ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

กมธ.ฯ ยืนยันไม่เห็นด้วยกับการสอบสวน นพ.สุภัทร ที่ไม่เป็นธรรม

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมา ณ อาคารรัฐสภา กระคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ที่นำโดยนายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี สว. ประธานที่ปรึกษาคณะกมธ. แถลงจุดยืนกรณี นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ซึ่งเป็นประธานชมรมแพทย์ชนบท ถูกคณะกรรมการสอบสวนวินัยพิจารณาดำเนินการทางวินัยอย่างร้ายแรง หลังมีมติให้ตั้งกรรมการสอบสวนข้อหาการจัดซื้อชุดตรวจเอทีเค (ATK) ในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างไม่โปร่งใส

กมธ.ฯ ยืนยันไม่เห็นด้วยกับการสอบสวน นพ.สุภัทร ที่ไม่เป็นธรรม

นายวีระศักดิ์ กล่าวหลังการแถลงว่า ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา นพ.สุภัทร เป็นหนึ่งในบุคลากรทางการแพทย์ที่อุทิศตนทำงานเพื่อประชาชน โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตโควิด-19 เมื่อระบบสาธารณสุขของกรุงเทพมหานครล่มสลาย นพ.สุภัทรและทีมแพทย์ชนบทก็ยังคงเดินหน้าเข้าพื้นที่ตรวจคัดกรองเชิงรุกในชุมชนต่าง ๆ ของเมืองหลวงแม้ไม่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐ

บทบาทในช่วงวิกฤตโควิด-19

ไม่เพียงเท่านั้น โรงพยาบาลจะนะ ซึ่งนพ.สุภัทรดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ ยังเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการจัดซื้อชุดตรวจ ATK และนำชุดดังกล่าวมาใช้เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการตรวจหาเชื้ออย่างทันท่วงที ซึ่งในช่วงเวลาวิกฤตแบบนั้นถือเป็นการช่วยชีวิตผู้คนจำนวนมาก ทว่าล่าสุดมีมติของคณะกรรมการที่มอบหมายให้ตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง และข้อเสนอให้ปลดนพ.สุภัทรออกจากงานราชการ ส่วนเหตุผลที่อ้างมาก็คือว่าการจัดซื้อ ATK นั้นขัดต่อระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง

แต่ “ประเด็น” ที่คณะกมธ.พบคือ โรงพยาบาลหลายแห่งในช่วงเวลานั้นใช้วิธีการเดียวกับโรงพยาบาลจะนะเช่นกัน แต่ไม่ถูกสอบสวนหรือตรวจสอบใด ๆ แม้แต่น้อย สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการสอบสวนวินัยที่ไม่เท่าเทียมและอาจมีอานาจใช้เพื่อกดขี่ผู้ที่มีเจตนาดี

เสียงสะท้อนจากที่ประชุมกมธ.

คณะกรรมการฯ ที่นำโดยนายวีระศักดิ์ เห็นว่าการกระทำของนพ.สุภัทร และทีมแพทย์ คือสิ่งที่ “จำเป็น” และ “สมควร” ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินในช่วงที่ระบบสาธารณสุขแทบล่มสลาย ดังนั้นขอให้คณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงพิจารณาจาก “เจตนา” และ “ห้วงเวลา” ของสถานการณ์ในช่วงนั้น เพื่อให้ผลการพิจารณาเกิดความโปร่งใสและเป็นธรรม

ในที่สุด คณะกมธ.การพัฒนาการเมืองฯ ยืนยันอีกครั้งว่าไม่เห็นด้วยกับการสอบสวน นพ.สุภัทร ที่ไม่เป็นธรรม พร้อมเรียกร้องให้มีการศึกษาข้อเท็จจริงและประเมินความเสียหายในเชิงลึก โดยคำนึงถึงเสถียรภาพของระบบการบริการสาธารณสุขและเจตนารมณ์ของผู้ปฏิบัติหน้าที่

ในมุมมองของผู้เขียน การลงโทษบุคคลที่ช่วยชีวิตคนในยามวิกฤตอาจพลิกประเด็นจากความผิดเป็นการปฏิบัติอย่างมีจิตอาสา เพียงเพราะ ‘ลืม’ หรือ ‘ก้าวข้าม’ ขั้นตอนเล็กน้อย อาจกลายเป็นบทเรียนสำคัญที่ควรใช้ปรับระบบ ไม่ใช่ใช้เป็นเครื่องมือกดขี่

หากคุณเห็นด้วยกับประเด็นนี้ ลองแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้สังคมมีเสียงร้องเรียกร้องความเป็นธรรม และอย่าปล่อยให้บุคลากรทางการแพทย์ที่ตั้งใจทำงานเพื่อสังคมต้องรับผลตอบแทนในทางลบ

ที่มา – กมธ.พัฒนาการเมืองฯ แถลงจุดยืน ปม ‘นพ.สุภัทร‘ ถูกสอบวินัยร้ายแรง ย้ำ ไม่เห็นด้วยกับการสอบสวนที่ไม่เป็นธรรม

ทรัมป์สั่งทา “สีดำ” บนกำแพงกั้นพรมแดน เพื่อให้ “ร้อน” จนสัมผัสไม่ได้

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 20 สิงหาคมว่านางคริสตี โนเอม รมว.ความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ได้เริ่มดำเนินการทาสีดำบนเสาเหล็กสูง 30 ฟุต หรือประมาณ 9 เมตร ซึ่งใช้เป็นรั้วกั้นพรมแดนระหว่างสหรัฐฯ กับเม็กซิโก การดำเนินการนี้เป็นคำสั่งโดยตรงของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งหวังว่า สีดำ จะช่วยชะลอการเกิดสนิม และส่งผลให้พื้นผิวของรั้วมีอุณหภูมิสูงมากจน “ไม่สามารถสัมผัสได้” ทำให้ผู้อพยพไม่สามารถปีนข้ามได้ง่ายขึ้น

ทรัมป์สั่งทา “สีดำ” บนกำแพงกั้นพรมแดน เพื่อให้ “ร้อน” จนสัมผัสไม่ได้

เมื่อถูกถามเกี่ยวกับเสียงวิจารณ์ที่ว่า การทาสีดังกล่าวอาจทำให้ส่งผลเสียต่อสุขภาวะและสภาพความเป็นอยู่ของผู้อพยพที่พยายามเข้าสู่สหรัฐฯ อย่างผิดกฎหมาย นางโนเอมยืนยันว่า “อย่าแตะต้องมัน” และกล่าวเพิ่มเติมว่า “ประชาชนต้องมีทางเลือก” เป็นการชี้ให้เห็นว่าการป้องกันชายแดนเป็นสิ่งสำคัญ

การดำเนินการในพื้นที่

นางโนเอมไม่ได้ระบุจำนวนงบประมาณที่ใช้ในการดำเนินการทาสีครั้งนี้ และไม่ได้เปิดเผยระยะเวลาในการทำงานอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม เธอได้ลงมือทาสีด้วยตัวเองในบางส่วน พร้อมทั้งจัดให้มีกิจกรรมเผยแพร่ข่าวสารต่อสื่อมวลชนที่เมืองซานตาเทเรซา รัฐนิวเม็กซิโก เพื่อให้ประชาชนรับรู้ถึงนโยบายใหม่นี้

จากมุมมองด้านการปฏิบัติ นายวอลเตอร์ สโลซาร์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนชั่วคราวประจำพื้นที่เอล ปาโซ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ทางตะวันตกสุดของรัฐเทกซัส และทั่วทั้งรัฐนิวเม็กซิโก เปิดเผยว่า ค่าเฉลี่ยในการจับกุมผู้อพยพในช่วง 7 วันที่ผ่านมานั้นอยู่ที่ประมาณ 41 คนต่อวัน และในขณะเดียวกันก็มีผู้อพยพอีก 9 คนที่สามารถเข้ามาโดยไม่ถูกตรวจจับกักกัน

ด้านความคืบหน้าของโครงการสร้างรั้ว ทางการสหรัฐยังคงเดินหน้าติดตั้งกำแพงใหม่ในพื้นที่ซานตาเทเรซา ซึ่งเพิ่งมีการติดตั้งกำแพงใหม่แล้วประมาณ 11 กิโลเมตร เพื่อปิดช่องโหว่และความเสี่ยงของการลักลอบเข้ามาตามแนวชายแดน

การดำเนินการทา สีดำบนกำแพงกั้นพรมแดน นี้ ถือเป็นหนึ่งในนโยบายด้านความมั่นคงที่สำคัญของประธานาธิบดีทรัมป์ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อเป้าหมายด้านความแข็งแรงของโครงสร้าง หรือเป็นกลยุทธ์ในการยับยั้งคนที่มีความพยายามจะเข้าประเทศผิดกฎหมาย

เมื่อพิจารณาจากความเคลื่อนไหวครั้งนี้ ปัญหาการผู้อพยพ และการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนยังคงเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะในระดับการเมือง หรือมุมมองด้านสิทธิมนุษยชน

ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ การปฏิบัติเชิงนโยบายครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางแก้ปัญหาจากผู้นำระดับประเทศที่พร้อมจะเรียกร้องให้ประเทศได้ “ร้อน” กับประเด็นที่เป็นข้อถกเถียงอย่างหนัก

ที่มา – ทรัมป์สั่งทา “สีดำ” บนกำแพงกั้นพรมแดน เพื่อให้ “ร้อน” จนสัมผัสไม่ได้

ธิดารัตน์ รอดอนันต์ ผู้บริหาร SWI รับรางวัลเพชรพาณิชย์

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568 กระทรวงพาณิชย์ได้จัดงานวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงพาณิชย์ ครบรอบ 105 ปี ณ กระทรวงพาณิชย์ โดยมีนายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนายสุชาติ ชมกลิ่น และนายฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์ รองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมงานร่วมกับข้าราชการ บุคลากร และภาคเอกชนที่ได้รับรางวัลเพชรพาณิชย์ ประจำปี 2568

ธิดารัตน์ รอดอนันต์ ผู้บริหาร SWI รับรางวัลเพชรพาณิชย์

ภายในงานมีพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงพาณิชย์ พิธีเจริญพระพุทธมนต์ และพิธีมอบรางวัลเพื่อเชิดชูเกียรติ หนึ่งในนั้นคือรางวัล “เพชรพาณิชย์” ประจำปี 2568 ซึ่งได้มอบให้กับบุคคลที่มีคุณูปการในด้านเศรษฐกิจ การค้า และพาณิชย์ รวมทั้งผู้ที่ส่งเสริมพระกมารถของกระทรวงพาณิชย์ โดยในปีนี้มีผู้ได้รับรางวัล 15 ราย แบ่งเป็น 3 สาขา คือ สาขาผู้ประกอบการ 5 ราย สาขาผู้ทรงคุณวุฒิ 4 ราย และสาขาข้าราชการและพนักงาน 6 ราย

ความโดดเด่นของธิดารัตน์ และบริษัท SWI

หนึ่งในผู้ได้รับรางวัลเพชรพาณิชย์ในสาขาผู้ประกอบการคือ นางธิดารัตน์ รอดอนันต์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สงวนวงษ์อุตสาหกรรม จำกัด (SWI) ซึ่งเป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ที่นำพาบริษัทไปสู่ความสำเร็จทั้งในและต่างประเทศ โดยบริษัทมีความเชี่ยวชาญในด้านการผลิตแป้งมันสำปะหลัง มีกำลังการผลิตสูงถึง 1,500 เมตริกตันต่อวัน และครองส่วนแบ่งตลาดในเอเชียมากที่สุด

ธิดารัตน์ได้นำบริษัทก้าวขึ้นเป็นผู้นำในตลาดแป้งมันสำปะหลังของไทย พร้อมทั้งเจาะตลาดโลกผ่านการพัฒนาและขยายธุรกิจออนไลต์ ปัจจุบัน SWI มีกลุ่มธุรกิจที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการผลิตและส่งออกแป้งมันสำปะหลัง ผลิตกระแสไฟฟ้าจากชีวมวล รวมถึงดำเนินการด้านพลังงานก๊าซ และเป็นเจ้าของสถาบันการศึกษา เช่น โรงเรียนปลูกปัญญา

  • สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในจังหวัดนครราชสีมา
  • มีโรงงานที่ผลิตแป้งมันสำปะหลังหลายแห่ง
  • เป็นผู้ผลิตแป้งมันสำปะหลังรายใหญ่ของเอเชีย

นอกจากความสำเร็จทางธุรกิจ นางธิดารัตน์ยังเน้นการบริหารจัดการอย่างยั่งยืนให้ครอบคลุมทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาทรัพยากรบุคคล การดูแลสิ่งแวดล้อม หรือการสนับสนุนการศึกษา ทำให้ SWI มิใช่เพียงแค่บริษัทที่มุ่งผลกำไร แต่ยังเป็นองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม

รางวัลเพชรพาณิชย์ที่ได้รับนี้ จึงเป็นการยอมรับจากภาครัฐถึงความมุ่งมั่น ความสามารถ และคุณธรรมของธิดารัตน์ ซึ่งถือเป็นแบบอย่างให้กับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในประเทศไทย

หากคุณเป็นผู้ประกอบการที่มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน อย่าลืมเรียนรู้แนวทางจากนางธิดารัตน์ รอดอนันต์ และบริษัท SWI เพื่อก้าวสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืนเช่นกัน

ที่มา – “ธิดารัตน์” ผู้บริหาร SWI รับรางวัลเพชรพาณิชย์

รีแคป 10 ปมร้อน “ดิว อริสรา” กลัวสิ่งรอบตัวจนลืมไปว่าคนไทยใจดีขนาดไหน

จากกรณีที่ดาราสาว ดิว-อริสรา ทองบริสุทธิ์ ได้บินกลับประเทศไทยอีกครั้งเพื่อร่วมงานพิธีศพของคุณพ่อ และมีข่าวว่าเธอจะจัดงานแถลงข่าวเพื่อชี้แจงทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นนั้น ล่าสุด วันนี้ (20 ส.ค. 68) ดิว อริสรา ได้เปิดใจให้สัมภาษณ์พิเศษ โดยยอมรับความผิดพลาด และพร้อมที่จะเดินหน้าแก้ไขปัญหาทุกอย่างให้จบลง หลังมีประเด็นร้อนถูกทนายความของ วาสนา อินทะแสง หรือ “เมย์” แจ้งความดำเนินคดีในข้อหายักยอกทรัพย์มูลค่า 62 ล้านบาท

รีแคป 10 ปมร้อน “ดิว อริสรา” กลัวสิ่งรอบตัวจนลืมไปว่าคนไทยใจดีขนาดไหน

“บันเทิงเดลินิวส์ออนไลน์” ขอสรุป 10 ประเด็นสำคัญจากบทสัมภาษณ์ของ ดิว อริสรา ที่ทำให้หลายคนต่างพากันส่งกำลังใจให้เธอ

1. สิ่งที่เสียใจที่สุดคือตัวเอง

ดิวเผยว่าเธอเสียใจที่สุดกับความผิดพลาดของตัวเอง และพร้อมที่จะยอมรับทุกคำกล่าวโทษเพื่อเป็นบทเรียนในชีวิต

2. ยอดหนี้รวม 20 ล้านบาท

เธอชี้แจงว่ายอดหนี้ที่แท้จริงอยู่ที่ประมาณ 20 ล้านบาท ไม่ใช่ 60 ล้านบาทตามที่เป็นข่าว และได้มีการชำระคืนไปแล้วบางส่วน

3. นัดหมายเคลียร์หนี้

ได้มีการนัดหมายกับทนายความเพื่อเคลียร์ยอดหนี้บางส่วนให้กับเจ้าของร้านคู่กรณี และจะมีการทำบันทึกข้อตกลงทางแพ่งในเร็ว ๆ นี้

4. ถอนฟ้อง

จะมีการถอนฟ้องในคดีต่าง ๆ หลังจากการทำบันทึกข้อตกลงทางแพ่งเสร็จสิ้น โดยเฉพาะกับคู่กรณี “พี่เมย์” ที่แสดงความเข้าใจและพร้อมจะถอนฟ้องให้

5. ขอบคุณผู้ช่วยเหลือ

ดิวกล่าวขอบคุณ “พี่เมย์” คู่กรณีที่แสดงความเข้าใจ รีแคป 10 ปมร้อน “ดิว อริสรา” รวมถึงแบรนด์อาหารเสริมชื่อดังที่ช่วยเหลือด้านการเงิน และพี่ชายคนหนึ่งที่ช่วยประสานงานไกล่เกลี่ย

6. สถานะความสัมพันธ์กับสามี

ปัจจุบันยังคงแยกกันอยู่ แต่ยังคงทำหน้าที่พ่อและแม่ที่ดีของลูกร่วมกัน

7. ขอร้องไม่ให้โจมตีครอบครัว

เธอย้ำว่าขอให้มุ่งเป้ามาที่เธอเพียงคนเดียว และขอร้องไม่ให้มีการโจมตีสามีและครอบครัว เพราะพวกเขาไม่เกี่ยวข้องกับปัญหาที่เกิดขึ้น

8. ผลกระทบจากข่าว

ยอมรับว่าข่าวที่ออกไปบางส่วนไม่เป็นความจริง และส่งผลกระทบต่อจิตใจ ทำให้คนใกล้ชิดต้องหวาดกลัว

9. เรียนรู้และเติบโต

เหตุการณ์นี้ทำให้เธอได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างในชีวิต ทั้งการมองเห็นตัวเองและคนรอบข้าง

10. ไม่กลับไปเป็นคนเดิม

ดิวเผยว่าเธอจะไม่กลับไปเป็น “ดิว อริสรา” คนเดิมอีกแล้ว แต่จะขอเป็นคนที่เติบโตขึ้นและดีกว่าเดิม พร้อมขอบคุณทุกกำลังใจที่ทำให้เธอมีพลังที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่หลายคนได้ฟังสัมภาษณ์ของดิวแล้วนั้น ก็ต่างพากันมาร่วมส่งกำลังใจ และพร้อมที่จะให้โอกาส“ดิว อริสรา” ต่อไป

หากคุณอยากรู้ว่าบางครั้งการมีโอกาสใหม่คือโอกาสที่คนรอบข้างให้คุณ เพราะบางทีสิ่งที่คุณกลัวแค่เรื่องเล็กๆ แต่คนไทยกลับใจใหญ่มากเหลือเกิน กล้าที่จะให้โอกาส จนคุณลืมไปเลยว่า มีคนดีรอบตัวเราอยู่เสมอ

ที่มา – รีแคป 10 ปมร้อน “ดิว อริสรา” กลัวสิ่งรอบตัวจนลืมไปว่าคนไทยใจดีขนาดไหน ขอบคุณทุกคนให้โอกาส!

เหตุระทึกกลางพนมเปญ ตำรวจ-ทหารไล่ล่าช่วยนักท่องเที่ยวจีนที่ถูกลักพาตัว

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2024 ได้มีรายงานข่าวที่น่าตกใจจากกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา โดยสำนักข่าว khmertimeskh ระบุว่า ได้เกิดเหตุ เหตุระทึกกลางพนมเปญ ที่มีการลักพาตัวนักท่องเที่ยวชาวจีน โดยผู้เสียหายซึ่งเป็นสตรีถูกกลุ่มคนร้ายลักพาตัวขึ้นรถยนต์ไฟฟ้าที่ไม่มีป้ายทะเบียน คาดว่าเป็นการกระทำก่อวินาศที่มีจุดประสงค์ในการเรียกค่าไถ่หรือค้ามนุษย์

เหตุระทึกกลางพนมเปญ

เพื่อนของผู้เสียหายรีบแจ้งตำรวจนครบาลในทันที ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถประสานกำลังร่วมกับทหารในการไล่ล่ารถต้องสงสัยได้อย่างรวดเร็ว บนถนนหมายเลข 1003 ภายในพนมเปญ ระหว่างการไล่ล่า รถของผู้ต้องสงสัยได้พุ่งชนรถเข็นบาร์บีคิวที่อยู่ริมถนน ศาลเพลิงของชายชาวเขมรผู้เป็นคนร้าย แล้วใช้อาวุธปืนยิงใส่เจ้าหน้าที่ไป 2 นัด โดยเจ้าหน้าที่ยังสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ จนสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัย และช่วยหญิงสาวชาวจีนออกมาได้อย่างปลอดภัย

ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวในกัมพูชา

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่กระทรวงท่องเที่ยวของกัมพูชาได้เปิดเผยว่า จำนวนผู้เดินทางจากประเทศจีนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นถึง 47% ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา นับเป็นการเตือนภัยเกี่ยวกับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ที่อาจต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวหนาแน่น

เหตุการณ์เช่นนี้ให้ความสำคัญกับระดับการคุ้มครองและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านความมั่นคงทั้งในและต่างประเทศอย่างยิ่ง สถานการณ์แบบ เหตุระทึกกลางพนมเปญ ยิ่งทำให้เกิดความวิตกกังวลต่อความปลอดภัยของผู้เดินทาง ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรใช้โอกาสนี้ในการทบทวนมาตรการป้องกัน และเพิ่มความเข้มงวดทั้งในด้านการสืบสวนและการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่

  • เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยง
  • ติดตั้งกล้องวงจรปิดในจุดสำคัญ
  • ประสานงานระหว่างหน่วยตำรวจและทหารอย่างเข้มแข็ง

การดูแลนักท่องเที่ยวไม่ใช่แค่ภารกิจของหน่วยงานท้องถิ่น แต่เป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วนในการสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศผู้เข้าชม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ปริมาณผู้เดินทางเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ด้วยเหตุนี้ ทุกคนควรให้ความสำคัญต่อระดับของการป้องกัน และความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว เช่นเดียวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนให้ทุกหน่วยงานได้ตระหนักมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการดูแลในระดับป้องกันหรือการตอบสนองเหตุฉุกเฉิน

ที่มา – เหตุระทึกกลางพนมเปญ ตำรวจ-ทหารไล่ล่าช่วยนักท่องเที่ยวจีนที่ถูกลักพาตัว

ศาลเยาวชนเพชรบุรี เปิดโครงการสืบสานภูมิปัญญาสร้างโอกาสใหม่

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเพชรบุรี ได้จัดโครงการ “สืบสานภูมิปัญญาสร้างโอกาสใหม่” เพื่อเป็นการฝึกอาชีพให้แก่เยาวชนในพื้นที่ โดยมีนายสิงห์ฐาน จันทรา ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเพชรบุรี เป็นประธานเปิดโครงการอย่างเป็นทางการ ร่วมด้วยนายภคพัส ส่งวัฒนายุทธ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี และหัวหน้าส่วนราชการ แขกผู้มีเกียรติ รวมถึงเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการกว่า 35 คน

สืบสานภูมิปัญญาสร้างโอกาสใหม่

โครงการ สืบสานภูมิปัญญาสร้างโอกาสใหม่ จัดขึ้นภายใต้หลักการพัฒนาเยาวชนอย่างรอบด้าน โดยไม่เน้นการลงโทษแต่เน้นการสร้างสรรค์ศักยภาพผ่านการเรียนรู้และฝึกทักษะที่เหมาะสม ซึ่งเป็นแนวทางในการฟื้นฟูเด็กและเยาวชนให้กลับมาเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ สามารถดูแลตนเองและครอบครัวได้

หลักสูตรฝึกอบรมที่ออกแบบเฉพาะด้าน

เนื้อหาและกิจกรรมในโครงการ สืบสานภูมิปัญญาสร้างโอกาสใหม่ เน้นการถ่ายทอดวัฒนธรรมท้องถิ่นผ่านอาชีพที่มีคุณค่าทางศิลปะและความรู้พื้นบ้านของจังหวัดเพชรบุรี ได้แก่

  • ฐานเขียนลายรดน้ำ
  • ฐานตอกกระดาษ
  • ฐานปูนปั้น
  • ฐานแทงหยวก

การฝึกอบรมในแต่ละฐานอาชีพไม่เพียงแค่ช่วยให้เยาวชนได้เรียนรู้ความรู้ที่สามารถนำไปใช้ประกอบอาชีพได้จริง ยังเสริมสร้างความเข้าใจในภูมิปัญญาและประเพณีท้องถิ่น เพื่อให้ค่านิยมเหล่านี้ส่งต่อไปยังรุ่นต่อไป

สำหรับผู้เข้าร่วมโครงการ โดยนายภคพัส ส่งวัฒนายุทธ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี ได้กล่าวเสริมว่า โครงการนี้เป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญในการพัฒนาเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม เพราะนอกจากจะเปิดโอกาสให้พวกเขาได้เรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ยังส่งเสริมให้มีความรับผิดชอบต่อชุมชนและสังคมในวงกว้าง

ทั้งนี้ งบประมาณในการดำเนินการของโครงการ สืบสานภูมิปัญญาสร้างโอกาสใหม่ ถูกจัดสรรมาจากกองทุนแก้ไข บำบัด ฟื้นฟู และเยียวยาเด็กและเยาวชนของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเพชรบุรี โดยมีเป้าหมายให้เยาวชนสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปผลิตสินค้าพื้นถิ่น ประกอบอาชีพอิสระ และตอบโจทย์ความต้องการของตลาดท้องถิ่นและท่องเที่ยวได้อีกด้วย

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 ซึ่งเน้นการบำบัดและพัฒนาเยาวชนอย่างยั่งยืน แทนการใช้มาตรการทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว

หากคุณเป็นผู้สนใจเรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่นและการสร้างโอกาสให้เยาวชนในพื้นที่ โครงการแบบนี้ถือเป็นแบบอย่างที่ควรได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนในสังคม

ที่มา – ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเพชรบุรี เปิดโครงการ “สืบสานภูมิปัญญาสร้างโอกาสใหม่” ฝึกอาชีพเยาวชน

เจ้าของร้านอาหารอุบลฯแจ้งเอาผิดกลุ่ม 5 ชายอ้างเป็นตำรวจรีดเงิน 20,000 บาท

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกฤตวิทย์ (สงวนนามสกุล) อายุ 35 ปี เจ้าของร้านอาหารใน อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ได้เดินทางไปแจ้งความที่ สภ.เมืองอุบลราชธานี โดยมี พ.ต.อ.ภคพงษ์ ซื่อสกุล รองสารวัตรสอบสวน รับเรื่องไว้ดำเนินการสอบสวน

เหตุการณ์ของกลุ่ม 5 ชายอ้างเป็นตำรวจรีดเงิน

จากการสอบถามผู้เสียหายพบว่า เมื่อเวลาประมาณ 02.00 น. ของวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ขณะที่นายกฤตวิทย์ไม่อยู่ที่ร้าน มีผู้ชายกลุ่มหนึ่งจำนวน 5 คน เข้ามายังร้านอาหารดังกล่าว โดยกล่าวอ้างว่าตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจของ สภ.เมืองอุดรธานี จากนั้นกลุ่มคนดังกล่าวได้อ้างว่าร้านมีการเปิดเกินเวลา และขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกินเวลาที่กฎหมายกำหนด จึงสามารถปรับร้านได้สูงถึง 20,000 บาท

กลุ่มชายอ้างเป็นตำรวจรีดเงินแบบบังคับ

นายกฤตวิทย์ระบุว่า หลังจากถูกกล่าวหาว่าผิดกฎหมายเกี่ยวกับการเปิดร้าน กลุ่มชายทั้ง 5 ได้ตั้งเงื่อนไขว่า หากต้องการให้ร้านไม่ถูกดำเนินคดีและสั่งปิด ต้องจ่ายเงินจำนวน 20,000 บาท ให้แก่พวกเขาทันที มิฉะนั้นจะมีการแจ้งดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป ซึ่งผู้ดูแลร้านที่อยู่ในเหตุการณ์จึงตัดสินใจนำเงินจำนวน 20,000 บาท ไปส่งยังห้องสืบสวนของ สภ.เมืองอุบลราชธานี เพื่อช่วยให้สถานการณ์คลี่คลาย

ภายหลังจากที่กลุ่มชายได้เงินไปแล้ว พวกเขายังกล่าวอีกว่า เงินดังกล่าวเป็น “คำสั่งจากผู้บังคับบัญชา” เพื่อ “เคลียร์คดีให้ไม่ให้ร้านถูกปิด” เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้นายกฤตวิทย์รู้สึกสงบไม่ได้ และตัดสินใจแจ้งความเพื่อขอความเป็นธรรม

ประเด็นหลักที่ผู้เสียหายต้องการให้ความชัดเจนคือ ว่ากลุ่มผู้ชายทั้ง 5 ที่อาจหลอกลวงอ้างสถานะเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น มีความผิดจริงหรือไม่ ซึ่งศาลและเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องดำเนินการสอบสวนอย่างละเอียดเพื่อมอบความยุติธรรมแก่ผู้เสียหาย

ร้านอาหารยังมีปัญหาอื่นจากการฉ้อโกง?

ขณะนี้ สภ.เมืองอุบลราชธานียังอยู่ระหว่างการสอบสวนเรื่องเพิ่มเติม ว่าหากมีร้านอาหารอื่นๆ ที่ได้รับความเสียหายในรูปแบบเดียวกันหรือไม่ และมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ต้องสงสัยคนเดียวกันหรือไม่

พ.ต.อ.ภคพงษ์ กล่าวว่า ตำรวจพร้อมรับฟังข้อเท็จจริง และหากมีการกล่าวอ้างเป็นเจ้าหน้าที่เพื่อจุดประสงค์ในการฉ้อโกง นับเป็นความผิดหนัก และ poised to face prosecution under several criminal statutes

  • การฉ้อโกงของประชาชน
  • การใช้ตำแหน่งปลอม
  • การบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อก่ออาชญากรรม

สิ่งสำคัญสำหรับเจ้าของธุรกิจแหล่งอาหารหรือเครื่องดื่ม คือ การมีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายการเปิดร้าน และมีการบันทึกหลักฐานกรณีมีผู้อ้างสถานะอย่างแปลกปลอม เพื่อให้สามารถแจ้งความได้ในเวลาที่เหมาะสม

หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจหรือเคยประสบเหตุการณ์ทำนองเดียวกัน ควรติดต่อเจ้าหน้าที่ทันที และเก็บหลักฐานต่างๆ เช่น ภาพถ่าย เสียง หรือพยานหลักฐานอื่นๆ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบและดำเนินคดีได้อย่างเหมาะสม

เป็นการน่าเศร้าที่ต้องพบเห็นเหตุการณ์ประเภทนี้เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อผู้ประกอบการรายย่อยที่ต้องใช้ความยากลำบากในการค้าขาย หากยังต้องมาทนรับภาระจากการฉ้อโกงแบบแอบอ้างจากกลุ่มบุคคลในชุดตำรวจ ก็ควรช่วยกันส่งเสียงผ่านสื่อและเจ้าหน้าที่ให้เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นซ้ำอีก

ที่มา – เจ้าของร้านอาหารโร่แจ้งเอาผิด 5 ชายฉกรรจ์ อ้างเป็นตำรวจรีดเงิน 2 หมื่น

ภูมิธรรม ยัน เหตุ อดิศร ว่าไปตามกฎหมาย

เมื่อเวลา 14.15 น. วันที่ 20 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาการแทนนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาชี้แจงกรณีที่ นายอดิศร เพียงเกษ ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ไม่ไปฟังคำพิพากษาในคดีที่เกี่ยวข้องกับแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจากการชุมนุมของกลุ่มผู้ต่อต้านรัฐบาลในช่วงที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีการชุมนุมตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม ถึง 9 เมษายน พ.ศ. 2552 ส่งผลให้ศาลรัฐธรรมนูญออกหมายจับต่อ นายอดิศร ซึ่งในภายหลังกลายเป็นประเด็นถกเถียงในวงกว้าง

ภูมิธรรม ยัน เหตุ อดิศร ว่าไปตามกฎหมาย

นายภูมิธรรมระบุว่า ตนเองยังไม่ทราบรายละเอียดกรณีนี้อย่างชัดเจน เพราะเพิ่งกลับมาจากกิจกรรมแถลงข่าวการจับยาเสพติดที่จังหวัดเชียงใหม่ อย่างไรก็ตาม ท่านยืนยันว่า ภูมิธรรม ยัน เหตุ อดิศร ว่าไปตามกฎหมาย อย่างเคร่งครัด ไม่มีการฝ่าฝืนหรือเบี่ยงเบนจากกระบวนการทางกฎหมายใด ๆ

กรณีของอดิศรมีเอกสิทธิ์ตามกฎหมาย

ท่านย้ำว่า การที่ นายอดิศร ไม่ได้เข้าร่วมฟังคำพิพากษา นั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิทธิพิเศษที่มีตามกฎหมายในฐานะ ส.ส. ซึ่งมีข้อกำหนดเฉพาะใจความคุ้มครองจากโทษทางอาญา ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

“ภูมิธรรม ยัน เหตุ อดิศร ว่าไปตามกฎหมาย ไม่มีการละเมิดหรือขัดต่อกฎหมายใด ๆ เพราะหากมีปัญหา กฎหมายจะกำหนดบทลงโทษและขั้นตอนตามมาอย่างชัดเจน” ท่านกล่าว

  • การจัดการกรณีของอดิศรเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ
  • ไม่มีความผิดปกติในการดำเนินคดี
  • ทุกขั้นตอนมีหลักฐานและถูกต้องตามกฎหมาย

ท่านยังเน้นว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือ ความโปร่งใสและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งจำเป็นต้องมีการสื่อสารที่ชัดเจนและเข้าใจง่าย เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดหรือการตีความที่ผิดเพี้ยน

ในฐานะผู้บริหารระดับสูงของประเทศ ท่านยืนยันว่า ภูมิธรรม ยัน เหตุ อดิศร ว่าไปตามกฎหมาย และสิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ ความมั่นคงของระบบราชการและการเคารพต่อกฎหมายของประเทศในทุกระดับ

ทั้งนี้ กรณีของอดิศรยังคงเป็นประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่องในสังคม อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารระดับประเทศยืนยันว่าทุกอย่างดำเนินไปตามหลักสากลและมีรายละเอียดที่ชัดเจนภายใต้กรอบกฎหมาย

หากประชาชนต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีนี้ ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ และหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข่าวลือ หรือข้อมูลที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบ

สุดท้ายหากมองในแง่เชิงนโยบาย การเมืองและการบริหารความยุติธรรมควรเดินไปด้วยกันอย่างเท่าเทียม เพื่อให้สถาบันทั้งสองฝ่ายสามารถสนับสนุนซึ่งกันและกันได้อย่างราบรื่น ภูมิธรรม ยัน เหตุ อดิศร ว่าไปตามกฎหมาย และเชื่อว่าระบบกฎหมายของประเทศไทยมีความพร้อมที่จะรับมือกับผลกระทบในทุกระดับได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – ‘ภูมิธรรม​’ ยัน​ เหตุ ‘อดิศร​’ ว่าไปตามกฎหมาย​

กรมป่าไม้จับมือ RECOFTC ลงนาม MOU ร่วมพัฒนาวนศาสตร์ชุมชน

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ที่ผ่านมา กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับ ศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชนแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (RECOFTC) เพื่อส่งเสริมแนวทางการพัฒนาด้าน วนศาสตร์ชุมชน อย่างยั่งยืน ณ ห้องประชุม 1 อาคารเทียมคมกฤส

ความร่วมมือเพื่อพัฒนาวนศาสตร์ชุมชน

การลงนาม MOU ในครั้งนี้ ถือเป็นฉบับที่ 3 ของความร่วมมือระหว่างกรมป่าไม้และ RECOFTC ซึ่งเป็นการต่อยอดจากความร่วมมือชุดก่อนหน้าที่สิ้นสุดลงเมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยในการลงนามครั้งนี้ กรมป่าไม้ได้มอบหมายให้นายพัฒน์พงษ์ สมิตติพัฒน์ รองอธิบดีกรมป่าไม้ เป็นผู้แทนในการลงนามร่วมกับ Mr. David Jerome Ganz ผู้อำนวยการบริหาร RECOFTC

เป้าหมายเชิงวิชาการและนโยบาย

วัตถุประสงค์ของความร่วมมือครั้งนี้ คือการเสริมสร้างการจัดการทรัพยากรป่าไม้อย่างยั่งยืน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และส่งเสริมการอนุรักษ์ระบบนิเวศป่าไม้ ซึ่งรวมถึงการพัฒนาแนวทางป่าไม้แห่งชาติที่สอดคล้องกับการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างประชาชนกับทรัพยากรธรรมชาติ

ความร่วมมือภายใต้ MOU ฉบับใหม่นี้ มีสาระสำคัญครอบคลุมหลายด้าน ได้แก่ การยกระดับป่าชุมชนต้นแบบ การส่งเสริมการอนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ การพัฒนาศักยภาพผู้นำ รวมไปถึงการดำเนินงานด้านวนเกษตร การจัดสรรงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการลดผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ และการส่งเสริมความร่วมมือด้านวิชาการระหว่างประเทศซึ่งรวมถึงการทำงานในระดับภูมิภาคอาเซียน

บทบาทของแต่ละฝ่ายในการขับเคลื่อนงาน

กรมป่าไม้มีบทบาทเป็นผู้นำด้านนโยบายและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและป่าไม้ ในขณะที่ RECOFTC เน้นบทบาทในการสนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชน และส่งเสริมความยั่งยืนในระบบสิ่งแวดล้อม ซึ่งการลงนาม MOU นี้ยังเป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการผลักดันงานด้าน วนศาสตร์ชุมชน อย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติและป่าชุมชน

Mr. David Jerome Ganz ผู้อำนวยการบริหาร RECOFTC ได้กล่าวเสริมว่า พิธีลงนามครั้งนี้เป็นการยืนยันความร่วมมือที่มีความมุ่งมั่นร่วมกันอย่างหนักแน่น โดยเฉพาะในด้านการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และการทำงานด้าน T-VER ซึ่งมีเป้าหมายรองรับนโยบายของรัฐบาลไทยและนานาชาติในการลดภาวะโลกร้อน

“การลงนามครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาอย่างสมดุลทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมให้แก่ วนศาสตร์ชุมชน ที่มุ่งสร้างความยั่งยืนในอนาคตของทรัพยากรป่าไม้ไทย” รองอธิบดีกรมป่าไม้กล่าวเป็นคำสรุป

ความร่วมมือครั้งนี้มีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 5 ปี ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในกระบวนการเชื่อมโยงระหว่างความเชี่ยวชาญด้านนโยบายของภาครัฐกับแนวทางป่าไม้เชิงชุมชนขององค์กรนานาชาติอย่าง RECOFTC ที่มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดูแลป่าไม้อย่างยั่งยืน

หากคุณสนใจเรื่อง วนศาสตร์ชุมชน และแนวทางการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน อย่าลืมติดตามข่าวสารและข้อมูลอัปเดตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เข้าใจถึงroudmap ในการอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – กรมป่าไม้ จับมือ RECOFTC ลงนาม MOU ฉบับใหม่ ร่วมมือทางวิชาการเพื่อพัฒนาวนศาสตร์ชุมชน

กมธ.การอุตสาหกรรม ห่วงโครงการสร้างแยกต่างระดับเพชรเกษม กระทบประชาชน

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมา นายชิษณุพงศ์ ตั้งเมธากุล ส.ส. นครปฐม เขต 6 พรรคประชาชน ในฐานะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การอุตสาหกรรม ได้แถลงข่าวถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการก่อสร้าง โครงการสร้างแยกต่างระดับเพชรเกษม โดยเฉพาะในพื้นที่จุดตัดทางหลวงหมายเลข 4 ช่วงแยกอ้อมน้อยถึงแยกซอยวัดโรมัน จังหวัดนครปฐม

กมธ.การอุตสาหกรรม ห่วงโครงการสร้างแยกต่างระดับเพชรเกษม กระทบประชาชน

นายชิษณุพงศ์ระบุว่า โครงการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรที่เกิดขึ้นในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนบนถนนเพชรเกษม ซึ่งเป็นเส้นทางหลักที่เชื่อมระหว่างกรุงเทพฯ กับจังหวัดต่างๆ ในภาคตะวันตก อย่างไรก็ตาม ความกังวลหลักของประชาชนในพื้นที่คือการสร้างสะพานข้ามแยก 2 แห่ง ได้แก่ ที่แยกวัดเทียนดัด และแยกซอยวัดโรมัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อนักเรียนนักศึกษาที่เรียนในโรงเรียนใกล้เคียงรวมกว่า 8,000 คน รวมถึงผู้ปกครองและบุคลากรที่เกี่ยวข้องอีกกว่า 7,000 คน

ผลกระทบจากการก่อสร้างแยกต่างระดับเพชรเกษม

แม้การสร้าง โครงการสร้างแยกต่างระดับเพชรเกษม จะดูเหมือนจะช่วยลดปัญหาการจราจร แต่กลับก่อให้เกิดข้อกังวลว่าจะไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วน ถ้าหากยังไม่มีการพิจารณาผลกระทบทางสังคมอย่างรอบด้าน โครงการนี้ยังพบข้อพิรุธที่ต้องได้รับการตรวจสอบเพิ่มเติม เช่น แนวทางการจัดการจราจรช่วงก่อสร้าง และผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ

ดังนั้น กมธ.การอุตสาหกรรมจึงย้ำว่าจะเดินหน้าหาทางออกที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาการจราจรอย่างเดียว แต่ยังต้องคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ด้วย โดยการจัดให้มีการประชุมหารือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างใกล้ชิด เพื่อรวบรวมความคิดเห็น และเปิดพื้นที่ให้ทุกเสียงได้แสดงออก

  • ผลกระทบต่อนักเรียน นักศึกษา: มากกว่า 8,000 คน
  • ผู้ปกครองและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง: อีก 7,000 คน
  • ปัญหาการจราจรในช่วงเร่งด่วน: ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ
  • ข้อกังวลเรื่องการจัดการโครงการ: มีข้อพิรุธที่ต้องตรวจสอบ

โครงการก่อสร้างแยกต่างระดับเพชรเกษมเป็นตัวอย่างของวิธีการพัฒนาระบบขนส่งที่มีความซับซ้อน และส่งผลกระทบทางสังคมโดยตรง ดังนั้น ควรมีการวางแผนอย่างรอบคอบและมีความยืดหยุ่น เพื่อไม่ให้เกิดความไม่เป็นธรรมและแสดงออกถึงความรับผิดชอบของภาครัฐต่อพลเมืองอย่างแท้จริง

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบจาก โครงการสร้างแยกต่างระดับเพชรเกษม หรืออยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติม อย่าลืมติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และใช้สิทธิ์ของประชาชนในการแสดงความคิดเห็น เพื่อให้โครงการเป็นไปในทิศทางที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน

ที่มา – กมธ.การอุตสาหกรรม ห่วงโครงการสร้างแยกต่างระดับเพชรเกษม กระทบประชาชน ย้ำเดินหน้าหาทางออก