ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ยุโรปถกคาร์บอน เกษตรไทยต้องเร่งปรับตัว!!

CBAM มีจุดประสงค์เพื่อป้องกัน Carbon Leakage หรือการย้ายฐานการผลิตจากยุโรปไปยังประเทศที่มีมาตรการสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดน้อยกว่า และยังเป็นเครื่องมือปกป้องผู้ผลิตในยุโรปไม่ให้เสียเปรียบด้านการแข่งขัน ตลอดจนส่งสัญญาณกดดันให้ประเทศคู่ค้ายกระดับนโยบายสิ่งแวดล้อมของตัวเอง กลายเป็นสิ่งที่นักวิชาการเรียกว่า “Brussels Effect”

ในระยะแรก CBAM ครอบคลุมสินค้านำเข้าเพียง 6 กลุ่ม ได้แก่ เหล็ก อะลูมิเนียม ซีเมนต์, ปุ๋ยไนโตรเจน ไฟฟ้า และไฮโดรเจน ผู้นำเข้าต้องซื้อ ใบรับรองคาร์บอน (CBAM Certificates) ตามปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ฝังอยู่ในสินค้านำเข้า โดยมีราคาผูกกับตลาดคาร์บอนของสหภาพยุโรป (EU ETS) ซึ่งหมายความว่ายิ่งประเทศผู้ส่งออกปล่อยคาร์บอนสูงเท่าไร ต้นทุนการส่งออกเข้าสู่ยุโรปก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย

แม้ในปัจจุบัน CBAM จะเน้นไปที่ภาคอุตสาหกรรมหนักเป็นหลัก แต่สัญญาณใหม่กำลังเกิดขึ้นในยุโรปเมื่อสภายุโรปมีการพูดคุยเกี่ยวกับตลาดซื้อขายคาร์บอนในภาคเกษตร (Agricultural Emissions Trading System: AgETS)

ยุโรปเริ่มถกเรื่องตลาดคาร์บอนภาคเกษตร: สัญญาณเตือนล่วงหน้า

ภาคเกษตรเป็นหนึ่งในตัวการสำคัญที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะมีเทน (CH4) จากปศุสัตว์ และ ไนตรัสออกไซด์ (N2O) จากปุ๋ยเคมี แต่ที่ผ่านมาภาคเกษตรยุโรปยังไม่ถูกเก็บคาร์บอนราคาเต็มเหมือนภาคอุตสาหกรรม ในปี 2023 รัฐสภายุโรปและคณะกรรมาธิการยุโรปเริ่มหารืออย่างจริงจังเกี่ยวกับการออกแบบ ตลาดซื้อขายคาร์บอนในภาคเกษตร (AgETS) ซึ่งจะเริ่มการสร้างระบบเพื่อวัดการปล่อยคาร์บอนจากฟาร์มทั้งขนาดเล็กและใหญ่

โดยรายงานของรัฐสภายุโรปในเรื่องนี้มีข้อถกเถียงเกี่ยวกับตลาดซื้อขายคาร์บอนในภาคเกษตรที่น่าสนใจ 3 เรื่องคือ

1. จะกำหนดให้เกษตรกรจ่ายคาร์บอนโดยตรง (On-farm ETS) หรือจะเก็บจากโรงงานปุ๋ยและอาหารสัตว์ (Upstream ETS) และโรงงานแปรรูปเนื้อและนม (Downstream ETS)

2. จะทำอย่างไรให้เกษตรกรขนาดเล็กไม่เสียเปรียบ และสามารถเข้าถึงประโยชน์จากการขายเครดิตคาร์บอน

3. จะลดความเสี่ยง Carbon Leakage เชิงสินค้าเกษตรได้อย่างไร หากยุโรปผลิตน้อยลงแต่โลกยังบริโภคเท่าเดิม

เหตุที่เรื่องนี้น่าสนใจเพราะการผลักดัน AgETS คือ จุดเริ่มต้นสำคัญก่อนขยาย CBAM สู่ภาคเกษตร เพราะเมื่อยุโรปตั้งราคาคาร์บอนในประเทศได้อย่างเป็นระบบ ก็มีแนวโน้มสูงที่จะใช้ CBAM ครอบคลุมสินค้าจากต่างประเทศ เพื่อให้เกิดสนามแข่งขันที่เท่าเทียมเพื่อปกป้องเกษตรก่อนในกลุ่มของตัวเอง

หาก CBAM ขยายสู่ภาคเกษตร ไทยจะได้รับผลกระทบอย่างไร

แน่นอนว่าหากสหภาพยุโรปขยาย CBAM มาสู่สินค้าเกษตรจริงในอนาคต ผลกระทบต่อไทยจะเกิดขึ้นทันที เพราะไทยคือผู้ส่งออกอาหารรายสำคัญไปยังยุโรป ไม่ว่าจะเป็นเนื้อไก่แปรรูป ข้าว กุ้งแช่แข็ง ผลไม้ และน้ำมันปาล์ม สินค้าเหล่านี้มีห่วงโซ่การผลิตที่ยังปล่อยคาร์บอนสูง โดยเฉพาะจากการใช้ปุ๋ยเคมีและการเลี้ยงปศุสัตว์ ฉะนั้นหาก CBAM ขยายมาครอบคลุมสินค้ากลุ่มนี้ ผลกระทบจะเกิดขึ้นในหลายระดับพร้อมกัน

ผลกระทบแรกคือต้นทุนการส่งออกสูงขึ้น เพราะผู้นำเข้าต้องซื้อใบรับรองคาร์บอนตามรอยเท้าคาร์บอนของสินค้า หากสินค้าไทยปล่อยคาร์บอนสูงกว่าคู่แข่ง ราคาขายจะเสียเปรียบทันที ผลกระทบต่อมาคือ ความเสี่ยงเสียส่วนแบ่งตลาดยุโรป หากประเทศคู่แข่งลดคาร์บอนได้ก่อน สินค้าของประเทศเหล่านั้นจะได้เปรียบด้านราคาและภาพลักษณ์ในทันที ขณะที่ผู้ส่งออกไทยอาจถูกแทนที่อย่างช้าๆ และที่สำคัญกว่านั้นคือ โอกาสเกิดแรงกดดันต่อทั้งห่วงโซ่เกษตรของไทย ตั้งแต่เกษตรกรรายย่อย โรงงานแปรรูป จนถึงผู้ส่งออก ทุกฝ่ายต้องเริ่มเก็บข้อมูลรอยเท้าคาร์บอนและปรับกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หากปรับตัวไม่ทัน ไทยอาจสูญเสียความสามารถแข่งขันในตลาดที่มีมูลค่าสูงอย่างยุโรปได้

ในภาพรวม หาก CBAM ขยายสู่ภาคเกษตร ผลกระทบต่อประเทศไทยจะไม่ใช่เพียงเรื่องของต้นทุนส่งออกที่เพิ่มขึ้น แต่ยังหมายถึงแรงกดดันให้ทั้งระบบการผลิตอาหารต้องเปลี่ยนแปลง ไทยจะต้องก้าวเข้าสู่ยุคที่ “คาร์บอนคือค่าใช้จ่าย” อย่างเต็มตัว การชะลอการปรับตัวอาจทำให้ไทยสูญเสียความได้เปรียบทางการค้า และเปิดโอกาสให้ประเทศคู่แข่งที่พร้อมกว่าแย่งชิงตลาดสำคัญไป

ถึงเวลาภาคเกษตรไทยต้องเร่งปรับตัว

สัญญาณจากสหภาพยุโรปชัดเจนว่า โลกการค้ากำลังเดินเข้าสู่ยุคที่คาร์บอนกลายเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจสำคัญ และไม่ใช่เพียงอุตสาหกรรมหนักเท่านั้นที่ต้องเผชิญแรงกดดัน หากมาตรการ CBAM ขยายสู่ภาคเกษตร ภาคเกษตรไทยซึ่งพึ่งพาตลาดส่งออกและห่วงโซ่การผลิตแบบดั้งเดิมจะเผชิญความท้าทายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การปรับตัวจึงต้องเริ่มทันทีและต้องทำทั้งระบบ โดยอาจมีประเด็นพิจารณาดังนี้

1. สร้างตลาดคาร์บอนในประเทศให้เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะการพัฒนา Emissions Trading System (ETS) ภายในประเทศ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยมีเวทีซื้อขายและปรับตัวก่อนเผชิญ CBAM และสนับสนุนให้เกษตรกรและโรงงานสามารถขายคาร์บอนเครดิตจากการลดการปล่อย เป็นรายได้เสริมได้

2. ผลักดันกฎหมายด้านสภาพภูมิอากาศให้มีผลบังคับใช้ โดยเฉพาะร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. … ภายใต้มาตรา 9 ที่เปิดทางสู่การใช้ ETS และมาตรการกำหนดราคาคาร์บอน หากกฎหมายนี้เกิดขึ้นจริง จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้าง ความโปร่งใสด้านคาร์บอนฟุตพรินต์ และลดความเสี่ยงทางการค้า

3. ลงทุนในเทคโนโลยีและระบบตรวจสอบคาร์บอน (MRV) โดยมีการเก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตั้งแต่ฟาร์มถึงโรงงาน เพื่อเตรียมพร้อมต่อการตรวจสอบจากต่างประเทศ และสนับสนุนเทคโนโลยี การผลิตคาร์บอนต่ำ เช่น ปุ๋ยชีวภาพ ระบบจัดการมูลสัตว์ และพลังงานหมุนเวียนในโรงงาน

บทสรุป : การแข่งขันยุคใหม่คือการแข่งขันด้านคาร์บอน

CBAM ของยุโรปไม่ใช่เพียงมาตรการภาษีการค้า แต่คือ สัญญาณเตือนว่าคาร์บอนกำลังกลายเป็นตัวชี้ขาดทางเศรษฐกิจ หากไทยปรับตัวช้า สินค้าเกษตรและอาหารอาจสูญเสียความสามารถแข่งขัน และถูกกีดกันทางการค้าด้วยต้นทุนคาร์บอนที่สูงขึ้น ในทางกลับกัน หากประเทศไทยสามารถสร้างตลาดคาร์บอนและระบบ ETS ที่เข้มแข็ง และผลักดันกฎหมายสภาพภูมิอากาศให้บังคับใช้ได้จริง เราจะไม่เพียงลดความเสี่ยง แต่ยังสามารถแปลงคาร์บอนต่ำเป็นจุดขายในตลาดโลก เพราะในยุคที่สังคมโลกกำลังจับตาเรื่องสภาพภูมิอากาศ ผู้ที่ลดคาร์บอนได้ก่อนคือผู้ชนะในสนามการค้าใหม่.

เมื่อ ‘ยุโรป’ ถกเถียงตลาดซื้อขายคาร์บอนถึงเวลาเกษตรไทยต้องเร่งปรับตัว!!

ทำไมเกษตรไทยต้องเร่งปรับตัว?

เพราะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการกำหนดมาตรการทางการค้าที่เกี่ยวข้องกับคาร์บอนกำลังจะส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การปรับตัวจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและสร้างโอกาสใหม่ๆ ในตลาดโลก หากเกษตรไทยยังไม่เร่งปรับตัว เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยอาจสูญเสียโอกาสในการเข้าถึงตลาดยุโรปได้

ที่มา – เมื่อ ‘ยุโรป’ ถกเถียงตลาดซื้อขายคาร์บอนถึงเวลาเกษตรไทยต้องเร่งปรับตัว!!

สิริพงศ์ชี้ ปัญหาเบิกจ่ายงบอุบลฯ ล่าช้า

จากกรณีมีคำสั่งย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี จากปัญหาการเบิกจ่ายงบเยียวยาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ที่กมธ.การปกครองตรวจสอบแล้วพบว่ามีการเบิกไปเพียง 55,000 บาท

เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวสะท้อนถึงความหย่อนยานในการบริหารราชการแผ่นดิน อันเกิดจากการที่รัฐมนตรีผู้กำกับดูแลไม่ได้ลงพื้นที่และไม่ติดตามงานจึงไม่รู้ว่ามีปัญหาอยู่

“ผมเคยทำงานในกระทรวงศึกษาธิการ เข้าใจดีว่าโดยปกติการเบิกงบประมาณมักจะล่าช้า แต่หน้าที่ของฝ่ายการเมืองคือการติดตามตรวจสอบข้อมูลเพื่อให้เกิดการเบิกจ่ายที่มีประสิทธิภาพ ถ้าแค่ถาม ข้าราชการมักจะไม่กล้าบอกว่ามีปัญหา เพราะมันเชื่อมโยงกับผลงาน ถ้าไม่มีใครลงไปดู ก็ไม่มีใครรู้ว่ามันติดขัดตรงไหน” นายสิริพงศ์ กล่าว

นายสิริพงศ์ ได้ยกตัวอย่างกรณี สส. พรรคภูมิใจไทย ที่ลงพื้นที่พูดคุยกับส่วนราชการ นายอำเภอและผู้ว่าราชการในหลายจังหวัด รวมถึงให้ข้อเสนอแนะ ในประเด็นการเบิกจ่ายงบประมาณ จึงทำให้มีการเบิกจ่ายที่ดีขึ้น ซึ่งในกรณีของจังหวัดอุบลราชธานี ท่านผู้ว่าฯ ขาดความเข้าใจ เพราะศูนย์ดูแลผู้อพยพตั้งอยู่นอกพื้นที่ฉุกเฉิน จึงเกรงว่าการใช้เงินอาจผิดระเบียบ

“ผู้ว่าฯ ท่านทำงาน แต่มีความกังวลในหลักเกณฑ์การใช้เงิน ซึ่งหากรัฐมนตรีเจ้าสังกัดลงพื้นที่ สร้างความเข้าใจ ช่วยทบทวนขั้นตอนที่ไม่จำเป็นและออกประกาศพร้อมคู่มือกำกับเหมือนตอนผมอยู่กระทรวงศึกษา ก็จะไม่มีปัญหา แต่นี่ทั้งๆที่สส.เอาปัญหามาบอกผ่านกระทู้แล้ว กลับไม่เชื่อ โทรถามผู้ว่าฯกลางสภา มันไม่ใช่วิธีแก้ไขปัญหา สุดท้ายก็อย่างที่เห็น” นายสิริพงศ์ กล่าว

นายสิริพงศ์ ยังกล่าวถึงกระแสข่าวที่พยายามโยงว่าเป็นเพราะมีการแต่งตั้งผู้ว่าฯมาไม่ดี โดยกล่าวว่า การแต่งตั้งผู้ว่าฯนั้นเสนอโดยปลัดและต้องผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี มีนายกรัฐมนตรีร่วมพิจารณา และน.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวานิชย์ ก็เป็น รมช.มหาดไทยแล้วในตอนนั้น ถ้าคิดว่าเป็นปัญหา ท่านจะรับผิดชอบอย่างไร

“ผมว่าท่านควรตระหนักว่าปัญหาเกิดจากอะไรเพื่อไม่ให้เกิดซ้ำอีก มากกว่าจะหาข้อแก้ตัว” นายสิริพงศ์ กล่าว.

‘สิริพงศ์’ชี้ปัญหาเบิกจ่ายงบช่วยศูนย์อพยพ ‘อุบลฯ’รมต.ไม่ติดตามงานทำให้เกิดความล่าช้า

จากกรณีที่นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบประมาณช่วยเหลือศูนย์อพยพในจังหวัดอุบลราชธานีนั้น ได้จุดประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการและการกำกับดูแลจากภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทของรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง การที่รัฐมนตรีไม่ลงพื้นที่ติดตามงานอย่างใกล้ชิด ทำให้อาจไม่ทราบถึงปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการเบิกจ่ายงบประมาณ

ความสำคัญของการติดตามงานจากรัฐมนตรี

นายสิริพงศ์ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการที่รัฐมนตรีต้องลงพื้นที่เพื่อติดตามงานด้วยตนเอง การสอบถามข้อมูลจากข้าราชการเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะข้าราชการอาจไม่กล้าเปิดเผยปัญหาที่แท้จริงเนื่องจากเกี่ยวข้องกับผลงานของตนเอง การลงพื้นที่ตรวจสอบจะช่วยให้รัฐมนตรีได้เห็นสภาพปัญหาจริงและสามารถแก้ไขได้อย่างตรงจุด นอกจากนี้ การที่รัฐมนตรีลงมาให้ความช่วยเหลือและให้คำแนะนำ จะช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานอีกด้วย

ปัญหาการเบิกจ่ายงบประมาณในอุบลราชธานี

ในกรณีของจังหวัดอุบลราชธานี นายสิริพงศ์กล่าวว่าผู้ว่าราชการจังหวัดมีความกังวลเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การใช้เงิน เนื่องจากศูนย์ดูแลผู้อพยพตั้งอยู่นอกพื้นที่ฉุกเฉิน ทำให้เกรงว่าการใช้เงินอาจผิดระเบียบ หากรัฐมนตรีเจ้าสังกัดลงพื้นที่สร้างความเข้าใจและช่วยทบทวนขั้นตอนที่ไม่จำเป็น ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาได้ แต่ในกรณีนี้ ส.ส. ได้นำปัญหามาบอกแล้ว แต่กลับไม่ได้รับความเชื่อถือและไม่ได้มีการแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที

ข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไขปัญหา

เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเช่นนี้อีกในอนาคต นายสิริพงศ์เสนอว่ารัฐมนตรีควรตระหนักถึงสาเหตุของปัญหาและให้ความสำคัญกับการติดตามงานอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ควรมีการทบทวนขั้นตอนการเบิกจ่ายงบประมาณให้มีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการออกคู่มือกำกับที่ชัดเจนเพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้องและมั่นใจ

สรุป: ปัญหา ‘สิริพงศ์’ชี้ปัญหาเบิกจ่ายงบช่วยศูนย์อพยพ ‘อุบลฯ’รมต.ไม่ติดตามงานทำให้เกิดความล่าช้า สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการกำกับดูแลและติดตามงานจากรัฐมนตรี การแก้ไขปัญหา ‘สิริพงศ์’ชี้ปัญหาเบิกจ่ายงบช่วยศูนย์อพยพ ‘อุบลฯ’รมต.ไม่ติดตามงานทำให้เกิดความล่าช้า ต้องอาศัยความเข้าใจในสภาพปัญหาจริงและการแก้ไขที่ตรงจุด เพื่อให้งบประมาณสามารถนำไปใช้ช่วยเหลือผู้ที่ต้องการได้อย่างทันท่วงที การแก้ไขปัญหา ‘สิริพงศ์’ชี้ปัญหาเบิกจ่ายงบช่วยศูนย์อพยพ ‘อุบลฯ’รมต.ไม่ติดตามงานทำให้เกิดความล่าช้า ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส.

ที่มา – ‘สิริพงศ์’ชี้ปัญหาเบิกจ่ายงบช่วยศูนย์อพยพ ‘อุบลฯ’รมต.ไม่ติดตามงานทำให้เกิดความล่าช้า

รวบแล้ว! หนุ่มแฟนสาวนางนกต่อ ลวงยิงที่เปลี่ยว

จากกรณีที่ นายจักรกฤษณ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 27 ปี ชาวจังหวัดปทุมธานี นัดพบหญิงสาวกลางดึก แต่กลับถูกลวงไปในที่เปลี่ยวและถูกไล่ยิงระทึกกว่า 20 กิโลเมตร จนรถเสียหลักพุ่งตกคลองลึก 2 เมตร ในพื้นที่ สภ.ช้างใหญ่ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา และมีชาวประมงมาช่วยทุบกระจกออกจากรถจนรอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อกลางดึกวันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา

ความคืบหน้าล่าสุด วันที่ 7 ส.ค. ที่ สภ.ช้างใหญ่ จ.พระนครศรีอยุธยา พ.ต.อ.ภูมิธัช โฆษิตวนิชพงศ์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ร่วมสอบปากคำ นายสงกรานต์ หรือ “เป้” อายุ 26 ปี ชาวจังหวัดนนทบุรี ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา หลังถูกชุดสืบสวน สภ.ช้างใหญ่ นำหมายจับเข้าจับกุมตัวได้ที่ห้องพักในจังหวัดนนทบุรี และใช้เวลาสอบสวนนานกว่า 4 ชั่วโมง

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังได้เชิญตัว นางสาวตะวัน ที่ถูกนายจักรกฤษณ์อ้างว่าเป็นนกต่อส่งโลเคชันนัดให้มาเจอ มาให้ปากคำด้วย ซึ่งในเบื้องต้นยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาใด ๆ และสอบสวนในฐานะพยาน

ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวนายสงกรานต์ หรือ “เป้” ออกมาจากห้องสืบสวน ผู้สื่อข่าวได้เข้าไปสอบถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยนายสงกรานต์ให้การ ปฏิเสธ ว่าไม่ได้ใช้อาวุธปืนยิงนายจักรกฤษณ์ และอ้างว่าตนเป็นผู้ทักแช็ตไปเองให้นายจักรกฤษณ์ออกมาหา เพราะเห็นข้อความที่ผู้เสียหายทักมาหานางสาวตะวัน แฟนสาวของตน และในคืนเกิดเหตุนายจักรกฤษณ์เป็นฝ่ายขับรถเฉี่ยวชนกับรถของตนเองจนเสียหลักตกคลองเอง โดยในคืนนั้นตนขับรถมาพร้อมกับเพื่อนอีก 3 คน และนางสาวตะวันแฟนสาว

ด้าน นางสาวตะวัน เปิดเผยว่า ตนคบหากับนายเป้มานานหลายปีแล้ว และนายจักรกฤษณ์ก็รู้เรื่องนี้ดี แต่ยังคงทักแช็ตมาหาอยู่เสมอ ซึ่งนายเป้ก็ทราบทุกครั้งเพราะตนไม่ได้ปิดบังรหัสโทรศัพท์ สามารถเข้าดูได้ จนเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม นายจักรกฤษณ์ทักมาชวนไปกินข้าวแต่ตนปฏิเสธ และวันที่ 6 สิงหาคม ก็ทักมาชวนอีกครั้ง นายเป้เห็นข้อความจึงทักแช็ตไปนัดหมายให้มาพบกันที่บริเวณสามโคก จ.ปทุมธานี

เมื่อนายจักรกฤษณ์ขับรถมาถึงแต่ยังไม่ทันได้พูดคุยอะไรก็ขับรถออกไปทันที ทำให้นายเป้ขับรถไล่ตาม ระหว่างทางนายจักรกฤษณ์เป็นฝ่ายขับรถเบียดรถของนายเป้ก่อน จึงเกิดการขับไล่กันไปตลอดเส้นทาง เธอยืนยันว่านายเป้ไม่มีอาวุธปืนตามที่มีการกล่าวหา และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นายจักรกฤษณ์เป็นผู้ขับรถเบียดจนรถเสียหลักพุ่งตกลงไปในคลองด้วยตนเอง ไม่ได้มีการทำร้ายหรือใช้อาวุธแต่อย่างใด

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ข้อมูลว่า ผู้ต้องหารายอื่นที่มีชื่อพาดพิงจากคำให้การของผู้เสียหาย ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนขยายผลจากปากคำนายเป้ หากพบพยานหลักฐานเชื่อมโยงก็จะออกหมายจับเพิ่มเติมทันที

รวบแล้วหนุ่มแฟนสาวนางนกต่อ หลังลวงหนุ่มไปยิงในที่เปลี่ยว อ้างเหยื่อขับรถตกคลองเอง

คดี รวบแล้วหนุ่มแฟนสาวนางนกต่อ หลังลวงหนุ่มไปยิงในที่เปลี่ยว อ้างเหยื่อขับรถตกคลองเอง กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องแรงจูงใจในการก่อเหตุ และความสัมพันธ์ซับซ้อนระหว่างผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด การที่นายสงกรานต์อ้างว่าเป็นการป้องกันแฟนสาว และอุบัติเหตุที่เกิดจากการขับรถเบียดกันเองนั้น ยังคงเป็นข้อโต้แย้งที่ต้องรอการพิสูจน์ต่อไป

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดี รวบแล้วหนุ่มแฟนสาวนางนกต่อ

จากคำให้การของทั้งสองฝ่าย มีรายละเอียดที่น่าสนใจหลายประการที่ยังไม่สอดคล้องกันอย่างชัดเจน เช่น เรื่องอาวุธปืนที่นายสงกรานต์ปฏิเสธว่าไม่มี รวมถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนท้องถนนว่าใครเป็นฝ่ายเริ่มเบียดก่อนกัน พยานหลักฐานเพิ่มเติม เช่น กล้องวงจรปิดตามเส้นทาง และผลการตรวจพิสูจน์รถยนต์ จะเป็นกุญแจสำคัญในการไขปริศนาคดีนี้

นอกจากนี้ ประเด็นที่นางสาวตะวันถูกอ้างว่าเป็นนกต่อ ก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างละเอียด แม้ว่าเบื้องต้นจะยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา แต่หากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการวางแผนล่อลวงจริง ก็อาจถูกดำเนินคดีในข้อหาที่เกี่ยวข้องได้

การสอบสวนขยายผลไปยังผู้ต้องหารายอื่น ๆ ที่ถูกพาดพิงถึง ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ภาพรวมของคดีชัดเจนยิ่งขึ้น การรวบรวมพยานหลักฐานที่แน่นหนา และการสอบสวนที่รอบด้าน จะเป็นปัจจัยสำคัญในการนำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย และสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้เสียหาย

คดี รวบแล้วหนุ่มแฟนสาวนางนกต่อ หลังลวงหนุ่มไปยิงในที่เปลี่ยว อ้างเหยื่อขับรถตกคลองเอง นี้ยังคงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดต่อไป เพราะมีหลายประเด็นที่ยังไม่ชัดเจน และต้องการการพิสูจน์ความจริงอย่างถี่ถ้วน การรายงานข่าวอย่างถูกต้องและเป็นกลาง จะช่วยให้สังคมได้รับทราบข้อมูลที่ครบถ้วน และเข้าใจถึงรายละเอียดของคดีอย่างถูกต้อง

สำหรับใครที่ต้องการติดตามข่าวสารเกี่ยวกับคดี รวบแล้วหนุ่มแฟนสาวนางนกต่อ หลังลวงหนุ่มไปยิงในที่เปลี่ยว อ้างเหยื่อขับรถตกคลองเอง อย่างต่อเนื่อง สามารถติดตามได้จากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ และรอฟังผลการสรุปสำนวนคดีจากเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อไป

ที่มา – รวบแล้วหนุ่มแฟนสาวนางนกต่อ หลังลวงหนุ่มไปยิงในที่เปลี่ยว อ้างเหยื่อขับรถตกคลองเอง

พาณิชย์เปิดศูนย์ MOC ช่วยธุรกิจรับมือ “ภาษีทรัมป์”

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดตัวศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จของกระทรวงพาณิชย์ (MOC One Stop Service : OSS) @Ratchada ณ อาคารกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ถนนรัชดาภิเษก โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงพาณิชย์ หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และผู้ประกอบการเข้าร่วม

ศูนย์ MOC OSS @Ratchada ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย “พาณิชย์พึ่งได้” ที่มุ่งให้กระทรวงพาณิชย์เป็นที่พึ่งของผู้ประกอบการไทยในทุกระดับ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกเผชิญความไม่แน่นอน และการค้าระหว่างประเทศถูกกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้ารูปแบบใหม่ เช่น ภาษีของสหรัฐฯ การเปิด พาณิชย์เปิดศูนย์ MOC ช่วยธุรกิจรับมือ “ภาษีทรัมป์” ครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

“วันนี้ผมมาที่ศูนย์ MOC OSS @Ratchada ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เราเตรียมไว้เพื่อบูรณาการการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการค้า ให้สามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการได้แบบครบวงจร ตั้งแต่การให้คำปรึกษาเรื่องภาษี การเยียวยา การขอข้อมูล รวมถึงช่องทางช่วยลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสทางการค้า” นายจตุพร กล่าว

นายจตุพร กล่าวเพิ่มเติมว่า ในภาวะที่สถานการณ์การค้าระหว่างประเทศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น การขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ 19% ที่จะเริ่มมีผล การมีศูนย์ OSS ที่สามารถให้คำตอบและคำแนะนำได้อย่างรวดเร็วจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับภาคธุรกิจ การ พาณิชย์เปิดศูนย์ MOC ช่วยธุรกิจรับมือ “ภาษีทรัมป์” จึงเป็นเรื่องที่ทันท่วงที

“ที่ผ่านมาเราใช้สายด่วน 1169 เป็นหลัก ซึ่งอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการ ศูนย์ OSS จึงเข้ามาเติมเต็มให้ประชาชนที่มีคำถามสามารถ Walk-in เข้ามาปรึกษาได้ทันที โดยจะมีเจ้าหน้าที่ประจำทุกวัน และกำลังพิจารณาเปิดบริการในวันเสาร์-อาทิตย์ด้วย เพื่อรองรับความต้องการให้ครอบคลุมมากที่สุด”

โดยขณะนี้ศูนย์บริการฯ มี 2 ช่องทาง ได้แก่

  • Walk-in รับบริการหน้าเคาน์เตอร์
  • โทรศัพท์ ผ่านสายด่วนส่งออก 1169 หรือ 02-513-1909

สำหรับหน่วยงานที่เข้าร่วมให้บริการ 12 หน่วยงาน ประกอบด้วย 8 หน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ ได้แก่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กรมการค้าต่างประเทศ (DFT) กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ (DTN) กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP) กรมการค้าภายใน (DIT) สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (TPSO) และสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) หรือ ITD และอีก 4 หน่วยงานภายนอก ได้แก่ หอการค้าไทย สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย กรมศุลกากร และ EXIM Bank

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังเตรียมเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม อาทิ กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรฯ สภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า และสมาคม SMEs ให้เข้าร่วมให้บริการด้วย

“เราจะทำให้ศูนย์นี้เป็นที่พึ่งของประชาชนและผู้ประกอบการอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะรายย่อย SMEs หรือรายใหญ่ หากมีปัญหาเรื่องการส่งออก ภาษี หรือการเปิดตลาดใหม่ ก็สามารถมาที่นี่ได้ ศูนย์นี้จะอธิบายทุกขั้นตอนให้เข้าใจง่าย และจะช่วยลดอุปสรรค เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดโลก”

นายจตุพร ยังกล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ประกอบการอย่างจริงจัง โดยเตรียมมาตรการรองรับภาษีทรัมป์ไว้แล้ว ทั้งในด้านข้อมูล การลดต้นทุน และการหาตลาดใหม่ ทั้งนี้ อยู่ระหว่างการเจรจากับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อหาข้อสรุปเชิงนโยบาย โดยรักษาการนายกรัฐมนตรี (นายภูมิธรรม เวชยชัย) ก็ได้หารือเรื่องงบประมาณสำหรับการเยียวยาไว้เบื้องต้นแล้ว

“หากศูนย์นี้มีความพร้อม ผมจะขอเรียนเชิญท่านรักษาการนายกรัฐมนตรีมาเปิดศูนย์ด้วยตนเอง รัฐบาลมุ่มมั่นยืนเคียงข้างผู้ประกอบการทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นรายเล็ก รายใหญ่ หรือเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการการค้าโลก” นายจตุพร กล่าว

พาณิชย์เปิดศูนย์ MOC ช่วยธุรกิจรับมือ “ภาษีทรัมป์”

ทำไมต้องมี ศูนย์ MOC ช่วยธุรกิจรับมือ “ภาษีทรัมป์”?

การเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การมีศูนย์ให้คำปรึกษาและช่วยเหลืออย่างครบวงจรจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวและรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การ พาณิชย์เปิดศูนย์ MOC ช่วยธุรกิจรับมือ “ภาษีทรัมป์” จึงเป็นสัญญาณที่ดีในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย

ศูนย์ MOC One Stop Service @Ratchada ไม่เพียงแต่ให้คำปรึกษา แต่ยังเป็นแหล่งรวมข้อมูลและเครื่องมือที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการลดต้นทุน เพิ่มโอกาสทางการค้า และเข้าถึงตลาดใหม่ๆ ได้อีกด้วย นอกจากนี้ การบูรณาการความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนต่างๆ จะช่วยให้การบริการมีความครบถ้วนและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

ศูนย์​ MOC​ One​ Stop​ Service ถือ​เป็น​กลไก​สําคัญ​ใน การ​ขับเคลื่อน​นโยบาย​ “พาณิชย์​พึ่ง​ได้”​ ที่​มุ่ง​ให้​กระทรวง​พา​ณิชย์​เป็น​ที่พึ่ง​ของ​ผู้​ประกอบการ​ไทย​ใน​ทุก​ระดับ​ โดยเฉพาะ​ในช่วง​ที่​เศรษฐกิจ​โลก​เผชิญ​ความ​ไม่​แน่นอน​ และ​การ​ค้า​ระหว่าง​ประเทศ​ถูก​กระทบ​จาก​มาตรการ​กีดกัน​ทางการ​ค้า​รูปแบบ​ใหม่

การเปิดศูนย์ MOC One Stop Service @Ratchada เป็นก้าวสำคัญในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก หากคุณเป็นผู้ประกอบการที่กำลังมองหาความช่วยเหลือหรือคำปรึกษา อย่าลังเลที่จะใช้บริการของศูนย์แห่งนี้!

ที่มา – พาณิชย์ เปิดศูนย์ MOC One Stop Service @Ratchada ระดม 12 หน่วย ช่วยธุรกิจรับมือ “ภาษีทรัมป์”

เพชร กรุณพล ซัดข่าวปลอม สส.พรรคประชาชน ไม่ได้ไปต่อ!

จากกรณีที่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับรายชื่อ “สส.พรรคประชาชน” ที่ถูกอ้างว่าไม่ได้ไปต่อในการลงเลือกตั้งรอบหน้านั้น ได้สร้างความสับสนและเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง ล่าสุด นายกรุณพล เทียนสุวรรณ รองโฆษกพรรคประชาชน ได้ออกมาตอบโต้และชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าว

นายกรุณพล เทียนสุวรรณ รองโฆษกพรรคประชาชน กล่าวว่า พรรคประชาชนขอยืนยันว่าข่าวดังกล่าว “ไม่เป็นความจริง” และไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด เขากล่าวเพิ่มเติมว่า ในห้วงเวลาที่การเมืองเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และการเลือกตั้งครั้งใหม่อาจเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ มีความเป็นไปได้ว่าการปล่อยข่าวปลอมลักษณะดังกล่าว อาจเป็นกลยุทธ์หรือความพยายามของบางฝ่ายในการปลุกปั่น เพื่อหวังให้เกิดความแตกแยกและความไม่ไว้วางใจกันภายในพรรค

เพชร กรุณพล ซัดกลยุทธ์ปล่อยข่าวปลอม สส.พรรคประชาชน

นายกรุณพลยังกล่าวอีกว่า พรรคประชาชนจะไม่ปล่อยให้ข่าวปลอมดังกล่าว มาทำให้เสียสมาธิในการเดินหน้าทำงานต่อไปอย่างเป็นเอกภาพ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นให้กับประชาชน พรรคยังคงมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติอย่างเต็มที่ และจะไม่ยอมให้การปล่อยข่าวเท็จมาบั่นทอนกำลังใจ

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การปล่อยข่าวปลอมจึงเป็นเครื่องมือที่ถูกนำมาใช้เพื่อหวังผลทางการเมืองอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้น ประชาชนจึงควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนที่จะเชื่อหรือแชร์ข้อมูลต่างๆ ต่อไป

การตอบโต้ข่าวปลอมของ เพชร กรุณพล ต่อกรณี สส.พรรคประชาชน

การออกมาตอบโต้ข่าวปลอมอย่างรวดเร็วและชัดเจนของนายกรุณพล ถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการปกป้องชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของพรรคประชาชน และเป็นการส่งสัญญาณไปยังผู้ที่ปล่อยข่าวเท็จว่า พรรคจะไม่ยอมให้มีการบิดเบือนข้อมูล เพื่อหวังผลทางการเมือง

พรรคประชาชนมุ่งมั่นทำงานเพื่อประชาชน

แม้จะมีการปล่อยข่าวเท็จออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่พรรคประชาชนยังคงยืนหยัดในการทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติ พรรคยังคงมุ่งเน้นการนำเสนอนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน และการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่

การทำงานอย่างหนักของ สส.พรรคประชาชน และสมาชิกพรรคทุกคน ถือเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และพิสูจน์ให้เห็นว่า พรรคประชาชนเป็นพรรคการเมืองที่มุ่งมั่นที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นให้กับสังคมไทย

  • การตรวจสอบข้อมูลก่อนเชื่อถือ
  • การใช้วิจารณญาณในการรับข่าวสาร
  • การสนับสนุนพรรคการเมืองที่ทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

ดังนั้น ขอให้ประชาชนทุกคนร่วมกันตรวจสอบข้อมูลข่าวสารอย่างรอบคอบ และสนับสนุนพรรคการเมืองที่ทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง เพื่อสร้างสังคมไทยที่เข้มแข็งและมั่นคงต่อไป

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารท่วมท้น การมีสติและวิจารณญาณในการรับข้อมูลจึงสำคัญอย่างยิ่ง อย่าปล่อยให้ข่าวปลอมมาบั่นทอนความหวังและทำลายความเชื่อมั่นที่เรามีต่อกัน

ที่มา – ‘เพชร กรุณพล’ซัดกลยุทธ์บางฝ่ายปล่อยข่าวปลอม‘สส.พรรคประชาชน‘ไม่ได้ไปต่อเลือกตั้งรอบหน้า

ฮุน มาเนต ดัน “ทรัมป์” ลุ้นโนเบล **สันติภาพติดจรวด!**

วันที่ 7 ส.ค. 68 ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์เอกสารการเสนอชื่อ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ชิงรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ พร้อมข้อความระบุ

ตามความประสงค์ของประชาชนชาวกัมพูชาทั้งในประเทศและต่างประเทศ และเพื่อแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจต่อ ฯพณฯ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งท่านได้ให้ความใส่ใจเป็นการส่วนตัวในการริเริ่มและผลักดันให้เกิดการหยุดยิงระหว่างกองกำลังกัมพูชาและกองกำลังไทย รวมถึงการติดตามผลการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างต่อเนื่อง จนกว่าจะบรรลุสันติภาพอย่างสมบูรณ์ระหว่างทั้งสองประเทศ

ข้าพเจ้า ในนามของนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ได้ส่งจดหมายอย่างเป็นทางการไปยัง คณะกรรมการโนเบลสาขาสันติภาพแห่งประเทศนอร์เวย์ เพื่อเสนอชื่อ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับการพิจารณาสำหรับ รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

——

สมเด็จหาบวรธิบดี ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา

พนมเปญ, 7 สิงหาคม 2568

คณะกรรมการโนเบลแห่งนอร์เวย์

ประตู 51 ของเฮนริก อิบเซน

0255 ออสโล, นอร์เวย์

เรียน สมาชิกคณะกรรมการโนเบลแห่งนอร์เวย์ที่เคารพทุกท่าน

ข้าพเจ้าในฐานะนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เสนอชื่อ โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 45 และ 47 ให้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพอย่างเป็นทางการ เพื่อยกย่องผลงานอันทรงคุณค่าของท่านในการส่งเสริมสันติภาพโลก การเสนอชื่อครั้งนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนให้เห็นถึงความซาบซึ้งของข้าพเจ้าเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความกตัญญูอย่างสุดซึ้งของประชาชนชาวกัมพูชาสำหรับบทบาทสำคัญยิ่งของท่านในการฟื้นฟูสันติภาพและเสถียรภาพบริเวณชายแดนระหว่างกัมพูชาและไทย

ความเป็นผู้นำอันโดดเด่นของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งโดดเด่นด้วยความมุ่งมั่นในการแก้ไขความขัดแย้งและป้องกันสงครามหายนะผ่านการเจรจาต่อรองที่มีวิสัยทัศน์และนวัตกรรม แสดงให้เห็นล่าสุดในบทบาทสำคัญในการเป็นตัวกลางเจรจาหยุดยิงอย่างทันทีและไม่มีเงื่อนไขระหว่างกัมพูชาและไทย การแทรกแซงอย่างทันท่วงทีนี้ ซึ่งช่วยป้องกันความขัดแย้งที่อาจสร้างความเสียหายร้ายแรง มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในการป้องกันการสูญเสียชีวิตจำนวนมาก และปูทางไปสู่การฟื้นฟูสันติภาพระหว่างสองประเทศ

นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของความสำเร็จอันโดดเด่นของประธานาธิบดีทรัมป์ในการลดความตึงเครียดในภูมิภาคที่ผันผวนที่สุดของโลก การแสวงหาสันติภาพอย่างต่อเนื่องผ่านการทูตของเขา สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของอัลเฟรด โนเบล อย่างสมบูรณ์แบบ นั่นคือการยกย่องผู้ที่มีคุณูปการอันโดดเด่นต่อภราดรภาพระหว่างประเทศและการส่งเสริมสันติภาพ

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ผมหวังว่าการเสนอชื่อ โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 45 และ 47 ให้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ จะได้รับการพิจารณาอย่างดี

สันติภาพติดจรวด!

เรื่องราวการเสนอชื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพโดย ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา กลายเป็นที่ฮือฮาในแวดวงการเมืองระหว่างประเทศ การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ทรัมป์มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิดการหยุดยิงระหว่างกองกำลังกัมพูชาและไทย ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นความสำเร็จที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนถูกเปรียบเปรยว่า สันติภาพติดจรวด!

ทำไมต้องเป็น “ทรัมป์”? เบื้องหลังการเสนอชื่อชิงโนเบล **สันติภาพติดจรวด!**

การที่ฮุน มาเนต เลือกเสนอชื่อทรัมป์ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัมพูชาและสหรัฐฯ ในยุคที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี นอกจากนี้ การที่ทรัมป์เข้ามาเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างกัมพูชาและไทยได้อย่างรวดเร็ว ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นายกรัฐมนตรีกัมพูชาเห็นว่า ทรัมป์สมควรได้รับการยกย่องในฐานะผู้สร้างสันติภาพ

อย่างไรก็ตาม การเสนอชื่อ สันติภาพติดจรวด! ครั้งนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่าทรัมป์จะได้รับการการันตีว่าจะได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เพราะคณะกรรมการโนเบลแห่งนอร์เวย์ จะต้องพิจารณาจากปัจจัยอื่นๆ อีกมากมาย เช่น ผลงานด้านสันติภาพอื่นๆ ของทรัมป์ และความคิดเห็นของนานาชาติ

การเสนอชื่อทรัมป์ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศ และบทบาทของผู้นำในการสร้างสันติภาพ แม้ว่าการตัดสินใจของฮุน มาเนต จะได้รับการสนับสนุนจากชาวกัมพูชาจำนวนมาก แต่ก็มีหลายฝ่ายที่ตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของการเสนอชื่อทรัมป์ เนื่องจากประวัติการทำงานของเขายังมีข้อถกเถียงหลายประการ

ประเด็นที่น่าสนใจคือ การที่เหตุการณ์ชายแดนไทย-เขมรสงบลงอย่างรวดเร็วนั้น ถูกนำมาเปรียบเทียบกับการโหลดเกม 5G ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหา อย่างไรก็ตาม การสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรวดเร็วเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัยความเข้าใจ ความร่วมมือ และความไว้วางใจจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ถึงแม้ว่าการที่ฮุน มาเนต เสนอชื่อ “ทรัมป์” ลุ้นโนเบลในครั้งนี้ จะเป็นเรื่องที่น่าสนใจและสร้างความฮือฮา แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ การที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องหันมาร่วมมือกันเพื่อสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาค ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพก็ตาม

การเสนอชื่อ “โดนัลด์ ทรัมป์” ลุ้นรางวัลโนเบลสันติภาพ โดยฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป เพราะการตัดสินใจของคณะกรรมการโนเบลแห่งนอร์เวย์ จะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศอย่างแน่นอน มาร่วมกันจับตาดูว่า สุดท้ายแล้วเรื่องราวของ สันติภาพติดจรวด! นี้ จะจบลงอย่างไร

ที่มา – “สันติภาพติดจรวด! ‘ฮุน มาเนต’ เสนอชื่อ “ทรัมป์”ลุ้นโนเบล หลังชายแดนไทย-เขมรหยุดยิงเร็วกว่าโหลดเกม 5G”

เทศกาลศิลปกรรมไฟและดิจิทัล ‘ทรงวาด’ สะท้อนวัฒนธรรม

เตรียมพบกับความอลังการของเทศกาลศิลปกรรมไฟและดิจิทัล ‘ทรงวาด’ ที่จะมาสะท้อนวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าผ่านธีม ‘Culturalight’ ในปีนี้! งานนี้เป็นการผสมผสานระหว่างแสงสีสุดล้ำสมัยและเรื่องราวทางวัฒนธรรมได้อย่างลงตัว บอกเลยว่าห้ามพลาด

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าฯ กทม. ได้เข้าร่วมงานเปิดเทศกาล Awakening Song Wat 2025 พร้อมด้วยนายชัยวัฒน์ รังษีภโนดร ผอ.เขตสัมพันธวงศ์ ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ณ โกดังริมน้ำ ถนนทรงวาด เขตสัมพันธวงศ์ งานนี้เป็นการเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของเทศกาลที่จะสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับทุกคน

เทศกาล Awakening Song Wat 2025 เกิดจากความร่วมมือของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กรุงเทพมหานคร และพันธมิตรภาคเอกชนบนถนนทรงวาด ภายใต้ชื่อ Made in Song Wat จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 – 17 สิงหาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 17.00-23.00 น. งานนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงศิลปะจัดแสดงแสงไฟ แต่ยังมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งเสริมการท่องเที่ยว และสร้างให้กรุงเทพฯ เป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ อย่าลืมมาสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษนี้

ภายในงานมีการจัดแสดงผลงานถึง 14 ชิ้น ที่สร้างสรรค์โดยศิลปินไทยและต่างชาติ กระจายอยู่ในซอยต่างๆ รวม 12 จุดทั่วถนนทรงวาด เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเดินทางสำรวจแสงสีและศิลปะที่ซ่อนตัวอยู่ตามมุมต่างๆ ของถนนทรงวาด

เทศกาลศิลปกรรมไฟและดิจิทัล ‘ทรงวาด’ สะท้อนวัฒนธรรม

‘Culturalight’ คือ ธีมหลักของเทศกาลไฟ Awakening ครั้งแรกในทรงวาด โดยมีจุดประสงค์ที่จะใช้แสงไฟและศิลปะดิจิทัลเชื่อมโยงอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของวิถีชีวิต จิตวิญญาณ และวัฒนธรรมของถนนการค้าเก่าแก่แห่งนี้ เป็นการเล่าเรื่องราวพหุวัฒนธรรมผ่านผลงานไฟกว่า 12 ชิ้น ที่กระจายอยู่ทั่วทั้งย่านถนนทรงวาด

‘Culturalight’ ในเทศกาลศิลปกรรมไฟและดิจิทัล ‘ทรงวาด’

นอกจากนี้ ยังมีโปรเจกต์ความร่วมมือพิเศษกับร้านเครื่องดื่มในย่านทรงวาด และมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินที่จะมาสร้างสีสันภายในงานอีกด้วย ใครที่เป็นสายดื่ม หรือสายฟังเพลง ห้ามพลาดเลย

เทศกาลศิลปกรรมไฟและดิจิทัล ‘ทรงวาด’ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแสดงแสงสี แต่เป็นการนำเสนอเรื่องราวทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจ หากคุณกำลังมองหากิจกรรมที่จะสร้างแรงบันดาลใจและเปิดโลกทัศน์ใหม่ๆ เทศกาลนี้เป็นตัวเลือกที่ไม่ควรพลาด

ที่มา – เทศกาลศิลปกรรมไฟและดิจิทัล ‘ทรงวาด’ สะท้อนวัฒนธรรมผ่านธีม ‘Culturalight’

ปธ.วุฒิสภาไม่ส่งคำร้องปม 136 สว. เหตุใด?

เมื่อวันที่ 7 ส.ค. สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้ออกเอกสารชี้แจงลำดับเหตุการณ์ กรณีนพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา และคณะสมาชิกวุฒิสภารวม 21 คนได้เข้าชื่อต่อประธานวุฒิสภาเพื่อขอให้ส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพการเป็นสมาชิกวุฒิสภาจำนวน 136 คนสิ้นสุดลง ดังนี้

1. วันที่ 6 ส.ค. คณะสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 21 คน ได้เข้าชื่อกันมีหนังสือ ลงวันที่ 25 ก.คเรื่อง ขอให้ประธานวุฒิสภาส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพการเป็นสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 136 คน สิ้นสุดลง โดยได้ยื่นส่งต่อสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา เมื่อวันที่ 6 ส.ค.เวลา 12.04 น.

สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้ส่งเรื่องให้สำนักกฎหมายดำเนินการในวันเดียวกันทันที และสำนักกฎหมายก็ได้เร่งดำเนินการสรุปสาระสำคัญของเรื่องเพื่อดำเนินการในขั้นตอนต่อไป ซึ่งมีขั้นตอนการดำเนินการในทางธุรการ โดยมีการจัดเตรียมเรื่องเรียบร้อยแล้ว แต่กลับได้รับการประสานงานทางโทรศัพท์ว่า นายธณัชญ์พงศ์ วงศ์มูลาลี สว. มิได้เป็นผู้ลงลายมือชื่อในหนังสือคำร้อง สำนักกฎหมายจึงจำเป็นต้องรอการดำเนินการเพื่อตรวจสอบลายมือชื่อของนายธณัชญ์พงศ์ก่อน

2. ต่อมาในวันรุ่งขึ้น คือ วันที่ 7 ส.ค.ปรากฏข้อเท็จจริงว่าทา นายธณัชญ์พงศ์  ได้มีบันทึก ลงวันที่ 7 ส.ค.แจ้งว่า ได้ตรวจดูต้นฉบับหนังสือคำร้องของคณะสมาชิกวุฒิสภาแล้ว พบว่านายธณัชญ์พงศ์ ไม่ได้เป็นผู้ลงลายมือชื่อ และขอยืนยันว่า ลายมือชื่อที่ปรากฏในบัญชีแนบท้ายหนังสือนั้นเป็นลายมือชื่อปลอม ทั้งนี้ นายธณัชญ์พงศ์ ได้ไปลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานกับพนักงานสอบสวน เมื่อวันที่ 6 ส.ค.เวลา 16.09 น. โดยสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ได้รับบันทึกฉบับนี้ เมื่อวันที่ 7 ส.ค.เวลา 09.05 น.

จากนั้นนายเดชา นุตาลัย สว. ได้มีบันทึก ลงวันที่ 7 ส.ค.แจ้งว่า นายเดชาไม่ได้ลงลายมือชื่อในบัญชีแนบท้ายหนังสือคำร้อง และลายมือชื่อที่ปรากฏอยู่นั้นไม่ใช่ลายมือชื่อของนายเดชา สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ได้รับบันทึกฉบับนี้ เมื่อวันที่ 7 ส.ค. และพ.อ.หญิงธณตศกร บุราคม สว. ได้มีหนังสือ ที่ พิเศษ/2568 ลงวันที่ 7 ส.ค.แจ้งว่า ขอถอนรายชื่อจากการเสนอหนังสือคำร้อง เนื่องจากเข้าใจคลาดเคลื่อนในสาระสำคัญของการร่วมเสนอชื่อในครั้งนี้

สำนักกฎหมาย ได้มีบันทึก ลับ ที่ สว 0012.12/17 ลงวันที่ 7 ส.ค.เรื่อง ขอให้ตรวจสอบลายมือชื่อสมาชิกวุฒิสภา เรียน ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานกลาง เพื่อขอความอนุเคราะห์ สำนักบริหารงานกลาง ดำเนินการตรวจสอบลายมือชื่อของสมาชิกวุฒิสภาในบัญชีแนบท้ายคำร้อง

สำนักบริหารงานกลาง ได้รับบันทึก ลับ ที่ สว 0012.12/17 ลงวันที่ 7 ส.ค. ฉบับดังกล่าว เมื่อเวลา 19.51 น. 

สำนักบริหารงานกลาง ได้มีบันทึก ลับ ที่ สว 0003.03/35 ลงวันที่ 7 ส.ค.เรื่อง ขอให้ตรวจสอบลายมือชื่อสมาชิกวุฒิสภา เรียน ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย แจ้งว่านอกจากปรากฏว่ามีสมาชิกวุฒิสภาจำนวน 3 คน ได้มีหนังสือแจ้งว่า ไม่ได้ลงลายมือชื่อหรือขอถอนการเข้าชื่อในคำร้องดังกล่าวแล้ว ยังปรากฏผลการตรวจสอบลายมือชื่อในเบื้องต้น โดยสำนักบริหารงานกลางพบว่า มีลายมือชื่อของสมาชิกวุฒิสภาที่สอดคล้องกับลายมือชื่อที่สมาชิกวุฒิสภาได้ให้ไว้ในแบบตัวอย่างลายมือชื่อสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 16 คน และบางท่านไม่สอดคล้องกับลายมือชื่อ จำนวน 5 คน

จากข้อเท็จจริงตามลำดับเวลาดังกล่าว จึงแสดงให้เห็นว่า ภายหลังจากที่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้รับหนังสือคำร้องดังกล่าวเมื่อวันที่ 6 ส.ค แล้ว ก็ได้มีการดำเนินการตามลำดับขั้นตอนในทันทีโดยมิได้มีความล่าช้าแต่อย่างใด และได้เสนอเรื่องต่อประธานวุฒิสภาแล้ว แต่ด้วยเหตุที่คำร้องดังกล่าวมีประเด็นเกี่ยวกับเรื่องลายมือชื่อและจำนวนสมาชิก

วุฒิสภาที่ร่วมลงลายมือชื่อ ทำให้มีจำนวนสมาชิกวุฒิสภาลงลายมือชื่อร่วมเสนอหนังสือคำร้องเพียงจำนวน (21 – 3) = 18 คน (ยังไม่หักจำนวนสมาชิกวุฒิสภาที่ปรากฏผลการตรวจสอบลายมือชื่อของสำนักบริหารงานกลางในเบื้องต้นว่า ไม่สอดคล้องกับที่ให้ไว้กับสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาอีก จำนวน 3 คน) ทำให้ไม่ครบจำนวน 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ หรือไม่ครบ 20 คน ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคหนึ่ง กำหนดไว้

ดังนั้น ประธานวุฒิสภาจำต้องมีหนังสือแจ้งนพ.เปรมศักดิ์ ผู้เสนอคำร้องหลัก และคณะ ทราบว่า ไม่สามารถส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้ เนื่องจากมีสมาชิกวุฒิสภาไม่ครบ 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา ตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 82 วรรคหนึ่ง กำหนด.

ประธานวุฒิสภาไม่ส่งคำร้องส่งศาลรัฐธรรมนูญปม’136 สว.‘ เหตุรายชื่อ สว.ไม่ครบ 1 ใน 10

เรื่องนี้กำลังเป็นที่จับตามองของสังคมถึงเหตุผลที่ ประธานวุฒิสภาไม่ส่งคำร้องส่งศาลรัฐธรรมนูญปม’136 สว.‘ เหตุรายชื่อ สว.ไม่ครบ 1 ใน 10 ซึ่งรายละเอียดที่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้ชี้แจงมานั้นค่อนข้างชัดเจนถึงขั้นตอนและเหตุผลต่างๆ

ทำไมประธานวุฒิสภาถึงไม่ส่งคำร้อง?

จากข้อมูลที่ปรากฏ ประธานวุฒิสภาไม่ส่งคำร้องส่งศาลรัฐธรรมนูญปม’136 สว.‘ เหตุรายชื่อ สว.ไม่ครบ 1 ใน 10 เป็นไปตามข้อกำหนดทางกฎหมายและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งมีการตรวจสอบลายมือชื่อและการถอนชื่อของสมาชิกวุฒิสภาหลายท่าน ทำให้จำนวนผู้ร่วมลงชื่อไม่เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

สถานการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลและการดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การดำเนินการต่างๆ เป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

ถึงแม้ว่า ประธานวุฒิสภาไม่ส่งคำร้องส่งศาลรัฐธรรมนูญปม’136 สว.‘ เหตุรายชื่อ สว.ไม่ครบ 1 ใน 10 จะเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย แต่ยังมีประเด็นที่น่าสนใจคือ กระบวนการตรวจสอบลายมือชื่อและเหตุผลในการถอนชื่อของสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งอาจนำไปสู่การพิจารณาและปรับปรุงแก้ไขกระบวนการต่างๆ ในอนาคต

ที่มา – ‘ประธานวุฒิสภา’ไม่ส่งคำร้องส่งศาลรัฐธรรมนูญปม’136 สว.‘ เหตุรายชื่อ สว.ไม่ครบ 1 ใน 10

วัดนายโรง เขตบางกอกน้อย จัดงานวันแม่แห่งชาติ

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา วัดนายโรง ร่วมกับสำนักงานเขตบางกอกน้อย จัดโครงการสำคัญเพื่ออนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม ในกิจกรรม วันแม่แห่งชาติ ณ ห้องประชุมอนันตนาคราช สำนักงานเขตบางกอกน้อย โดยมี นางกฤติมา นิ่มน้อย ผู้อำนวยการสำนักงานเขตบางกอกน้อย เป็นประธานฝ่ายฆราวาส และพระครูรัตนโสภณ เจ้าอาวาสวัดนายโรง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยพระครูวิจัยธรรมบัณฑิต ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดนายโรง เป็นประธานในการเจริญพระพุทธมนต์ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 93 พรรษา และเนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติ

กิจกรรมในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากหลากหลายหน่วยงานและภาคเครือข่าย อาทิ กรมบังคับคดี, เซ็นทรัลปิ่นเกล้า, ประธานชุมชนเขตบางกอกน้อย, การยางแห่งประเทศไทย, สถานีตำรวจนครบาลบางขุนนนท์, สภาเกษตรกรแห่งชาติ, กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี, ชมรมคนรักบางกอกน้อย, โรงพยาบาลศิริราช, โรงพยาบาลเจ้าพระยา, โรงพยาบาลธนบุรี, กลุ่ม TO BE NUMBER ONE (โครงการรณรงค์และแก้ไขปัญหายาเสพติด) เป็นต้น ทุกภาคส่วนได้ร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง นอกจากนี้ ภายในงานยังมีบูธแสดงผลงานจากศูนย์ฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร วัดสุทธาวาส เขตบางกอกน้อย ที่นำเสนอทักษะและความสามารถต่างๆ เช่น การซ่อมคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ รวมถึงการประดิษฐ์ดอกมะลิวันแม่ด้วยกระดาษทิชชู่ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่สร้างความสนใจและได้รับความชื่นชมจากผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างมาก

พระครูรัตนโสภณ เจ้าอาวาสวัดนายโรง ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์หลักของการจัดพิธีในครั้งนี้ว่า มีเป้าหมายเพื่อแสดงออกซึ่งความรักและความกตัญญูกตเวที ถวายพระพรชัยมงคล และถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสที่ทรงมีพระชนมายุ 93 พรรษาในปีนี้ ตลอดระยะเวลา 93 ปีที่ผ่านมา พระองค์ทรงเสียสละและทุ่มเทพระวรกายเพื่อบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ ให้แก่พสกนิกรชาวไทย และทรงเป็น “ผู้สร้าง ผู้ให้ที่ยิ่งใหญ่” แก่ประเทศชาติอย่างแท้จริง ท่านยังกล่าวเสริมอีกว่า สังคมจะเกิดความปกติสุขได้ก็ต่อเมื่อทุกภาคส่วนได้ร่วมแรงร่วมใจกันแสดงออกซึ่งความรัก ความดี และความสามัคคี สิ่งเหล่านี้จะเป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมและทำให้สถาบันชาติ สถาบันพระพุทธศาสนา และสถาบันสังคมต่างๆ มีความมั่นคงและเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น

วัดนายโรง-เขตบางกอกน้อย จัดกิจกรรมสืบสานวัฒนธรรมประเพณี ‘วันแม่แห่งชาติ’

การจัดงานในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการร่วมมือกันระหว่างวัด หน่วยงานราชการ และภาคประชาชน ในการสืบสานวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแสดงความกตัญญูต่อแม่ผู้ให้กำเนิด ซึ่งเป็นค่านิยมที่ควรส่งเสริมและรักษาไว้ให้สืบไป

กิจกรรมวันแม่แห่งชาติที่วัดนายโรง

กิจกรรมวันแม่แห่งชาติที่วัดนายโรงและเขตบางกอกน้อยร่วมกันจัดขึ้น เป็นตัวอย่างที่ดีของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อส่งเสริมคุณค่าทางสังคมและวัฒนธรรม การจัดกิจกรรมที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นพิธีทางศาสนา การแสดงผลงานของชุมชน และการส่งเสริมอาชีพ ล้วนเป็นประโยชน์ต่อผู้เข้าร่วมงานและสังคมโดยรวม

  • การจัดกิจกรรมดังกล่าวเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
  • เป็นการส่งเสริมความรัก ความอบอุ่น และความผูกพันในครอบครัว ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของสังคมที่เข้มแข็ง
  • เป็นการสร้างโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคมและวัฒนธรรม
  • เป็นการส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาทักษะอาชีพ

สำหรับใครที่พลาดโอกาสเข้าร่วมงานในปีนี้ อย่าลืมติดตามข่าวสารและกิจกรรมดีๆ จากวัดนายโรงและสำนักงานเขตบางกอกน้อยในปีต่อๆ ไปนะครับ เพราะกิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นการสืบสานวัฒนธรรมประเพณีเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างสรรค์สังคมที่น่าอยู่สำหรับทุกคน การได้เห็นความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วนในการจัดกิจกรรมวันแม่แห่งชาติเช่นนี้ ทำให้เรามั่นใจได้ว่าวัฒนธรรมอันดีงามของไทยจะคงอยู่สืบไปอย่างยั่งยืน

ที่มา – ‘วัดนายโรง-เขตบางกอกน้อย’ จัดกิจกรรมสืบสานวัฒนธรรมประเพณี ‘วันแม่แห่งชาติ’

ตร.พบ “หมอบี” ผิดจริง ดึงเงินบริจาคผิด用途

ความคืบหน้ากรณี “หมอบี” ทูตสื่อวิญญาณ เจ้าของเพจ งมงายสไตล์หมอบี ถูกตรวจสอบเรื่องเงินบริจาค ล่าสุด รอง ผบก.ป. เผยพบความผิดปกติในการใช้เงินบริจาคจริง

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม “หมอบี” ได้นำเอกสารเข้าพบพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม หลังถูกเชิญตัวมาสอบถามเกี่ยวกับกระแสข่าวเรื่องเงินบริจาควัดพระบาทน้ำพุ โดยใช้เวลาในการสอบสวนกว่า 3 ชั่วโมง

พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง ผบก.ป. เปิดเผยว่า ทางตำรวจกองปราบได้รับเรื่องให้ตรวจสอบตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม พบข้อพิรุธในการเบิกถอนเงินออกจากบัญชีของหมอบี ซึ่งเป็นบัญชีที่เปิดรับบริจาคผ่านเฟซบุ๊กตั้งแต่ปี 2562 บัญชีดังกล่าวเป็นบัญชีในนามบุคคล โดยหมอบีมีอำนาจเบิกถอนได้แต่เพียงผู้เดียว จากการตรวจสอบพบว่ามีการเบิกถอนมากกว่า 100 ครั้ง ยอดรวมกว่า 200 ล้านบาท พบว่ามีการถอนเงินและนำไปมอบให้เจ้าอาวาสไม่ครบตามจำนวนที่เบิก ตัวอย่างเช่น บางรายการเบิก 3 ล้านบาท แต่มอบให้หลวงพ่อไม่ครบตามยอด

ตร.สอบสวน “หมอบี” ดึงเงินบริจาคใช้ผิด用途

พ.ต.อ.เอนก กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ และทางวัดยังไม่ได้แจ้งความดำเนินคดี แต่กองปราบได้รับเรื่องและส่งตำรวจไปพบเจ้าอาวาสเพื่อขอข้อมูล หมอบีเดินทางมาเพื่อให้ข้อมูลและนำเอกสารทางการเงินมาเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง ยืนยันว่าจะไม่หลบหนี การเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนก่อนที่จะมีหมายเรียกหรือหมายจับถือเป็นสิทธิของหมอบี แต่ไม่ได้ส่งผลต่อรูปคดี หากพบว่ากระทำความผิดจริง ก็สามารถแจ้งข้อกล่าวหาได้ทันที เนื่องจากเป็นการกระทำความผิดทางอาญาแผ่นดิน

ส่วนกรณีการซื้อที่ดินในชื่อส่วนตัวโดยอ้างว่าเป็นสถานปฏิบัติธรรมนั้น พ.ต.อ.เอนก กล่าวว่า กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ หากเงินที่นำไปซื้อที่ดินเป็นเงินของวัดที่นำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ก็ถือว่าเป็นการกระทำผิดกฎหมาย บัญชีที่เปิดรับบริจาคให้กับวัด จะต้องนำเงินเข้าวัดทุกบาททุกสตางค์ แต่จะต้องพิจารณาเจตนาเป็นหลักด้วย หากพบว่ามีการนำเงินไปใช้ส่วนตัว จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่ามีมูลความผิดจริง ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจะต้องชี้แจงแสดงความบริสุทธิ์ให้ได้

ใครเกี่ยวข้องบ้าง? “หมอบี” ดึงเงินบริจาคจริงหรือไม่?

สำหรับกรณีที่เจ้าอาวาสหรือคณะกรรมการที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะมีความผิดด้วยหรือไม่นั้น พ.ต.อ.เอนก กล่าวว่า จะต้องพิสูจน์ให้ได้ก่อนว่าหมอบีมีความผิดจริงหรือไม่ และต้องดูเจตนาของวัดว่ามีส่วนรู้เห็นด้วยหรือไม่ เบื้องต้นได้สอบปากคำคนสนิทของหมอบี รวมถึงผู้ที่ได้รับมอบอำนาจให้เบิกถอนเงิน และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบัญชีเงินวัดไปแล้ว และจะเรียกสอบปากคำเพิ่มเติมอีกหลายส่วน

ประเด็นสำคัญอยู่ที่การตรวจสอบเส้นทางการเงินและการใช้จ่ายของหมอบี ว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการบริจาคหรือไม่ หากพบว่ามีการนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์จริง ก็จะมีความผิดตามกฎหมาย ซึ่งต้องติดตามกันต่อไปว่าผลการสอบสวนจะออกมาเป็นอย่างไร และใครจะต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้บ้าง

คดีนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับผู้ที่เปิดรับบริจาคเงิน ไม่ว่าจะในนามบุคคลหรือองค์กร จะต้องมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และใช้เงินให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งไว้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับผู้บริจาค

ที่มา – รอง ผบก.ป. เผยพบ “หมอบี” มีมูลความผิด ดึงเงินบริจาคใช้ผิดวัตถุประสงค์