ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

เดลินิวส์ 6 ส.ค.ดัน 8 เงื่อนไขไล่บี้เขมร บิ๊กเล็กยันไทยไม่เสียประโยชน์

หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เผยข่าวสำคัญหลายประเด็นที่น่าสนใจ ทั้งในและนอกกรุงเทพฯ โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญคือการที่รัฐบาลไทยภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ออกเงื่อนไขจำนวน 8 ข้อ เพื่อใช้ในการเจรจาเรื่องการไล่บี้เขมร โดย เดลินิวส์ 6 ส.ค.ดัน 8 เงื่อนไขไล่บี้เขมร บิ๊กเล็กยันไทยไม่เสียประโยชน์ อย่างชัดเจนว่าจะไม่ยอมเสียผลประโยชน์ใด ๆ ของไทย

เดลินิวส์ 6 ส.ค.ดัน 8 เงื่อนไขไล่บี้เขมร บิ๊กเล็กยันไทยไม่เสียประโยชน์

พลเอกประยุทธ์ เผยว่าเงื่อนไขทั้ง 8 ข้อนี้ เป็นแนวทางที่รัฐบาลตกหล่นเพื่อให้มั่นใจว่าการเจรจากับกัมพูชานั้น เป็นการปกป้องผลประโยชน์และความเป็นธรรมของประชาชนไทยอย่างเต็มที่ โดยจะมีการใช้กฎหมายแพ่งและอาญาในระดับโลก เพื่อรับประกันผลการดำเนินการ

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินมีมติเห็นชอบในแนวทางการซื้อเรือดำน้ำจากจีน และเรือรบกริพเพนจากฝรั่งเศส การใช้งบประมาณจำนวนมากนี้ต้องเกิดความชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อชาติ

วุฒิสภาเดือด ชิงตำแหน่งรองประธานฯ คนที่ 1

ความเคลื่อนไหวในสภาผู้แทนราษฎรก็เป็นอีกประเด็นที่น่าจับตามอง เมื่อพรรคร่วมเริ่มมีเสียงแตกต่างกันเกี่ยวกับการชิงตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 พร้อมทั้งมติของคณะรัฐมนตรีที่ทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อกองทัพ

ในภาคภูมิภาคอื่น ๆ ก็มีข่าวสำคัญ เช่น สถานการณ์ความขัดแย้งในวงการสงฆ์ที่มีการค้นหาผู้มีอุปสมบทผิดระเบียบกว่า 200 จุด โดยสามารถจับกุมพระรูปที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมรวม 154 รูป

ทั้งยังมีข่าวความรุนแรงในชุมชน เช่น คดีบอยวัยรุ่นที่ฆ่าแม่ด้วยการรัดคอ และบด้วยปูน เหตุการณ์ที่สะเทือนขวัญและเปิดเผยปัญหาครอบครัวไทยในระดับลึก

อีกทั้งยังมีข่าวดีอย่างการที่ประชาชนเริ่มเห็นผลจากการทวงคืนงบประมาณของกระทรวงโยธาธิการและผังเมือง หลังจากได้รับการปลดป้ายประจานที่เคยถูกติดไว้ก่อนหน้านี้

จากประเด็นข่าวที่หลากหลายและครอบคลุมทั้งในเชิงเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และศาสนา หนังสือพิมพ์ เดลินิวส์ 6 ส.ค.ดัน 8 เงื่อนไขไล่บี้เขมร บิ๊กเล็กยันไทยไม่เสียประโยชน์ ถือเป็นแหล่งข่าวที่ให้ข้อมูลตรงไปตรงมา อัพเดตให้ผู้อ่านทุกกลุ่มได้ติดตามสถานการณ์บ้านเมืองอย่างใกล้ชิด

หากคุณไม่อยากพลาดข่าวสารสดใหม่และความเคลื่อนไหวสำคัญในทุกประเด็น ต้องตามให้ทันฉบับหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ รายวัน

ที่มา – เดลินิวส์ 6 ส.ค.ดัน 8 เงื่อนไขไล่บี้เขมร บิ๊กเล็กยันไทยไม่เสียประโยชน์

ฝน-ร้อนทุบสถิติโลกในวันเดียวกัน ต้องเตรียมตัวอย่างไร?

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตุนิยมวิทยาและสิ่งแวดล้อม ได้เผยให้เห็นสิ่งที่หลายคนอาจไม่คาดคิด คือ “ฝน-ร้อน” ทุบสถิติโลกในวันเดียวกันอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ฮ่องกงและญี่ปุ่น

ฝน-ร้อนทุบสถิติโลกในวันเดียวกัน

ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Thon Thamrongnawasawat เผยว่า ฮ่องกงส่งสัญญาณเตือนภัย “ฝนทมิฬ” ระดับ Black Rainstorm เป็นครั้งแรกในรอบ 131 ปี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสัญญาณชัดเจนถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

Black Rainstorm หมายถึงการประกาศเตือนภัยฝนตกหนักอย่างรุนแรง โดยต้องมีฝนตกมากกว่า 70 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง.records ในช่วง 8 วันที่ผ่านมา ฮ่องกงต้องประกาศแจ้งเตือนเกี่ยวกับการตกของฝนทมิฬถึง 4 ครั้ง สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่เคยมีราว 3 ครั้งต่อปี

ทั้งร้อนมากและฝนตกหนักในวันเดียว

ในขณะที่ประเทศญี่ปุ่นเผชิญกับอากาศร้อนจัด จนทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุดตลอดกาล ฮ่องกงนั้นก็ประสบปัญหาฝนตกหนักอย่างรุนแรง เดือนสิงหาคมปีนี้กลายเป็นเดือนที่มีปริมาณฝนตกมากที่สุดในรอบ 140 กว่าปี

ความผิดปกติของทั้งร้อนและฝนตกหนักในวันเดียว เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ไม่ใช่แค่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่เป็นปรากฏการณ์ระดับโลกที่เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งสองจุดที่พัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่นและฮ่องกง

“เดี๋ยวจะไปบรรยายเรื่องโลกร้อน ผมไม่ต้องยกตัวอย่างอะไรอีกแล้ว มันเกิดขึ้นเต็มไปหมดแล้ว” ดร.ธรณ์กล่าวไว้

  • การเตือนภัยถึง 4 ครั้งในรอบ 8 วัน ที่ฮ่องกง
  • อุณหภูมิถึงจุดสูงสุดตลอดกาลในญี่ปุ่น
  • ฝนตกหนักสุดในรอบ 131 ปีในฮ่องกง

ขณะที่หลายประเทศยังคงมุ่งเน้นไปที่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิตแบบเดิม ๆ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นแล้วว่า ทันใดนั้น การเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติอาจเกิดขึ้นอย่างไม่เตือนล่วงหน้า

เตรียมตัวอย่างไรเมื่อโลกไม่ปกติ?

ดร.ธรณ์เตือนอย่างจริงจังว่า ‘ไม่ว่าจะเจริญแค่ไหน หากไม่ได้เตรียมตัว โลกก็“ไม่รอด”’ และเราเองก็ต้องรู้ทันสัญญาณครับเพราะถึงเวลาแล้วที่ทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการปกป้องตัวเองและคนในครอบครัว

ไม่ต้องคอยใครช่วย All we can doing is do our best and be ready

การเตรียมความพร้อมนั้นสามารถทำได้หลายด้าน เช่น

  • มีระบบสำรองพลังงานไฟฟ้า เช่น โซลาร์เซลล์
  • เตรียมอุปกรณ์ป้องกันน้ำท่วม หรือเครื่องฟอกอากาศ
  • วางแผนระยะยาวเพื่อลดผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

เมื่อโลกเปลี่ยน ความเข้าใจและการรับมือควรเปลี่ยนตาม อย่ารอจนเกินช้า

โลกไม่รอใคร และหากเราไม่เข้าใจและไม่เตรียมพร้อม ปัญหาเหล่านี้จะไม่ใช่แค่‘เรื่องจากข่าว’ แต่อาจกลายเป็น‘ชีวิตประจำวัน’ของเราได้ทุกเมื่อ

อย่าให้สายเกินไป : วันนี้ยังไม่สายนะ หากคุณเริ่มทำความเข้าใจและวางแผนตอนนี้

ที่มา – ‘ดร.ธรณ์’ เผย ‘ฝน-ร้อน’ ทุบสถิติโลกในวันเดียวกัน ย้ำเตือนถึงเวลาต้องเตรียมตัว

น้องเรดังกว่าแม่แล้ว ทาทา ยัง ภูมิใจลูกชายมารยาทดี

เมื่อไม่นานมานี้ นักร้องสาวชื่อดัง ทาทา ยัง ได้พาลูกชายสุดที่รัก น้องเร ออกงานและให้สัมภาษณ์สื่อคู่กันเป็นครั้งแรก จนกลายเป็นกระแสที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วในโลกออนไลน์ เพราะความน่ารัก ความฉลาด และมารยาทที่เกินวัยของ น้องเร ได้รับการชื่นชมจากทั้ง网友และสื่อมวลชนทั่วประเทศ

น้องเรดังกว่าแม่แล้ว

ล่าสุด ทาทา ยัง ได้พา น้องเร ไปชมการแสดงมิวสิคัลระดับโลกอย่าง The Phantom Of The Opera และมีโอกาสแชร์ช่วงเวลาความประทับใจต่างๆ ผ่านโซเชียลมีเดีย ส่งผลให้ น้องเรดังกว่าแม่แล้ว กลายเป็นประเด็นฮิตบนโลกออนไลน์ มีหลายคนตั้งคำถามว่าลูกรักของทาทา จะกลายเป็นดาวเด่นแห่งวงการบันเทิงในอนาคตหรือไม่?

มารยาทดีเกินวัย

ภายหลังจากการให้สัมภาษณ์ หลายคนต่างชื่นชมในตัว น้องเร ว่าเป็นเด็กที่มีมารยาท แสดงออกได้อย่างเป็นธรรมชาติ และดูมีปัญญาเกินวัย “คำถามที่เขาตอบมันไม่ใช่สิ่งที่เราฝึกกัน แต่มันเป็นเรื่องที่เขารู้สึกจริง สายัณห์นี้เขามีแล้ว” ทาทาเปิดเผยว่า และเติมว่า “น้องเรดังกว่าแม่แล้ว แต่เขายังไม่รู้ตัว มันเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์มาก”

จากบทสัมภาษณ์ที่ผ่านมา หลายคนประทับใจในความน่ารักของ น้องเร โดยเฉพาะจังหวะที่เขาเบาๆ ยกมือไหว้ขอบคุณผู้ชมพร้อมพูดว่า “ขอบคุณทุกคนที่รักพี่เร ขอบคุณทุกคนที่รักแม่เร” เป็นการเคลื่อนไหวเล็กๆ ที่สะท้อนถึงความใสซื่อและมารยาทสูงส่งอย่างแท้จริง

ไม่มีการเตี๊ยม มีแค่ความรักและสติ

มีหลายคนกังวลว่า การให้ลูกชายขึ้นแสดงตัวในสื่อบ่อยครั้งจะทำให้ลูกเสียความเป็นตัวเอง หรือเกิดการ “เตี๊ยม” แต่ ทาทา ยัง ยืนยันว่า ไม่มีการเตี๊ยม เลย เพราะการปลูกฝังคุณธรรม เรื่องของมารยาท และความเป็นไทย คือสิ่งที่เธอเน้นให้ลูกเข้าใจตั้งแต่ยังเล็ก

  • ไม่มีการเตี๊ยม โดยให้โอกาสถามสิ่งที่ลูกเข้าใจ
  • ให้ น้องเร แสดงออกอย่างเป็นธรรมชาติ
  • ส่งเสริมให้ลูกรักได้ใช้ความคิดอย่างมีเหตุผล

“ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างธรรมชาติ ไม่มีการฝึกท่อนหรือเตี๊ยมการตอบคำถามเลย ถ้ามีก็เพราะเขารู้สึกจริง แล้วก็อยากตอบ” ทาทาเผยปิดท้าย

เมื่อถามว่า น้องเร รู้ตัวไหมว่าดังกว่าแม่แล้ว “เขายิ้มแล้วส่ายหัว” เพราะเขายังมองแม่เป็นที่หนึ่งเสมอ ส่วนทาทาก็ยังมีความสุขและภูมิใจในตัวลูกอย่างเต็มที่

พิสูจน์แล้วว่า การเลี้ยงดูลูกด้วยความรัก ความเข้าใจ และการให้โอกาสอย่างถูกวิธี สามารถสร้างบุคคลเล็กๆ คนหนึ่งให้พูดเก่ง พูดดี และมีมารยาทได้จริง ทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจให้พ่อแม่มือใหม่หลายคนได้เรียนรู้ไปพร้อมกัน

ที่มา – ‘น้องเร’ ดังกว่าแม่แล้ว! ’ทาทา ยัง‘ ปลื้มคนชมลูกชายมารยาทดี ยันไม่มีการเตี๊ยม!

หญิงวัย 63 เผยครอบครัวถูกบังคับเป็นทหารกัมพูชา เชื่อเสียชีวิตหมด-หวั่นโพสต์ตามหาถูกจับ

ในวันที่ 5 สิงหาคม ที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ มีข่าวสะเทือนใจจากหญิงวัย 63 เผยครอบครัวถูกบังคับเป็นทหารกัมพูชา เชื่อเสียชีวิตหมด-หวั่นโพสต์ตามหาถูกจับ โดยผู้ที่เปิดเผยข้อมูลนี้เป็นชาวบ้านภูสะลอง ซึ่งเป็นสะใภ้ของครอบครัวที่มีเชื้อสายกัมพูชา และยังมีญาติพี่น้องยังคงอาศัยอยู่ในเขตร้อนแรงของชายแดนฝั่งกัมพูชา

หญิงวัย 63 เผยครอบครัวถูกบังคับเป็นทหารกัมพูชา เชื่อเสียชีวิตหมด-หวั่นโพสต์ตามหาถูกจับ

เธอเล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า ตั้งแต่ลูกสาวของเธอโทรศัพท์มาแจ้งเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเครือญาติทางฝั่งประเทศกัมพูชา เธอได้ตกอยู่ในสภาวะเสียขวัญอย่างมาก โดยภายหลังลูกสาวของเธอแจ้งว่า ญาติพี่น้องในกัมพูชาส่วนใหญ่ที่ถูกบังคับให้เข้ารับราชการทหารนั้น เสียชีวิตหมดแล้ว สิ้นหวังตั้งแต่ยังไม่ได้รู้ว่าใครรอดหรือใครจากไปอย่างเป็นทางการ

ความเป็นอยู่ในเงาสงคราม

เนื่องจากครอบครัวของเธอเป็นผู้อพยพจากกัมพูชาเข้ามายังประเทศไทยเมื่อหลายสิบปีก่อน ดังนั้นพวกเขาจึงยังมีญาติอยู่ในพรมแดนฝั่งกัมพูชา โดยมีข้อมูลระบุว่า ผู้ที่ไม่มีอาชีพหรือไม่มีความประสงค์ในการเป็นทหาร ยังคงถูกบังคับเข้ารับราชการ ทั้งๆ ที่ไม่ต้องการ ทั้งนี้หากใครขัดแย้งกับทางทหาร หลายคนจะถูกลงโทษหนัก ตั้งแต่การยึดที่ดินจนถึงการถอนสัญชาติ

  • คนที่มาทำงานในเมืองไทย กลับไปบ้านต้องเป็นทหารทันที เพื่อป้องกันไม่ให้การถูกยึดที่ดินหรือถูกดำเนินคดี
  • เหล่าทหารในปัจจุบันนั้น หายติดต่อไม่ได้เลย
  • ข้อมูลจากครอบครัวระบุว่า พวกเขา เชื่อว่าญาติในกัมพูชาล้วนเสียชีวิตหมดแล้ว และไม่มีใครมาร่วมศพเลย

ความกลัวไม่เพียงจำกัดอยู่แค่ในด้านความปลอดภัย แต่ยังมีการแทรกแซงเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น โดยภายหลังจากสถานการณ์เข้มข้นขึ้น หากมีการโพสต์เฟซบุ๊กเพื่อสอบถามถึงญาติ หรือวิจารณ์รัฐบาลในกัมพูชา จะถูกดำเนินคดีทันที ทั้งตัวผู้โพสต์และคนในครอบครัวของเขา

“ตอนนี้ยังติดต่อกับลูกสาวไม่ได้เลย ไม่รู้ชีวิตเป็นอย่างไรบ้าง ห่วงจริงๆ แต่กลัวแค่การถามไถ่จะทำให้ญัติถูกจับทั้งครอบครัว” หญิงวัย 63 กล่าวเสียงสั่น

เรื่องราวนี้สะท้อนภาพต้นเหตุของอารมณ์และความเครียดภายในของบริบทที่ผู้อพยพกัมพูชาในประเทศไทยต้องเผชิญ การต้องหยิบยกชีวิตครอบครัว ขณะที่กลัวความเสี่ยงของข้อกล่าวหาจากรัฐบาลกัมพูชา เพียงเพราะการสืบพันธุ์หรือติดต่อกับญาติที่อยู่อีกฝั่ง

ทั้งนี้สถานการณ์ยังไม่มีสัญญาณของการคลี่คลาย ผู้ที่มีญาติอยู่ในพื้นที่เสี่ยงของจังหวัดศรีสะเกษและพรมแดนไทย-กัมพูชายังคงอยู่ในความหวาดกลัวและไม่รู้ว่า ญาติจะรอดหรือไม่ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

ที่มา – หญิงวัย 63 เผยครอบครัวถูกบังคับเป็นทหารกัมพูชา เชื่อเสียชีวิตหมด-หวั่นโพสต์ตามหาถูกจับ

ปูด “สิงห์สำอาง” เร่ขาย “แจ็คสัน” ให้ 3 สโมสรดัง

ปูด “สิงห์สำอาง” เร่ขาย “แจ็คสัน” ให้ 3 สโมสรดัง หลังไม่อยู่ในแผนการทำทีม

ข่าวลือล่าสุดจากสโมสร เชลซี ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจไม่น้อย เมื่อ “สิงห์สำอาง” เร่ขาย “แจ็คสัน” ให้ 3 สโมสรดังในยุโรปอย่าง นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ เอซี มิลาน หลังจากที่นักเตะรายนี้ไม่ได้อยู่ในแผนการทำทีมของ เอ็นโซ มาเรสกา อีกต่อไป

แจ็คสัน เริ่มต้นอย่างไรที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์

นิโกลัส แจ็คสัน ถือเป็นกองหน้าจอมพลังที่ เชลซี ดึงตัวมาร่วมทีมด้วยความหวังสูง เมื่อช่วงปีที่ผ่านมา โดยหวังให้เขาเป็นกำลังสำคัญในแนวรุกของทีม อย่างไรก็ตาม ภายใต้การเปลี่ยนแปลงของแผนการทำทีม โดยเฉพาะภายใต้การคุมทีมของ เอ็นโซ มาเรสกา แจ็คสัน กลับกลายเป็นผู้เล่นที่ต้องพิจารณาปล่อยตัวออกไป

ที่ผ่านมา เชลซี พยายามเดินหน้าหาทางออกให้กับ แจ็คสัน โดยมีการเสนอขายกองหน้าวัย 24 ปีรายนี้ให้กับ 3 สโมสรชั้นนำอย่าง นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ รวมถึง เอซี มิลาน จากอิตาลีในศึก กัลโช เซเรีย อา

ทำไม 3 สโมสรดังยังไม่ปิดดีลคว้าตัว?

ไม่ว่า “สิงห์สำอาง” จะปรับลดมูลค่าของนักเตะลงจาก 100 ล้านปอนด์ เหลือ 80 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 3,520 ล้านบาท ก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าทั้ง นิวคาสเซิล และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะยังให้ความสนใจในตัวของ เบนยามิน เชชโก หัวหอกดาวรุ่งจาก แอร์เบ ไลป์ซิก มากกว่า ในขณะที่ เอซี มิลาน เองก็กำลังมองหานักเตะที่เหมาะสมกว่า สอดคล้องกับแผนทำทีมใหม่ที่เน้นความมั่นคงระยะยาว

แบบนี้อาจทำให้ เชลซี ต้องเร่งมองหาตัวเลือกอื่นเพื่อหาผู้สนใจที่จะเข้ามาเจรจากับการเร่ขาย “แจ็คสัน” ให้กับทีมอื่นนอกเหนือจาก 3 สโมสรที่ถูกกล่าวถึง หรือทบทวนแผนการทำทีมอีกครั้ง

โอกาสของ แจ็คสัน ในตลาดซื้อขายของยุโรป

แม้ว่าสถานการณ์ในตอนนี้อาจทำให้นักเตะบางคนรู้สึกไม่มั่นคงในเส้นทางอาชีพ แต่นี่อาจเป็นโอกาสใหม่สำหรับ แจ็คสัน หากเขาสามารถเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์รวมถึงผลงานส่วนตัวให้ให้ตรงกับความคาดหวังของทีมใหม่ได้

ในศึกฟุตบอลยุโรป การเปลี่ยนทีมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ และมักจะช่วยฟื้นฟูฟอร์มนักเตะได้ โดยเฉพาะหากได้เจอสภาพการเล่นที่เหมาะสมกับสไตล์ของตนเอง เช่น เกมรุกที่เน้นการใช้พลังและความรวดเร็ว

สรุปดีลนี้สำคัญยังไง?

การเร่ขาย “แจ็คสัน” ให้ 3 สโมสรดัง สะท้อนให้เห็นถึงแผนการปรับทัพของ เชลซี ที่ต้องการลดภาระค่าเหนื่อยนักเตะ และสร้างเกมรุกที่สอดคล้องกับฟอร์มทีมในฤดูกาลใหม่

อย่างไรก็ตาม 3 ทีมไม่สนใจในตอนนี้ คงต้องลุ้นว่า “สิงห์สำอาง” จะหาทางออกให้กับนักเตะรายนี้ได้อย่างไร หรือว่านักเตะจะถูกส่งตัวกลับไปเล่นในลีกอื่นก่อนเพื่อฟื้นฟูความมั่นใจทั้งตัวนักเตะเองและสโมสร

ถ้าคุณเป็นแฟนบอล เชลซี หรือติดตามตลาดซื้อขายผู้เล่น อย่าลืมติดตามความเคลื่อนไหวของ แจ็คสัน ว่าจะจบลงอย่างไรในตลาดซื้อขายครั้งนี้ แต่ถ้ามีการอัปเดตเพิ่มเติม เราจะนำมาเสนออีกครั้งแน่นอน

ที่มา – ปูด “สิงห์สำอาง” เร่ขาย “แจ็คสัน” ให้ 3 สโมสรดัง

ตาควัก ‘เหรียญ-แบงก์’ จ่ายค่าปรับแทนยาย ตร.ฮีลใจมอบหมวกกันน็อกให้ฟรี สุดประทับใจ

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 กลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่ทำให้หลายคนอดประทับใจไม่ได้ เมื่อ ตาควัก ‘เหรียญ-แบงก์’ จ่ายค่าปรับแทนยาย ตร.ฮีลใจมอบหมวกกันน็อกให้ฟรี หลังจากที่คุณตาคนหนึ่งมาจ่ายค่าปรับจราจรให้ภรรยา ซึ่งถูกดำเนินคดีจากการขี่รถจักรยานยนต์โดยไม่สวมหมวกกันน็อกและขับย้อนศร

ตาควัก ‘เหรียญ-แบงก์’ จ่ายค่าปรับถ้วยน้ำใจล้นปรี่

จากคลิปที่ถูกเผยแพร่โดย จ.ส.ต.กฤษณะ สินค้า หรือที่รู้จักในนาม “จ่ากอล์ฟ” ที่ทำงานอยู่ในฝ่ายจราจร สภ.อู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เล่าถึงเหตุการณ์ที่แสดงถึงความรับผิดชอบจากคุณตาคนหนึ่งที่เดินทางมาจ่ายค่าปรับให้ภรรยา โดยในคลิปจะเห็นว่าคุณตามาพร้อมกับเงินเหรียญและแบงก์รวมกัน ทั้งยังบอกเจ้าหน้าที่อย่างจริงใจว่าเงินจำนวนนี้เป็นเงิน ‘พอได้ค่าข้าว’ เท่านั้น

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของผู้สูงอายุที่พยายามทำตามกฎหมายแม้จะมีฐานะไม่เอื้ออำนวย ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ ตร.ฮีลใจมอบหมวกกันน็อกให้ฟรี เพื่อความปลอดภัยของคุณตาเอง ทั้งยังเสริมด้วยคำแนะนำอบอุ่นจากใจว่า “เพราะเงินทองกว่าจะหามาได้แต่ละบาทสำหรับบางคนไม่ง่าย แต่ต้องอยู่ร่วมกันในสังคมได้ ด้วยการปฏิบัติตามระเบียบบ้านเมืองด้วยเช่นกัน”

คุณตาใช้ชีวิตเรียบง่าย แต่ไม่หนีปัญหา

  • จ่ายค่าปรับด้วยเหรียญ-แบงก์ที่สะสมไว้ทีละน้อย
  • แสดงถึงความรับผิดชอบต่อคำสั่งจราจร
  • ไม่สารภาพความจน แต่ทำหน้าที่ของตนเอง

ตร.ใช้หัวใจในการปฏิบัติหน้าที่

เหตุการณ์นี้ก่อให้เกิดความประทับใจจากประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณตำรวจพบว่า คุณตาไม่มีหมวกกันน็อกใช้เช่นกัน ก็ตัดสินใจมอบหมวกกันน็อกให้ฟรี และแนะนำวิธีสวมใส่อย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ

ตร.ฮีลใจมอบหมวกกันน็อกให้ฟรี ไม่ได้แค่แก้ปัญหาหน้าสถานี แต่ยังสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในระบบความยุติธรรมและการปฏิบัติหน้าที่ด้วยเมตตา ของตำรวจสายจราจรสายใจดีในยุคปัจจุบัน

สรุป ความรักที่มาพร้อมกับความรับผิดชอบทั้งสองฝ่าย

เรื่องราวของ ตาควัก ‘เหรียญ-แบงก์’ จ่ายค่าปรับแทนยาย และการมีน้ำใจของเจ้าหน้าที่ ได้กลายเป็นเรื่องราวไวรัลที่สะท้อนศีลธรรมของทั้งคุณตาและ “จ่ากอล์ฟ” อย่างงดงาม ความประพฤติที่เป็นไปตามกฎหมาย บวกกับการให้ความใส่ใจต่อฐานะผู้คน คือสิ่งที่เราต้องการเห็นมากขึ้นในสังคมไทย

หากคุณมองย้อนกลับไป ความประทับใจเล็ก ๆ เหล่านี้เปลี่ยนเป็นพลังใจที่ยิ่งใหญ่ในยุคที่คนอาจเริ่มจางหายของความศรัทธาต่อบ้านเมือง การเรียนรู้ผ่านการเห็นอกเห็นใจ เช่นนี้ คือของขวัญที่มีค่ายิ่งกว่าสิ่งใด ไม่ว่าจะเป็นกับประชาชน หรือเจ้าหน้าที่ที่ถือกฎหมายไว้แต่ไม่เคยลืมใจความเป็นมนุษย์

ความเห็นส่วนตัวของผม คือ อยากเห็นความเข้าใจและความเมตตาแบบนี้เกิดขึ้นทั่วประเทศ ไม่ใช่แค่ในโซเชียลหรือคลิป viral เท่านั้น เรื่องเล็ก ๆ เหล่านี้ คือจุดเริ่มต้นของความไว้เนื้อเชื่อใจที่แท้จริงระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่รัฐ

เหตุการณ์เช่นนี้จึงควรเป็นต้นแบบของการทำงานจราจรที่ผสมผสานระหว่างกฎหมายและความเข้าใจ ไม่เพียงแต่จะทำให้เกิดความปลอดภัย แต่ยังสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกให้กับอาชีพที่ใครหลายคนยังมองว่าน่ากังวล

ที่มา – ตาควัก ‘เหรียญ-แบงก์’ จ่ายค่าปรับแทนยาย ตร.ฮีลใจมอบหมวกกันน็อกให้ฟรี

ดร.ตฤณห์ซัดแรง! วิชาสื่อวิญญาณไม่มีจริง ชี้มิจฉาชีพแฝงตัวในคราบผู้วิเศษ

ดร.ตฤณห์ ซัดแรง ชี้วิชาสื่อวิญญาณไม่มีจริง!

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา ผู้ทรงคุณวุฒิในด้านนักอาชญาวิทยาเชิงพฤติกรรม และผู้ช่วยคณบดีฝ่ายบริการวิชาการ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ปรากฏตัวในรายการโหนกระแสเพื่อแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะประเด็นการอ้างว่าตนมีวิชาในการสื่อวิญญาณ ซึ่งเขาได้กล่าวอย่างหนักแน่นว่า “วิชาสื่อวิญญาณไม่มีจริง”

ทำไมดร.ตฤณห์ถึงออกมาพูดแรงเกี่ยวกับ “วิชาสื่อวิญญาณไม่มีจริง”?

ดร.ตฤณห์ระบุว่า สังคมปัจจุบันมีการแพร่หลายของผู้ที่อ้างว่าสามารถสื่อสารกับวิญญาณ แต่เชื่อว่าพวกเขาบางส่วนไม่ได้มีวิชาแต่อย่างใด กลับเป็นพวกมิจฉาชีพที่แฝงตัวเข้ามาในคราบผู้วิเศษ เพื่อหวังผลประโยชน์ทางวัตถุหรือผลประโยชน์อื่นๆ โดยเหตุผลหนึ่งที่เขาออกมาพูดอย่างตรงไปตรงมาและรัวๆ ในโลกออนไลน์นั้น ก็เพราะต้องการให้ประชาชนตั้งคำถามกับข้อมูลที่ได้รับ และไม่เชื่อแบบปิดตาย 100%

“สิ่งที่ผมโพสต์อาจกระทบหลายคน ๆ บางคนอาจรู้สึกไม่พอใจ แต่ไม่หวังเพื่อทำลายอาชีพของใคร หวังแค่ช่วยเตือนสติสังคม ว่าควรจะเริ่มต้นเดินมาพร้อมกัน รับฟัง แล้วตรวจสอบข้อมูลให้ถี่ถ้วนก่อนเชื่อ” เขากล่าว

วิชาสื่อวิญญาณไม่มีจริง!

ดร.ตฤณห์แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า วิชาในการสื่อติดต่อกับวิญญาณไม่มีตัวตนจริง พร้อมตั้งคำถามชี้คมว่า “ถ้ามันสื่อได้จริง ทำไมถึงไม่รู้ว่าตัวเองจะต้องเจอคดี? ถ้าพลังวิญญาณมีอยู่จริง ก็คงไม่มีใครตายใช่ไหมล่ะ?” ความคิดเห็นนี้สะท้อนถึงจุดยืนทางวิชาการ และความห่วงใยต่อความเชื่อที่กำลังผิดศูนย์

เขายังชี้ให้เห็นว่า กลุ่มคนที่อ้างความสามารถเหนือธรรมชาติ النوعนี้ อาจเข้าข่ายป่วยทางจิต ไม่ว่าจะจากการพูดจาหลอกลวง หรือจินตนาการผิดเพี้ยนจนเห็นว่าสิ่งที่ตนพูดเป็นเรื่องจริง ซึ่งหากไปพบจิตแพทย์ พวกเขาอาจจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาเป็นกรณีเฉพาะ

ระวัง! ยุคปัจจุบันมิจฉาชีพใช้คำวิเศษสร้างความเชื่อมั่น

นอกจากนี้ ดร.ตฤณห์ยังกล่าวถึงกรณีของ “หมอปลาย” ที่เคยทำนายเรื่องเหตุการณ์ใหญ่ในบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ว่าการทำนายบางข้ออาจมีแรงจูงใจที่แฝงมา เช่น การได้รับความสนใจ หรือกระทั่งรายได้ เช่นเดียวกับคำถามกลับ: “อาชีพของเขาคืออะไรแน่?”

กลยุทธ์การสร้างความเชื่อถือของมิจฉาชีพในคราบนักวิเศษนี้ อาจใช้ความเชื่อทางจิตวิญญาณเป็นเครื่องมือหลัก เช่น การอ้างถึงชาติที่แล้ว หรือแม้แต่เรื่องโชคชะตา เพื่อสร้างความผูกพันที่ยากจะตรวจสอบได้ โดยโดดร.ตฤณห์เสนอให้สังคมแยกแยะระหว่าง “ศรัทธา” และ “ความเชื่อแบบไม่ใช้สติ” ซึ่งมักนำไปสู่ความงมงาย

มิจฉาชีพและผู้ป่วย: สองกลุ่มหลักในอาชีพที่อ้างวิชาการสื่อวิญญาณ

เขาแบ่งกลุ่มของคนที่เกี่ยวข้องกับใครก็ตามที่อ้างว่ามีวิชาในการสื่อวิญญาณออกเป็นสองประเภทหลัก คือ “มิจฉาชีพ”، ที่สร้างความเชื่อหลอกลวงเพื่อผลประโยชน์ในทางปฏิบัติ และ “ผู้ป่วย” ที่อาจมีความผิดปกติทางจิต จนขาดการเข้าใจความเป็นจริงอย่างถูกต้อง

  • มิจฉาชีพ ใช้โลกแห่งความเชื่อจิตวิญญาณเพื่อแสวงหาประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นเงิน ความนิยม หรือ ฐานะ
  • กลุ่มจิตป่วย อาจออกมาแสดงพฤติกรรมเชิงหลอกลวงโดยไม่รู้ตัว เพราะผู้คนเหล่านี้มี “โลกทัศน์แคบ” รับแต่ข้อมูลบางส่วน แล้วไปตีความเองว่าถูกต้อง

ท้ายที่สุด เรายังหวังการตั้งคำถาม และใช้เหตุผล

ความมั่นคงของสังคมเกิดจากการใช้สติและเหตุผล มากกว่าจะเชื่อตามที่ถูกป้อนมา หากคุณได้ยินใครสักคนอ้างว่า “สื่อวิญญาณได้จริง” ดร.ตฤณห์ขอให้สังคม “ลุกขึ้นตั้งคำถาม” เสมอ อย่าปล่อยให้วิชาหลอกลวงมากินหัวใจของความเชื่อ

ที่มา – “ดร.ตฤณห์”ซัดแรง! “วิชาสื่อวิญญาณไม่มีจริง” ชี้มิจฉาชีพแฝงตัวในคราบผู้วิเศษ

‘หมอหมู’ สะท้อนข้อคิดจากศพ แค่คำถามธรรมดา อาจช่วยชีวิตคนได้

‘หมอหมู’ สะท้อนข้อคิดจากศพ แค่คำถามธรรมดา อาจช่วยชีวิตคนได้

ผศ.นพ.วีระศักดิ์ จรัสชัยศรี หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ ‘หมอหมู’ นิติเวชศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้แชร์เรื่องราวที่สะเทือนใจไม่ใช่แค่เพราะความตาย แต่เพราะความเงียบเหงาที่มากับมัน หลังจากที่เขาเกิดไปปฏิบัติงานชันสูตรศพชายวัย 48 ปี ผู้เสียชีวิตอยู่ในบ้านเพียงลำพังถึงสองวันเต็ม กว่าจะมีใครรู้ก็เกือบจะสายเกินไป

เหตุเกิดขึ้นได้อย่างไร?

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อช่วงหนึ่งหลังวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เด็กชายวัย 13 ปี ซึ่งเป็นลูกชายของผู้เสียชีวิตกลับจากบ้านแม่ เขาพยายามโทรเรียกพ่อแต่ไม่มีใครรับสาย พอมาถึงที่บ้านก็พบว่าประตูบ้านปิดเงียบ เรียกอย่างไรก็ไม่มีเสียงตอบรับ ต้องขอความช่วยเหลือจากป้าข้างบ้าน จนกระทั่งเข้าไปในบ้านได้สำเร็จ และพบว่าพ่อของเขา ‘นอนหลับไม่ตื่น’

ในขณะนั้น เด็กไม่ทราบถึงความรุนแรงของสถานการณ์ เขาไม่รู้ว่าพ่อของเขานอนอยู่โดยไม่มีลมหายใจ และไม่มีใครรู้ว่าเขากำลังเสียชีวิตด้วยภาวะหัวใจวายเฉียบพลันจากหลอดเลือดหัวใจอุดตัน

จากเรื่องราวนี้… ถึงบทสะท้อนชีวิต

‘หมอหมู’ สะท้อนข้อคิดจากศพ แค่คำถามธรรมดา อาจช่วยชีวิตคนได้ เป็นประโยคที่กินใจมาก เพราะในชีวิตประจำวัน เรามักคิดว่าสมาชิกในครอบครัวที่ดูเข้มแข็งไม่น่าจะมีอะไรที่เปราะบาง แต่ทุกคนก็มีจุดอ่อนที่ซ่อนอยู่ไม่มากก็น้อย

เขาเขียนไว้ว่า การตายแบบไม่มีใครรู้ ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ตาย ‘ไร้ค่า’ แต่มันคือเครื่องเตือนใจว่าบางครั้งคนที่เราคิดว่าเข้มแข็งที่สุด อาจกำลังล้มลงอย่างเงียบๆ โดยเราไม่รู้ตัว

ทางการแพทย์ หลังจากการชันสูตรศพ พบว่า ผู้เสียชีวิตมีโรคประจำตัวหลายโรคแต่ไม่ได้รับการรักษาต่อเนื่อง ในตู้เย็นยังมีข้าวกล่องเหลืออยู่ 2 กล่อง และในมือถือมีสาย missed call จากเบอร์แม่หนึ่งสายเท่านั้น แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ แต่นั่นคือความจริงที่เห็นแล้วเจ็บใจ

อาการเตือนใจที่เราอาจมองข้าม

หลายคนคงเคยได้ยินว่า อาการหัวใจวายสามารถเกิดขึ้นได้กระทันหัน แต่มักจะมีสัญญาณบางอย่างล่วงหน้า เช่น เจ็บหน้าอก เหนื่อยง่าย เหงื่อออกมาก หรือหายใจไม่ออก แต่ใครจะรู้ว่าบางครั้งคนเราอาจคิดว่าแค่เหนื่อยธรรมดา แล้วรอจนกระทั่งสายเกินไป

หมอหมูอยากให้เรื่องนี้เป็นบทเรียน อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่คุณรับฟังเสียงของคนในบ้าน ลองหันไปถามเขาดีๆ ว่า “พ่อโอเคมั้ย?” “แม่เหนื่อยมั้ย?” “ลูกมีอะไรอยากพูดมั้ย?”

เพราะบางที… คำถามธรรมดาเหล่านี้อาจช่วยชีวิตใครบางคนให้อยู่กับเราได้ยาวนานกว่าเดิม

มีข้อคิดอะไรหลังจากเรื่องนี้?

สิ่งที่เกิดขึ้นกับครอบครัวนี้ เป็นอุทาหรณ์สะท้อนสังคมปัจจุบันที่เราต่างยุ่งกับชีวิตตัวเองเกินไป ‘หมอหมู’ สะท้อนข้อคิดจากศพ แค่คำถามธรรมดา อาจช่วยชีวิตคนได้ และมันคงไม่สายเกินไปที่เราจะเริ่มใส่ใจคนที่เรารักมากขึ้น ตั้งแต่วันนี้

ที่มา – ‘หมอหมู’ สะท้อนข้อคิดจากศพ แค่คำถามธรรมดา อาจช่วยชีวิตคนได้

จันทบุรีระดมกำลังไล่เช็กโดรนปริศนาแนวชายแดน! ยังไม่พบ แต่เตือนห้ามบินเด็ดขาด

จันทบุรีระดมกำลังไล่เช็กโดรนปริศนาแนวชายแดน!

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม เกิดเหตุการณ์น่าสนใจในพื้นที่อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี เมื่อหน่วยงานความมั่นคงและตำรวจภูธรจันทบุรี รวมทั้งกลุ่มโดรนจิตอาสา ระดมกำลังลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบอากาศยานไร้คนขับ หรือ “โดรน” ที่มีรายงานว่ากำลังบินอยู่ในบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

การตรวจสอบและข้อกังวลต่อความมั่นคง

เจ้าหน้าที่ได้กระจายกำลังตรวจสอบหลายจุด โดยใช้มาตรการสังเกตการณ์ทางอากาศอย่างเข้มงวด แต่ก็ยังไม่พบโดรนที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย ตลอดช่วงเวลาการปฏิบัติการตั้งแต่ 20.00 เถึง 23.00 น. มีการรายงานว่าพบเพียงแสงจากดวงดาวและเครื่องบินพาณิชย์ จึงเชื่อว่าอาจเป็นเพียงความเข้าใจผิดจากประชาชนในพื้นที่

เหตุผลที่ต้องเฝ้าระวังโดรนในเขตชายแดน

นายพ.ต.อ.ธราเทพ ตูพานิช รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจันทบุรี ได้ให้ข้อมูลว่าแม้ไม่พบโดรนที่ผิดกฎหมายในครั้งนี้ แต่พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชานั้นมีความอ่อนไหวทางด้านความมั่นคงเป็นอย่างมาก ดังนั้นการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องจึงเป็นมาตรการป้องกันที่จำเป็น

นอกจากนี้พ.ต.อ.ธราเทพยังได้เตือนชัดเจนว่าห้ามนำโดรนขึ้นบินในเขตชายแดนโดยเด็ดขาด เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ และผู้ที่ฝ่าฝืนจะต้องถูกดำเนินคดีอย่างเคร่งครัดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พ.ร.บ.การเดินอากาศ พ.ศ. 2497

มาตรการเชิงรุกเพื่อความปลอดภัยของชายแดน

การปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นเพียงหนึ่งในมาตรการเชิงรุกที่ทางการไทยกำลังพิจารณา เพื่อรักษาความปลอดภัยและสงบเรียบร้อยในพื้นที่ borderline โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีเสี่ยงถูกใช้ในทางที่ผิด

  • เพิ่มการตรวจจับทางอากาศผ่านทีมงานและเครื่องมือทันสมัย
  • สร้างความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับข้อห้ามการใช้งานโดรน
  • ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับโดรน

บทสรุป: จันทบุรีระดมกำลังไล่เช็กโดรนปริศนาแนวชายแดน

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความวิตกกังวลของทางการต่อการใช้โดรนในพื้นที่ชายแดนที่อาจส่งผลต่อความมั่นคงของประเทศ ถึงแม้จะไม่พบโดรนที่ผิดกฎหมาย แต่การตื่นตัวของเจ้าหน้าที่ถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนให้ประชาชนรู้จักใช้เทคโนโลยีอย่างปลอดภัยและมีความรับผิดชอบ

หากคุณเป็นผู้ที่สนใจเทคโนโลยีโดรน ทั้งในด้านความบันเทิงและใช้งานส่วนตัว อย่าลืมศึกษาและปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อรักษาความปลอดภัยขั้นพื้นฐาน เพราะความมั่นคงของชาติเริ่มจากการมีสติของทุกคน!

ที่มา – จันทบุรีระดมกำลังไล่เช็กโดรนปริศนาแนวชายแดน! ยังไม่พบ แต่เตือนห้ามบินเด็ดขาด

ช็อก! จอย ทีสเกิ๊ต นักร้องสาวเกิร์ลกรุ๊ปยุค 90 ป่วยมะเร็งปากมดลูกระยะ 4 ส่งกำลังใจให้รัวๆ

จอย ทีสเกิ๊ต ป่วยมะเร็งปากมดลูกระยะ 4

ข่าวช็อกวงการบันเทิงเมื่อเร็วๆ นี้ เมื่อเพจดัง ดาราภาพยนตร์ ได้โพสต์แจ้งให้แฟนคลับทราบว่า จอย ธัญพร สนธิขันธ์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ จอย ทีสเกิ๊ต อดีตสมาชิกเกิร์ลกรุ๊ปชื่อดังยุค 90 ‘T-Skirt’ กำลังเผชิญกับการต่อสู้ครั้งสำคัญ หลังตรวจพบว่าเธอ จอย ทีสเกิ๊ต ป่วยมะเร็งปากมดลูกระยะ 4 โดยข่าวนี้สร้างความประหลาดใจอย่างมาก เพราะไม่มีใครคาดคิดว่าสาวเก่งที่ยังคงทำงานต่อเนื่องทั้งเป็นอาจารย์ มีงานเบื้องหน้าเบื้องหลัง และเลี้ยงลูกชายวัยกำลังโต จะต้องเผชิญกับโรคร้ายรุนแรงขนาดนี้

จอย ทีสเกิ๊ต ถ่ายภาพร่วมกับเพื่อนร่วมวง

เท่ห์ อุเทน เพื่อนร่วมวงการเปิดใจผ่านโซเชียลว่า อาการป่วยของ จอย ทีสเกิ๊ต ป่วยมะเร็งปากมดลูกระยะ 4 เริ่มแสดงอาการตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่เธอพยายามเก็บเรื่องนี้เป็นความลับเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการทำงานและการใช้ชีวิตครอบครัว สังเกตว่าหลังจากรู้ข่าว เธอยังคงสอนหนังสือที่ มศว.ประสานมิตร จนเพื่อนๆ ต้องผลักดันให้หยุดพักเพื่อโฟกัสกับการรักษา

ทำไมมะเร็งปากมดลูกถึงร้ายแรงได้ถึงขั้นนี้?

ตามข้อมูลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มะเร็งปากมดลูกระยะ 4 เป็นช่วงที่เซลล์มะเร็งแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น เช่น กระเพาะปัสสาวะหรือลำไส้ โอกาสหายขาดลดลงเหลือเพียง 15-20% แต่เทคโนโลยีการรักษาปัจจุบันช่วยยืดอายุและเพิ่มคุณภาพชีวิตได้ แฟนๆ หลายคนสงสัยว่าเหตุใดจอยจึงไม่ตรวจพบเร็ว ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าระยะแรกมักไม่มีอาการชัดเจน ทำให้ผู้ป่วยมักละเลยการตรวจสุขภาพ

  • สังเกตตกขาวผิดปกติ : มีเลือดปนหรือกลิ่นเหม็นคือสัญญาณเตือน
  • ปวดหลังเรื้อรัง : อาจเกิดจากมะเร็งลุกลามสู่กระดูก
  • เลือดออกผิดปกติ : หลังหมดประจำเดือนหรือเวลามีเพศสัมพันธ์

มาร์ ทีสเกิ๊ต สมาชิกวงร่วมสมัยเผยผ่านไลฟ์สดว่า ‘ตอนนี้เพื่อนเราร่วมมือกันอย่างหนักเพื่อจัดหาเงินช่วยเหลือ จอย ทีสเกิ๊ต ป่วยมะเร็งปากมดลูกระยะ 4 เราต้องไม่ปล่อยให้เธอต่อสู้คนเดียว’ ขณะที่ยุ้ย ปัทมวรรณ เตรียมจัดการกุศลร่วมกับศิลปินหลายคน เปิดโอกาสให้แฟนๆ บริจาคผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลที่กำลังมาแรงอย่างพรีเมี่ยมคอนเทนต์บน Twitch และ Facebook LIVE

ชีวิตยุค 90 สู่บทบาทแม่แม่ของจอย

สำหรับแฟนเพลงที่คิดถึง T-Skirt จะรู้ว่าจอยคือนักร้องนำที่มีเอกลักษณ์ด้วยเสียงใสและสไตล์เกิร์ลกรุ๊ปสายสดใส หลังวงแยกทาง เธอก้าวสู่บทบาทผู้หญิงเก่งสมัยใหม่ ทั้งเป็นอาจารย์สอนร้องเพลง ดูแลครอบครัว และทำงานเบื้องหลังในอุตสาหกรรมเพลง จนกระทั่งข่าวนี้ทำให้เราต้องตั้งคำถามว่า ‘ความเป็นมืออาชีพจนลืมดูแลสุขภาพตัวเอง’ นี่คือปัญหาของคนทำงานในวงการบันเทิงหรือไม่?

หากคุณเป็นผู้หญิงวัย 30-40 ปีอย่าชะล่าใจ แม้จะตรวจปานมะนาวแล้วแต่หากมีปัจจัยเสี่ยงแบบจอย ที่ทำงานหนักไม่พัก ควรปรึกษาแพทย์ทันที เทคโนโลยี AI ในแอพสุขภาพสมัยนี้ช่วยเตือนให้คุณนัดตรวจได้อัตโนมัติ ใช้เป็นตัวช่วยไม่ให้ปล่อยให้โรคลุกลามจนถึงขั้น จอย ทีสเกิ๊ต ป่วยมะเร็งปากมดลูกระยะ 4 แบบนี้!

สุดท้ายต้องไม่ลืมว่า โซเชียลมีเดียไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือส่งข่าวช็อกเท่านั้น แต่ยังพลิกเป็นพลังให้สังคมร่วมสนับสนุนผู้ป่วย หลายคนเริ่มแชร์ #NoStigma บน Twitter เพื่อรณรงค์ให้ผู้หญิงกล้าตรวจคัดกรอง ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะเปลี่ยน ‘เทรนด์การแชะภาพสุขภาพ’ บน TikTok เป็นการกระตุ้นให้ตรวจมะเร็งปากมดลูก!

อย่ารอให้ถึงวันที่คนใกล้ตัวต้องเผชิญชะตากรรมแบบนี้ด้วยตัวเอง ส่งกำลังใจให้จอยผ่านคอมเมนต์ และรีบ ‘กดบันทึกนัดตรวจสุขภาพ’ ไว้ในโทรศัพท์เดี๋ยวนี้ เป็นการส่งต่อลมหายใจให้ชุมชนและตัวคุณเอง!

ที่มา – ช็อก! นักร้องสาวเกิร์ลกรุ๊ปยุค 90 ‘จอย ทีสเกิ๊ต’ ป่วยมะเร็งปากมดลูกระยะ 4