ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

กมธ.มั่นคงฯ จี้ ‘รมว.แรงงาน‘ จัดการปัญหาแรงงานขาดแคลน

เมื่อเร็วๆ นี้ คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ ได้ออกมาเรียกร้องให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เร่งจัดการกับปัญหาแรงงานขาดแคลน หลังจากที่มีรายงานว่าแรงงานกัมพูชาจำนวนมากแห่กลับประเทศต้นทาง จนกระทบต่อภาคการผลิตและเกษตรในไทยอย่างมาก

กมธ.มั่นคงฯ เร่งจัดการปัญหาแรงงานขาดแคลน

นายมานพ คีรีภูวดล รองประธานกมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ แถลงผลการประชุมว่า ปัจจุบันไทยประสบปัญหาแรงงานขาดแคลน อย่างหนัก โดยเฉพาะในภาคเกษตร บริการ และอุตสาหกรรม หลังจากแรงงานกัมพูชาซึ่งเคยทำงานในไทยกว่า 800,000 คน ถูกชักชวนให้กลับบ้านโดยรัฐบาลกัมพูชา ทำให้เกิดช่องว่างในตลาดแรงงานอย่างมาก

ผลกระทบจากแรงงานกัมพูชาที่กลับบ้าน

การขาดแคลนแรงงานส่งผลกระทบต่อ 5 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ ก่อสร้าง จำนวน 100,000 คน, เกษตร (ปกติและต่อเนื่อง) รวม 113,000 คน, บริการ 48,000 คน และอุตสาหกรรมอาหาร 30,000 คน ซึ่งหากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

“เราต้องพิจารณาระบบการจัดการแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านอีกครั้ง โดยเฉพาะกัมพูชาและเมียนมา ที่มีแรงงานจำนวนมากทำงานในไทย แต่ตอนนี้พวกเขาไม่สามารถกลับเข้ามาได้อย่างถูกกฎหมาย” นายนพกล่าว

แนวทางแก้ไข – ข้อเสนอจากทางกมธ.

  • เร่งเจรจาทางการกัมพูชาร่วมกับรัฐบาลไทย เพื่อจัดทำข้อตกลงใหม่ให้แรงงานกลุ่มนี้กลับเข้ามาได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
  • ปรับระบบการต่ออายุแรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะชาวเมียนมา ที่ไม่สามารถเดินทางกลับประเทศต้นทางเพื่อต่ออายุได้ตามข้อกำหนด
  • จัดทำมาตรการชั่วคราวเพื่อรองรับแรงงานในช่วงที่เกิดช่องว่าง

นอกจากนี้ กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ ยังนัดหมายประชุมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในวันที่ 8 กันยายน 2568 เพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

ความท้าทายด้านกฎหมายและการจัดการ

หนึ่งในอุปสรรคสำคัญคือประเด็นเรื่องการแสดงตัวเพื่อยืนยันตัวตน (ซีไอ) ของแรงงานเมียนมา ซึ่งหลายรายไม่สามารถเดินทางกลับไปประมวลผลได้ ทำให้ตกอยู่ในสถานะผิดกฎหมาย ปัญหานี้ไม่เพียงส่งผลต่อแรงงาน แต่ยังกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนอีกด้วย

“สถานการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องของแรงงานเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ การค้า และภาพลักษณ์ของไทยในสายตาภูมิภาค” นายมานพกล่าวสรุป

จากสถานการณ์ดังกล่าว เป็นสิ่งสำคัญที่กระทรวงแรงงานต้องขยับเครื่องร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางออกอย่างเป็นรูปธรรม และยั่งยืน ไม่เพียงแค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ควรวางแผนระยะยาวเพื่อเตรียมความพร้อมกำลังแรงงานในอนาคต

หากคุณเป็นผู้ประกอบการหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับแรงงานต่างด้าว อย่าลืมติดตามข่าวการประชุมในวันที่ 8 กันยายนนี้ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับนโยบายใหม่

ที่มา – กมธ.มั่นคงฯ จี้ ‘รมว.แรงงาน‘ จัดการปัญหาแรงงานขาดแคลน หลังกัมพูชาแห่กลับบ้าน นัดถก 8 ก.ย. 68

มจพ.สร้างหุ่นยนต์อัจฉริยะกวาดล้างทุ่นระเบิดให้กองกำลังสุรนารี

สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชายังคงเป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของประชาชนและกำลังพลทหาร การระเบิดจากทุ่นระเบิดเป็นหนึ่งในอันตรายหลักที่ส่งผลกระทบอย่างมาก รัฐบาลจึงมีนโยบายสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดความเสี่ยงเหล่านี้ และหนึ่งในความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์นั้นคือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ซึ่งได้รับมอบหมายให้พัฒนา หุ่นยนต์อัจฉริยะกวาดล้างทุ่นระเบิด เพื่อมอบให้กับ กองกำลังสุรนารี กองทัพบก เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัย

หุ่นยนต์กู้ระเบิด ทีม iRAP มจพ.

มจพ.สร้างหุ่นยนต์อัจฉริยะกวาดล้างทุ่นระเบิดให้กองกำลังสุรนารี

หุ่นยนต์อัจฉริยะนี้ถูกออกแบบและสร้างขึ้นโดย ทีมหุ่นยนต์กู้ภัย iRAP Robot จาก มจพ. ซึ่งเป็นทีมที่มีชื่อเสียงระดับโลกด้านการแข่งขันหุ่นยนต์กู้ภัย โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก มูลนิธิ Let’s be heroes เพื่อให้โครงการนี้เป็นรูปธรรมและสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยเฉพาะด้านอุตสาหกรรม, นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน (SDG9), เมืองและถิ่นฐานที่ยั่งยืน (SDG11) และสังคมสงบยุติธรรม (SDG16)

ประสิทธิภาพและการใช้งานจริง

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ณ จังหวัดสุรินทร์ ทีม iRAP Robot นำหุ่นยนต์อัจฉริยะกวาดล้างทุ่นระเบิดจัดส่งมอบให้กับ กองกำลังสุรนารี อย่างเป็นทางการ การพัฒนาหุ่นยนต์เจาะจงด้านนี้จะช่วยลดความเสี่ยงในภารกิจการกู้ภัย และสามารถทำงานแทนหน่วยปฏิบัติการในพื้นที่อันตรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เพิ่มความมั่นใจในการปฏิบัติภารกิจ และลดอัตราความเสียหายต่อมนุษย์

พิธีมอบหุ่นยนต์ ณ สุรินทร์

พร้อมกับนั้น มจพ. ได้วางแผนในการจัดตั้ง ศูนย์เทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อการป้องกันประเทศ (Intelligent Center of National Defense Technology : INDT) ที่จะทำงานร่วมกับกองทัพบก เพื่อส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านความมั่นคงในระยะยาว นับเป็นการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์เพื่ออนาคตของประเทศ

ความสำเร็จอื่นๆ จากทีม iRAP Robot

ทีม iRAP Robot จาก มจพ. ยังเคยเข้าร่วมภารกิจช่วยเหลือในเหตุการณ์สำคัญก่อนหน้านี้ เช่น การเบิกพื้นที่ภัยถล่มของอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่ทำให้เกิดความเสียหายอย่างหนัก โดยหุ่นยนต์จากทีมมีบทบาทในการเข้าสำรวจและช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่เสี่ยงอันตรายแทนเจ้าหน้าที่เติบโตในบทบาทและประสิทธิภาพของหุ่นยนต์เป็นอย่างยิ่ง

การพัฒนา หุ่นยนต์อัจฉริยะกวาดล้างทุ่นระเบิด ถือเป็นการตอกย้ำว่า มหาวิทยาลัยของเราสามารถเป็นขีดเริ่มของนวัตกรรมที่มีคุณภาพ และรองรับภารกิจของรัฐเพื่อเอกราช ความปลอดภัย และมั่นคงของชาติ การลงทุนเพื่อสร้างอุปกรณ์เหล่านี้ จึงไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่เป็นการลงทุนในชีวิตของผู้ปฏิบัติงานและประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย

โดยรวมแล้ว หุ่นยนต์อัจฉริยะที่พัฒนาผ่านโครงการนี้ เป็นหนึ่งในตัวอย่างของศักยภาพความรู้และนวัตกรรมของไทยที่พร้อมเป็นส่วนหนึ่งของภูมิปัญญาสากล และย้ำบทบาทสำคัญของมหาวิทยาลัยเชิงวิจัยในการขับเคลื่อนประเทศสู่อนาคตที่ปลอดภัยมากขึ้น

หากคุณเป็นผู้ที่สนใจในเรื่องเทคโนโลยีเพื่อความมั่นคง หรือด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม เราเชื่อว่าหุ่นยนต์จาก มจพ. คือแบบอย่างที่บ่งบอกถึงแนวโน้มของการใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหาโลกจริงได้อย่างมีคุณภาพ

ที่มา – มจพ.สร้างหุ่นยนต์อัจฉริยะกวาดล้างทุ่นระเบิดให้กองกำลังสุรนารี กองทัพบก

จับ 32 เมียนมาหลบหนีเข้าเมือง หวังหางานทำที่กรุงเทพ

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ที่ผ่านมา พล.ต.ท.กิติศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ ผบช.ภ.6 พร้อมด้วย พล.ต.ต.อมรศักดิ์ เกษมก์สิริ, พล.ต.ต.ณัฐวุฒิ ภาคภูมิ และ พล.ต.ต.ระวีพรรษ อมรมุนีพงศ์ รอง ผบช.ภ.6 ร่วมกับ รรท.ผบก.ภ.จว.ตาก ได้สั่งการให้ สภ.วังเจ้า จับกุมชายชาวพม่า 2 ราย พร้อมควบคุมตัวคนต่างด้าว 32 คน ที่หลบหนีเข้าเมือง โดยไม่มีเอกสารเดินทาง พร้อมของกลางรถกระบะ 2 คัน

จับ 32 เมียนมาหลบหนีเข้าเมือง หวังหางานทำที่กรุงเทพ

จากการปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนเชิงรุกของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยเฉพาะในพื้นที่เขตชายแดนใกล้แม่น้ำเมย จ.ตาก พบว่ามีรถกระบะต้องสงสัยจำนวน 2 คัน แล่นผ่านพื้นที่ทางเข้าหมู่บ้านผาผึ้ง ม.6 ต.เชียงทอง อ.วังเจ้า จ.ตาก จึงได้ทำการตรวจยึด ผลปรากฏว่ามี คนต่างด้าวชาวเมียนมา จำนวน 32 คน ซ่อนตัวอยู่ภายในรถ ประกอบด้วยชาย 21 คน หญิง 11 คน ไม่มีใครมีเอกสารเดินทางใด ๆ ทั้งสิ้น

ข้ามแม่น้ำเมยเดินทางโดยไม่มีเอกสาร

จากการสอบสวนผู้ถูกจับกุมให้การว่า พวกเขาเดินทางออกจากเมืองเมียวดี ประเทศพม่า ก่อนจะข้ามแม่น้ำเมย แล้วเดินเท้าผ่านป่า ตามทางธรรมชาติ จนมายังจุดที่มีคนมารับขึ้นรถ คาดว่าจะมีผู้นำทางพาทั้งหมดเดินทางมายังกรุงเทพฯ เพื่อหาโอกาสในการหางานทำ แต่สุดท้ายกลับถูกเจ้าหน้าที่จับกุมได้เสียก่อน

เบื้องต้น นายโกเมน แซ่ท้าว อายุ 46 ปี และนายเช้ง แซ่ว้าน อายุ 46 ปี ถูกแจ้งข้อหา “รู้ว่าต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย ช่วยเหลือ ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวที่เข้ามาโดยผิดกฎหมายพ้นจากการจับกุม” ส่วนผู้ต้องหาสัญชาติพม่าอีก 32 ราย ถูกแจ้งข้อหา “เป็นบุคคลต่างด้าวหลบหนีเข้ามาและพักอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต” ซึ่งผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง

ทั้งหมดถูกควบคุมตัวตัวนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.วังเจ้า เพื่อดำเนินคดีตามข้อกฎหมายอย่างเคร่งครัด กรณีนี้สะท้อนถึงปัญหาระยะยาวของการแสวงหาชีวิตอยู่ในประเทศไทยโดยไม่ผ่านช่องทางที่ถูกต้อง และส่งผลต่อความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน

ความรับผิดชอบของทุกฝ่าย

  • การควบคุมชายแดนต้องเข้มงวดมากยิ่งขึ้น
  • ช่วยเหลือแรงงานต่างด้าวอย่างถูกกฎหมาย
  • ส่งเสริมแรงงานที่มีคุณภาพผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการ

การจัดการคนต่างด้าวไม่ใช่เรื่องของหน่วยงานรักษาความมั่นคงเท่านั้น แต่ทุกภาคส่วนในสังคมควรมีส่วนร่วม โดยเฉพาะภาครัฐควรจัดระบบให้ดีขึ้นเพื่อไม่ให้เกิดช่องโหว่ในการลักลอบเข้ามาอย่างผิดกฎหมาย

หากคุณเป็นเจ้าหน้าที่หรือบุคคลทั่วไป ที่พบเห็นพฤติกรรมที่ผิดกฎหมาย ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันปัญหาซ้ำรอยกัน

ที่มา – สกัดจับ 32 เมียนมาหลบหนีเข้าเมือง ข้ามแม่น้ำเมยหวังมาหางานทำเมืองกรุง

เหม่ยถู รายได้พุ่ง ยอดสมาชิกจ่ายเงินสูงสุด

รายงานจากสำนักข่าวซินหัวระบุว่า “เหม่ยถู” ประสบความสำเร็จทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในด้านรายได้และกำไร ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผลมาจากความพยายามในการพัฒนาเทคโนโลยี “ปัญญาประดิษฐ์” (AI) และการเติบโตของกลุ่มผู้ใช้งานแบบชำระเงินทั่วโลก

เหม่ยถู

กลุ่มธุรกิจหลักของ เหม่ยถู ที่เน้นเรื่องการสร้างและปรับแต่งรูปถ่ายแบบจ่ายค่าสมาชิก สามารถทำรายได้สูงถึง 1,350 ล้านหยวน หรือประมาณ 6,110 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และคิดเป็นสัดส่วนถึง 74.2% ของรายได้ทั้งหมด

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีเช่นนี้ ก็คือ จำนวนผู้ใช้บริการที่จ่ายเงินรายเดือนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงสิ้นเดือนมิถุนายน ปี 2025 ที่มียอดผู้สมัครใช้บริการแบบชำระเงินกว่า 15.4 ล้านราย เพิ่มขึ้นถึง 42% เมื่อเทียบกับปีก่อน

การเติบโตทั่วโลก

นอกจากนี้ ยอดผู้ใช้งานรายเดือนแบบรวมทั่วโลกของ เหม่ยถู ก็สูงถึง 280 ล้านราย โดยเฉพาะในตลาดต่างประเทศ (นอกประเทศจีน) มีผู้ใช้งานรายเดือน 98 ล้านราย เพิ่มขึ้น 15.3% เทียบกับปีก่อนหน้า เช่นเดียวกันนี้ยังเป็นผลจากการปรับปรุงประสิทธิภาพการให้บริการ AI และตัวเลือกต่างๆ ที่มีความหลากหลายมากขึ้น

จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้ “เหม่ยถู” ยังสามารถเพิ่มงบประมาณวิจัยและพัฒนาได้อีก 450 ล้านหยวน (ราว 2,030 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 6.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว นอกจากนี้ ห้องปฏิบัติการด้านภาพถ่ายของบริษัท ซึ่งเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยี ในขณะนี้มีสิทธิบัตรภายใต้กฎหมาย 463 ฉบับ และลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ AI ครบถึง 317 รายการ

ก่อตั้งเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2008 “เหม่ยถู” มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองเซี่ยเหมิน พร้อมภารกิจหลักคือ ปลุกแรงบันดาลใจให้กับทุกคนผ่านการ “เสริมความงาม” ด้วยเทคโนโลยีและบริการจากผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับภาพถ่ายและจัดการด้านความสวยงาม

จากความสำเร็จในครึ่งปีแรกนี้ ทำให้ เหม่ยถู กลายเป็นตัวอย่างที่ดีของบริษัทเทคโนโลยีที่เติบโตได้อย่างมั่นคงและต่อเนื่อง นักลงทุนทั่วโลกจึงต่างจับตาดูศักยภาพของ “เหม่ยถู” อย่างใกล้ชิดว่าจะก้าวไปได้ไกลเพียงใดในอนาคต

ที่มา – “เหม่ยถู” รายได้เติบโตต่อเนื่อง ยอดสมาชิกแบบจ่ายเงินสูงเป็นประวัติการณ์

ทีมวิจัยฯจับมือเครือข่ายมหาวิทยาลัยดูงานแผนน้ำมั่นคง

โครงการ “น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง ใน 10 จังหวัด” ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการและศึกษาดูงานครั้งที่ 2/2568 ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและเครือข่ายนักวิจัยกว่า 15 มหาวิทยาลัย เพื่อสำรวจพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ สมุทรสงคราม ราชบุรี และกาญจนบุรี

ทีมวิจัยฯจับมือเครือข่ายมหาวิทยาลัยดูงานแผนน้ำมั่นคง

รศ. ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ผู้อำนวยการแผนงานเป้าหมายสำคัญ กล่าวว่า แผนงานน้ำมั่นคงฯ มุ่งใช้ปัญหาเป็นจุดเริ่มต้น และเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมประชุมเพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน โดยใช้ความรู้ ข้อมูล และเทคโนโลยีในการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่กลองให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

เป้าหมายของแผนงานน้ำมั่นคง

งานภายใต้แผนงานนี้มีเป้าหมายหลักคือ เพิ่มความมั่นคงด้านน้ำใน 10 จังหวัด โดยเน้นให้มีน้ำเพียงพอ ไม่เกิดน้ำท่วมหรือแล้งรุนแรง ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของตำบลและจังหวัด พร้อมผลักดันการบริหารจัดการน้ำร่วมกับกรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

  • พัฒนาแบบจำลองการคำนวณความสมดุลของน้ำ
  • จัดทำข้อตกลงในการแบ่งปันน้ำอย่างยั่งยืน
  • ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเพื่อจัดการน้ำในชีวิตประจำวัน

รศ. ดร.สุจริตกล่าวต่อว่า หน่วยงานวิจัยมีหน้าที่ผลิตความรู้และข้อมูลให้ถูกต้องและทันสมัย เพื่อนำไปใช้ในการวางแผน แบ่งปัน และจัดสรรน้ำอย่างเหมาะสม และสามารถสื่อสารข้อมูลให้ประชาชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าใจ เพื่อให้สามารถร่วมมือและแก้ปัญหาในระดับท้องถิ่นได้ด้วยตนเอง

ในแง่การบริหารจัดการน้ำ สิ่งสำคัญอีกประการคือการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะ ทีมวิจัยฯจับมือเครือข่ายมหาวิทยาลัยดูงานแผนน้ำมั่นคง เพื่อพัฒนาความรู้และแนวทางในการแก้ปัญหา ให้เกิดข้อสรุปที่ชัดเจน รวดเร็ว และยั่งยืน

นอกจากนี้ โครงการยังมีการสนับสนุนเครื่องมือเทคโนโลยีในการจับข้อมูล เช่น เซนเซอร์วัดระดับน้ำ ความเค็ม และการกระจายข้อมูลให้กับผู้ใช้น้ำในพื้นที่ เช่น เกษตรกร โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ใช้น้ำอย่างเหมาะสมและลดความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตร

ทั้งนี้ การสร้างระบบข้อมูลกลางผ่านระบบ MIS (Management Information System) ถือเป็นหัวใจสำคัญในการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ทุกฝ่ายทั้งต้นน้ำถึงปลายน้ำสามารถสื่อสารร่วมกัน และเตรียมความพร้อมต่อสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การพัฒนาแผนงานและนโยบายในระยะยาวในอนาคต ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างนักวิจัย หน่วยงานภาครัฐ องค์กรท้องถิ่น และประชาชน เพื่อให้เกิดการดำเนินงานแบบบูรณาการ และมีประสิทธิภาพมากที่สุด เพราะน้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง ใน 10 จังหวัดไม่ใช่เรื่องของภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ของทุกภาคส่วนในสังคม จึงขอเชิญชวนทุกคนมาร่วมพัฒนาและดูแลทรัพยากรน้ำของเราไปด้วยกัน

ที่มา – “ทีมวิจัยฯจับมือเครือข่ายมหาวิทยาลัย”ดูงานภายใต้แผนงาน “น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง ใน 10 จังหวัด”

ชัยวุฒิไม่แปลกใจเขมรโยนไทยจัดฉากวางระเบิด

กรณีที่กล้องวงจรปิดบนภูเขาเขือบันทึกภาพทหารกัมพูชาวางทุ่นระเบิด PMN-2 กลายเป็นประเด็นที่ทำเอาหลายคนพูดถึง โดยเฉพาะหลังจากที่ สำนักข่าว Fresh News ของกัมพูชา ออกมาโต้แย้งว่าเป็นการ จัดฉากของทหารไทย ทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองกับไทยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ชัยวุฒิไม่แปลกใจเขมรโยนไทยจัดฉากวางระเบิด

ล่าสุด นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นกรณีดังกล่าวว่า ส่วนตัว ไม่แปลกใจกับการที่เขมรโยนไทยจัดฉากวางระเบิด เนื่องจากกัมพูชานั้น “ไม่เคยยอมรับอะไรอยู่แล้ว” ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาอย่างสิ้นเชิง แต่ความจริงก็คือความจริง และเชื่อว่าหลักฐานที่ได้รับมาจะเป็นจุดยืนที่ชัดเจนต่อสายตานานาชาติ

ไทยมีนโยบายตอบโต้ทางการทูตและยุติธรรม

สำหรับคำชี้แจงของทางกองทัพบกเกี่ยวกับพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ที่เคยเป็นที่พักพิงของผู้ลี้ภัยเขมรในอดีต แต่กลับถูกฝั่งกัมพูชารุกล้ำและการขยายชุมชนอย่างผิด MOU ปี 2543 นั้น นายชัยวุฒิตั้งคำถามว่า ไทยควรจะมีมาตรการใดบ้างในการทวงคืนผืนแผ่นดินและให้ความเป็นธรรมกับคนไทยที่เสียสิทธิอย่างยาวนานกว่า 40 ปี

  • ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
  • ยอมรับหลักฐานจริงจากสนาม
  • เลือกใช้ช่องทางทางกฎหมายระดับนานาชาติ

ทั้งนี้ นายชัยวุฒิได้ยืนยันว่าพรรคพลังประชารัฐสนับสนุนการ ติดตั้งรั้วลวดหนามในเขตแดนไทย เพื่อป้องกันการบุกรุก และการวางทุ่นระเบิดจากฝั่งกัมพูชาโดยตรง อีกทั้งเน้นว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่ขัดต่อข้อตกลง GBC แต่อย่างใด

พร้อมฟ้องผู้นำกัมพูชาต่อศาลระหว่างประเทศ

ส่งท้าย นายชัยวุฒิได้ระบุว่า สนับสนุนอย่างเต็มที่หากมีการฟ้องร้องสมเด็จฯ ฮุน เซน และนายฮุน มาเนต ต่อ ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) เนื่อจากมีหลักฐานมากมายที่เชื่อมโยงถึงการโจมตีพลเรือน การวางทุ่นระเบิด และปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติอย่างขบวนการคอลเซ็นเตอร์ที่เกี่ยวข้องถึงผู้นำระดับสูงในกัมพูชา

พร้อมกันนี้ยังเห็นด้วยกับข้อเสนอจาก พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ในการนำประเด็นนี้เข้าเวทีโลก เพื่อให้โลกได้ร่วมเป็นพยานและลงโทษต่ออาชญากรสงครามอย่างฮุน เซน อย่างถาวร

ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชานี้เป็นเพียงจุดหนึ่งของความยากลำบากที่คนไทยต้องเผชิญในโซนพรมแดน มันไม่ใช่แค่เรื่องของทหารหรือรัฐบาลเท่านั้น แต่เป็นภารกิจของทุกคนที่มีความหวังให้แผ่นดินไทยปลอดภัยจากรุกราน

ที่มา – ‘ชัยวุฒิ’ ไม่แปลกใจ ‘เขมร’ โยนไทยจัดฉากคลิปทหารเขมรวางระเบิด PMN-2

‘ศศิกานต์’เผยเหตุชายแดนไทย-กัมพูชา ประชาชนรับผลกระทบ 7.7 แสนชีวิต

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 20 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงความคืบหน้าการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการปกป้องอธิปไตยและความมั่นคง รวมถึงดูแลเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างครอบคลุม

‘ศศิกานต์’เผยเหตุชายแดนไทย-กัมพูชา ประชาชนรับผลกระทบ 7.7 แสนชีวิต

จากการแถลงของ นางสาวศศิกานต์ ระบุว่ากระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้เร่งดำเนินการจ่ายเงินเยียวยาช่วยเหลือประชาชนและเจ้าหน้าที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ขณะที่กระทรวงมหาดไทยได้อนุมัติการใช้จ่ายเงินทดลองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติรวมมูลค่ากว่า 145 ล้านบาท

มาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ

รัฐบาลได้ออกมาตรการช่วยเหลือหลากหลายรูปแบบ ทั้งในด้านการเงิน การค้า ที่ตั้งใจช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ชายแดนที่ได้รับผลกระทบ กระทรวงพาณิชย์ได้เปิดช่องทางตลาดเพิ่มขึ้นเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย และส่งเสริมการค้าในพื้นที่ให้คงสภาพเศรษฐกิจของพื้นที่

ขณะเดียวกัน นางสาวศศิกานต์ กล่าวว่ามีการดำเนินการตามกฎหมายระหว่างประเทศต่อผู้กระทำความผิด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งเก็บกู้วัตถุระเบิด ตรวจสอบการใช้งานโดรนที่ผิดปกติ รวมถึงประเมินความปลอดภัยของพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อรองรับการอพยพของประชาชนอย่างปลอดภัย

ในเรื่องของการจัดการพื้นที่ หน่วยงานความมั่นคงได้ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย และบังคับใช้กฎหมายกับผู้ละเมิดข้อกำหนดจากรัฐบาล โดยมีแผนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

สำหรับสถานการณ์ล่าสุดนับตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา พบว่ามีประชาชนได้รับผลกระทบใน 7 จังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ และจังหวัดใกล้เคียง ครอบคลุม 45 อำเภอ 336 ตำบล 4,081 หมู่บ้าน มีประชากรกระทบประมาณ 779,000 คน รวม 262,551 ครัวเรือน

  • บ้านเรือนเสียหาย: 705 หลัง
  • ซ่อมแซมแล้ว: 331 หลัง (ร้อยละ 46.9)
  • งบประมาณช่วยเหลือ: 201 ล้านบาท (ครอบคลุมอาหาร ที่พัก ค่ารักษาพยาบาล)
  • การเยียวยา: ดำเนินการรวมแล้วกว่า 17.6 ล้านบาท

รัฐบาลยังจัดสรรสิ่งของบรรเทาทุกข์กว่า 2,000,000 หน่วย เช่น อาหาร ถุงยังชีพ น้ำดื่ม เครื่องนุ่งห่ม รวมถึงส่งมอบยานพาหนะสาธารณภัยอย่างรถกู้ภัย รถผลิตน้ำดื่ม และรถประกอบอาหาร เพื่อสนับสนุนที่อยู่ในพื้นที่

อีกทั้ง สำนักงานที่รับผิดชอบยังมีแผนช่วยเหลือในระยะยาว เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจให้กับครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

จากสถานการณ์ดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของรัฐบาลไทยในการลงมือบริหารจัดการและดูแลประชาชนอย่างรอบด้าน ส่งเสริมความมั่นคงภายในประเทศ และสร้างระบบสนับสนุนที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบ ควรติดตามข้อมูลอย่างเป็นทางการจากภาครัฐ และตรวจสอบสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่รัฐบาลเตรียมไว้เพื่อคุณ

ที่มา – ‘ศศิกานต์’เผยเหตุชายแดนไทย-กัมพูชา ประชาชนรับผลกระทบ  7.7 แสนชีวิต

สหรัฐฯ เตรียมประเมินแนวคิดต่อต้านชาวอเมริกันเพื่ออนุมัติถิ่นฐาน

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า จากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมา สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและสัญชาติของสหรัฐ (USCIS) ซึ่งรับผิดชอบในการพิจารณาคำขออยู่อาศัยหรือขอสัญชาติในสหรัฐ ได้ประกาศจะขยายขอบเขตการตรวจสอบโพสต์ในโซเชียลมีเดียของผู้ยื่นคำขอเป็นรายบุคคล

Measure นี้เป็นเป้าหมายเพื่อ “ป้องกันไม่ให้ผู้ที่ต่อต้านชาวยิ่งหรือมีแนวคิดที่ขัดแย้งกับผลประโยชน์ของอเมริกา” ได้รับสิทธิประโยชน์จากการอยู่อาศัยหรือทำงานในสหรัฐ เนื่องจากถือว่าเป็นสิทธิพิเศษและไม่ใช่สิทธิพื้นฐานที่ทุกคนควรมี

สหรัฐฯ เตรียมประเมินแนวคิดต่อต้านชาวอเมริกัน

ตามข้อมูลจากหน่วยงาน USCIS การตรวจสอบนี้的背后ทิ้งแนวคิดที่เคยมีมาตั้งแต่กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองปี 2495 ซึ่งเคยจำกัดเฉพาะกลุ่มคอมมิวนิสต์ แต่ภายหลังได้เปลี่ยนแปลงให้รัฐบาลสามารถดำเนินพฤติกรรมที่ขัดแย้งกับนโยบายต่างประเทศของอเมริกาได้ เช่น การปฏิเสธหรือเพิกถอนวีซ่าระยะสั้น ซึ่งที่ผ่านมามีรายงานว่าเฉพาะผู้ที่มีพฤติกรรมเห็นต่างต่อประเทศอิสราเอลอย่างรุนแรง

แนวทางล่าสุดในการพิจารณาอนุญาตอยู่อาศัย

โดยทางหน่วยงานยังได้ระบุเพิ่มเติมในคำแนะนำในการตัดสินใจว่า จะมีการพิจารณาว่าผู้ใดส่งเสริมแนวคิดต่อต้านชาวอเมริกันหรือแนวคิดในลักษณะต่อต้านชาวยิวด้วย ซึ่งถือเป็นวิธีการตรวจสอบที่ซับซ้อนมากขึ้นเมื่อเทียบกับการพิจารณาแค่ประวัติส่วนตัว แต่เป็นการประเมินพฤติกรรมใดๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อสังคมสหรัฐ

ทั้งนี้asyarakatอเมริกันบางส่วนได้แสดงความกังวลต่อมาตรการนี้แล้ว เพราะเห็นว่าเป็นการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความเห็นของประชาชน อย่างไรก็ตามหน่วยงานด้านตรวจคนเข้าเมืองยืนยันว่า การพิจารณานี้เป็นเพื่อประโยชน์ในการควบคุมสิทธิและการเข้าถึงของคนต่างชาติอย่างเหมาะสม

  • การตรวจสอบโซเชียลมีเดียของผู้ยื่นคำขอ
  • การพิจารณาแนวคิดที่ขัดแย้งกับผลประโยชน์ของสหรัฐ
  • ตัดสินแบบรายบุคคลโดยใช้เกณฑ์เฉพาะ

การประกาศใหม่นี้สะท้อนให้เห็นว่า สหรัฐฯ กำลังปรับทัศนคติและแนวทางด้านนโยบายตรวจคนเข้าเมืองอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการป้องกันภัยคุกคามทางความคิดเป็นหลัก ไม่ใช่แค่ปัญหาความปลอดภัยทางกายภาพเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม การดำเนินกฎหมายในรูปแบบนี้ก็อาจได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มที่สนับสนุนสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพในการแสดงความเห็นทางสังคมออนไลน์ ที่เห็นว่าเป็นการบีบคุ้มคั่งส่วนบุคคลในระดับหนึ่ง

ไม่ว่าอย่างไร สิ่งที่แน่ชัดคือ แนวโน้มการตั้งถิ่นฐานในสหรัฐฯ จะต้องผ่านกระบวนการควบคุมที่เข้มงวดยิ่งขึ้นในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นในด้านสิ่งที่พูดในโซเชียลมีเดีย หรือความคิดที่อาจส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง

หากคุณกำลังวางแผนจะย้ายถิ่นฐานไปสหรัฐอเมริกา ควรเตรียมข้อมูลและความคิดเห็นในโซเชียลมีเดียให้มีความเหมาะสม ไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของสหรัฐ และหลีกเลี่ยงการมีแนวคิดที่แสดงออกในเชิงต่อต้านชาวยิวหรือต่อต้านอเมริกา

ที่มา – สหรัฐเตรียมประเมินแนวคิด “ต่อต้านชาวอเมริกัน” ประกอบการอนุมัติตั้งถิ่นฐาน

สมรภูมิข่าวสารไทย-กัมพูชา ย้ำความจริงจะทำให้ได้เปรียบ

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมา สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จัดงานราชดำเนินเสวนาหัวข้อ “สมรภูมิข่าวสารไทย-กัมพูชาในช่วงวิกฤตความขัดแย้ง” โดยได้รับเกียรติจาก พล.ต.ธีรวุฒิ วิทยากร รองเลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ เป็นผู้ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสงครามข่าวสารและการรบด้านไซเบอร์ในยุคปัจจุบัน

สมรภูมิข่าวสารไทย-กัมพูชากับผลกระทบของข่าวเท็จ

พล.ต.ธีรวุฒิ กล่าวว่า ในโลกที่ข่าวสารแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว สงครามไซเบอร์และการโจมตีผ่านระบบออนไลน์ เช่น การกระจาย DDoS หรือการปลอมแปลงหน้าเพจเฟซบุ๊ก กลายเป็นส่วนหนึ่งของการขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาที่เริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2568 ซึ่งภายในประเทศทั้งสองฝ่ายต่างมีทั้งข้อดีและข้อเสียในการรายงานข่าว ข้อดีของสื่อไทยคือ การเน้นประเด็นเรื่องความมั่นคง มนุษยธรรม การตรวจสอบข้อมูล และความร่วมมือกับหน่วยงานราชการ

อย่างไรก็ตาม ข้อเสียที่ควรปรับปรุงคือ เปิดเผยข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน เช่น การ “คลิกเบต” หรือการสื่อสารที่สร้างความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศ ส่งผลต่อภาพลักษณ์ต่อหน้าประเทศอื่นๆ ที่มองดูสถานการณ์อยู่

ความจริงคือพลังสำคัญในการชนะชัย

“ในยุคที่ข่าวเท็จเติบโต การนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องแม้จะล่าช้า แต่เมื่อดำเนินไปกับความเป็นจริง มันจะทำให้ผู้คนเชื่อถือและเห็นความเป็นธรรม ซึ่งจะนำไปสู่การชนะในระยะยาว” พล.ต.ธีรวุฒิ กล่าวเสริม

ดร.ชำนาญ นางมณีอุดม รองผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ข้อมูลเท็จได้กลายเป็น “New Normal” ที่ทุกภาคส่วนต้องสร้างภูมิคุ้มกัน ทั้งประชาชน สื่อ และรัฐ โดยเฉพาะในเรื่องการสื่อสารข้ามพรมแดน ที่ต้องให้ชาวโลกได้เห็นถึงความจริงว่า ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชานั้นเกิดจากกลุ่มบุคคลไม่กี่รายในฝ่ายกัมพูชา และไม่ใช่เจตนาของประชาชนทั่วไป

บทบาทของสื่อในการต่อสู้สงครามความคิด

นายก่อเขต จันทเลิศลักษณ์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวไทยพีบีเอส กล่าวว่า สื่อกัมพูชมีการควบคุมจากรัฐ จึงสามารถผลิตข่าวในทางที่เอื้อประโยชน์ในการทำสงครามไฮบริด ส่วนสื่อไทยให้ความร่วมมือกับทางการอย่างดี โดยเลี่ยงการเปิดเผยข้อมูลอ่อนไหว เช่น สถานที่ตั้งของกองทัพ หรือคะแนนอ่อน แต่ก็ยังมีหลายคนที่ยังใช้ภาพถ่ายจากโทรศัพท์มือถือซึ่งสามารถระบุตำแหน่งได้โดยตรง สิ่งนี้ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อความมั่นคงด้านข้อมูล

“การสื่อสารต้องทำด้วยความจริงและต้องให้สื่อระหว่างประเทศเชื่อว่าประเทศไทยไม่ได้เริ่มต้นความขัดแย้ง แต่เป็นฝ่ายตอบโต้เท่านั้น”>

ดร.สังกมา สารวัตร อาจารย์สาขาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้กล่าวว่า ในยุคที่ข่าวสารมาจากอินฟลูเอนเซอร์และโซเชียลมีเดียมากกว่าสื่อหลัก การแข่งขันคือความเร็ว แต่สิ่งที่ควรย้ำคือ ความจริง เพราะสื่อไทยเป็น “เสาที่สี่” ที่ต้องมีความพิถีพิถันมาก

นอกจากนี้ ยังประเมินว่า สื่อต่างประเทศมองไทยอยู่ในมุมเสียเปรียบ เนื่องจากขาดการตั้งโฆษกอย่างเป็นทางการแบบที่กัมพูชามี ซึ่งในกรณีนี้ สื่อไทยต้องเร่งจัดฉากแนวหน้าด้านข่าวสาร ให้ได้รับความเชื่อถือและไม่ให้ภาพลักษณ์เสียถูกใช้ต่อต้านในการประชันความขัดแย้ง

การสื่อสารขณะวิกฤต จึงต้องชัดเจน ถูกต้อง และทันเวลา การผสมผสานระหว่างข้อมูลจากชุมชน ประชาชน และข้อมูลทางทหาร จะช่วยเสริมความน่าเชื่อถือ

ในมุมมองของนิสิตนักศึกษา ที่รีบเสวนามาตรฐานข่าวสารบนโซเชียล หลายคนเริ่มตื่นตัวและตระหนักว่า ข้อมูลจริงคือหนทางเดียวที่จะชนะสงครามลักษณะใหม่

สุดท้าย โอกาสของสื่อไทยอยู่ที่การนำเสนอข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ซื่อตรง และมีความเป็นมืออาชีพ เพราะในยุคที่ผู้คนต้องการความจริงมากกว่าความเร็ว “ความจริงจะนำมาซึ่งความได้เปรียบอย่างยั่งยืน”

ที่มา – ราชดำเนินเสวนา เปิดเวที “สมรภูมิข่าวสารไทย-กัมพูชา” ย้ำความจริงเท่านั้น จะทำให้ได้เปรียบ

ศบ.ทก.เตรียมพยานหลักฐานทหารกัมพูชาวางทุ่นระเบิดฟ้องคกก.ออตตาวา

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ได้เปิดเผยว่ามีการเก็บพยานหลักฐานสำคัญจากการตรวจพบโทรศัพท์มือถือของทหารกัมพูชาในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ โดยในโทรศัพท์เครื่องดังกล่าวมีคลิปวิดีโอแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ทหารกัมพูชา กำลังถือทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 และแสดงท่าทางสาธิตการใช้งานก่อนนำไปวางในพื้นที่ชายแดนไทย ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศตาม อนุสัญญาออตตาวา

ศบ.ทก.เตรียมพยานหลักฐานทหารกัมพูชาวางทุ่นระเบิดฟ้องคกก.ออตตาวา

พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษก ศบ.ทก. เปิดเผยว่าหลักฐานดังกล่าวจะถูกส่งให้กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อนำไปใช้ในที่ประชุมคณะกรรมการของ อนุสัญญาออตตาวา ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 22 ส.ค.นี้ เพื่อฟ้องร้องการกระทำที่ผิดกฎหมายของทางกองทัพกัมพูชา การปฏิบัติดังกล่าวยังเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงที่ไทยและกัมพูชาได้ลงนามร่วมกันภายใต้คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) เพื่อให้มีการตรวจสอบและยืนยันการเข้าไปวางทุ่นระเบิดโดยไม่ได้รับอนุญาต

หลักฐานทางดิจิทัลที่ชัดเจน

โทรศัพท์มือถือที่พบระบุเวลา เวลา และโลเคชันอย่างชัดเจน ซึ่งทำให้สามารถใช้เป็นพยานหลักฐานทางกฎหมายว่ามีการกระทำผิดต่อกฎระหว่างประเทศอย่างชัดเจน ข้อมูลที่รวบรวมไม่ว่าจะเป็นวิดีโอหรือรูปภาพเป็นสิ่งที่สามารถยืนยันได้ว่า ทหารกัมพูชา เคยหลักลอบนำทุ่นระเบิดเข้ามาในพื้นที่ของไทย และดำเนินการวางไว้อย่างตั้งใจ ซึ่งถือเป็นการละเมิดอย่างหนักต่อสัญญาออตตาวาที่ห้ามใช้ทุ่นระเบิดสังหาร

นอกจากนี้ นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ยังได้ออกมาชี้แจงว่าหลักฐานที่เก็บรวบรวมไม่ใช่ฉากละครหรือนักแสดงแต่อย่างใด แต่เป็นเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ และขณะนี้กำลังเตรียมนำเสนอต่อคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องในระดับนานาชาติ เพื่อพิสูจน์ถึงเจตนาร้ายของฝ่ายกัมพูชาที่เข้ามารุกล้ำพื้นที่อธิปไตยของไทยอย่างต่อเนื่อง

  • พบวิดีโอทหารกัมพูชากำลังถือทุ่นระเบิด
  • เวลาและสถานที่ถูกบันทึกไว้อย่างชัดเจน
  • ใช้หลักฐานในการฟ้องร้องเพื่อกระตุ้นให้เกิดการดำเนินการตามกฎหมาย
  • เป็นการลบล้างความเชื่อใจที่เคยมีต่อกันระหว่างสองประเทศ

พยานหลักฐานที่ศบ.ทก.นำออกมานี้ถือเป็นการเตือนภัยครั้งใหญ่ที่ส่งสัญญาณว่าการรักษาความสงบในพื้นที่ชายแดนยังคงเป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การที่ ทหารกัมพูชา กล้าฝ่าฝืนสัญญาต่างประเทศถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประเทศไทยมีเจตนารมณ์อย่างชัดเจนในการแก้ไขปัญหาผ่านกลไกทางกฎหมายและระบบนิเทศน์ร่วมกันกับคณะกรรมการ ASEAN

ฝ่ายไทยมีความหวังว่าจาก หลักฐานของทหารกัมพูชา จะสามารถใช้เป็นข้อมูลสำคัญในการลดความตึงเครียดระหว่างสองประเทศ และสร้างความเห็นพ้องต้องกันในการป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก การติดตามผลจากการฟ้องร้องทางคณะกรรมการของ อนุสัญญาออตตาวา ในครั้งนี้จึงมีความหมายเป็นอย่างมาก

ที่มา – ‘ศบ.ทก.’เตรียมนำหลักฐานคลิป’ทหารกัมพูชา‘วางทุ่นระเบิด ฟ้องคกก.อนุสัญญาออตตาวา