ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

จับตา ‘สุชาติ’ ดึง ‘คนนอก’ เชี่ยวชาญด้านการเงิน-บัญชี เป็น ‘ผอ.สำนักพุทธฯ’

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 มีรายงานข่าวที่น่าจับตาจากวงการบริหารจัดการ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยนายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำลังดูแลสำนักงานดังกล่าวอยู่ในขณะนี้ เตรียมเสนอชื่อบุคคลจาก ‘ภายนอก’ เพื่อเข้ารับตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (ผอ.พศ.) แทนนายอินทพร จั่นเอี่ยม ที่กำลังจะเกษียณอายุราชการในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

จับตา ‘สุชาติ’ ดึง ‘คนนอก’ เชี่ยวชาญด้านการเงิน-บัญชี เป็น ‘ผอ.สำนักพุทธฯ’

ผู้สมัครที่ถูกจับตามองเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและการบัญชี พร้อมทั้งมีประสบการณ์ด้านการบริหารราชการระดับสูง ซึ่งถือว่าเหมาะสมมากกับบทบาทการบริหารจัดการศาสนสมบัติและงบประมาณของ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่มีรายได้มหาศาลและต้องการความโปร่งใสอย่างเข้มงวด

จับตา ‘สุชาติ’ ดึง ‘คนนอก’ เชี่ยวชาญด้านการเงิน-บัญชี เป็น ‘ผอ.สำนักพุทธฯ’

ตามหลักเกณฑ์การแต่งตั้งระดับผู้บริหารในภาครัฐ (ระดับซี 11) ทำให้ผู้บริหารระดับรองผอ.ในสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ที่มีปัจจุบันเข้าเกณฑ์การเลื่อนขั้นไม่ครบ จึงทำให้ จับตา ‘สุชาติ’ ดึง ‘คนนอก’ เชี่ยวชาญด้านการเงิน-บัญชี เป็น ‘ผอ.สำนักพุทธฯ’ โดยมองหาผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกที่มีความเหมาะสมทั้งในด้านวิชาชีพและการบริหารองค์กร

มุมมองหนึ่งเห็นว่า การได้ผู้มีความรู้ด้านการเงินเข้ามาบริหาร จะช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือในการจัดการงบประมาณขนาดใหญ่ของสำนักงาน ซึ่งรวมถึงการบูรณาการการทำงานกับคณะสงฆ์อย่างสมดุล โดยไม่ขัดกับโครงสร้างทางศาสนจารีต

  • ข้อดีของการแต่งตั้งบุคคลภายนอก: มุมมองใหม่และไม่มีอัตประโยชน์
  • ด้านลบ: ความไม่เข้าใจในบริบทภายในอาจเป็นอุปสรรค
  • ทางเลือกที่ถูกพูดถึง: บางคนเสนอให้นำบุคลากรจากหน่วยงานความมั่นคงมารับตำแหน่ง

อย่างไรก็ตาม เสียงส่วนใหญ่ยังมองว่า การแต่งตั้งผู้บริหารที่มีประสบการณ์ด้านการเงินและบัญชี เป็นแนวทางที่น่าสนใจ เพราะสามารถรักษาความเป็นกลางในขณะที่ยังสามารถติดตามการจัดการศาสนสมบัติอย่างเข้มงวดและโปร่งใส

โดยสรุปแล้ว การแต่งตั้งบุคคลภายนอกมีทั้งโอกาสและอุปสรรค ขึ้นอยู่กับว่ารัฐจะสามารถสร้างกลไกควบคุมผลให้ผู้บริหารใหม่สามารถทำงานได้อย่างราบรื่น และร่วมมือกับทุกภาคส่วนได้เพียงใด

ติดตามข่าวสารความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอนาคตของการบริหาร สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจในขั้นตอนนี้

ที่มา – จับตา ‘สุชาติ’ ดึง ‘คนนอก’ เชี่ยวชาญด้านการเงิน-บัญชี เป็น ‘ผอ.สำนักพุทธฯ’

เป้ อารักษ์ โม้หนังขึ้นอันดับ 1 จากเทศกาลหนังนานาชาติกรุงเทพฯ

สำหรับพระเอกระดับตำนาน เป้-อารักษ์ ไม่ใช่แค่ที่โด่งดังจากฝีไม้ลายมือในวงการบันเทิง แต่ยังสามารถก้าวข้ามขอบเขตจากการเป็นนักแสดงสู่ผู้กำกับได้อย่างกล้าหาญ และประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามกับการันตีผลงานอย่างเรื่อง ‘เดอะสโตน พระแท้คนเก๊’ ที่กลายเป็นปรากฏการณ์ของวงการภาพยนตร์ไทย

เป้ อารักษ์ โม้หนังขึ้นแท่นอันดับ 1

ล่าสุดในงานแถลงข่าว เทศกาลหนังนานาชาติกรุงเทพฯ หรือ Bangkok International Film Festival เป้ อารักษ์ ได้ออกมาเปิดใจถึงประสบการณ์ที่ได้ร่วมงานเฟสติวัลภาพยนตร์ในต่างประเทศ อีกทั้งยังเผยว่า ภาพยนตร์เรื่องแรกในฐานะผู้กำกับสามารถเด่นขึ้นแท่น เป้ อารักษ์ โม้หนังขึ้นแท่นอันดับ 1 ในหลายประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างเวียดนาม อันดับ 1 ไต้หวัน อันดับ 2 และฮ่องกง อันดับ 3

“วันก่อนได้คุยกับผู้กำกับคนหนึ่งที่เขาทำหนังอย่างเดียว เขาบอกว่าผมทำเรื่องแรกก็ปังเลย สมพรปากครับ (หัวเราะ) เพราะมันมีประโยชน์ต่อเทศกาล ผมก็เลยรู้สึกดีใจครับ ตอนนี้หนังก็อยู่ใน Netflix และไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” เป้ เปิดใจอย่างภาคภูมิใจ

เรื่องราวเบื้องหลังความสำเร็จ

นอกจากการได้รับรางวัลและการันตีจากแฟนๆ เป้ อารักษ์ โม้หนังขึ้นแท่นอันดับ 1 เขายังได้รับแรงสนับสนุนจากหลากหลายองค์กรในวงการหนังอย่าง THACCA และกระทรวงวัฒนธรรม ที่ทำให้เขาได้มีโอกาสไปร่วมเทศกาลต่างๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นงาน Monk และ วัยหนุ่ม 2544 ที่พานำไปพบปะนักทำหนังระดับสากล

“พอหนังขึ้นอันดับหนึ่ง สิ่งแรกที่ผมทำคือถ่ายรูปแล้วส่งไปในกรุ๊ปครบ 25 กรุ๊ป บอกว่าหนังขึ้นอันดับหนึ่งแล้วนะ แต่เพื่อนส่วนใหญ่เขาก็จะเงียบแล้วบอกว่าเลิกโม้สักที” เป้ เผยว่าพร้อมเสียงหัวเราะ

อ้อมค้อมด้วยทีมพาร์ทเนอร์คู่ใจ

ขณะที่มีคำถามว่าหนังจะมีภาคต่อไหม และจะมีการกำกับผลงานในอนาคตโดยลำพังหรือไม่ “เรื่องที่สอง ต้องขอบคุณทาง THACCA และจังก้าคาแมนไลท์ครับ ผมกับบี วุฒิพงษ์ เป็นทีมที่เข้ากันได้ดี เราเป็นหยินหยางกัน ผมคิดว่าไม่มีเขา ผมคงทำไม่ได้แบบนี้ ถ้าเขาไม่มีผมก็เช่นกัน”

อีกหนึ่งโครยสะดุดตา คือคำพูดที่ว่า “องค์ที่แขวนอยู่ไม่ปล่อยครับ ถ้าแปดหลักปล่อยเลยครับ” ที่แสดงถึงความจริงใจและความรักในของสะสมของตัวเอง

  • หนังในเครือเป้ อารักษ์ ติดอันดับ 1 ในหลายประเทศเอเชีย
  • ได้รับแรงสนับสนุนจากองค์กรต่างๆ ในการเดินทางไปเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ
  • เป้าหมายคือการสร้างหนังคุณภาพ และเดินหน้าภายใต้ทีมคู่ใจ

เป้ อารักษ์ นับเป็นตัวอย่างอันหนึ่งของนักแสดงที่ยังสามารถก้าวข้ามขอบเขตของตนเองอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะผลงานภาพยนตร์ที่เปี่ยมไปด้วยความสมจริง อารมณ์ และไฟในการเล่าเรื่องผ่านภาพยนตร์

หากคุณคือคนหนึ่งที่ชื่นชอบหนังดีๆในแบบไทยๆ การติดตามผลงานของเป้ อารักษ์ ต่อไปจะทำให้คุณได้สัมผัสกับอารมณ์แห่งความสำเร็จที่นอนหลับอยู่ในความพยายามของคนคนหนึ่งที่ยังคงไม่หยุดเติบโต

ที่มา – ‘เป้ อารักษ์’ ปลื้มเทศกาลหนังนานาชาติกรุงเทพฯ หวนคืน ขอโม้หนังขึ้นแท่นอันดับ 1

โรมาส่อล้มแผนซานโช หลังยังไม่ตัดสินใจ

ข่าวที่แฟนบอลวงในจับตามองอย่างใกล้ชิดเมื่อ โรมา สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งศึกเซเรีย อา ประเทศอิตาลี กำลังจะล้มแผนการคว้าตัว เจดอน ซานโช ปีกตัวเก่งของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เข้ามาเสริมทัพ เนื่องจากเจ้าตัวขอเวลาในการพิจารณาข้อเสนออีกสักพัก

โรมาส่อล้มแผนซานโช หลังยังไม่ตัดสินใจ

ตามรายงานล่าสุดระบุว่า โรมา ได้บรรลุข้อตกลงกับทาง แมนฯ ยูไนเต็ด ในการยืมตัว ซานโช พร้อมเงื่อนไขบังคับซื้อขาดในราคา 20 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 880 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวกลับยังไม่ยอมตอบตกลงทันที พร้อมอ้างว่าต้องการเวลาในการคิดทบทวนก่อนจะตัดสินใจ

ความอดทนเริ่มหมดของ “หมาป่ากรุงโรม”

จากข่าวการเงินฟุตบอลในประเทศอิตาลีระบุว่า โรมา เริ่มไร้ความอดทนกับสถานการณ์นี้ เนื่องจากทีมเตรียมการทุกอย่างไว้ครบถ้วน ตั้งแต่ข้อตกลงกับสโมสรจนถึงค่าเหนื่อยและค่านายหน้าทั้งหมดแล้ว ทว่าการที่ ซานโช ยังลังเลอยู่นั้น อาจทำให้แผนการของ “จัลโลรอสซี” พังทลายได้ก่อนเริ่มเลย

โค้ชอย่าง จาน ปิเอโร กาสเปรินี ต้อง亲自พูดคุยเพื่อโน้มน้าวให้ ซานโช ตัดสินใจย้ายมาสวมเสื้อจัลโลรอสซี แต่ก็ยังไม่ได้ผลชัดเจน

อนาคตของซานโชอยู่ตรงไหน?

ขณะที่ ซานโช ยังไม่เปิดใจกับข้อเสนอของ โรมา เจ้าตัวก็เพิ่งปฏิเสธโอกาสในการย้ายไปเล่นให้ เบซิคตัส อีกด้วย ท่ามกลางกระแสข่าวที่ว่าเขาอาจไปเล่นในทุร์กีแทน อีกทั้งสัญญาของเขาในถิ่น โอลด์ แทรฟฟอร์ด ยังเหลืออยู่จนถึงปีหน้า พร้อมกับตัวเลือกขยายสัญญาเพิ่มอีก 1 ปี

  • ข้อเสนอจากโรมา: ยืมตัว + สิทธิบังคับซื้อ 20 ล้านปอนด์
  • ซานโชต้องการเวลาในการตัดสินใจ
  • โรมาพร้อมดีล แต่เริ่มไม่อดทนแล้ว
  • ซานโชน่าจะยอมรับข้อเสนอ หรือย้ายไปที่อื่น?

หากคุณเป็นแฟนของ ซานโช หรือร่วมวงการฟุตบอล คุณคิดว่าเขาควรย้ายมาร่วมทีม โรมา เพื่อเริ่มต้นใหม่ หรือรออยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด สุดสัปดาห์นี้ ก็คงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทุกคนจับตามอง

แต่ไม่ว่าจะเป็นยังไง ข่าวแห่งการย้ายทีมของนักเตะระดับพรีเมียร์ลีกมักไม่เคยทำให้ใครห่างสายตา

ที่มา – “โรมา” ส่อล้มแผนล่า “ซานโช” หลังเจ้าขอเวลาพิจารณาข้อเสนออีกสักพัก

เซเลนสกีกร้าว “รัสเซียต้องยุติสงคราม” ทรัมป์ย้ำยูเครนไม่มีวันได้เข้านาโต

ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ในวันที่ 18 สิงหาคม ที่กรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา โดยกล่าวอย่างชัดเจนว่า รัสเซียไม่สมควรได้รับรางวัล จากการมีส่วนร่วมในสงครามครั้งนี้ เพราะเป็นฝ่ายเริ่มสงคราม และรัฐบาลมอสโกต้องเป็นฝ่ายยุติสงครามเท่านั้น

เซเลนสกีกร้าว “รัสเซียต้องยุติสงคราม” ทรัมป์ย้ำยูเครนไม่มีวันได้เข้านาโต

นี่เป็นการเผชิญหน้าครั้งสำคัญระหว่างเซเลนสกีกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการพบกันครั้งแรกนับตั้งแต่การปะทะคารมกันอย่างดุเดือดที่ทำเนียบขาวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สำหรับโอกาสในการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของยูเครนบนเวทีระหว่างประเทศ ถือเป็นจังหวะสำคัญที่ต้องใช้ให้ดี

ทรัมป์: ยูเครนไม่มีวันได้เข้านาโต้

ทรัมป์ได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย “ทรูธ” ชั่วโมงก่อนการประชุมว่า “เซเลนสกีสามารถยุติสงครามกับรัสเซียได้เกือบจะทันที หากต้องการ หรือจะสู้ต่อไปก็ได้” แสดงให้เห็นถึงท่าทีที่คาดเดาไม่ได้ของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ย้ำว่า “ยูเครนไม่มีทางได้เข้าเป็นสมาชิกนาโตเลย เพราะบางเรื่องไม่มีทางเปลี่ยนแปลง”

ยิ่งไปกว่านั้น ทรัมป์ยังกล่าวว่า “ไครเมียไม่มีวันกลับคืนมาได้อีก เนื่องจากบารัค โอบามา ทำผิดพลาดกำแพงให้รัสเซียไปก่อนแล้วโดยไม่มีการใช้กำลัง” ข้อความของทรัมป์สร้างความตกใจต่อสาธารณะ เพราะว่าอาจส่งผลต่อแนวทางการสนับสนุนยูเครนของ NATO และสัมพันธ์กับความคาดหวังของประชาชนยูเครนที่ต้องการการเป็นสมาชิกองค์กรด้านความมั่นคง

ประเด็นนี้ถูกพูดถึงมากขึ้นหลังจากที่ทรัมป์เพิ่งมีการพบหารือกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ณ รัฐอะแลสกาเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยแม้จะยังไม่มีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ แต่มีข่าวว่ามีการพูดถึงแนวทางความร่วมมือในระดับไม่เป็นทางการระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

นาโตสามารถให้การสนับสนุนยูเครนได้อย่างไร?

ทางด้านสหรัฐฯ ผ่านตัวแทนพิเศษอย่าง นายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ได้ระบุว่า “หากยูเครนต้องการ จะจัดหาหลักประกันทางทหารแบบมาตรา 5 ของนาโตให้” ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่า แม้ยูเครนจะไม่ใช่สมาชิก NATO แต่ทุกชาติสมาชิกยินดีให้การสนับสนุนเมื่อถูกคุกคามทางทหาร

เอกสารของนาโตระบุว่า มาตรา 5 หมายถึง การโจมตีทางทหารต่อหนึ่งประเทศสมาชิก จะถือเป็นการโจมตีสมาชิกทั้งหมดโดยอัตโนมัติ ดังนั้นการสนับสนุนจากร่วมพันธมิตรจึงเป็นเรื่องสำคัญในการรักษาความมั่นคงของอาณาจักรตะวันตก

ท่าทีของทรัมป์ในครั้งนี้ส่งผลต่อทัศนคติของโลกต่อยูเครน โดยเฉพาะในมุมมองของรัฐสภาสหรัฐฯ และชาติพันธมิตรที่อาจเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต หากยูเครนไม่ได้รับการรับรองการเป็นสมาชิกนาโต

การประชุมครั้งล่าสุดจะส่งผลอย่างไรต่อทิศทางสงครามระหว่างยูเครนกับรัสเซีย ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องติดตาม ขณะเดียวกันการเมืองโลกก็ต้องกำลังยอมรับความเปลี่ยนแปลงของทิศทางจากมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ที่อาจเปลี่ยนไปตามจุดยืนของผู้นำรายใหม่

ทั้งในด้านคุณธรรมและความเท่าเทียมในการสู้รบ และตำแหน่งทางภูมิรัฐศาสตร์ของยูเครนในเวทีนานาชาติ ยังคงไม่มีคำตอบชัดเจนในขณะนี้ การเรียกร้องอย่างหนักแน่นจากผู้นำยูเครนจึงยังคงมีความจำเป็น

หากคุณยังติดตามสถานการณ์ระหว่างสงครามยูเครน–รัสเซีย ต้องติดตามข่าวด่วนจากแหล่งข่าวที่มีความน่าเชื่อถืออย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่พลาดประเด็นสำคัญที่อาจเปลี่ยนโลกใบนี้ไปตลอดกาล

ที่มา – เซเลนสกีกร้าว “รัสเซียต้องยุติสงคราม” ทรัมป์ย้ำยูเครนไม่มีวันได้เข้านาโต

ดาต้าเซ็นเตอร์ไทย โดดเด่นกว่าอินโดฯ

ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะจากการเพิ่มขึ้นของการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก ซึ่งช่วยผลักดันบทบาทของไทยในเศรษฐกิจดิจิทัลของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นายปิแอร์ ปาทริส ซีอีโอ ประจำภูมิภาคเอเชียของ อีทิกส์ เอเวอรี่แวร์ เปิดเผยว่า บริษัทได้ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญจากหลายองค์กรชั้นนำเพื่อจัดทำสมุทปกขาวเรื่อง ‘แนวโน้มศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทย ปี 2568’ โดยมีเป้าหมายวิเคราะห์ศักยภาพและการเติบโตของ ดาต้าเซ็นเตอร์ไทย อย่างรอบด้าน

ประเทศไทยแซงหน้าอินโดนีเซีย

จากการศึกษาข้อมูลของบริษัทในแวดวงเทคโนโลยีและการติดต่อสื่อสาร พบว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ไทย ได้รับความนิยมและการลงทุนอย่างมาก โดยขณะนี้มีกำลังการให้บริการที่ใช้งานรวมกว่า 150 เมกะวัตต์ และยังมีศักยภาพในการพัฒนาอีกกว่า 500 เมกะวัตต์ ในอนาคต อีเว้นต่างๆ เช่น นโยบายบีโอไอ, ระบบไฟเบอร์ออปติก และโครงข่ายพลังงานที่รองรับล่วงหน้า ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางของผู้ประกอบการระดับโลกที่ต้องการเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการเทคโนโลยีด้านคลาวด์และนวัตกรรมใหม่ๆ

ความยั่งยืนของศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ไทย

ความยั่งยืนเป็นหัวใจสำคัญของการวางแผนศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย โดยตั้งเป้าค่า PUE (Power Usage Effectiveness) ต่ำกว่า 1.4 การใช้พลังงานจากแหล่งหมุนเวียน และการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานในพื้นที่ กำลังกลายเป็นพื้นฐานที่จำเป็น เพราะจะช่วยจัดการกับการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ เขตพัฒนาพิเศษทางภาคตะวันออก (อีอีซี) กำลังเป็นศูนย์กลางสำคัญด้านเทคโนโลยี ด้วยการจัดตั้งแคมปัสของบริษัทระดับโลกไว้อย่างต่อเนื่อง อนาคตของอุตสาหกรรม ดาต้าเซ็นเตอร์ไทย จึงเต็มไปด้วยศักยภาพ

ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยี เอไอ และคลาวด์คอมพิวติ้งที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ประเทศไทยมีความพร้อมในเชิงโครงสร้างพื้นฐานในการตอบสนองความต้องการของตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งอีทิกส์ เอเวอรี่แวร์ ได้รับเลือกให้เปิดตัว ดาต้าเซ็นเตอร์อีทิกส์บีเคเค #2 เป็นศูนย์ Datenzentrum แห่งที่สองในประเทศไทย โดยลงทุนรวมกว่า 7,900 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นรายการลงทุนที่แสดงความมั่นใจอย่างยิ่งในศักยภาพของไทย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับอีทิกส์ เอเวอรี่แวร์ และโครงการพัฒนาเทคโนโลยีในภูมิภาคเอเชียได้ที่เว็บไซต์หลักของบริษัท หรือติดตามข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของ ดาต้าเซ็นเตอร์ไทย เพื่อเตรียมพร้อมกับโอกาสใหม่ๆ ที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงโลกไอทีไทย

ที่มา – “อีทิกส์ เอเวอรี่แวร์”ชี้ดาต้าเซ็นเตอร์ไทย โดดเด่นกว่าอินโดฯ

อดีตนักบินอวกาศเผยเงินเดือนจากนาซา

การเป็นนักบินอวกาศถือเป็นความฝันของหลายคน แต่ก่อนจะได้เหินขึ้นอวกาศจริงๆ ต้องผ่านการศึกษา ประสบการณ์ และการฝึกฝนที่เข้มข้นจากองค์กรชั้นนำอย่าง นาซา (NASA) หรือองค์การอวกาศยุโรป (ESA) ซึ่งเป็นเส้นทางที่ไม่ง่ายเลย

อดีตนักบินอวกาศเผยเงินเดือนจากนาซา

นิโคล สต็อตต์ อดีตนักบินอวกาศวัย 62 ปี ได้ออกมาเปิดเผยว่า ตัวเลขเงินเดือนของนักบินอวกาศจากนาซา อาจไม่สูงอย่างที่หลายคนคิด โดยเธอชี้ว่า นักบินอวกาศภายใต้สังกัดนาซานั้น ถือเป็นพนักงานภาครัฐ หรือเรียกง่ายๆ ว่าเป็นข้าราชการ ดังนั้น ค่าตอบแทนจึงถูกกำหนดตามระเบียบของรัฐบาลสหรัฐฯ

รายงานจากหลายแหล่งระบุว่า เงินเดือนเฉลี่ยของนักบินอวกาศของนาซาอยู่ที่ประมาณ 152,258 ดอลลาร์สหรัฐ และอาจแตกต่างกันตามระดับประสบการณ์ ส่วนทางองค์การอวกาศยุโรปหรือ ESA เริ่มต้นที่ราว 54,416 ปอนด์ (ประมาณ 2.4 ล้านบาทไทย)

การดำรงชีวิตในอวกาศ

สิ่งที่น่าทึ่งเกี่ยวกับชีวิตในอวกาศก็คือ ทุกอย่างต้องถูกออกแบบและจัดการอย่างพิถีพิถัน เช่น วิธีใช้ห้องน้ำหรือขับถ่ายในสภาพไร้น้ำหนัก ซึ่ง้องค์การอย่าง ESA มีอุปกรณ์กรวยเชื่อมกับท่อเพื่อช่วยขจัดของเสียเหลว และให้นักบินอวกาศต้องใช้ที่นั่งพิเศษเพื่อยึดตัวเอง

นิโคลเสริมว่า “มันจะค่อนข้างเลอะเทอะในช่วงแรก” แต่สิ่งที่น่าอัศจรรย์คือ ของเหลวจะถูกกรองและกลับมาใช้ใหม่เป็นน้ำดื่ม “กาแฟของเมื่อวาน กลายเป็นกาแฟของวันนี้” ดอน เพตติต นักบินอวกาศจากนาซาคนปัจจุบัน ได้เคยกล่าวไว้อย่างขำขัน

  • เงินเดือนเฉลี่ยนักบินอวกาศนาซา: ประมาณ 152,258 ดอลลาร์/ปี
  • เงินเดือนเริ่มต้น ESA: ประมาณ 2.4 ล้านบาท/ปี
  • การใช้ห้องน้ำ: ใช้กรวยและที่นั่งพิเศษในสภาวะไร้น้ำหนัก
  • นำของเสียกลับใช้ใหม่: แปรรูปเป็นน้ำดื่มสะอาด

สุดท้ายแล้ว อาชีพนักบินอวกาศไม่ใช่แค่เรื่องของเงิน เป็นความท้าทายที่ต้องใช้ความมุ่งมั่น เสียสละ และความรู้ระดับสูง ถ้าคุณยังคงใฝ่ฝันอยากเหินสู่ดวงดาว สิ่งที่ได้รับกลับมาอาจมากกว่าที่คุณคาดคิด ทั้งความรู้ สัมผัสประสบการณ์ละเอียด และความภาคภูมิใจในการเป็นหนึ่งในไม่กี่คนบนโลกที่ได้ “พักอาศัยบนห้วงอวกาศ”

ที่มา – อดีตนักบินอวกาศหญิงเผยตัวเลขเงินเดือนที่ได้รับจาก “นาซา”

สส.ขอนแก่น พรรคประชาชน หอบหลักฐานคลิปเสียงหญิงปริศนาเงิน 10 โล แจ้งความตร.

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ที่ผ่านมา นายชัชวาล อภิรักษ์มั่นคง ส.ส.ขอนแก่น เขต 3 พรรคประชาชน พร้อมด้วยทนายความ ได้เดินทางไปที่สถานีตำรวจภูธรน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น เพื่อแจ้งความร้องเรียนและส่งมอบหลักฐานกรณีมีผู้หญิงรายหนึ่งพยายามใช้เงินจำนวน 10 โลกรัม เพื่อล่อซื้อเสียงในการสนับสนุนร่างกฎหมาย

สส.ขอนแก่น พรรคประชาชน หอบหลักฐานคลิปเสียงหญิงปริศนาเงิน 10 โล แจ้งความตร.

หลักฐานที่นำมาประกอบการแจ้งความประกอบด้วย คลิปเสียงการสนทนาทางโทรศัพท์กับหญิงรายนี้ และหลักฐานอื่น ๆ ที่น่าสนใจ ซึ่งนำไปสู่การตั้งข้อสงสัยถึงเจตนาที่แท้จริงของผู้หญิงรายนี้ ผู้ซึ่งยังไม่ทราบชื่อจริงชัดเจน ใช้แต่ชื่อแรกว่า “ช.” มีภูมิลำเนาในเขตจังหวัดขอนแก่น

นายชัชวาล เปิดเผยว่า เหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 22 และ 23 มิ.ย. ได้มีเหตุการณ์แยกกันสองประเด็น หนึ่งคือ พ.ต.อ.วีรนันท์ ฮวดศรี ส.ส.ขอนแก่น เขต 1 พรรคประชาชน ได้พบกับผู้หญิงรายนี้แบบเห็นหน้า ส่วนอีกประเด็นเกิดขึ้นในวันถัดมา คือ ตนเองซึ่งเป็น ส.ส. เขต 3 ได้รับเบอร์โทรจากผู้หญิงรายนี้และมีการสนทนาผ่านทางโทรศัพท์ โดยคำพูดในคลิปเสียงมีการชี้นำว่า หาก ยกมือโหวตร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 หรือร่าง พ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจร จะได้รับเงินจำนวน 10 กิโลกรัม เป็นผลตอบแทน

ป้องกันการทุจริตในสภาฯ

ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้เกิดบนความกังวลว่ามีการวางแผนล่อซื้อ ส.ส.จากพรรคประชาชน เพื่อผลประโยชน์บางอย่าง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่พรรคกำลังมีบทบาทสำคัญในการผลักดันกฎหมายต่าง ๆ ดังนั้น เขาจึงนำหลักฐานทั้งหมดมายื่นแจ้งความกับพนักงานสอบสวน เพื่อสืบหาความจริงเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของหญิงรายนี้

สิ่งที่น่ากล่าวขานคือ เจตนาที่อาจเป็นความพยายามในการดีสเครดิตพรรคประชาชน โดยการแสร้งสร้างภาพลักษณ์เชิงลบที่นำไปสู่การตีความว่ามีสมาชิกพรรคฝ่าฝืน จึงยิ่งสำคัญที่ต้องมีการตรวจสอบอย่างจริงจัง เพื่อแสดงให้เห็นว่าพรรคและสมาชิกสภามีความรับผิดชอบต่อประชาชน

  • คดีเกี่ยวข้องกับมาตรา 144 ประมวลกฎหมายอาญา
  • รวมถึงความสามารถตาม พ.ร.บ.การป้องกันและปราบปรามการทุจริต
  • หลักฐานมีครบถ้วน โดยเฉพาะคลิปเสียงและข้อมูลเบอร์โทร

พันตำรวจเอก ชุมพล บัวชุม ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรน้ำพอง ได้รับแจ้งและรับการสอบสวนไว้ก่อน พร้อมยืนยันว่าจะดำเนินการตามขั้นตอนกฏหมายอย่างเคร่งครัด หากพบว่าเกี่ยวข้องกับบุคคลใดจะดำเนินการเรียกให้มาให้ข้อมูลตามระเบียบ

กรณีนี้เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่สะท้อนให้เห็นว่าในสังคมการเมืองยังคงมีความเสี่ยงต่อการใช้ “เงินเป็นตัวกลาง” เพื่อควบคุมเสียงแทนประชาชน ดังนั้น ทุกฝ่ายควรตื่นตัวและมีบทบาทในการเฝ้าระวัง

หากคุณเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรือติดตามการเมืองอย่างต่อเนื่อง ขอให้ติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะการต่อสู้กับการทุจริตเริ่มจากการเปิดเผยข้อเท็จจริง

ที่มา – สส.ขอนแก่น พรรคประชาชน หอบหลักฐานคลิปเสียงหญิงปริศนาเงิน 10 โล แจ้งความตร.

เขมร โบ้ย ทุ่นระเบิด ไม่มีตา หากเหยียบก็เจ็บตาย โต้คลิปวีดีโอปลอม

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 เว็บไซต์ข่าวรายงานว่า ในเพจ “สรยุทธ สุทัศนะจินดากรรมกรข่าว” ได้มีการเผยแพร่ภาพและข้อความระบุว่า ทางรัฐบาลกัมพูชาได้แถลงขอให้รัฐบาลไทยยุติการรุกล้ำเข้ามายังพื้นที่ชายแดน ซึ่งยังคงมี ทุ่นระเบิด ที่เหลืออยู่จากสงครามในอดีตอยู่จำนวนมาก พร้อมคำเตือนอย่างจริงจังว่า “ทุ่นระเบิดไม่มีตา เหน็บชาติ หากเหยียบหรือเข้าใกล้ก็อาจเสียชีวิตได้” อีกทั้งยังได้โต้แย้งข้อกล่าวหาจากฝ่ายไทย โดยยืนยันว่าคลิปวิดีโอที่เผยแพร่เป็นของปลอม และยืนยันว่าพื้นที่ที่เกิดเหตุเป็นสมรภูมิเก่าจากสงครามของกัมพูชา ไม่ใช่ดินแดนของไทย

เขมร โบ้ย ทุ่นระเบิด ไม่มีตา หากเหยียบก็เจ็บตาย

ในวันเดียวกันนั้น นายลี ทุจ รองประธานคนที่หนึ่งของหน่วยงานปฏิบัติการกำจัดทุ่นระเบิดและช่วยเหลือผู้ประสบภัยแห่งกัมพูชา (CMAA) ก็ได้ออกมาเรียกร้องให้ทหารไทยหยุดย่างเข้ามาในดินแดนกัมพูชา เนื่องจากยังมีอันตรายจาก ทุ่นระเบิด ซึ่งหากได้รับบาดเจ็บจริง ก็อาจส่งผลร้ายแรงได้ และเป็นอันตรายต่อทั้งพลเรือนและทหาร

ทุ่นระเบิดจากสมรภูมิสงครามเก่า

ขณะที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติม นายลี ทุจ ยืนยันอีกครั้งว่าตำแหน่งที่ทหารไทยได้รับบาดเจ็บนั้น ไม่ใช่พื้นที่ของประเทศไทย แต่เป็นบริเวณสมรภูมิเก่าจากการทำสงครามกลางเมืองของกัมพูชา ซึ่งที่ผ่านมายังคงมี ทุ่นระเบิด จำนวนมหาศาลปนเปื้อนอยู่ในพื้นที่ จนถึงปัจจุบันยังเป็นอันตรายแก่ผู้คนที่เดินผ่าน หรือเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว

“ทุ่นระเบิดไม่มีตา หากเหยียบหรือสัมผัส จะบาดเจ็บหรือเสียชีวิตได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นพลเรือนชาวกัมพูชา หรือบุคคลต่างชาติ” รองประธาน CMAA กล่าว

นอกจากนี้ นายลี ทุจ ยังสมควรถามให้รัฐบาลไทยแสดงความรับผิดชอบต่อข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูล และยุติการเผยแพร่ข้อมูลผ่านคลิปวิดีโอปลอมที่อาจสร้างความเข้าใจผิดแก่สังคมโลก

  • ขอให้ไทยหยุดรุกล้ำดินแดนกัมพูชาที่มีทุ่นระเบิด
  • ให้ประเทศไทยแสดงความรับผิดชอบอย่างจริงจังต่อข้อกล่าวหา
  • ยืนยันว่าคลิปวีดีโอที่เผยแพร่เป็นของปลอม
  • พื้นที่เกิดเหตุเป็นสมรภูมิเก่าของกัมพูชา

การพูดคุยและแสดงความร่วมมือระหว่างไทยและกัมพูชาจึงควรเปลี่ยนมาใช้ช่องทางทางการทูตที่เหมาะสมยิ่งขึ้น เพื่อลดความตึงเครียดและหวังความเข้าใจที่ตรงกันมากขึ้น เนื่องจากอุบัติเหตุจาก ทุ่นระเบิด อาจเกิดกับทุกฝ่าย ถ้าหากไม่มีการตกลงหรือการสื่อสารที่เข้าใจตรงกันมากเพียงพอ

ที่มา – ‘เขมร’ โบ้ย ‘ทุ่นระเบิด’ ไม่มีตา หากเหยียบก็เจ็บตาย โต้ คลิปวีดีโอปลอม

กรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงฟังปาฐกถากฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 กระทรวงการต่างประเทศได้ร่วมกับสภากาชาดไทยจัดงาน ปาฐกถา “สมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร” เกี่ยวกับกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ครั้งที่ 11 ณ วิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ

ในโอกาสสำคัญนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงฟังปาฐกถาฯ ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินในทุกครั้งตั้งแต่การจัดงานครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2546

กรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงฟังปาฐกถากฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

นางมีรยานา สปอลยาริช เอ็กเกอร์ ประธานคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) เป็นผู้กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “การธำรงไว้ซึ่งความเป็นมนุษย์ในสงครามร่วมสมัย” (Upholding Humanity in Contemporary Warfare) โดยเน้นการใช้จริยธรรมและการเคารพกฎหมายในสถานการณ์สงครามที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

ความท้าทายที่เกิดขึ้นในยุคสงครามปัจจุบัน

นางมีรยานาได้กล่าวถึงสถานการณ์การขัดกันทางอาวุธทั่วโลกที่ ICRC ระบุว่ามีทั้งหมดประมาณ 130 กรณี ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงสุดในรอบหลายทศวรรษ นอกจากนี้ยังเตือนถึงแนวโน้มการใช้ “ข้อมูลข่าวสารเป็นอาวุธ” (Weaponisation of information) และการแพร่หลายของระบบอาวุธอัตโนมัติ

ทั้งหมดนี้เป็นบทพิสูจน์ว่าหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศต้องได้รับการยึดมั่นอย่างเคร่งครัด เพื่อคุ้มครองมนุษย์ในยามความขัดแย้ง

ด้านนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้กล่าวรายงานต่อสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ โดยย้ำถึง “มรดก” 150 ปีของกระทรวงการต่างประเทศที่เลือกใช้ทางทูตในการทำความเข้าใจและลดความขัดแย้ง

การเผยแพร่กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศในระดับสากล

ในงานปาฐกถาฯ ครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 300 คน จากภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรระหว่างประเทศ และสื่อมวลชน นอกจากนี้ยังมีการแสดงนิทรรศการเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเป็นระบบ ทั้งจากกระทรวงการต่างประเทศ สภากาชาดไทย และ ICRC

  • การจัดให้มีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายมนุษยธรรม
  • ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ
  • ย้ำบทบาทของไทยในเวทีมนุษยธรรมระดับนานาชาติ

งานนี้ถือเป็นการดำเนินการตามคำมั่นของไทยในการประชุมกาชาดระหว่างประเทศที่มีจุดประสงค์เพื่อเผยแพร่กฎหมายมนุษยธรรม และประกาศยกย่องหน่วยงานที่ปฏิบัติภารกิจด้านมนุษยธรรมทั่วโลก

การจัดทำกิจกรรมเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง ในฐานะหนึ่งในกิจกรรมเพื่อยกระดับการเคารพกฎหมายมนุษยธรรม จึงมีความสำคัญต่อเสถียรภาพโลกและเสรีภาพของมนุษย์อย่างยั่งยืน ความสงบสุขเกิดขึ้นได้ ไม่ใช่บนสนามรบ แต่บนโต๊ะเจรจา

ที่มา – กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จพระราชดำเนินทรงฟังปาฐกถา เรื่องกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

สูบบุหรี่ไฟฟ้าในขนส่งสาธารณะสิงคโปร์อาจถูกปรับถึง 50,000 บาท

เมื่อเร็ว ๆ นี้ สูบบุหรี่ไฟฟ้าในขนส่งสาธารณะ ของสิงคโปร์ได้กลายเป็นประเด็นร้อนแรงอีกครั้ง หลังจากทางการประเทศสิงคโปร์ออกมาตรการเข้มงวด โดยผู้ที่ฝ่าฝืนอาจถูกปรับสูงสุดถึง 2,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 50,000 บาท

รายงานจากสำนักข่าวซินหัวระบุว่าในวันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ของเอสเอ็มอาร์ที (SMRT) ผู้ให้บริการระบบขนส่งมวลชนของสิงคโปร์ ได้ย้ำเตือนว่าผู้ใดก่อเหตุการณ์ สูบบุหรี่ไฟฟ้าในขนส่งสาธารณะ จะถูกนำออกจากสถานีทันที นอกจากนี้หากมีอาการมึนเมาจากการใช้ อาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

สูบบุหรี่ไฟฟ้าในขนส่งสาธารณะผิดกฎหมาย

สูบบุหรี่ไฟฟ้าในขนส่งสาธารณะ ถือว่าผิดกฎหมายในสิงคโปร์มาอย่างชัดเจน และมีบทลงโทษที่เหลือเชื่อ ด้วยการปรับสูงถึง 50,000 บาท ซึ่งถือว่าหนักมากเมื่อเทียบกับหลายประเทศทั่วโลก ทางผู้ให้บริการขนส่งได้ขอความร่วมมือจากประชาชนในการรายงานเหตุหากพบผู้ฝ่าฝืน พร้อมเรียกร้องให้ทุกคนเคารพกฎระเบียบเพื่อความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีของทุกคน

นโยบายของรัฐบาลสิงคโปร์ต่อ “บุหรี่ไฟฟ้า”

นโยบายของรัฐบาลสิงคโปร์ต่อเรื่องบุหรี่ ไม่ว่าจะแบบเดิมหรือแบบไฟฟ้าถือว่าเข้มงวดมาก เนื่องจากมองว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้ใช้และผู้โดยสารทั่วไป โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีคนหนาแน่นอย่างระบบขนส่งสาธารณะ ทำให้ถูกห้ามอย่างเด็ดขาด

  • ต้องถูกนำออกจากสถานีทันทีหากฝ่าฝืน
  • อาจเผชิญกับค่าปรับสูงถึง 50,000 บาท
  • มีความเสี่ยงถูกดำเนินคดีหากสร้างความไม่พอใจให้ผู้อื่น

กติกาเหล่านี้ไม่ได้มีขึ้นมาเพื่อเป็นเพียงข้อบังคับเท่านั้น แต่สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการดูแลสุขภาพประชาชนและส่งเสริมความสงบสุขในสังคม และโดยรวมแล้ว สูบบุหรี่ไฟฟ้าในขนส่งสาธารณะเป็นหัวข้อที่ควรมีการกล่าวขานและสร้างความตระหนักให้กับทุกคน

การใช้บุหรี่ไฟฟ้าอาจเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่ยังต้องการเลิกบุหรี่แบบเดิม แต่ไม่ใช่หมายความว่าจะสามารถใช้ได้ทุกที่ การเคารพพื้นที่สาธารณะคือการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ดังนั้นหากมีความจำเป็นต้องใช้ ควรทำในพื้นที่ที่เหมาะสมและได้รับอนุญาต

บทความนี้ถือเป็นการเตือนสติให้ทุกคนตระหนักว่าแม้จะเป็น “บุหรี่ไฟฟ้า” ก็ยังถือว่าเป็นสิ่งที่มีผลกระทบต่อสุขภาพและอาจนำมาซึ่งบทลงโทษที่หนักหนา ดังนั้นการเลี่ยงหลีกให้อยู่ในพื้นที่ห้ามควรเป็นเรื่องที่เราทุกคนต้องคำนึงถึงเพื่อประโยชน์ของตนเองและผู้อื่น

ที่มา – สิงคโปร์ย้ำ “สูบบุหรี่ไฟฟ้า” ในขนส่งสาธารณะ อาจถูกปรับถึง 50,000 บาท