึ่งเป็นหนึ่งในภารกิจหลักของ สกสค. ที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วย减轻ภาระค่าใช้จ่ายและยกระดับคุณภาพชีวิตของครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ โดยปัจจุบัน สกสค. มีสวัสดิการครอบคลุมกว่า 16 รายการ รวมถึงร้านค้าสวัสดิการกว่า 1,300 แห่งที่ให้ส่วนลดสูงสุดถึง 50% ตลอดจนหอพักสวัสดิการในใจกลางกรุงเทพฯ ที่มีผู้เข้าพักปีละนับแสนคน

นอกจากนี้ยังมีโครงการ ช.พ.ค.–ช.พ.ส. ที่ให้ความช่วยเหลือครอบครัวครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เสียชีวิตด้วยเงินสงเคราะห์ขั้นต่ำ 9 แสนบาท โดยในปี 2568 เพียงปีเดียว มีการจ่ายเงินช่วยเหลือไปแล้วกว่า 4,160 ล้านบาท ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ สกสค. ในการ สกสค.จับมือแจ่มจันทร์ เพื่อสร้างสวัสดิการที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

แจ่มจันทร์เปิดให้บริการสุขภาพสำหรับครู

นางธนิดา เจิมประไพ ประธานบริหาร บริษัท แจ่มจันทร์ จำกัด กล่าวว่า บริษัทมีความตั้งใจที่จะสนับสนุนครูและบุคลากรทางการศึกษาด้วยบริการที่มีคุณภาพและราคาที่เข้าถึงได้ เพื่อให้ครูผู้เป็นกำลังสำคัญของชาติ ได้ดูแลสุขภาพกายใจอย่างเต็มที่ “เราเชื่อว่าครูที่มีสุขภาพดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี จะสามารถส่งเสริมการศึกษาของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น”

ด้วยการ สกสค.จับมือแจ่มจันทร์ นี้ จึงเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตของครูไทยในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพ พักผ่อน หรือค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

สกสค. ย้ำพันธกิจตามสโลแกน “ลดภาระ ดูแลครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้มีความสุข” และพร้อมเดินหน้าสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาคเอกชนต่อไป เพื่อให้ครูไทยทั่วประเทศได้รับสวัสดิการที่ครอบคลุมและยั่งยืน

หากคุณเป็นครูหรือบุคลากรทางการศึกษา อย่าพลาดโอกาสใช้สิทธิประโยชน์จากความร่วมมือระหว่าง สกสค. และแจ่มจันทร์ โดยสามารถใช้ส่วนลด 20% นี้ได้ที่สาขาแจ่มจันทร์ทั่วประเทศ

ที่มา – สกสค.จับมือ ‘แจ่มจันทร์’ เสริมทัพสวัสดิการ มอบส่วนลดค่าครองชีพแก่ครูทั่วประเทศ

สตม.เพิกถอนตรวจลงตราให้นศ.ต่างชาติอยู่ไทยที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์อว. เกือบ 10,000 ราย

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เข้าประชุมร่วมกับพันตำรวจเอก ยศเอก รักษาสุวรรณ รองผู้บังคับการอำนวยการ รักษาการแทนผู้บังคับการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) เพื่อพิจารณาแนวทางการดำเนินการเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรระยะสั้น (Non-degree) สำหรับนักศึกษาชาวต่างชาติ ตามประกาศของกระทรวง อว. ฉบับปี 2568

สตม.เพิกถอนตรวจลงตราให้นศ.ต่างชาติอยู่ไทย ที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์อว.

ในการประชุมร่วมระหว่างสำนักงานปลัดกระทรวง อว. และ สตม. ได้มีการพัฒนาระบบฐานข้อมูลนักศึกษาชาวต่างชาติที่เข้ารับการศึกษาในหลักสูตรระยะสั้น เพื่อให้สถาบันอุดมศึกษาต้องรายงานสถานะการเรียนการสอนและการเข้าเรียนของนักศึกษาให้ สป.อว. ทราบ และส่งต่อให้ สตม. ใช้เป็นข้อมูลในการพิจารณาการตรวจลงตราและอนุญาตให้นักศึกษาอยู่ในประเทศไทยเป็นการชั่วคราว โดยเพื่อป้องกันการใช้ VISA นักศึกษาเพื่อทำงานผิดกฎหมาย

หลักสูตรระยะสั้นที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์

ตั้งแต่ประกาศหลักเกณฑ์และแนวทางการจัดสอนหลักสูตรระยะสั้นสำหรับนักศึกษาต่างชาติของ อว. มีผลบังคับใช้ในวันที่ 14 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา ได้มีสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งได้นำส่งข้อมูลนักศึกษาต่างชาติที่ลงทะเบียนในหลักสูตรระยะเวลาสั้นซึ่งไม่เป็นไปตามข้อกำหนดดังกล่าวให้กับ สตม. ซึ่งหน่วยงานนี้ได้ดำเนินการเพิกถอน Visa ของนักศึกษาที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ไปแล้วจำนวนเกือบ 10,000 ราย

  • นักศึกษาต่างชาติ
  • หลักสูตรระยะสั้นของอว.
  • การตรวจลงตรา (Visa)
  • แนวทางการจัดการเรียนการสอน

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี ผู้ช่วยปลัดกระทรวง อว. กล่าวว่าในเดือนกันยายน 2568 จะมีการจัดประชุมเพื่อชี้แจงให้สถาบันอุดมศึกษาเข้าใจระบบทะเบียนนักศึกษาต่างชาติอย่างถูกต้อง โดยต้องส่งข้อมูลการจัดการเรียนการสอนและรายงานความก้าวหน้าของนักศึกษาเป็นประจำผ่านระบบฐานข้อมูลออนไลน์ที่กำหนด

การดำเนินการในครั้งนี้ถือเป็นการปฏิรูปที่สำคัญเพื่อยกระดับมาตรฐานคุณภาพการศึกษาและป้องกันการใช้ระบบวีซ่านักศึกษาเพื่อวัตถุประสงค์อื่น ไม่ใช่การศึกษาอย่างแท้จริงให้กับนักศึกษาต่างชาติที่เข้ามาในประเทศไทย

ที่มา – สตม.เพิกถอนตรวจลงตราให้นศ.ต่างชาติอยู่ไทย ที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์อว. เกือบ 10,000 ราย

12 คนไทยไปกัมพูชาน่าสงสัย บอกมาทำงานตลาดโรงเกลือ แต่ถูกจับที่ไร่อ้อย จ.สระแก้ว

เมื่อคืนวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ทหารได้ทำการสกัดจับกลุ่มคนไทยจำนวน 12 คน ซึ่งประกอบด้วยชาย 6 คน และหญิง 6 คน ขณะที่กำลังเดินเท้าอยู่ในไร่อ้อยที่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว โดยทั้งหมดมีสัมภาระและบอกว่ากำลังเดินทางไปยังกัมพูชา

12 คนไทยไปกัมพูชาน่าสงสัย

จากการสอบสวนเบื้องต้น ทั้งหมดอ้างว่าได้รับการชักชวนจากกลุ่มผ่านเพจเฟซบุ๊กว่ามีงานทำในตำแหน่งต่าง ๆ ด้านหลังตลาดโรงเกลือ โดยไม่ต้องเสียค่าเดินทาง ทั้งที่เรื่องราวไม่มีการอธิบายรายละเอียดอย่างชัดเจนมาก่อนเดินทาง

เมื่อมาถึงจุดนัดหมายที่ อ.อรัญประเทศ มีผู้คนมารับและพาไปพักที่รีสอร์ตแห่งหนึ่ง จากนั้นมีรถกระบะมารับและพาเดินทางไปยังแนวชายแดน ก่อนจะสั่งให้พวกเขาเดินเข้าไปในไร่อ้อยเพื่อรอคนมารับส่งข้ามแดน

ว่าการถูกชักชวนไปทำงาน

แต่ไม่ทันจะมีการติดต่อ เจ้าหน้าที่ทหารก็เข้ามาควบคุมตัว คนกลุ่มนี้ ซึ่งขัดกับแผนที่พวกเขาบอกว่าจะทำงานจริง ๆ ที่กัมพูชา นั่นทำให้เจ้าหน้าที่เกิดความสงสัยว่า เป็นเรื่องของแรงงานผิดกฎหมายหรือกิจกรรมที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคง

แม้ว่าคนทั้ง 12 จะให้การว่าตัวเองถูกชักชวนไปทำงานที่กัมพูชา แต่สถานที่ที่พวกเขาว่าจะทำงานกลับอยู่ในบริเวณที่ไม่ใช่ตลาดโรงเกลือ ตามที่ให้การไว้ ซึ่งส่อให้เห็นถึงความไม่จริงของข้อความและการวางแผนล่วงหน้าอย่างชัดเจน

  • คนกลุ่มนี้ถูกชักชวนผ่านทางโซเชียลมีเดีย
  • สัญญาว่าจะไม่มีค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
  • เจ้าหน้าที่สงสัยว่ามีเจตนาร้าย
  • ทั้งหมดถูกสอบสวนโดยกองร้อยทหารพรานที่ 1206

สถานการณ์เช่นนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่คนไทยถูกชักชวนไปต่างประเทศภายใต้ข้ออ้างงานง่าย และผลักดันให้เข้าไปในสถานที่ไม่ปลอดภัย หลายคนอาจไม่รู้ตัวว่าตนเองตกเป็นเหยื่อของกลุ่มที่ไม่ประสงค์ดี

ผู้ที่วางแผนเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ ควรตรวจสอบรายละเอียดงานอย่างถี่ถ้วน ตรวจสอบความถูกต้องของแหล่งข้อมูล และระมัดระวังกับข้อเสนอที่ดูน่าสนใจเกินจริง มิฉะนั้นอาจตกเป็นเหยื่อหรือแม้กระทั่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ที่ถูกควบคุมตัวทั้งหมดไปสอบสวนเพิ่มเติมที่กองร้อยทหารพรานที่ 1206 ก่อนส่งให้พนักงานสอบสวน สภ.คลองน้ำใส เพื่อดำเนินคดีอย่างถูกกฎหมาย เรื่องนี้ยังไม่สิ้นสุด และขอเตือนให้ประชาชนรอบคอบในการตัดสินใจ

ที่มา – 12 คนไทยอยากไป ‘กัมพูชา’ อ้างทำงานตลาดโรงเกลือ เจอทหารสกัดจับคาไร่อ้อย จ.สระแก้ว

วัดสามัคคีธรรมจัดงานวันกตัญญูบูชา 96 ปี ชาตกาลหลวงปู่หล่ำ

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา วัดสามัคคีธรรม ได้จัดพิธี วันกตัญญูบูชา 96 ปี ชาตกาล ‘หลวงปู่หล่ำ สิริธมฺโม’ ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญที่ลูกศิษย์และศาสนิกชนทั่วไปร่วมกันระลึกถึงพระคุณของพระเกจิชื่อดังท่านนี้ โดยมีกำหนดการที่สำคัญดังนี้

วัดสามัคคีธรรมจัดงานวันกตัญญูบูชา 96 ปี ชาตกาลหลวงปู่หล่ำ

ในช่วงเวลา 09.00 น. เริ่มด้วยพิธีมอบทุนการศึกษา ตลอดจนฉลองเปรียญธรรมในเขตบางกะปิและวังทองหลาง ตามด้วยเวลา 10.30 น. เมื่อพระสงฆ์ร่วมกันสวดพระพุทธมนต์ขานรับขวัญบรรยากาศศักดิ์สิทธิ์ จากนั้นเวลา 11.00 น. ร่วมกันถวายภัตตาหารเพล และเสร็จสิ้นพิธีสำคัญเวลา 12.00 น. ด้วยการยกช่อฟ้ามณฑปหลวงปู่หล่ำ พร้อมบรรจุกรุพระของท่านลงบนยอดมณฑป

มณฑปบูรพาจารย์ที่เปี่ยมด้วยคุณธรรม

มณฑปที่วัดสามัคคีธรรมกำลังดำเนินการก่อสร้างอยู่นี้ เป็นอาคาร 3 ชั้น ซึ่งแต่ละชั้นมีความหมายสำคัญดังนี้ ชั้นบนสุดประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ชั้น 2 ประดิษฐานพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์แบบจำลองทั่วประเทศ และชั้นล่างสุดเป็นสถานที่ประดิษฐานสรีระสังขารหลวงปู่หล่ำ ซึ่งผู้มีจิตศรัทธาสามารถเข้าไปกราบไหว้ได้ทุกวันเวลา 08.00 – 17.00 น.

สำหรับผู้ที่ต้องการเข้าร่วมพิธีหรือกราบบูชา สามารถเตรียมสิ่งที่ลูกศิษย์ทั่วไปมักนำมาถวาย เช่น พานขันธ์ 5 พร้อมน้ำมันดอกไม้ขาว (แป๊ะฮวยอิ้ว) เพื่อแสดงความศรัทธา นอกจากนี้ หากมีความต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับวัตถุมงคลที่หลวงปู่หล่ำได้เสกสร้างไว้ สามารถติดต่อได้ที่ โทร. 02-5387-4259, 086-882-4851 ไลน์ samakkee1 หรือติดตามเพจวัดสามัคคีธรรมหลวงปู่หล่ำ

หลวงปู่หล่ำ สิริธมฺโม หรือชื่อเดิม พระครูสิริธรรมรัตน เป็นพระเกจิผู้ทรงคุณูปการอย่างยิ่งต่อวงการพุทธศาสนา พระท่านเคยเป็นศิษย์ของหลวงพ่อเผย วัดบางหญ้าแพรก และสืบทอดวิชาพิเศษจากหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า อีกทั้งยังเป็นศิษย์เอกของหลวงพ่อครื้น วัดสังโฆ จ.สุพรรณบุรี ซึ่งเป็นอาจารย์ผู้ทรงคุณวิทยาคมในการสร้างเครื่องรางของขลัง ไม่ว่าจะเป็นยันต์ ผ้าประเจียด และตะกรุด โดยเฉพาะการสร้างตุ๊กแกที่มีชื่อเสียงโด่งดังจากวิชาของหลวงพ่อครื้น

วัดสามัคคีธรรมไม่เพียงแค่เป็นสถานที่บูชาทางศาสนา แต่ยังเป็นศูนย์กลางจิตวิญญาณและความศรัทธาของประชาชนผู้มีจิตศรัทธาหลายพันชีวิต ไม่ว่าจะตามโอกาสพิธีสำคัญ เช่น พิธีกตัญญูบูชาในปีนี้ หรือการเข้ากราบสรีระสังขารของหลวงปู่หล่ำตลอดทั้งปี

หากคุณมีโอกาสผ่านไปทางวังทองหลาง หรือต้องการสักการะบูชาองค์พระเกจิท่านสำคัญ อยากให้ลองแวะไปสักการะ วัดสามัคคีธรรม และสัมผัสความศักดิ์สิทธิ์ในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยศรัทธาและความสงบ เพราะหากแต่ละครั้งที่คุณมาเยือน ท่านจะตอบแทนด้วยพรและเมตตาอย่างแน่นอน

ที่มา – ‘วัดสามัคคีธรรม’ จัดงานวันกตัญญูบูชา 96 ปี ชาตกาล ‘หลวงปู่หล่ำ สิริธมฺโม’

เมืองไทยเจอกับด่านใหญ่แอนตาร์ศึกONEลุมพินี126

เตรียมลุ้นกันให้ดี เพราะศึก ONE ลุมพินี 126 ที่จะมาแรงในวันศุกร์ที่ 26 กันยายนนี้ ถือเป็นด่านใหญ่ครั้งสำคัญของ เมืองไทย พีเค.แสนชัย เมื่อเจอกับ แอนตาร์ คาเซม นักชกฝรั่งเศส/เบลารุส ที่มีท่าทางจ๋าและอาวุธหนักอย่างเห็นได้ชัด

เมืองไทยเจอกับด่านใหญ่แอนตาร์ศึกONEลุมพินี126

เมืองไทย หรือ “ขุนศอกผีดิบ” ที่มีอายุ 31 ปี เป็นนักชกบุรีรัมย์ผู้มีประสบการณ์สูง และเคยเก็บชัยชนะต่อเนื่องมาหลายไฟต์ แถมบางไฟต์ยังจบไว้ก่อนครบยก อย่างเช่น การเอาชนะ “เสกสรร อ.ขวัญเมือง” เรียกได้ว่าเวิร์กหนักไม่แพ้กัน

แม้ชื่อเสียงจะสูง แต่ในไฟต์นี้เป็นการเผชิญหน้ากับ แอนตาร์ ที่สูงถึง 183 ซม. และเพิ่งโชว์ฟอร์มร้อนแรงจากการน็อก พันฤทธิ์ ได้สำเร็จ การที่ทั้งสองอยู่ในฟอร์มดี ไม่มีใครเป็นรองใคร ยิ่งทำให้ไฟต์นี้ดูอร่อยและตื่นเต้นมากขึ้น

ความเคลื่อนไหวของทั้งสองฝ่าย

ด้าน เมืองไทย ตอนนี้มีสถิติชนะถึง 10 จาก 14 ไฟต์ในศึก ONE กับการฝ่าฟันนักชกต่างชาติได้ 6 ครั้ง แม้จะไม่ได้เสมอต้นเสมอปลาย แต่ความสามารถในการปิดเกมถึง 2 ครั้งที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงความเฉียบขาดของเขามากพอที่จะสร้างความเชื่อมั่น

โดย แอนตาร์ เองก็ไม่ใช่ตัวเล่นเล็ก เพราะถึง 6 ชัยชนะจาก 9 ไฟต์ และมีการน็อกคู่ต่อสู้ชาวไทย 3 ราย ล่าสุดเขาปิดเกมน็อก พันฤทธิ์ สะท้านเวที ทำสถิติไร้พ่าย 4 ไฟต์รวดอย่างน่าทึ่ง หากเขาสามารถเอาชนะ เมืองไทย ได้ จะถือว่าเดินหน้าสู่เวทีระดับโลกได้ตามเป้าหมายแน่นอน

ศึกนี้จึงกลายเป็นการสัมผัสที่ยากอีกครั้งสำหรับ เมืองไทย ที่ต้องกระหน่ำเต็มพิกัด ต้องใช้อิทธิพลและประสบการณ์เป็นตัวเดินหน้าเผชิญกับความเย่าผู้พิชิตจากยุโรป

แฟนมวยทั่วประเทศเตรียมเวทีชี้ชะตา ในไฟต์ที่ใครก็คาดเดาผลไม่ได้ สอนรักษาและลุ้นไปด้วยกันเต็มสนาม กับการปะทะครั้งสำคัญ วันศุกร์ที่ 26 กันยายนนี้ ตั้งเวลาชมตั้งแต่ 19.30 น. เป็นต้นไป

ทั้งนี้ใครพลาดไม่ได้แล้ว เดินทางไปสนามลุมพินี หรือรับชมการถ่ายทอดสดทาง ช่อง 7HD กด 35 ตั้งแต่ 20.30 น. ได้เลย

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของศึก ONE ลุมพินี 126 ได้ที่ เฟซบุ๊ก ONE Championship Thailand, เว็บไซต์ ONEFC.com รวมถึง TikTok & อินสตาแกรม @ONEChampTH

การเจอกันครั้งนี้ไม่เพียงแค่เป็นการตั้งตาลุ้นในแง่การแข่งขันเท่านั้น แต่ยังเป็นเส้นทางของแรงบันดาลใจ การเติบโต และความทะเยอทะยานของทั้งสองฝ่าย ใครจะไปต่อได้ถึงยกสุดท้าย และใครจะเป็นฝ่ายคว้าชัยไปในที่สุด ทุกสายตามัวช้าคลิกไม่ได้!

เก็บตากับศึกหนึ่งในปีนี้ เริ่มแล้ววันศุกร์ที่ 26 กันยายน!

ที่มา – “เมืองไทย” เจอด่านใหญ่ “แอนตาร์” ศึก ONE ลุมพินี 126

“เนวิลล์” เผยเรื่องน่าห่วงที่อาจทำให้ “อาร์เซนอล” ไม่ได้แชมป์

แกรี เนวิลล์ ตำนานนักเตะแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ได้ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับทีม “ปืนใหญ่” อาร์เซนอล ที่ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในทีมที่มีโอกาสสูงสุดในการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ อย่างไรก็ตาม เขาได้เปิดเผยว่ามีประเด็นสำคัญบางอย่างที่น่าห่วง ซึ่งอาจทำให้อาร์เซนอลพลาดแชมป์อีกครั้ง ทั้งที่มีผลงานที่ดูมั่นคงกว่าในเกมรับ

“เนวิลล์” เผยเรื่องน่าห่วงที่อาจทำให้ “อาร์เซนอล” ไม่ได้แชมป์

เนวิลล์ กล่าวอย่างเปิดเผยว่า อาร์เซนอลในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานั้นมีความก้าวหน้าอย่างมาก โดยเฉพาะด้านเกมรับ ที่ตอนนี้ถือว่าทำได้ดีที่สุดในพรีเมียร์ลีก และน่าจะทำให้พวกเขาชนะหากสามารถรักษาผลต่างประตูไว้ได้ แต่ปัญหาคือความสามารถในการทำประตูให้มากพอในทุกเกม

“ผมคิดว่าเกมรับของอาร์เซนอลในตอนนี้น่าทึ่งมาก แค่สองสามปีก่อนพวกเขาเพิ่งผ่านช่วงที่เสียประตู และไม่สามารถรักษาผลเสมอได้ แต่ตอนนี้พวกเขาน่าจะเป็นหนึ่งในไม่กี่ทีมที่คุณสามารถเชื่อได้ว่าเมื่อพวกเขาขึ้นนำ พวกเขาจะรักษากันได้ดี” เนวิลล์เสริม

คำถามสำคัญ – พวกเขาจะทำประตูได้มากพอหรือไม่?

กุนซือและนักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่า ทำประตูได้มากไม่ใช่แค่ปัจจัยสำคัญ แต่เป็นปัจจัยที่ตัดสินแชมป์ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับทีมระดับท็อปอย่างลิเวอร์พูลและแมนเชสเตอร์ซิตี ที่มักมีจำนวนประตูสูงกว่าทีมอื่นเสมอ แต่สำหรับอาร์เซนอล เรื่องนี้กลับยังเป็นจุดตั้งคำถาม

“จนถึงตอนนี้ มาร์ติน โอเดการ์ด ฟอร์มดี แต่เขาจะยิงได้มากกว่านี้หรือไม่? ส่วนกาเบรียล มาร์ติเนลลี ฟอร์มดูตกลงบ้าง มีความเสี่ยงว่าจะไม่ใช่นักทำประตูเสถียร และวิคเตอร์ โยเคอเรส เขาจะทำประตูได้ถึง 20 ลูกหรือไม่? นี่คือคำถามสำคัญ” อดีตกัปตันแมนฯยูไนเต็ดกล่าว

สิ่งที่เนวิลล์พยายามสรุปก็คือ อาร์เซนอลอาจจะมีเกมรับที่เยี่ยมที่สุดในลีก แต่ถ้าเปรียบกับทีมที่ทำประตูได้มากกว่า เช่น แมนฯ ซิตี แม้พวกเขาจะชนะในเกมรับได้ก็ตาม แต่ยังต้องพึ่งพิงการจบสกอร์สูง ซึ่งคู่แข่งทำได้ดีกว่าสามปีซ้อน

  • จุดแข็งของทีม: อาร์เซนอลรักษาผลต่างประตูได้ดีขึ้นมาก
  • จุดอ่อน: ความสม่ำเสมอในการทำประตูยังไม่แน่นอน
  • ข้อกังวลหลัก: อาร์เซนอลอาจยังขาดผู้เล่นแบบแฮร์รี่ เคนที่ทำ 25+ ประตูได้ต่อฤดูกาล

ดังนั้น แม้อาร์เซนอลจะเป็นทีมที่น่าทึ่งในเกมรับและการควบคุมเกม แต่การคว้าแชมป์ครั้งใหญ่ของพวกเขา อาจต้องรอให้พวกเขาตอบโจทย์ในช่วงจบสกอร์มากกว่านี้อีก

จากความคิดเห็นของเนวิลล์ เห็นได้ว่า “เนวิลล์” เผยเรื่องน่าห่วงที่อาจทำให้ “อาร์เซนอล” ไม่ได้แชมป์ อยู่ที่การตีแผ่นหนักแน่น ไม่ใช่แค่การป้องกัน แต่ต้องสามารถยิงได้แม่นยำในเกมรุกด้วย

ที่มา – “เนวิลล์” เผยเรื่องน่าห่วงที่อาจทำให้ “อาร์เซนอล” ไม่ได้แชมป์

รวบหนุ่มแสบอ้างเป็นรองผู้การ 7 หลอกไถเงินบริจาคช่วยเด็กบนดอย

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม พ.ต.อ.ศุภชัย ชัยสุวรรณ ผู้กำกับสถานีสืบสวนสำนักงานตำรวจแห่งชาติเขต 7 (บก.น.7) สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนนครบาล 7 เข้าจับกุมตัว “หนุ่มแสบอ้างเป็นรองผู้การ 7” ซึ่งเป็นชายชื่อนายจักรพงษ์ อายุ 38 ปี ได้ที่บริเวณใต้สะพานคนข้ามใกล้แยกวงเวียนใหญ่ ถนนเพชรเกษม กทม. ซึ่งหลังการสืบสวนพบว่าเขามีพฤติกรรมหลอกลวงผู้อื่นเพื่อหว่านเงินผ่านการปลอมแปลงตัวตน

หนุ่มแสบอ้างเป็นรองผู้การ 7

จากการสอบสวน เจ้าหน้าที่พบว่า หนุ่มแสบอ้างเป็นรองผู้การ 7 โดยใช้บัญชีไลน์ปลอม เปลี่ยนชื่อเป็น พ.ต.อ.ชัยพล เอกกุล รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 7 (รอง ผบก.น.7) เพื่อใช้เป็นเครื่องมือหลอกลวงขอรับเงินบริจาคจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยอ้างว่าจะนำเงินไปเป็นค่าอาหารให้ เด็กบนดอย ซึ่งกลุ่มเป้าหมายคือเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับผู้บังคับบัญชาในพื้นที่ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หลงเชื่อ

เพิ่มเติมเกี่ยวกับพฤติกรรมเสีย

จากการสืบสวนเชิงลึก พบว่า offender มีประวัติในการก่อเหตุลักษณะเดียวกันหลายครั้ง ก่อนหน้านี้เคยแอบอ้างเป็นตำรวจสืบสวนบังคับการนครบาล 7 และตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) พร้อมทั้งใช้บัตรคล้องคอปลอมเพื่อเข้าไปในร้านอาหารย่านเอเชียทีค เพื่อขอตรวจสอบแรงงานต่างด้าว และได้เรียกรับเงินค่าอาหาร 5,000 บาท ซึ่งเคยถูกจับกุมเมื่อวันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา แต่หลังจากประกันตัวออกมาก็กลับไปก่อเหตุซ้ำอีกครั้ง

  • ใช้บัญชี impersonate เป็น พ.ต.อ.ของหน่วยงาน
  • พยายามเบี้ยวเบี่ยงเพื่อขอรับเงินบริจาค
  • มีประวัติทำพฤติกรรมทำนองเดียวกัน
  • กลับมาก่อเหตุหลังจากประกันตัว

เจ้าหน้าที่ได้รับเบาะแสจากประชาชนว่าผู้ต้องหามักไปอยู่ในพื้นที่บริเวณทางเท้าใต้สะพานคนข้าม แยกวงเวียนใหญ่ จึงวางแผนจัดกำลังเจ้าหน้าที่เฝ้าสังเกตจนสามารถระบุและเข้าจับกุมตัวได้

ภายใต้การสอบสวน เจ้าหน้าที่พ้นรับสารภาพขอโทษตลอดข้อกล่าวหา หลักฐานประกอบกับตัวตนจริง เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหาก่อเหตุภายใต้หลัก “พยายามฉ้อโกงประชาชนโดยการแสดงตนเป็นบุคคลอื่น” และ “นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลที่บิดเบือนหรือปลอม”

เหตุการณ์นี้แปลกด้วยการกระทำผิดปรกติที่เกิดขึ้นภายในวงการราชการ ซึ่งควรตื่นตัวมากขึ้นทั้งจากระบบด้านความปลอดภัยของข้อมูล และการตรวจสอบตัวตนมากขึ้นเพื่อป้องกันการ bleeding from duplication

ที่มา – รวบหนุ่มแสบอ้างเป็นรองผู้การ 7 หลอกไถเงินบริจาคช่วยเด็กบนดอย