ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

‘ภูมิธรรม’ลั่นฟ้องแพ่ง-อาญา‘ผู้นำเขมร’ เจอตัวในไทยจับทันที

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 18 สิงหาคม ที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกฯ เป็นประธานการประชุมสมช. โดยมี นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะรักษาราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง

‘ภูมิธรรม’ลั่นฟ้องแพ่ง-อาญา‘ผู้นำเขมร’ เจอตัวในไทยจับทันที

หลังการประชุมเมื่อเวลา 18.00 น. นายภูมิธรรม แถลงว่า รัฐบาลเตรียมฟ้องร้องกัมพูชา และโดยเฉพาะผู้นำระดับสูงของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งประเด็นนี้อยู่ในพิจารณาของฝ่ายกฎหมายแล้ว และขณะนี้ได้มอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) รับผิดชอบเรื่องนี้

แผนดำเนินคดี

สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มอบหมายให้กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 ทำหน้าที่เป็นศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์จากประชาชน และหน่วยราชการต่าง ๆ โดยเรื่องที่เกี่ยวข้องจะถูกส่งไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการฟ้องร้องต่อไป ทั้งหมดนี้เป็นการฟ้องภายในประเทศเท่านั้น เนื่องจากเหตุการณ์กระทบต่อความมั่นคงและทรัพย์สินของประชาชนไทยโดยตรง

“เราไม่ได้ไปฟ้องในสำนักงานกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะไม่ได้อยู่ในขอบเขตอำนาจที่เราครอบคลุม จึงยังไม่ได้ดำเนินการในระดับนั้น” นายภูมิธรรมอธิบาย

ทนายความแผ่นดินจากอัยการสูงสุดจะเป็นผู้ดำเนินคดีแทนประชาชน และตำรวจจะทำหน้าที่รวบรวมหลักฐาน เอกสารต่าง ๆ และสอบสวนข้อมูล ซึ่งศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ก็ยังคงดำเนินการเช่นเดิมโดยยังไม่มีการยุบในตอนนี้

หากผู้ถูกกล่าวหาเดินทางเข้ามาในไทยจะเกิดอะไรขึ้น?

สำหรับกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาเดินทางเข้ามาในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น สมเด็จฮุน เซน หรือ นายฮุน มาเนต นายกฯ กัมพูชา นั้น นายภูมิธรรมระบุว่า เป็นคดีประเภทฝากขัง ซึ่งหากพบร่างกายในพื้นที่ไทย ก็จะถูกจับกุมทันที ตามกฎหมายและขั้นตอนที่กำหนด

“ถ้าเขาเข้ามาในประเทศ เมื่อไหร่เจอเมื่อนั้นก็จับ” รองนายกฯ กล่าวด้วยน้ำเสียงแน่วแน่

  • ข้อหาอาจครอบคลุมทั้งอาญาและแพ่ง
  • เน้นดำเนินคดีภายในประเทศเพื่อความรวดเร็ว
  • ยังไม่มีมติยุบศูนย์เฉพาะกิจชายแดน
  • ตร.และอัยการสูงสุดเป็นผู้นำเรื่องหลักฐาน

ด้านเรื่องการสืบเส้นทางการเงินของกลุ่มผู้นำกัมพูชานั้น ยังอยู่ระหว่างพิจารณา และนายภูมิธรรมกล่าวว่า ไม่ควรเปิดเผยมากเกินไปในขั้นนี้ เพราะอาจทำให้เป้าหมายการสืบสวนเปลี่ยนแปลงไปได้

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายเรื่องเงินเยียวยาชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) อาจเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในวันที่ 19 ส.ค.นี้ แต่รายละเอียดยังไม่ชัดเจนจนกว่าจะมีการแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ

เหตุการณ์ล่าสุดสะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลไทยไม่ได้ประมาทต่อสถานการณ์ในพรมแดน และพร้อมปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ไม่ว่าจะด้วยทางกฎหมายหรือการบริหารจัดการความมั่นคงภายในประเทศ

หากคุณอยากรู้ว่าข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเมืองไทยจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางใด ติดตามข่าวการเมืองไทยได้ที่นี่ทุกวัน

ที่มา – ‘ภูมิธรรม’ลั่นฟ้องแพ่ง-อาญา‘ผู้นำเขมร’ เจอตัวในไทยจับทันที

ธอส.สานต่อ คุณสู้ เราช่วย เฟส 2 ขยายเวลาลงทะเบียน

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เดินหน้าสานต่อโครงการคุณสู้ เราช่วย เฟส 2 โดยได้ปรับเงื่อนไขให้ลูกค้าสามารถเข้าร่วมได้ครอบคลุมมากขึ้น พร้อมขยายระยะเวลาลงทะเบียนจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2568 หลังจากที่มีลูกค้าเข้าร่วมเฟสแรกไปแล้วกว่า 97,000 ราย โครงการนี้ถือเป็นเครื่องมือช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา

คุณสู้ เราช่วย เฟส 2 ตอบโจทย์ “ลูกหนี้ดี”

ทั้งนี้ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ได้วางเป้าหมายเพื่อสนับสนุนผู้ที่มีรายได้ลดลง แต่ยังมีเจตนาดีในการชำระหนี้ โดยเฉพาะผู้ที่มีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 5 ล้านบาท และทำสัญญาก่อนวันที่ 1 มกราคม 2567 มาร่วมโครงการคุณสู้ เราช่วย เฟส 2 เพื่อรับสิทธิประโยชน์จากโครงสร้างหนี้ที่เป็นธรรม

โครงการคุณสู้ เราช่วย เฟส 2 มุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายที่มีประวัติการค้างชำระไม่เกิน 30 วัน หรือเคยมีหนี้ค้างชำระตั้งแต่ 1 มกราคม 2565 รวมถึงผู้ที่เคยปรับโครงสร้างหนี้มาก่อน และยังมีรายที่หนี้ค้างเกิน 365 วัน ซึ่งถือว่ามีความจำเป็นในการฟื้นสภาพการเงิน อย่างไรก็ตาม ผู้ลงทะเบียนจะต้องไม่มีการก่อหนี้ใหม่ในช่วงเวลา 12 เดือนแรก ยกเว้นกรณีฉุกเฉินเท่านั้น เช่น ภัยพิบัติธรรมชาติ หรือค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมบ้าน

ลงทะเบียนได้ง่าย ผ่านหลากหลายช่องทาง

ด้วยจุดประสงค์เพื่อขยายโอกาสให้ลูกค้าได้เข้าถึงสิทธิประโยชน์มากยิ่งขึ้น ธอส. กำหนดให้การลงทะเบียนคุณสู้ เราช่วย เฟส 2 สามารถทำได้ง่าย ๆ ผ่านหลายช่องทาง ทั้งเว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทย www.bot.or.th/Khunsoo รวมถึงแอปพลิเคชัน GHB ALL GEN และ GHB ALL BFRIEND เพื่อความสะดวกในการใช้งานของลูกค้าในยุคดิจิทัล

  • ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ www.bot.or.th/Khunsoo
  • แอปพลิเคชัน GHB ALL GEN
  • แอปพลิเคชัน GHB ALL BFRIEND

ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สาขาของ ธอส. ทั่วประเทศ หรือติดต่อผ่านช่องทาง Call Center ที่หมายเลข 0-2645-9000 รวมถึงติดตามข่าวสารอัปเดตผ่าน Facebook Fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และ Application: GHB ALL GEN รวมถึงเว็บไซต์ www.ghbank.co.th

โครงการคุณสู้ เราช่วย เฟส 2 ไม่เพียงแค่เป็นการช่วยเหลือทางการเงิน แต่ยังสะท้อนถึงแนวทางวางตัวของธนาคารที่มุ่งเน้น “ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง” และ “ความยั่งยืนทางสังคม” เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับทุกกลุ่มในสังคมไทย

ที่มา – ธอส.สานต่อ คุณสู้ เearch่วย เฟส 2 ขยายเวลาลงทะเบียน ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางมากขึ้น

พาณิชย์จับมือภาคเอกชน ส่งเสริมสินค้ารักษ์โลก ขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ

กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับภาคเอกชนร่วมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่มีแนวคิดเกี่ยวกับสินค้ารักษ์โลกได้ขยายตลาดในประเทศและต่างประเทศ ผ่านงาน “Thailand Local SDGs Plus Expo 2025” ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 – 24 สิงหาคม 2568 ที่ Hall 7 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

พาณิชย์จับมือภาคเอกชน ส่งเสริมสินค้ารักษ์โลก ขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ

แนวคิดของงานในครั้งนี้คือ “PLUS WITH POWER: ชีวิตดี โลกดี เศรษฐกิจดี” ซึ่งเน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืนใน 3 มิติหลัก คือ สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม โดยกระทรวงพาณิชย์ได้คัดเลือกสินค้า SDGs จากทั่วประเทศรวมกว่า 200 บูธ มากกว่า 1,000 รายการ แบ่งเป็น 6 กลุ่มสินค้า ได้แก่

  • กลุ่มอาหาร เช่น อาหารแช่แข็ง ข้าว ผัก-ผลไม้แปรรูป
  • กลุ่มเครื่องดื่ม
  • กลุ่มเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ
  • กลุ่มของขวัญของชำร่วย
  • กลุ่มเครื่องใช้ภายในบ้านและของตกแต่งบ้านจากวัสดุธรรมชาติหรือรีไซเคิล
  • กลุ่มสินค้าสุขภาพและเครื่องสำอาง

โอกาสทางธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ

ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงานจะได้รับโอกาสในการเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) และนำเสนอสินค้า (Business Pitching) ต่อผู้ซื้อ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะสนับสนุนการส่งออกผ่าน E-Catalog และความร่วมมือของเครือข่ายทูตพาณิชย์ระดับโลก การดำเนินการในครั้งนี้คาดว่าจะสร้างยอดการเจรจาทางการค้ารวมมูลค่าไม่ต่ำกว่า 600 ล้านบาท

นอกจากนี้ งาน “Thailand Local SDGs Plus Expo 2025” ยังเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปได้เรียนรู้แนวโน้มด้านนวัตกรรมและการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงความยั่งยืนด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังมีเวทีเสวนาและเวิร์คช็อป DIY เพื่อสร้างโอกาสในการมีส่วนร่วมของทุกคน

“สินค้ารักษ์โลกไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์ชั่วคราว แต่เป็นอนาคตของเศรษฐกิจโลก ขอเชิญชวนทุกคนมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในงาน Thailand Local SDGs Plus Expo 2025”

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดตามได้ที่ Facebook : Local SDGs+ หรือเว็บไซต์กระทรวงพาณิชย์ในหัวข้อ MOC Event

ที่มา – พาณิชย์ จับมือภาคเอกชน ส่งเสริมสินค้ารักษ์โลก ขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ

ไทยเตรียมยื่นหลักฐานร้องเวทีอนุสัญญาออตตาวา 22 ส.ค.

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายมาริษ เสงี่ยมพงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วยผู้ช่วยรัฐมนตรีการต่างประเทศ กองทัพบก และกระทรวงมหาดไทย ได้เชิญคณะทูตจากประเทศสมาชิกอาเซียน รัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา องค์กรภาคประชาสังคมเก็บกู้ทุ่นระเบิด และสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศ ลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อแสดงหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับการลอบวางทุ่นระเบิดของกัมพูชาภายในดินแดนของไทย

ไทยเตรียมยื่นหลักฐานร้องเวทีอนุสัญญาออตตาวา 22 ส.ค.

หลักฐานที่นำเสนอประกอบด้วยสภาพความเสียหายอย่างรุนแรงจากการโจมตีแบบไม่เลือกเป้าหมายของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งฝ่ายไทยระบุว่ามีการใช้ทุ่นระเบิดจำนวนหนึ่งยังไม่ได้ติดตั้ง และบางส่วนถูกติดตั้งแล้ว ส่งผลให้มีการบาดเจ็บสาหัสแก่ทหารไทย รวมถึงมีการนำชิ้นส่วนของท่อระเบิดที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุมาแสดงเพื่อยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ไม่ได้จัดฉากขึ้นมา

การประชุมอนุสัญญาออตตาวารอบใหม่ประจำเดือนสิงหาคม

ภายใต้กรอบของการปฏิบัติตามพันธกรณีตาม อนุสัญญาออตตาวา ประเทศไทยได้เดินหน้าประท้วงต่อกัมพูชาในทุกระดับ ตั้งแต่สอบถามทางการทูตของกัมพูชาโดยตรง ไปจนถึงการส่งประโยค protest ไปยังประธานอาเซียนที่ประเทศมาเลเซีย และเอกอัครราชทูตไทยประจำสหประชาชาติที่นครเจนีวาและนครนิวยอร์ก เพื่อขับเคลื่อนให้มีการยุติการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

ล่าสุด เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคมที่ผ่านมา เอกอัครราชทูตและผู้แทนถาวรไทยประจำนครเจนีวา ได้เข้าร่วมประชุมเพื่อหารือเกี่ยวกับการละเมิดที่เกิดขึ้นของกัมพูชาต่อ อนุสัญญาออตตาวา ซึ่งตามกำหนดการ จะมีการประชุมครั้งถัดไปในวันที่ 22 สิงหาคม โดยประเทศไทยจะใช้เวทีครั้งนี้นำเสนอ หลักฐานทางเทคนิค ภาพถ่าย ตลอดจนคำให้การของพยาน ต่อสาธารณชนระหว่างประเทศ พร้อมกันนี้ยังเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกที่ยังมีการใช้งานวัตถุระเบิดคลาสตริกจำนำมาร่วมพิจารณาและดำเนินการอย่างจริงจัง

  • สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด
  • การประชุมเวทีอนุสัญญาออตตาวาครั้งใหม่จะเป็นโอกาสสำคัญในการเคลื่อนไหวของไทย
  • ประชาชนควรติดตามและเข้าใจบริบทของปัญหาอย่างชัดเจนเพื่อการสื่อสารภายนอกที่แม่นยำ

ทั้งนี้ กรณีที่องค์การ CMAA (អង្គការជាតិកំណត់វត្ថុប្រឆាំងកម្ពុជា) ออกมาแถลงว่าให้ความสำคัญกับความมุ่งหวังเกี่ยวกับ “มนุษยธรรม” นั้น ถูกมองว่าเป็นการกลับไปให้คำพูดที่แย้งกัน หากเทียบกับข้อมูลที่คณะกรรมการดังกล่าวแพร่ไปก่อนหน้านี้ ซึ่งไม่มีการระบุอย่างชัดเจนเกี่ยวกับพื้นที่ถูกต้องตามชายแดนแต่มีการ “โครงราด” ให้กับการปฏิบัติตามมาตรา 6 ของการประชุมรัฐภาคี ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการควบคุมและกำจัดวัตถุต้องห้ามยังคงใช้

นายมาริษฯ และทีมผู้บริหารกระทรวงการต่างประเทศจึงเชื่อว่า การจัดการนำเสนอ หลักฐานเชิงประจักษ์ ที่ครบถ้วนและสร้างความน่าเชื่อถือแก่ประชาคมสากล จะกระตุ้นให้มีการปฏิบัติตามข้อตกลงของกัมพูชาได้อย่างจริงจังมากขึ้น

ติดตามสถานการณ์การใช้บกพร่องของเวทีฯ รอบใหม่ในวันที่ 22 สิงหาคม นี้ เราเชื่อว่าก้าวเล็ก ๆ ของไทยอาจเป็นแรงผลักใหญ่ ๆ ต่อความยุติธรรมในอนาคต

ที่มา – ไทยเตรียมยื่นหลักฐานร้องเวทีอนุสัญญาออตตาวา 22 ส.ค.

จีนออกวีซ่าใหม่ดึงผู้เชี่ยวชาญวิทย์-เทคโนโลยี

จีนเตรียมเปิดตัววีซ่าประเภทใหม่ที่มุ่งหวังให้ดึงดูดผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมกลยุทธ์การพัฒนาแรงงานรุ่นใหม่ของประเทศ

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ได้ลงนามในกฤษฎีกาเพื่อประกาศการปรับปรุงกฎระเบียบเกี่ยวกับการบริหารจัดการการเข้าออกของชาวต่างชาติ โดยมีการเปิดตัว “วีซ่า K” ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568

จีนออกวีซ่าใหม่ดึงผู้เชี่ยวชาญวิทย์-เทคโนโลยี

วีซ่า K ถูกออกแบบมาเพื่อให้ความสะดวกสบายมากขึ้นเมื่อเทียบกับวีซ่าแบบเดิมทั้ง 12 ประเภท โดยเฉพาะในแง่ของระยะเวลาที่สามารถใช้ได้ จำนวนครั้งที่เข้าประเทศ และระยะเวลาพำนัก

คุณสมบัติและข้อดีของวีซ่า K

ผู้สมัครวีซ่า K จะต้องมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่หน่วยงานของจีนกำหนด ซึ่งรวมถึงอายุ ประวัติการศึกษา และประสบการณ์การทำงานในสาขาที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม ผู้สมัครไม่จำเป็นต้องมีคำเชิญจากบริษัทหรือองค์กรในจีน

ขั้นตอนการสมัครวีซ่า K ถูกออกแบบให้ง่ายและรวดเร็วมากขึ้น เพื่อสนับสนุนการแลกเปลี่ยนเชิงวิชาการในหลากหลายด้าน เช่น การศึกษา วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมไปถึงกิจกรรมทางธุรกิจ

  • อายุการใช้งานยาวนานกว่า
  • เข้าประเทศได้หลายครั้งภายในระยะเวลาที่กำหนด
  • ขั้นตอนการสมัครสะดวกและไม่ต้องมีผู้รับเชิญ
  • เหมาะกับผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

การออกวีซ่าประเภทนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของจีนที่จะดึงดูดแรงงานที่มีทักษะสูงจากทั่วโลก และเสริมสร้างความร่วมมือทางวิชาการและเทคโนโลยีในระดับนานาชาติ

หากคุณเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยี การเปิดโอกาสเช่นนี้อาจเป็นโอกาสทองในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาจีนในศตวรรษที่ 21

ที่มา – จีนเตรียมออกวีซ่าประเภทใหม่ หวังดึงดูดผู้เชี่ยวชาญสายวิทย์-เทคโนโลยี

ไฟเขียวเอกสารฉบับสมบูรณ์ ชง ‘แหล่งอนุสรณ์สถานเชียงใหม่ฯ’ ขึ้นทะเบียนมรดกโลก

ครั้งประวัติศาสตร์หนึ่งสำหรับจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อคณะอนุกรรมการมรดกโลกทางวัฒนธรรม ครั้งที่ 2/2568 มีมติเห็นชอบเอกสารนำเสนอขึ้นทะเบียนมรดกโลกของแหล่งอนุสรณ์สถานและภูมิทัศน์วัฒนธรรมเชียงใหม่ นครหลวงล้านนา ฉบับสมบูรณ์ (Nomination dossier) อย่างเป็นทางการ ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนความพยายามในการเสนอชื่อแหล่งอนุสรณ์สถานเชียงใหม่ขึ้นทะเบียนมรดกโลกยูเนสโก ภายใต้การนำขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ที่ได้รับมอบหมายจากจังหวัดให้เป็นเจ้าภาพในการดำเนินงานนี้

แหล่งอนุสรณ์สถานเชียงใหม่ ก้าวสำคัญสู่ยูเนสโก

ที่ประชุมมีมติเห็นชอบโดยเอกฉันท์ หลังจากที่จังหวัดเชียงใหม่ได้เตรียมเอกสารอย่างละเอียดรอบคอบและครบถ้วน โดยนำเสนอมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของเมืองเชียงใหม่ทั้งสิ้น 8 พื้นที่ ซึ่งถือว่าเป็นองค์ประกอบหลักที่สะท้อนเอกลักษณ์ของนครหลวงล้านนาในอดีต ได้แก่ คูเมืองและกำแพงเมืองเชียงใหม่, วัดเชียงมั่น, วัดเจดีย์หลวง, วัดพระสิงห์, วัดสวนดอก, วัดเจ็ดยอด, วัดอุโมงค์สวนพุทธธรรม และ วัดพระธาตุดอยสุเทพ แต่ละแห่งล้วนมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม และความเชื่อทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมายาวนาน

ขั้นตอนถัดไปและการส่งต่อเอกสาร

หลังจากได้รับไฟเขียวจากคณะกรรมการ ขั้นตอนถัดไปคือการนำส่งเอกสารฉบับสมบูรณ์ไปยังคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก (กอม.) เพื่อพิจารณาและเสนอร่างขึ้นคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขอความเห็นชอบ เพื่อส่งต่อไปยังศูนย์มรดกโลกภายใต้ยูเนสโกภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 นี้

  • คูเมืองและกำแพงเมืองเชียงใหม่
  • วัดเชียงมั่น
  • วัดเจดีย์หลวง
  • วัดพระสิงห์
  • วัดสวนดอก
  • วัดเจ็ดยอด
  • วัดอุโมงค์สวนพุทธธรรม
  • วัดพระธาตุดอยสุเทพ

การยื่นขึ้นทะเบียนแหล่งอนุสรณ์สถานเชียงใหม่ เป็นโอกาสดีที่จะช่วยสร้างแรงผลักดันในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และส่งเสริมพื้นที่ทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าให้คงอยู่อย่างยั่งยืน รวมทั้งนำเสนอมรดกอันล้ำค่าของเมืองเชียงใหม่ต่อโลกภายนอก นอกจากนี้ยังเป็นแรงกระตุ้นสำคัญต่อการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและเศรษฐกิจท้องถิ่น

กลยุทธ์การเตรียมตัวระยะยาวเพื่อเข้าสู่บัญชีมรดกโลก

การดำเนินการส่งเอกสารฯ นี้ถือเป็นผลสำเร็จจากการทำงานร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ สถาบันวิชาการ นักวิชาการ และชุมชนท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด ทำให้โครงการมีความน่าเชื่อถือทั้งในด้านข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ความเป็นเอกลักษณ์ และมีความโดดเด่นจากเมืองอื่น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่คณะกรรมการประเมินจะพิจารณาในการตัดสินขึ้นทะเบียน

การขึ้นทะเบียนแหล่งอนุสรณ์สถานเชียงใหม่ จะเป็นเครื่องยืนยันถึงคุณค่าของเมืองเชียงใหม่ในระดับโลก เป็นเกียรติยศและแรงบันดาลใจให้คนรุ่นต่อไปในการรักษา อนุรักษ์ และถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมให้คงอยู่สู่นานาคุณ

เชียงใหม่กำลังก้าวใกล้เข้าสู่เวทีโลก การเตรียมตัวในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการเสนอชื่อขึ้นทะเบียน แต่เป็นการตอกย้ำว่าเมืองเก่าที่มีวิญญาณล้านนา ยังคงมีความยิ่งใหญ่ ลึกซึ้ง และน่าค้นหาในสายตาของนักท่องเที่ยวทั่วโลก

หากคุณเป็นผู้รักประวัติศาสตร์หรือคุณค่าทางวัฒนธรรม เชียงใหม่อาจเป็นจุดหมายที่คุณควรสัมผัสในเร็ววัน เมื่อโอกาสนี้ผ่านเข้าสู่บัญชีโลกอย่างเป็นทางการ

ที่มา – ไฟเขียวเอกสารฉบับสมบูรณ์ ชง ‘แหล่งอนุสรณ์สถานเชียงใหม่ฯ’ ขึ้นทะเบียนมรดกโลก

‘สมเด็จพระสังฆราช’ ทรงล้ม ไม่มีอาการน่าวิตก

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม 2568 เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้เสด็จพระราชดำเนินไปประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช เนื่องจากเกิดเหตุทรงล้มขณะอยู่ในตำหนักอรุณ เมื่อเวลาประมาณบ่ายโมง

ทางสำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราชได้ออกประกาศแจ้งให้สาธารณชนทราบถึงพระอาการโดยระบุว่า คณะแพทย์ผู้รักษาได้เสดนต์กราบทูลขอให้เสด็จไปตรวจพระอาการที่โรงพยาบาลศิริราช หลังจากได้รับการตรวจอย่างละเอียดแล้ว ปรากฏว่าพระเศียรของสมเด็จพระสังฆราชมีพระโศผะเล็กน้อย แต่ไม่มีพระอาการอันเป็นที่น่าวิตกแต่อย่างใด

‘สมเด็จพระสังฆราช’ ทรงล้ม

ในการตรวจรักษาในครั้งนี้ แพทย์ได้ประเมินสภาพพระอนามัยของสมเด็จพระสังฆราชอย่างรอบคอบ พบว่า พระอาการทั่วไปอยู่ในเกณฑ์ปกติ จึงได้ขอประทานอาณาที่จะให้เสด็จประทับแรมที่โรงพยาบาลศิริราชเพื่อเฝ้าดูอาการ และเตรียมเสด็จกลับวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามในวันอังคารที่ 19 สิงหาคม 2568

พระอาการหลังทรงล้ม

การทรงล้มของพระองค์ได้รับความกังวลเป็นอย่างมากจากทั้งภาครัฐและเอกชน โดยทางสำนักงานได้รายงานต่อฝ่าพระบาทว่า ได้ทราบถึงความห่วงใยอย่างล้นเหลือของสาธุชนที่มีต่อพระองค์ และสมเด็จพระสังฆราชฯ ได้มีพระราชดำริโปรดประทานพระพรพร้อมกับทรงอนุโมทนาในความเมตตาที่มีต่อพระองค์

  • พักฟื้นที่ รพ.ศิริราช ตั้งแต่ 18 ส.ค. ถึง 19 ส.ค.
  • พระอาการโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • พระเศียรบวมเล็กน้อย ไม่มีอาการรุนแรง
  • ประชาชนทั่วไปยังคงแสดงออกถึงความห่วงใยเป็นจำนวนมาก

ข่าวการทรงล้มของสมเด็จพระสังฆราช เป็นเรื่องที่สร้างความวิตกกังวลแก่ลูกศิษย์และประชาชนทั่วไป เนื่องจากพระองค์มีบทบาทสำคัญในการบริหารกิจวัตรทางศาสนาอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม ความพึงพอใจของทุกฝ่ายคือพระอาการโดยรวมไม่มีความรุนแรง และมีความปลอดภัยสูงสุดจากทีมแพทย์ที่ดูแล

กรณีนี้แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของทั้งฝ่ายแพทย์และสำนักงานในพระอาการของสมเด็จพระสังฆราชฯ ซึ่งเชื่อได้ว่าในเร็วๆ นี้พระองค์จะหายเป็นปกติ และสามารถกลับไปปฏิบัติกิจตามพระราชดำรัจดังเคย เป็นเครื่องยืนยันถึงคุณธรรมและความเมตตาของพระองค์ที่มีต่อสังคม

หากท่านต้องการติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับพระอาการของสมเด็จพระสังฆราชฯ สามารถติดตามได้ทางช่องทางทางการของสำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช และติดตามการอัปเดตข่าวสารอย่างใกล้ชิด

สิ่งสำคัญในครั้งนี้คือ ความห่วงใยของสังคมต่อพระเกจรรย์ของพระองค์ ซึ่งทำให้เกิดพลังทางจิตใจที่ดีต่อขวัญของพระองค์และสังคมโดยรวม การร่วมอธิษฐานขอพรให้พระอาการของสมเด็จพระสังฆราชฯ ฟื้นตัวและปลอดภัยและเร็วที่สุดนั้น เป็นสิ่งที่คนไทยทั้งหลายต้องดำเนินต่อไป

ที่มา – ‘สมเด็จพระสังฆราช’ ทรงล้ม เสด็จตรวจที่โรงพยาบาลศิริราช ไม่มีพระอาการน่าวิตก

กรมลดโลกร้อนฯ ครบรอบ 2 ปีขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำ

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมา นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เป็นประธานในกิจกรรมวันคล้ายวันสถาปนา กรมลดโลกร้อน ซึ่งครบรอบ 2 ปี ภายใต้แนวคิด “Collective Climate Action: รวมพลังใจ ลดภัยโลกร้อน” โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ในการขับเคลื่อนนโยบายระดับประเทศและนานาชาติ เพื่อบริหารจัดการปัญหาโลกร้อนที่เพิ่มความรุนแรงขึ้นทุกปี

กรมลดโลกร้อนขับเคลื่อนนโยบายระดับรากหญ้า

นายนราพัฒน์กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมลดโลกร้อนมีบทบาทในการส่งเสริมการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่าย ทสม. ชุมชนโรงเรียนต้นแบบ และเยาวชน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างแท้จริง และพร้อมขยายความร่วมมือกับภาคเอกชนทั่วประเทศ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)

เก็บร่องรอยความสำเร็จภายใน 2 ปี

ด้านนายพิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ภายในเวลาเพียง 2 ปี กรมลดโลกร้อนสามารถขับเคลื่อนนโยบายสำคัญหลายประการ เช่น การลดก๊าซเรือนกระจกได้ 65.23 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในปี 2565 และเดินหน้ายกระดับเป้าหมาย NDC 3.0 ตามแผนปฏิบัติการ 2564–2573 ที่ตั้งเป้าลดการปล่อยคาร์บอนสุทธิไม่เกิน 152 ล้านตันภายในปี 2573

นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลาง เช่น NDC Tracking System เป็นเครื่องมือสำหรับติดตามผลการดำเนินงาน และสร้างความโปร่งใสในการตั้งเป้าหมายสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

ร่าง พ.ร.บ. เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรอสภาตัดสิน

การดำเนินการที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งขณะนี้ได้ส่งให้สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และอยู่ระหว่างพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา คาดว่าจะสามารถเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรในต้นปีหน้า

ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยจะมี إطارกฎหมายรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำผ่านกลไกต่างๆ เช่น การตั้งกองทุนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนจากภาครัฐ 200 ล้านบาท เป็นงบก่อตั้ง และจะมีการเพิ่มเติมผ่านการซื้อขายคาร์บอนเครดิต รวมทั้งค่าปรับด้านสิ่งแวดล้อม เป้าหมายคือให้มีผลบังคับภายในปี 2574

เมื่อใช้กฎหมายนี้บังคับ บริษัททั่วประเทศกว่า 4,000 แห่งจะต้องรายงานคาร์บอนฟุตพริ้นท์ เพื่อสร้างฐานข้อมูลที่แม่นยำสำหรับการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกในอนาคต

ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องมือควบคุม แต่ยังสร้างแรงจูงใจให้องค์กรและภาคเอกชนในประเทศไทย พัฒนาสู่ความยั่งยืนและเตรียมความพร้อมสำหรับระบบเศรษฐกิจสีเขียวที่กำลังเป็นเรื่องของทุกประเทศ

การเดินหน้าไม่หยุดของ กรมลดโลกร้อน ถือเป็นการวางรากฐานที่มั่นคงเพื่อขับเคลื่อนสังคมไทยสู่เส้นทางสีเขียวอย่างมีประสิทธิภาพ แดนใหม่ที่ทุกภาคส่วนควรตระหนักและมีบทบาทร่วมกันอย่างแท้จริง

หากคุณเป็นองค์กรหรือประชาชนทั่วไปที่ต้องการเข้าใจแนวทางโครงการทริปเปิลวินช์ (Triple Win) หรือกลยุทธ์การลดคาร์บอน 3 ด้าน : มีประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เราเชื่อว่าสังคมคาร์บอนต่ำคือคำตอบสู่อนาคตที่ยั่งยืนสำหรับคนไทยทุกคน

ที่มา – ‘กรมลดโลกร้อน’จัดครบรอบ 2 ปีเดินหน้าขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำ

ทบ.ยันคลิปวิดีโอไม่ใช่หลักเขตไทย-กัมพูชา

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ณ กองบัญชาการกองทัพบก พ.ท.หญิงญดา โชติชูตระกูล ผู้ช่วยโฆษกกองทัพบก เปิดเผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับวิดีโอที่แพร่กระจายบนโซเชียลมีเดีย โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับการใช้รถตักดินขุดรื้อ หลักคอนกรีต ซึ่งก่อให้เกิดข้อสงสัยว่าอาจเป็น หลักเขตแดนไทย-กัมพูชา ทว่าภายหลังการตรวจสอบจากกองทัพบก ได้ยืนยันแล้วว่าคลิปดังกล่าวไม่ใช่การขุดรื้อ หลักเขต แต่อย่างใด

ทบ.ยันคลิปวิดีโอไม่ใช่หลักเขตไทย-กัมพูชา

จากภาพในวิดีโอ พบว่าสิ่งที่ถูกขุดรื้อคือเสาคอนกรีตธรรมดาที่ใช้สำหรับฐานเสาธง ซึ่งมีลักษณะแตกต่างอย่างชัดเจนจาก หลักเขต ที่ตั้งขึ้นตามประวัติศาสตร์ การตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยทหารในพื้นที่พบว่า ขนาดและลักษณะของเสาฯ ไม่ตรงกับที่กำหนดไว้กับ หลักเขต อย่างเป็นทางการระหว่างไทยและกัมพูชา

หลักเขตไทย-กัมพูชามีลักษณะเฉพาะ

โดย หลักเขตแดนระหว่างไทยและกัมพูชา ที่ออกแบบโดยคณะกรรมการปักปันในปี ค.ศ. 1919-1920 (พ.ศ. 2462-2463) มีคุณลักษณะเฉพาะเช่น ความกว้างและความยาว 40 เซนติเมตร สูงเหนือพื้นดิน 1 เมตร และฝังลงไปในพื้นดินอีกประมาณ 80 เซนติเมตร ตลอดจนมีการสลักข้อความภาษาไทย เขมร และฝรั่งเศส อย่างชัดเจน

ข้อความบน หลักเขต ประกอบด้วย 3 ภาษา ซึ่งด้านที่หันเข้าหาประเทศไทยจะมีข้อความว่า “กรุงสยาม” ในบรรทัดบน ในขณะที่ด้านที่หันเข้าหากัมพูชานั้นมีข้อความ “กรุงกัมพูชา” เป็นภาษาไทยในบรรทัดล่าง และมียังการสลัก “แดนต่อแดน” ไว้ด้านข้าง เพื่อยืนยันว่าจุดนั้นเป็นจุดเชื่อมต่อของพรมแดน

  • กว้างยาว 40 ซม. สูงจากพื้นดิน 1 เมตร
  • ฝังลงไปอีกประมาณ 80 ซม.
  • สลักข้อความภาษาไทย เขมร ฝรั่งเศส
  • ระบุ “แดนต่อแดน” และ “กรุงสยาม / กรุงกัมพูชา”

พ.ท.หญิงญดา กล่าวเพิ่มเติมว่า หากประชาชนต้องการรับข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับ หลักเขตไทย-กัมพูชา ควรติดตามข้อมูลจากช่องทางทางการ เช่น เพจ “ทีมโฆษกกองทัพบก”, “กองทัพบก” และ “กองทัพภาคที่ 2” เท่านั้น เนื่องจากเป็นหน่วยที่รับผิดชอบโดยตรงและสามารถยืนยันข้อเท็จจริงได้อย่างทันท่วงที

การเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงอาจนำไปสู่การเข้าใจผิดที่อาจกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่ จึงขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้ความร่วมมือในการรายงานข้อมูลอย่างถูกต้องและมีความรับผิดชอบต่อสังคม

ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับหลักเขตและเหตุการณ์ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา อย่าเชื่อข่าวหลอก ข่าวบิดเบือน ควรยืนยันจากหน่วยงานที่รับผิดชอบเท่านั้น

ที่มา – ทบ. ยันคลิปวิดีโอรื้อถอนหลักคอนกรีตไม่ใช่หลักเขต แค่ขุดฐานเสาธง

บอร์ดภาพยนตร์ฯ ไฟเขียว Cash Rebate หนุนผู้ผลิตในประเทศไทย

คณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ หรือที่เรียกกันในวงการอุตสาหกรรมว่า ‘บอร์ดภาพยนตร์ฯ’ ได้มีการประชุมครั้งที่ 1/2568 โดยมีนายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในครั้งนี้ ซึ่งมีมติสำคัญที่จะส่งผลต่ออนาคตของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยอย่างมาก

หนึ่งในประเด็นสำคัญคือการอนุมัติแนวทางการ cash rebate หรือคืนเงินให้กับผู้ผลิตภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ และมิวสิกวิดีโอที่มีทุนการผลิตตั้งแต่ 20 ล้านบาทขึ้นไป โดยสามารถได้รับการสนับสนุนสูงสุดถึง 30% ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขเฉพาะ เช่น เนื้อหาส่งเสริมคุณค่าทางสังคม วัฒนธรรม ทุนการสร้างเกิน 50 ล้านบาท หรือมีการเผยแพร่ผลงานในต่างประเทศ

บอร์ดภาพยนตร์ฯ ไฟเขียว Cash Rebate หนุนผู้ผลิตในประเทศไทย

ระบบที่เสนอจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย โดยเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตภาพยนตร์ทั้งในและต่างประเทศที่มีโครงการผลิตในประเทศไทย สามารถเข้าถึงแหล่งทุนสนับสนุนแบบมีประสิทธิภาพ ทำให้สุดท้ายผลงานที่ออกมามีคุณภาพและสะท้อนภาพลักษณ์ประเทศไทยในระดับนานาชาติ

ส่งเสริมด้านดิจิทัลคอนเทนต์ด้วย Cash Rebate

นอกจากภาพยนตร์ การขอรับ Cash Rebate ยังขยายไปยังอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ เช่น แอนิเมชัน และวิชวลเอฟเฟกต์ โดยบริษัทต่างประเทศที่ว่าจ้างผู้ประกอบการไทยให้สร้างสรรค์ผลงาน จะได้รับเงินคืนสูงสุด 20% หากมีสัญญางานขั้นต่ำ 5 ล้านบาทขึ้นไป แนวทางนี้ช่วยกระตุ้นให้งานด้านคอนเทนต์ดิจิทัลเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ส่งผลต่อการสร้างงานและการพัฒนาทักษะของผู้ประกอบการและแรงงานในประเทศ

  • ส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศในวงการสร้างภาพยนตร์
  • เพิ่มโอกาสของผู้กำกับและโปรดิวเซอร์ไทยให้เข้าถึงทุนสนับสนุน
  • ใช้เทคโนโลยีและทักษะท้องถิ่นเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมคอนเทนต์ดิจิทัล
  • สร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศในเวทีนานาชาติ

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้อนุมัติให้ 6 เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติได้รับประกาศเป็นเทศกาลภาพยนตร์สากล และมอบหมายให้กระทรวงวัฒนธรรมดำเนินการจัดตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะ เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานของทั้งสองมาตรการ พร้อมทั้งวางแผนนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อขอความเห็นชอบอย่างเป็นทางการ

ด้วยการปรับนโยบายและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากภาครัฐ ประเทศไทยมีศักยภาพสูงที่จะกลายเป็นฮับแห่งการผลิตภาพยนตร์และคอนเทนต์ดิจิทัลของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งหากดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ จะสามารถสร้างเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์และโอกาสทางอาชีพให้กับคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตได้เข้าถึงมาตรการสนับสนุนแบบ cash rebate ยังต้องมีการดูแลในด้านการควบคุมคุณภาพและเนื้อหา เพื่อให้แน่ใจว่าผลงานที่ได้รับการสนับสนุนนั้นสามารถสร้างคุณค่าเชิงบวกในเชิงวัฒนธรรมและสังคมให้กับผู้ชมได้อย่างแท้จริง

หากคุณเป็นผู้ประกอบการด้านภาพยนตร์หรือคอนเทนต์ดิจิทัล ล่าสุดนี้คือโอกาสสุดทองที่คุณไม่ควรพลาด อย่ารอช้า ตรวจสอบสิทธิ์และการสมัครเข้าร่วมโครงการตามขั้นตอนที่กำหนด เตรียมพร้อมเข้าสู่วงการบันเทิงไทยในระดับนานาชาติได้แล้ววันนี้

ที่มา – ‘บอร์ดภาพยนตร์ฯ’ ไฟเขียว ‘Cash Rebate’ หนุนผู้ผลิตในประเทศไทย