ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ผู้นำต้นแบบ! สุดยอดผู้ใหญ่บ้านทุ่มเงินเดือนพัฒนาหมู่บ้าน กวาดกว่า 100 รางวัล

เรื่องราวของ ผู้นำต้นแบบ! สุดยอดผู้ใหญ่บ้านทุ่มเงินเดือนพัฒนาหมู่บ้าน กวาดกว่า 100 รางวัล ที่หมู่บ้านห้วยกองเลาะ จ.ลำพูน กำลังกลายเป็นที่พูดถึงอย่างมากในโลกโซเชียล เมื่อนายศิริวัฒน์ ยอดทาเครือ ผู้ใหญ่บ้านวัย 49 ปี ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าความทุ่มเทและการเสียสละสามารถเปลี่ยนชีวิตคนในชุมชนได้จริงๆ จากหมู่บ้านที่เคยแห้งแล้งและขาดแคลนน้ำ วันนี้กลับกลายเป็นชุมชนเข้มแข็งที่พึ่งพาตนเองได้

แรงบันดาลใจจาก ผู้นำต้นแบบ! สุดยอดผู้ใหญ่บ้านทุ่มเงินเดือนพัฒนาหมู่บ้าน กวาดกว่า 100 รางวัล

ตลอดระยะเวลาที่เข้ามารับตำแหน่ง นายศิริวัฒน์ไม่ได้เพียงแค่บริหารงานตามหน้าที่ แต่เขาใช้หัวใจนำทาง การแก้ปัญหาเรื่องน้ำที่เคยเป็นวิกฤตหนัก ได้ถูกคลี่คลายด้วยแนวพระราชดำริของในหลวง ร.9 ทั้งการสร้างฝายชะลอน้ำและธนาคารน้ำใต้ดิน ทำให้ชาวบ้านมีน้ำใช้ทำการเกษตรได้ตลอดปี นอกจากนี้เขายังส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน นำผลผลิตในท้องถิ่นออกมาจำหน่าย สร้างรายได้เสริมให้กับคนในครัวเรือนอย่างยั่งยืน

ความเสียสละเพื่อส่วนรวมที่มากกว่าแค่หน้าที่

ความน่าทึ่งคือ นายศิริวัฒน์ยินดีนำเงินเดือนส่วนตัว รวมถึงรายได้จากการรับจ้างติดตั้งแอร์ มาเป็นงบประมาณสมทบในการพัฒนาหมู่บ้านเมื่อกองทุนของหมู่บ้านไม่เพียงพอ เขาเปรียบเสมือนที่พึ่งพาของชาวบ้านในทุกมิติ ตั้งแต่ปัญหาครอบครัวไปจนถึงเรื่องคุณภาพชีวิต ผู้นำต้นแบบ! สุดยอดผู้ใหญ่บ้านทุ่มเงินเดือนพัฒนาหมู่บ้าน กวาดกว่า 100 รางวัล ผู้นี้ได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ของการเป็นผู้นำที่เข้าถึงง่ายและจริงใจ

  • ได้รับรางวัลคนดีศรีจังหวัดลำพูน
  • ได้รับรางวัลผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยมจากกรมการปกครอง
  • รางวัลถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
  • รางวัลจิตอาสาและรางวัลการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมากมาย

จากคำบอกเล่าของชาวบ้านในพื้นที่ ต่างยกย่องว่าการเปลี่ยนแปลงของหมู่บ้านห้วยกองเลาะนั้นเป็นเหมือนการพลิกฝ่ามือ จากหมู่บ้านที่ไม่มีใครรู้จัก กลายเป็นต้นแบบที่หลายคนต้องมาศึกษาดูงาน รางวัลกว่า 100 รางวัลที่เรียงรายอยู่บนโต๊ะทำงาน ไม่ใช่เพียงแค่เกียรติยศส่วนตัว แต่เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าความรักและความสามัคคีที่เกิดจากการนำที่ดีนั้นทรงพลังเพียงใด

แม้จะต้องแบกรับความเหนื่อยล้าและปัญหาสุขภาพ แต่สิ่งที่นายศิริวัฒน์ได้รับกลับคืนมาคือรอยยิ้มและความอยู่ดีกินดีของคนในชุมชน นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนว่าการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมไม่ได้วัดกันที่อำนาจหรือตำแหน่ง แต่หมายถึงการอุทิศตนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนรอบข้างให้มีความสุขอย่างแท้จริง

ที่มา – ผู้นำต้นแบบ! สุดยอดผู้ใหญ่บ้านทุ่มเงินเดือนพัฒนาหมู่บ้าน กวาดกว่า 100 รางวัล

หุ้นไทยเปิดบวก 6.82 จุด ตลาดรอปัจจัยใหม่ๆ หลังผ่านพ้นช่วงประกาศงบ 2Q26

หุ้นไทยเปิดบวก 6.82 จุด ตลาดรอปัจจัยใหม่ๆ หลังผ่านพ้นช่วงประกาศงบ 2Q26

สวัสดีครับนักลงทุนทุกท่าน มาอัปเดตสถานการณ์ตลาดหุ้นไทยกันหน่อยครับ เมื่อเช้าวันที่ 17 ส.ค. 69 ดัชนี SET เปิดตลาดมาสดใสที่ 1,615.33 จุด บวกขึ้นมา 6.27 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่คึกคักพอสมควร ซึ่งภาพรวมของ หุ้นไทยเปิดบวก 6.82 จุด ตลาดรอปัจจัยใหม่ๆ หลังผ่านพ้นช่วงประกาศงบ 2Q26 นี้ สะท้อนถึงการรอคอยทิศทางที่ชัดเจนจากตลาดหลังจากผ่านช่วงงบไตรมาสสองไปแล้วครับ

มุมมองการลงทุนและแนวโน้มตลาด

ทาง InnovestX จากกลุ่ม SCBX ได้ให้ความเห็นว่า ดัชนี SET ในระยะนี้มีโอกาสแกว่งตัวอยู่ในกรอบครับ โดยปัจจัยหลักที่นักลงทุนต่างเฝ้าจับตาคือ Outlook หรือแนวโน้มการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนในช่วงครึ่งหลังของปีว่าจะเป็นอย่างไร นอกจากนี้ยังต้องระวังเรื่องแรงกดดันจากการขึ้นเครื่องหมาย XD ของหุ้นขนาดใหญ่ในตลาด ซึ่งอาจทำให้เกิดความผันผวนได้เป็นระยะ

สำหรับปัจจัยต่างประเทศที่ต้องติดตามใกล้ชิด ได้แก่:

  • สถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังคงมีความผันผวนสูง
  • ตัวเลข GDP ของไทยไตรมาส 2/69 ซึ่งหากออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ก็จะเป็นปัจจัยบวกช่วยหนุนดัชนีให้ปรับตัวขึ้นได้

ในเชิงเทคนิค หากดัชนีมีการย่อตัวลงมาแต่ยังสามารถประคองตัวยืนเหนือแนวรับสำคัญที่ระดับ 1,600 จุดเอาไว้ได้ ก็ถือว่ายังมีโอกาสลุ้นการฟื้นตัวได้อยู่ครับ ดังนั้นช่วงนี้ถือเป็นจังหวะที่ต้องเลือกหุ้นรายตัวที่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับเป็นสำคัญ

สรุปแล้วสถานการณ์ที่ หุ้นไทยเปิดบวก 6.82 จุด ตลาดรอปัจจัยใหม่ๆ หลังผ่านพ้นช่วงประกาศงบ 2Q26 เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความผันผวนในช่วงเปลี่ยนผ่านครับ สำหรับนักลงทุนที่ชอบความตื่นเต้น ช่วงนี้ถือเป็นโอกาสดีในการมองหาหุ้นที่งบออกมาโดดเด่นและมีทิศทางธุรกิจที่ชัดเจนในครึ่งปีหลังครับ อย่าลืมรักษาวินัยในการลงทุนกันด้วยนะครับ

ที่มา – หุ้นไทยเปิดบวก 6.82 จุด ตลาดรอปัจจัยใหม่ๆ หลังผ่านพ้นช่วงประกาศงบ 2Q26

เจาะลึกไทม์ไลน์ถกภาษีสหรัฐฯ ตามยุทธศาสตร์ศุภจี

เจาะลึกไทม์ไลน์ถกภาษีสหรัฐฯ ตามยุทธศาสตร์ศุภจี

เป็นประเด็นร้อนที่ภาคธุรกิจไทยต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เมื่อรัฐบาลเดินหน้าเร่งเครื่องเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน หรือ ART กับทางสหรัฐอเมริกา โดยล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี ได้ลงมานั่งหัวโต๊ะด้วยตัวเองเพื่อคลี่คลายปัญหาติดขัดจากกระทรวงที่เกี่ยวข้อง พร้อมเตรียมความพร้อมในทุกมิติ โดยมีหัวเรือใหญ่คือ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ซึ่งจะบินตรงไปเจรจาถึงถิ่นในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อทำความเข้าใจและลดแรงกดดันจากมาตรการมาตรา 301 ที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยโดยตรง

เปิดกลยุทธ์ เจาะลึกไทม์ไลน์ถกภาษีสหรัฐฯ ตามยุทธศาสตร์ศุภจี

ในการประชุมนัดสำคัญที่ผ่านมา นายอนุทินได้เน้นย้ำถึงแนวทางการเจรจาที่ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ โดยมีการวาง “เส้นแดง 3 เรื่อง” ที่ไทยจะไม่ยอมแลกเด็ดขาดเพื่อรักษาอธิปไตยทางการค้า ทั้งนี้ การเร่งเดินหน้า เจาะลึกไทม์ไลน์ถกภาษีสหรัฐฯ ตามยุทธศาสตร์ศุภจี ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่จะช่วยชี้ชะตาความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย โดยเฉพาะในกลุ่มยานยนต์ ผลิตภัณฑ์ยาง และเครื่องจักร ซึ่งปัจจุบันกำลังถูกจับตาอย่างหนักจากการไต่สวนในมาตรา 301 ของสหรัฐฯ

รัฐบาลไทยไม่ได้นิ่งนอนใจและได้เตรียมแผนเชิงรุกไว้รองรับ ดังนี้:

  • ส่งทีมเทคนิคเดินทางล่วงหน้าเพื่อเคลียร์ประเด็นข้อกฎหมายและข้อมูลเชิงลึก
  • นางศุภจี เดินทางพบฝ่ายนโยบายระดับสูงของสหรัฐฯ ในช่วงสิ้นเดือนสิงหาคม
  • เน้นย้ำความสัมพันธ์ทางการค้าด้วยตัวเลขการลงทุนของเอกชนไทยในสหรัฐฯ กว่า 20,000 ล้านดอลลาร์

สำหรับการรับมือกับมาตรา 301 นั้น นางศุภจีได้เปิดเผยว่า ไทยกำลังขอเพิ่มรายการสินค้ายกเว้นภาษีนำเข้าใน 7 กลุ่มอุตสาหกรรม รวมกว่า 78 พิกัดศุลกากร เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้ผู้ประกอบการไทย โดยเราคาดหวังว่าหลังจบการไต่สวน อัตราภาษีจะยังคงอยู่ในระดับที่แข่งขันได้ หรือไม่เกิน 19% อย่างที่เคยเป็นมา อย่างไรก็ตาม หากเกิดผลกระทบเกินคาด รัฐบาลก็พร้อมมีมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการทันที

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ นี่ถือเป็นก้าวย่างสำคัญของไทยในการพิสูจน์ศักยภาพบนเวทีโลก การเจรจาครั้งนี้ไม่เพียงแต่เรื่องของภาษี แต่คือการรักษาพื้นที่การค้าของไทยในตลาดสหรัฐฯ ให้มั่นคง หากเราสามารถรักษาจุดยืนที่แข็งแกร่งและแสดงความจริงใจในฐานะคู่ค้าที่ยุติธรรม ผลลัพธ์ที่จะออกมาน่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างแน่นอน ขอให้พี่น้องผู้ประกอบการมั่นใจว่ารัฐบาลกำลังทำเต็มที่เพื่อรักษาผลประโยชน์ของพวกเราทุกคน

ที่มา – ศุภจี กางไทม์ไลน์ถกภาษีสหรัฐ หลัง”อนุทิน”ทุบโต๊ะช่วยสางปัญหา-ขีด 3 เส้นแดงไทยไม่ยอมแลก

ราคาทองวันนี้ 17 ส.ค.69 เปิดตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้น 150 บาท

สวัสดีครับเพื่อนๆ นักลงทุนทุกคน วันนี้เรามาอัปเดตสถานการณ์ตลาดทองคำกันหน่อยครับ สำหรับ ราคาทองวันนี้ 17 ส.ค.69 เปิดตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้น 150 บาท ทำให้บรรยากาศการซื้อขายคึกคักขึ้นทันทีหลังจากช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ราคาค่อนข้างนิ่งสนิท สำหรับใครที่กำลังเล็งจังหวะขายหรือซื้อเก็บ ต้องมาดูรายละเอียดกันครับ

ราคาทองวันนี้ 17 ส.ค.69 เปิดตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้น 150 บาท

การปรับตัวขึ้นในเช้าวันนี้ถือเป็นสัญญาณบวกสำหรับผู้ถือทองคำ โดยราคาทองคำประกาศครั้งที่ 1 ณ เวลา 09.03 น. ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 68,900 บาท ซึ่งเมื่อเทียบกับราคาปิดเมื่อวานแล้วถือว่าปรับตัวได้น่าสนใจมาก โดยรายละเอียดราคาซื้อขายมีดังนี้ครับ:

สรุปรายละเอียดราคาทองคำล่าสุด

  • ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 68,700 บาท
  • ทองคำแท่งขายออกบาทละ 68,900 บาท
  • ทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 67,325.56 บาท
  • ทองรูปพรรณขายออกบาทละ 69,700 บาท

สาเหตุหลักที่ทำให้ ราคาทองวันนี้ 17 ส.ค.69 เปิดตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้น 150 บาท ในวันนี้ มาจากปัจจัยภายนอกเป็นหลักครับ โดยราคาทองคำสปอตเช้าวันนี้ขยับขึ้นไปแตะระดับ 4,396 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนราคาทองคำโคเม็กซ์สหรัฐก็ปิดตลาดไปที่ 4,437.30 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งได้รับอานิสงส์เต็มๆ จากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐครับ

ปัจจัยสำคัญที่น่าจับตามองคือข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐประจำเดือนกรกฎาคมที่ออกมาสอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ตลาดมีความหวังมากขึ้นว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด จะตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ ซึ่งแน่นอนว่าส่งผลดีต่อราคาทองคำในตลาดโลกครับ

สำหรับเพื่อนๆ ที่กำลังตัดสินใจลงทุน ผมมองว่าการที่ ราคาทองวันนี้ 17 ส.ค.69 เปิดตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้น 150 บาท เป็นโอกาสที่ดีในการทำกำไรสำหรับคนที่มีทองเก็บไว้ แต่หากใครจะซื้อสะสมก็ควรดูจังหวะย่อตัวของราคาให้ดี เพราะตลาดทองคำมีความผันผวนสูงตามข่าวเศรษฐกิจโลกครับ ควรแบ่งไม้ซื้อและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเสมอเพื่อความปลอดภัยของพอร์ตการลงทุนครับ

ที่มา – ราคาทองวันนี้ 17 ส.ค.69 เปิดตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้น 150 บาท

เศรษฐกิจญี่ปุ่นไตรมาสที่สองปีนี้โต 1.1% แต่ชะลอกว่าคาดหมาย

สวัสดีครับเพื่อนๆ สายลงทุนและผู้ที่ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจโลกทุกคน วันนี้เรามาอัปเดตสถานการณ์สำคัญจากแดนอาทิตย์อุทัยกันครับ ล่าสุดมีการรายงานว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นไตรมาสที่สองปีนี้โต 1.1% แต่ชะลอกว่าคาดหมาย ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่นักลงทุนทั่วโลกต่างจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะญี่ปุ่นถือเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจโลกเลยทีเดียว

เศรษฐกิจญี่ปุ่นไตรมาสที่สองปีนี้โต 1.1% แต่ชะลอกว่าคาดหมาย

ข้อมูลทางการจากรัฐบาลญี่ปุ่นเผยว่า ช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายนที่ผ่านมา ตัวเลข GDP ขยายตัวเพียง 1.1% เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งตัวเลขนี้ถือว่าต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์หลายสำนักคาดการณ์ไว้ที่ 2.0% ค่อนข้างมาก และเป็นการชะลอตัวลงต่อเนื่องจากไตรมาสแรกที่ทำได้ 1.9% นอกจากนี้เมื่อดูตัวเลขรายไตรมาสยังขยายตัวแค่ 0.3% ซึ่งต่ำกว่าเป้าที่ตลาดวางไว้ 0.5% ครับ

ปัจจัยอะไรที่ทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นไตรมาสที่สองปีนี้โต 1.1% แต่ชะลอกว่าคาดหมาย?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมตัวเลขถึงออกมาน่าผิดหวัง มีหลายปัจจัยที่น่าสนใจดังนี้ครับ:

  • การบริโภคภาคเอกชน: ทรงตัวในไตรมาสนี้ สวนทางกับที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อนว่ากำลังซื้อในประเทศยังคงเปราะบาง
  • การลงทุนภาคธุรกิจ: ลดลงถึง 1.2% สวนทางกับที่ตลาดคาดว่าจะโต 0.4%
  • ผลกระทบชั่วคราว: มีปัจจัยเรื่องการยกเว้นค่าเล่าเรียนและการปรับขึ้นราคายาสูบที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้คน
  • แรงกดดันด้านราคา: ต้นทุนการนำเข้าที่สูงขึ้นทำให้ราคาสินค้าแพงขึ้น ส่งผลกระทบต่อจิตวิทยาการใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วงครึ่งปีหลัง

อย่างไรก็ตาม เหรียญยังมีอีกด้านที่ดูสดใสครับ ภาคการส่งออกของญี่ปุ่นยังคงแข็งแกร่งมาก โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์ไฮบริดที่ได้รับความนิยมสูงในสหรัฐอเมริกา รวมถึงกระแสการลงทุนในเทคโนโลยี AI ระดับโลก ที่ช่วยดันยอดการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ให้พุ่งสูงขึ้น

ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ แม้ เศรษฐกิจญี่ปุ่นไตรมาสที่สองปีนี้โต 1.1% แต่ชะลอกว่าคาดหมาย ไปบ้าง แต่เชื่อว่านี่เป็นเพียงปัจจัยชั่วคราวเท่านั้นครับ ญี่ปุ่นยังคงมีความยืดหยุ่นสูง และตัวเลขนี้ไม่น่าจะขัดขวางการตัดสินใจของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ที่อาจจะพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนกันยายนนี้ เพื่อคุมทิศทางเงินเฟ้อให้เหมาะสม

สำหรับนักลงทุนแล้ว นี่อาจเป็นจังหวะที่ต้องเฝ้าระวังและวิเคราะห์อย่างรอบคอบ การเลือกกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนและการติดตามนโยบายดอกเบี้ยของญี่ปุ่นจะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษากำไรในช่วงนี้ครับ

ที่มา – เศรษฐกิจญี่ปุ่นไตรมาสที่สองปีนี้โต 1.1% แต่ชะลอกว่าคาดหมาย

โรงเรียนเทพศิรินทร์นนทบุรี เลื่อนเปิดอีก ปรับเรียนออนไลน์ 100%

โรงเรียนเทพศิรินทร์นนทบุรี เลื่อนเปิดอีก ปรับเรียนออนไลน์ 100%

จากสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นภายในโรงเรียนเมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ทำให้ทางผู้บริหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อความปลอดภัยของนักเรียนและบุคลากร ล่าสุดทาง โรงเรียนเทพศิรินทร์นนทบุรี เลื่อนเปิดอีก ปรับเรียนออนไลน์ 100% เพื่อประเมินสถานการณ์และเตรียมความพร้อมในการกลับมาเรียนแบบปกติอีกครั้ง

หลังจากที่ประกาศหยุดเรียนเป็นกรณีพิเศษไปในช่วงวันที่ 10–14 สิงหาคม 2569 ล่าสุดได้มีการออกประกาศฉบับใหม่แจ้งให้นักเรียนทุกระดับชั้นหยุดเรียนเพิ่มเติมในวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม 2569 เพื่อเตรียมตัวก่อนเข้าสู่ระบบการเรียนออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม ถึง 31 สิงหาคม 2569 โดยคาดว่าจะกลับมาเรียนที่โรงเรียนตามปกติได้ในวันที่ 1 กันยายน 2569 เป็นต้นไป

รายละเอียดการปรับเปลี่ยนการเรียนการสอน

การตัดสินใจให้ โรงเรียนเทพศิรินทร์นนทบุรี เลื่อนเปิดอีก ปรับเรียนออนไลน์ 100% ในครั้งนี้ ทางโรงเรียนมีมาตรการรองรับเพื่อไม่ให้กระทบต่อคุณภาพการศึกษาของนักเรียน ดังนี้:

  • การเรียนการสอนเปลี่ยนเป็นระบบ Online 100% ตั้งแต่วันที่ 18-31 สิงหาคม 2569
  • เลื่อนการสอบปลายภาคเรียน จากเดิมวันที่ 14–18 กันยายน เปลี่ยนเป็นวันที่ 21–25 กันยายน 2569
  • คณะครูและบุคลากรทางการศึกษาปฏิบัติงานแบบ Work from Home
  • ขอความร่วมมือผู้ปกครองช่วยดูแลและติดตามการเรียนของบุตรหลานอย่างใกล้ชิด

สำหรับการปฏิบัติงานของคณะครูนั้น จะต้องลงเวลาเข้างานผ่านระบบ My Office ไม่เกินเวลา 08.30 น. และต้องพร้อมสำหรับการเข้ามาปฏิบัติหน้าที่หากมีเหตุจำเป็นฉุกเฉิน ซึ่งทางโรงเรียนมุ่งหวังว่าการบริหารจัดการในระยะเวลานี้ จะช่วยให้นักเรียนสามารถทบทวนบทเรียนผ่านทางออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยที่สุด

ในฐานะผู้ติดตามข่าวสาร เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์ที่โรงเรียนจะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นโดยเร็ว และเชื่อมั่นว่าทางผู้บริหารสถานศึกษาจะสามารถนำพานักเรียนทุกคนผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ด้วยมาตรการที่เหมาะสม พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมด้านสภาพจิตใจของนักเรียนควบคู่ไปกับการจัดการเรียนการสอนครับ

ที่มา – ‘โรงเรียนเทพศิรินทร์นนทบุรี’ เลื่อนเปิดอีก ปรับเรียนออนไลน์ 100% ถึงสิ้นเดือนส.ค.

รัฐบาลชี้ฐานธุรกิจญี่ปุ่นถึงรอบยกระดับการผลิต หนุนลงทุนใหม่

เชื่อว่าหลายคนคงทราบกันดีว่าญี่ปุ่นเป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมาอย่างยาวนาน ล่าสุดมีข่าวดีที่น่าสนใจมาก เมื่อรัฐบาลออกมาเปิดเผยว่ารัฐบาลชี้ฐานธุรกิจญี่ปุ่นถึงรอบยกระดับการผลิต หนุนลงทุนใหม่ ซึ่งถือเป็นการขยับตัวครั้งสำคัญของภาคอุตสาหกรรมในบ้านเราครับ

รัฐบาลชี้ฐานธุรกิจญี่ปุ่นถึงรอบยกระดับการผลิต หนุนลงทุนใหม่

จากการหารือร่วมกันระหว่างบีโอไอ (BOI), เจโทร (JETRO) และหอการค้าญี่ปุ่น–กรุงเทพฯ พบว่าบริษัทญี่ปุ่นในไทยกำลังปรับตัวครั้งใหญ่ครับ ไม่ใช่แค่การขยายโรงงานแบบเดิมๆ แต่เป็นการยกระดับเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันในตลาดโลก ซึ่งเป็นจังหวะที่น่าจับตามองมากสำหรับผู้ประกอบการไทยครับ

โอกาสสำคัญเมื่อรัฐบาลชี้ฐานธุรกิจญี่ปุ่นถึงรอบยกระดับการผลิต หนุนลงทุนใหม่

การปรับเปลี่ยนครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าบริษัทญี่ปุ่นหยุดการลงทุนนะครับ แต่เขาเปลี่ยนโจทย์มาเน้นที่ความยั่งยืนและเทคโนโลยีขั้นสูงมากขึ้น โดยมีข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้:

  • กว่าร้อยละ 59 ของบริษัทที่ตอบแบบสำรวจ มีแผนเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่ให้ทันสมัยกว่าเดิม
  • มีการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนด้าน Digital Transformation เพื่อใช้ระบบอัตโนมัติในการผลิต
  • มุ่งเน้นการประหยัดพลังงานและการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตามเทรนด์ Smart and Sustainable Industry

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับผู้ประกอบการไทย? เพราะเมื่อโรงงานญี่ปุ่นอัปเกรดเครื่องจักรและซอฟต์แวร์ ความต้องการชิ้นส่วนที่ซับซ้อนขึ้น ระบบควบคุมอัตโนมัติ และบริการด้านเทคโนโลยีก็เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วยครับ นี่คือโอกาสทองที่ธุรกิจไทยจะก้าวจากการเป็นเพียงผู้รับจ้างผลิตทั่วไป ไปสู่การเป็นพาร์ทเนอร์ในห่วงโซ่อุปทานที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

หากผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนามาตรฐานให้ตรงกับความต้องการของบริษัทญี่ปุ่นได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุณภาพ ความแม่นยำ หรือความพร้อมในการเชื่อมต่อระบบดิจิทัล เราจะสามารถเติบโตไปพร้อมกับฐานการผลิตของญี่ปุ่นได้อย่างยั่งยืนครับ

ท้ายที่สุดนี้ ผมมองว่าการที่รัฐบาลให้ความสำคัญและสนับสนุนการยกระดับฐานการผลิตเดิม จะเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยยังคงเป็นฐานการผลิตหลักที่แข็งแกร่งและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่ๆ ได้อีกมหาศาลในอนาคตครับ

ที่มา – รัฐบาลชี้ฐานธุรกิจญี่ปุ่นถึงรอบยกระดับการผลิต หนุนลงทุนใหม่

ค้านEEC! จัดกำลังคุมเข้มเครือข่ายปราจีนเข้มแข็งชุมนุม

สถานการณ์ในจังหวัดปราจีนบุรีดูจะตึงเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเครือข่ายภาคประชาชนรวมตัวกันเพื่อ ค้านEEC! จัดกำลังคุมเข้มเครือข่ายปราจีนเข้มแข็งชุมนุม โดยล่าสุดมีการรายงานว่าเจ้าหน้าที่รัฐได้วางกำลังดูแลความเรียบร้อยอย่างใกล้ชิด เพื่อรับมือกับความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ของพี่น้องประชาชนในพื้นที่

ค้านEEC! จัดกำลังคุมเข้มเครือข่ายปราจีนเข้มแข็งชุมนุม

จุดเริ่มต้นของประเด็นนี้มาจากการที่กลุ่มนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อมจากเครือข่าย “ปราจีนเข้มแข็ง” ได้รวบรวมรายชื่อประชาชนกว่า 11,200 รายชื่อ เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เข้าสู่จังหวัดปราจีนบุรี โดยมองว่าส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในท้องถิ่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

บรรยากาศหน้าศูนย์ราชการจังหวัด

สำหรับการเคลื่อนไหวในวันที่ 17 ส.ค. ที่ผ่านมา ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมกับฝ่ายปกครองและสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) ได้ปฏิบัติภารกิจเพื่อ ค้านEEC! จัดกำลังคุมเข้มเครือข่ายปราจีนเข้มแข็งชุมนุม โดยมีการตั้งจุดตรวจคัดกรองบริเวณทางเข้า-ออกศูนย์ราชการจังหวัดปราจีนบุรีอย่างเข้มงวด เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและป้องกันกลุ่มผู้ชุมนุมเข้ามาในพื้นที่ราชการ

การชุมนุมครั้งนี้ถือเป็นเสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่ที่มีต่อโครงการรัฐ โดยมีประเด็นสำคัญที่ทางเครือข่ายเรียกร้อง ดังนี้:

  • การตรวจสอบผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม
  • การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริงก่อนดำเนินโครงการ
  • ความกังวลเรื่องมลพิษที่อาจเกิดขึ้นจากการขยายตัวของนิคมอุตสาหกรรม

สถานการณ์การ ค้านEEC! จัดกำลังคุมเข้มเครือข่ายปราจีนเข้มแข็งชุมนุม ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าเสียงของภาคประชาชนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนนโยบายระดับประเทศ รัฐบาลควรเปิดพื้นที่เจรจาและหาทางออกร่วมกันเพื่อไม่ให้ปัญหาบานปลายไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงกว่าเดิม เพราะสุดท้ายแล้วการพัฒนาที่ยั่งยืนต้องเดินไปพร้อมกับการยอมรับและความสุขของคนในชุมชนครับ

ที่มา – ค้านEEC! จัดกำลัง ‘ตำรวจ-อส.’ คุมเข้มรับมือเครือข่าย ‘ปราจีนเข้มแข็ง’ นัดชุมนุมใหญ่

รัฐบาลสกัดบัญชีม้าคริปโตกว่า 6 หมื่นบัญชี เร่งปราบภัยออนไลน์

ในยุคที่โลกดิจิทัลหมุนไปอย่างรวดเร็ว การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลกลายเป็นเรื่องใกล้ตัว แต่ในขณะเดียวกัน มิจฉาชีพก็มักจะใช้ช่องทางเหล่านี้ในการก่ออาชญากรรม ล่าสุดภาครัฐได้ออกมาตรการเชิงรุกเพื่อปกป้องประชาชน โดยมีการดำเนินงานอย่างจริงจังในโครงการ รัฐบาลสกัดบัญชีม้าคริปโตกว่า 6 หมื่นบัญชี เร่งปราบภัยออนไลน์ เพื่อตัดวงจรการฟอกเงินและป้องกันความสูญเสียทางทรัพย์สินของนักลงทุน

รัฐบาลสกัดบัญชีม้าคริปโตกว่า 6 หมื่นบัญชี เร่งปราบภัยออนไลน์

การทำงานร่วมกันระหว่างสำนักงาน ก.ล.ต. กระทรวงดิจิทัลฯ และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการจัดการกับปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นว่าสามารถระงับบัญชีม้าที่ใช้เป็นช่องทางในการโอนเงินผิดกฎหมายได้มากถึง 62,516 บัญชี ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการล้างบางมิจฉาชีพที่อาศัยตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด

ทำไมรัฐบาลสกัดบัญชีม้าคริปโตกว่า 6 หมื่นบัญชี เร่งปราบภัยออนไลน์ ถึงสำคัญ?

ปัญหาการหลอกลวงลงทุนในปัจจุบันมีความซับซ้อนขึ้น มิจฉาชีพไม่ได้มาแค่ในรูปแบบแชร์ลูกโซ่ แต่ยังรวมถึงการใช้ลิงก์ปลอมและการแอบอ้างชื่อบุคคลที่มีชื่อเสียงเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ซึ่งผลลัพธ์จากการเร่งตรวจสอบและปิดกั้นแพลตฟอร์มหลอกลวงในช่วงที่ผ่านมา ช่วยลดอัตราการถูกหลอกลวงลงได้มากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

วิธีสังเกตกลโกงของมิจฉาชีพที่ควรระวัง:

  • มีการโฆษณาชวนเชื่อว่าได้ผลตอบแทนสูงภายในระยะเวลาอันสั้น
  • อ้างว่าความเสี่ยงต่ำ แต่ให้ผลตอบแทนมหาศาลเกินจริง
  • ใช้ภาพบุคคลมีชื่อเสียงหรือเอกสารปลอมเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ
  • เร่งรัดให้ตัดสินใจโอนเงินโดยไม่ให้เวลาตรวจสอบข้อมูล

สิ่งที่ประชาชนควรรู้คือการป้องกันตนเองก่อนตกเป็นเหยื่อ ไม่ควรคลิกลิงก์ที่ส่งมาโดยไม่ทราบที่มา และหากพบความผิดปกติในการชักชวนลงทุน สามารถตรวจสอบความถูกต้องได้ทันทีผ่านสายด่วน ก.ล.ต. โทร. 1207 กด 22 เพื่อความปลอดภัยของเงินในกระเป๋าคุณ

นอกจากนี้ ในอนาคตอันใกล้นี้รัฐบาลยังเตรียมเปิดตัวฟีเจอร์ “แจ้งรัฐ” บนแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” เพื่อเพิ่มช่องทางในการแจ้งเบาะแสการหลอกลวงให้รวดเร็วและเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น ถือเป็นข่าวดีสำหรับประชาชนที่ต้องการร่วมมือกับภาครัฐในการเป็นหูเป็นตา เพื่อสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัยและมั่นคงกว่าเดิม อย่าลืมตรวจสอบก่อนเชื่อเสมอ เพราะความโลภมักเป็นจุดอ่อนที่มิจฉาชีพเลือกใช้ หากเรามีสติและเช็กข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เราก็จะรอดพ้นจากภัยออนไลน์เหล่านี้ได้อย่างแน่นอน

ที่มา – รัฐบาลสกัดบัญชีม้าคริปโตกว่า 6 หมื่นบัญชี เร่งปราบภัยออนไลน์

“หมู ปากน้ำ” ไม่ท้อ! ลั่นสักวันจะเป็นแชมป์ให้ได้

เชื่อว่าแฟนกีฬาชาวไทยหลายคนคงได้ลุ้นกันจนเหนื่อยกับการแข่งขันสนุ้กเกอร์รายการระดับโลกอย่าง ไชน่า โอเพ่น 2026 ที่ผ่านมา ซึ่งงานนี้ “หมู ปากน้ำ” หรือ นพพล แสงคำ นักสอยคิวขวัญใจชาวไทยได้สร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจนน่าประทับใจ แม้ว่าในรอบชิงชนะเลิศเขาจะต้องพ่ายให้กับนักกีฬาระดับตำนานอย่าง มาร์ค เซลบี ไป แต่ในใจของพวกเราทุกคน หมูคือผู้ชนะที่ได้รับใจคนไทยไปเต็มๆ

“หมู ปากน้ำ” ไม่ท้อ! ลั่นสักวันจะเป็นแชมป์ให้ได้

ผลงานในรายการนี้ถือว่าเป็นการแจ้งเกิดครั้งใหญ่ของ “หมู ปากน้ำ” ในเวทีโลกเลยก็ว่าได้ จากอันดับที่ 45 ทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดที่อันดับ 27 ของโลกด้วยการขยับขึ้นทีเดียว 18 ขั้น! นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลผลิตจากการฝึกซ้อมอย่างหนักและการมุ่งมั่นพัฒนาฝีมือตลอดหลายปีที่ผ่านมา แม้เจ้าตัวจะยอมรับว่าคู่แข่งอย่าง มาร์ค เซลบี จะเป็นยอดนักกีฬาที่มีการควบคุมเกมและเกมรับที่เหนียวแน่นมาก แต่หมูก็แสดงให้เห็นว่าเขาสามารถสู้กับมือวางระดับโลกได้อย่างสูสีโดยเฉพาะในช่วงต้นเกม

ก้าวต่อไปของ “หมู ปากน้ำ” ไม่ท้อ! ลั่นสักวันจะเป็นแชมป์ให้ได้

บทเรียนในครั้งนี้มีค่ามากกว่าแค่เงินรางวัลปลอบใจ 100,000 ปอนด์ (หรือประมาณ 4.48 ล้านบาท) เพราะสิ่งที่ได้กลับมาคือประสบการณ์อันล้ำค่าในการดวลกับแชมป์โลก 4 สมัย หมูได้ให้สัมภาษณ์หลังจบการแข่งขันด้วยความมุ่งมั่นว่า “ผมจะพยายามต่อไป และหวังว่าสักวันหนึ่งผมจะเป็นแชมป์” ซึ่งประโยคนี้เองที่พิสูจน์ให้เห็นถึงหัวใจนักสู้ของคนไทยอย่างแท้จริง

หากเรามาถอดรหัสฟอร์มการเล่นของหมูในทัวร์นาเมนต์นี้ มีสิ่งที่น่าสนใจหลายประการ:

  • การควบคุมอารมณ์ในช่วงที่เกมพลิกผัน
  • เทคนิคการวางสนุ้กที่พัฒนาขึ้นอย่างชัดเจน
  • ความนิ่งในการตัดสินใจในลูกยากๆ

แม้ว่า เซลบี จะกล่าวชื่นชมหมูว่าเล่นได้ยอดเยี่ยมใกล้เคียงกับฟอร์มที่ดีที่สุดของเขาเอง แต่นั่นยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า “หมู ปากน้ำ” ไม่ท้อ! ลั่นสักวันจะเป็นแชมป์ให้ได้ ในเวทีรายการเก็บคะแนนสะสมครั้งแรกของตัวเองอย่างแน่นอน พวกเราในฐานะกองเชียร์คงทำได้เพียงส่งกำลังใจให้เขาฝึกซ้อมและพัฒนาต่อไปเชื่อว่าอีกไม่นานถ้วยแชมป์จะต้องมาอยู่ในมือของนักสอยคิวชาวไทยคนนี้อย่างแน่นอน สู้ต่อไปครับหมู!

ที่มา – “หมู ปากน้ำ” ไม่ท้อ! ลั่นสักวันจะเป็นแชมป์ให้ได้