ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ไฮโซลูกนัท ได้ประกัน! คดี ยาเสพติด-พ.ร.บ.ปืน

จากกรณีที่ตำรวจ กก.ดส. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ 191 (อรินทราช) บุกเข้าจับกุม นายธนัตถ์ ธนากิจอำนวย หรือ “ไฮโซลูกนัท” ในข้อหา ครอบครองอาวุธปืนและเครื่องกระสุนโดยไม่ได้รับอนุญาตและมียาเสพติดไว้ในครอบครอง ก่อนที่พนักงานสอบสวน สน.คลองตัน จะคุมตัวไปยื่นคำร้องฝากขังต่อศาลตามขั้นตอนกฎหมาย

เมื่อวันที่ 7 ที่ศาลอาญาพระโขนง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากพนักงานสอบสวนยื่นคำร้องฝากขังแล้ว ผู้ต้องหาไม่คัดค้านจึงอนุญาติให้ฝากขังได้ ภายหลัง “ไฮโซลูกนัท” ยังได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวด้วย ศาลพิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว โดยตีราคาหลักประกัน 100,000 บาท ซึ่งฝ่ายผู้ต้องหานำเงินสดยื่นเป็นหลักทรัพย์ประกันตัวออกไปแล้ว

ไฮโซลูกนัท ได้ประกัน! คดี ยาเสพติด-พ.ร.บ.ปืน

เรื่องราวของ “ไฮโซลูกนัท” กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากสังคม เนื่องจากเกี่ยวข้องกับข้อหาที่ค่อนข้างร้ายแรง ทั้งเรื่องยาเสพติดและการครอบครองอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต การที่ศาลอนุญาตให้ประกันตัวด้วยหลักทรัพย์ 100,000 บาท ทำให้เกิดคำถามและความสงสัยในหมู่ประชาชนเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมและมาตรฐานการพิจารณาคดี

รายละเอียดคดี ไฮโซลูกนัท ที่ควรรู้

  • ข้อหาหลัก: ครอบครองอาวุธปืนและเครื่องกระสุนโดยไม่ได้รับอนุญาต และมียาเสพติดไว้ในครอบครอง
  • สถานที่เกิดเหตุ: ไม่ได้ระบุแน่ชัดในข่าว
  • การดำเนินการทางกฎหมาย: พนักงานสอบสวน สน.คลองตัน เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินคดี
  • การฝากขัง: ศาลอาญาพระโขนงอนุญาตให้ฝากขังตามคำร้องขอของพนักงานสอบสวน
  • การประกันตัว: ศาลอนุญาตให้ประกันตัวชั่วคราว โดยมีหลักทรัพย์ประกัน 100,000 บาท

การที่ศาลอนุญาตให้ประกันตัว “ไฮโซลูกนัท” ไม่ได้หมายความว่าเขาพ้นผิดจากข้อกล่าวหา แต่เป็นเพียงการให้โอกาสในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ โดยมีเงื่อนไขที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด หากผิดเงื่อนไขการประกันตัว ศาลอาจมีคำสั่งให้เพิกถอนการประกันตัวและควบคุมตัวจำเลยไว้ระหว่างการพิจารณาคดี

คดีนี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรม การพิจารณาคดีจะต้องเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

สิ่งที่เกิดขึ้นกับ “ไฮโซลูกนัท” เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการเคารพกฎหมาย และการใช้ชีวิตอย่างมีสติ ไม่ประมาท เพราะผลของการกระทำผิดกฎหมายอาจนำมาซึ่งความเดือดร้อนและความเสียหายที่ไม่สามารถแก้ไขได้

การพิจารณาคดีนี้จะเป็นบทพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพและความยุติธรรมของกระบวนการยุติธรรมไทย เราหวังว่าทุกฝ่ายจะได้รับความเป็นธรรม และความจริงจะปรากฏในที่สุด

ที่มา – ‘ไฮโซลูกนัท’ ไม่นอนคุก! ศาลอนุญาตประกัน 1 แสน ต้องคดี ‘ยาเสพติด-พ.ร.บ.ปืน’

กรมอุทยานฯ อัพเดตแผนที่ข้อมูลช้างป่าภาคตะวันออก

เมื่อวันที่ 7 ส.ค. นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยถึงสถานการณ์กรมอุทยานฯ เตรียมอัพเดตแผนที่ข้อมูลช้างป่าภาคตะวันออกว่า จากการสำรวจช้างป่าในกลุ่มป่าตะวันออกทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 7 แห่ง ในพื้นที่พบช้างป่าจำนวนทั้งสิ้น 799 ตัว ประกอบด้วย เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤๅไน จำนวน 496 ตัว เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว จำนวน 134 ตัว อุทยานแห่งชาติเขาชะเมา-เขาวง จำนวน 9 ตัว อุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น จำนวน 74 ตัว อุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ จำนวน 28 ตัว เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองเครือหวาย เฉลิมพระเกียรติฯ จำนวน 27 ตัว และอุทยานแห่งชาติน้ำตกคลองแก้ว จำนวน 31 ตัว

นายอรรถพล กล่าวว่า จากรายงานพบว่า ช้างป่าในพื้นที่ป่าภาคตะวันออกเดินทางออกหากินนอกป่าอนุรักษ์ไปไกลกว่า 40 กม. เช่น ช้างป่าออกจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน จากแนวเขต จ.ระยอง เข้าไปในพื้นที่ จ.ชลบุรี ในพื้นที่ป่าเขาเจ้า-บ่อทอง โดยออกจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน มากกว่า 29 กม. ด้าน จ.ฉะเชิงเทรา ออกไปทางตำบลวังท่าช้าง ต.เขาไม้แก้ว ไปจนถึง ตำบลย่านรี อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี โดยห่างออกจากป่าอนุรักษ์ ระยะทางประมาณ 40 กม. และด้านตำบลเขาฉกรรจ์ อ.เขาฉกรรจ์ และตำบลสระขวัญ อ.เมือง จ.สระแก้ว ห่างออกจากป่าอนุรักษ์ ระยะทางประมาณ 30 กม. พบว่าช้างออกมาอยู่นอกป่ามากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่น่ากังวลคือ เมื่อออกมาอยู่นอกป่าแล้ว พบว่าช้างไม่ยอมกลับเข้าป่า โดยในช่วงกลางวันจะอาศัยหย่อมป่าขนาดเล็กเป็นที่นอนหลบแดด จากนั้นในช่วงบ่ายจะออกกมากินอาหาร ซึ่งเป็นพืชผล ผลิตภัณฑ์ของชาวบ้าน เช่น ทุเรียน มังคุด กล้วย อ้อย มันสำปะหลัง หรือผลไม้ตามฤดูกาล โดยพืชผลเหล่านี้จะมีรสชาติดีกว่าอาหารที่เคยกินอยู่ในป่า เมื่อได้กินแล้วจึงติดใจไม่ยอมกลับเข้าป่าในจุดเดิมอีก

อธิบดีกรมอุทยานฯ กล่าวว่า ทั้งนี้ พบว่าช้างป่าที่ออกนอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์สร้างความเสียหายในกลุ่มป่าตะวันออก ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2668 รวม 7 จังหวัด พบว่า ช้างป่าออกนอกพื้นที่อนุรักษ์ 3,375 ครั้ง สร้างความเสียหายรวม 313 ครั้ง เป็นพืชผล 269 ครั้ง ทรัพย์สิน 23 ครั้ง คนเจ็บ 9 ราย และคนเสียชีวิต 12 ราย

โดยแยกเป็น จ.จันทบุรี ช้างป่าออกนอกพื้นที่อนุรักษ์ 1,979 ครั้ง สร้างความเสียหาย รวม 217 ครั้ง เป็นพืชผล 188 ครั้ง ทรัพย์สิน 20 ครั้ง คนเจ็บ 4 ราย และคนเสียชีวิต 5 ราย จ.ฉะเชิงเทรา ช้างป่าออกนอกพื้นที่อนุรักษ์ 596 ครั้ง สร้างความเสียหายรวม 14 ครั้ง เป็นพืชผล 11 ครั้ง ทรัพย์สิน 1 ครั้ง และคนเสียชีวิต 2 ราย จ.ตราด ช้างป่าออกนอกพื้นที่อนุรักษ์ 303 ครั้ง สร้างความเสียหายรวม 5 ครั้ง เป็นพืชผล 2 ครั้ง ทรัพย์สิน 1 ครั้ง และคนเสียชีวิต 2 ราย จ.สระแก้ว ช้างป่าออกนอกพื้นที่อนุรักษ์ 167 ครั้ง สร้างความเสียหายรวม 10 ครั้ง เป็นพืชผล 7 ครั้ง คนเจ็บ 1 ราย และคนเสียชีวิต 2 ราย จ.ชลบุรี ช้างป่าออกนอกพื้นที่อนุรักษ์ 142 ครั้ง สร้างความเสียหายรวม 36 ครั้ง เป็นพืชผล 33 ครั้ง ทรัพย์สิน 1 ครั้ง และคนเจ็บ 2 ราย จ.ระยอง ช้างป่าออกนอกพื้นที่อนุรักษ์ 107 ครั้ง สร้างความเสียหาย รวม 28 ครั้ง เป็นพืชผล 27 ครั้ง และคนเจ็บ 1 ราย จ.ปราจีนบุรี ช้างป่าออกนอกพื้นที่อนุรักษ์ 81 ครั้ง สร้างความเสียหายรวม 3 ครั้ง เป็นพืชผล 1 ครั้ง คนเจ็บ 1 ราย และคนเสียชีวิต 1 ราย

นายอรรถพล กล่าวต่อว่า การออกนอกพื้นที่ป่าของช้างป่านั้น แต่เดิมคิดว่าเกิดจากการบุกรุกป่าของชาวบ้าน รวมถึงช้างคุ้นเคยกับพื้นที่ จึงออกหากินข้างนอก แต่จากการเก็บข้อมูลทำให้พบว่า ช้างเดินออกมาจากป่าที่อาศัยอยู่เป็นระยะทางที่ไกลมาก มีหลายตัวที่เดินไกลถึงประมาณ 40 กม. โดยในภาคตะวันออกนั้น มีช้างป่าประมาณ 800 ตัว พบว่า 70-80% นั้นออกมาอยู่นอกป่า ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนมาก

นายอรรถพล กล่าวต่อว่า กรมอุทยานฯ เร่งจัดทำแผนที่ประชากรช้าง เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลและอัพเดตประชากรช้างในแต่ละจุด ซึ่งจะสร้างแอพพลิเคชั่น เพื่ออัพเดตข้อมูลทุกสัปดาห์ โดยจะมีหน่วยเคลื่อนที่เร็วดูแลเรื่องช้างในแต่ละพื้นที่ที่ทางกรมอุทยานฯ ว่าจ้างจะติดตามข้อมูลสถานการณ์ช้างและเป็นผู้คอยผลักดันช้างออกจากพื้นที่เพื่อดูแลความปลอดภัยของประชาชน

“สำหรับกรณีการใช้วัคซีนคุมกำเนิดช้างป่า ขอชี้แจงว่า กรมอุทยานฯ ไม่ได้ฉีดวัคซีนเพื่อทำหมันช้างป่า แต่เป็นการคุมอัตราการเกิดช้างในช่วงระยะเวลาหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายช้างป่า พื้นที่ที่มีช้างป่าจำนวนมากและสร้างความเดือดร้อนต่อประชาชนในพื้นที่​ เพื่อลดความเร็วในการเพิ่มประชากรช้างป่าไม่ให้เพิ่มขึ้นเร็วเกินไป เนื่องจากขณะนี้ประชากรช้างในพื้นที่ป่ารอยต่อนั้นมีจำนวนมากและเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว”นายอรรถพล กล่าว

นายอรรถพล กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ขอให้พี่น้องประชาชนทุกคนเข้าใจถึงปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่​ที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก​ ต้องสูญเสียทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และพืชผลการเกษตร อีกทั้งต้องดำรงชีวิตอยู่อย่างหวาดระแวง​ รวมถึงเจ้าหน้าที่และจิตอาสาที่ปฏิบัติหน้าที่เฝ้าระวังช้างป่าต้องเสี่ยงอันตรายอย่างมากเช่นกัน.

กรมอุทยานฯ เตรียมอัพเดตแผนที่ข้อมูลช้างป่าภาคตะวันออก

จากสถานการณ์กรมอุทยานฯ เตรียมอัพเดตแผนที่ข้อมูลช้างป่าภาคตะวันออก เราเห็นถึงความสำคัญของการจัดการพื้นที่ป่าอนุรักษ์และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าอย่างยั่งยืน การมีข้อมูลที่ถูกต้องและทันสมัยเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

ทำไมกรมอุทยานฯ ต้องเตรียมอัพเดตแผนที่ข้อมูลช้างป่าภาคตะวันออก

การกรมอุทยานฯ เตรียมอัพเดตแผนที่ข้อมูลช้างป่าภาคตะวันออกนั้นมีเหตุผลสำคัญหลายประการ ได้แก่

  • เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมและเส้นทางการเคลื่อนที่ของช้างป่า
  • เพื่อป้องกันและลดความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่า
  • เพื่อวางแผนการจัดการพื้นที่ป่าอนุรักษ์อย่างมีประสิทธิภาพ
  • เพื่อติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน

การอัพเดตแผนที่ข้อมูลช้างป่าถือเป็นก้าวสำคัญในการอนุรักษ์ช้างป่าและการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนระหว่างคนและช้างป่าในภาคตะวันออก

ที่มา – ‘กรมอุทยานฯ’เตรียมอัพเดตแผนที่ข้อมูลช้างป่าภาคตะวันออก หลังพบช้างออกจากป่าไกลถึง 40 กม.

“ไก่เดือยทอง” เตรียมส่ง “แมดดิสัน” ผ่าเข่า!

ข่าวร้ายสำหรับแฟนๆ “ไก่เดือยทอง” ทอตแนม ฮอตสเปอร์! ทีมดังแห่งศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ยืนยันแล้วว่าเตรียมส่ง เจมส์ แมดดิสัน มิดฟิลด์ตัวเก่ง ขึ้นเขียงผ่าตัดภายในอีกไม่กี่วันข้างหน้า หลังได้รับบาดเจ็บเอ็นไขว้หน้าเข่าฉีก (ACL) อย่างน่าเสียดาย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในเกมอุ่นเครื่องที่ สเปอร์ส เสมอกับ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด 1-1 ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดย แมดดิสัน ถูกเปลี่ยนตัวลงมาในนาทีที่ 75 แต่โชคร้ายอยู่ในสนามได้เพียง 10 นาทีเท่านั้นก็ต้องออกจากสนามไป

เจมส์ แมดดิสัน เตรียมเข้ารับการผ่าตัดเอ็นไขว้หน้าเข่า

แหล่งข่าวจาก “เดอะ ซัน” สื่อชื่อดังของอังกฤษ รายงานว่า แมดดิสัน วัย 28 ปี อาจจะต้องพักรักษาตัวนานถึง 6-9 เดือน นั่นหมายความว่าเขาอาจจะพลาดการลงสนามในฤดูกาล 2025/26 ไปเกือบทั้งฤดูกาลเลยทีเดียว ถือเป็นข่าวร้ายสำหรับทีมและแฟนบอลเป็นอย่างมาก

“ไก่เดือยทอง” เตรียมส่ง “แมดดิสัน” ขึ้นเขียง

การขาดหายไปของ “แมดดิสัน” ถือเป็นความเสียหายครั้งใหญ่สำหรับ สเปอร์ส เนื่องจากเขาเป็นผู้เล่นคนสำคัญในแดนกลาง มีความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการทำประตูที่ยอดเยี่ยม การที่เขาต้องพักยาวจะส่งผลกระทบต่อทีมอย่างแน่นอน

สำหรับแฟนบอล “ไก่เดือยทอง” คงต้องให้กำลังใจ แมดดิสัน ให้หายเจ็บกลับมาโดยเร็ว

ผลกระทบต่อ “ไก่เดือยทอง” จากการขาดหายไปของ “แมดดิสัน”

การขาดหายไปของ “แมดดิสัน” จะทำให้ทีมต้องปรับแผนการเล่น และหาผู้เล่นคนอื่นๆ มาทดแทนตำแหน่งของเขา ซึ่งอาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ตัวเลือกที่มีอยู่ในทีมอาจจะไม่สามารถทดแทน “แมดดิสัน” ได้อย่างเต็มที่ ทำให้ทีมต้องพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการเสริมทัพในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะที่กำลังจะมาถึง เพื่อให้ทีมมีความแข็งแกร่งและพร้อมสำหรับการแข่งขันในฤดูกาลใหม่

  • หาผู้เล่นที่สามารถสร้างสรรค์เกมในแดนกลางได้ดี
  • ผู้เล่นที่มีความสามารถในการทำประตู
  • ผู้เล่นที่มีความเข้าใจในแท็คติกของทีม

นอกจากนี้ สเปอร์ส อาจจะต้องพึ่งพาผู้เล่นดาวรุ่งในทีมมากขึ้น เพื่อให้โอกาสพวกเขาได้แสดงศักยภาพ และพัฒนาฝีเท้าขึ้นมา การผลักดันดาวรุ่งอาจจะเป็นทางออกที่ดีในระยะยาว แต่ก็ต้องยอมรับว่าอาจจะต้องใช้เวลาในการปรับตัวและความคุ้นเคยกับเกมในระดับสูง

สถานการณ์นี้ถือเป็นบททดสอบที่สำคัญสำหรับ “ไก่เดือยทอง” ว่าจะสามารถรับมือกับการขาดหายไปของผู้เล่นคนสำคัญได้อย่างไร สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ทีมเวิร์คและความมุ่งมั่นของนักเตะทุกคน เพื่อที่จะร่วมกันฝ่าฟันอุปสรรคและประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้

สรุป: อาการบาดเจ็บของเจมส์ “แมดดิสัน” ส่งผลกระทบต่อทีม “ไก่เดือยทอง” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ด้วยสปิริตของทีมและความสามารถในการปรับตัว พวกเขาจะสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้อย่างแน่นอน

ภาพ gettyimages, AFP

ที่มา – “ไก่เดือยทอง” เตรียมส่ง “แมดดิสัน” ขึ้นเขียงหลังเอซีแอลขาด

วุฒิสภา เร่งแก้ปัญหาที่ดินทำกิน-เขาคลองพอก

เมื่อวันที่ 7 ส.ค. คณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา นำโดย นายชีวะภาพ ชีวะธรรม ประธานคณะกรรมาธิการฯ พร้อมด้วยนายกัมพล ทองชิว นายสุเทพ สังข์วิเศษ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการฯ นายเฉลิมพันธ์ ยินเจริญ นายชนศวรรตน์ ธนศุภรณ์พงษ์ นางสาวรุ่งรัฏฏิกาล โพธิ์ไกร และนายจักรเพชร กุนทอง ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ นำคณะลงพื้นที่เทศบาลตำบลทับช้าง อ.สอยดาว จ.จันทบุรี เพื่อประชุมหารือและรับฟังข้อสรุปเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของประชาชนในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าตามมาตรา 121 แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 โดยมีนายประภาส พุ่มคนสิน นายกเทศมนตรีตำบลทับช้าง และตัวแทนประชาชนให้การต้อนรับ

นอกจากนี้ ยังได้มีการพูดคุยถึงโครงการขยายแนวเขตไฟฟ้าให้แก่ประชาชนในพื้นที่บ้านคลองพอก ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการผลักดัน โดยโครงการนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว และยังเป็นการร่วมหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของประชาชนในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาคลองพอก โดยมีผู้เชี่ยวชาญอย่าง นางสาววิสสุตา หมื่นตื้อ อาจารย์ประจำคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี ได้เข้าร่วมประชุมกับคณะด้วย

คณะกรรมาธิการฯ ยืนยันว่า จะเดินหน้าผลักดันการแก้ไขปัญหาและรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเรื่องการขยายแนวเขตไฟฟ้าบ้านคลองพอก เฟส 1 และเฟส 2 ที่ยังรอการดำเนินการต่อ และจะทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ.

วุฒิสภาลุยแก้ปัญหาที่ดินทำกิน-ช้างป่าเขาคลองพอก จับตาสานต่อโครงการขยายเขตไฟฟ้าเพื่อชาวบ้าน

วุฒิสภาได้ลงพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของประชาชนและปัญหาช้างป่าในพื้นที่เขาคลองพอก จังหวัดจันทบุรี โดยมุ่งเน้นการสานต่อโครงการขยายเขตไฟฟ้าเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวบ้านในพื้นที่

คณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา ได้ดำเนินการประชุมหารือและรับฟังข้อสรุปเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของประชาชน ที่อาศัยอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าตามมาตรา 121 แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อทำความเข้าใจถึงความเดือดร้อน รวมถึงข้อเสนอแนะจากประชาชนในพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

ความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและโครงการขยายเขตไฟฟ้า

นอกจากการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินแล้ว คณะกรรมาธิการฯ ยังให้ความสำคัญกับการผลักดันโครงการขยายเขตไฟฟ้าในพื้นที่บ้านคลองพอก โดยมองว่าโครงการนี้จะเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ให้ดียิ่งขึ้น การมีไฟฟ้าใช้จะช่วยให้ชาวบ้านสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและโอกาสต่างๆ ได้มากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจในชุมชนอีกด้วย

การประชุมในครั้งนี้ยังมีการหารือถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาช้างป่าที่เข้ามาทำลายพืชผลทางการเกษตรของชาวบ้าน โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์ป่าเข้าร่วมให้คำแนะนำ เพื่อหาแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้คนและสัตว์ป่าสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน

คณะกรรมาธิการฯ ได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันให้โครงการต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่ได้รับการสานต่อและดำเนินการให้สำเร็จลุล่วง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการขยายเขตไฟฟ้าที่ยังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ

การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ ถือเป็นภารกิจสำคัญที่วุฒิสภาให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง การลงพื้นที่รับฟังปัญหาและความคิดเห็นจากประชาชนโดยตรง จะช่วยให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ที่มา – วุฒิสภาลุยแก้ปัญหาที่ดินทำกิน-ช้างป่าเขาคลองพอก จับตาสานต่อโครงการขยายเขตไฟฟ้าเพื่อชาวบ้าน

ไม่พบหัวข้อ: ไขข้อสงสัยและวิธีแก้ไข

เคยไหม? ที่อยู่ดีๆ ก็เจอปัญหา ไม่พบหัวข้อ ในเว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชันที่ใช้งานอยู่ แล้วมันคืออะไรกันแน่? ทำไมถึงเกิดขึ้น? และที่สำคัญ เราจะแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างไร? บทความนี้จะมาไขข้อสงสัยเกี่ยวกับ ไม่พบหัวข้อ แบบเข้าใจง่าย พร้อมแนะนำวิธีแก้ไขเบื้องต้นที่คุณสามารถทำได้ด้วยตัวเอง

ไม่พบหัวข้อ คืออะไร?

โดยทั่วไปแล้ว ข้อความ “ไม่พบหัวข้อ” มักจะปรากฏขึ้นเมื่อระบบไม่สามารถค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อที่คุณต้องการได้ สาเหตุอาจเกิดได้จากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น:

  • การสะกดคำผิด: ลองตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณสะกดคำที่ต้องการค้นหาถูกต้องหรือไม่
  • ข้อมูลถูกลบหรือย้าย: หัวข้อที่คุณต้องการอาจถูกลบออกจากระบบ หรือถูกย้ายไปยังตำแหน่งใหม่
  • ข้อผิดพลาดของระบบ: บางครั้ง ไม่พบหัวข้อ อาจเกิดจากข้อผิดพลาดทางเทคนิคของระบบเอง
  • การจำกัดสิทธิ์การเข้าถึง: คุณอาจไม่มีสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลในหัวข้อนั้นๆ

วิธีแก้ไขปัญหาเบื้องต้นเมื่อพบข้อความ “ไม่พบหัวข้อ”

เมื่อเจอปัญหา ไม่พบหัวข้อ อย่าเพิ่งตกใจ ลองทำตามขั้นตอนเหล่านี้เพื่อแก้ไขปัญหาเบื้องต้นด้วยตัวเอง:

  1. ตรวจสอบการสะกดคำ: ย้ำอีกครั้งว่าการสะกดคำผิดเป็นสาเหตุหลักของปัญหา ลองตรวจสอบคำที่คุณพิมพ์อย่างละเอียด
  2. ลองใช้คำค้นหาอื่น: หากการค้นหาเดิมไม่พบผลลัพธ์ ให้ลองเปลี่ยนไปใช้คำที่มีความหมายใกล้เคียง หรือคำที่มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น
  3. ตรวจสอบการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต: ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอยู่ และสัญญาณอินเทอร์เน็ตมีความเสถียร
  4. รีเฟรชหน้าเว็บ: กดปุ่ม F5 หรือปุ่มรีเฟรชในเบราว์เซอร์ของคุณ เพื่อโหลดหน้าเว็บใหม่อีกครั้ง
  5. เคลียร์แคชและคุกกี้: แคชและคุกกี้ที่สะสมไว้อาจทำให้เกิดปัญหา ลองเคลียร์แคชและคุกกี้ในเบราว์เซอร์ของคุณ
  6. ติดต่อผู้ดูแลระบบ: หากลองทำตามขั้นตอนข้างต้นแล้วยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ให้ติดต่อผู้ดูแลระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันนั้นๆ เพื่อขอความช่วยเหลือ

นอกจากวิธีแก้ไขปัญหาเบื้องต้นที่กล่าวมาข้างต้น การทำความเข้าใจโครงสร้างของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันที่คุณใช้งานอยู่ ก็สามารถช่วยให้คุณค้นหาข้อมูลที่ต้องการได้ง่ายขึ้น ลองสำรวจเมนูต่างๆ หรือใช้ฟังก์ชันการค้นหาภายในเว็บไซต์ เพื่อค้นหาหัวข้อที่คุณสนใจ

ปัญหา ไม่พบหัวข้อ อาจสร้างความหงุดหงิดใจได้บ้าง แต่หวังว่าคำแนะนำในบทความนี้ จะช่วยให้คุณแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว และกลับไปใช้งานเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันที่คุณชื่นชอบได้อย่างราบรื่น

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

อิตาลีปรับครึ่งล้าน! นักเดินป่าไม่ฟังคำเตือน

ช็อก! อิตาลีอาจเรียกปรับเงินกว่าครึ่งล้านนักเดินป่า เหตุติดดินถล่มเพราะไม่ฟังคำเตือน! สำนักข่าวต่างประเทศรายงานกรณีทางการอิตาลีอาจสั่งปรับนักเดินป่าสูงวัยที่ฝ่าฝืนคำเตือนห้ามเข้าพื้นที่ในบริเวณเทือกเขาโดโลไมต์จนติดอยู่กลางสถานการณ์ดินถล่มและต้องส่งเฮลิคอปเตอร์ไปรับตัวออกมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

หน่วยงานกู้ภัยอัลไพน์และถ้ำเวเนโต (CNSAS) โพสต์ข้อความและภาพถ่ายเฟซบุ๊กเพจของหน่วยงาน ระบุว่าพวกเขาได้รับแจ้งเหตุร้ายจากนักเดินป่าวัย 60 ปีจากอังกฤษ ซึ่งไม่เปิดเผยชื่อว่าเขา “อยู่บนเส้นทางแบร์ติ เวีย แฟร์ราตา และมีหินตกลงมาจากด้านบน” 

โพสต์ระบุว่า นักเดินป่ารุ่นปู่ไม่สนใจป้ายบอกทางที่เตือนว่าเป็นเส้นทางอันตรายและถูกปิดเนื่องจากมีหินตกลงมา นอกจากนี้ เขายังออกเดินป่าโดยไม่มีอุปกรณ์ที่เหมาะสม

เนื่องจากไม่มีอุปกรณ์บอกตำแหน่งระบบจีพีเอสหรืออุปกรณ์ที่คล้ายกัน ชายคนนี้จึงไม่สามารถแจ้งพิกัดที่แน่ชัดของตัวเองได้ ทำให้การค้นหาล่าช้าออกไป เจ้าหน้าที่ CNSAS ระบุว่า หลังจากที่ประเมินตำแหน่งคร่าวๆ ได้แล้วก็แจ้งให้เขาอยู่ในจุดกำบังและรอความช่วยเหลือ เพราะขณะนั้นมีเมฆปกคลุมทั้งภูเขา

“เมื่อฟ้าเปิด ทีมกู้ภัยภูเขาซานวิโต ดิคาโดเร ก็พบว่านักปีนเขาคนนี้อยู่ตรงกลางจุดที่เกิดดินถล่มพอดี ที่ระดับความสูง 2,400 เมตร” CNSAS โพสต์เล่าเหตุการณ์

นักเดินป่าสูงวัยผู้นี้เพิกเฉยต่อป้ายเตือนอย่างน้อย 4 ป้ายที่ติดไว้เป็นภาษาอิตาลีและภาษาอังกฤษ แจ้งเตือนบรรดานักเดินป่าว่าไม่ควรเข้าไปในพื้นที่ นอกจากนี้ เขายังข้ามสิ่งกีดขวางที่สูงชันเพื่อเข้าไปในเขตห้ามเข้าอีกด้วย 

ทีมงานต้องปิดเส้นทางตามแนวเทือกเขาเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือชายคนนี้ ซึ่งเป็นไปอย่างยากลำบากและต้องอาศัยเฮลิคอปเตอร์ถึง 2 ลำในการปฏิบัติการ  

หลังจากที่นำตัวนักเดินป่าชาวอังกฤษออกจากภูเขาอย่างปลอดภัยแล้ว เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เขาก็ได้รับแจ้งให้จ่ายเงินจำนวน 14,225 ยูโร หรือประมาณ 536,000 บาท เป็นค่าใช้จ่ายการใช้งานเฮลิคอปเตอร์กู้ภัยสองลำและเจ้าหน้าที่สนับสนุนอีกกว่าสิบนายที่ช่วยพาตัวเขาออกมา

หากนักเดินป่าสูงวัยรายนี้มาจากประเทศที่เป็นสมาชิกสหภาพยุโรป เขาคงถูกปรับเพียงไม่กี่ร้อยยูโร แต่เขาสูญเสียสิทธิพิเศษนี้ไปหลังจากสหราชอาณาจักรถอนตัวออกจากการกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปเมื่อปี 2563 

ฤดูร้อนนี้เป็นฤดูกาลเดินป่าที่อันตรายที่สุดของอิตาลีในรอบศตวรรษที่ผ่านมา เนื่องจากมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และจำนวนผู้แจ้งเหตุกู้ภัยเพิ่มขึ้นถึง 20% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

ตามข้อมูลของ CNSAS เพียงระหว่างวันที่ 21 มิถุนายนถึง 23 กรกฎาคมที่ผ่านมาก็พบผู้เสียชีวิต 80 รายตามแนวเทือกเขาแอลป์และเทือกเขาโดโลไมต์ของอิตาลีและยังมีอีก 5 คนที่ยังคงสูญหาย

ช็อก! อิตาลีอาจเรียกปรับเงินกว่าครึ่งล้านนักเดินป่า เหตุติดดินถล่มเพราะไม่ฟังคำเตือน

บทเรียนจากเหตุการณ์ อิตาลีปรับครึ่งล้าน! นักเดินป่าไม่ฟังคำเตือน

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจนักเดินทางและนักเดินป่าทุกคนว่า การใส่ใจและปฏิบัติตามคำเตือนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวด การประเมินความเสี่ยงก่อนออกเดินทาง การเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม และการเคารพกฎระเบียบของสถานที่ จะช่วยให้เราเดินทางได้อย่างปลอดภัยและมีความสุข หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น การมีสติและอุปกรณ์สื่อสารที่สามารถระบุตำแหน่งของเราได้ จะช่วยให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การที่อิตาลีอาจเรียกปรับเงินกว่าครึ่งล้านนักเดินป่า เหตุติดดินถล่มเพราะไม่ฟังคำเตือนนั้น แสดงให้เห็นว่าทางการอิตาลีให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวและการรักษาสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติอย่างจริงจัง การลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืนกฎระเบียบ จะช่วยป้องปรามไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย และเป็นการส่งเสริมให้การท่องเที่ยวเป็นไปอย่างยั่งยืน

ดังนั้น ก่อนออกเดินทางทุกครั้ง อย่าลืมตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร สภาพอากาศ และคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ เพื่อให้การเดินทางของคุณเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจและปลอดภัยที่สุด

ที่มา – ช็อก! อิตาลีอาจเรียกปรับเงินกว่าครึ่งล้านนักเดินป่า เหตุติดดินถล่มเพราะไม่ฟังคำเตือน

เปิดประวัติ หลวงพ่ออลงกต นักบุญแห่งพระบาทน้ำพุ

จากกรณีดราม่า “หมอบีทูตสื่อวิญญาณ” ที่ถูกกระแสสังคมตั้งคำถามถึงการทำประวัติปลอม รวมไปถึงเส้นทางการเงินโดยอ้างมีการเปิดบัญชีไปผูกกับการรับบริจาคให้กับวัดต่างๆ โดยเฉพาะ วัดพระบาทน้ำพุ โดยอ้างว่าเงินบริจาคจะถูกเบิกเป็นเงินสดส่งมอบให้วัดประมาณ 70%

-สรุปดราม่า2หมอดูคนดัง ‘หมอบี-หมอปลาย’วิกฤติความเชื่อที่ยังรอคำตอบ

แม้ภายหลัง “หลวงพ่ออลงกต” ได้สั่งห้ามหมอบีใช้ชื่อวัดในการเปิดรับบริจาคอย่างเด็ดขาด เนื่องจากมีประชาชนร้องเรียนหลายราย ทำให้หลายคนหันมาสนใจบุคคลสำคัญผู้อยู่เบื้องหลังวัดชื่อดังอย่าง “วัดพระบาทน้ำพุ” ที่ดูแลผู้ป่วยเอดส์มายาวนานอย่าง “พระราชวิสุทธิประชานาถ หรือ อลงกต ติกขปญโญ” เจ้าอาวาสวัตพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี ผู้ทุ่มเทชีวิตดูแลผู้ป่วยและเด็กกำพร้าจากผลกระทบของโรคเอดส์มากว่า 30 ปี

หลวงพ่ออลงกต ติกฺขปญฺโญ หรือ ท่านเจ้าคุณพระราชวิสุทธิประชานาถ เป็นเจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทประทานพร หรือที่รู้จักกันในชื่อ วัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี วัดแห่งนี้มีชื่อเสียงจากการเป็นสถานดูแลผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโรคเอดส์ รวมถึงเด็กกำพร้าที่ได้รับผลกระทบจากโรคเอดส์ ซึ่งหลวงพ่ออลงกตเป็นผู้ริเริ่มโครงการนี้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535

ชื่อเดิมของ “หลวงพ่ออลงกต” เกิดเมื่อ 9 ธันวาคม 2496 ที่อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เป็นบุตรของนายเสย พลมุข และนางนิต พลมุข (เสียชีวิตเมื่อท่านอายุ 3 ขวบ และได้รับการดูแลจากคุณย่า)

การศึกษา

  • พ.ศ. 2511 ประถมศึกษา โรงเรียนนันทวิทยาลัย จ.ขอนแก่น
  • พ.ศ. 2516 มัธยมศึกษา โรงเรียนเทพศิรินทร์ กรุงเทพฯ
  • พ.ศ. 2519 ปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
  • พ.ศ. 2522 ปริญญาโท สาขาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย

หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท หลวงพ่ออลงกตได้เข้าทำงานที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่ไม่นานก็ลาออกเพื่อมุ่งศึกษาทางธรรม

  • พ.ศ. 2522 อุปสมบท ณ วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ ได้รับฉายา “อลงกต ติกฺขปัญโญ” (สังกัดธรรมยุติกนิกาย)
  • พ.ศ. 2529 ย้ายมาจำพรรษา ณ วัดเขาสมโภชน์ จ.ลพบุรี (สังกัดมหานิกาย) และเริ่มศึกษาทางธรรมอย่างจริงจัง โดยออกธุดงค์ตามป่าเขาและถ้ำต่างๆ เป็นเวลา 2-3 ปี
  • พ.ศ. 2531 กลับมาจำพรรษาที่วัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี ตามคำขอของพระเถรานุเถระ
  • พ.ศ. 2533 รักษาการเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ และเป็นครูสอนพระปริยัติธรรม
  • พ.ศ. 2535 ก่อตั้งโครงการธรรมรักษ์นิเวศน์ บ้านพักผู้ป่วยโรคเอดส์ระยะสุดท้าย โดยวิถีทางพุทธแห่งประเทศไทย หลังจากได้มีโอกาสเยี่ยมผู้ป่วยโรคเอดส์ที่ถูกทอดทิ้งในโรงพยาบาลกรุงเทพฯ
  • พ.ศ. 2536 ได้รับแต่งตั้งเป็น เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ
  • พ.ศ. 2537 ก่อตั้ง มูลนิธิธรรมรักษ์ วัดพระบาทน้ำพุ
  • พ.ศ. 2538 จัดตั้งศูนย์เรียนรู้เรื่องโรคเอดส์ ณ วัดพระบาทน้ำพุ

วัดพระบาทน้ำพุเป็นที่รู้จักในฐานะศูนย์กลางการดูแลผู้ป่วยโรคเอดส์และเด็กกำพร้าที่ได้รับผลกระทบจากโรคเอดส์ การดำเนินงานแบ่งเป็นสองส่วนหลัก:

  • ดูแลรักษาผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโรคเอดส์ โดยรับผู้ป่วยจากทั่วประเทศ
  • อุปการะเด็กกำพร้า เด็กที่ได้รับผลกระทบจากโรคเอดส์จากบิดามารดา

ปัจจุบัน มีผู้ที่อยู่ในการดูแลของวัดประมาณ 2,000 คน โดยเป็นเด็กประมาณ 1,300 คน วัดมีค่าใช้จ่ายประมาณ 4 ล้านบาทต่อเดือน สำหรับค่าอาหาร ยารักษาโรค ค่าบริหารจัดการ และค่าเผาศพ โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลไทยเดือนละ 100,000 บาท ส่วนที่เหลือมาจากการบริจาคของผู้มีจิตศรัทธา และยาต้านไวรัสเอดส์ รวมถึงอาสาสมัครได้รับการสนับสนุนจากต่างประเทศ

ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์และสมณศักดิ์

หลวงพ่ออลงกตได้รับการยกย่องและได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากหลายสถาบัน รวมถึงได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ต่างๆ ดังนี้

ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์

  • พ.ศ. 2540 สาขาสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • พ.ศ. 2542 สาขาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
  • พ.ศ. 2544 สาขาปรัชญา มหาวิทยาลัยรามคำแหง
  • พ.ศ. 2545 สาขาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย, สาขาบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง

พ.ศ. 2547: ครุศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฎเทพสตรี, พุทธศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย

สมณศักดิ์

  • พ.ศ. 2539: พระครูอาทรประชานาถ
  • พ.ศ. 2546: พระอุดมประชาทร (เจ้าคุณชั้นสามัญ)
  • พ.ศ. 2559: พระราชวิสุทธิประชานาถ (เจ้าคุณชั้นราชาคณะ ชั้นราช)

หลวงพ่ออลงกตได้ริเริ่มและดำเนินงานด้านสาธารณประโยชน์มากมาย นอกเหนือจากการดูแลผู้ป่วยเอดส์

  • พ.ศ. 2540 ก่อตั้งโครงการธรรมรักษ์นิเวศน์ 2 ที่ อ.หนองม่วง จ.ลพบุรี (เป็นชุมชนสำหรับผู้ติดเชื้อ HIV ที่ช่วยเหลือตัวเองได้ มีโรงเรียน โรงพยาบาล บ้านพักคนชรา ศูนย์พัฒนาเด็ก และศูนย์ส่งเสริมเกษตรกรรม)
  • พ.ศ. 2547 ก่อตั้งโครงการเมตตาธรรมค้ำจุนโลก, ก่อตั้งและอุปถัมภ์บ้านเด็กธรรมรักษ์และบ้านพักคนชรา ที่โครงการธรรมรักษ์นิเวศน์ 2
  • พ.ศ. 2550 ก่อตั้งวัดธรรมรักษ์ ที่โครงการธรรมรักษ์นิเวศน์ 2
  • พ.ศ. 2552 ก่อตั้งศูนย์สงเคราะห์ประชาชน อ.หนองม่วง จ.ลพบุรี
  • พ.ศ. 2556 ก่อตั้งโครงการพุทธสถานลพบุรีศรีสุวรรณภูมิ อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี เพื่อเป็นแหล่งศึกษาและท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนา
  • งานเผยแผ่ศาสนา ผ่านสถานีโทรทัศน์และวิทยุ เช่น รายการธรรมรักษ์ และหัวใจสีขาว เพื่อให้ความรู้เรื่องโรคเอดส์แก่ชุมชนและสังคม รวมถึงส่งเสริมและสนับสนุนกีฬา

รางวัลเกียรติยศ

  • รางวัลมหิดลวรานุสรณ์ (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทาน)
  • รางวัลน้ำใจงาม (สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชทาน)
  • รางวัลเสมาธรรมจักร (สมเด็จพระเทพฯ พระราชทาน)
  • รางวัลแสงเทียนส่องใจ (พระองค์เจ้าโสมสวลีฯ พระราชทาน)
  • รางวัลคนดีศรีสังคม จากสโมสรโรตารี่
  • รางวัลพลเมืองดีเด่น จากสโมสรไลอ้อนส์
  • รางวัลบริการสังคมเพื่อคุณธรรม จากสำนักข่าวกรุงเทพมหานคร
  • รางวัลบัวทิพย์ประจำปี 2552
  • รางวัลคนดีศรีลพบุรีสาขานักบวชประจำปี 2552..

เปิดประวัติ “หลวงพ่ออลงกต” นักบุญแห่งวัดพระบาทน้ำพุ

ทำความรู้จัก หลวงพ่ออลงกต

จากประวัติที่กล่าวมาทั้งหมด จะเห็นได้ว่า หลวงพ่ออลงกต ท่านเป็นพระที่เปี่ยมไปด้วยเมตตาอย่างแท้จริง การอุทิศตนเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยและเด็กกำพร้าสะท้อนให้เห็นถึงความเสียสละอันยิ่งใหญ่ที่ควรค่าแก่การยกย่อง

ที่มา – เปิดประวัติ “หลวงพ่ออลงกต” นักบุญแห่งวัดพระบาทน้ำพุแสงสว่างของผู้ป่วยเอดส์

จีนเดินหน้าปลูกทุเรียนในท้องถิ่น ใช้เทคโนโลยีช่วย

สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ว่าปัจจุบัน บรรดาเครื่องมือที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงกำลังพลิกโฉมการเพาะปลูกและคัดเลือกทุเรียนในเขตนิเวศวิทยาอวี้ไฉ ของเมืองซานย่า ในมณฑลไห่หนาน หรือเกาะไหหลำ ทางตอนใต้ของจีน

ทั้งนี้ ระบบรดน้ำอัตโนมัติ ระบบฝนเทียม และอุปกรณ์ผสมน้ำ-ปุ๋ย ช่วยควบคุมสภาพแวดล้อมการเพาะปลูกทุเรียนอย่างแม่นยำ ส่วนเครื่องตรวจจับแมลง เครื่องวิเคราะห์สปอร์ แพลตฟอร์มคลังข้อมูลขนาดใหญ่ ทำให้เกิดการเฝ้าติดตามต้นทุเรียนแบบเรียลไทม์

นวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ ๆ เหล่านี้ยังครอบคลุมกระบวนการหลังเก็บเกี่ยวด้วย โดยบริษัท การเกษตรไห่หนาน โยวฉี จำกัด ได้พัฒนาสายการผลิตสำหรับการคัดแยกทุเรียนที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ( เอไอ )

นอกจากนี้ สายการผลิตดังกล่าวสามารถบอกคุณภาพและคัดทิ้งทุเรียนที่มีจุดบกพร่องโดยอัตโนมัติ ซึ่งยกระดับการควบคุมคุณภาพและประสิทธิภาพการคัดแยก เปรียบดังทำ “ซีที สแกน” ทุเรียนแต่ละลูก

อนึ่ง ข้อมูลจากสำนักบริหารศุลกากรทั่วไปของจีนระบุว่า ปริมาณการนำเข้าและส่งออกทุเรียนทั้งหมดของจีนเพิ่มขึ้นจาก 298,000 ตัน เมื่อปี 2558 เป็นราว 1.56 ล้านตัน ในปี 2567.

จีนเดินหน้าปลูกทุเรียนในท้องถิ่น ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเป็นตัวช่วย

การที่จีนหันมาให้ความสำคัญกับการปลูกทุเรียนในประเทศตัวเองเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง การนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาประยุกต์ใช้ในการเพาะปลูกและคัดเลือกผลผลิต แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

เทคโนโลยีที่ใช้ในการปลูกทุเรียน

การใช้ระบบรดน้ำอัตโนมัติ ระบบฝนเทียม และอุปกรณ์ผสมน้ำ-ปุ๋ย ล้วนเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้การเพาะปลูกทุเรียนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ การควบคุมสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของทุเรียนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อผลผลิต

ยิ่งไปกว่านั้น การใช้เครื่องตรวจจับแมลง เครื่องวิเคราะห์สปอร์ และแพลตฟอร์มคลังข้อมูลขนาดใหญ่ ทำให้สามารถเฝ้าติดตามต้นทุเรียนได้อย่างใกล้ชิดและทันท่วงที ช่วยลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการระบาดของศัตรูพืชหรือโรคต่าง ๆ

AI กับการคัดแยกทุเรียน

การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการคัดแยกทุเรียนเป็นอีกก้าวสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต การที่สายการผลิตสามารถบอกคุณภาพและคัดทิ้งทุเรียนที่มีจุดบกพร่องโดยอัตโนมัติ ทำให้มั่นใจได้ว่าผลผลิตที่ส่งถึงมือผู้บริโภคมีคุณภาพสูงสุด

การเปรียบเทียบการทำงานของสายการผลิตนี้กับการทำ “ซีที สแกน” ให้กับทุเรียนแต่ละลูก แสดงให้เห็นถึงความละเอียดและความแม่นยำในการคัดแยก ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค

การเพิ่มขึ้นของปริมาณการนำเข้าและส่งออกทุเรียนของจีนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บ่งบอกถึงความต้องการทุเรียนที่เพิ่มสูงขึ้นในตลาด การที่จีนสามารถผลิตทุเรียนเองได้มากขึ้น จะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ และสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศ

การที่จีนลงทุนอย่างจริงจังกับการปลูกทุเรียนในประเทศ แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ในการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรให้มีความทันสมัยและยั่งยืน เทคโนโลยีที่นำมาใช้ในการเพาะปลูกและคัดเลือกผลผลิตไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตเท่านั้น แต่ยังช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การปลูกทุเรียนในสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยอาจต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ การปรับตัวของต้นทุเรียนให้เข้ากับสภาพอากาศและดินในจีนเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ รวมถึงการจัดการกับศัตรูพืชและโรคต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น

โดยรวมแล้ว การที่จีนเดินหน้าปลูกทุเรียนในท้องถิ่นโดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเป็นตัวช่วย ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรของประเทศ การลงทุนในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ จะช่วยให้จีนสามารถผลิตทุเรียนที่มีคุณภาพสูงและตอบสนองความต้องการของตลาดได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – จีนเดินหน้าปลูกทุเรียนในท้องถิ่น ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเป็นตัวช่วย

กต. เตรียมชี้แจงผลถก ‘จีบีซี’ แก่ต่างชาติ

กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เตรียมนำผลการหารือจากที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ไทย-กัมพูชา ไปชี้แจงต่อรัฐบาลนานาชาติและสื่อต่างประเทศ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดน

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้แถลงถึงสถานการณ์ระหว่างไทยและกัมพูชา โดยระบุว่า คณะผู้แทนไทยนำโดย พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม รักษาการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ ณ ประเทศมาเลเซีย การประชุมดังกล่าวมีมาเลเซีย สหรัฐอเมริกา และจีน เข้าร่วมสังเกตการณ์ในฐานะประเทศผู้สังเกตการณ์

ก่อนเริ่มการประชุม จีบีซี ประธานของทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชาได้เข้าเยี่ยมคารวะนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน โดยนายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้แสดงความยินดีต่อการหยุดยิง และย้ำว่าประเทศสมาชิกอาเซียนสนับสนุนการใช้กลไกทวิภาคี ซึ่งสอดคล้องกับท่าทีของประเทศไทย

กต. เตรียมนำผลถก ‘จีบีซี’ ชี้แจงรัฐบาลนานาชาติ-สื่อต่างประเทศ

สรุปผลการประชุม จีบีซี ที่สำคัญคือ ทั้งไทยและกัมพูชาจะปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด โดยจะไม่เสริมกำลังทหาร เคารพกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และเร่งเก็บกู้ร่างทหารที่เสียชีวิต นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายจะรักษากลไกทวิภาคีที่มีอยู่ รวมถึงการมีคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว นำโดยผู้ช่วยทูตทหารของมาเลเซีย และประเทศสมาชิกอาเซียนที่ประจำในไทยและกัมพูชา เพื่อสังเกตการณ์พื้นที่เป็นระยะ โดยจะไม่ข้ามชายแดน

ภายใน 2 สัปดาห์หลังจากนี้ ไทยและกัมพูชาจะจัดการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (อาร์บีซี) ซึ่งเป็นกลไกระดับแม่ทัพภาค และจะมีการประชุม จีบีซี ไทย-กัมพูชาครั้งต่อไปในอีก 1 เดือนข้างหน้า เพื่อติดตามความคืบหน้าของการดำเนินการตามผลการประชุม

กต. เตรียมนำผลถก ‘จีบีซี’ ชี้แจงนานาชาติ

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะเป็นประธานการประชุมคณะเอกอัครราชทูตไทย เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวร และกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลก เพื่อแจ้งผลการประชุม จีบีซี และข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ไทย-กัมพูชาให้คณะเอกอัครราชทูตไทยรับทราบ เพื่อนำไปชี้แจงกับรัฐบาล สื่อมวลชนท้องถิ่น และหน่วยงานของประเทศต่างๆ ต่อไป

กระทรวงการต่างประเทศขอขอบคุณคนไทยในต่างประเทศที่ให้การสนับสนุน และขอให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังในการบริโภคข้อมูลข่าวสาร และป้องกันการเผยแพร่ข่าวที่มีเนื้อหาบิดเบือน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นประเด็นละเอียดอ่อน การสื่อสารที่ถูกต้องและแม่นยำจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ การที่กระทรวงการต่างประเทศเตรียมนำผลการหารือไปชี้แจงต่อรัฐบาลนานาชาติและสื่อต่างประเทศ จึงเป็นสิ่งที่ควรสนับสนุนอย่างยิ่ง เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและรอบด้าน

ที่มา – กต.เตรียมนำผลถก ‘จีบีซี’ ชี้แจงรัฐบาลนานาชาติ-สื่อต่างประเทศ

พปชร.ย้ำ! ยกเลิก MOU 43-44 หวั่นไทยเสียดินแดน

เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 68 พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงจุดยืนของพรรคพลังประชารัฐต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ประเทศชาติมีความจำเป็นต้องมีความรักสามัคคีและรักษาไว้ซึ่งแผ่นดินไทย พรรคพลังประชารัฐมีความเห็นว่า จำเป็นต้องยกเลิก MOU 2543-2544 เพราะมีความเสี่ยงที่ประเทศไทยต้องเสียผืนแผ่นดินไทยเพิ่มเติม โดยเฉพาะมีอดีตนักการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไปเซ็นเอกสารรับรองแผนที่ 1:200,000 แทนที่จะใช้แผนที่ 1:50,000 ที่ใช้เป็นสากลในปัจจุบัน ซึ่งหาก MOU ทั้ง 2 ฉบับ คงอยู่จะทำให้ประเทศไทยเสียดินแดนครั้งที่ 16 นอกจากนี้ใน MOU 2544 ยังมีความเสี่ยงในการเสียพื้นน้ำใต้เกาะกูดและพื้นน้ำส่วนหนึ่งของอ่าวไทยไป และที่สำคัญ MOU 2544 ยังขัดกับประกาศในราชกิจจานุเบกษา พ.ศ. 2516 ที่ล้นเกล้าในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ทรงประกาศกำหนดเขตไหล่ทวีปของประเทศไทยในอ่าวไทย โดยอ้างอิงตามหลักกฎหมายทะเลสากลและอนุสัญญาว่าด้วยทะเลอาณาเขตและเขตต่อเนื่อง ณ กรุงเจนีวา ซึ่งมีผลให้เกิดการกำหนดเขตทางทะเลของไทยที่ชัดเจน และMOUทั้ง 2 ฉบับ โดยเฉพาะ MOU2544 มีผลกระทบต่ออาณาเขตของราชอาณาจักรไทยอย่างชัดเจน ต้องผ่าน ความเห็นชอบจากรัฐสภาเสียก่อน แต่จนปัจจุบันนี้ อยากไปผ่านความเห็นชอบแต่อย่างใด

พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาอธิปไตยเหนือดินแดนไทย และตระหนักถึงความกังวลที่อาจเกิดขึ้นจากข้อตกลงระหว่างประเทศ ดังนั้นการพิจารณาทบทวนและทำความเข้าใจในรายละเอียดของ MOU ต่างๆ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประเทศไทยในอนาคต

พปชร.ย้ำ! ยกเลิก MOU 43-44 หวั่นไทยเสียดินแดน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ การตัดสินใจใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับอธิปไตยและดินแดนของประเทศชาติ ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นสำคัญ

พรรคพลังประชารัฐได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาดินแดนไทย และป้องกันการเสียเปรียบในข้อตกลงระหว่างประเทศ การยกเลิก MOU 2543-2544 จึงเป็นข้อเรียกร้องที่พรรคเห็นว่ามีความจำเป็น

ทำไม พปชร. ถึงต้องการ ยกเลิก MOU 2543-2544?

  • ความเสี่ยงในการเสียดินแดน: พรรคพลังประชารัฐเชื่อว่า MOU ทั้งสองฉบับมีความเสี่ยงที่จะทำให้ประเทศไทยเสียดินแดนเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้แผนที่ 1:200,000 แทนที่จะเป็นแผนที่ 1:50,000 ที่เป็นมาตรฐานสากล
  • ผลกระทบต่อพื้นน้ำ: MOU 2544 อาจส่งผลกระทบต่อพื้นน้ำใต้เกาะกูดและพื้นน้ำส่วนหนึ่งของอ่าวไทย
  • ความขัดแย้งกับกฎหมาย: MOU 2544 ขัดกับประกาศในราชกิจจานุเบกษา พ.ศ. 2516 ที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดเขตไหล่ทวีปของประเทศไทยในอ่าวไทย
  • ความโปร่งใสและความชอบธรรม: MOU ทั้งสองฉบับมีผลกระทบต่ออาณาเขตของประเทศไทย แต่ยังไม่เคยผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา

“พรรคพลังประชารัฐ มีจุดยืนที่ชัดเจนว่ารัฐบาลต้องยกเลิก MOU 2543 และ 2544 ทั้งสองฉบับ” โฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวย้ำถึงจุดยืนของพรรคอีกครั้ง

การยกเลิก MOU 2543-2544 เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องได้รับการพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศไทย

ที่มา – ‘พปชร.’ ย้ำจุดยืนให้รัฐบาล ยกเลิก MOU 43-44 หวั่น ไทยเสียดินแดน เป็นครั้งที่16