ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

‘พม่า’ ว้าวุ่น ‘ชนกลุ่มน้อย’ สั่งปิดด่าน สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา 2 กระทบการส่งออก

ล่าสุดสถานการณ์ในพรมแดนไทย-เมียนมาอีกครั้งเข้าสู่ความวุ่นวาย เมื่อทางการจังหวัดเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมา ได้ออกคำสั่งปิดด่าน พม่า สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาแห่งที่ 2 ตรงข้ามบ้านวังตะเคียนใต้ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ซึ่งส่งผลให้การค้าขายระหว่างไทยและเมียนมาได้รับผลกระทบอย่างมาก

‘พม่า’ ว้าวุ่น ‘ชนกลุ่มน้อย’ สั่งปิดด่าน

การปิดด่านเนื่องมาจากคำสั่งของทหารชนกลุ่มน้อยในพื้นที่ ซึ่งมีรายงานว่าเป็นการสั่งการจากระดับเหนือในเมืองเนปิดอ ส่งผลให้รถยนต์บรรทุกและสินค้าขนาดใหญ่ไม่สามารถผ่านพรมแดนได้ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการส่งออกของไทยในพื้นที่จังหวัดเมียวดี

แนวทางการเคลื่อนไหวของฝ่ายเมียนมา

หนึ่งในสาเหตุที่ฝ่ายเมียนมาออกมาตรการเข้มงวดนี้ เนื่องจากต้องการให้สินค้าที่ส่งผ่านเขตนี้เป็นไปในระบบอย่างถูกต้อง เพื่อให้รัฐสามารถเก็บภาษีและมีรายได้ เพื่อควบคุมเส้นทางการค้าที่ผ่านมาอย่างยาวนานมานี้

อย่างไรก็ตาม แม้สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาแห่งที่ 2 จะถูกปิด แต่สะพานแห่งที่ 1 ยังคงเปิดให้ใช้งานได้ตามปกติ โดยเฉพาะสำหรับการเดินทางของประชาชนและสินค้าระดับครัวเรือน ซึ่งยังสามารถแลกเปลี่ยนได้ตามปกติ

  • ปิดด่านพรมแดนที่ 2 ส่งผลกระทบต่อการนำเข้าและส่งออกสินค้าขนาดใหญ่
  • ล่าสุดมูลค่าการส่งออกลดลงเหลือเพียงหมื่นกว่าล้านบาทต่อไตรมาส
  • เมียนมาต้องการจัดระบบให้การค้ามีความโปร่งใสและสร้างรายได้ให้กับรัฐ

สำหรับมูลค่าการค้าขายกับเมียนมาในรอบล่าสุดนั้น พบว่ามีการลดลงอย่างมากจากเดิมที่เคยมียอดเกือบ 50,000 ล้านบาท เหลือเพียงหมื่นกว่าล้านบาทต่อไตรมาส ซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจในพื้นที่ทั้งสองฝั่งอย่างเห็นได้ชัด

จึงเป็นที่น่าจับตามองว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเมียนมาจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือกลับมาเข้าสู่เส้นทางปกติในเร็ว ๆ นี้หรือไม่ โดยเฉพาะในเรื่องของแนวทางการค้าสินค้าในระยะยาว

หากคุณเป็นผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากรายการนี้ ควรเตรียมแนวทางสำรองออกสินค้าผ่านช่องทางอื่น และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ที่มา – ‘พม่า’ ว้าวุ่น ‘ชนกลุ่มน้อย’ สั่งปิดด่าน สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา 2 กระทบการส่งออก

รัฐบาลลั่นเตรียมไล่บี้บ.นอมินีต่างชาติ 4.6 หมื่นแห่ง

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา ได้มีการประชุมวุฒิสภาภายใต้การดำเนินการของ พล.อ. เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง ซึ่งเป็นประธานในที่ประชุม โดยมีการพิจารณากระทู้ถามของนายชูชีพ เอื้อการณ์ ส.ว. ซึ่งถามถึงนายกรัฐมนตรี เรื่องผลกระทบจากปัญหาธุรกิจค้าปลีกข้ามชาติประเภท “ศูนย์เหรียญ” ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจและผู้ประกอบการไทย

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้มาชี้แจงถึงมาตรการของรัฐในการจัดการกับ ธุรกิจนอมินีต่างชาติ ซึ่งกำลังเป็นปัญหาใหญ่ในระบบเศรษฐกิจไทย

รัฐบาลไล่บี้บ.นอมินีต่างชาติมากกว่า 46,000 แห่ง

จากงานของคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นเพื่อปราบปรามนอมินีที่ใช้กฎหมายหากินบนดินแดนไทย พบว่ามีบริษัทที่เข้าข่ายกว่า 46,000 แห่ง ซึ่งเป็นการใช้ช่องทางกฎหมายของไทยโดยเฉพาะในเรื่องการจดทะเบียนบริษัทแบบไม่มีตัวตนจริง

แผนลั่นป้องกัน-ปราบปรามอย่างจริงจัง

กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ เช่น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้เริ่มดำเนินการตรวจสอบอย่างละเอียด โดยขณะนี้ปปง. วางแผนผลักดันกฎหมายใหม่เพื่อรองรับการยึดทรัพย์ทางการเงินของนอมินีในลักษณะที่ชัดเจนมากขึ้น

ทั้งนี้ รัฐบาลเตรียมใช้กฎหมายในพื้นฐานของความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงินเป็นหลักเพื่อยึดทรัพย์บริษัทที่เป็นนอมินีที่ใช้บิลปลอม หรือไม่มีกิจกรรมการค้าจริง

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้สร้างระบบที่สามารถติดตาม การเคลื่อนไหวของบริษัทนอมินี โดยการสังเกตพฤติกรรม เช่น การจดทะเบียนหลายบริษัทโดยมีเจ้าของคนเดียวกันหรือที่อยู่ซ้ำกัน ซึ่งระบบนี้ช่วยให้สามารถนำข้อมูลส่งต่อกรมสรรพากรเพื่อตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม ระบบการตรวจสอบยังต้องอาศัยการประสานงานระหว่างหน่วยงานราชการหลายสำนัก เพื่อให้ได้หลักฐานที่ชัดเจนในการดำเนินการเอาผิด เช่น การตรวจดูสินค้าคงคลัง การตรวจสอบลูกค้า และพฤติกรรมทางบัญชีของแต่ละบริษัท

สุชาติยันปราบจริงไม่เล่นละคร

“ผมไม่นิยมที่ออกไปทำงานแต่โทษเบาบาง ทำให้พวกที่ทำผิดกฎหมายไม่เกรงกลัว ดังนั้นผมจะทำให้เต็มที่” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าว โดยย้ำว่าในบทบาทนี้เขาทำงานเพื่อประชาชนที่บริสุทธิ์ และไม่สนับสนุนทุนต่างชาติที่เอาเปรียบชาวไทยอย่างแน่นอน

กระทรวงพาณิชย์มีแผนขยายการตรวจสอบ บริษัทนอมินีต่างชาติ ควบคู่กับกรมสรรพากร พร้อมทั้งหารือกับ ส.ว. ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้กระบวนการนี้มีความแม่นยำสูงสุด และเป็นการคุ้มครองกรรมสิทธิ์ของผู้ประกอบการไทย

ประชาชนทั่วไปสามารถติดตามความคืบหน้าและแนวทางการดำเนินการของภาครัฐด้วยความมั่นใจว่า การไล่บี้ธุรกิจนอมินีเหล่านี้จะไม่ใช่เพียงเรื่องฟองน้ำ แต่จะคืนความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการที่ทำมาหากินอย่างจริงจัง

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจาก รัฐบาลเตรียมไล่บี้บริษัทนอมินีต่างชาติ อย่าลืมตรวจสอบสิทธิและแสวงหาความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายป้องกันธุรกิจของคุณ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้

ที่มา – ‘รัฐบาล’ เตรียมไล่บี้ บ.นอมินีต่างชาติ 4.6 หมื่นแห่ง

จตุพรชง 4 แนวทางฟื้นถนนบรรทัดทอง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ลงพื้นที่ถนนบรรทัดทอง เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ร่วมกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์ และผู้บริหารจากกระทรวงพาณิชย์ กทม. สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมทั้งผู้แทนสมาคมผู้ประกอบการถนนบรรทัดทอง ตามนโยบาย “พาณิชย์พึ่งได้” เพื่อรับฟังปัญหาข้อเสนอแนะของผู้ประกอบการและเร่งริเริ่มแนวทางเพื่อฟื้นฟูศักยภาพของพื้นที่

จตุพรชง 4 แนวทางฟื้นถนนบรรทัดทอง

ถนนบรรทัดทองถือเป็นหนึ่งในย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยได้รับการยอมรับจากนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งเคยได้รับการจัดอันดับจากนิตยสาร Time Out ให้เป็น “ถนนที่เท่ที่สุดในโลก อันดับที่ 14” ในปี 2014 ปัจจุบันมียอดค้าขายหมุนเวียนรวมกว่า 300 ร้านอาหาร สร้างรายได้หลายพันล้านบาทต่อปี

อย่างไรก็ตาม ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ผู้ประกอบการถนนบรรทัดทองกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ทั้งจากผลกระทบจากการท่องเที่ยวลดลง ค่าเช่าพื้นที่ที่เพิ่มขึ้น และกำลังซื้อของคนไทยที่ชะลอตัว ทำให้ทุกภาคส่วนเริ่มตระหนักถึงความจำเป็นในการวางแผนพัฒนาอย่างยั่งยืน

แนวทางการฟื้นฟูกระทรวงพาณิชย์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เสนอแนวทางเร่งด่วน 4 ประการเพื่อฟื้นฟูและพัฒนาถนนบรรทัดทองให้กลับมาเป็นแลนด์มาร์กสตรีทฟู้ดระดับโลก ดังนี้:

  • 1. การรวมกลุ่มผู้ประกอบการอย่างเข้มแข็ง
    ตั้งคณะกรรมการเป็นทางการเพื่อให้มีกลไกการสื่อสารและตัดสินใจที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
  • 2. การกำหนดคอนเซ็ปต์ย่านใส่เอกลักษณ์เฉพาะตัว
    จัดโซนพิเศษในวันหยุดสุดสัปดาห์ และพัฒนาบรรยากาศเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว
  • 3. การลดต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการ
    ผลักดันนโยบาย “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย” และเชื่อมโยงวัตถุดิบท้องถิ่นกับร้านอาหารในย่าน
  • 4. การจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดอย่างต่อเนื่อง
    ให้มีอีเวนท์อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อสร้างพลวัตแก่ย่าน

“ผมอยากให้บรรทัดทองเป็นย่านที่คนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติรู้จัก ว่าเป็นสตรีทฟู้ดที่ปลอดภัย มีเอกลักษณ์ มีบรรยากาศที่เดินสนุก กินเพลิน เดินชิลล์ เติมศิลป์ ไม่ต่างจากจตุจักรหรือทรงวาด” รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์กล่าว

ร่วมมือทุกภาคส่วนเพื่อพัฒนาอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะเจ้าของพื้นที่ ได้มีนโยบายสนับสนุนผู้ประกอบการด้วยการลดต้นทุน ดูแลสิ่งแวดล้อม ปรับปรุงภูมิทัศน์ และพัฒนาให้พื้นที่เป็นสมาร์ทซิตี้ในอนาคต รวมถึงจัดกิจกรรม “Night Street Food” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจกลางคืน

ผู้แทนผู้ประกอบการถนนบรรทัดทองยังเผยว่า แม้จะมีผู้ประกอบการถึง 385 ราย แต่จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงเหลือเพียงประมาณ 10,000 คนต่อวันจากเดิมที่มีถึง 30,000–40,000 คน จึงเสนอให้พัฒนาให้ถนนบรรทัดทองเป็น “เขตเศรษฐกิจสร้างสรรค์” เพื่อสร้างสรรค์รูปแบบใหม่และยั่งยืน

ทั้งนี้ การร่วมมือระหว่างภาครัฐ มหาวิทยาลัย และผู้ประกอบการจะเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนแผนฟื้นฟู ให้ย่านนี้กลับมาเป็นแรงดึงดูดที่สำคัญของกรุงเทพฯ อีกครั้ง

แนวทางที่จตุพรและทีมงาน đưaออกมานั้นเน้นการทำงานเป็นระบบและมีเป้าหมาย ไม่เพียงแค่ฟื้นฟูเศรษฐกิจของถนนบรรทัดทองเท่านั้น แต่ยังผลักดันให้เป็นจุดหมายปลายทางด้านอาหารต่างถิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและยั่งยืน

ที่มา – “จตุพร” ชง 4 แนวทาง ฟื้นถนนบรรทัดทอง รับฟังปัญหาผู้ประกอบการ ผลักดันแลนด์มาร์กสตรีทฟู้ด

รพ.เมดพาร์ครับรางวัล OAP Award 2568 ด้านความปลอดภัยรังสี

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา พญ. จามรี เชื้อเพชระโสภณ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลเมดพาร์ค ได้รับมอบรางวัลเชิงคุณภาพมาตรฐานครบถ้วน “OAP Award” ประจำปี 2568 ในประเภท ‘เครื่องกำเนิดรังสีประเภทที่ 1 (ด้านการแพทย์)’ โดยได้รับมอบรางวัลจาก นายวิเชียร สุขสร้อย เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ณ ห้องประชุม MR 209 ชั้น 2 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในงาน อว.แฟร์ 2025

รพ.เมดพาร์ครับรางวัล OAP Award 2568

รางวัล OAP Award นี้เป็นรางวัลที่จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมและยกย่องสถานประกอบการในด้านการใช้พลังงานนิวเคลียร์และรังสีอย่างปลอดภัยและมีมาตรฐาน โดยมี สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวง อว. เป็นผู้จัด และคัดเลือกผู้ได้รับรางวัลอย่างเข้มงวด เพื่อยืนยันว่าสถานประกอบการนั้นผ่านการประเมินมาอย่างครบถ้วนทั้งในเรื่องความปลอดภัย (Safety) และความมั่นคง (Security)

มาตรฐานระดับนานาชาติในงานรังสีรักษา

ศูนย์รังสีรักษา และ แผนกเวชศาสตร์นิวเคลียร์ โรงพยาบาลเมดพาร์ค มีความมุ่งมั่นในการให้บริการที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยทีมแพทย์เฉพาะทางและบุคลากรทางการแพทย์ที่มีประสบการณ์เชี่ยวชาญ พร้อมด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์รุ่นใหม่ที่ถูกพัฒนาให้มีความแม่นยำสูงและเหมาะสมกับแนวทางการรักษาสากล ซึ่งส่งผลให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างครอบคลุมตั้งแต่การวินิจฉัย ไปจนถึงการรักษาโรคต่าง ๆ เช่น โรคมะเร็ง และภาวะทางการแพทย์อื่น ๆ ที่ต้องใช้รังสีในการรักษา

ด้วยการได้รับรางวัล รพ.เมดพาร์ครับรางวัล OAP Award 2568 แบบนี้ ถือเป็นการรับรองถึงมาตรฐานความปลอดภัยในการใช้งานรังสีทางการแพทย์ พร้อมทั้งความเชี่ยวชาญของทีมผู้ให้บริการ ที่ทำให้โรงพยาบาลเมดพาร์คเป็นโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำที่ประชาชนสามารถมั่นใจได้

หากคุณหรือคนในครอบครัวกำลังมองหาสถานบริการทางการแพทย์ด้านรังสีรักษาที่มีมาตรฐานและความปลอดภัยสูงสุด โรงพยาบาลเมดพาร์คคือคำตอบที่เหมาะสมกับคุณ ด้วยประสบการณ์และความใส่ใจในทุกขั้นตอนของการรักษา ยืนยันคุณภาพและมาตรฐานระดับนานาชาติ

ที่มา – โรงพยาบาลเมดพาร์ค รับมอบรางวัลเชิงคุณภาพมาตรฐานครบถ้วน “OAP Award” ประจำปี 2568

ตร.จ่อเรียก “ดิว อริสรา” ให้ข้อมูล! ทนายยันมาเพื่อเคลียร์หนี้

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ต.อ.มนูญ แก้วก่ำ ผู้กำกับกองกำกับ 1 สำนักงานปราบปราม ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าเกี่ยวกับกรณีของ “ดิว อริสรา” หลังจากมีข่าวว่าเธอจะเดินทางกลับประเทศไทย ประเด็นที่น่าสนใจคือ ดิวจะต้องเข้าไปให้ข้อมูลกับตำรวจหรือไม่ พ.ต.อ.มนูญกล่าวว่า จะต้องเรียกดิวเข้ามาชี้แจง เนื่องจากถือเป็นผู้เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ยังไม่มีการประสานเวลาชัดเจนว่าจะให้มาวันไหน

ตร.จ่อเรียก “ดิว อริสรา” ให้ข้อมูล! ทนายยันมาเพื่อเคลียร์หนี้

ทั้งนี้ ดิว อริสรา ถูกคุณเมย์ วาสนา อินทะแสง แจ้งความร้องเรียนในข้อหา “ยักยอกทรัพย์” ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 62 ล้านบาท ทำให้ประเด็นนี้กลายเป็นประเด็นดราม่าที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก การเดินทางกลับไทยครั้งนี้ของดิวจึงถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดว่าเป็นเพื่อหนีความผิด หรือเป็นการมาเคลียร์หนี้จริงตามที่ทนายความออกมาเผยว่า

ทนายยืนยันการกลับไทยเพื่อเคลียร์หนี้

นายนิติศักดิ์ มีขวด หรือ “ทนายเอี้ยง” ทนายความของดิว อริสรา ได้กล่าวว่า ดิวได้เดินทางกลับประเทศไทยมาตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมา และได้มีการไลฟ์สดในวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมาแล้ว ส่วนเรื่องการเข้าพบตำรวจนั้น ตอนนี้ยังไม่มีหมายเรียกอย่างเป็นทางการ แต่ชี้แจงชัดเจนว่าดิวกลับมาเพื่อเจรจาเยียวยาหนี้กับทั้งคุณเมย์ วาสนา และบริษัทแบรนด์เนมมันนี่

ทนายเอี้ยงกล่าวต่อว่า “การเจรจาปกติมีการติดต่อกันมานานผ่านทางโทรศัพท์ และตอนนี้มีทรัพย์สินบางชิ้นที่ยังไม่ได้คืน ซึ่งรวมถึง สร้อยคอแบบบูการี่ ที่ยังอยู่กับบริษัท และยังมีกระเป๋าอีก 4 ใบ ที่อยู่ระหว่างการตกลงคืน เราเชื่อว่าทุกอย่างจะจบลงด้วยดีก่อนขึ้นศาลอย่างแน่นอน”

นอกจากนี้ ดิวเองก็ไม่ปฏิเสธหากตำรวจจะเชิญไปให้ข้อมูลเพิ่มเติม และพร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่ เนื่องจากยืนยันว่าการเดินทางกลับครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อเคลียร์หนี้และสิ้นสุดปัญหาอย่างตรงไปตรงมา

เป็นที่น่าจับตาในวันข้างหน้า

จากทั้งหมดนี้ ยังมีประเด็นหลายอย่างที่ต้องรอความชัดเจนเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นการออกหมายเรียกจากตำรวจ หรือการเคลียร์หนี้กับคู่กรณีที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไม่เพียงแค่สิทธิ์ของบุคคล แต่ยังรวมถึงความเชื่อมั่นของสาธารณชนที่มีต่อกรณีดังกล่าวด้วย

การเคลื่อนไหวของ “ดิว อริสรา” ในช่วงนี้จึงเป็นกระบอกบอกถึงศักดิ์ศรีและความรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้น หากเคลียร์ได้จริงก่อนขึ้นศาลถือว่าเป็นคำตอบที่ประชาชนและสังคมต้องการ

ติดตามความเคลื่อนไหวของดิว อริสรา ได้อย่างใกล้ชิดว่าจะเป็นยังไงต่อไป!

ที่มา – ตร.จ่อเรียก “ดิว อริสรา” ให้ข้อมูล! ทนายยันมาเพื่อเคลียร์หนี้ หวังจบก่อนขึ้นศาล

ออสเตรเลียพบการใช้ยาเสพติดสูงเป็นประวัติการณ์

ผลวิเคราะห์น้ำเสียในออสเตรเลีย พบการใช้ยาเสพติดสูงเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะเมทแอมเฟตามีนและโคเคนที่มีอัตราการใช้เพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน รายงานล่าสุดจากสำนักข่าวซินหัวระบุว่า คณะกรรมการข่าวกรองอาชญากรรมแห่งออสเตรเลีย (ACIC) ได้เปิดเผยข้อมูลการวิเคราะห์น้ำเสียจากโครงการเฝ้าติดตามยาเสพติดในน้ำทิ้งแห่งชาติ ซึ่งเป็นโครงการที่ดำเนินการตั้งแต่ปี 2559 เพื่อประเมินระดับการใช้ยาเสพติดในประเทศ

ผลวิเคราะห์น้ำเสียในออสเตรเลีย พบการใช้ยาเสพติดสูงเป็นประวัติการณ์

ข้อมูลที่เปิดเผยแสดงให้เห็นว่า ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาจนถึงเดือนสิงหาคม 2567 ชาวออสเตรเลียได้ใช้เมทแอมเฟตามีนมากถึง 12.8 ตัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 10.5 ตันในช่วงปีก่อนหน้า นอกจากนี้ การใช้โคเคนก็เพิ่มขึ้นเกือบ 70% จาก 4.03 ตัน เป็น 6.8 ตัน ถือเป็นสถิติที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ความเสี่ยงต่อสาธารณสุขและเศรษฐกิจ

ผลวิเคราะห์น้ำเสียในออสเตรเลียครั้งนี้ยังแสดงให้เห็นว่า ปริมาณการใช้ยาเสพติดทั้ง 4 ชนิด ได้แก่ เมทแอมเฟตามีน โคเคน ยาบ้า และเฮโรอีน มีมูลค่าในตลาดมืดสูงถึง 11,500 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 242,000 ล้านบาท โดยเฉพาะเมทแอมเฟตามีนที่คิดเป็นมูลค่าถึง 8,900 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 188,000 ล้านบาท) ซึ่งเป็นภาระหนักหนาต่อระบบสาธารณสุขและเศรษฐกิจของประเทศ

นอกจากนี้ แบบจำลองคาดการณ์ยังระบุว่า การใช้ยาเสพติดกลุ่มนี้จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงปี 2570 โดยเฉพาะยาบ้า โคเคน และยาอี ในขณะที่ตลาดเฮโรอีนคาดว่าจะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในอีกสองปีข้างหน้า

  • เมทแอมเฟตามีนเพิ่มขึ้นจาก 10.5 ตัน เป็น 12.8 ตัน
  • โคเคนเพิ่มขึ้นเกือบ 70% สู่ระดับสูงสุดที่ 6.8 ตัน
  • มูลค่าตลาดมืดกว่า 11,500 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย
  • แนวโน้มการใช้ยาเสพติดจะเพิ่มขึ้นถึงปี 2570

จากข้อมูลดังกล่าว ชัดเจนว่า ผลวิเคราะห์น้ำเสียในออสเตรเลีย ไม่ได้สะท้อนแค่พฤติกรรมของประชาชนเท่านั้น แต่ยังบ่งชี้ถึงความจำเป็นในการรีบปิดช่องโหว่ในการควบคุมยาเสพติด และต้องมีมาตรการรุกในการป้องกันและบำบัดผู้ใช้

ที่มา – ผลวิเคราะห์น้ำเสียในออสเตรเลีย พบการใช้ยาเสพติดสูงเป็นประวัติการณ์

“Dow” ย้ำผู้นำโพลิสไตรีน เปิดตัววัสดุคาร์บอนต่ำคุณภาพสูง

กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย (Dow) ย้ำตำแหน่งผู้นำในตลาดโพลิสไตรีนของไทย ด้วยการเปิดเผยเทคโนโลยีใหม่ในการผลิตเม็ดพลาสติกโพลิสไตรีนจากโรงงานร่วมทุนเอสซีจีซี-ดาว ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตหลักของประเทศ โดยให้ความสำคัญกับคุณสมบัติที่เหนือกว่า เช่น คุณภาพสูง ความเสถียร ความหลากหลายในการใช้งาน และยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

“Dow” ตอกย้ำผู้นำตลาดโพลิสไตรีน เผยนวัตกรรมวัสดุคาร์บอนต่ำคุณภาพสูง

ผลิตภัณฑ์โพลิสไตรีนของ Dow ได้รับการรับรองฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ระดับทองจากองค์การ TGO และสามารถผสมกับเม็ดพลาสติกรีไซเคิล (PCR) ได้สูงสุดถึง 50% โดยไม่ลดคุณภาพ ทำให้สามารถนำไปใช้ในหลากหลายภาคอุตสาหกรรม ทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้า บรรจุภัณฑ์อาหาร ของเล่นเด็ก วัสดุตกแต่งภายใน และอุปกรณ์ทางการแพทย์

กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย รับประกันว่า วัสดุโพลิสไตรีนที่ผลิตมานั้นไม่เพียงแต่มีความแข็งแรง น้ำหนักเบา และดูดซับความชื้นต่ำ แต่ยังสามารถใช้งานร่วมกับระบบรีไซเคิลเชิงกลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

เทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ด้วยกำลังการผลิตกว่า 150,000 ตันต่อปีจากโรงงานในระยอง ซึ่งดำเนินการโดยพนักงานชาวไทย ผลิตภัณฑ์โพลิสไตรีนจึงเป็นมิติใหม่ของการผลิตในประเทศที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมรับรองจากองค์การอาหารและยา (FDA) สำหรับการสัมผัสกับอาหารโดยตรง

บริษัทยังเน้นย้ำว่า โพลิสไตรีนมีความสามารถในการผสม PCR ได้มากกว่าพลาสติกเอบีเอส (ABS) ถึง 2-5 เท่า ซึ่งไม่เพียงช่วยลดปริมาณวัสดุใหม่ที่ใช้ แต่ยังลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์โดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ

  • เนื้อวัสดุเงางาม ทนทานต่อแรงกระแทก
  • สามารถผลิตได้จากวัตถุดิบรีไซเคิลสูงสุด 50%
  • ใช้พลังงานน้อย และรีไซเคิลได้ในวงจรเดียว
  • ปลอดภัยสำหรับบรรจุภัณฑ์อาหาร

เมื่อโลกเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน วัสดุที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนจึงเป็นหัวใจสำคัญของภาคอุตสาหกรรม สำหรับกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย โพลิสไตรีนที่มีคุณภาพสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม คือคำตอบที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยไปสู่เป้าหมายความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม

นวัตกรรมนี้ไม่เพียงเป็นเครื่องยืนยันความสามารถในการผลิตวัสดุที่ทันสมัยของ Dow เท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางวัสดุที่ซับซ้อนและมีคุณค่าในระดับโลกในอนาคต

“โพลิสไตรีนของเราคือทางเลือกที่เร็ว ประหยัด ปลอดภัย และยั่งยืนสำหรับทุกอุตสาหกรรม” นายเอกสิทธิ์ ลัคนานิธิพันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายธุรกิจร่วมทุน กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย กล่าวสรุป

หากคุณเป็นผู้ประกอบการหรือองค์กรที่มีความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม ลองพิจารณาใช้วัสดุโพลิสไตรีนคุณภาพสูงจากกลุ่มบริษัท Dow เพราะมันไม่ใช่เพียงวัสดุ แต่เป็นโซลูชันเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

ที่มา – “Dow” ตอกย้ำผู้นำตลาดโพลิสไตรีน เผยนวัตกรรมวัสดุคาร์บอนต่ำคุณภาพสูง

วันนอร์ยันรัฐบาลมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งทำงานได้ ย้ำพร้อมสอบข่าวซื้อเสียง 10 กิโล

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 18 สิงหาคม ที่รัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้เดินเยี่ยมชมโรงอาหารแห่งใหม่ของสภานิยม และพบปะพ่อค้าแม่ค้า พร้อมสอบถามราคาอาหารในโรงอาหาร เพื่อสะท้อนภาพรวมของบริการภายในสภา

วันนอร์ยันรัฐบาลมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งทำงานได้

ภายหลังจากกรณีที่องค์ประชุมฝ่ายรัฐบาลมีจำนวน ‘เสียงปริ่มน้ำ’ ทำให้การดำเนินงานของสภาเผชิญกับอุปสรรค นายวันนอร์ยืนยันว่า เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับหน้าที่ของคณะกรรมการประสานงาน (วิป) ของพรรคร่วม รวมถึงวิปของรัฐบาลเอง ที่จะต้องประสานเพื่อให้มีจำนวนสมาชิกเกินกึ่งหนึ่งเข้าร่วมประชุม เพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายวันนอร์กล่าวว่า แม้การประชุมครั้งล่าสุดจะเป็นการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ซึ่งเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนก็ตาม แต่ทุกมาตราก็ผ่านไปได้อย่างราบรื่น เนื่องจากการทำงานร่วมกันของฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านมีความเข้าใจหน้าที่ชัดเจน

ถ้ารัฐบาลควบคุม ‘เสียงเกินกึ่งหนึ่ง’ ได้ ก็สามารถเดินหน้าทำงานได้ตามปกติ

การจะดำเนินการอย่างไรหากมีสมาชิกสภาฯ จำนวนน้อยไม่เข้าร่วมประชุม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการออกกฎหมาย? ประธานสภาผู้แทนราษฎร ชี้แจงว่า หากองค์ประชุมมีผู้เข้าร่วมเกินครึ่ง แม้จะเป็น ‘เสียงปริ่มน้ำ’ แต่หากสามารถยืนยันได้ว่าเกินกึ่งหนึ่ง ก็ถือว่ามีความชอบธรรมในการดำเนินการประชุมเพื่ออนุมัติสาระสำคัญต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม หากองค์ประชุมไม่ครบตามต้องการ จะเป็นผลให้การประชุมต้องยกเลิกไปชั่วคราว ตามกติกาของสภา ทั้งนี้ สิ่งที่สำคัญคือทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านมีหน้าที่รับผิดชอบในการให้เกียรติองค์ประชุม การที่รัฐบาลมีจำนวนสมาชิกเกินกึ่งหนึ่งนี้จะช่วยให้การเผชิญหน้าทางการเมืองยังเป็นไปตามหลักประชาธิปไตย

พร้อมเปิดรับข้อมูลสอบสวนข่าวซื้อเสียงในสภา

ในประเด็นที่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับการ ซื้อเสียงโหวตในสภาด้วยเงินจำนวน 10 กิโลกรัม นายวันนอร์กล่าวว่า ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่กระทบต่อภาพลักษณ์ของสภาอย่างมาก หากมีข้อมูลจริงควรออกมาเปิดเผย ไม่ให้อำพรางเพราะจะส่งผลเสียต่อจิตใจของประชาชนและสมาชิกสภาเอง

หากมีใครตระหนักถึงการถูกติดต่อโดยอ้างว่าเป็นการดำเนินการเรื่องดังกล่าว ควรเปิดเผยต่อวิปของพรรคหรือประธานสภาโดยตรง หรือหากไม่กล้าเปิดเผย ควรมีการแจ้งเบาะแสอย่างชัดเจน พร้อมด้วยหลักฐาน เช่น โทรเล่ม บันทึกเสียง หรือเอกสารอ้างอิงเพื่อตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน

ย้ำ!หากมีหลักฐานยืนยัน ยินดีตรวจสอบตามกฎหมาย

นายวันนอร์ย้ำว่า ถ้ามีการยื่นเรื่องเข้ามาด้วยความชัดเจน มีชื่อผู้กล่าว และสามารถยืนยันได้ว่ามีเจตนาที่จริงจัง ก็พร้อมตรวจสอบทันที และหากพบว่าเป็นความจริง อีกฝ่ายก็จะต้องเผชิญหน้ากับกฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อสร้างความโปร่งใสและยืนยันการต่อต้านการทุจริตในจิตใจของสมาชิก parliament ทุกคน

เขาย้ำว่า การซื้อเสียงเป็นเรื่องผิดกฎหมาย และไม่ควรให้มีข่าวลือที่ไร้สาระเช่นนี้เกิดขึ้น เพราะสิ่งเหล่านี้อาจทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันทางการเมือง โดยเฉพาะในวาระสำคัญของประเทศ

ท้ายที่สุดนี้ นายวันมูหะมัดนอร์ พร้อมหนุนหลังพรรคทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านให้แสดงหน้าที่ต่อสภาอย่างเต็มที่ และยืนยันว่าสภาฯ พร้อมดำเนินการต่อไปอย่างเป็นธรรม โปร่งใส และน่าเชื่อถือ

หากคุณเป็นส่วนหนึ่งของประชาชนที่ต้องการติดตามผลการดำเนินคดี หรืออัปเดตข่าวสารเกี่ยวกับการเมืองไทยอย่างตรงไปตรงมา ติดตามพวกเราได้ที่นี่ และร่วมกันเฝ้าดูสถานการณ์ล่าสุดด้วยกันครับ

ที่มา – ‘วันนอร์’ ยัน รัฐบาลคุมเสียงเกินกึ่งหนึ่งก็เดินหน้าได้แม้ปริ่มน้ำ ย้ำพร้อมตรวจสอบข่าวซื้อเสียงโหวต 10 กิโล

เพลิงไหม้วิหารวัดเวฬุวันป่าไผ่ เชียงใหม่ เสียหายหนัก

เมื่อคืนวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้ภายในวัดเวฬุวันป่าไผ่ ตั้งอยู่ในตำบลเหมืองแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นในเวลากลางดึก ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องรีบเข้าควบคุมสถานการณ์อย่างทันท่วงที

หลังได้รับแจ้งเหตุ เจ้าหน้าที่ทีมกู้ภัย อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญูจังหวัดเชียงใหม่ ขุนพลรวงข้าวสายเหนือ กู้ภัยแม่โจ้ และสมาคมกุศลสงเคราะห์เชียงใหม่ ได้รีบนำรถดับเพลิงและอุปกรณ์เข้าดับไฟเพื่อระงับเหตุภายในวิหารซึ่งเป็นสถานที่สำคัญทางพุทธศาสนา

เพลิงไหม้วิหารวัดเวฬุวันป่าไผ่ เชียงใหม่

เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าถึงที่เกิดเหตุ พบว่าเพลิงลุกไหม้บริเวณวิหารอย่างรุนแรง โครงสร้างภายในซึ่งสร้างจากไม้จำนวนมากทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในการควบคุมและดับไฟจนราบสงบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เบื้องต้นไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่ตัววิหารเสียหายหนัก เกือบทั้งหลังได้รับความเสียหายอย่างมาก ทำให้การสืบสวนหาสาเหตุเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอยในอนาคต

เจ้าหน้าที่เร่งหาสาเหตุ

ในขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้กักพื้นที่และปิดเขตเพื่อไม่ให้บุคคลทั่วไปเข้าไปใกล้ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยในกระบวนการสืบสวนและตรวจสอบหลักฐานเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของเหตุเพลิงไหม้

เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งความสูญเสียที่ไม่ควรมีของวัดเวฬุวันป่าไผ่ ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณของชาวพุทธในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย

สถานที่แห่งนี้มีพุทธคุณมากมาย มีผู้เข้าชมและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติให้ความสนใจเป็นประจำ ความเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้ในครั้งนี้ นอกจากจะส่งผลกระทบทางวัตถุแล้ว ยังส่งผลทางจิตใจต่อผู้ที่เคารพสักการะบริเวณดังกล่าว

การสืบสวนเพื่อหาสาเหตุอย่างละเอียดถือเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เข้าใจว่าเพลิงไหม้เกิดจากความบกพร่องของระบบไฟฟ้า ความประมาท หรือเป็นความผิดของบุคคล การตรวจสอบนี้จะเป็นแนวทางในการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

จากกรณีนี้ ผู้เขียนเห็นว่า การให้ความสำคัญในการดูแลรักษาสถานที่สำคัญทางวัฒนธรรม และการเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัยจากไฟไหม้นั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้

ที่มา – เพลิงไหม้วิหาร ‘วัดเวฬุวันป่าไผ่-เชียงใหม่’ พบโครงสร้างเสียหายหนัก เจ้าหน้าที่เร่งหาสาเหตุ

ผบ.ทสส. เร่งเก็บกู้วัตถุระเบิด 3 จังหวัดชายแดนใต้

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ที่กองบัญชาการกองทัพไทย พลเอกทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เปิดเผยว่า หน่วยงานทหารและตำรวจได้ระดมกำลังร่วมกันดำเนินการเก็บกู้วัตถุระเบิดใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งมีพื้นที่เสี่ยงสูงอย่าง จ.สุรินทร์ จ.ศรีสะเกษ และ จ.บุรีรัมย์ โดยมีทีมปฏิบัติการทั้งหมด 15 ชุด ประกอบด้วย TMAC, ตำรวจตระเวนชายแดน และชุมชนท้องถิ่นรวมถึงกำนันและผู้ใหญ่บ้าน

ผบ.ทสส. เร่งเก็บกู้วัตถุระเบิด 3 จังหวัดชายแดนใต้

การปฏิบัติภารกิจนี้ไม่ได้มอบให้เฉพาะหน่วยเฉพาะกิจเท่านั้น แต่เป็นการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยทหาร พลเรือน และชุมชน โดยเน้นที่การค้นหาและกำจัดวัตถุระเบิดในพื้นที่ที่มีรายงานความเสี่ยงสูงกว่า 800 จุด ซึ่งเป้าหมายสูงสุดคือความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ และให้ภาคีร่วมงานสามารถเข้าถึงพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย

ความร่วมมือจากภาคเอกชน

นางนพรัตน์ กุลหิรัญ หรือที่รู้จักในชื่อ “มาดามรถถัง” เจ้าของ “บริษัทชัยเสรีเม็ททอลแอนด์รับเบอร์ จำกัด” ให้ความคิดเห็นว่า สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากเห็นเกิดขึ้น แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นแล้ว ทุกฝ่ายควรร่วมมือกันอย่างสามัคคี ทั้งในฐานะพลเมืองและเพื่อความมั่นคงของชาติ

นางนพรัตน์เล่าว่า บริษัทของเธอซึ่งเป็นบริษัทไทยแท้ ได้มีส่วนสนับสนุนกองทัพหลายด้าน โดยเฉพาะการผลิตยุทโธปกรณ์ที่ช่วยรักษาความมั่นคง เช่น การออกแบบและซ่อมแซมรถทางทหาร เช่น รถฮัมวี่และรถถัง M113 และยังมีรถเกราะกันกระสุน รวมถึงการออกแบบรถสะเทินน้ำสะเทินบกที่สามารถใช้งานได้จริง

นอกจากนี้ บริษัทยังจัดส่งช่างและอะไหล่ไปประจำที่หน้าแนวรบเพื่อสนับสนุนการซ่อมบำรุงยานพาหนะทางทหาร และยังมีโครงการจิตอาสาในการพัฒนาโดรนเพื่อใช้ในภารกิจต่างๆ บนแนวชายแดน โดยทุกอย่างทำขึ้นด้วยความร่วมมือของภาคเอกชน ไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายใด ๆ และมีเป้าหมายเพียงเพื่อสนับสนุนความมั่นคงของประเทศ

  • ความร่วมมือระหว่างทหารและประชาชน
  • การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการป้องกัน
  • การสนับสนุนโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายจากภาคเอกชน

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่า ความมั่นคงของประเทศคือความรับผิดชอบของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนของรัฐ กองทัพ หรือพลเมืองธรรมดา ทั้งหมดต้องร่วมมือกันเพื่อป้องกัน อันตรายจากวัตถุระเบิด ซึ่งอาจสร้างผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้อย่างรุนแรง

แน่นอนว่าการดำเนินการของ “ผบ.ทสส.” นี้เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญที่แสดงถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง และการร่วมมือจากภาคเอกชนในรูปแบบต่าง ๆ ก็ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับภารกิจนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นี่คือจุดเริ่มต้นของความร่วมมือเพื่อปลอดภัยร่วมกัน และยังคงต้องติดตามผลการดำเนินการในระยะยาวว่าจะสามารถลดจุดเสี่ยงต่าง ๆ และกอบกู้พื้นที่เหล่านี้ให้กลับมาปลอดภัยสำหรับการใช้ประโยชน์ของประชาชนได้มากน้อยเพียงใด

หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนหรือต้องการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความเปลี่ยนแปลงนี้ อย่าพลาดการติดตามข่าวสารจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้เพื่อไม่ให้พลาดข่าวที่สำคัญ

ที่มา – ‘ผบ.ทสส.’ระดมกำลังเร่งเก็บกู้วัตถุระเบิด 3 จังหวัดชายแดนใต้จนกว่าพื้นที่จะปลอดภัย