ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

พิสิษฐ์ ยันไม่มีข่มขู่ สว.ถอนชื่อศาลรัฐธรรมนูญ

กรณีที่ ส.ว. จำนวน 136 คน ถูกลงชื่อเพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ หลังจากมีความเคลื่อนไหวด้านกฎหมายและการเมืองที่เกี่ยวข้องกับวุฒิสภา ล่าสุด นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ ส.ว. และโฆษกคณะกรรมการประสานงาน (วิป) วุฒิสภา ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ชี้แจงอย่างชัดเจนถึงข้อกล่าวหาที่ว่ามีการ ข่มขู่ ส.ว. ให้ถอนชื่อออกจากกรณีดังกล่าว

พิสิษฐ์ ยันไม่มีข่มขู่ สว.ถอนชื่อศาลรัฐธรรมนูญ

นายพิสิษฐ์เปิดเผยว่า กรณีที่มีข่าวลือเกี่ยวกับการ ข่มขู่ เพื่อให้ ส.ว. บางคนถอนชื่อออกจากรายชื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญนั้น ไม่เป็นความจริงเลย โดยยืนยันว่า ไม่มีการใช้ความรุนแรง ไม่มีการโทรศัพท์ข่มขู่ หรือแม้แต่การกระทำใด ๆ ที่เหมือนกับจะเป็นการจ่ายเงินเพื่อให้คนถอนชื่อ

“เราเป็น ส.ว. ที่ได้รับเลือกมาจากประชาชนกลุ่มอาชีพ และเชื่อมั่นว่าทุกคนมาโดยสุจริต จึงเชื่อว่าไม่มีใครจะไปข่มขู่หรือจ่ายเงินแน่นอน” นายพิสิษฐ์กล่าวอย่างมั่นใจ

ผู้ลงชื่อแสดงความเสียใจ พร้อมแจ้งความดำเนินคดี

ทั้งนี้ ส.ว. ที่อยู่ในรายชื่อกลุ่มที่ลงชื่อเสนอศาลรัฐธรรมนูญ ก็ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญของเรื่อง จึงจำเป็นต้องดำเนินการถอนชื่อ และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการสอบสวนในขั้นต่อไป

นอกจากนี้ สำหรับเรื่องที่มีการใช้ลายมือชื่อปลอมในการลงชื่อ มีการบันทึกประจำวันและแจ้งความดำเนินคดีแล้ว ซึ่งจะเป็นหน้าที่ของสำนักเลขาธิการวุฒิสภาในการจัดการตามกฎหมายต่อไป

เมื่อถูกถามว่า มีรายงานว่า มีการ ข่มขู่ หรือแสดงความไม่พอใจในที่ประชุมจนเกือบทำร้ายร่างกาย นายพิสิษฐ์กล่าวว่า: “โอ้ย เรื่องแบบนี้ไม่มีจริงๆ ไม่มีการทำร้ายร่างกาย เป็นสภาฯ ที่ไม่ได้ใช้กำลัง แต่ใช้ปัญญา คิดว่าไม่มีเหตุการณ์แบบนี้แน่นอน ส่วนคนที่กล่าวแบบนั้น อาจเป็นเรื่องส่วนตัวที่คิดเองเออเอง”

  • ไม่มีการใช้ความรุนแรงหรือข่มขู่ใด ๆ เพื่อให้ ส.ว. ถอนชื่อ
  • ความเคลื่อนไหวทั้งหมดดำเนินไปตามกฎหมายและนโยบายของสภา
  • กรณีมีลายมือชื่อปลอม ได้มีการแจ้งความจับและส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • ส.ว. ที่ยอมรับว่าเข้าใจผิด ได้ประกาศถอนชื่อตามกระบวนการที่ถูกต้องแล้ว

ความรุนแรงไม่ได้ก่อให้เกิดความสงบสุข ในขณะที่ความขัดแย้งทางการเมืองอาจมีให้เห็นบ่อยครั้ง การใช้วิจารณญาณ และความสุจริตในการทำงานของแต่ละบุคคลจึงเป็นหัวใจสำคัญในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

ที่มา – ‘พิสิษฐ์’ ยันไม่มีข่มขู่ สว.ถอนชื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญฟัน 136 สว.

พรรครวมฝ่ายค้านย้ำไม่เห็นด้วยใช้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินนามธรรม

พรรคประชาชน (ปชน.) ย้ำยืนยันอีกครั้งว่า ไม่เห็นด้วยกับการใช้ ศาลรัฐธรรมนูญ มาตัดสินเรื่องที่เป็นนามธรรม เช่น ประเด็นการผิดจริยธรรม หรือความซื่อสัตย์สุจริต เพราะถือว่าเรื่องดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจเกินกว่าที่องค์กรอิสระจะทำได้

ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินนามธรรม ปชน.มองเป็นปัญหา

ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน กล่าวว่า พรรค พรรครวมฝ่ายค้าน เห็นตรงกันว่าความซื่อสัตย์สุจริต และพฤติกรรมเชิงจริยธรรมนั้น มีความเป็นนามธรรมสูงและตีความแตกต่างกันในแต่ละบุคคล หากให้ศาลตัดสินเรื่องดังกล่าวจะทำให้ชะตากรรมของผู้นำประเทศขึ้นอยู่กับตุลาการเพียง 9 คน

เรียกร้องให้นายกฯ ลาออก หรือยุบสภา

“เราเรียกร้องตั้งแต่ต้นว่าเมื่อเกิดปัญหาครั้งนี้ สิ่งที่พึงกระทำคือความรับผิดชอบส่วนบุคคลจากนายกรัฐมนตรีเอง ทั้งด้วยการลาออก หรือการยุบสภาเพื่อให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินด้วยเสียงแทน” นายนปกรณ์วุฒิกล่าว

หากนายกรัฐมนตรียังยืนยันอยู่ในตำแหน่งต่อไป พรรคประชาชนมองว่าจะเกิดความล่าช้าในการแก้ไขปัญหา และระบบการเมืองรวมถึงรัฐสภาจะต้องลำบากมากขึ้น ขณะที่รัฐบาลยังต้องดำเนินงานภายใต้ความไม่แน่นอนจากผลคำตัดสินของศาล

ท่าทีรัฐบาลตอนนี้ คือปูทางเลือกตั้งใหม่?

การที่รัฐบาลยังไม่ยุบสภา แต่กลับมีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งผู้ว่าฯ จังหวัดต่างๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก พรรคประชาชนมองว่า นี่เป็นเรื่องปกติในการเมืองเชิงอำนาจ เพราะต้องเตรียมความพร้อมหากมีการเลือกตั้งใหม่ในอนาคต

  • หากนางสาวแพทองธารยังดำรงตำแหน่ง นายกฯ ต่อไป พรรคประชาชนจะเรียกร้องให้มีการชี้แจงผลการรับผิดชอบ
  • หากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ลาออก ก็ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ตามมา

แต่ทั้งนี้ หากมีการตัดสินแล้วรัฐบาลยังยืนหยัดขอเลื่อนเลือกตั้ง ก็แปลว่าไม่มีเจตนาแก้ไขปัญหา และจะกลายเป็นรัฐบาลที่บกพร่อง ตัดสินใจไม่ได้ และทำให้สภามีบทบาทน้อยลง

ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินเร็ว ช่วยลดความไม่ชัดเจน

พรรคประชาชนนำโดย นายปกรณ์วุฒิ เชื่อว่าหากศาลรัฐธรรมนูญมีความชัดเจนในการตัดสิน ก็จะช่วยลดความกระท่อนกระเท่านของระบบการเมือง และประชาชนจะมีความเชื่อมั่นสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม หากศาลยังตัดสินช้า อาจส่งผลให้สภามีบทบาทลดลง อีกทั้งการออกกฎหมายของรัฐบาลก็จะล่าช้า

ในตอนนี้ รัฐบาลที่เหลือเสียงบางและเสียงปริ่มน้ำ ต้องเผชิญกับความท้าทายจากการขับเคลื่อนงานของคณะรัฐมนตรี ซึ่งหากขาดการสนับสนุนจากฝ่ายนิติบัญญัติ ก็อาจจะไม่สามารถผลักดันนโยบายสำคัญผ่านไปได้เลย

ประเด็น “ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินนามธรรม” จึงเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาระบบการเมือง และพรรคประชาชนมองว่า ความซื่อสัตย์จริยธรรม ควรมีการประเมินจากความรับผิดชอบทางการเมือง มากกว่าการใช้อำนาจตุลาการ

หากประชาชนได้ตัดสินใจเลือกพรรคร่วมฝ่ายค้านเข้ามาบริหารประเทศ มากกว่าการให้ศาลตัดสินบทบาทของผู้นำ ก็จะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงในระบบการเมืองไทย

ที่มา – ‘‘พรรคประชาชน’ย้ำไม่เห็นด้วยใช้‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ตัดสินเรื่องนามธรรม

ทหารเขมรโวยเดือด! ไทยพาคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนตรวจเยี่ยม ‘ช่องอานม้า’

ทหารเขมรโวยเดือด! ไทยพาคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนตรวจเยี่ยม ‘ช่องอานม้า’ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568 กองบัญชาการกองทัพไทย โดยกรมข่าวทหาร ได้จัดนำคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (Interim Observer Team: IOT) จากประเทศสมาชิกอาเซียน 8 ประเทศ ได้แก่ บรูไน, มาเลเซีย, ลาว, อินโดนีเซีย, เมียนมา, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ และเวียดนาม รวมทั้งสิ้น 14 นาย เดินทางมายังพื้นที่ ช่องอานม้า อำเภอ น้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อตรวจสอบสถานการณ์รุกล้ำของฝ่ายกัมพูชารวมถึงผลกระทบต่อความมั่นคงและความไว้วางใจระหว่างประเทศ

ทหารเขมรโวยเดือด! ไทยพาคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนตรวจเยี่ยม ‘ช่องอานม้า’

คณะผู้สังเกตการณ์มี พลตรี ซัมซุล ริซัล บิน มูซา ผู้ช่วยทูตทหารมาเลเซียประจำประเทศไทย เป็นหัวหน้าคณะ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามรูปภาพสถานการณ์จริง หลังมีรายงานว่า กัมพูชารุกล้ำเข้ามาตัดลวดหนาม ซึ่งถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

ความเคลื่อนไหวของทหารกัมพูชา

ขณะที่คณะฯ กำลังเดินทางเข้าพื้นที่ มีทหารกัมพูชานายหนึ่งแสดงท่าทีไม่พอใจ ด้วยการกล่าวเสียงดัง และปฏิเสธไม่ให้คณะฯ เข้าไปสำรวจบริเวณโดยรอบอย่างเสรี อ้างว่า “มีจำนวนผู้ติดตามมากเกินไป” และสั่งให้จำกัดให้คณะฯ เข้าไปยังบริเวณ อนุสาวรีย์ตาอม เท่านั้น ส่วนเจ้าหน้าที่และสื่อมวลชนของไทยถูกห้ามให้เข้าใกล้

ทหารกัมพูชายังกล่าวอ้างเรื่องอธิปไตย และจะหาทางทำให้สถานการณ์แย่ลงตลอดเวลานาน อย่างไรก็ตาม ระบุชัดเจนว่าคณะจะเน้นฟังสรุปสถานการณ์จากฝ่ายทหารไทย และสังเกตกันยังภาพหลักฐานที่มี มากกว่าความเคลื่อนไหวด้านท่าทีจากฝั่งศัตรู

ทั้งนี้ การตรวจเยี่ยมครั้งนี้ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง คณะได้ตรวจสอบบริเวณโดยรอบซึ่งพบว่าได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ในอดีต จากการระเบิดและไฟไหม้ ส่วน อนุสาวรีย์ตาอม ยังคงเป็นจุดตรวจสำคัญตามแผน ซึ่งรัฐบาลไทยได้ชี้แจงว่า ภูมิภาคอีกฝั่งนั้นเคยใช้เป็นศูนย์อพยพของ UNHCR ก่อนจะเปลี่ยนแปลงเป็นคาสิโนในปัจจุบัน

  • ตรวจเยี่ยมพื้นที่ ช่องอานม้า โดยคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน
  • ทหารกัมพูชากีดขวางไม่ให้เข้าสำรวจ
  • คณะยืนยันให้ความสำคัญกับการรับฟังข้อมูลจากทหารไทย
  • พบความเสียหายในพื้นที่จากรุ่นก่อน

พื้นที่ ช่องอานม้า เป็นหนึ่งในพื้นที่ประเด็นร้อนที่เคยประสบเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายทหารไทย-กัมพูชา ในอดีต ปัจจุบันถูกควบคุมอย่างเข้มงวดโดยมีทหารฝั่งสองประเทศมาตรึงกำลังโดยปราศจากอาวุธ ตามข้อตกลงการหยุดยิงที่มีผลบังคับใช้อยู่ในขณะนี้

กรณีการตรวจเยี่ยมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความร่วมมือทางการทหารระหว่างสมาชิกอาเซียน พร้อมเปิดพื้นที่สำหรับการแสดงบทบาทของระบบกฎหมายและการระบุข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเพื่อบรรเทาความตึงเครียดภายใต้การประนีประนอม

ที่มา – ทหารเขมรโวยเดือด! ไทยพาคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนตรวจเยี่ยม ‘ช่องอานม้า’

สว.สำรอง เร่งกกต.สรุปคดีฮั้ว สว.โปร่งใส ส่งศาลฎีกา

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา คณะ สว.สำรอง นำโดย นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล, นายประดิษฐ์ พรหมจินดา, พ.อ.ไพบูลย์ พัสดร และ ดร.นำศักดิ์ อุทัยศรีสม พร้อมคณะ ได้เดินทางมายังศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ เพื่อแสดงพลังสนับสนุนและเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เร่งดำเนินการ สรุปสำนวนคดีฮั้ว สว.โปร่งใส เพื่อส่งศาลฎีกาภายในสัปดาห์นี้

สว.สำรอง จี้กกต.ส่งคดีฮั้ว สว.โปร่งใส ศาลฎีกา

คณะกรรมการสืบสวนไต่สวนกลางชุดที่ 26 ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจาก กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเออไอ) ได้ทำการสืบสวนสอบสวนและสรุปผลส่งถึงสำนักงานกกต.แล้วตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ภายหลังจากการดำเนินคดีเรื่องการทุจริตในการเลือกตั้ง สว.ระดับประเทศอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม นายอัครวัฒน์ ได้ระบุว่า แม้จะครบกำหนด 30 วันตามที่กกต.อ้างว่าต้องใช้เวลาตรวจสอบข้อมูล แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าจะยืดเวลาออกไปอีกนานเพียงใด

ข้อเรียกร้องจาก สว.สำรอง

“สืบสวนไต่สวนกลางชุดที่ 26 ทำงานมาอย่างเต็มประสิทธิภาพและมีความน่าเชื่อถือ ดังนั้นเราขอให้กกต.เร่งสรุปสำนวนคดีฮั้ว สว.โปร่งใส เพื่อส่งศาลฎีกาอย่างเร่งด่วนภายในสัปดาห์นี้ หากหลักฐานไม่เพียงพอให้ส่งเพิ่มในภายหลัง” นายอัครวัฒน์ กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีข่าวลือว่ามีกลุ่มบุคคลที่พยายามเข้าไปแทรกแซงหรือช่วยเหลือผู้เกี่ยวข้อง เพื่อชะลอเวลาและให้โอกาส สว.ชุดปัจจุบันในการเลือกประธานกกต.คนใหม่ ซึ่งจะเป็นการขัดขวางกระบวนการทำความโปร่งใส

ทั้งนี้ นายอัครวัฒน์ ยืนยันว่า สว.สำรอง จะต่อสู้อย่างเต็มที่ต่อคดีฮั้ว สว. เพราะหากปล่อยให้คดีล่าช้า ประชาชนจะต้องทนกับความไม่เป็นธรรม และการชักช้อนอย่างไม่มีขีดจำกัด

“หาก กกต.มีเจตนาที่จะเคลียร์ภาพให้ชัดเจน อย่างเรามาด้วยความบริสุทธิ์ เราขอยื่นมาตรา 157 จัดการกับข้าราชการผู้กระทำผิด เพราะมีตัวอย่างมากมายที่เข้าไปในคุกเพราะข้าวแดงจนได้กินข้าวขาวแทน”

“ขอเชิญชวนทุกฝ่ายโดยเฉพาะ กกต. ไปสาบานต่อประชาชน ณ พระธาตุวัดพระแก้ว ว่าการดำเนินงานที่ผ่านมาบริสุทธิ์ไม่มีอันแฝงใด ๆ ถ้าไม่มีความบริสุทธิ์ ก็อย่ามายุ่งกับแผ่นดินไทย” ประธานคณะ สว.สำรอง กล่าวทิ้งท้าย

เรื่องนี้ยังคงเป็นประเด็นที่ประชาชนและสื่อมวลชนให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด เนื่องจากความโปร่งใสในการเมืองเป็นหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตยไทย

หากคุณเห็นว่าคดีการเมืองควรมีความโปร่งใส อย่าลืมติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อเป็นพลังของความยุติธรรมในบ้านเมือง!

ที่มา – สว.สำรอง ท้ากกต.สาบานวัดพระแก้ว ทำคดีฮั้วสว.โปร่งใส จี้ เร่งสรุปสำนวน ส่งศาลฎีกา ในสัปดาห์นี้

เชิญชวนร่วมพิธีเทศน์มหาชาติเวสสันดรชาดก ประยุกต์ 2 ธรรมมาสน์ “มหาทานบารมี” ณ ศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค

ศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค อำเภอพระนครศรีอยุธยา มีกำหนดจัดพิธีเทศน์มหาชาติเวสสันดรชาดก ประยุกต์ 2 ธรรมมาสน์ เรื่อง “มหาทานบารมี” ซึ่งเป็นโอกาสอันทรงคุณค่าทางธรรมะที่พุทธศาสนิกชนทั่วไปสามารถเข้าร่วมฟังธรรมจากพระเถระผู้ทรงคุณวิทยาจำนวนมาก

เชิญชวนร่วมพิธีเทศน์มหาชาติเวสสันดรชาดก ประยุกต์ 2 ธรรมมาสน์ “มหาทานบารมี” ณ ศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค

ในการนี้ ทางศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์คได้เชิญพระเทพวชิรวาที วัดประยุรวงศาวาส วรวิหาร และพระมหาจารุวัฒน์ จรณธมฺโม วัดเวฬุวนาราม มาแสดงธรรมและเทศน์มหาชาติเวสสันดรชาดก โดยผ่านการประยุกต์ 2 ธรรมมาสน์ในหัวข้อ “มหาทานบารมี” เพื่อถ่ายทอดคุณธรรมและความเมตตาผ่านเรื่องราวจากพระราชาผู้ทรงบารมี

รายละเอียดกิจกรรม

กิจกรรมยังเปิดโอกาสให้ทุกท่านร่วมเป็นเจ้าภาพร่วมกัน พร้อมรับฟังเทศน์ในวันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม 2568 เวลา 13.30 – 15.30 น. ณ ชั้น 2 บริเวณข้างร้าน Sizzler ภายในศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค การเข้าร่วมในครั้งนี้ไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ และสามารถสำรองที่นั่งล่วงหน้าได้ทันที สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์ 035-801919 ต่อ 116

พิธีเทศน์มหาชาติเวสสันดรชาดกครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อปลูกฝังจิตใจที่มีเมตตาและเสริมสร้างปัญญาด้านคุณธรรมให้แก่ผู้ร่วมฟัง พร้อมส่งเสริมให้ทุกท่านได้สำนึกในคุณค่าแห่งการให้และการเสียสละตามรอยพระราชาผู้ทรงบารมี

  • วันที่จัดงาน: พฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม 2568
  • เวลา: 13.30 – 15.30 น.
  • สถานที่: ชั้น 2 ข้างร้าน Sizzler ศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค
  • การแสดงธรรมโดย: พระเทพวชิรวาที และพระมหาจารุวัฒน์ จรณธมฺโม
  • ค่าใช้จ่าย: ไม่มี
  • สอบถามเพิ่มเติม: 035-801919 ต่อ 116

พิธีเทศน์มหาชาติเวสสันดรชาดก ไม่ใช่เพียงการฟังธรรมเพื่อความรู้ แต่ยังเป็นโอกาสในการอบรมสั่งสอนใจให้สงบ มีจิตสำนึกในความดี และสานต่อวัฒนธรรมอันงดงามของชนชาติไทย ผ่านการเรียนรู้อย่างลึกซึ้งในมุมมองของพระพุทธศาสนา

หากคุณเป็นผู้ที่รักศีลธรรมและต้องการสร้างบุญในโอกาสพิเศษเช่นนี้ เชิญชวนให้มาเป็นส่วนหนึ่งของพิธีในวันที่เหมาะสมนี้ เพื่อให้ได้เพลิดเพลินไปกับความหมายดี ๆ และพลังแห่งบุญกุศลที่เกิดขึ้นร่วมกัน

ที่มา – เชิญชวนร่วมพิธีเทศน์มหาชาติเวสสันดรชาดก ประยุกต์ 2 ธรรมมาสน์ “มหาทานบารมี” ณ ศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค

Monomax ถ่ายทอดสดพรีเมียร์ลีกสุดเดือด สัปดาห์นี้มีบิ๊กแมตช์ 2 คู่

ถถ้าคุณเป็นแฟนบอลพรีเมียร์ลีกตัวยง บอกเลยว่าสุดสัปดาห์นี้คือสุดสัปดาห์ที่ต้องห้ามพลาดเด็ดขาด! เพราะระหว่างวันที่ 23 ถึง 26 สิงหาคม 2568 นี้ มีคิวแข่งขันฟุตบอล พรีเมียร์ลีก ที่บานปลายไปด้วยศึกคู่เดือด ทั้งลุ้นชัย ลุ้นคะแนน และบิ๊กแมตช์ฟอร์มยักษ์ใหญ่ 2 คู่ที่แฟนบอลรอคอยมานาน!

Monomax ถ่ายทอดสดพรีเมียร์ลีกอย่างจัดเต็ม!

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณต้องการชมการแข่งขันสดแบบแท้ 100% รับรองว่าไม่มีสะดุด ต้องเข้าแพลตฟอร์ม Monomax ที่เป็นเว็บไซต์ถ่ายทอดสดสปอร์ตแบบครบวงจร ซึ่งพร้อมสตรีมครบทุกแมตช์สำคัญในสุดสัปดาห์นี้แบบเต็มอรรถรส ทั้งภาพคมชัดและเสียงบรรยายคุณภาพสูง

บิ๊กแมตช์ 2 คู่ที่ห้ามพลาดเด็ดขาด

แน่นอนว่าในบรรดาโปรแกรมการแข่งขัน พรีเมียร์ลีก ในสุดสัปดาห์นี้ มีหลายแมตช์ที่น่าสนใจ แต่สองคู่นี้คือที่มาแรงสุดเรียกเสียงกรี๊ดแน่นอน

  • แมนเชสเตอร์ซิตี vs ทอตแนม ฮอตสเปอร์: ปะทะกันในเกมแห่งจุดเปลี่ยน เมื่อทีมแชมป์แชมป์เก่าต้องรับมือกับทีมที่มีศักยภาพตบเท้าขึ้นมาลุ้นท็อปโฟร์!
  • นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด vs ลิเวอร์พูล: ศึกระหว่าง 2 สโมสรภาคเหนือที่ยิ่งใหญ่ล้นหลาม ไม่มีคำว่าเบา เพราะนัดนี้ทั้ง “สาลิกาดง” และ “หงส์แดง” จ้องจ่าฝูงเป็นชัด!

ไฮไลท์แมตช์สำคัญอื่น ๆ ตลอดสุดสัปดาห์

รวมถึงดาร์บี้ลอนดันเปรี้ยงไฟกับคู่ “เวสต์แฮม ยูไนเต็ด vs เชลซี” หรือแมตช์คู่อื่น ๆ อย่าง

  • อาร์เซนอล vs ลีดส์ ยูไนเต็ด
  • ฟูแล่ม vs แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด
  • เบิร์นลีย์ vs ซันเดอร์แลนด์

เพราะว่าความสนุกและความเข้มข้นจากสนามหญ้าสนามฟุตบอลในอังกฤษ จะสามารถติดตามได้เน็ตตลอดทางผ่าน Monomax เท่านั้น!

ใครอยากได้ประสบการณ์การดูบอลที่แม่นยำ เต็มสปี๊ด และชมฟุตบอลได้ที่ไหน ตอนไหน เพียงแค่เปิดแอปในมือคุณ แนะนำเว็บไซต์ Monomax เว็บไซต์ “ครบ จัด เด็ด” ที่ บริการครบทุกทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลก พรีเมียร์ลีก เซเรียอา ลาลีกา และรายการอื่น ๆ อีกมากมายและโปรโมชั่นราคาแผนรายเดือนเพียง 299 บาท เท่านั้น

สรุป: ฟุตบอลสุดฤดูกาล ใกล้ตัวคุณได้ผ่านแพลตฟอร์ม Monomax เตรียมให้เป็นกับเกมดวลยักษ์และการแข่งขันครึ่งหลังของฤดูกาลที่กำลังจะจุดระเบิดความมันส์ในช่วงสุดสัปดาห์หน้า

ที่มา – “Monomax” ยิงสด “พรีเมียร์ลีก” สัปดาห์นี้สุดเดือด มีบิ๊กแมตช์ 2 คู่

‘จตุพร’ยืนยันเมียนมาปิดด่านแค่ซ่อมถนน ไม่ห้ามสินค้าไทย

ล่าสุด เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ออกมาชี้แจงกรณีมีข่าวว่า เมียนมาห้ามนำเข้าสินค้าจากไทย โดยยืนยันว่า การปิดด่านที่เกิดขึ้นจริงนั้น เป็นเพราะเหตุผลในการซ่อมถนนเท่านั้น และไม่ใช่การห้ามนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยแต่อย่างใด

‘จตุพร’ยืนยันเมียนมาปิดด่านแค่ซ่อมถนน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่าได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่แล้วว่าด่านในเมียนมาจะมีการปิดตัวเพียง 1-2 วัน เพื่อดำเนินการซ่อมแซมถนน ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นเป็นประจำในหลายพื้นที่ และไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการปิดกั้นหรือวางแผนจำกัดการนำเข้าสินค้าไทยอย่างถาวร

สถานการณ์ตลาดการค้าระหว่างไทยกับเมียนมา

การค้าของไทยกับเมียนมาเป็นความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น โดยมีสินค้าหลากหลายประเภทไหลผ่านด่าน เช่น ผลิตภัณฑ์อาหาร ยางพารา สินค้าอุตสาหกรรม และอื่น ๆ ความสับสนในครั้งนี้จึงส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในทั้งสองประเทศ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายเมียนมาได้ชี้แจงว่าการดำเนินการดังกล่าวมีเป้าหมายเพียงการซ่อมบำรุงถนนเส้นทางค้าขายหลักเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังเป็นที่น่าสังเกตว่า ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างการศึกษาข้อมูลและประสานงานกับหลายภาคส่วนในประเทศไทย เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับข้อตกลงการค้าที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นการแลกเปลี่ยนสินค้าเกษตร ซึ่งมีผู้ประกอบการบางกลุ่มกังวลเกี่ยวกับการเปิดตลาด

ความคืบหน้าข้อตกลงสินค้ากับสหรัฐฯ และตลาดภายใน

นอกจากความสัมพันธ์ทางการค้ากับเมียนมาแล้ว ทางการกระทรวงพาณิชย์ยังอยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียดของสินค้าตามข้อตกลงการเจรจาภาษีการค้ากับสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาลไทย

นายจตุพร กล่าวว่า ขณะนี้ทีมงานกำลังรวบรวมข้อมูลจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเกษตรกรและผู้ผลิต ซึ่งตอนนี้มีการหารืออย่างใกล้ชิดกับกลุ่มผู้ปลูกข้าวโพด กลุ่มผลิตน้ำมันปาล์ม และน้ำมันถั่วเหลือง เพื่อหาจุดร่วมระหว่างความต้องการภายในประเทศและข้อกำหนดระหว่างประเทศ

  • การซ่อมถนนในเมียนมาเป็นสาเหตุหลักของการปิดด่าน
  • ไม่มีการห้ามนำเข้าสินค้าจากไทยอย่างเป็นทางการ
  • กระทรวงพาณิชย์เตรียมความพร้อมในเรื่องข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ
  • ข้อมูลจากเกษตรกรและผู้ค้าอยู่ระหว่างการรวบรวมอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ทั้งนี้ยังไม่มีการระบุรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้าใดที่จะขึ้นโต๊ะเจรจาอย่างเป็นทางการ รวมถึงประเด็นด้านอาหารสัตว์ที่ยังอยู่ระหว่างการวิเคราะห์รายละเอียดจากกรมเจ้าของเรื่อง

บทสรุปและแนวทางข้างหน้า

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จึงนับเป็นอีกหนึ่งบททดสอบให้ผู้ประกอบการไทยได้ปรับตัว และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด การค้ากับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมานั้นมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานภายในภูมิภาค หากมีการสื่อสารที่ชัดเจนและโปร่งใส ก็จะช่วยลดความกังวลของผู้ประกอบการในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ทั้งนี้รัฐบาลก็ยังต้องดำเนินการประสานงานด้านความสัมพันธ์ทางการค้าอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะกับเมียนมา หรือพันธมิตรทางการค้ารายใหญ่ เช่น สหรัฐอเมริกา ซึ่งจะต้องมีการกำหนดกรอบใหม่ที่ตอบโจทย์ทั้งเศรษฐกิจไทยและความมั่นคงทางการค้า

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการควรเตรียมความพร้อมด้านการตลาดและการผลิต เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และถือโอกาสขยายตลาดไปยังพันธมิตรใหม่ ๆ อย่างเชี่ยวชาญ

ที่มา – ‘จตุพร’ยืนยันเมียนมาปิดด่าน ห้ามนำเข้าสินค้าไทย แค่ซ่อมถนน

ผู้นำฝ่ายค้านสภาผู้แทนราษฎรลงพื้นที่รับฟังปัญหาชายแดน

เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมคณะ ได้เดินทางไปยังพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ เพื่อเข้ารับฟังข้อมูล แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่ เพื่อ了解สถานการณ์ปัจจุบันของพื้นที่ที่มีความขัดแย้งทางชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะในบริเวณอำเภอพนมดงรัก ซึ่งเพิ่งประสบกับเหตุการณ์ปะทะที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 เวลาประมาณ 08.30 น. ซึ่งลูกกระสุน BM-21 ได้ตกในบริเวณ โรงพยาบาลพนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จนทำให้ต้องมีการอพยพผู้ป่วย และบุคลากรทางการแพทย์อย่างฉับพลัน

ผู้นำฝ่ายค้านสภาผู้แทนราษฎรลงพื้นที่รับฟังปัญหาชายแดน

ทั้งนี้ คณะผู้นำฝ่ายค้านได้รับการต้อนรับจาก นายชำนาญ ชื่นตา ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นอภ.พนมดงรัก ปชส.จังหวัดสุรินทร์ เจ้าหน้าที่บุคลากรแพทย์ พยาบาล และหน่วยงานราชการท้องถิ่น ณ โรงพยาบาลพนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งได้ถูกกำหนดให้เป็นโรงพยาบาลสนาม ด้านวัตถุประสงค์คือการสำรวจความเสียหายทางชีวภาพและวัตถุที่เกิดจากการปะทะ รวมถึงวางแผนแนวทางการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

ผู้นำฝ่ายค้านลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหาย

จากนั้นคณะยังได้เดินทางไปยังศาลาประชาคมบ้านเกษตรสมบูรณ์ ตำบลบักได อ.พนมดงรัก เพื่อรับฟังปัญหาสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา จากประชาชนโดยตรง อีกทั้งยังชี้แจงแนวทางการแก้ไขปัญหา รวมถึงมาตรการเยียวยาที่จะดำเนินการกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว

สถานการณ์ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

จังหวัดสุรินทร์มีทั้งหมด 17 อำเภอ โดยมีประชากรกว่า 1.36 ล้านคน ในจำนวนนี้ ทั้ง 5 อำเภอ ได้แก่ อ.พนมดงรัก อ.กาบเชิง อ.บัวเชด อ.สังขะ และ อ.ปราสาท ถูกกระทบจากเหตุการณ์ปะทะ โดยมีทั้งสิ้น 25 ตำบลบ้านหมู่ 296 หมู่บ้าน ประชากรได้รับผลกระทบรวมทั้งสิ้น 188,826 คน ภายในนี้มีการอพยพเข้าสู่ศูนย์พักพิงชั่วคราวในพื้นที่ 154 แห่ง ซึ่งมีจำนวนผู้อพยพรวม 55,898 คน และอีก 49,572 คน อาศัยอยู่กับญาติพี่น้อง ส่งผลให้ผู้อพยพทั้งหมดมีจำนวน 105,470 คน

  • จำนวนผู้บาดเจ็บ: 10 ราย
  • จำนวนผู้เสียชีวิต: 7 ราย
  • บ้านเรือนเสียหาย: 101 หลัง
  • วัดเสียหาย: 3 แห่ง
  • โรงพยาบาล: 1 แห่ง
  • สัตว์เลี้ยงล้มตาย: 641 ตัว
  • พื้นที่เกษตร: เสียหายอย่างหนักในพื้นที่ 5 อำเภอ
  • สาธารณูปโภค: แผงโซลาร์เซลล์ ถนนหลายสายอยู่ระหว่างตรวจสอบ

การลงพื้นที่ครั้งนี้ของผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ถือเป็นการแสดงความใส่ใจต่อปัญหาเชิงรุก โดยมุ่งเน้นการฟังความเสียหายของประชาชนและการเข้าไปจัดหาวิธีการแก้ปัญหาที่สอดคล้องกับความเป็นจริงของพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิดจากภาครัฐ

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน ลองติดตามข่าวสารอัปเดตอย่างสม่ำเสมอ หรือรายงานข้อความความเสียหายของคุณเพื่อช่วยให้ภาครัฐได้นำไปประเมินและวางแผนเยียวยาอย่างเหมาะสมต่อไป

ที่มา – ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ลงพื้นที่รับฟังข้อมูลแลกเปลี่ยนความคิดเห็นปัญหาสถานการณ์ชายแดน

ม.อ.เปิดเวที “นวัตกรรมการเกษตรยั่งยืน” ครั้งที่ 2

เมื่อเร็ว ๆ นี้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ได้เปิดเวที “นวัตกรรมการเกษตรยั่งยืน” ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 14 – 15 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์ประชุมนาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี โดยมีศาสตราจารย์ ดร.สนิท อักษรแก้ว นายกสภามหาวิทยาลัย เป็นประธานเปิดงานอย่างเป็นทางการ และได้ร่วมบรรยายพิเศษในหัวข้อ “ประเทศไทยกับความมั่นคงทางอาหาร: ความท้าทายของวิกฤตโลก” ซึ่งถือเป็นกิจกรรมที่รวบรวมนักวิชาการ นักวิจัย ผู้ประกอบการ และเกษตรกรจากทั่วประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับการพัฒนานวัตกรรมการเกษตรอย่างยั่งยืน

นวัตกรรมการเกษตรยั่งยืนคืออนาคตของเกษตรไทย

การจัดเวที นวัตกรรมการเกษตรยั่งยืน ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษา ภาคเอกชน และเกษตรกรในระดับพื้นที่ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการ ต่อยอดการวิจัย และผลักดันนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การพัฒนาเกษตรอย่างยั่งยืน โดยมีกิจกรรมหลักหลากหลายรูปแบบ ทั้งการประชุมวิชาการ การเสวนาเฉพาะกลุ่ม การประกวดผลไม้ การสาธิตนวัตกรรมต่าง ๆ และการจัดนิทรรศการจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน

กิจกรรมที่น่าสนใจในงานเวที

  • การประชุมวิชาการนวัตกรรมเกษตรและทรัพยากรธรรมชาติ ครั้งที่ 4
  • การเสวนาวาริชศาสตร์และสัตวศาสตร์
  • การประกวดผลไม้ไทย เช่น ทุเรียน ส้มโอ จำปาดะ และเทศกาลไก่เบขลา
  • นิทรรศการสินค้าเกษตรจากท้องถิ่น พร้อมกิจกรรมสาธิตนวัตกรรม

นอกจากนี้ งานเวทียังเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมได้นำเสนอผลงานทางวิชาการในรูปแบบการบรรยายและโปสเตอร์ แลกเปลี่ยนแนวคิดสร้างสรรค์ และร่วมกันต่อยอดแนวทางการพัฒนาระบบการเกษตรของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ การจัดงานในครั้งนี้ยังสอดคล้องกับการจัดงานเกษตรภาคใต้ ครั้งที่ 31 ภายใต้ชื่องาน “เกษตรยุคใหม่ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม” ซึ่งเน้นการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับ “นวัตกรรมการเกษตรยั่งยืน” ในแง่ของเทคโนโลยีและสารสนเทศที่ตอบโจทย์ทั้งเศรษฐกิจและความยั่งยืน

ขับเคลื่อนการเกษตรสู่ความยั่งยืนด้วยเทคโนโลยี

งานเวที “นวัตกรรมการเกษตรยั่งยืน” ไม่ได้อยู่แค่ในระดับการเรียนรู้ทางวิชาการเท่านั้น แต่ยังช่วยกระตุ้นโอกาสในการสร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะในเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสนับสนุนจากภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาให้เข้าไปสนับสนุนเกษตรกร และนักวิจัยท้องถิ่นให้สามารถพัฒนานวัตกรรมเป็นของตนเอง รวมถึงต่อยอดเป็นโมเดลที่สามารถนำไปขยายผลในระดับชุมชนและจังหวัดได้อย่างแท้จริง

กิจกรรมในวันสุดท้ายของงานยังมีการแสดงและจำหน่ายสินค้าเกษตรโดยชุมชนผู้ผลิต ผลิตภัณฑ์จากนวัตกรรม รวมไปถึงการเดินสายเชื่อมโยงเครือข่ายผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในห่วงโซ่การผลิตและผู้บริโภค จากทุกระดับ ซึ่งถือเป็นการบูรณาการแนวคิด นวัตกรรมการเกษตรยั่งยืน ให้เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันของคนทำเกษตรทั่วประเทศ

เวทีที่เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนสามารถแสดงศักยภาพ และร่วมกันออกแบบอนาคตของเกษตรไทยในระยะยาว ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการเดินหน้าพัฒนาระบบเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ และยั่งยืนอย่างแท้จริงในศตวรรษที่ 21

หากคุณเป็นผู้สนใจพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรที่ยั่งยืน งานเช่นนี้เป็นโอกาสสำคัญในการเรียนรู้และสร้างเครือข่ายกับทีมงานมืออาชีพและผู้เชี่ยวชาญชั้นนำ!

ที่มา – ม.อ.เปิดเวที “นวัตกรรมการเกษตรยั่งยืน” ครั้งที่ 2 ผลักดันนวัตกรรมเกษตรสู่ความยั่งยืน

มวลชนแห่หนุน“สุพิศ พิทักษ์ธรรม”สู้ศึกดราม่าเงินกู้ 2,000 ล้าน

ล่าสุดที่องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สงขลา เกิดปรากฏการณ์ที่น่าสนใจเมื่อ มวลชนแห่หนุน“สุพิศ พิทักษ์ธรรม” ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์แรงข้นจากโซเชียลมีเดีย เกี่ยวกับโครงการกู้เงินวงเงิน 2,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการซ่อมแซมและสร้างถนนทั่วทั้งจังหวัดสงขลา โดยโครงการดังกล่าวเป็นประเด็นที่สร้างความขัดแย้งในสังคมอย่างมาก หลายคนตั้งข้อสังเกตถึงความโปร่งใส ความจำเป็น และผลกระทบต่อการบริหารจัดการทางการเงิน

มวลชนแห่หนุน“สุพิศ พิทักษ์ธรรม” ยืนยันทำเพื่อประชาชน

นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม นายก อบจ.สงขลา ได้เผชิญหน้ากับกระแสวิจารณ์อย่างจริงจัง พร้อมกับปัดข่าวลือต่างๆ โดยตอบโต้ว่า “บางคนอาจมองว่าเราจ้างคนมามาสร้างภาพ แต่ความจริงคือประชาชนเป็นห่วงบ้านเมือง” การแสดงพลังนี้ของประชาชนหลายร้อยคนนั้นสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในตัวผู้บริหารชุดนี้

พร้อมกันนี้ เขายังกล่าวตอกย้ำว่า ตนไม่ได้กังวลกับการถูกโจมตีออนไลน์ เพราะเลือกที่จะมุ่งมั่นทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง “เราเลือกที่จะไม่ต่อสู้ด้วยการโต้ตอบในโซเชียล แต่เราเลือกใช้เวลาไปกับการทำงานเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริง”

โครงการกู้ 2,000 ล้านบาท เป็นมติร่วม พร้อมใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด

เพื่อคลายข้อสงสัยของสาธารณชน นายสุพิศได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า การดำเนินการกู้เงินวงเงิน 2,000 ล้านบาทนั้น ไม่ใช่การตัดสินใจเพียงฝ่ายเดียว แต่เกิดจาก มติร่วมของคณะผู้บริหารและสมาชิกสภา อบจ. ซึ่งเป็นการพิจารณาอย่างรอบคอบจากเสียงสะท้อนของประชาชนที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่า “ถนนในหลายพื้นที่ใกล้ถึงจุดพังทลาย และไม่สามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัย”

  • โครงการพิจารณาตามกฎหมายและระเบียบการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด
  • มีความโปร่งใสในการดำเนินงาน
  • มีหน่วยงานกำกับดูแลในทุกขั้นตอน
  • ไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางการคลัง

“หากใครมีข้อสงสัย เราพร้อมให้ตรวจสอบ เพราะนี่คือเรื่องของประชาชน เราทำทุกอย่างเพื่อประชาชน ไม่มีเรื่องส่วนตัวใด ๆ ปนอยู่” เขาให้สัมภาษณ์ไว้อย่างแน่วแน่

เตรียมเปิดสอบจากหน่วยงานภายนอก

เพื่อยืนยันความโปร่งใสและเป็นธรรม เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ภาค 9 และ ผู้อำนวยการ ป.ป.ช. จังหวัดสงขลา จะเข้าตรวจสอบโครงการกู้เงินดังกล่าวอย่างละเอียด เพื่อยืนยันว่าทุกขั้นตอนถูกดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และไม่มีผลเสียต่อการบริหารจัดการทางการเงินขององค์กร

นอกจากนี้ นายสุพิศยังทิ้งท้ายด้วยคำพูดเข้มข้นว่า “อย่ากังวล ประเทศไทยมีกลไกตรวจสอบ หากผมโกงจริง ป.ป.ช., ป.ป.ง., สตง. ก็เล่นงานผมได้ แต่การสกัดกั้นไม่ให้ทำงานเพื่อประชาชน นั่นไม่ใช่วิถีทางประชาธิปไตย”

การเมืองคือการแก้ปัญหา ไม่ใช่การต่อสู้ด้วยข่าวดราม่า การรับฟังและตรวจสอบเป็นสองด้านที่ควรเดินควบคู่กันเสมอ หากทุกฝ่ายให้เกียรติและเคารพเสียงของประชาชน มั่นใจว่าสังคมไทยจะเดินไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – มวลชนแห่หนุน“สุพิศ พิทักษ์ธรรม”สู้ศึกดราม่าเงินกู้ 2,000 ล้านลั่นทำเพื่อประชาชน ไม่หวั่นถูกโจมตี