ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

มาริษถก3ฝ่ายขอบคุณจีนหนุนเก็บกู้ทุ่นระเบิดชายแดน

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ที่ผ่านมา ณ เมืองอันหนิง มณฑลยูนนาน ประเทศจีน นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีต่างประเทศไทย ได้เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศในกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ครั้งที่ 10 พร้อมทั้งหารือไม่เป็นทางการกับรัฐมนตรีต่างประเทศจากจีนและกัมพูชา โดยได้รับการต้อนรับจากนายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน และนายปรัก สุคน รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา

มาริษถก3ฝ่ายขอบคุณจีนหนุนเก็บกู้ทุ่นระเบิดชายแดน

ในการประชุมครั้งนี้ นายมาริษได้แสดงความขอบคุณต่อบทบาทของจีนในการส่งเสริมและสนับสนุนการแก้ไขปัญหาระหว่างไทยกับกัมพูชาอย่างสันติ โดยเฉพาะในเรื่องการดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากประเทศไทยและคณะประเทศสมาชิกอาเซียน

นอกจากนี้ ท่านยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการร่วมมือกันระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาเพื่อดำเนินงาน เก็บกู้ทุ่นระเบิด ที่ยังคงเหลืออยู่ตามแนวชายแดน เพื่อช่วยลดความตึงเครียดและฟื้นฟูความสงบสุขให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่บริเวณชายแดน

ความร่วมมือระหว่างไทย-จีน-กัมพูชา

นายมาริษ กล่าวในระหว่างการพูดคุยว่า รัฐบาลจีนได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ในประเด็นนี้ โดยมีความคาดหวังว่าจะมีการหารืออย่างเป็นทางการในคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee – RBC) ซึ่งเป็นช่องทางหนึ่งในการปรับความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างไทยกับกัมพูชาในเชิงลึกมากขึ้น

นอกจากนี้ ผู้แทนทั้งสามฝ่ายยังเห็นพ้องตรงกันว่าควรมีการควบคุมข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันไม่ให้ข่าวลือหรือข้อมูลผิดพลาดไปขยายผลและสร้างความเข้าใจผิดในระดับประชาชน

  • ขอขอบคุณจีนที่ให้การสนับสนุนด้านความมั่นคง
  • เน้นการร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามพรมแดน
  • อภิปรายเรื่องข้อตกลงหยุดยิงอย่างเต็มประสิทธิภาพ
  • ร่วมกันรักษาความสงบในภูมิภาค

ทว่าข้อตกลงเหล่านี้ยังต้องอาศัยความร่วมมืออย่างต่อเนื่องระหว่างทุกฝ่าย เพื่อให้โครงการที่เกี่ยวข้องกับการ เก็บกู้ทุ่นระเบิด ตามแนวชายแดนสามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย ทั้งยังเปิดโอกาสในการขยายความร่วมมือในด้านเศรษฐกิจและการค้าในอนาคตอันใกล้

ทิศทางในอนาคตของข้อตกลงความร่วมมือ: การพูดคุยในครั้งนี้ถือเป็นก้าวแรกของการยกระดับความสัมพันธ์ไทย-จีน-กัมพูชาในหลายมิติ โดยเฉพาะภายใต้กลไกอาเซียนที่มีความสำคัญในการเชื่อมโยงวาระการเจรจาต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ยังมีความคาดหวังว่าการดำเนินงานทางด้านความมั่นคงจะช่วยให้เกิดผลเชิงบวกต่อความสัมพันธ์ระหว่างบ้านเมือง และมุ่งสู่การแก้ปัญหาบนพื้นฐานของสันติและประสิทธิภาพสูงสุด

ดังนั้น การสนับสนุนจากจีนในประเด็นเก็บกู้ทุ่นระเบิดนี้ ถือเป็นตัวอย่างที่สำคัญของการออกนอกบทบาทผู้นำภูมิภาค และเข้ามามีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของอาเซียน

ที่มา – ‘มาริษ’ ถก 3 ฝ่าย ‘จีน-ไทย-กัมพูชา’ ขอบคุณจีนหนุนเก็บกู้ทุ่นระเบิดชายแดน

เอแซ็ป หนุน โปรตี้ ลุยคว้าแชมป์กอล์ฟอาชีพเอเชียนทัวร์ 2025

ในวงการกีฬากอล์ฟระดับโลก การมีพันธมิตรที่เชื่อมั่นในศักยภาพของนักกีฬาไทยจะช่วยเปิดโอกาสให้ฝันกลายเป็นจริงได้อย่างมาก ล่าสุด บริษัท ซินเนอร์เจติค ออโต้ เพอฟอร์มานซ์ จำกัด (มหาชน) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เอแซ็ป” ได้ประกาศเป็น ผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ ให้กับ “โปรตี้” สุธีพัทธ์ ประทีปเธียรชัย นักกอล์ฟอาชีพชื่อดังของเมืองไทย โดยมุ่งเป้าเดินสายลุยคว้าแชมป์ในรายการ เอเชียนทัวร์ 2025

เอแซ็ป หนุน โปรตี้ ลุยคว้าแชมป์กอล์ฟอาชีพเอเชียนทัวร์ 2025

การลงนามครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ Sport Marketing ของ “เอแซ็ป” ที่ไม่เพียงแค่ต้องการส่งเสริมแบรนด์ แต่ยังมุ่งเน้น “การตอบแทนสังคม” และ “การขับเคลื่อนศักยภาพนักกีฬาไทย” สู่เวทีโลก โดย “โปรตี้” จะประเดิมการแข่งขันในเอเชียนทัวร์ 2025 ที่ประเทศเกาหลีใต้ในทัวร์นาเมนต์แรกของฤดูกาล

เอแซ็ป เชื่อในศักยภาพโปรตี้

นายทรงวิทย์ ฐิติปุญญา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซินเนอร์เจติค ออโต้ เพอร์ฟอร์มานซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ “เอแซ็ป” เปิดเผยว่า “asap มุ่งมั่นในการตอบแทนสังคมและสนับสนุนผู้ที่มีศักยภาพให้ได้แสดงความสามารถสู่ระดับสากล การสนับสนุน ‘โปรตี้’ ครั้งนี้จึงเป็นการสะท้อนค่านิยมของแบรนด์ที่ต้องการขับเคลื่อนความสำเร็จของนักกีฬาไทย พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ และยกระดับวงการกีฬาไทยบนเวทีโลก”

สำหรับ “โปรตี้” สุธีพัทธ์ ประทีปเธียรชัย เองก็รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งในการได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์ระดับประเทศแบบ “เอแซ็ป” และเปิดเผยว่า “เมื่อทราบว่า asap ต้องการสนับสนุนนักกีฬาไทย ผมรู้สึกเป็นเกียรติและตื่นเต้นมาก โดยตั้งเป้าว่าจะคว้าแชมป์ให้ได้อย่างน้อย 1 รายการในเอเชียนทัวร์ 2025 เพื่อนำความภาคภูมิใจมาให้กับคนไทย”

ความร่วมมือเพื่ออนาคต

การร่วมมือระหว่าง “เอแซ็ป” กับ “โปรตี้” ไม่ใช่เพียงแค่การสนับสนุนทางการเงิน แต่เป็นการผนึกกำลังของแบรนด์ด้านเทคโนโลยีและประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนความสามารถของนักกีฬาไทยให้โด่งดังในระดับนานาชาติ โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างแรงบันดาลใจ ความภาคภูมิใจให้กับคนไทยผ่านความสำเร็จในสนามกอล์ฟ

  • สนับสนุนนักกีฬาไทยอย่างยั่งยืน
  • ยกระดับกีฬาไทยสู่เวทีโลก
  • ยึดแนวคิด Sport Marketing ด้านสังคม

ในเอเชียนทัวร์ 2025 นี้ มีโอกาสสูงที่ “โปรตี้” จะสร้างความประหลาดใจให้แฟนกอล์ฟทั่วประเทศ และเป็นกำลังใจที่ดีที่สุดให้กับเขาที่จะพิสูจน์ความสามารถ และนำแชมป์กลับมายังไทยอย่างภาคภูมิใจ

หากคุณเป็นแฟนกีฬา การมีกลยุทธ์สนับสนุนที่ดีอย่าง “เอแซ็ป” เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า การลงทุนในนักกีฬาอีลิตสามารถสร้างมูลค่าทั้งในเชิงธุรกิจและภาพลักษณ์ได้ในเวลาเดียวกัน

อย่าลืมเชียร์ “โปรตี้” ในเอเชียนทัวร์ 2025 และตามผลงานของเขากันต่อในสนามกอล์ฟระดับโลก!

ที่มา – “เอแซ็ป” หนุน “โปรตี้” ลุยคว้าแชมป์กอล์ฟอาชีพ “เอเชียนทัวร์ 2025”

ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดอดีตพาณิชย์อุบล-สุรินทร์ร่ำรวยผิดปกติ81ล้าน

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม นายสาโรจน์ พึงรำพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. ได้แถลงถึงมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ชี้มูลความผิดกรณี ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด อดีตพาณิชย์จังหวัด อุบลฯ-สุรินทร์ ร่ำรวยผิดปกติ 81 ล้านบาท ในตัวของนายกิตติทัศน์ วิศาลนพศักดิ์ หรือที่เรียกกันว่า นายวัทธิกร หรือ มังกร ใสงาม ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งพาณิชย์จังหวัดอุบลราชธานี และพาณิชย์จังหวัดสุรินทร์

ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด อดีตพาณิชย์จังหวัด อุบลฯ-สุรินทร์ ร่ำรวยผิดปกติ 81 ล้านบาท

จากการไต่สวนปรากฏว่า ในช่วงปี พ.ศ. 2554 ถึง 2557 ขณะดำรงตำแหน่งพาณิชย์จังหวัดอุบลราชธานี และในปี พ.ศ. 2558 ขณะดำรงตำแหน่งพาณิชย์จังหวัดสุรินทร์ นายวัทธิกร ใสงาม ได้มีส่วนได้เสียในกิจการของสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในช่วงเวลาดังกล่าว โดยใช้ห้างหุ้นส่วนจำกัดที่ตนเองเป็นผู้ถือหุ้น ซึ่งใช้ชื่อญาติและลูกจ้างเป็นผู้จัดการแทน เข้าเป็นคู่สัญญากับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดอุบลราชธานีรวม 26 โครงการ และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดสุรินทร์อีก 7 โครงการ

รายได้ไม่สอดคล้องกับทรัพย์สิน

ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว นายวัทธิกร ใสงาม และคู่สมรส มีรายได้ตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพียง 7,264,160.64 บาท แต่มีการเพิ่มขึ้นของทรัพย์สินในช่วงเวลานั้นรวมเป็นจำนวนเงิน 81,424,952.08 บาท โดยไม่สามารถชี้แจงที่มาที่ไปได้ชัดเจน

  • เงินฝากธนาคาร ในชื่อนายวัทธิกร ใสงาม จำนวน 5 บัญชี รวมทั้งสิ้น 74,224,952.08 บาท
  • ที่ดิน 1 แปลง ตั้งอยู่ที่ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ มูลค่าประมาณ 6,200,000 บาท
  • รถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้อ HONDA HR-V15 จำนวน 1 คัน มูลค่าประมาณ 1,000,000 บาท

คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้วิเคราะห์ข้อมูลและพิจารณาแล้ว มีมติชี้มูลความผิดว่าป.ป.ช.ชี้มูลความผิด อดีตพาณิชย์จังหวัด อุบลฯ-สุรินทร์ ร่ำรวยผิดปกติ 81 ล้านบาท ซึ่งมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ และไม่สามารถชี้แจงแหล่งที่มาได้ตามกฎหมาย

คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ดำเนินการส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารพยานหลักฐาน และความเห็นไปยังอัยการสูงสุด เพื่อขอให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 122 วรรคหนึ่ง

ทั้งนี้ หากการบังคับคดีไม่สามารถดำเนินการได้ทั้งหมดหรือบางส่วน ศาลจะสามารถใช้อำนาจบังคับคดีกับทรัพย์สินอื่นของผู้ถูกกล่าวหาได้ภายในระยะเวลา 10 ปี ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

สำหรับการลงโทษทางวินัยนั้น กระทรวงพาณิชย์ได้มีคำสั่งไล่นายกิตติทัศน์ วิศาลนพศักดิ์ ออกจากราชการไปแล้ว และได้อำหนดให้สำนักงาน ป.ป.ช. แจ้งผลการพิจารณาไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

กรณีนี้ถือเป็นตัวอย่างสำคัญของความผิดในวงราชการที่ต้องได้รับการตรวจสอบอย่างเข้มงวด โดยผู้มีอำนาจหน้าที่ต้องใส่ใจและมีความโปร่งใสในการบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อประโยชน์แก่ประชาชน

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ติดตามข่าวสารด้านความโปร่งใสและการต่อสู้กับการทุจริต ต้องติดตามประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด เพราะจะมีการพิจารณาในศาลและผลกระทบต่อระบบราชการในวงกว้าง

ที่มา – ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด อดีตพาณิชย์จังหวัด อุบลฯ-สุรินทร์ ร่ำรวยผิดปกติ 81 ล้านบาท

5 เคล็ดลับทำความสะอาดกระเบื้องผนังให้เงางามเหมือนใหม่

กระเบื้องผนังเป็นหนึ่งในวัสดุที่นิยมใช้ตกแต่งภายในบ้านอย่างแพร่หลาย เนื่องจากมีความสวยงามทันสมัย และยังง่ายต่อการทำความสะอาด อย่างไรก็ตาม หากละเลยการดูแลไปนานวันเข้า กระเบื้องผนังอาจหมอง สีซีด หรือเกิดคราบสกปรกที่ฝังแน่น บทความนี้จะมาแนะนำ 5 เคล็ดลับทำความสะอาดกระเบื้องผนังให้เงางามเหมือนใหม่ แบบง่าย ๆ ที่ใคร ๆ ก็สามารถทำตามได้ เพื่อให้ผนังของคุณกลับมาสดใสและแวววับอีกครั้ง

5 เคล็ดลับทำความสะอาดกระเบื้องผนังให้เงางามเหมือนใหม่

การทำความสะอาดอย่างถูกวิธีไม่เพียงแต่ช่วยให้บ้านดูสะอาดตา แต่ยังช่วยยืดอายุการใช้งานของกระเบื้องผนังได้ดีมากอีกด้วย

1. ใช้น้ำส้มสายชูขจัดคราบฝังแน่น

เป็นอีกหนึ่งวิธีธรรมชาติที่ได้ผลดีคือการใช้น้ำส้มสายชูผสมกับน้ำในอัตราส่วน 1:1 แล้วใส่ในขวดสเปรย์พ่นลงบนกระเบื้องผนัง ใช้ฟองน้ำหรือแปรงขัดเบา ๆ วิธีนี้ช่วยละลายคราบสบู่ คราบน้ำมัน หรือคราบตะไกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในห้องน้ำและห้องครัวที่มีคราบฝังแน่นจากน้ำหรือน้ำมัน

2. ผสมเบกกิ้งโซดากับน้ำเป็นเนื้อครีม

เบกกิ้งโซดามีฤทธิ์กัดคราบอย่างอ่อนโยน ไม่ทำลายผิวกระเบื้องผนัง เตรียมครีมโดยผสมน้ำเล็กน้อยเพื่อให้เป็นเนื้อข้น แล้วนำมาทาบนกระเบื้องผนัง ทิ้งไว้ 10-15 นาที จากนั้นขัดออกด้วยแปรง ช่วยขจัดคราบเหลืองและเชื้อราได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. ใช้แปรงสีฟันเก่าทำความสะอาดร่องยาแนว

ร่องยาแนวระหว่างกระเบื้องผนังเป็นจุดที่คราบสกปรกสะสมได้ง่าย ใช้แปรงสีฟันเก่าจุ่มน้ำยาหรือเบกกิ้งโซดา แล้วขัดตามแนวร่องยาแนวอย่างเบามือ ช่วยให้ร่องยาแนวสะอาดขึ้นโดยไม่ทำลายพื้นผิวของกระเบื้องผนัง

4. เลือกใช้น้ำยาทำความสะอาดที่เหมาะสม

หากคุณต้องการความสะดวก ปัจจุบันมีน้ำยาทำความสะอาดกระเบื้องผนังหลากหลายชนิด หากเลือกซื้อ ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีกรดแรงและสารกัดกร่อน ควรอ่านฉลากและทดลองกับพื้นที่เล็ก ๆ ก่อน เพื่อป้องกันปฏิกิริยาไม่พึงประสงค์

5. ทำความสะอาดเป็นประจำเพื่อป้องกันการสะสมของคราบ

เคล็ดลับสุดท้ายและสำคัญที่สุด คือการทำความสะอาดกระเบื้องผนังอย่างสม่ำเสมอ แม้จะไม่มีคราบที่มองเห็นได้ ก็ควรเช็ดทำความสะอาดอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง โดยเฉพาะในบริเวณที่มีการสัมผัสกับน้ำ หรือคราบมันบ่อย ๆ การทำเช่นนี้จะช่วยป้องกันการสะสมของคราบที่ยากต่อการกำจัด และยืดระยะเวลาการใช้งานของกระเบื้องผนังให้ยาวนานยิ่งขึ้น

การดูแลรักษากระเบื้องผนังไม่ใช่เรื่องยาก หากคุณรู้เทคนิคที่ถูกต้องและการใช้วัสดุธรรมชาติ เช่น น้ำส้มสายชูหรือเบกกิ้งโซดา ซึ่งสามารถเตรียมทำเองได้ง่าย แถมยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย การทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอคือกุญแจสู่การให้กระเบื้องผนังของคุณดูเงางามเหมือนใหม่ได้ตลอดเวลา

ลองนำเคล็ดลับเหล่านี้ไปใช้ดู คุณจะพบว่าการทำความสะอาดกระเบื้องผนังจะไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอีกต่อไป

ที่มา – 5 เคล็ดลับทำความสะอาดกระเบื้องผนังให้เงางามเหมือนใหม่

‘สุชาติ’ ชี้การเจรจาภาษีทรัมป์ทำได้ดี-แต่ไม่ปรับค่าเงินบาทแข็งเกินไปเศรษฐกิจฟื้นยาก

เมื่อวันที่ 14 ส.ค.2568 ศ.ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับการเจรจาเรื่อง “ภาษีทรัมป์” ว่าถือว่าทำได้ดี แต่หากภาครัฐไม่สามารถปรับค่าเงินบาทให้เหมาะสม ไม่ให้แข็งเกินไป เศรษฐกิจไทยก็จะฟื้นตัวได้ยาก

‘สุชาติ’ ชี้การเจรจาภาษีทรัมป์ทำได้ดี-แต่ไม่ปรับค่าเงินบาทแข็งเกินไปเศรษฐกิจฟื้นยาก

สาเหตุคือแม้จะตกลงเรื่องการเก็บภาษีนำเข้าได้ที่ร้อยละ 19 ซึ่งถือว่าดี ไม่เสียเปรียบประเทศเพื่อนบ้าน แต่ถ้าไม่ปรับค่าเงินบาทที่แข็งเกินไป ซึ่งเป็นผลจากนโยบายภายในประเทศ เศรษฐกิจก็จะประสบปัญหาในการฟื้นตัว ความแข็งค่าของเงินบาทมีผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย

ทำไมต้องระวังการแข็งค่าของเงินบาท

เนื่องจากค่าเงินบาทที่แข็งเกินไป มีผลให้รายได้จากการส่งออกลดลง กระทบต่อจีดีพี และการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวม ส่งผลให้รายได้ประชาชนลดลง หนี้ของประชาชนและภาครัฐสูงขึ้นตามไปด้วย

นอกจากนี้ การแข็งค่าของเงินบาทยังส่งผลให้ภาคการท่องเที่ยวไม่แข็งแกร่ง เพราะราคากลางของสินค้าและบริการที่สูงขึ้นจะทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติลดความสนใจ และส่งผลต่อรายได้外汇ด้วยเช่นกัน

  • ค่าเงินบาทแข็งกว่าเงินรูปีอินเดีย 2.58 เท่า
  • แข็งกว่าเงินด่องเวียดนาม 1.6 เท่า
  • แข็งกว่าเกือบทุกประเทศในโลก โดยเฉลี่ยเมื่อเทียบในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา

แนวทางแก้ไข: การกำหนดเป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยน

หากต้องการให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืน ภาครัฐควรพิจารณาปรับค่าเงินบาทให้อ่อนลงเล็กน้อยผ่านนโยบายยุทธศาสตร์การกำหนดเป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยน (Exchange Rate Targeting) ซึ่งเป็นแนวทางที่مقاطบหลายประเทศทั่วโลก เช่น ญี่ปุ่น จีน มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม

การกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนให้เหมาะสมไม่เพียงช่วยขจัดปัญหาการแข่งขันด้านราคาในการส่งออกเท่านั้น แต่ยังลดความเสี่ยงจากการโจมตีค่าเงิน หากเทียบกับประสบการณ์ในช่วงปี 2540 ที่เกิดขึ้นหลังจากมีการปรับอัตราแลกเปลี่ยนอย่างรุนแรง

ทำไมต้องแยกแยะความแตกต่างของเงินเฟ้อไทยกับเงินเฟ้อโลก

สิ่งที่สำคัญคือ ประเทศเล็กๆ อย่างไทยซึ่งเปิดรับเศรษฐกิจโลกมาก ไม่จำเป็นต้องพยายามควบคุมเงินเฟ้อต่ำกว่าระดับโลก (ประมาณ 3-4%) เพราะทำให้เงินบาทแข็งค่ามากไป ส่งผลเสียต่อภาคเศรษฐกิจหลักๆ อย่างการส่งออกและการท่องเที่ยว

ดังนั้น การวางเป้าหมายทางเศรษฐการให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจโดยรวมทั้งภายในและภายนอกจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อไม่ให้เกิดการปรับตัวของพลเมืองในทิศทางตรงกันข้าม

ประวัติศาสตร์การเติบโตของประเทศพัฒนาแล้ว

ตัวอย่างประเทศอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่น (ปี ค.ศ. 1960)، เกาหลีใต้ (1970) และจีน (1990) ล้วนประสบความสำเร็จในระยะยาว ด้วยการวางกลยุทธ์เรื่องอัตราแลกเปลี่ยนตั้งแต่บัดนั้น ทำให้สามารถสร้างแรงผลักดันสนับสนุนภาคเศรษฐกิจ

จากสูตรทางเศรษฐศาสตร์ e = P / Pw (e คือดัชนีค่าเงินบาท, P คือดัชนีราคาสินค้าภายในประเทศ และ Pw คือดัชนีราคาในต่างประเทศ) จะเห็นได้ว่าเงินเฟ้อภายในประเทศที่ต่ำกว่าโลก หมายถึงการที่ค่าเงินบาทแข็งขึ้น

ดังนั้น หากยังคงใช้แนวทางเชิงเศรษฐกิจสมัยใหม่แต่ไม่พิจารณาปัจจัยพื้นฐานใหม่อย่างรอบด้าน การเติบโตของเศรษฐกิจไทยอาจยังคงหยุดนิ่ง

การฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยใช้มาตรการทางนโยบายทางการเงินและคลังแบบเดิมๆ อาจไม่สามารถสร้างผลกระทบเท่านโยบายการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนอย่างมีเป้าหมาย การวางรากฐานโครงสร้างเศรษฐกิจให้แข็งแกร่งจึงควรเริ่มจากการปรับค่าเงินให้เหมาะสม

ประเทศควรเริ่มมองไปไกลว่าว่าเศรษฐกิจต้องเติบโตได้จริงในระยะยาว จึงจะหายากจนได้

ที่มา – ‘สุชาติ’ ชี้การเจรจาภาษีทรัมป์ทำได้ดี-แต่ไม่ปรับค่าเงินบาทแข็งเกินไปเศรษฐกิจฟื้นยาก

NEW YAMAHA PG-1 พร้อมชิงตลาดสองล้อครอบครัว

ใครกำลังมองหารถจักรยานยนต์ที่ทั้งสวย ใส่ใจในรายละเอียด และเหมาะสำหรับใช้งานทุกวัน รับรองว่า NEW YAMAHA PG-1 พร้อมชิงตลาดสองล้อครอบครัว คือคำตอบที่คุณตามหามานาน ด้วยดีไซน์สไตล์ Fashion Moped ที่มีความทันสมัย มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมสมรรถนะที่เหมาะกับทั้งการเดินทางกลางเมืองและการออกไปพิชิตเส้นทางอีกมากมาย

NEW YAMAHA PG-1 พร้อมชิงตลาดสองล้อครอบครัว

PG-1 ถูกออกแบบมาให้เป็นรถจักรยานยนต์สำหรับครอบครัวแบบ All-around ที่สามารถใช้ได้ทุกโอกาส ไม่ว่าจะเป็นใช้งานในวันธรรมดา รวมถึงวันหยุดเพื่อพิชิตเส้นทางที่ท้าทาย PG-1 ช่วยให้คุณสนุกกับชีวิตแบบ Playful ได้ทุกที่ ทุกเวลา และกับทุกคน

เทคโนโลยีขั้นสูงที่มาแรง

หนึ่งในจุดแข็งของ PG-1 คือ New Full Digital Speedometer พร้อมหน้าปัดแบบวงกลมคลาสสิกที่แสดงข้อมูลทุกอย่างอย่างชัดเจน เช่น ความเร็ว รอบเครื่องยนต์ ตำแหน่งเกียร์ ระดับน้ำมันเชื้อเพลิง รวมไปถึงอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน และไฟแจ้งเตือนระบบเบรก ABS เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

ในส่วนของระบบเบรกก็ได้รับการอัปเกรดอย่างสมจริง โดยมาพร้อมกับเบรก ABS หน้าขนาดใหญ่ 245 มม. ช่วยลดโอกาสการล้อล็อกขณะเบรกกระทันหัน อีกทั้งยังติดตั้งยาง Block ใหม่ที่ใหญ่ขึ้น และออกแบบมาเพื่อให้เหมาะกับทุกสภาพถนน ทั้งบนและออฟโรด

ดีไซน์ที่ต่างจากใครๆ

NEW YAMAHA PG-1 พร้อมชิงตลาดสองล้อครอบครัว มีเอกลักษณ์ด้านการออกแบบที่โดดเด่นด้วย Timeless Unique Bone Design ที่เรียบง่ายแต่ดูเท่ โดยมีโครงสร้างบอดี้ที่เข้ากับเฟรมอย่างลงตัว เพิ่มความมั่นใจให้การขับขี่ด้วย Upright Handle Bar ที่ช่วยให้ทรงตัวได้ดี และโช้คหน้าแบบ Telescopic พร้อมแผงคอบน และยางหุ้มโช้ค เพื่อการขับขี่อย่างนุ่มนวลแม้บนทาง rough

ระยะล่างจากพื้น 190 มม. ทำให้คุณมั่นใจในการขี่ผ่านสิ่งกีดขวางต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ส่วงขับขี่ได้สะดวกทั้งใกล้และไกลด้วย Freedom Riding Position รวมไปถึงเบาะแบบ Duo Seat ที่ออกแบบให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารนั่งได้อย่างสบาย

สีสันพร้อมเพรียง เลือกได้หลายวิถี

PG-1 มีสีสันที่ตอบโจทย์ลูกค้าหลากหลายกลุ่ม ให้เลือกถึง 4 สี ได้แก่ Blue Glacier, Red Twilight, Gray Misty และ Brown Rockstone โดยมีราคาแนะนำอยู่ที่ 57,500 บาท

นอกจากนี้ ยังมีโปรโมชั่น Yamaha Care X2 เมื่อสั่งซื้อระหว่างวันที่ 13 สิงหาคม – 31 ตุลาคม 2568 รับประกันอุบัติเหตุพร้อมชดเชยรายได้ วันละ 1,500 บาท สูงสุด 45,000 บาท จากทิพยประกันภัย

ไม่ว่าจะเดินทางคนเดียวหรือกับผู้ติดตามใจในทุกเส้นทาง คุณสามารถแต่ง PG-1 ของคุณให้โดดเด่นมากยิ่งขึ้นด้วยอุปกรณ์แต่งแท้จากยามาฮ่า เช่น ตะแกรงบรรทุก ชุดการ์ดแฮนด์ และฝาครอบท่อที่ไม่ใช่แค่สวยงาม แต่ยังมีความใช้งานจริง

ถ้ายังไม่แน่ใจว่า NEW YAMAHA PG-1 พร้อมชิงตลาดสองล้อครอบครัว จะเหมาะกับคุณหรือไม่ เราขอแนะนำให้ไปลองขี่ดูจริงๆ เพราะมันคือความสนุกที่ไม่มีวันเบื่อ!

ที่มา – NEW YAMAHA PG-1 พร้อมชิงตลาดสองล้อครอบครัว

หมาตัวป่วนคาบหม้อหุงข้าวหนี ชาวเน็ตหัวเราะกลิ้ง

เรื่องราวที่หลายคนต้องหัวเราะออกมาเป็นน้ำตาเล็ด นั่นคือคลิปวิดีโอที่แพร่หลายบนโลกโซเชียล โดยเฉพาะ TikTok ซึ่งมีการถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับ “หมาตัวป่วนคาบหม้อหุงข้าวหนี” มาได้อย่างน่าอัศจรรย์ จนสร้างกระแสไวรัลที่ดึงดูดชาวเน็ตให้เข้ามาติดตามและเข้ามาชื่นชมกันอย่างต่อเนื่อง

หมาตัวป่วนคาบหม้อหุงข้าวหนี – สุดน่ารักจนไม่อยากโวยวาย

กลุ่มผู้ใช้งาน TikTok แห่งหนึ่งได้โพสต์คลิปที่กล้องวงจรปิดจับภาพได้ “หมาตัวป่วนคาบหม้อหุงข้าวหนี” ด้วยความน่ารักที่ทุกท่าทางจนเข้าใจได้ง่ายว่า “ฉันไม่ได้ลักขโมย ฉันแค่ต้องการคุย” เรียกได้ว่าสุนัขตัวนี้กลายเป็นไดโนเสาร์ของบ้านโดยไม่ได้ตั้งใจ และน่าแปลกกว่านั้นคือ สุนัขอีกตัวในบ้านกลับสามารถทำตัวอยู่ภายในบ้านได้อย่างสงบ พักผ่อนหลับใหลอย่างไม่เคยตื่นแม้แต่น้อย คล้ายกับบอกโลกว่า “เรื่องพวกนี้ไม่ใช่เรื่องของฉัน”

เหตุการณ์ในคลิป

  • หมาตัวหนึ่งวิ่งเข้ามาในบ้านแบบไม่พบว่าใครจะห้าม
  • ใช้ขาในมือมารวมพลิกหม้อจากเตาออกมาได้อย่างแม่นยำ
  • จากนั้นกลายเป็นของที่ถูกยักยอกโดยวิ่งไปซุกมุมนั่งกินข้าวแทนแบบมีสติ

สิ่งที่น่าแปลกใจก็คือ เจ้าของบ้านระบุว่า “เห็นหมาตัวสีขาวตอนวิ่งไปข้างหลังบ้าน และกลับออกมาแบบหม้อติดขาก็ไม่รู้จัก” พร้อมตอบกลับด้วยคำว่า “แม้จะรู้ว่าหม้อหนักบ้างก็ยอมให้น้องไปถือเพราะเด็กมันคือเสาหลักของบ้านแล้ว”

ทำให้หลายคนเข้ามาแสดงความเห็นสองแง่มุม โดยเฉพาะกลุ่มสาวกที่มองว่า “มันไปเอาสายไฟด้วยมั้ย” และ “ต้องหนีกลับมาเอาหม้อคืนให้เจ้าของให้ได้เลย” เป็นต้น พร้อมกับแห่บอกเล่าประวัติหมาซุกมุมว่า “จำไว้ว่าแกเป็นคนๆ หนึ่งที่ชอบขโมยหม้อหุงข้าวไว้กินนะโว้ยยยย” ไปจนกลายเป็นมีมในวงกว้าง

ความน่ารักที่มากเกินพิกัด

มีหลายความคิดเห็นระบุว่า หากย้อนกลับไปดูภาพก่อนหน้านี้ อาจเคยมีน้องหมาหากล้องวงจรปิดเรียบร้อยก่อนแล้ว พร้อมคลิป “หมาเห่าขู่ตัวเองจนกลัวแล้วหลบซุกหลังตู้” ทำให้คำพูด “หมาตัวป่วนคาบหม้อหุงข้าวหนี” กลายเป็นหัวใจของผู้ชมบนโลกโซเชียลไปโดยปริยายด้วยความทรงจำที่เจ้าเหมียว-เจ้าหมาในครัวสามารถเป็นดวงใจใครหลายคน

งานนี้ถึงแม้จะเป็นเรื่องเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน แต่กลับกลายเป็นแรงบันดาลใจและหัวใจของหลายคนที่กำลังตามรอยเจ้าเหมียวเจ้าหมาในบ้าน โดยหากใครเพิ่งอ่านจบแล้ว อย่าลืมกลับไปเช็กว่า “ตอนนี้หม้อข้าวของคุณยังอยู่ภูมิทัศน์แห่งเบอร์ 1 จริง ๆ หรือเปล่า?”

ที่มา – หมาตัวป่วนคาบหม้อหุงข้าวหนี งานนี้ทำชาวเน็ตหัวเราะน้ำตาเล็ด

‘น้ำหวาน’ ปิดปากปัดตอบความสัมพันธ์กับอดีตเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์

ล่าสุด มีความเคลื่อนไหวจากกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 4 กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ได้นำตัว นางสาวภูธินี (สงวนนามสกุล) หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อว่า ‘น้ำหวาน’ มาดำเนินคดีตามหมายจับศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบภาคกลาง เลขที่ 75/2568 ลงวันที่ 6 สิงหาคม 2568 ซึ่งมีข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการยักยอกทรัพย์ของหน่วยงานราชการภายใต้กฎหมาย มาตรา 147 และมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญา

‘น้ำหวาน’ ถูกควบคุมตัวหลังข้อหาทุจริต

เมื่อเวลาประมาณ 14.20 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัว ‘น้ำหวาน’ ไปดำเนินการบันทึกจับกุมที่โรงพัก警察 สภ.คูคต ก่อนจะนำตัวมายังสำนักงานใหญ่ของ บก.ปปป. เพื่อดำเนินการสอบสวนขั้นต้น ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามหลายประเด็น รวมถึงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง ‘น้ำหวาน’ กับอดีตเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์ที่ถูกกล่าวถึงอย่างหนักในกรณีนี้ แต่ปรากฏว่าเธอได้ปิดบังใบหน้าด้วยเอกสารสีน้ำตาล และไม่กล่าวอะไรออกมาเลย

ระบุยักยอกเงินวัดกว่า 400,000 บาท

จากการสอบสวนเบื้องต้นเผยให้เห็นว่า นางสาวภูธินี หรือ ‘น้ำหวาน’ อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการยักยอกเงินวัดจากวัดเปย์สีกา ซึ่งเป็นวัดสำคัญในจังหวัดนครสวรรค์ ไปยังบัญชีส่วนตัวของบุคคลสนิทใกล้ชิด โดยมียอดเงินรวมกว่า 4 แสนบาท บุคคลดังกล่าวมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอดีตเจ้าคณะจังหวัดที่มีเหตุต้องโดนจับกุมเช่นกัน แม้ตอนนี้จะยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่ประเด็นนี้ถือว่าน่าจับตามองอย่างมาก

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติกรรมของ ‘น้ำหวาน’ ว่ามีการมีส่วนในการรับโอนเงินจำนวนมากเข้าบัญชีส่วนตัวของตนเองหรือไม่ และเกี่ยวข้องโดยตรงกับการกระทำผิดในข้อหาที่กล่าวหาหรือไม่

  • ตรวจสอบความสัมพันธ์ส่วนตัว
  • สอบสวนการโอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัว
  • หาพยานหลักฐานอื่นๆ เกี่ยวข้องกับความผิด

พล.ต.ต. จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตฯ (บก.ปปป.) ได้ประกาศจะจัดแถลงข่าวในช่วงเวลา 17.00 น. เพื่อสรุปผลสอบสวนเบื้องต้นและให้ข้อมูลอย่างเป็นทางการ ซึ่งเชื่อว่าจะมีรายละเอียดใหม่ๆ เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของผู้ต้องสงสัยอีกหลายคน จะสามารถชี้ให้เห็นภาพความจริงได้ตรงประเด็นยิ่งขึ้น

การที่ ‘น้ำหวาน’ เลือกที่จะไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ เมื่อโดนควบคุมตัวนั้น สื่อต่างๆ หลายคนประเมินว่าอาจสื่อถึงความกังวลในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น เพราะหากผลสอบสวนออกมาชัดเจน อาจกระทบต่อชื่อเสียงและตำแหน่งในอดีตของเธอได้อย่างหนัก

เราควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการยักยอกทรัพย์ของหน่วยงานราชการเป็นเรื่องที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชการ และความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐ

ที่มา – ‘นํ้าหวาน’ ปิดปากปัดตอบความสัมพันธ์ กับอดีตเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์

ไทยแอร์เอเชียรายได้2.3หมื่นล้าน เติบโตต่อเนื่องแม้เจอวิกฤต

ในช่วงครึ่งปีแรกของปี พ.ศ. 2568 ไทยแอร์เอเชีย หรือ TAA ภายใต้การบริหารของ บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV สามารถสร้างรายได้รวมสูงถึง 23,045 ล้านบาท โดยมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,601 ล้านบาท แม้ตัวเลขนี้จะลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ถือว่าเป็นผลลัพธ์ที่น่าพอใจในช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมการบินเผชิญกับความท้าทายหลายประการ

ไทยแอร์เอเชีย ปรับตัวรับวิกฤตตลาดท่องเที่ยว

นายสันติสุข คล่องใช้ยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ AAV เปิดเผยว่าในไตรมาส 2 ปี 2568 ได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย ทั้งความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวที่ลดลง เหตุการณ์แผ่นดินไหว และแรงกดดันทางเศรษฐกิจทั่วโลก ส่งผลให้ TAA ต้องปรับกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจ โดยเน้นความยืดหยุ่น และการบริหารจัดการต้นทุนอย่างรอบคอบ

ในช่วงครึ่งปีแรกนี้ TAA ได้ให้บริการผู้โดยสารรวม 10.4 ล้านคน จากจำนวนที่นั่งทั้งหมด 12.3 ล้านที่นั่ง ด้วยอัตราขนส่งผู้โดยสารเฉลี่ยอยู่ที่ 84% ทั้งนี้บริษัทยังคงเปิดให้บริการในเส้นทางบินใหม่ๆ ทั้งในและต่างประเทศ อาทิ เส้นทาง Fifth Freedom ที่เพิ่มมากขึ้น สะท้อนถึงการเติบโตของกลยุทธ์ธุรกิจ TAA อย่างต่อเนื่อง

ต้นทุนผู้โดยสารลดลง แต่รายได้ต่อที่นั่งล่าช้า

การบริหารต้นทุนถือเป็นหนึ่งในจุดแข็งของ ไทยแอร์เอเชีย โดย CASK หรือต้นทุนต่อที่นั่งมีค่าอยู่ที่ 1.83 บาท ลดลง 3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมาจากการปรับลดราคาน้ำมัน อย่างไรก็ตาม รายได้ต่อที่นั่งหรือ RASK อยู่ที่ 1.63 บาท ลดลง 17% สื่อถึงความต้องการเดินทางที่ลดลงในภาพรวมของตลาด

  • รายได้รวม: 23,045 ล้านบาท (ลด 9% จากปีก่อน)
  • กำไรสุทธิ: 1,601 ล้านบาท (กำไรเมื่อเทียบกับขาดทุน 325 ล้านในปีก่อน)
  • EBITDA: 3,988 ล้านบาท (ลด 20%)
  • จำนวนผู้โดยสาร: 10.4 ล้านคน
  • อัตราการใช้ที่นั่งเฉลี่ย: 84%

แม้จะมีความกดดันจากสภาพตลาดทั้งในและต่างประเทศ แต่ TAA ยังคงรักษาสัดส่วนการครองตลาดภายในประเทศไว้ที่ 41% ซึ่งเป็นผลจากกลยุทธ์การบริการ 2 สนามบิน (ดอนเมืองและสุวรรณภูมิ) และการเพิ่มความถี่ในการบิน

ขยายเส้นทางบินใหม่ๆ ในไตรมาสที่ 3 ถึงปลายปี 2568

เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของตลาด ไทยแอร์เอเชีย ได้ปรับแผนการบริการใหม่โดยเน้นไปที่พื้นที่ที่มีศักยภาพมากขึ้น อาทิ เส้นทางภายในประเทศอย่างบุรีรัมย์ สุราษฎร์ธานี นราธิวาส เชียงราย และนครศรีธรรมราช โดยจะเริ่มให้บริการในวันที่ 1 ตุลาคม 2568

นอกจากนี้ TAA ยังมีแผนจะขยายกำลังการบินเพิ่มเป็น 64 ลำภายในปีนี้ ซึ่งเป็นการปรับลดจากแผนเดิมที่มีไว้ 66 ลำ เพื่อรับมือกับเศรษฐกิจโลกที่ยังคงไม่แน่นอน

นายสันติสุข กล่าวว่าการเติบโตในครึ่งปีหลังนี้จะเน้นไปที่ความยั่งยืนและผลตอบแทน คาดว่าประสิทธิภาพในการทำกำไรจะใกล้เคียงกับครึ่งปีแรก พร้อมขยายเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศภายใต้นโยบายที่มั่นคงและเป็นมืออาชีพ

ไม่ว่าตลาดจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ไทยแอร์เอเชียยังคงเป็นหนึ่งในสายการบินที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมก้าวเส้นหน้าในการเปิดเส้นทางใหม่ และให้บริการที่ตอบโจทย์ทั้งในตลาดภายในและภูมิภาค

ที่มา – ครึ่งปีแรกปี 68 “ไทยแอร์เอเชีย” กวาดรายได้ 2.3 หมื่นล้าน กำไร 1.6 พันล้าน

เปิดคู่มือ “เล่นหุ้นต่างประเทศ” แบบเข้าใจง่าย

ในยุคที่การลงทุนเป็นเรื่องที่หลายคนให้ความสำคัญ เริ่มมีแนวโน้มหันมาสนใจ เล่นหุ้นต่างประเทศ กันมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเห็นถึงโอกาสในการเติบโตที่สูงกว่า และความหลากหลายในการลงทุน บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับการ เล่นหุ้นต่างประเทศ ตั้งแต่เริ่มต้น จนถึงข้อควรระวังที่อย่ามองข้าม

ทำไมหลายคนถึงหันมาเล่นหุ้นต่างประเทศ?

หนึ่งในเหตุผลที่การ เล่นหุ้นต่างประเทศ ได้รับความนิยม เนื่องจากตลาดในต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกามีบริษัทเทคโนโลยีและแบรนด์ระดับโลก เช่น Apple, Amazon และ Microsoft ซึ่งให้ผลตอบแทนในระยะยาวที่น่าสนใจ

นอกจากนั้นยังช่วยกระจายความเสี่ยงในการลงทุน เพราะหากเศรษฐกิจไทยมีปัญหา ตลาดต่างประเทศอาจยังคงเติบโตได้อยู่

อีกทั้งหลายคนยังมองหาโอกาสจากหุ้นในแนวโน้มโลก เช่น หุ้นกลุ่ม AI, EV และพลังงานสะอาด ซึ่งต้อง เล่นหุ้นต่างประเทศ เท่านั้นถึงจะเข้าถึงได้

วิธีเริ่มต้นเล่นหุ้นต่างประเทศ

1. เปิดบัญชีผ่านโบรกเกอร์ที่รองรับการลงทุนต่างประเทศ

ขั้นตอนแรกคือการเลือกโบรกเกอร์ที่ได้รับอนุญาตและน่าเชื่อถือในการซื้อขายหุ้นต่างประเทศ เพื่อความสะดวกในการเข้าถึงตลาดโลก

2. ศึกษาและเลือกตลาดที่สนใจ

ควรศึกษาว่าตลาดใดที่ให้ศักยภาพในการเติบโตสูง เช่น NASDAQ หรือตลาดญี่ปุ่น ซึ่งแต่ละตลาดมีลักษณะและสาระสำคัญที่แตกต่างกัน

3. เข้าใจเรื่องภาษีจากการลงทุน

การ เล่นหุ้นต่างประเทศ อาจมีผลทางภาษีที่แตกต่างจากการลงทุนในประเทศ ควรศึกษาข้อมูลเพื่อวางแผนให้เหมาะสม

4. ติดตามข่าวสารและวิเคราะห์พื้นฐาน

สำหรับนักลงทุนมือใหม่ ควรเรียนรู้ดูข่าวเศรษฐกิจต่างประเทศ และพัฒนาทักษะการวิเคราะห์งบนิติของบริษัท เพื่อเพิ่มโอกาสในการเลือกหุ้นที่ดี

ข้อควรระวังก่อนเล่นหุ้นต่างประเทศ

การ เล่นหุ้นต่างประเทศ ค่อนข้างเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความรู้การเงินและความเข้าใจในตลาดโลกอย่างถูกต้อง เพราะรูปแบบของข้อมูลที่ได้จะมีความซับซ้อนมากกว่าในประเทศไทย ต้องหมั่นอัปเดตข่าวสาร และมีการวางแผนอย่างชัดเจน

อย่าลืมว่าแม้จะมีโอกาสได้ผลตอบแทนสูง แต่ความเสี่ยงก็มากเช่นกัน ดังนั้นควรบริหารพอร์ตอย่างระมัดระวัง กระจายการลงทุน และกำหนดวัตถุประสงค์ของตนเองให้ดี

เป็นการดีที่นักลงทุนใหม่เริ่มต้นเล่นหุ้นต่างประเทศด้วยเงินจำนวนเล็กน้อย เพื่อฝึกฝนประสบการณ์ และสามารถขยับขึ้นเป็นระดับมืออาชีพได้ในอนาคต

อย่าหลงลืมว่าโอกาสทางการเงินอยู่ในทุกที่ ขอเพียงคุณพร้อมรับมัน!

ที่มา – เปิดคู่มือ “เล่นหุ้นต่างประเทศ” แบบเข้าใจง่าย