ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

เวียดนามเตรียมปรับขั้นตอนบริหารหน่วยงานรัฐ ให้เป็นออนไลน์ 90%

เวียดนามเตรียมปรับขั้นตอนบริหารหน่วยงานรัฐ ให้เป็นออนไลน์ 90% ภายในปี 2573 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การยกระดับดิจิทัลระดับชาติ โดยมีเป้าหมายหลักคือการเสริมสร้างประสิทธิภาพในการให้บริการแก่ประชาชน รวมถึงยกระดับการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ให้มีความรวดเร็วและโปร่งใสมากยิ่งขึ้น

เวียดนามเตรียมปรับขั้นตอนบริหารหน่วยงานรัฐ ให้เป็นออนไลน์ 90%

ตามรายงานจากสำนักข่าวซินหัว เมื่อวันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมาในกรุงฮานอย เวียดนามได้เปิดเผยว่ากำลังดำเนินการตามแผนการทำบริการภาครัฐแบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการพัฒนาแพลตฟอร์มด้านข้อมูลระดับชาติ เพื่อรองรับการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐทุกระดับ

ศูนย์ข้อมูลระดับชาติแห่งแรกของเวียดนามได้เปิดตัวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ณ นิคมอุตสาหกรรมหว่าแหละไฮเทค (Hoa Lac Hi-tech Park) ในกรุงฮานอย ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการยกระดับระบบราชการสู่รูปแบบยุคใหม่ โดยแผนดังกล่าวคาดว่าจะเปิดศูนย์ข้อมูลระดับชาติอีก 2 แห่งภายในปี 2030

เป้าหมายด้านนวัตกรรมและการเชื่อมโยงข้อมูล

ข้อได้เปรียบที่ได้จากแผนการปรับขั้นตอนบริหารหน่วยงานรัฐให้เป็นออนไลน์ 90% นี้ ไม่เพียงแค่จะช่วยให้กระบวนการต่างๆ ภายในภาครัฐมีความรวดเร็ว แต่ยังเป็นการสนับสนุนด้านนวัตกรรมและการวิเคราะห์ข้อมูลที่แม่นยำยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยเสริมความร่วมมือด้านข้อมูลระหว่างประเทศ ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไปในทิศทางที่ยั่งยืน

  • ปรับเพิ่มประสิทธิภาพบริการภาครัฐ
  • ลดความยุ่งยากในการดำเนินงานของประชาชน
  • สร้างระบบนวัตกรรมด้านข้อมูล
  • เพิ่มความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือ

จากการปรับขั้นตอนบริหารหน่วยงานรัฐให้เป็นออนไลน์ 90% เช่นนี้ ถือเป็นก้าวที่สำคัญในการสร้างภาพของรัฐบาลดิจิทัลที่ทันสมัย และเชื่อมโยงข้อมูลกับมาตรฐานสากล นับเป็นการวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับอนาคตของประเทศเวียดนาม

หากคุณบริหารองค์กรหรือหน่วยงานภาครัฐในไทย การนำระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยในการจัดการงานเป็นสิ่งที่ควรมองให้เห็นถึงความสำคัญเช่นกัน เพราะนั่นจะช่วยลดภาระงานที่ซ้ำซ้อน และเพิ่มความพึงพอใจของประชาชนได้อย่างแท้จริง

ที่มา – เวียดนามเตรียมปรับขั้นตอนบริหารหน่วยงานรัฐ ให้เป็นออนไลน์ 90%

เทมเปสต์ สาดความสดใส ตอกย้ำทักษะการแสดงสด

การแสดงสดของบอยกรุ๊ป TEMPEST ในงาน “2025 Boryeong Mud Festival K-POP SUPER LIVE” ถือเป็นการแสดงที่น่าจดจำและเต็มไปด้วยพลังบวก โดยเป็นรายการคอนเสิร์ตที่ได้รับการถ่ายทอดสดทาง KBS 2TV และมีศิลปินดังหลายคนร่วมแสดง งานนี้ TEMPEST ได้รับการตอบรับอย่างดีจากแฟนๆ ทั่วประเทศ

เทมเปสต์ สาดความสดใส ตอกย้ำทักษะการแสดงสด

TEMPEST เริ่มต้นการแสดงด้วยเพลง “WE ARE THE YOUNG” ที่มาในลุคเรียบง่ายแต่ส่งต่อพลังบวกได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยภาพลักษณ์ที่สดใสและท่าเต้นที่ลงตัว ทำให้ผู้ชมได้รับพลังงานความสดใสแบบเต็มเปี่ยม สมาชิกทุกคนยังโปรยเสน่ห์บนเวทีอย่างเต็มร้อย ทั้งการแสดงที่ตระการตาและการเชื่อมโยงกับแฟนๆ ที่ลึกซึ้ง

เพลง Can’t Stop Shining เพลงที่สานพลังบวก

ต่อเนื่องจากความมันส์ของเพลงแรก TEMPEST ได้สานต่อความสนุกด้วยเพลง “Can’t Stop Shining” ซึ่งการแสดงออกถึงความสามัคคีและความเปี่ยมล้นของพลังในท่าเต้นที่ลงตัว ทำให้แฟนๆ ประทับใจในทักษะการแสดงสดของพวกเขาอย่างสิ้นเชิง การแสดงนี้ไม่เพียงแต่แฟนคลับ “iE” จะได้รับความสุข แต่ยังเป็นหลักฐานที่ยืนยันถึงความสามารถขั้นเทพของ TEMPEST บนเวทีการแสดง

หลังจากโชว์ในเกาหลี TEMPEST ก็ยังคงอัปเดตผลงานอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้ปล่อยดิจิทัลซิงเกิลใหม่ “My Way” เพลงประกอบอนิเมะญี่ปุ่นเรื่อง “Uglymug, Epicfighter” อีกทั้งยังมีแผนจะจัด Showcase ที่โอซาก้า และโตเกียว เพื่อมอบประสบการณ์สุดพิเศษให้แฟนๆ ชาวญี่ปุ่น

ไม่ว่าจะเป็นการแสดงในงานเทศกาลดัง หรือการปล่อยเพลงใหม่ การก้าวเดินของ TEMPEST กำลังเป็นแรงบันดาลใจให้กับแฟนเพลงทั่วโลกด้วยพลังบวกและความทุ่มเทในการทำงาน คอยติดตามผลงานใหม่ ๆ ของ เทมเปสต์ สาดความสดใส ตอกย้ำทักษะการแสดงสด ได้เลย!

อย่าพลาด! ติดตามข่าวสารวงการ K-Pop และกิจกรรมของ TEMPEST อย่างใกล้ชิดผ่านสื่อสารต่าง ๆ

ที่มา – ‘TEMPEST’ สาดความสดใสปล่อยเสน่ห์เต็มร้อย ตอกย้ำทักษะการแสดงสดที่ไม่เป็นรองใคร!

เครือข่าย ปชช.เข้มแข็ง ร้อง กมธ.ฯ เรียก ปลัด สธ. แจงปมสอบวินัยร้ายแรง ‘นพ.สุภัทร’ กรณีจัดซื้อ ATK

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 20 สิงหาคม ที่รัฐสภา เครือข่ายประชาชนเข้มแข็ง โดยมี นายวรา จันทร์มณี เลขาธิการเครือข่ายประชาชนเข้มแข็ง เป็นผู้นำ ได้ยื่นหนังสือถึง นายนิติพล ผิวเหมาะ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เพื่อให้ส่งเรื่องไปยังคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) ให้ดำเนินการตรวจสอบกรณีของ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา และเป็นประธานชมรมแพทย์ชนบท ซึ่งถูกสอบวินัยร้ายแรงเกี่ยวกับการจัดซื้อชุดตรวจ ATK ในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19

เครือข่าย ปชช.เข้มแข็ง เรียกร้องให้มีความโปร่งใส

จากกรณีที่มีรายงานว่า นพ.สุภัทร ได้รับผลการสอบสวนวินัยร้ายแรงและถูกตัดสินให้ออกจากราชการ นับเป็นเรื่องที่ก่อให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยอย่างกว้างขวางในสังคม เนื่องจากมีการตั้งข้อสังเกตว่ากระบวนการสอบสวนในครั้งนี้อาจมีลักษณะของการเลือกปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อดูจากปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในระบบสาธารณสุขในช่วงวิกฤตโควิด-19 ไม่ว่าจะเป็นการทำงานของอดีตรัฐมนตรีและปลัดกระทรวงสาธารณสุข นอกจากนี้ ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับพฤติกรรมของ นพ.สุภัทร ที่มีความตั้งใจช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ ภายใต้สภาวะที่ราษฎรต้องเผชิญกับโรคระบาดหนักหน่วง

ต้องการให้ กมธ.ป.ป.ช. สอบสวนอย่างเป็นธรรม

นายวรา กล่าวว่า เครือข่ายประชาชนเข้มแข็งในฐานะที่เป็นแพลตฟอร์มที่มุ่งเน้นด้านธรรมาภิบาลและการตรวจสอบ ได้เห็นความจำเป็นในการเข้าไปเกี่ยวข้องเรื่องนี้ เพราะหากไม่มีการตรวจสอบและออกมาให้ข้อมูลอย่างชัดเจน ความคลุมเครือของกระบวนการอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบราชการและการบริหารงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ กลุ่มผู้ร้องเรียนยังเรียกร้องให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการเฉพาะหน้าเพื่อสอบสวนวินัยอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่กรณีของ นพ.สุภัทร เพียงรายเดียว แต่ยังครอบคลุมไปถึงบุคลากรระดับสูงในกระทรวงสาธารณสุขที่มีความเกี่ยวข้อง โดยต้องเปิดเผยหลักฐานและเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อให้สังคมสามารถติดตามและประเมินผลได้อย่างชัดเจน

  • การสอบสวนต้องมีความชัดเจนและโปร่งใส
  • บุคลากรระดับสูงต้องเข้ารับการตรวจสอบ เช่นเดียวกับบุคลากรทั่วไป
  • เปิดเผยหลักฐาน ข้อมูล รวมถึงใบสั่งซื้อ ATK และกระบวนการพิจารณา
  • หลีกเลี่ยงการเกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ในการสอบสวน

นายนิติพล ผิวเหมาะ ได้ให้ความเห็นว่ากรณีของ นพ.สุภัทร เป็นประเด็นที่สะท้อนถึงความลำเอียงในระบบการตรวจสอบ และเป็นครั้งสำคัญในการเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานด้วยความเป็นธรรม ทั้งยังเน้นว่า ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ประชาชนเผชิญกับขีดสุดของความเป็นจริง นพ.สุภัทร กลับกลายเป็นดั่งตัวแทน.Platform ในการให้บริการทางการแพทย์ที่แท้จริง

การเคลื่อนไหวของเครือข่ายประชาชนเข้มแข็ง จึงถือว่าเป็นการรวมเสียงเพื่อดวงจรรมาภิบาล โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตที่ส่งผลต่อชีวิตและคุณภาพของประชาชนอย่างหนัก ในที่สุด สังคมควรได้ยินเสียงของความเป็นจริง และหากพบว่ามีความผิดจริง ก็ขอให้ลงโทษเฉพาะผู้ที่ผิด ไม่ใช่ให้ใครตกเป็นเป้าสำหรับการโจมตีแบบมีอคติ

ที่มา – ‘เครือข่าย ปชช.เข้มแข็ง’ ร้อง กมธ.ฯ เรียก ปลัด สธ. แจงปมสอบวินัยร้ายแรง ‘นพ.สุภัทร’ กรณีจัดซื้อ ATK

โรงเรียนเกษตรกรอะโวคาโด ต้นแบบชุมชนคาร์บอนต่ำ

การเปลี่ยนแปลงในเชิงเกษตรกรรมที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการพัฒนาที่สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งแนวคิดของ “โรงเรียนเกษตรกรอะโวคาโด” เป็นหนึ่งในต้นแบบที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับเกษตรกรทั่วประเทศ

โรงเรียนเกษตรกรอะโวคาโด ต้นแบบชุมชนคาร์บอนต่ำ

การพัฒนาที่แท้จริงต้องเริ่มจากชุมชน โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ ที่เข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนภายใต้แนวคิด “เกษตรรู้จริง (Know-How Farming)” ที่เน้นการเรียนรู้ผ่านการทำจริงและให้เกษตรกรเป็นผู้นำกระบวนการเรียนรู้เอง

พลิกชีวิตจากไร่มันสู่เกษตรรู้จริง

ก่อนที่ “โรงเรียนเกษตรกรอะโวคาโด” จะเป็นที่รู้จักในปัจจุบัน พื้นที่ในตำบลเทพนาเคยเผชิญกับปัญหามลพิษจากไร่มันสำปะหลังอย่างหนัก สารเคมีที่ใช้ในการเกษตรส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ซึ่งกลายเป็นจุดตั้งใจสำคัญที่ทำให้เกษตรกรในพื้นที่ลุกขึ้นเปลี่ยนแปลงเพื่ออยู่รอด ภายใต้การนำของ นายวิเชียร พรมทุ่งค้อ ประธานวิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจบ้านเทพนา ที่เปลี่ยนแนวทางการเกษตรจากพึ่งพาสารเคมีไปสู่การเกษตรแบบยั่งยืน

การพัฒนา “โรงเรียนเกษตรกรอะโวคาโด” เป็นการต่อยอดจากการดำเนินวิสาหกิจชุมชนอย่างมีระบบ โดยมีการจัดทำกิจกรรมการเรียนรู้ทั้งในกระบวนการผลิต พัฒนาเที่ยวเชิงเกษตร และสร้างมูลค่าเพิ่มจากการแปรรูปผลผลิต เช่น “น้ำผึ้งขมอะโวคาโด” ที่เป็นผลิตภัณฑ์เอกลักษณ์ของพื้นที่ และได้รับความสนใจจากผู้บริโภคในระดับสูง

ต้นแบบเศรษฐกิจสีเขียวที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่

แนวคิด “เกษตรรู้จริง” ไม่ได้หยุดแค่ที่การเพิ่มความรู้ให้กับเกษตรกรในชุมชนเท่านั้น แต่ขยายขอบเขตไปถึงการเปิดพื้นที่ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับวิถีชีวิตของเกษตรกรอย่างแท้จริง แปลงปลูกกลายเป็น แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ที่เติมเต็มความเข้าใจและสร้างประสบการณ์ที่ยั่งยืน

  • สร้างรายได้ยั่งยืนแก่เกษตรกรในพื้นที่
  • ลดการใช้สารเคมีและส่งเสริมเกษตรปลอดภัย
  • แลกเปลี่ยนความรู้กับชาวบ้านแบบใกล้ชิด
  • ใช้เทคโนโลยีธรรมชาติอย่างการเลี้ยงผึ้งร่วมกับการปลูก

ทุกวันนี้ “โรงเรียนเกษตรกรอะโวคาโด” ไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลง แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจจริงให้กับใครหลายคนที่ต้องการเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตที่ดีกว่า ทั้งในมิติของสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม เป็นต้นแบบที่ถ่ายทอดถึง “ชุมชนคาร์บอนต่ำ” อย่างแท้จริง

หากคุณสนใจรู้จักกับเกษตรกรรมที่ยั่งยืน หรือกำลังมองหาแรงบันดาลใจในการทำธุรกิจเกษตร “โรงเรียนเกษตรกรอะโวคาโด” คือจุดหมายที่คุณไม่ควรพลาด เพราะนี่ไม่ใช่ “จุดเช็กอิน” แต่คือ “ห้องเรียนแห่งชีวิต” ที่เติมพลังให้คนเมืองเชื่อมโยงกับคนทุ่งได้อย่างลึกซึ้ง

ที่มา – โรงเรียนเกษตรกรอะโวคาโด ต้นแบบชุมชนคาร์บอนต่ำ พลิกชีวิตจากไร่มันสู่เกษตรรู้จริง

พงศ์กวิน ปัดตั้งณัฐพล นั่งปลัดแรงงานใหม่ เลือกคนในก่อน

ล่าสุด นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ออกมาชี้แจงกรณีมีข่าวลือเกี่ยวกับการแต่งตั้งปลัดกระทรวงแรงงานคนใหม่ หลังจากการโยกย้ายของนายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยยืนยันอย่างชัดเจนว่าข่าวลือเกี่ยวกับการตั้งนายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้ามานั่งเป็นปลัดกระทรวงแรงงานนั้นไม่เป็นความจริง

“ผมยังงงว่าข่าวนี้มาจากไหน เพราะตอนนี้ยังไม่มีการดำเนินการแต่อย่างใด และผมเองก็ยังไม่รู้จักกับท่านที่กำลังเป็นกระแสข่าวว่าจะเข้ามาดำรงตำแหน่ง” นายพงศ์กวินกล่าว

พงศ์กวิน ปัดตั้งณัฐพล นั่งปลัดแรงงานใหม่ เลือกคนในก่อน

เมื่อพูดถึงขั้นตอนการสรรหาปลัดกระทรวงแรงงานคนใหม่ นายพงศ์กวินกล่าวว่า ขณะนี้อยู่ในช่วงการประเมินบุคลากรภายในกระทรวง โดยให้ความสำคัญกับผู้ที่ทำหน้าที่ใกล้ชิดและมีความเข้าใจในกระบวนการทำงานของกระทรวงแรงงานเป็นอย่างดี ทั้งนี้ จะต้องดูที่ความเหมาะสมและมีคุณสมบัติที่ตรงต่อความต้องการในการบริหารจัดการ

การสรรหาเน้นคนในก่อน

“เรื่องใหญ่ของการแต่งตั้งปลัดฯ จะต้องมีการประเมินอย่างรอบคอบ เพราะปลัดกระทรวงฯ มีบทบาทสำคัญ ควบคุมงานทุกด้านของกระทรวง ผมให้ความสำคัญกับคนที่ทำงานใกล้ตัวอยู่แล้วก่อน จะดูว่ามีศักยภาพและคุณสมบัติตรงกับความต้องการหรือไม่ แล้วค่อยพิจารณาต่อว่าจะเรียกคนภายนอกมาหรือไม่” นายพงศ์กวินกล่าวเสริม

ทั้งนี้ แม้ว่าจะมีผู้บริหารกระทรวงแรงงานจำนวน 2 ท่าน ที่ใกล้ถึงวัยเกษียณราชการ ได้แก่ นายเดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และนางมารศรี ใจรังษี เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ซึ่งจะเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายน แต่การเสนอการแต่งตั้งในตำแหน่งดังกล่าวไม่จำเป็นต้องรอการแต่งตั้งปลัดกระทรวงฯ คนใหม่ สามารถดำเนินการเสนอต่อคณะรัฐมนตรีได้ทันที

ข่าวในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการปฏิรูปและเสริมสร้างความมั่นคงในโครงสร้างบริหารของกระทรวงแรงงาน โดยให้ความสำคัญในการประเมินศักยภาพบุคลากรที่มีอยู่จริงมากกว่าการเหมาเอาจากภายนอก ซึ่งถือเป็นแนวทางที่มั่นคงและลดความเสี่ยงในระยะยาว

หากคุณเป็นหนึ่งในบุคลากรที่สนใจในตำแหน่งสำคัญ อาจเริ่มต้นจากการพัฒนาศักยภาพของตนเองให้พร้อมในทุกด้าน และรอคอยโอกาสที่เหมาะสมจากภายนอกจนถึงการเลื่อนตำแหน่ง

อยากรู้ข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับพงศ์กวิน ปัดตั้งณัฐพล นั่งปลัดแรงงานใหม่? ติดตามเราเพื่อรับข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับเศรษฐกิจและการบริหารงานในภาครัฐอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – ‘พงศ์กวิน’ ปัดตั้ง ‘ณัฐพล’ นั่งปลัดแรงงานใหม่ ย้ำเลือกจาก ‘คนใน’ ก่อน

อนุ กมธ. วุฒิสภา เล็งยกระดับสวัสดิการผู้ตัดสินฟุตบอลไทย

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่รัฐสภา นายจำลอง อนันตสุข สมาชิกวุฒิสภา และประธานคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) ด้านการกีฬา ได้เชิญผู้เกี่ยวข้องมาร่วมประชุมเพื่อหารือแนวทางการยกระดับมาตรฐานของ ผู้ตัดสินฟุตบอลไทย ให้เทียบเท่ามาตรฐานนานาชาติ พร้อมมุ่งเน้นการเพิ่มรายได้และสวัสดิการให้แก่ผู้ตัดสินไทยอย่างยั่งยืน

อนุ กมธ. วุฒิสภา เล็งยกระดับสวัสดิการผู้ตัดสินฟุตบอลไทย

จากการประชุมดังกล่าว นายจำลอง ได้เปิดเผยว่า แม้วงการฟุตบอลไทยภายใต้การนำของ “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ จะสามารถเคลียร์หนี้สะสมไปได้มากกว่า 500 ล้านบาท แต่ยังคงมีปัญหาในเรื่องของการพัฒนา ผู้ตัดสินฟุตบอลไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การขาดงบประมาณในการอบรมผู้ตัดสินรุ่นใหม่ เช่น ระบบ VAR ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 50,000 บาทต่อคน

นโยบายในครั้งนี้มีเป้าหมายที่จะแทนผู้ตัดสินอาวุโสที่กำลังใกล้เกษียณจำนวน 7-8 คน เพื่อให้ฟุตบอลไทยสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมีคุณภาพ และยั่งยืน

รายได้ของผู้ตัดสินยังไม่ตอบโจทย์

อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกยกขึ้นมาในการประชุมคือ รายได้ของ ผู้ตัดสินฟุตบอลไทย ที่ยังต่ำและไม่เป็นไปตามมาตรฐาน โดยส่วนใหญ่ผู้ตัดสินในประเทศไทยมีอาชีพหลักเป็นครู ทหาร ตำรวจ หรือพนักงานเอกชน การทำหน้าที่ตัดสินถือเป็นรายได้เสริม

ปัจจุบัน ผู้ตัดสินในไทยลีก 1 ได้เงินเพียงแมตช์ละ 13,000 บาท ในขณะที่ผู้ช่วยและเจ้าหน้าที่ VAR ได้น้อยกว่า เช่น 8,500 บาทต่อแมตช์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ยังไม่สามารถตอบโจทย์การดำรงชีพอย่างมั่นคง

  • พัฒนาผู้ตัดสินให้เทียบมาตรฐานสากล
  • จัดสรรงบประมาณเพื่อเพิ่มรายได้และสวัสดิการ
  • ส่งเสริมความปลอดภัยและความมั่นคงแก่วงการฟุตบอล

คณะอนุกรรมาธิการฯ เห็นพ้องกันว่า ต้องมีมาตรการเฉพาะเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ทั้งในด้านงบประมาณ การสนับสนุนทางวิชาการ และการพัฒนาระบบสวัสดิการที่ครอบคลุมมากขึ้น เพื่อให้ผู้ตัดสินมีแรงจูงใจและสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

หากเรื่องนี้ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง จะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ของวงการฟุตบอลไทย และสร้างความน่าเชื่อถือในระดับนานาชาติได้อย่างชัดเจน

บทความนี้หวังว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นให้สังคมให้ความสำคัญกับบทบาทของผู้ตัดสิน และสนับสนุนให้มีการปฏิรูปวงการฟุตบอลอย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

ที่มา – อนุ กมธ.ด้านการกีฬา วุฒิสภา เล็งผลักดันให้ผู้ตัดสินฟุตบอลไทย มีรายได้และสวัสดิภาพที่มั่นคง

ภรรยา ‘คิง เดอะวอยซ์’ กังวลสามีเริ่มพูดจาสับสน

ล่าสุดมีข่าวเศร้ามาจากการเปลี่ยนแปลงของนักร้องหนุ่มเสียงดี คิง เดอะวอยซ์ หรือ คิง พิเชษฐ์ บัวขำ ที่มีอาการผิดปกติทางสมองอย่างกะทันหัน จนทำให้ ภรรยา ‘คิง เดอะวอยซ์’ ต้องออกมาเปิดเผยและแสดงความกังวลเป็นอย่างยิ่ง หลังจากสามีมีอาการหายใจไม่ออก บ้านหมุน อาเจียน และสุดท้ายถูกส่งเข้าไอซียูที่โรงพยาบาลพัทยาเมมโมเรียล

ภรรยา ‘คิง เดอะวอยซ์’ เปิดใจถึงอาการผิดปกติของสามี

จากข้อมูลที่ภรรยาของคิง หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ คุณงู เผยให้ทราบว่า หลังจากไปแสดงดนตรีที่พัทยา คิงมีอาการฉุกเฉินเมื่อเวลาประมาณ 6 โมงเช้าของวันที่ 17 สิงหาคม โดยเริ่มมีอาการหายใจไม่สะดวกและอาเจียน จนต้องถูกพนักงานโรงแรมโทรเรียกรถพยาบาลมาฉุกเฉิน

เมื่อถึงโรงพยาบาล แพทย์ได้ทำการซีทีสแกนสมองและตรวจเลือด ก่อนจะพบว่า คิงมีอาการเส้นเลือดตีบหลายจุดในสมอง โดยเฉพาะบริเวณคอด้านขวาของสมองน้อย ซึ่งเป็นสาเหตุให้เขาต้องถูกส่งตัวเข้าห้องไอซียูทันที

คิงเป็นโรคสโตรกจากเส้นเลือดแดงตีบ

จากรายงานของโรงพยาบาลแพทย์ปัญญา คิงถูกวินิจฉัยว่าป่วยจากโรค “สโตรก” หรือโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ หรือเลือดที่ไปเลี้ยงสมองมีการอุดตัน ทำให้เกิดความเสียหายแก่เซลล์สมอง

ซึ่งอาการแรกที่คุณงูสังเกตได้คือ คิงมีอาการหลงลืม ซึ่งเป็นอาการสำคัญของโรคเกี่ยวกับความผิดปกติของสมอง และมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านพฤติกรรม โดยเริ่มพูดแทนตัวเองว่า “คิง” แทนที่จะเรียกตัวเองว่า “พ่อ” ตามที่เคยเคยใช้กับครอบครัว

ความกังวลของภรรยาและปัญหาในการรักษา

ความกังวลของ ภรรยา ‘คิง เด thee วอยซ์’ ยังเพิ่มขึ้นมากขึ้น เมื่อพบว่าโรงพยาบาลปัจจุบันไม่มีแพทย์เฉพาะทางด้านประสาท และต้องประสานงานอย่างมากเพื่อย้ายโรงพยาบาลไปยังโรงพยาบาลชั้นนำในกรุงเทพ

  • โรงพยาบาลแพทย์ปัญญาได้ช่วยติดต่อเพื่อส่งต่อ
  • ต้องใช้ใบส่งตัวจากคลินิกและโรงพยาบาลปฐมภูมิ
  • ใช้เวลานานหลายวัน สร้างความแปรปรวน

อย่างไรก็ตาม ความคืบหน้าล่าสุดที่ได้รับการยืนยันมาจากคุณงูคือ “ทาง IMH สีลมยอมรับตัวไปรักษาต่อแล้ว” ซึ่งเป็นข่าวดีให้แก่แฟนๆ ที่ติดตามอาการของคิงอย่างใกล้ชิด

ขณะนี้ยังไม่มีการอัปเดตอาการล่าสุดของคิงอย่างเป็นทางการ แต่แฟนๆ จากทั่วประเทศต่างให้กำลังใจและอวยพรให้เขาหายป่วยโดยเร็ว เพราะหากเปรียบเสียงนักร้องเป็นอาชีพ เสียงของเขาคือชีวิต

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคุณคิงจะฟื้นจากอาการที่เกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์ และสามารถกลับมามอบเสียงดีๆ ให้กับแฟนๆ อีกครั้งในเร็ววัน

ที่มา – ภรรยา ‘คิง เดอะวอยซ์’ กังวลสามีเริ่มพูดจาสับสน เผยอาการผิดปกติทางสมอง

สพม.พังงา ภูเก็ต ระนอง ขับเคลื่อน 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม นางพรทิพย์ นุกูลกิจ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพังงา ภูเก็ต ระนอง ได้เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ ภายใต้โครงการ 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ ที่จัดขึ้น ณ ห้องประชุมปันหยี โรงแรมภูงา อำเภอเมือง จังหวัดพังงา โดยการประชุมในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสะท้อนคุณภาพของสถานศึกษา ผ่านการใช้แบบสะท้อนคุณภาพสถานศึกษา และมอบนโยบายการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรมแก่สถานศึกษาในพื้นที่

1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ ยกระดับการศึกษาทั่วไทย

นางพรทิพย์ เปิดเผยว่า โครงการ 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ ถือเป็นแผนงานหลักของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพการศึกษาทั่วประเทศอย่างเป็นระบบ โดยลดความเหลื่อมล้ำและส่งเสริมความเสมอภาคในระบบการศึกษา โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสถานศึกษาต้นแบบที่มีความโดดเด่นในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร การบริหารจัดการ ระบบการเรียนรู้ และด้านผู้เรียน

หลักการประเมินด้วยแบบสะท้อนคุณภาพสถานศึกษา

ภายใต้กรอบการทำงานของ 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ นั้น สพฐ. ได้จัดทำเครื่องมือสำคัญอย่าง “แบบสะท้อนคุณภาพสถานศึกษา” มาใช้เป็นแนวทางในการประเมินตนเอง ซึ่งเป็นกระบวนการที่ช่วยให้โรงเรียนสามารถประเมินจุดแข็ง จุดอ่อน และโอกาสในการยกระดับการศึกษาของตนเองได้อย่างเป็นระบบ ทั้งยังช่วยให้สถานศึกษาสามารถวางแผนพัฒนาได้อย่างเหมาะสม ตรงกับบริบทเฉพาะของพื้นที่อีกด้วย

ทั้งนี้ การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้บริหารสถานศึกษา รวมถึงหัวหน้ากลุ่มงานจากโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ ได้เข้าใจแนวทางการใช้แบบสะท้อนคุณภาพสถานศึกษา และร่วมกันประเมินคุณภาพโรงเรียนในพื้นที่ เพื่อกำหนดแนวทางและประเด็นสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในอนาคต

เป้าหมายการพัฒนาเชิงกลยุทธ์

กิจกรรมในครั้งนี้มีระยะเวลาตลอด 2 วัน โดยมีผู้เข้าร่วมจำนวน 90 คน เป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีบทบาทหนักแน่นในการบริหารงานศึกษาของโรงเรียนในพื้นที่ ซึ่งการเรียนรู้ร่วมกันในครั้งนี้จะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง และสอดคล้องกับนโยบายหลักของกระทรวงศึกษาธิการ

โครงการ 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ จึงเป็นหนึ่งในขุมพลังสำคัญที่จะขับเคลื่อนการศึกษาไทยไปสู่ความเป็นเลิศ โดยมุ่งเน้นให้ทุกโรงเรียนสามารถมีมาตรฐานที่สม่ำเสมอ สร้างโอกาสและความพร้อมให้แก่นักเรียนทุกคน ไม่ว่าจะเรียนอยู่ในพื้นที่ใดของประเทศ

หากคุณเป็นผู้บริหาร ครู หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในวงการศึกษา ควรติดตามและมีส่วนร่วมในโครงการดีๆ เช่นนี้ เพื่อช่วยกันยกระดับคุณภาพการศึกษาของไทยให้ก้าวไกลไปอีกขั้น

ที่มา – สพม.พังงา ภูเก็ต ระนอง เดินหน้าขับเคลื่อน 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ

ดิว อริสรา วอนอย่าโจมตีอดีตสามีเพราะเขาก็ทำหน้าที่พ่ออย่างดี

กรณีของดิว อริสรา ทองบริสุทธิ์ นักแสดงสาวที่ถูกทนายความของน.ส.วาสนา อินทะแสง หรือ เมย์ แจ้งความดำเนินคดีในข้อหายักยอกทรัพย์มูลค่า 62 ล้านบาท ต่อมาดิวได้เผยความในใจผ่านโซเชียลมีเดียหลังกลับมาประเทศไทย พร้อมทั้งจัดงานแถลงข่าวและไลฟ์สดร่วมกับไฮโซน้ำหวาน พัสวี ภรรยาของนักแสดงนาวิน ต้าร์

ดิว อริสรา วอนอย่าโจมตีอดีตสามีเพราะเขาก็ทำหน้าที่พ่ออย่างดี

ล่าสุดเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ที่ผ่านมา ดิว อริสรา ได้มาเปิดใจหลังจากกลับมาร่วมงานสวดพระอภิธรรมของคุณพ่อวิชิต พร้อมทั้งให้สัมภาษณ์ครั้งเเรกภายหลังจากเกิดเหตุ โดยเธอเล่าความรู้สึกโดยละเอียดว่า ตอนนี้ตัวเธอเองยังคงได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น แต่เธอยังมีแรงผลักดันสำคัญที่ช่วยให้ผ่านพ้นสิ่งเหล่านี้มาได้ นั่นก็คือลูก ๆ ของเธอเอง

การตัดสินใจรักษาความสัมพันธ์เพื่อประโยชน์ของลูก

ดิวเผยว่า หมายความว่าถึงแม้ว่าเธอและอดีตสามีจะไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้ว แต่ก็ยังคงเป็นเพื่อนที่ดีให้กันและกันอยู่ และอย่างน้อยหากเจ้าตัวยังทำหน้าที่พ่อกับลูกได้ดี ไม่เคยกีดกันเรื่องลูกตลอดเวลาที่ผ่านมา ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี และไม่ควรจะถูกโจมตีในทางลบ

แม้ช่วงเวลาที่ผ่านมานั้นจะเต็มไปด้วยความเดือดร้อนอันเกิดจากคดียักยอกทรัพย์และกระแสออนไลน์ที่เข้าข้างทั้งสองฝ่าย แต่สิ่งที่ดิวมองมากกว่านั้นคือ ความสุขของลูก ๆ และเสถียรภาพในมุมของครอบครัว เธอเชื่อว่าการอยู่ด้วยกันในรูปแบบใดก็ตาม หากสามารถทำให้ลูก ๆ ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ก็คุ้มค่าแล้ว

  • เธอไม่อยู่ด้วยกันกับอดีตสามีแล้ว แต่ยังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน
  • ดิวเลือกอยู่กับลูกตัวคนเดียวที่ไต้หวันและขอเวลาในการตั้งหลักแหล่งชีวิตใหม่
  • แม้หัวใจจะสั่นไหว จากคำพูดของอดีตสามี แต่ไม่ได้หมายความว่าจะถอย

ดิว อริสรา วอนอย่าโจมตีอดีตสามีเพราะเขาก็ทำหน้าที่พ่ออย่างดี และเธอยังย้ำว่า ในฐานะแม่ของลูก ๆ เธอย่อมยอมเสียสละบางสิ่งเพื่อให้ลูกได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ถือเป็นกระแสความรู้สึกที่หลายคนได้รับชมแล้วบอกว่า น่าเคารพ น่าชื่นชม ในมุมของความเป็นแม่ที่เต็มไปด้วยความเข้าใจ

หากคุณอยู่ใกล้คนที่กำลังเผชิญปัญหา สิ่งสำคัญคือการให้กำลังใจ ไม่กล่าวหา หรือตัดสินอย่างเร่งด่วน เพราะบางครั้ง ความเข้าใจกลับอยู่ห่างนิดเดียว

ที่มา – “ดิว อริสรา” วอนอย่าโจมตีอดีตสามีเพราะเขาก็ทำหน้าที่พ่ออย่างดี ไม่เคยกีดกันเรื่องลูกตลอดเวลาที่ผ่านมา!

ไฟเขียวเปิดโควตานำเข้า 3 กลุ่มสินค้า กากถั่วเหลือง-เมล็ดถั่วเหลือง-มะพร้าว กำหนดกรอบ 3 ปี

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการ ระบุว่า คณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืชในการประชุมครั้งที่ 1/2568 ได้มีมติเห็นชอบประเด็นสำคัญหลายประการ เพื่อบริหารจัดการสินค้าทั้งสามกลุ่ม ได้แก่ ไฟเขียวเปิดโควตานำเข้า 3 กลุ่มสินค้า กากถั่วเหลือง เหลืองเมล็ดถั่วเหลือง และมะพร้าว ซึ่งจะดำเนินการภายในกรอบระยะเวลา 3 ปี

ไฟเขียวเปิดโควตานำเข้า 3 กลุ่มสินค้า กากถั่วเหลือง-เมล็ดถั่วเหลือง-มะพร้าว กำหนดกรอบ 3 ปี

ประเด็นสำคัญของคณะกรรมการมีสาระสำคัญที่เน้นการบริหารจัดการสินค้าทั้งสองด้าน ทั้งด้านวัตถุดิบให้กับภาคอุตสาหกรรม และด้านรายได้เกษตรกร โดยเน้นการสร้างความสมดุลในตลาดและยกระดับราคาผลผลิตของเกษตรกรท้องถิ่น

กากถั่วเหลือง

ภายใต้พันธกรณีตามข้อตกลง WTO ได้มีนโยบายเปิดโควตานำเข้า กากถั่วเหลือง เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมผลิตอาหารสำหรับมนุษย์บริโภค และอุตสาหกรรมอื่น ๆ เป็นระยะเวลา 3 ปี (2568-2570) ซึ่งปริมาณที่อนุญาตคือ 230,559 ตัน อัตราภาษีในโควตาอยู่ที่ 10% นอกโควตาสูงถึง 133% อีกทั้งต้องเป็น Non-GMO เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายการผลิตอาหารสุขภาพ

เมล็ดถั่วเหลือง

สำหรับกลุ่ม เมล็ดถั่วเหลือง คณะกรรมการได้อนุมัติให้เปิดการนำเข้าภายใต้ WTO ระยะ 3 ปี (2569-2571) โดยไม่จำกัดปริมาณและใช้อัตราภาษี 0% เนื่องจากความต้องการในประเทศสูงมากสูงถึง 3.6-4.0 ล้านตันต่อปี ในขณะที่ผลผลิตภายในประเทศอยู่เพียง 15,000-16,000 ตัน ต่อปี

นอกจากนี้ ยังกำหนดกลไกสำหรับดูแลเกษตรกร เช่น การคาดการณ์ราคาเพื่อกระตุ้นการเพาะปลูก และการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการรวบรวมผลผลิตให้แก่สหกรณ์ เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งให้แก่สถาบันเกษตรกร

มะพร้าวและผลิตภัณฑ์

สำหรับสินค้ากลุ่ม มะพร้าว และผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น น้ำมันมะพร้าว มะพร้าวฝอยเนื้อมะพร้าวแห้ง ฯลฯ คณะกรรมการได้อนุมัติให้นำเข้าภายใต้ WTO และ FTA อื่นๆ เป็นระยะเวลา 3 ปี (2569-2571) พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์การจัดสรรปริมาณการนำเข้าภายใต้โควตาอย่างครอบคลุม

ทั้งนี้ การดำเนินการทั้งหมดจะได้รับการกำกับดูแลโดยคณะอนุกรรมการที่มีตัวแทนจากภาครัฐ เกษตรกร และภาคเอกชนในการดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบายที่กำหนด

การเปิดโควตานำเข้าประเภทนี้ช่วยเสริมเสถียรภาพให้กับตลาดสินค้าเกษตรในประเทศ และเฉพาะอย่างยิ่งช่วยลดการขาดแคลนวัตถุดิบสำคัญ เช่น ถั่วเหลืองและมะพร้าวที่ใช้ในอุตสาหกรรมแปรรูป พร้อมทั้งสนับสนุนรายได้เกษตรกรโดยตรงผ่านกลไกนโยบายที่วางไว้

นี่ถือเป็นขยีบแรกที่สำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งในระบบการเกษตรที่ยั่งยืนและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของเกษตรกรในระยะยาว

ที่มา – ไฟเขียวเปิดโควตานำเข้า 3 กลุ่มสินค้า กากถั่วเหลือง-เมล็ดถั่วเหลือง-มะพร้าว กำหนดกรอบ 3 ปี