ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

อบจ.กำแพงเพชร จัดแสดงเสียง สี เสียง“ตามรอยเสด็จประพาสต้นพระพุทธเจ้าหลวง ณ เมืองไตรตรึงษ์”

องค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร โดยนายสุนทร รัตนากร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร ได้เปิดเผยว่า วัฒนธรรมเป็นสะพานเชื่อมระหว่างคุณค่า วิถีชีวิต และภูมิปัญญาของคนในท้องถิ่นที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน โดยมีการแสดงออกในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ขนบธรรมเนียม ประเพณี ศิลปะการแสดง และอื่น ๆ ซึ่งล้วนเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ชุมชนดำรงอยู่และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

อบจ.กำแพงเพชร จัดแสดงเสียง สี เสียง“ตามรอยเสด็จประพาสต้นพระพุทธเจ้าหลวง ณ เมืองไตรตรึงษ์”

เพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมอันงดงามของจังหวัด สำนักงาน อบจ.กำแพงเพชร ได้จัดกิจกรรม“ตามรอยเสด็จประพาสต้นพระพุทธเจ้าหลวง ณ เมืองไตรตรึงษ์” ขึ้นในวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ณ ลานพระเจดีย์ วังพระธาตุ เพื่อสร้างความตระหนักรู้และการมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่น

กิจกรรมในครั้งนี้เป็นการบูรณาการระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และภาคประชาชน โดยมีการแสดงพื้นบ้าน การแสดงแสง สี เสียง การเสวนาเชิงวัฒนธรรม และการออกร้านประชารัฐย้อนยุคที่สร้างความน่าสนใจและน่าค้นหา

กิจกรรมสืบสานวัฒนธรรมอย่างมีความหมาย

องค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ เช่น สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดกำแพงเพชร องค์การบริหารส่วนตำบลไตรตรึงษ์ และอ.พ.ท.4 ได้จัดให้มีกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เยาวชนและประชาชนร่วมฟื้นฟูและอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย

นอกจากนี้ ยังมีการเชิญชวนผู้สนใจทั่วไป ทั้งในและนอกพื้นที่ ให้เข้าร่วมชมกิจกรรมการแสดงแสง สี เสียง และกิจกรรมอื่น ๆ ที่จะสร้างความประทับใจอย่างลึกซึ้งต่อประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่น

กิจกรรมในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการแสดงความเคารพต่อพระพุทธเจ้าหลวง แต่ยังเป็นโอกาสอันทรงคุณค่าในการสืบทอด ฟื้นฟู และเผยแพร่วัฒนธรรมที่เป็นของดีให้คงอยู่ต่อไปในยุคปัจจุบัน

อย่าพลาดชมกิจกรรมที่จะทำให้คุณได้สัมผัสความงดงามของศิลปวัฒนธรรมไทยอย่างใกล้ชิด!

ที่มา – อบจ.กำแพงเพชร จัดแสดงเสียง สี เสียง“ตามรอยเสด็จประพาสต้นพระพุทธเจ้าหลวง ณ เมืองไตรตรึงษ์”

‘โฆษกทบ.’แจงกระสุนฟอสฟอรัสขาว ไม่ใช่อาวุธเคมี

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาชี้แจงกรณีที่มีข่าวลือเกี่ยวกับการใช้กระสุนฟอสฟอรัสขาว (White Phosphorus – WP) โดยหน่วยงานในกัมพูชา ซึ่งอ้างว่าพบกระสุนชนิดดังกล่าวในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี

‘โฆษกทบ.’แจงกระสุนฟอสฟอรัสขาว ไม่ใช่อาวุธเคมี

โฆษกกองทัพบกชี้ว่า การกล่าวโทษนี้เป็นเพียงข้อกล่าวหาที่ปราศจากหลักฐาน ไม่มีมูลความจริง และไม่มีความหมายทางกฎหมาย ทั้งนี้เน้นว่า กระสุนฟอสฟอรัสขาว ถูกออกแบบไว้เพื่อใช้เป็นกระสุนที่สร้างควัน แสงสว่าง เพลิงระเบิด ไม่ใช่อาวุธทำลายล้างโดยตรง และไม่ได้ถูกจัดให้อยู่ในหมวดหมู่ของอาวุธเคมี ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยอาวุธเคมี (Chemical Weapons Convention – CWC)

การใช้งานกระสุนฟอสฟอรัสขาวอยู่ภายใต้กฎระเบียบ

นอกจากนี้ โฆษกกองทัพบกยังระบุว่า การใช้กระสุนฟอสฟอรัสขาว เป็นไปตามแนวทางรัฐสภาของอนุสัญญาระหว่างประเทศ เช่น Convention on Certain Conventional Weapons (CCW) ซึ่งห้ามใช้อาวุธเพลิงที่ออกแบบมาเพื่อเผาไหม้บุคคลโดยตรง อย่างไรก็ดี WP ไม่ถูกจัดว่าอยู่ในประเภทนี้ จึงสามารถใช้ในการปฏิบัติการทางทหารภายใต้เงื่อนไขเฉพาะ ซึ่งต้องมีการควบคุมอย่างเข้มงวด

ทางกองทัพไทยขอชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ไม่เคยมีการนำไปใช้เพื่อโจมตีพลเรือน และการใช้งานอยู่ภายใต้บทบัญญัติของกฎหมายสงครามระหว่างประเทศ พร้อมทั้งยืนยันว่ามีการใช้ กระสุนฟอสฟอรัสขาว เพียงเท่าที่จำเป็น และสอดคล้องกับหลักมนุษยธรรม

  • ไม่มีการใช้กระสุน WP เพื่อทำลายชีวิตพลเรือน
  • การใช้งานอยู่ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ
  • ไม่จัดเป็นอาวุธเคมีตาม CWC
  • ใช้เฉพาะในการปฏิบัติการทางทหาร

อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาจากฝั่งกัมพูชานั้นถูกมองว่าเป็นความพยายามในการบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อผลักดันทางการเมืองหรือความเข้าใจผิดในเวทีนานาชาติ

จากข้อมูลทั้งหมด สามารถสรุปได้ว่า กระสุนฟอสฟอรัสขาวถูกใช้อย่างจำกัด โดยกองทัพไทยมีการควบคุมตามหลักกฎหมายและมีมาตรการป้องกันการใช้เกินขอบเขตอย่างเคร่งครัด

หากคุณอยากรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีในสงครามและผลจากการปฏิบัติการทางทหาร ติดตามบทความของเราได้ที่นี่

ที่มา – ‘โฆษกทบ.’แจงกระสุนฟอสฟอรัสขาว ไม่ใช่อาวุธเคมี

ชายชราอดีตสายลับ 6 คน ยื่นคำร้องขอเกาหลีใต้ส่งตัวกลับเกาหลีเหนือ

กรณีของชายชราอดีตสายลับ 6 คน ที่ยื่นคำร้องขอให้เกาหลีใต้อนุญาตส่งตัวกลับเกาหลีเหนือ เป็นเรื่องราวที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากทั้งในประเทศเกาหลีใต้และต่างประเทศ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีการรายงานกรณีในลักษณะนี้ในรอบหลายสิบปี

ชายชราอดีตสายลับ 6 คน ยื่นคำร้องขอเกาหลีใต้ส่งตัวกลับเกาหลีเหนือ

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ว่ามีแหล่งข่าวในกระทรวงรวมชาติเปิดเผยว่า ได้รับคำร้องอย่างเป็นทางการจากองค์กรภาคประชาสังคม เกี่ยวกับการส่งตัวพลเมืองเกาหลีเหนือวัยชราจำนวน 6 คน ซึ่งทุกคนเป็นอดีตทหารสายลับที่เคยถูกตัดสินจำคุกในเกาหลีใต้ ปัจจุบันมีอายุระหว่าง 80-96 ปี โดยมีความประสงค์ขอให้ถูกส่งตัวไปยังเกาหลีเหนือภายใต้ฐานะ “เชลยศึก” ตามกรอบอนุสัญญาเจนีวา

ที่มาของกรณีและความต้องการของชายชราทั้ง 6 คน

ข้อมูลจากกระทรวงรวมชาติเกาหลีใต้ระบุว่า ชายชราทั้ง 6 คนเคยถูกตัดสินจำคุกเพราะข้อหาเป็นจารชนที่สอดแนมข้อมูลให้กับเกาหลีเหนือ มีอายุโทษที่แตกต่างกันไป แต่หลังจากได้รับอิสรภาพ มีการเปลี่ยนแปลงในชีวิตแต่ความเชื่อทางอุดมการณ์ยังคงเดิมอยู่ พวกเขาจึงแสดงเจตจำนงจะเดินทางไปเกาหลีเหนืออย่างชัดเจน

แม้กรณีนี้จะถือเป็นเหตุการณ์ที่มีลักษณะซับซ้อนเหลือเกิน แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงปมการเมืองที่ฝังลึกอยู่บนคาบสมุทรเกาหลี ซึ่งถึงทุกวันนี้ เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ยังคงมีสถานะเป็นประเทศคู่สงคราม เนื่องจากสงครามเกาหลีจบลงด้วยข้อตกลงหยุดยิงแทนสันติภาพที่แท้จริง

ประสบการณ์ครั้งก่อนของเกาหลีใต้ในการส่งตัว

แม้กรณีนี้จะดูเหมือนเป็นเรื่องใหม่แต่จริง ๆ แล้ว เกาหลีใต้เคยดำเนินการส่งตัวพลเมืองเกาหลีเหนือที่มีอุดมการณ์ในอดีต ไปยังเกาหลีเหนือมาก่อนหนึ่งครั้งในปี 2543

  • ส่งตัวกลุ่มอดีตนักโทษที่ยังไม่เปลี่ยนความคิด
  • จำนวนรวม 63 คน
  • ดำเนินการบนเขตปลอดทหารที่หมู่บ้านปันมุนจอม

ทว่า กรณีในครั้งก่อนเกิดขึ้นภายใต้บริบททางการเมืองเฉพาะ ซึ่งระบุว่ามีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยลดปัญหาความขัดแย้งในระดับหนึ่ง แต่สำหรับกรณีปัจจุบันนี้ คาดว่าอาจมีการวิเคราะห์เชิงลึกในแต่ละระดับก่อนจะเกิดการตัดสินใจ

ผลกระทบทางสังคมและแง่คิดจากกรณีนี้

แม้ชายชราทั้ง 6 คนจะมีอายุสูง แต่ความต้องการที่จะกลับบ้านเกิดยังคงแรงกล้าอยู่ สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงอำนาจของความเชื่อทางการเมือง ที่สามารถข้ามเวลาและระยะทางมาได้ รวมทั้งสะท้อนถึงแผลทางประวัติศาสตร์ที่ยังมีอยู่ในคาบสมุทรเกาหลี

การตัดสินใจของรัฐบาลเกาหลีใต้จะเปิดทางให้หรือไม่นั้น ต้องใช้การพิจารณาหลายปัจจัย ทั้งทางกฎหมาย ความสัมพันธ์กับเกาหลีเหนือ และการสื่อสารกับชุมชนนานาชาติ

อย่างไรก็ตาม กรณีของชายชราอดีตสายลับ 6 คน นี้ถือเป็นแรงกระตุ้นให้ผู้คนมองย้อนกลับไปที่สันติภาพและความปรองดองในคาบสมุทรเกาหลีอีกครั้ง อาจเป็นโอกาสหนึ่งที่จะเปิดหน้าต่างแห่งความหวังให้กับพวกเขาก็ได้

หากคุณเป็นผู้ติดตามสถานการณ์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้วละก็ นี่คือหนึ่งในหัวข้อที่ควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะมันอาจเป็นจุดเริ่มต้นในการเปลี่ยนแปลงข้อคิดของคนรุ่นใหม่ได้เช่นกัน

ที่มา – ชายชราอดีตสายลับ 6 คน ยื่นคำร้องขอเกาหลีใต้ส่งตัวกลับเกาหลีเหนือ

ครม.ต่ออายุ ‘ปริญญา โพธิสัตย์’ นั่งผู้ว่าฯสระแก้วอีก 1 ปี

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติการต่ออายุราชการของ ปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วอีก 1 ปี จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569

ครม.ต่ออายุ ‘ปริญญา โพธิสัตย์’ นั่งผู้ว่าฯสระแก้วอีก 1 ปี

ตามข้อมูลที่เปิดเผย ปริญญา โพธิสัตย์ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วครบ 4 ปีในวันที่ 30 กันยายน 2568 และตามปกติจะพ้นราชการในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 อันเนื่องจากครบกำหนดเกษียณอายุราชการ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสถานการณ์พิเศษที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้รัฐบาลเห็นว่าการต่ออายุการทำงานของผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

ขยายเวลาเพื่อความมั่นคงและความต่อเนื่อง

การต่ออายุราชการในครั้งนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 รัฐบาลมีมติเห็นพ้องว่าการมีผู้บริหารที่มีประสบการณ์และความเข้าใจในสถานการณ์ชายแดนอย่าง ปริญญา โพธิสัตย์ จะช่วยให้การบริหารราชการในพื้นที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม การต่ออายุราชการของบุคคลในตำแหน่งสำคัญเช่นนี้ ยังคงเป็นประเด็นที่ประชาชนและสังคมต้องติดตาม และต้องมีความโปร่งใสในการตัดสินใจจากภาครัฐอย่างเหมาะสม จังหวัดสระแก้วมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องของความมั่นคงภายในและพรมแดน การยืนหยัดของผู้บริหารระดับจังหวัดจึงมีความสำคัญต่อภาพรวมของภูมิภาค

  • เพิ่มความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา
  • สนับสนุนการบริหารราชการที่มีความต่อเนื่อง
  • สร้างความเชื่อมั่นในประชาชนท้องถิ่น

การตัดสินใจครั้งนี้จาก ครม.สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการบริหารราชการแผ่นดินระยะยาว โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีสถานการณ์ซับซ้อน การบริหารบุคลากรที่มีความสามารถและประสบการณ์อย่าง ปริญญา โพธิสัตย์ เป็นการวางรากฐานที่มั่นคงเพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต

การต่ออายุราชการไม่ใช่เพียงเรื่องของตำแหน่งและอำนาจ แต่เป็นเรื่องของการบริหารบุคลากรให้เหมาะสมกับสถานการณ์บ้านเมือง ซึ่งในกรณีของ ปริญญา โพธิสัตย์ นั้น มีการชั่งน้ำหนักว่าเขาเป็นผู้ที่เหมาะสมต่อการบริหารราชการในจังหวัดสระแก้ว โดยเฉพาะในช่วงที่ความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านยังคงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน

สรุปได้ว่า การต่ออายุราชการของบุคลากรระดับสูงเช่นผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้หากสถานการณ์บ้านเมืองจำเป็น และการมีผู้ที่มีความรู้ความสามารถและมีประสบการณ์เช่น ปริญญา โพธิสัตย์ ย่อมช่วยให้บริหารราชการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนั้น การต่ออายุตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วในครั้งนี้จึงเป็นการบริหารทรัพยากรบุคคลอย่างชาญฉลาด และเป็นผลดีต่อความมั่นคงและพัฒนาการของพื้นที่

หากคุณสนใจการบริหารราชการในพื้นที่ชายแดนหรือเรื่องการต่ออายุตำแหน่งราชการ ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่นี่ หรือติดตามสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับจังหวัดสระแก้ว

ที่มา – ครม.ต่ออายุ ‘ปริญญา โพธิสัตย์’ นั่งผู้ว่าฯสระแก้วอีก 1 ปี ถึง 30 ก.ย.69

สเปนเผชิญไฟป่ารุนแรงในภาคตะวันตก พื้นที่ถูกเผาทำลายมากเป็นประวัติการณ์

ไฟป่าในสเปนในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาได้ลุกลามอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในภาคตะวันตกของประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานการณ์ที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายปี สาเหตุหลักเกิดจากคลื่นความร้อนและความแห้งแล้งที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับโลก

สเปนเผชิญไฟป่ารุนแรงในภาคตะวันตก

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าในวันที่ 19 สิงหาคม สเปนและโปรตุเกสต้องเผชิญกับไฟป่าที่คุกคามชุมชนโดยตรง ไฟป่ามากกว่า 23 แห่งถูกจัดให้อยู่ใน “ระดับปฏิบัติการ 2” ซึ่งหมายถึงสถานการณ์ฉุกเฉินที่ต้องเคลื่อนไหวอย่างเร่งด่วน

สถานการณ์ไฟป่าในภาคตะวันตกของสเปน

ไฟป่าในสัปดาห์ที่สองที่ลุกลามต่อเนื่อง 主要集中อยู่ในสามแคว้นทางตะวันตกของสเปน ได้แก่ กัสติยา-เลออน กาลิเซีย และเอ็กซ์เตรมาดูรา ส่งผลให้ประชาชนหลายพันคนต้องอพยพออกจากพื้นที่ และมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงการตอบสนองที่ดูไม่เพียงพอของรัฐบาล

ตามข้อมูลจากระบบสารสนเทศไฟป่าแห่งยุโรป (EFFIS) พื้นที่ที่ถูกไฟทำลายในปีนี้มีมากกว่า 343,000 เฮกตาร์ ซึ่งมากกว่าสถิติเดิมที่เคยบันทึกไว้เมื่อ 3 ปีก่อน คือ 306,000 เฮกตาร์ การเปรียบเทียบเชิงตัวเลขชี้ให้เห็นถึงความรุนแรงของไฟป่าครั้งนี้

เพื่อแก้ไขสถานการณ์ รัฐบาลสเปนได้รับความช่วยเหลือจากเครื่องบินดับเพลิงจากหลายประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส อิตาลี สโลวาเกีย และเนเธอร์แลนด์ ขณะที่โปรตุเกสก็ได้รับแรงสนับสนุนจากสวีเดนและโมร็อกโก

นางมาร์การิตา โรเบลส รมว.กลาโหมของสเปน ได้กล่าวว่า กระบวนการดับไฟป่าในครั้งนี้ยากลำบากอย่างมาก อีกทั้งควันที่หนาแน่นสามารถมองเห็นได้แม้แต่จากอวกาศ

จากสถานการณ์สเปนเผชิญไฟป่ารุนแรงในภาคตะวันตก เป็นบทเรียนสำคัญว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศสามารถก่อให้เกิดภัยพิบัติอย่างรวดเร็วและรุนแรง และการเตรียมพร้อมระดับประเทศจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในปัจจุบัน

ที่มา – สเปนเผชิญไฟป่ารุนแรงในภาคตะวันตก พื้นที่ถูกเผาทำลายมากเป็นประวัติการณ์

อบจ.ขอนแก่น เปิดเวทีแข่งขันทักษะ–เสวนาพิเศษ ส่งเสริมคุณภาพการศึกษา

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ที่ผ่านมา ณ ขอนแก่นฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่าขอนแก่น นายวัฒนา ช่างเหลา นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น ได้เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมสำคัญภายใต้หัวข้อ อบจ.ขอนแก่น เปิดเวทีแข่งขันทักษะ–เสวนาพิเศษ ส่งเสริมคุณภาพการศึกษา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาศักยภาพเด็กปฐมวัยจังหวัดขอนแก่นที่จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 แล้ว

อบจ.ขอนแก่น เปิดเวทีแข่งขันทักษะ–เสวนาพิเศษ ส่งเสริมคุณภาพการศึกษา

ภายในงานมีผู้เข้าร่วมจำนวนมากจากบุคลากรด้านการศึกษา เด็กปฐมวัย รวมถึงผู้ปกครอง โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักและน่าตื่นเต้น เริ่มต้นด้วยการแสดงจากนักเรียนระดับปฐมวัยในโรงเรียนเอกชนต่าง ๆ ของจังหวัดขอนแก่น และการนำเสนอทักษะการพูดหลายภาษา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษและภาษาจีน

นายวัฒนา กล่าวถึงเป้าหมายของกิจกรรมนี้ว่า เป็นการส่งเสริมให้เด็กปฐมวัยมีการเติบโตที่ครอบคลุมทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการวางรากฐานชีวิตในอนาคต

กิจกรรมภายในงาน

ภายในงาน อบจ.ขอนแก่น เปิดเวทีแข่งขันทักษะ–เสวนาพิเศษ ส่งเสริมคุณภาพการศึกษา ประกอบด้วยกิจกรรมหลัก ๆ เช่น การเสวนาพิเศษในหัวข้อ “ใครจะเป็นคนทำเรื่องเล่นเล่นให้จริงจัง” และการแข่งขันทักษะทางวิชาการรวม 8 รายการ ที่ออกแบบมาเพื่อให้เด็กได้แสดงศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์ ได้แก่

  • การพิมพ์ภาพจากวัสดุธรรมชาติ
  • การระบายสีภาพ
  • การปั้นดินน้ำมัน
  • การฉีก ตัด ประดิษฐ์
  • การแข่งขันเกมการศึกษา
  • การเล่านิทาน
  • การเต้นประกอบเพลง
  • การแข่งขันสื่อนวัตกรรมทางการศึกษา

“โครงการพัฒนาศักยภาพเด็กปฐมวัยจังหวัดขอนแก่นเป็นการย้ำเตือนถึงบทบาทสำคัญของเด็กปฐมวัย และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาเด็กให้มีกระบวนการคิดที่ดี และสามารถประยุกต์ใช้ความรู้เพื่อแก้ปัญหาในชีวิตจริงได้” นายก อบจ.ขอนแก่น กล่าว

การจัดนิทรรศการเพื่อเสริมสร้างความรู้

นอกจากนี้ ภายในงานยังจัดนิทรรศการเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับแนวโน้มการจัดการเรียนการสอนระดับปฐมวัย เช่น การจัดตั้ง “โรงเรียนส่งเสริมการคิด (Thinking School)”, การพัฒนาทักษะสมอง (Executive Function), และการฝึกสร้างทักษะการสื่อสารสองภาษา (Bilingual) รวมถึงการเรียนรู้แบบบูรณาการกับแนวคิด STEM Education

กิจกรรมในครั้งนี้ถือเป็นพื้นที่สำคัญในการส่งเสริมคุณภาพการศึกษาและเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้อย่างสนุกสนานผ่านการเล่น อบจ.ขอนแก่น เปิดเวทีแข่งขันทักษะ–เสวนาพิเศษ ส่งเสริมคุณภาพการศึกษา เพื่อสร้างพลังงานใหม่ให้กับนักพัฒนาอนาคตของประเทศ

หากคุณเป็นผู้ปกครองหรือบุคลากรในวงการศึกษา อย่าพลาดโอกาสติดตามกิจกรรมดี ๆ เช่นนี้ต่อไป เพราะนอกจากจะเพิ่มพูนความรู้แล้ว ยังเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กได้เติบโตอย่างมีคุณภาพและเต็มความศักยภาพ

ที่มา – อบจ.ขอนแก่น เปิดเวทีแข่งขันทักษะ–เสวนาพิเศษ ส่งเสริมคุณภาพการศึกษา

แมท ภีรนีย์ ขายที่ดินส่งลูกไปวิมเบิลดัน!

ล่าสุด “แมท ภีรนีย์” นักแสดงสาวว่าที่แม่ป้ายแดง ได้ประกาศขายที่ดินในแปลงสวยศักยภาพสูงที่จังหวัดชัยนาท โดยระบุชัดเจนว่าเป็นเพื่อหาเงินส่งลูกไปแข่งเทนนิสที่ Wimbledon ในปี 2043 สร้างความฮือฮาให้กับแฟนๆ และผู้ติดตามในโลกโซเชียลเป็นอย่างมาก

แมท ภีรนีย์ ขายที่ดินส่งลูกไปวิมเบิลดัน!

ที่ดินที่แมทประกาศขายมีเนื้อที่ 52-3-89 ไร่ ตั้งอยู่ในพื้นที่อ.หาดอาษา จ.ชัยนาท ติดแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นโฉนด เนื้อที่กว้างขวาง พร้อมพื้นที่งอกเพิ่มอีก 8 ไร่ ซึ่งเจ้าของโพสต์ระบุว่า “ติดต่อมานะคะ หาเงินส่งลูกไป Wimbledon ปี2043”

จุดเด่นของแปลงที่ดินคือบรรยากาศที่เงียบสงบ ร่มรื่น มีวิวแม่น้ำเจ้าพระ ห่างจากโรงงานอุตสาหกรรม ห้อมล้อมด้วยธรรมชาติอันสวยงาม ขจีตาตามอง ทั้งยังใกล้วัดสำคัญหลายแห่ง เช่น วัดธรรมามูลวรวิหาร และวัดปากคลองมะขามเฒ่า ทำให้เหมาะสำหรับการสร้างรีสอร์ท บ้านตากอากาศ หรือเปิดธุรกิจอาหารและคาเฟ่บรรยากาศดี

ทำเลทอง ใกล้สถานที่สำคัญ

จุดเด่นของแปลงนี้อยู่ที่เรื่องของทำเล ที่แมทต้องการขาย มีทั้งความสะดวกสบาย และรายล้อมไปด้วยธรรมชาติ เหมาะกับผู้ที่มองหาการลงทุนทั้งระยะสั้นและยาว ด้วยถนนคอนกรีตกว้าง 6 เมตร และทางเข้าติดกับถนนบ้านธัญอุดม สะดวกต่อการเดินทาง

  • ติดแม่น้ำเจ้าพระยาวกว้าง 518 เมตร
  • ห่างจากตัวเมืองชัยนาทเพียง 9 กม.
  • ใกล้วัดธรรมามูลวรวิหาร 1 กม. และวัดปากคลองมะขามเฒ่า 3 กม.
  • มีทางเข้าจากถนนคอนกรีตกว้าง 6 เมตร สะดวกต่อการขนส่ง
  • มีพื้นที่งอกอีก 8 ไร่ติดแม่น้ำ

ที่ดินแปลงนี้เป็นโอกาสทองในการลงทุนเพื่อสร้างโครงการที่มีคุณค่าในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการสร้างรีสอร์ท โฮมสเตย์ หรือพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ พร้อมวิวแม่น้ำและธรรมชาติอันงดงาม หรืออาจสานต่อยอดความฝันเด็กไทยในวงการเทนนิสก็ได้เช่นกัน

หลังจากที่โพสต์เผยแพร่ออกไป ก็ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากแฟนๆ และผู้ติดตามในโซเชียลมีเดีย เช่น “ที่ตรงนี้สวยจริงค่ะ”, “ไปแข่งเทนนิส!?” หรือ “เป็นคนมองการณ์ไกลมาก” เป็นต้น เรียกได้ว่าไม่ใช่แค่ข่าวขายที่ดินธรรมดา แต่ยังเป็นการส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ให้มีเป้าหมายสูงส่ง

หากคุณกำลังมองหาโอกาสในการลงทุนที่มากกว่าการกลายเป็นเจ้าของที่ดินแปลงสวย ๆ ล้วนๆ ที่นี่อาจเป็นคำตอบที่คุณตามหามานาน ใครสนใจสามารถติดต่อโดยตรงผ่านช่องทางที่แมทระบุไว้ ได้เลย

ถ้าคุณคือพ่อแม่ที่มีลูกฝันอยากไปอังกฤษเล่นเทนนิสระดับโลก หรือแม้แต่คุณที่อยากเปลี่ยนชีวิตของตัวเองด้วยการเป็นเจ้าของบ้านริมแม่น้ำ สิ่งที่แมททำอยู่อาจเป็นแรงบันดาลใจให้คุณเดินตามฝันได้เช่นกัน

ที่มา – ‘แมท ภีรนีย์’ ตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิตประกาศขายที่ดินแปลงสวย หวังส่งลูกไป Wimbledon!

เทศบาลสมุทรสงครามจัดระเบียบจอดรถตลาดแม่กลอง

เมื่อเร็ว ๆ นี้ เทศบาลเมืองสมุทรสงคราม นำโดย นายอานนท์ ตันติดำรงกุล นายกเทศมนตรี พร้อมด้วย พ.ต.ต. ชลวิชญ์ มารักษา สารวัตรจราจร สภ.เมืองสมุทรสงคราม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันสำรวจและวางแผนการจัดระเบียบพื้นที่จอดรถบริเวณ “ตลาดแม่กลอง” ซึ่งเป็นจุดสำคัญของจังหวัดทั้งด้านการค้าและการท่องเที่ยว

เทศบาลสมุทรสงครามจัดระเบียบจอดรถตลาดแม่กลอง

การสำรวจในครั้งนี้พบว่า มีการจอดรถซ้อนคัน รวมถึงมีผู้ใช้ยานพาหนะจอดแช่เป็นเวลานาน บริเวณหน้าร้านค้า และทางเดินสาธารณะ ทำให้นักท่องเที่ยวและประชาชนที่มาเยือนเกิดความลำบากในการหาที่จอดรถ ส่งผลให้ลดโอกาสในการซื้อขายภายในตลาด กระทบภาพรวมเศรษฐกิจของท้องถิ่น

เพื่อแก้ปัญหานี้ เทศบาลได้กำหนดพื้นที่จัดระเบียบจอดรถในหลายเส้นทางสำคัญ ได้แก่ ถนนประสิทธิ์พัฒนา หน้าตลาดผลไม้, ถนนราชญาติรักษา หน้าอาคารจอดรถวัดป้อมแก้ว และถนนเพชรสมุทร บริเวณแนวทางรถไฟโดยพิเศษ โดยเฉพาะบริเวณอาคารจอดรถวัดป้อมแก้ว ได้มีการจัดพื้นที่เฉพาะจอดรถจักรยานยนต์ถึง 36 คัน พร้อมระบบโซ่คล้องล็อกล็อกเพื่อป้องกันการโจรกรรม

มาตรการจัดการพื้นที่ที่เข้มงวดขึ้น

นอกจากนี้ แนวทางการดำเนินงานของเทศบาลฯ ยังมีการจัดให้มีระบบจราจรแบบ One-Way เพื่อช่วยลดปัญหาการติดขัดของรถยนต์ ห้ามจอดซ้อนคันโดยเด็ดขาด ภายใต้มาตรการใหม่ รถยนต์ที่จอดเกิน 1 ชั่วโมง จะต้องหาพื้นที่จอดในลานวัดธรรมนิมิต ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 300 เมตร

ทั้งนี้ ยังมีมาตรการสำคัญอื่น ๆ ที่จะเริ่มใช้บังคับ ได้แก่:

  • ขยายพื้นที่หน้าร้านจาก 1 เมตร เป็น 1.5 เมตร
  • ห้ามตั้งของล้ำฟุตบาทจนเกินขอบทาง
  • ห้ามจอดรถจักรยานยนต์ด้านหลังร้าน

นายกเทศมนตรีกล่าวว่า การจัดระเบียบในครั้งนี้ไม่เพียงแค่แก้ปัญหาความแออัดในพื้นที่ แต่ยังเป็นการพัฒนาภาพลักษณ์ของ “ตลาดแม่กลอง” ให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีระบบ มีมาตรฐาน และเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ซึ่งนอกจากจะส่งเสริมเศรษฐกิจในพื้นที่ ยังช่วยส่งเสริมความภาคภูมิใจในศักดิ์ศรีของคนในชุมชน

ในส่วนของการดำเนินการจริง สำนักงานเทศบาลจะมีการประชาสัมพันธ์ล่วงหน้าเป็นเวลา 1 เดือน เพื่อให้ผู้คนและผู้ประกอบการรับรู้ หลังจากนั้นจะเริ่มใช้มาตรการจับปรับในวันที่ 15 กันยายน 2568 เป็นต้นไป

การพัฒนานี้น่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากทั้งต่อการค้าขาย ความสะดวกในการเดินทาง และคุณภาพของพื้นที่ที่ดีต่อการท่องเที่ยว

ถ้าคุณมีแผนจะไปเที่ยวตลาดแม่กลองในอนาคต ไม่ควรพลาดการสัมผัสบรรยากาศใหม่ ๆ ของตลาดที่ถูกจัดระเบียบอย่างเป็นระบบและยังคงกลิ่นอายความคลาสสิกไว้อย่างลงตัว

ที่มา – เทศบาลสมุทรสงครามจัดระเบียบจอดรถ “ตลาดแม่กลอง” เปิดทางนักท่องเที่ยว แก้รถติด รถจอดแช่นาน

‘พชร’ ติง ‘สภาองค์กรผู้บริโภค’ ไม่โปร่งใส โจมตีการกำกับดูแลโทรคมนาคม

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 นายพชร นริพทะพันธุ์ กรรมการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และที่ปรึกษาประจำประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ สภาองค์กรผู้บริโภค ว่าการทำงานบางอย่างของสภาองค์กรผู้บริโภคมีลักษณะขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์ของผู้บริโภคกับเป้าหมายเชิงการเมืองหรืออุดมการณ์ส่วนตัว

พชรวิจารณ์สภาองค์กรผู้บริโภคไม่โปร่งใส

นายพชรกล่าวว่า ปัญหาสำคัญของ สภาองค์กรผู้บริโภค คือการล้มเหลวในการแสดงความรับผิดชอบ ต่อผลเสียที่เกิดขึ้นกับองค์กรพลเมือง เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และ ปตท. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างมากจากการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้บริโภคที่เน้นถ่วงดุลในเชิงอุดมการณ์มากกว่าความเป็นจริง

โจมตีการจัดการโทรคมนาคมเพื่อผลทางการเมือง

โดยเฉพาะในประเด็นการกำกับดูแล โทรคมนาคม นายพชรระบุว่าหลายกรณีการจับประเด็นของสภาองค์กรผู้บริโภคมักเป็นการหยิบเรื่องย่อยมาใช้โจมตี หวังสร้างภาพลักษณ์ตัวเอง หรือเป็นเครื่องมือของกลุ่มทุนบางกลุ่มที่ต้องการได้เปรียบจากการเรียกร้อง

นอกจากนี้ ปัจจุบัน โทรคมนาคมในประเทศไทย มีโครงสร้างที่หนุนหลังประชาชนด้วยระบบควบคุมราคา คุณภาพ และบริการตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ ได้รับการยอมรับว่ามีคุณภาพระดับโลก แม้กระทั่งอัตราการเข้าถึงเทคโนโลยีและบริการไร้สายที่ครอบคลุมดีที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

  • ระบบควบคุมราคาและคุณภาพบริการโทรคมนาคม
  • ความพร้อมในการให้บริการอินเทอร์เน็ตฟรีในที่สาธารณะ
  • การสนับสนุนอุปกรณ์เคลื่อนที่แก่ประชาชน
  • การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจเพื่อเสริมความโปร่งใส

อย่างไรก็ตาม นายพชรกล่าวอีกว่า เหตุการณ์ในอดีตมีการแสดงออกของสภาองค์กรผู้บริโภคที่ดูเหมือนลืมประชาชนเป้าหมายหนึ่งเดียวคือการปกป้องสิทธิของผู้บริโภค และเปลี่ยนไปเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ขัดขวางการพัฒนาอย่างยั่งยืน

สุดท้าย นายพชรย้ำว่า “การดูแลผู้บริโภคควรมีพื้นฐานมาจากความซื่อสัตย์ ความเข้าใจบริบท และการแสวงหาประโยชน์โดยรวมของประชาชน ไม่ใช่การใช้ป้าย ‘ผู้บริโภค’ เป็นเครื่องพรางในการเลือกเอาผลประโยชน์ส่วนตน”

หากสังคมไทยต้องการให้การปกป้องผู้บริโภคก้าวไปข้างหน้า ต้องมีการทบทวนรูปแบบและแนวทางการทำงานของสภาองค์กรผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและรับผิดชอบจริงต่อประชาชน

ที่มา – ‘พชร’ ติงการทำงาน ‘สภาองค์กรผู้บริโภค’ ไม่โปร่งใสมุ่งโจมตีการกำกับดูแลโทรคมนาคม

เทศบาลเมืองลำตาเสา เดินหน้าส่งเสริมการศึกษา มอบทุนช่วยเหลือนักเรียน

เมื่อเร็วๆ นี้ ที่อาคารอเนกประสงค์ เทศบาลเมืองลำตาเสา อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้มีพิธีเปิดโครงการ เทศบาลเมืองลำตาเสา เดินหน้าส่งเสริมการศึกษา มอบทุนช่วยเหลือนักเรียน ประจำปีการศึกษา 2568 อย่างเป็นทางการ โดยมีนางไตรรัตน์ พันธ์เจริญวรกุล นายกเทศมนตรีเมืองลำตาเสา เป็นประธานในพิธี

เทศบาลเมืองลำตาเสา เดินหน้าส่งเสริมการศึกษา มอบทุนช่วยเหลือนักเรียน

ในการนี้ นางวันทนีย์ สายแก้ว ผู้อำนวยการกองการศึกษา เทศบาลเมืองลำตาเสา ได้กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดโครงการว่า มีจุดมุ่งหมายเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการศึกษาของนักเรียนในพื้นที่ โดยเฉพาะนักเรียนที่ประสบปัญหาความเดือดร้อนหรือขาดโอกาสทางการศึกษา

ร่วมเป็นเกียรติในวันสำคัญนี้ ยังมีนางสมทรง พันธ์เจริญวรกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นางสาวพิมพฤดา ตันจรารักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เขต 3 พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการและประชาชนในพื้นที่ ที่มาร่วมมอบทุนการศึกษาและให้กำลังใจแก่นักเรียนอย่างพร้อมเพรียง

โครงการมุ่งเสริมสร้างโอกาสทางการศึกษา

นางไตรรัตน์ พันธ์เจริญวรกุล ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์ของเทศบาลเมืองลำตาเสา ว่าการจัดโครงการเทศบาลเมืองลำตาเสา เดินหน้าส่งเสริมการศึกษา มอบทุนช่วยเหลือนักเรียนในแต่ละปี เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะเด็กเยาวชนในพื้นที่ ให้มีโอกาสในการศึกษาที่เท่าเทียมและมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

ทุนการศึกษาที่จัดสรรในปีนี้ เน้นการสนับสนุนนักเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาที่มีความต้องการจริง ช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการเรียน เช่น ค่าหนังสือ ค่าวัสดุการเรียน และค่าเบี้ยเลี้ยง เพื่อให้เด็กๆ สามารถเรียนได้อย่างไร้กังวล

จากข้อมูลโครงการ มีนักเรียนจำนวน 97 คน จากหลายโรงเรียนในพื้นที่ได้รับทุนการศึกษา ได้แก่:

  • โรงเรียนบ้านกระทุ่มลาย จำนวน 5 คน
  • โรงเรียนวัดศรีประชา จำนวน 16 คน
  • โรงเรียนจรูณกิมลี้กิจจาทรอนุสรณ์ จำนวน 7 คน
  • โรงเรียนวัดศิวาราม จำนวน 9 คน
  • โรงเรียนวัดบ้านช้าง จำนวน 8 คน
  • โรงเรียนวังน้อยวิทยาภูมิ จำนวน 27 คน
  • โรงเรียนพนมยงค์วิทยา จำนวน 25 คน

โครงการนี้ไม่เพียงแค่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวที่มีรายได้น้อย แต่ยังส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และจิตสำนึกด้านการเรียนรู้ให้กับเยาวชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

การสานพลังร่วมกันของภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนในการส่งเสริมการศึกษา เป็นสิ่งที่น่ายินดีอย่างยิ่ง เพราะนักเรียนคืออนาคตของชาติ การมีโอกาสในการศึกษาอย่างเท่าเทียม และได้รับการสนับสนุนจากท้องถิ่น คือการปลูกฝังความหวังให้กับสังคมในระยะยาว

หากคุณเป็นผู้ปกครองหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ลำตาเสา โครงการดีๆ เช่นนี้ถือเป็นโอกาสที่ควรให้ความสนใจและติดตามเป็นประจำ เพราะนั่นหมายถึงโอกาสใหม่ๆ สำหรับลูกหลานของเรา

ที่มา – เทศบาลเมืองลำตาเสา เดินหน้าส่งเสริมการศึกษา มอบทุนช่วยเหลือนักเรียน