ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

หนีตาย! ไฟไหม้โรงงานรีไซเคิลฉะเชิงเทรา เสียหายหลายล้าน

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่โรงงานรีไซเคิลในจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง โดยในตอนเกิดเหตุมีแรงงานอยู่ภายในที่พัก ซึ่งต้องหนีตายออกจากที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว เพื่อหลีกหนีเปลวไฟที่ลุกไหม้อย่างรุนแรง

หนีตาย! ไฟไหม้โรงงานรีไซเคิลฉะเชิงเทรา เสียหายหลายล้าน

พ.ต.ท. ธีระ เสนทอง สารวัตรสอบสวน สภ.แปลงยาว ได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้ที่โรงงานรีไซเคิล บริษัท คิวมิวเลทพลัส จำกัด หมู่ 805 ต.หัวสำโรง อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา เจ้าหน้าที่จึงรีบรุดไปตรวจสอบพร้อมทั้งรถดับเพลิงกว่า 30 คัน เนื่องจากโรงงานมีวัสดุไวไฟจำนวนมาก ทำให้เพลิงลุกลามอย่างรวดเร็ว

โรงงานรีไซเคิลมีวัสดุไวไฟสะสม

พยานเหตุเล่าว่า ก่อนเกิดเหตุตนเองกำลังรับประทานอาหารในโรงงาน ได้เกิดเสียงดังรุนแรงพร้อมไฟไหม้ระอุ ซึ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้คนงานต้องวิ่งหนีตายทันที มีทั้งหมด 4 คนที่อยู่ในบริเวณนั้นและสามารถรอดชีวิตมาได้อย่างปลอดภัย ความเสียหายครั้งนี้ระบุว่าเกิดจากภายในโรงงานเต็มไปด้วยวัสดุรีไซเคิล เช่น ยางรถยนต์เก่า พลาสติกไม้พาเรท และวัสดุอื่น ๆ ที่เป็นเชื้อเพลิงชั้นดี

โรงงานเกือบจะพังถล่มจากเพลิงไหม้

นางสาวกัลยา ประสิทธิภาคย์ นายอำเภอแปลงยาว ได้เดินทางมายังที่เกิดเหตุเพื่อบัญชาการในการดับเพลิง โดยประสานงานร่วมกับหน่วยป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยท้องถิ่น ท่ามกลางเปลวไฟที่ลุกลามถึง 90% ของพื้นที่ในโรงงาน ทำให้มูลค่าความเสียหายสูงถึงหลายล้านบาท

สาเหตุยังไม่ทราบชัดเจน

ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของเหตุเพลิงไหม้ในโรงงานรีไซเคิลฉะเชิงเทรา เนื่องจากเหตุเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง จึงต้องรอการสอบสวนจากกองพิสูจน์หลักฐานในการสรุปสาเหตุอย่างเป็นทางการ ทว่าเบื้องต้นคาดการณ์ว่าเป็นจากวัสดุที่สะสมไว้ภายในโรงงานซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดไฟไหม้

  • คำเตือนเกี่ยวกับความปลอดภัยในโรงงานรีไซเคิล
  • ความสำคัญของการตรวจสอบระบบไฟฟ้าและก๊าซอย่างสม่ำเสมอ
  • การฝึกอบรมพนักงานเกี่ยวกับการหนีไฟและการใช้อุปกรณ์ดับเพลิง

จากเหตุการณ์นี้ ไม่เพียงแต่ความเสียหายทางด้านทรัพย์สินที่เป็นจำนวนมาก แต่ยังกระทบต่อสุขภาพของคนงานและชุมชนโดยรอบ ซึ่งอาจจำเป็นต้องมีการตรวจสุขภาพเป็นระยะ เพื่อป้องกันผลกระทบจากควันพิษในระยะยาว

เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่เตือนใจผู้ประกอบการโรงงานทุกประเภท ถึงความสำคัญของการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยอย่างจริงจัง เพราะความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจสร้างความเสียหายมหาศาลได้ ทั้งในด้านชีวิต ทรัพย์สิน และชื่อเสียงขององค์กร

อย่าลืมติดตามข่าวสารอัปเดตเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้และระวังข่าวจากพื้นที่ใกล้บ้านคุณ เพราะอุบัติเหตุอาจเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา

ที่มา – หนีตาย! ไฟไหม้โรงงานรีไซเคิลฉะเชิงเทรา เสียหายหลายล้าน เร่งหาสาเหตุ

สภาฯ ถกงบปี 69 สองวันใช้เวลา 31 ชม. คืบหน้า 23 มาตรา

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา รัฐสภาได้จัดประชุมวาระพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งเป็นวาระที่ 2 และเป็นวันที่สองของการประชุม โดยมีนายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่หนึ่งทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมในวันดังกล่าว

ในช่วงดึกของวันดังกล่าว การประชุมได้พิจารณาถึงมาตรา 22 ที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณของกระทรวงแรงงาน หลังจากนั้นได้เข้าสู่การอภิปรายในมาตรา 23 ซึ่งเป็นงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงวัฒนธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคประชาชนได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณให้กับโครงการซอฟต์พาวเวอร์ของรัฐบาล ที่มีการจัดตั้งวงเงินไว้ค่อนข้างสูง โดยพวกเขากลัวว่าหากไม่มีการบริหารจัดการอย่างรอบคอบ งบประมาณที่เพิ่มขึ้นจะไม่สอดคล้องกับผลลัพธ์ที่ได้จริง

สภาฯ ถกงบปี 69

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความกังวลจาก สส. หลายฝ่าย แต่ที่ประชุมในที่สุดก็เห็นชอบร่างกฎหมายตามที่กรรมาธิการเสนอ โดยผ่านการลงคะแนนเสียงด้วยเสียงข้างมาก ทำให้มาตรา 23 ของงบประมาณปี 2569 ได้รับการปรับปรุงและผ่านการพิจารณาในระดับหนึ่งแล้ว

ต่อมาเวลาประมาณ 01:05 น. นายไชยา พรหมาได้ประกาศว่า การประชุมในวันนี้ใช้เวลานานพอควรแล้ว จึงได้ประกาศพักการประชุมออกไปชั่วคราว และจะดำเนินการประชุมอีกครั้งในเวลา 09:00 น. ของวันเดียวกัน เพื่อดำเนินการพิจารณาต่อในมาตราที่ 24 ซึ่งเป็นงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการ

สรุปเวลาที่ใช้ในการประชุม

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรในช่วง 2 วันที่ผ่านมานี้ ได้มีการจัดการประชุมที่ต่อเนื่องและใช้เวลายาวนานถึง 31 ชั่วโมง โดยเน้นความละเอียดในการพิจารณาแต่ละมาตราอย่างรอบคอบ เพื่อให้การใช้งบประมาณในปี 2569 มีความโปร่งใส ตอบโจทย์ประชาชน และสอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาล

ไม่เพียงแค่เพื่อพิจารณาตามหัวข้อเท่านั้น การประชุมในครั้งนี้ยังถือว่าเป็นกระบวนการทางประชาธิปไตยที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของ สส. ที่ต้องการตรวจสอบงบประมาณทุกรายละเอียดก่อนที่จะนำไปใช้บริหารประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจของประเทศยังคงฟื้นตัวจากสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมา

  • วาระพิจารณา 2 วัน
  • ใช้เวลารวม 31 ชั่วโมง
  • คืบหน้าถึงมาตราที่ 23
  • มีการถกประเด็นงบประมาณซอฟต์พาวเวอร์
  • ยังใช้เวลาเพื่อพิจารณาต่อในมาตราที่ 24

สำหรับผู้ติดตามสถานการณ์ทางการเมืองและงบประมาณ ถือว่าการประชุมในครั้งนี้ไม่ใช่เพียง例行การ (例行หมายถึง 例行การ ไม่ได้แบกรับความหมายพิเศษ แต่ในบริบทนี้อาจเข้าใจได้ว่าเป็นการดำเนินการตามรูปแบบเดิม ๆ โดยไม่มีการปรับปรุง) แต่เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงหน้าที่ของตัวแทนประชาชนในการตรวจสอบการใช้จ่ายของภาครัฐอย่างเข้มงวด

หากคุณสนใจติดตามความเคลื่อนไหวของการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวาระต่อไป หรืออยากเข้าใจงบประมาณในมาตราถัด ๆ ไป ขอเชิญท่านติดตามข่าวสารจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือต่อไป เพื่อพัฒนาความเข้าใจเกี่ยวกับการเมืองในระดับประเทศให้เพิ่มขึ้น

ที่มา – ‘สภาฯ’ ถกงบปี 69 สองวันใช้เวลารวม 31 ชม. คืบหน้า 23 มาตรา

“หมาป่ากรุงโรม” ร่อนข้อเสนอซื้อ “ซานโช” เสริมแกร่ง

ในโลกฟุตบอลที่เต็มไปด้วยการเคลื่อนไหวของตลาดซื้อขายนักเตะ “หมาป่ากรุงโรม” หรือทีม โรมา ทีมดังจากศึกกัลโช เซเรีย อา ประเทศอิตาลี ก็ได้ออกสตาร์ทเพื่อความแข็งแกร่งในทีมด้วยการส่งข้อเสนอขอซื้อนักเตะ เจดอน ซานโช ปีกดาวรุ่งของ “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมลูกหนังจากแดนผู้ดี

แม้ว่าจะยังไม่มีการเปิดเผยตัวเลขค่าตัวที่แน่นอน แต่แหล่งข่าวจากสื่อชื่อดังอย่าง “BBC” ได้ระบุว่า โรมา ส่งข้อเสนออย่างเป็นทางการเพื่อคว้าตัวนักเตะรายนี้ไปร่วมทีมเพื่อเสริมความแกร่งในแนวรุก ขณะเดียวกันยังไม่ทราบว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะตอบรับหรือปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าวไปในที่สุดอย่างไร

“หมาป่ากรุงโรม” ขอซื้อ “ซานโช” แบบมีเงื่อนไข

อย่างไรก็ตาม เหยี่ยวข่าวดังอย่าง ฟาบริซิโอ โรมาโน ได้รายงานข่าวที่น่าสนใจว่า โรมา ไม่ได้ขอซื้อ ซานโช แบบถาวรทันที แต่ขอรับแบบยืมตัวก่อนเป็นเวลาหนึ่งฤดูกาล โดยมีเงื่อนไขบังคับซื้อขาดเมื่อจบฤดูกาล โดยระบุว่าค่าตัวจะอยู่ที่ 23 ล้านยูโร หรือประมาณ 874 ล้านบาท ซึ่งเป็นข่าวที่สร้างความตื่นเต้นให้แก่นักฟุตบอลทั้งหลาย เป็นอย่างมาก

โอกาสและความท้าทายสำหรับ ซานโช

สำหรับ เจดอน ซานโช นั้น ถือเป็นนักเตะที่มีคุณภาพสูง แต่ตอนนี้ยังไม่ได้รับโอกาสในการลงสนามจากทีมหลักของ “ปีศาจแดง” อย่างเต็มที่ และหากได้ย้ายไปเล่นในถิ่น โอลิมเปีย สเตเดียม ในถิ่นโรม ภายใต้การคุมทัพของโค้ช กัวซิลา ดิ บัลลา ที่มีสไตล์การเล่นรุกจัดชัดเจน ก็ถือเป็นโอกาสอันดีในการกลับมาฟอร์มอีกครั้ง และพิสูจน์ศักยภาพของตนเองในถิ่นอิตาลี

ไม่ว่าจะเป็นการยืมตัวหรือการซื้อขาด การเสนอของ โรมา ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงความตั้งใจของทีมในการเสริมทัพเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้สามารถลุ้นแชมป์ในฤดูกาลนี้ได้แบบเต็มตัว

หากข่าวการย้ายทีมของ ซานโช เกิดขึ้นจริง ก็เป็นการปลุกเร้าทีมคู่แข่งทั้งหลายให้ต้องตัดสินใจเสริมทัพกันอย่างเร่งด่วนเช่นกัน เพื่อไม่ให้ตกขบวนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

ข่าวการย้ายทีมครั้งนี้ อาจเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญสำหรับอนาคตการลงสนามของ ซานโช และยังอาจส่งผลต่อสถานการณ์การตลาดของทีมยักษ์ใหญ่จากอังกฤษอีกด้วย

และไม่ว่าจะเป็นอย่างไร แฟนบอลทั่วโลกต่างจับตาดูนักเตะรายนี้อย่างใกล้ชิด เพราะเราเชื่อว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต คือความคุ้มค่าและความสนุกที่เกิดขึ้นจากฝีเท้าของเขา

ทั้งนี้ หากคุณเป็นแฟนบอลตัวยงต้องติดตามทุกข่าวที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด เพราะนี่คือช่วงเวลาสำคัญในวงการฟุตบอลโลก ที่ทุกการย้ายทีมอาจเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของนักเตะและทีมได้ในพริบตา

อย่าลืมกดติดตามเว็บไซต์ของเราเพื่อติดตามข่าวสารวงการกีฬาอย่างต่อเนื่อง และเช็คข่าวเด็ดๆ เพิ่มเติมเกี่ยวกับการย้ายทีมของนักเตะจากทั่วโลกได้ที่นี่

ที่มา – “หมาป่ากรุงโรม” ร่อนข้อเสนอซื้อ “ซานโช” เสริมแกร่ง

จอนนี่มือปราบโพสต์สุดท้ายยอมรับผิด ขออย่าซ้ำเติม

ล่าสุด ‘จอนนี่มือปราบ’ ดาบตำรวจ ยุทธพล ศรีสมพงษ์ ได้โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดีย หลังจากได้รับการประกันตัวจากเหตุการณ์ที่ถูกออกหมายจับร่วมกับภรรยา น.ส.จิราพร สีบุระ ในข้อหาความผิดฐานม.157 ซึ่งเกี่ยวข้องกับเจ้าพนักงานที่อาจละเว้นหน้าที่จนเกิดความเสียหายแก่บุคคลภายนอก

จอนนี่มือปราบโพสต์สุดท้ายยอมรับผิด ขออย่าซ้ำเติม

ในโพสต์ดังกล่าว ดาบตำรวจยุทธพลได้เปิดใจอย่างตรงไปตรงมา โดยยอมรับว่า “ผิด ผมก็น้อมรับ” พร้อมย้ำว่าโพสต์นี้จะเป็น จอนนี่มือปราบโพสต์สุดท้ายยอมรับผิด ขออย่าซ้ำเติม ก่อนที่เขาจะงดพูดถึงเรื่องนี้ในอนาคต

ไม่มีเจตนาทำผิด ตั้งใจพัฒนาท่องเที่ยวอุบลฯ

“ผมไม่ใช่คนเลวหรือคนชั่วอะไร ทำมาหากินสุจริต ตั้งมั่นในความดีตลอด คนเราก็มีผิดพลาดได้” เจ้าของฉายา “จอนนี่มือปราบ” ได้กล่าวในโพสต์ โดยอธิบายความตั้งใจในขณะเริ่มต้นทำธุรกิจที่ดินนิคมว่า ต้องการเข้ามาพัฒนาการท่องเที่ยวของจังหวัดบ้านเกิด สร้างงาน สร้างรายได้ และเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้มาเที่ยวชมบ้านของเขา

อย่างไรก็ตาม เรื่องที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อครอบครัวอย่างหนัก โดยเฉพาะภรรยาและคุณแม่ที่ได้รับผลกระทบจากการโดนสื่อตามจับ และเขาเองก็ถึงกับโพสต์ขอโทษทุกคน “ผมขอกราบขอโทษทุกๆคน จากหัวใจลูกผู้ชายครับ”

อีกทั้งยังมีข้อความเตือนผู้ใช้โซเชียลมีเดีย ไม่ให้ไปดราม่า ไม่ให้ลงคลิปรีรัน หรือมาด่าทับซ้ำ เพราะเขาเอง “โดนมาหนักมากพอแล้ว” พร้อมทั้งขอกำลังใจในการทำมาหากินเลี้ยงครอบครัวในอนาคต

  • ยอมรับผิดตามกฎหมายอย่างเต็มตัว
  • ไม่มีเจตนาทำร้ายหรือทำผิดอย่างร้ายแรง
  • ยังตั้งใจทำงานดีเพื่อชุมชนและสังคม
  • รีสอร์ทต้องปิดชั่วคราวตามคำสั่งศาล

การกล่าวถึงเรื่องราวในครั้งนี้ของ จอนนี่มือปราบโพสต์สุดท้ายยอมรับผิด ขออย่าซ้ำเติม เป็นสัญญาณที่แสดงถึงการยอมรับความผิดอย่างเต็มตัว และขอโอกาสในการเริ่มต้นใหม่จากผิดพลาดในอดีต ซึ่งทุกคนในฐานะสังคมภายนอก ควรมองอย่างเข้าใจและไม่ตัดสินมากเกินไป

ในชีวิตของคนเราทุกคน ไม่มีใครอยากผิดใคร แต่เมื่อผิด ก็ควรได้รับโอกาสในการแก้ไข พลาด สู้แก้ได้ อย่าซ้ำเติม

ที่มา – “จอนนี่มือปราบ” โพสต์สุดท้าย! ยอมรับผิด ขออย่าซ้ำเติม ลั่นไม่ใช่คนเลว

ตร.บางใหญ่ สุ่มตรวจสถานบันเทิง ลั่นฝ่าฝืนเจอโทษหนัก

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ที่ผ่านมา ที่ สภ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและตำรวจบางใหญ่ นำโดย พ.ต.อ.สถิตย์พร บุณยรัตพันธุ์ รอง ผบก.ภ.จว.นนทบุรี, พ.ต.อ.สิรภพ อนุศิริ ผกก.สภ.บางใหญ่ และคณะ ร่วมกับเจ้าหน้าที่อำเภอบางใหญ่ นำโดย นายอำเภอบางใหญ่ สุรชัย โคตรบุตรดี และปลัดอำเภอ ได้ทำการ ตร.บางใหญ่ สุ่มตรวจสถานบันเทิง อย่างเข้มงวด เพื่อจัดระเบียบสังคมและป้องกันการใช้ยาเสพติดในสถานบริการ

ตร.บางใหญ่ สุ่มตรวจสถานบันเทิงอย่างเข้มงวด

ในการปฏิบัติการ “กวาดล้างยาเสพติด No Drugs No Dealers” ภายใต้ความร่วมมือของชุมชนปลอดยาเสพติด ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย เจ้าหน้าที่ได้สุ่มตรวจสถานบริการ 2 แห่ง ได้แก่ ร้านมูนบาร์ และร้านสหายสายแฮงค์ ภายในพื้นที่อำเภอบางใหญ่

ตรวจปัสสาวะลูกค้าและพนักงาน ไม่พบสารเสพติด

ร้านแรกที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบคือร้านมูนบาร์ ซึ่งขณะนั้นมีนักท่องราตรีจำนวนประมาณ 50 คน เจ้าหน้าที่ได้ตรวจบัตรประชาชนของผู้ใช้บริการทุกคน และสุ่มตรวจปัสสาวะทั้งลูกค้าและพนักงาน พบว่าเบื้องต้นไม่มีการใช้สารเสพติด จากนั้นจึงเดินทางไปตรวจสอบร้านสหายสายแฮงค์ ซึ่งผลการตรวจปัสสาวะของลูกค้าและพนักงานทั้งหมดก็ไม่พบสารเสพติดเช่นกัน

พ.ต.อ.สิรภพ อนุศิริ ผกก.สภ.บางใหญ่ กล่าวว่า การดำเนินการครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเจ้าหน้าที่จะสุ่มตรวจสถานบันเทิงทุกสัปดาห์ หากพบความผิดจะดำเนินคดีทันที ไม่มีการปล่อยผ่าน เพราะ ตร.บางใหญ่ สุ่มตรวจสถานบันเทิง เพื่อความปลอดภัยของประชาชน และสังคมโดยรวม

มาตรการเข้มงวดเพื่อความปลอดภัยของสังคม

  • ห้ามใช้สถานบริการเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด
  • ห้ามเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี เข้าใช้บริการสถานบันเทิง
  • สุ่มตรวจยาเสพติดในลูกค้าและพนักงานเป็นประจำ
  • ดำเนินคดีตามกฎหมายทันทีหากพบความผิด

ผู้ประกอบการสถานบันเทิงทุกแห่งได้รับการเตือนอย่างชัดเจนว่าต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเวลาเปิด-ปิด หรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด หากมีการฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดีทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้น

การปฏิบัติการในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ในการรักษาความปลอดภัยและความสงบสุขของชุมชน และยังเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่าถ้าใคร ตร.บางใหญ่ สุ่มตรวจสถานบันเทิง …แล้วพบว่าฝ่าฝืนก็ต้องเจอโทษหนักแน่นอน

คุณคิดอย่างไรกับการจัดระเบียบสังคมโดยการสุ่มตรวจสถานบันเทิง? บอกเราได้เลยในคอมเมนต์

ที่มา – ปกครอง-ตร.บางใหญ่ สุ่มตรวจสถานบันเทิง จัดระเบียบสังคม ลั่น! ฝ่าฝืนเจอโทษหนัก

สหัสวัต สับ ทำ 108 เว็บไซต์ แรงงาน 20 ล้าน ไร้ผู้เข้าชม

เมื่อวันที่ 14 ส.ค. ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มาตรา 22 นายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน อภิปรายถึงประเด็นที่น่าเป็นห่วงเกี่ยวกับการใช้งบประมาณของกระทรวงแรงงาน โดยเฉพาะโครงการที่ใช้เงินมหาศาลแต่ให้ผลตอบแทนต่ำ หนึ่งในโครงการที่ถูกจับ焦点 คือการลงทุนทำเว็บไซต์ 108 หน่วยงานย่อย รวมวงเงินเกือบ 20 ล้านบาท แต่ไม่มีคนเข้าชมจริง

สหัสวัต สับ ทำ 108 เว็บไซต์ แรงงาน 20 ล้าน ไร้ผู้เข้าชม

นายสหัสวัตชี้ให้เห็นว่า กระทรวงแรงงานเป็นหน่วยงานที่ดูแลแรงงานกว่า 40 ล้านคน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในช่วงที่เศรษฐกิจถดถอย ประชาชนตกงานเพิ่มขึ้น และต้องปรับเปลี่ยนทักษะให้ทันต่อโลกการทำงาน ในขณะที่งบประมาณของกระทรวงปีนี้อยู่ที่ประมาณ 68,000 ล้านบาท แต่กว่า 80% ใช้จ่ายเพื่อสมทบประกันสังคม ที่เหลือจึงต้องจัดสรรให้กับโครงการพัฒนาต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตามโครงการทำเว็บไซต์ 108 แห่ง ด้วยงบประมาณเกือบ 20 ล้านบาท กลับไม่แสดงถึงความจำเป็นหรือความคุ้มค่า ทั้งที่กระทรวง และหน่วยงานในสังกัดมีเว็บไซต์เดิมจำนวนมาก already

ปัญหาด้านความเหมาะสมและการใช้เงิน

ในระหว่างการอภิปราย นายสหัสวัตเผยว่า เวลา 18.54 น. ที่ผ่านมา ได้เข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์หนึ่งของกระทรวงแรงงาน แล้วพบภาพผู้หญิงที่ขึ้นหน้าเว็บอย่างไม่เหมาะสม แม้ว่าจะมีการแก้ไขไปแล้ว แต่กรณีแบบนี้ชี้ให้เห็นถึงการบริหารจัดการโครงการไม่เป็นระบบ และแม้จะมีเว็บแล้วมากมาย แต่ไม่มีคนเข้าชม คำถามจึงเกิดขึ้นว่า ทำไมต้องทำแยกเป็นร้อยเว็บ?

  • โครงการใช้เงินเกือบ 20 ล้าน บาท
  • สร้างเว็บไซต์รวม 108 หน่วยงาน
  • ไม่มีผู้เข้าชม ไม่มีตัวชี้วัดผลชัดเจน
  • มีข้อมูลและภาพที่ไม่เหมาะสมเกิดขึ้น

“โครงการสหัสวัต สับ ทำ 108 เว็บไซต์แรงงาน 20 ล้าน ไร้ผู้เข้าชม ควรถูกตัดทิ้ง เพราะไม่ช่วยอะไรพี่น้องแรงงานเลย” นายนายสหัสวัตกล่าวในที่ประชุม พร้อมกับชี้ว่า การใช้งบประมาณกับโครงการที่ไม่คุ้มค่า สะท้อนให้เห็นถึงการบริหารจัดการที่ล้าหลังและไม่ตอบโจทย์

เขาแนะนำว่า งบประมาณที่มีควรใช้กับการพัฒนาบุคลากร และระบบบริการที่ส่งผลโดยตรงต่อลูกจ้างและแรงงานแทน การลงทุนในเทคโนโลยีหรือระบบดิจิทัลควรตั้งเป้าหมายชัดเจน เช่น การให้บริการออนไลน์ที่ง่าย เข้าถึงได้จริง และตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน

ในยุคที่นิยมช้อปปิ้งออนไลน์ รัฐบาลควรเร่งจัดระบบดิจิทัลให้ทันสมัย แต่ไม่ใช่เพื่อทำให้เราดูดีในเวทีเท่านั้น แต่ต้อง ‘ใช้ได้จริง’ และ ‘มีประโยชน์จริง’

หากมองในแง่พัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โครงการที่ไม่มีผลตอบแทนต่อประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ ระบบ AI หรือระบบบูรณาการข้อมูล ล้วนมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็น “งบฟุ่มเฟือย” ที่สุดท้ายจะถูกวิพากษ์วิจารณ์เหมือนในกรณีนี้

เราควรใช้เงินให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน โดยเฉพาะกับพี่น้องแรงงานที่กำลังเผชิญกับความยากลำบากในยุคนี้ ถ้าโครงการทำเพื่อความสวยงาม ไม่มีความจำเป็นจริง ๆ การลงทุนแค่ไหนก็คงไม่ใช่คำตอบที่ดี

ทั้งนี้ ประชาชนควรเริ่มตั้งคำถามกับงบประมาณของรัฐที่ใช้ไปแล้วไม่เกิดประโยชน์แท้ และหน่วยงานควรมีการประเมินใหม่อย่างรอบด้าน เพื่อไม่ให้เงินภาษีของเราหลุดออกจากความรับผิดชอบอย่างน่าเสียดาย

ที่มา – ‘สหัสวัต’สับ‘กระทรวงแรงงาน’ทุ่ม 20 ล้านทำ 108 เว็บไซต์ แต่ไม่มีคนดู

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ‘อิทธิพร แก้วทิพย์’ ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศวุฒิสภา เรื่องการแต่งตั้งข้าราชการอัยการ โดยระบุว่า มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้แต่งตั้งอิทธิพร แก้วทิพย์ ซึ่งดำรงตำแหน่งรองอัยการสูงสุด สำนักงานอัยการสูงสุด ให้ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด สำนักงานอัยการสูงสุด เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ‘อิทธิพร แก้วทิพย์’ ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด

การแต่งตั้งอัยการสูงสุดในครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในโครงสร้างการบริหารงานด้านกฎหมายของประเทศ โดยอิทธิพร แก้วทิพย์เป็นผู้มีประสบการณ์ยาวนานในสายงานอัยการ และเคยรับตำแหน่งรองอัยการสูงสุดมาก่อน

ประวัติความเป็นมา

อิทธิพร แก้วทิพย์ เป็นบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญในด้านกฎหมายอาญาและกฎหมายแพ่ง ซึ่งเข้ารับราชการในสำนักงานอัยการสูงสุดมานานหลายสิบปี และได้รับการส่งเสริมให้ดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่งภายในองค์กร

  • ประสบการณ์ในสายงานกฎหมายมากกว่า 30 ปี
  • เคยดำรงตำแหน่งรองอัยการสูงสุด
  • มีผลงานในการพัฒนาระบบการทำงานของสำนักงานอัยการ

การแต่งตั้งอัยการสูงสุดคนใหม่นี้ ถือเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนการปฏิบัติงานในช่วงที่สำคัญ โดยเฉพาะในช่วงที่ระบบกฎหมายในประเทศไทยกำลังมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนา

ทั้งนี้ การมีผู้นำที่มีความรู้ความสามารถอย่างอิทธิพร แก้วทิพย์จะช่วยขับเคลื่อนการดำเนินงานของสำนักงานอัยการสูงสุดไปสู่เป้าหมายที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น

เราคาดว่าการดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุดของอิทธิพร แก้วทิพย์จะสามารถนำพาความโปร่งใสและความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรมของประเทศไปสู่อีกระดับใหม่

ที่มา – โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ‘อิทธิพร แก้วทิพย์’ ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด

ถกงบฯ 69 กระทรวงมหาดไทย วุ่นหลังฝ่ายค้านข้องใจหั่นงบ

เมื่อคืนวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา บรรยากาศในห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎรเกิดความเคลื่อนไหวอย่างหนัก เมื่อมีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยเฉพาะในส่วนของ กระทรวงมหาดไทย ซึ่งนำไปสู่การถกเถียงอย่างร้อนแรงระหว่างสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน

ถกงบฯ 69 กระทรวงมหาดไทย วุ่นหลังฝ่ายค้านข้องใจหั่นงบ

ภายหลังจากที่สภาพิจารณาในมาตรา 20 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานด้านกิจการด้านท้องถิ่นภายใต้ กระทรวงมหาดไทย มีการโต้แย้งกันอย่างหนัก ส่งผลให้การประชุมคืบหน้าอย่างล่าช้าและตึงเครียด โดยเฉพาะของราคาที่เกิดขึ้นระหว่าง ฝ่ายค้าน ที่ไม่พอใจกับวิธีการชี้แจงของกรรมาธิการวิสามัญเสียงข้างมาก

งบท้องถิ่นที่ถูกตัด เกิดคำถามซ้ำแล้วซ้ำอีก

นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส. อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ได้ลุกขึ้นประท้วงว่าโครงการงบประมาณในบางพื้นที่ โดยเฉพาะในจังหวัดลพบุรี กาญจนบุรี และอุทัยธานี ถูกตัดงบประมาณอย่างไม่มีเหตุผลชัดเจน พร้อมกับร้องขอให้มีการชี้แจงอย่างเปิดเผยและความเข้าใจของรัฐสภาต่อการตัดงบนั้น

อีกทั้งนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ส.ส. กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ได้สอบถามอย่างชัดเจนว่า การตัดงบประมาณในพื้นที่จังหวัดเขตร้อนบางแห่งที่มีการพัฒนาโครงการสำคัญนั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่ เพราะหากไม่มีคำตอบที่ชัดเจนจากทางรัฐบาลจะถือว่าเป็นข้อมูลที่ถูกตัดจริง

อย่างไรก็ตาม วุฒิกรรมการในสภาได้พยายามคลี่คลายสถานการณ์ภายในห้องประชุม แต่การประชุมยังคงต้องดำเนินต่อไปภายใต้บรรยากาศที่ค่อนข้างจะตึงเครียด ซึ่งเป็นผลจากการไม่มีการพูดคุยปรึกษาหารือล่วงหน้าอย่างเป็นทางการก่อนการจัดทำงบประมาณ

มุมมองที่ต้องติดตามต่อเนื่อง

สิ่งที่เกิดขึ้นในการพิจารณา งบประมาณปี 69 ของ กระทรวงมหาดไทย เป็นภาพสะท้อนที่สำคัญของความขัดแย้งในระบบวางแผนงบประมาณของภาครัฐ ทำให้เกิดคำถามใหม่ ๆ เกี่ยวกับกระบวนการปรับปรุงการจัดสรรงบประมาณในระดับท้องถิ่นที่จำเป็นต้องมีความยั่งยืนและโปร่งใสมากกว่านี้

หากท่านเป็นผู้ที่ติดตามสถานการณ์ การเมืองไทย อย่างใกล้ชิด นี่คือประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม อย่าลืมติดตาม ข่าวการเมือง และ งบประมาณประจำปี เพื่อเข้าใจถึงแรงผลักดันในการเปลี่ยนแปลงในระบบราชการของเรา

ที่มา – ถกงบฯ 69‘กระทรวงมหาดไทย’วุ่นหลัง ‘ฝ่ายค้าน’ข้องใจหั่นงบท้องถิ่น

‘MUT ภูเก็ต’ มงคาบ้าน! ‘เดล นฤมล’ ชนะ ‘Queen of Phuket’

งาน “Queen of Phuket” ภายใต้การประกวดจาก “Miss Universe Thailand 2025” ถือเป็นเวทีระดับภูมิภาคที่รวบรวมสาวงามจากทั่วประเทศ มาร่วมแข่งขันชิงตำแหน่งที่เป็นเกียรติ ณ โรงแรมแองซาณา (ACES) จังหวัดภูเก็ต โดยงานนี้มี “คิม ธีรศักดิ์ ผลงาม” และ “กบ-ธนพัฒน์ นวลสกุล” เป็นผู้จัด และมีความยิ่งใหญ่ทั้งในด้านความสนุก ความสวยงาม และควอลลิตี้ของผู้เข้าประกวด

‘MUT ภูเก็ต’ คว้ามงกุฏ ‘Queen of Phuket’

หลังจากผ่านการประกวดหลายระดับตั้งแต่เดินรันเวย์ในชุดราตรีที่โดดเด่นไปจนถึงการแสดงวิสัยทัศน์ ‘MUT ภูเก็ต’ เดล นฤมล พิมพ์ภักดี ก็สามารถพาดหน้าผู้เข้าแข่งขันตัวเต็งจากจังหวัดอื่นๆ คว้าตำแหน่ง ‘Queen of Phuket’ ไปครองอย่างเป็นทางการ โดยได้รับรางวัลมูลค่า 500,000 บาท ส่วนตำแหน่งรองอันดับ 1 ตกเป็นของ “วีนา – ปวีนา ซิงห์” จาก MUT สระบุรี

บรรยากาศการประกวดและรางวัลพิเศษ

งาน Queen of Phuket 2025 เริ่มต้นด้วยการเดินสายของผู้เข้าประกวด 77 คน ในชุดราตรีที่แสดงให้เห็นถึงความงามแบบครบสูตร ต่อด้วยการประกาศผู้เข้ารอบ 22 คน สุดท้าย และผู้ที่ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้าย 12 คน โดยแสดงวิสัยทัศน์หัวข้อ “ภูเก็ต ในอดีต ปัจจุบัน และ อนาคต”

นอกจากตำแหน่งหลักแล้ว งานนี้ยังมีรางวัลพิเศษหลายรายการ เช่น “Best Photogenic By The Title”, “Best Content Creator”, “Miss Kora”, และ “Miss Ayana” ซึ่งแต่ละรางวัลมีมูลค่า 30,000 บาท และมีผู้ได้รับรางวัลจากหลายจังหวัด เช่น MUT สระบุรี และ MUT ปทุมธานี

  • Miss Kora: MUT สระบุรี
  • Miss Ayana: MUT ปทุมธานี
  • Best Content Creator: MUT สระบุรี, MUT ปทุมธานี
  • Best Photogenic: MUT สระบุรี, MUT ภูเก็ต, MUT กรุงเทพฯ

จากการแข่งขันอย่างเข้มข้น ห้าอันดับสุดท้ายได้แก่ MUT ภูเก็ต, สระบุรี, สงขลา, อุตรดิตถ์ และ ลพบุรี ซึ่งต้องผ่านคำถาม Final Q&A ก่อนพิธีกรจะประกาศผลหญิงสาวผู้เปล่งประกายความงามที่สุดในเวทีนี้

‘MUT ภูเก็ต’ เดล นฤมล พิมพ์ภักดี แชมป์แห่งภูเก็ต

นางงามจากจังหวัดภูเก็ต “เดล นฤมล พิมพ์ภักดี” นั่งบนบัลลังก์ ‘Queen of Phuket 2025’ หลังจากผ่านการตัดสินอย่างเข้มงวดจากกรรมการและคะแนนโหวต จากผู้ชม นางงามทั้ง 77 คนจะเดินทางกลับกรุงเทพฯ ต่อเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมส่วนกลางของ Miss Universe Thailand 2025 อย่างเต็มรูปแบบที่จะเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคมนี้

หากคุณพลาดไม่ได้ดูความอลังการของเวทีนี้ บอกเลยว่า ‘MUT ภูเก็ต’ กับความพิเศษที่ได้คว้ามงกุฏ ‘Queen of Phuket’ กับการคว้าชัยในสัดส่วนของความงาม ความฉลาด และความเป็นผู้นำ ถือเป็นแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนสาวไทยในจังหวัดภูเก็ตและทั่วประเทศอย่างแน่นอน

อย่าลืมติดตามกิจกรรมต่อไปของ Miss Universe Thailand 2025 ซึ่งจะมีการประกวดรอบชุดประจำชาติ การแข่งขันรอบอุ่นเครื่อง และรอบตัดสินอย่างเป็นทางการ ในวันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม 2568 นี้!

ที่มา – ‘MUT ภูเก็ต’ มงคาบ้าน! ‘เดล นฤมล’ ปาดหน้าเต็งหนึ่ง ซิ่วมงกุฏ ‘Queen of Phuket’ ไปครอง

“สาลิกาดง” เสริมแกร่งเป็นชุดคว้า “แรมซีย์” ร่วมทีม

นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด หรือที่แฟนบอลไทยรู้จักในชื่อ “สาลิกาดง” เดินหน้าปรับปรุงทีมอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดสามารถปิดดีลคว้าตัว เจค็อบ แรมซีย์ มิดฟิลด์ดาวรุ่งจาก แอสตัน วิลลา เข้ามาร่วมทีมได้สำเร็จ

ฟาบริซิโอ โรมาโน่ ข่าวกรองดังกล่าวรายงานว่า นิวคาสเซิล ตกลงจ่ายค่าตัวให้กับ แอสตัน วิลลา เป็นเงิน 40 ล้านปอนด์ (ราว 1,760 ล้านบาท) ซึ่งถือเป็นค่าตัวที่สูงมากสำหรับนักเตะวัย 24 ปี ขณะเดียวกัน แรมซีย์ ก็ได้รับการอนุญาตให้เดินทางไปเข้ารับการตรวจร่างกายกับต้นสังกัดใหม่แล้ว

“สาลิกาดง” เสริมแกร่งเป็นชุดคว้า “แรมซีย์” ร่วมทีม

นิวคาสเซิล นับว่าต้องการสร้างทีมที่มีความสามารถมากขึ้นเพื่อเขี่ยขึ้นสู้ในศึกพรีเมียร์ลีก โดยเฉพาะในฤดูกาลที่กำลังจะมาถึงนี้ สำหรับ เจค็อบ แรมซีย์ ที่เคยเป็นแนวรุ่งของเชลซี และเกือบย้ายไปร่วมทีมเอฟเวอร์ตันในช่วงซัมเมอร์ปีที่แล้ว ถือเป็นการกลับมาในพรีเมียร์ลีกด้วยดีลสำคัญอีกครั้ง

ความแข็งแกร่งของนิวคาสเซิลในซีซั่นใหม่

ไม่ได้มีแค่ แรมซีย์ เพียงอย่างเดียวที่ “สาลิกาดง” ปั้นขึ้นมาเพราะในไม่กี่วันก่อนหน้านี้พวกเขายังคว้าตัว มาลิค เชา เซนเตอร์แบ็กจาก เอซี มิลาน มาร่วมทีมด้วยค่าตัวสูงถึง 30 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,320 ล้านบาท) ซึ่งจะช่วยเสริมแนวรับให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

สองนักเตะคนสำคัญนี้ถือเป็นดีลที่มีราคาสูง แสดงถึงความมุ่งมั่นของสโมสรที่จะทำทีมให้แข็งแกร่ง และสามารถลุ้นได้ในหลายรายการในฤดูกาลนี้ คงไม่ใช่แค่การหนีตกชั้นอีกต่อไป

  • เจค็อบ แรมซีย์ – มิดฟิลด์มือใหม่ที่ยอดเยี่ยม
  • มาลิค เชา – เซนเตอร์แบ็กมีค่าตัวสูงจากอิตาลี
  • นิวคาสเซิล – มุ่งเป้าเขี่ยทีมเข้าสู่ลำดับบน

การมายัง “สาลิกาดง” ของทั้งสองนักเตะนี้ ทำให้แฟนบอลเริ่มตื่นเต้นและมีความหวังมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับอนาคตอันใกล้ของสโมสร นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ที่เปลี่ยนจากทีมดิ้นรนไปสู่ทีมที่น่าจับตามอง

อีกหนึ่งจุดเด่นคือการบริหารทีมภายใต้ AMSports ที่แสดงให้เห็นถึงพลังทางการเงินและความสามารถในการเจรจาที่ยอดเยี่ยม ทำให้ “สาลิกาดง” เติบโตไปทีมละก้าวต่อหน้าแฟนบอล

หากการเสริมทัพในช่วงซัมเมอร์นี้สามารถตอบโจทย์ในสนามได้จริง นิวคาสเซิล อาจทำประวัติศาสตร์ใหม่ในฤดูกาลหน้าอย่างแน่นอน

ที่มา – “สาลิกาดง” เสริมแกร่งเป็นชุดคว้า “แรมซีย์” ร่วมทีม