ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

เฮอริเคน “ลาลา” อ่อนกำลังเป็นพายุโซนร้อน รัฐฮาวายไม่มีไฟฟ้าใช้-บ้านเรือนเสียหาย

เฮอริเคน “ลาลา” อ่อนกำลังเป็นพายุโซนร้อน รัฐฮาวายไม่มีไฟฟ้าใช้-บ้านเรือนเสียหาย

สถานการณ์ภัยพิบัติในรัฐฮาวายกำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อพายุเฮอริเคน “ลาลา” ได้พัดถล่มจนสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง แม้ล่าสุดจะมีการประกาศว่า เฮอริเคน “ลาลา” อ่อนกำลังเป็นพายุโซนร้อน รัฐฮาวายไม่มีไฟฟ้าใช้-บ้านเรือนเสียหาย แล้วก็ตาม แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นถือว่ารุนแรงไม่น้อยเลยทีเดียว โดยเฉพาะเรื่องระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก

ผลกระทบจากพายุและสถานการณ์ไฟฟ้าดับ

จากรายงานของเว็บไซต์ PowerOutage.us พบว่ามีประชาชนกว่า 183,123 คนทั่วรัฐฮาวายต้องเผชิญกับภาวะไม่มีไฟฟ้าใช้ ท่ามกลางกระแสลมแรงและฝนตกหนักที่พัดกระหน่ำ โดยเฉพาะในเกาะโออาฮูซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นที่สุด ทำให้บริษัท ฮาวายเอียน อิเล็กทริก ต้องเร่งเข้าแก้ไขสถานการณ์ แต่ก็ยังเต็มไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากต้นไม้ล้มขวางถนนและมีน้ำท่วมขังตามเส้นทางต่างๆ

ในส่วนของความเสียหายต่อที่อยู่อาศัย นายจอช กรีน ผู้ว่าการรัฐฮาวาย ได้ออกมาให้ข้อมูลเบื้องต้นว่า มีรายงานบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายอย่างน้อย 100 หลัง ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าตกใจสำหรับเหตุการณ์พายุครั้งนี้ แม้ว่าตอนนี้เฮอริเคน “ลาลา” อ่อนกำลังเป็นพายุโซนร้อน รัฐฮาวายไม่มีไฟฟ้าใช้-บ้านเรือนเสียหาย แต่เจ้าหน้าที่ยังคงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างต่อเนื่องจนกว่าพายุจะเคลื่อนตัวพ้นเขตหมู่เกาะไปอย่างสมบูรณ์

  • เร่งสำรวจความเสียหายหลังพายุผ่านไป
  • ความร่วมมือของประชาชนในการรับมือกับเหตุไฟฟ้าดับ
  • การเตรียมแผนฟื้นฟูระบบไฟฟ้าโดยฮาวายเอียน อิเล็กทริก

อย่างไรก็ตาม ศูนย์เฮอริเคนแห่งชาติของสหรัฐ (เอ็นเอชซี) คาดการณ์ว่าพายุลูกนี้จะเคลื่อนตัวผ่านพ้นหมู่เกาะฮาวายภายในช่วงกลางดึกของวันอังคารตามเวลาในประเทศไทย หวังว่าการฟื้นฟูหลังจากนี้จะเป็นไปอย่างรวดเร็วเพื่อให้ประชาชนได้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติโดยเร็วที่สุด เราขอเป็นกำลังใจให้ชาวฮาวายทุกคนผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ด้วยความปลอดภัย และนี่คือเหตุผลสำคัญที่เราควรตระหนักถึงการเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติอยู่เสมอครับ

ที่มา – เฮอริเคน “ลาลา” อ่อนกำลังเป็นพายุโซนร้อน รัฐฮาวายไม่มีไฟฟ้าใช้-บ้านเรือนเสียหาย

สอบสวนกลางจ่อฟันขบวนการโกงสอบท้องถิ่น! อดีตอธิบดีเอี่ยว

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับความคืบหน้ากรณีสอบสวนกลางจ่อฟันขบวนการโกงสอบท้องถิ่น! หลังจากที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปราม ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับคดีทุจริตการสอบเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นเรื่องที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของระบบราชการไทยอย่างรุนแรง

สอบสวนกลางจ่อฟันขบวนการโกงสอบท้องถิ่น!

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่ตำรวจสอบสวนกลางพบความผิดปกติในการสอบ จึงได้ทำการสืบสวนจนพบหลักฐานว่ามีเจ้าหน้าที่ระดับสูงเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง จนนำไปสู่การออกหมายเรียกตัวบุคคลสำคัญ ได้แก่ นายเรืองเดช ศิริกิจ ผู้อำนวยการสำนักทดสอบฯ มศว. และนายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มารับทราบข้อกล่าวหาตามลำดับ

กางไทม์ไลน์การดำเนินคดีและบทบาทของ ป.ป.ช.

ปัจจุบันคดีดังกล่าวไม่ได้อยู่ในมือตำรวจเพียงฝ่ายเดียว แต่ทางตำรวจได้ส่งสำนวนทั้งหมดให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการต่อ โดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวนพิเศษขึ้นมาดูแลคดีสอบสวนกลางจ่อฟันขบวนการโกงสอบท้องถิ่น! อย่างใกล้ชิด ซึ่งมีประเด็นที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติมดังนี้:

  • การขยายผลตรวจสอบกลุ่มนายหน้าและผู้อยู่เบื้องหลังการทุจริต
  • การตรวจสอบความเชื่อมโยงของการแก้ไขคะแนนข้อสอบ
  • การพิจารณาเพิกถอนสิทธิ์ผู้ที่สอบผ่านและได้รับการบรรจุไปแล้วหากพบว่ามีการทุจริตจริง

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. ได้ให้ความมั่นใจกับประชาชนว่า คดีนี้จะไม่เงียบหายไปอย่างแน่นอน โดยทางตำรวจและ ป.ป.ช. กำลังเร่งรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อสาวไปให้ถึงตัวการใหญ่ คาดว่าภายในสิ้นเดือนนี้ถึงต้นเดือนหน้า เราน่าจะเห็นความชัดเจนของกลุ่มขบวนการนี้มากขึ้น

ในมุมมองของประชาชนทั่วไป การทุจริตในการสอบเข้ารับราชการถือเป็นการปิดกั้นโอกาสของผู้ที่มีความสามารถจริง และทำลายความโปร่งใสขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หวังว่าการลงโทษครั้งนี้จะเด็ดขาดและเป็นบทเรียนสำคัญให้ผู้ที่คิดจะโกงต้องเกรงกลัวกฎหมายบ้าง เราคงต้องรอติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะไปจบที่ใคร และจะมีใครต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นบ้างครับ

ที่มา – สอบสวนกลางจ่อฟันขบวนการโกงสอบท้องถิ่น! ส่ง ป.ป.ช. ฟัน อดีตอธิบดีกรมท้องถิ่น – ผอ.มศว.

ห้ามหมอฟันเซ็นใบสั่งจ่ายกัญชาล่วงหน้า ผิดจริยธรรมร้ายแรง

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวคราวความเคลื่อนไหวจากทางภาครัฐเกี่ยวกับมาตรการควบคุมกัญชาในปัจจุบัน ซึ่งล่าสุดมีประเด็นสำคัญที่ทันตแพทย์ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ คือเรื่องของ ห้ามหมอฟันเซ็นใบสั่งจ่ายกัญชาล่วงหน้า ผิดจริยธรรมร้ายแรง เสี่ยงโดนโทษหนัก โดยทางรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้ออกมาเน้นย้ำชัดเจนว่า การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่ผิดกฎหมาย แต่ยังส่งผลกระทบต่อจริยธรรมแห่งวิชาชีพอย่างร้ายแรงอีกด้วย

ทำไมห้ามหมอฟันเซ็นใบสั่งจ่ายกัญชาล่วงหน้า ผิดจริยธรรมร้ายแรง เสี่ยงโดนโทษหนัก?

การที่หมอฟันจะทำการสั่งจ่ายสมุนไพรควบคุมอย่างกัญชาตามแบบ ภ.ท.33 นั้น จะต้องผ่านกระบวนการตรวจ วินิจฉัย และให้บริการแก่ผู้ป่วยรายกรณีอย่างถูกต้องตามมาตรฐานเท่านั้น การลงนามในใบสั่งจ่ายกัญชาล่วงหน้าโดยไม่มีการตรวจผู้ป่วยจริง ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ที่ต่ำกว่ามาตรฐานวิชาชีพทันตกรรมอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งการกระทำลักษณะนี้เข้าข่ายผิดข้อบังคับทันตแพทยสภาอย่างรุนแรง

กฎหมายที่เกี่ยวข้องเมื่อ ห้ามหมอฟันเซ็นใบสั่งจ่ายกัญชาล่วงหน้า ผิดจริยธรรมร้ายแรง เสี่ยงโดนโทษหนัก

หากทันตแพทย์ท่านใดฝ่าฝืนและยังคงมีการลงนามใบสั่งจ่ายกัญชาล่วงหน้าโดยไม่ได้วินิจฉัยผู้ป่วยจริง จะต้องเผชิญกับบทลงโทษทางกฎหมายหลายฉบับ ได้แก่:

  • พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542: ซึ่งควบคุมการใช้ช่อดอกกัญชาอย่างใกล้ชิด
  • ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564: ว่าด้วยสารสกัดที่มี THC เกิน 0.2 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจัดเป็นยาเสพติดประเภท 5
  • พ.ร.บ.วิชาชีพทันตกรรม พ.ศ. 2537: ซึ่งควบคุมในเรื่องจริยธรรมและใบอนุญาตประกอบวิชาชีพโดยตรง
  • พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ. 2541: ตามเงื่อนไขในมาตรา 34 ที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

การตัดสินใจรักษาผู้ป่วยโดยใช้กัญชาต้องทำด้วยความระมัดระวังและคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นที่ตั้งเสมอ ไม่ใช่การเซ็นชื่อทิ้งไว้เพียงเพื่ออำนวยความสะดวก ซึ่งสิ่งนี้ขัดกับจรรยาบรรณแพทย์อย่างสิ้นเชิง ผู้ประกอบวิชาชีพทุกคนจึงควรยึดมั่นในความถูกต้องเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาทางกฎหมายในภายหลัง

หากคุณเป็นผู้ป่วยหรือประชาชนทั่วไป ควรสังเกตและตรวจสอบการได้รับบริการที่ถูกต้องตามมาตรฐาน เพื่อความปลอดภัยในสุขภาพของตัวคุณเอง และหากพบเห็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของสถานพยาบาล สามารถแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบได้ทันทีครับ

ที่มา – ห้ามหมอฟันเซ็นใบสั่งจ่ายกัญชาล่วงหน้า ผิดจริยธรรมร้ายแรง เสี่ยงโดนโทษหนัก

เจาะลึกกฎใหม่พรีเมียร์ลีกแก้ทางทีมใช้ศาสตร์มืด 2026-27

ต้อนรับฤดูกาลใหม่ของฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ 2026-27 ที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 21 ส.ค. นี้ ซึ่งคู่เปิดสนามระหว่าง “ปืนใหญ่” อาร์เซนอล และน้องใหม่อย่าง โคเวนทรี ซิตี กำลังเป็นที่จับตามอง แต่สิ่งที่แฟนบอลต้องทำความเข้าใจให้ดีคือกฎใหม่พรีเมียร์ลีกแก้ทางทีมใช้ศาสตร์มืด ที่ถูกนำมาบังคับใช้เพื่อเพิ่มความลื่นไหลให้กับเกมการแข่งขัน

สรุปกฎใหม่พรีเมียร์ลีกแก้ทางทีมใช้ศาสตร์มืด ที่แฟนบอลต้องรู้

การปรับเปลี่ยนกติกาครั้งนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อขัดขวางความสนุก แต่เป็นการลดพฤติกรรมถ่วงเวลาที่ทำให้เกมหยุดชะงักบ่อยครั้ง โดยเฉพาะการใช้เล่ห์เหลี่ยมต่างๆ ของนักเตะในสนาม ซึ่งกฎใหม่พรีเมียร์ลีกแก้ทางทีมใช้ศาสตร์มืด นี้จะถูกนำมาใช้ครอบคลุมตั้งแต่ระดับสูงสุดลงไปถึงฟุตบอลลีกล่างๆ อีกด้วย

รายละเอียดการปรับเปลี่ยนกติกาฟุตบอลใหม่

  • การนับถอยหลังลูกทุ่มและเตะจากประตู: ผู้ตัดสินจะมีอำนาจเป่านกหวีดให้ผู้เล่นรีบเล่นภายใน 5 วินาที หากมีการจงใจวางลูกบอลบนกรวยหรือดึงเวลา จะถูกเปลี่ยนสิทธิ์ให้ฝ่ายตรงข้ามทันที
  • การเปลี่ยนตัวสำรอง: ผู้เล่นที่ถูกเปลี่ยนตัวต้องออกจากสนามภายใน 10 วินาที หากช้ากว่านั้น ทีมจะต้องเล่นด้วยผู้เล่น 10 คนเป็นเวลา 1 นาที ซึ่งเป็นกฎเหล็กที่เข้มงวดมาก
  • การปฐมพยาบาล: นักเตะที่ได้รับบาดเจ็บจนต้องหยุดเกม จะต้องออกจากสนามไปพักข้างสนามอย่างน้อย 1 นาที เพื่อป้องกันการแกล้งเจ็บเพื่อทำลายจังหวะเกมของคู่ต่อสู้
  • ผู้รักษาประตูแกล้งเจ็บไม่ได้อีก: หากนายทวารขอรับการรักษา โค้ชต้องเลือกผู้เล่นในสนามออกไปพัก 1 นาที เพื่อแลกกับการรักษาตัวครั้งนั้น

นอกเหนือจากเรื่องการถ่วงเวลา ยังมีการปรับปรุงเรื่องการใช้มือจับบอลในเขตโทษให้ชัดเจนขึ้น รวมถึงการเพิ่มอำนาจให้ VAR เข้ามาตรวจสอบความผิดพลาดที่ชัดเจนได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น เพื่อให้เกมมีความยุติธรรมตามมาตรฐานสากล

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของเหล่ากุนซือและนักเตะที่จะต้องปรับตัวให้ทันกับกติกาที่เข้มงวดขึ้น ส่วนตัวผมมองว่านี่คือก้าวสำคัญที่จะทำให้พรีเมียร์ลีกเป็นลีกที่สนุกและมีจังหวะเกมที่รวดเร็วขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน แฟนบอลเตรียมตัวรับความตื่นเต้นในซีซั่นใหม่นี้ได้เลยครับ

ที่มา – เปิดรายละเอียดกฎใหม่พรีเมียร์ลีกแก้ทางทีมใช้ศาสตร์มืด

แม่สุดอึดอัด! ลุง ผจก. วัย 47 บุกจีบลูกสาว 24 ลั่นประโยคเด็ด “จะวัยทองแล้ว ทำไมไม่เข้าวัด”

แม่สุดอึดอัด! ลุง ผจก. วัย 47 บุกจีบลูกสาว 24 ลั่นประโยคเด็ด “จะวัยทองแล้ว ทำไมไม่เข้าวัด”

กลายเป็นกระแสไวรัลที่เรียกเสียงฮาและสร้างความเห็นอกเห็นใจให้แก่คนเป็นแม่ทั่วบ้านทั่วเมือง เมื่อผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Umaporn Netnha ได้ออกมาโพสต์ระบายความในใจลงในกลุ่มปรึกษาปัญหาครอบครัว หลังจากที่ลูกสาววัย 24 ปี ต้องเจอกับสถานการณ์ชวนอึดอัดใจในที่ทำงาน เมื่อเจอคุณลุงผู้จัดการวัย 47 ปี พยายามบุกจีบอย่างหนัก จนคนเป็นแม่ต้องออกมาตั้งคำถามว่า แม่สุดอึดอัด! ลุง ผจก. วัย 47 บุกจีบลูกสาว 24 ลั่นประโยคเด็ด “จะวัยทองแล้ว ทำไมไม่เข้าวัด” อย่างที่ปรากฏในโพสต์ต้นเรื่อง

วิธีรับมือเมื่อต้องเจอกับสถานการณ์ แม่สุดอึดอัด! ลุง ผจก. วัย 47 บุกจีบลูกสาว 24 ลั่นประโยคเด็ด “จะวัยทองแล้ว ทำไมไม่เข้าวัด”

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ สำหรับบรรดาพ่อแม่ที่ห่วงลูกสาว เพราะการทำงานที่เดียวกันแล้วถูกผู้บังคับบัญชาตามจีบนั้นสร้างความกดดันมหาศาล ทั้งในเรื่องของการปฏิเสธที่จะส่งผลต่อหน้าที่การงาน และความรู้สึกที่อึดอัดใจในทุกวัน ชาวเน็ตต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างล้นหลาม โดยมีกลยุทธ์แนะนำมากมาย ดังนี้:

  • รักษาระยะห่างให้ชัดเจนที่สุด ทั้งในที่ทำงานและช่องทางออนไลน์
  • หากมีการส่งข้อความคุกคาม ควรเก็บหลักฐานไว้เสมอเพื่อความปลอดภัย
  • ปรึกษาฝ่ายบุคคล (HR) หากมีการใช้อำนาจหน้าที่ในทางที่ผิด หรือทำให้เกิดสภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่เหมาะสม
  • ให้ลูกสาวแสดงออกอย่างเด็ดขาดแต่สุภาพ เพื่อให้ฝ่ายชายเข้าใจถึงเจตนาที่แท้จริง

อย่างไรก็ตาม เรื่องราวของ แม่สุดอึดอัด! ลุง ผจก. วัย 47 บุกจีบลูกสาว 24 ลั่นประโยคเด็ด “จะวัยทองแล้ว ทำไมไม่เข้าวัด” ยังคงเป็นอุทาหรณ์ให้เห็นว่า ช่องว่างระหว่างวัยและการวางตัวในที่ทำงานนั้นสำคัญมากเพียงใด การให้เกียรติซึ่งกันและกันเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในสังคมการทำงาน สำหรับใครที่กำลังเจอปัญหานี้อยู่ อยากให้ตั้งสติและประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาบานปลายกระทบต่อสุขภาพจิตและอนาคตในการทำงานของลูกหลานเราครับ

ที่มา – แม่สุดอึดอัด! ลุง ผจก. วัย 47 บุกจีบลูกสาว 24 ลั่นประโยคเด็ด “จะวัยทองแล้ว ทำไมไม่เข้าวัด”

นายกฯ แจง กลาโหมสหรัฐฯมาเยือนไม่มีกดดัน บอกให้เขาเรียกว่า ‘หนู’ด้วยซ้ำ

นายกฯ แจง กลาโหมสหรัฐฯมาเยือนไม่มีกดดัน บอกให้เขาเรียกว่า ‘หนู’ด้วยซ้ำ

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจในแวดวงการเมืองไทย เมื่อล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากสหรัฐอเมริกาเดินทางมาเยือนไทย ซึ่งหลายฝ่ายเกิดความกังวลว่าจะเป็นการมากดดันไทยให้เลือกข้างในสมรภูมิเทคโนโลยี AI หรือไม่ อย่างไรก็ตาม นายกฯ ได้ออกมายืนยันอย่างชัดเจนว่า นายกฯ แจง กลาโหมสหรัฐฯมาเยือนไม่มีกดดัน บอกให้เขาเรียกว่า ‘หนู’ด้วยซ้ำ เพื่อยืนยันว่าบรรยากาศการพูดคุยเป็นไปด้วยความเป็นกันเองและไม่มีนัยยะแอบแฝงอย่างที่หลายคนกังวล

บรรยากาศการเยือนที่เน้นมิตรภาพและการเจรจา

นายอนุทินระบุว่า ในการเข้าพบของตัวแทนจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 13 สิงหาคมที่ผ่านมา เป็นเพียงการหารือเรื่องความร่วมมือด้านความมั่นคงและการฝึกร่วมคอบร้าโกลด์เท่านั้น โดยได้มีการตกลงกันแล้วว่าเรื่องของความมั่นคงและเรื่องการเจรจาทางการค้านั้นแยกส่วนกันอย่างชัดเจน ดังนั้น ข่าวที่ว่าสหรัฐฯ จะมาบีบให้ไทยเลือกข้างในเรื่อง AI จึงไม่เป็นความจริง

นายกฯ เล่าถึงความสนิทสนมว่า นายกฯ แจง กลาโหมสหรัฐฯมาเยือนไม่มีกดดัน บอกให้เขาเรียกว่า ‘หนู’ด้วยซ้ำ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการหารือเต็มไปด้วยมิตรภาพ “ผมเรียกท่านรัฐมนตรี เขาเรียกผม Mr. Prime Minister แต่ผมก็บอกเขาไปว่าให้เรียกผมว่า ‘หนู’ ได้เลย” ซึ่งนี่เป็นภาพสะท้อนว่าประเทศไทยเรายึดมั่นในนโยบายการทูตที่ยืดหยุ่นและเป็นกลางเสมอมา

  • ยืนยันความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ เป็นไปตามกรอบความร่วมมือปกติ
  • เน้นย้ำว่าเรื่องการค้าระหว่างประเทศต้องแยกออกจากเรื่องความมั่นคง
  • ไทยยังคงยึดมั่นในนโยบายต่างประเทศที่รักษาความเป็นกลาง

จากสถานการณ์โลกปัจจุบันที่มีการแข่งขันกันสูงเรื่องเทคโนโลยี AI ระหว่างสหรัฐฯ และจีน การที่ไทยยืนหยัดในจุดยืนเดิมโดยไม่ได้รับแรงกดดันจากมหาอำนาจถือเป็นทักษะการทูตที่สำคัญอย่างยิ่ง การที่ผู้นำไทยสามารถสื่อสารกับทางสหรัฐฯ ได้อย่างเปิดเผยและเป็นกันเองเช่นนี้ ช่วยลดความกังวลของประชาชนและสร้างความมั่นใจในนโยบายระหว่างประเทศได้เป็นอย่างดี

สุดท้ายนี้ ในฐานะคนติดตามข่าวสาร เราคงต้องเฝ้าดูต่อไปว่าก้าวต่อไปของประเทศไทยในการวางตัวบนเวทีโลกจะเป็นอย่างไร แต่การที่ นายกฯ แจง กลาโหมสหรัฐฯมาเยือนไม่มีกดดัน บอกให้เขาเรียกว่า ‘หนู’ด้วยซ้ำ นั้น ก็เป็นสัญญาณที่ดีว่าประเทศไทยเรามีพื้นที่ยืนและมีอำนาจต่อรองด้วยไมตรีจิตที่ดีเสมอ หากคุณชอบเนื้อหาการวิเคราะห์การเมืองแบบเข้าใจง่ายแบบนี้ อย่าลืมกดติดตามข่าวสารของเราไว้นะครับ

ที่มา – นายกฯ แจง กลาโหมสหรัฐฯมาเยือนไม่มีกดดัน บอกให้เขาเรียกว่า ‘หนู’ด้วยซ้ำ

นายกฯนำคณะเยือนออสเตรเลีย 17-20 ส.ค. พบปะชุมชนไทย

เรียกได้ว่าเป็นภารกิจสำคัญระดับประเทศเลยทีเดียวครับ สำหรับการที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้นำทีมคณะรัฐมนตรีเดินทางไปปฏิบัติภารกิจสำคัญในต่างประเทศ ซึ่งไฮไลท์สำคัญอยู่ที่การเดินทางเยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ โดยกิจกรรม นายกฯนำคณะเยือนออสเตรเลีย 17-20 ส.ค. พบปะชุมชนไทย ในครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและออสเตรเลียให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ภารกิจสำคัญของ นายกฯนำคณะเยือนออสเตรเลีย 17-20 ส.ค. พบปะชุมชนไทย

การเดินทางในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การกระชับมิตรทางการเมืองเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ โดยมีคณะรัฐมนตรีและผู้บริหารระดับสูงร่วมเดินทางไปด้วยมากมาย อาทิ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รวมถึงทีมงานจากบีโอไอที่จะมาช่วยดึงดูดการลงทุนจากบริษัทชั้นนำของออสเตรเลีย ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์สำคัญของ นายกฯนำคณะเยือนออสเตรเลีย 17-20 ส.ค. พบปะชุมชนไทย ในครั้งนี้

กำหนดการและการหารือทวิภาคี

สำหรับตารางงานตลอด 4 วันเต็ม ท่านนายกฯ มีภารกิจที่แน่นเอี๊ยด ไม่ว่าจะเป็นการหารือข้อราชการกับนายแอนโทนี แอลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย เพื่อหารือถึงทิศทางความร่วมมือในอนาคต อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจคือการร่วมกิจกรรมที่สถาบัน Lowy Institute เพื่อแสดงวิสัยทัศน์ในเวทีระดับโลก และกิจกรรม Networking Reception เพื่อเชื่อมสัมพันธ์กับนักธุรกิจระดับแนวหน้าของออสเตรเลีย

นอกเหนือจากงานด้านเศรษฐกิจแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่น่าประทับใจคือความตั้งใจที่จะไปพบปะกับพี่น้องคนไทยในย่าน Thai Town ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับคนไทยในต่างแดนอย่างสม่ำเสมอ หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจที่ออสเตรเลียแล้ว คณะของนายกฯ จะเดินทางต่อไปยังประเทศนิวซีแลนด์ในช่วงวันที่ 20-22 ส.ค. 2569 อีกด้วย

การเยือนอย่างเป็นทางการในรอบ 14 ปีนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นภาคการส่งออก การท่องเที่ยว และการลงทุนระหว่างประเทศอย่างเห็นผลชัดเจน เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า หลังจากการเยือนในครั้งนี้ จะมีข้อตกลงใหม่ๆ อะไรเกิดขึ้นบ้างที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยครับ

ที่มา – นายกฯนำคณะเยือนออสเตรเลีย 17-20 ส.ค. เตรียมหารือบริษัทชั้นนำ พบปะชุมชนคนไทย

หนุ่มสุดช้ำ!สั่ง iPhone 17 Pro เกือบ5หมื่นได้ Android!

หนุ่มสุดช้ำ!สั่ง iPhone 17 Pro เกือบ5หมื่นได้ Android!

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ชาวเน็ตกำลังให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อมีผู้บริโภครายหนึ่งออกมาแชร์ประสบการณ์สุดช้ำผ่านกลุ่มเฟซบุ๊กชื่อดัง หลังจากตัดสินใจสั่งซื้อโทรศัพท์มือถือสุดหรูอย่าง iPhone 17 Pro ผ่านแอปพลิเคชันช้อปปิ้งออนไลน์ยอดนิยม โดยยอมจ่ายเงินเกือบ 5 หมื่นบาทเพื่อแลกกับเครื่องใหม่แกะกล่อง แต่สิ่งที่ได้รับกลับไม่ใช่สิ่งที่คาดหวังไว้เลยแม้แต่น้อย

เมื่อเปิดกล่องออกมาตรวจสอบ แทนที่จะได้สัมผัสกับระบบ iOS อันลื่นไหล สิ่งที่ปรากฏตรงหน้ากลับกลายเป็นสมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android ซึ่งชัดเจนว่าสินค้าดังกล่าวไม่ใช่ของแท้อย่างแน่นอน เหตุการณ์ที่ หนุ่มสุดช้ำ!สั่ง iPhone 17 Pro เกือบ5หมื่นได้ Android! ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายทางการเงิน แต่ยังส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของผู้ซื้ออย่างรุนแรง

รับมืออย่างไรเมื่อเจอเหตุการณ์ หนุ่มสุดช้ำ!สั่ง iPhone 17 Pro เกือบ5หมื่นได้ Android!

หลังจากพบความผิดปกติ ผู้เสียหายได้พยายามติดต่อร้านค้าเพื่อขอคืนเงินและคืนสินค้าตามขั้นตอนของแพลตฟอร์ม แต่กลับพบว่าทางร้านเงียบสนิท ไม่มีการตอบกลับจากมนุษย์แม้แต่คำเดียว สิ่งที่ได้รับตอบกลับมามีเพียงข้อความจากระบบ AI อัตโนมัติเท่านั้น ทำให้ผู้เสียหายรู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้งและกังวลใจอย่างมากว่าเงินจำนวนครึ่งแสนจะหายไปฟรีๆ

เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยกับกรณี หนุ่มสุดช้ำ!สั่ง iPhone 17 Pro เกือบ5หมื่นได้ Android! เราจึงมีข้อแนะนำดีๆ มาฝากครับ:

  • ตรวจสอบรีวิวร้านค้า: ดูรีวิวที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว และหลีกเลี่ยงร้านที่ไม่มีความน่าเชื่อถือ
  • เปรียบเทียบราคา: หากราคาสินค้าถูกกว่าราคาตลาดอย่างน่าสงสัย ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าอาจเป็นมิจฉาชีพ
  • อัดวิดีโอขณะแกะกล่อง: นี่คือหลักฐานสำคัญที่สุดในการขอคืนเงิน หากสินค้าไม่ตรงปก
  • เก็บหลักฐานการสนทนา: แคปหน้าจอทุกการติดต่อ เพื่อใช้ประกอบการร้องเรียน
  • เลือกชำระเงินผ่านระบบแพลตฟอร์ม: หลีกเลี่ยงการโอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวของร้านค้าโดยตรง

ท้ายที่สุดนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการตั้งสติและรวบรวมหลักฐานให้ครบถ้วนก่อนยื่นเรื่องร้องเรียนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะการซื้อสินค้าออนไลน์มูลค่าสูงมีความเสี่ยงเสมอ การป้องกันไว้ก่อนย่อมดีกว่าการตามแก้ปัญหาภายหลังครับ

ที่มา – หนุ่มสุดช้ำ!สั่ง iPhone 17 Pro เกือบ5หมื่นได้ Android! สอบถามกลับ เจอร้านเงียบ-ส่ง AI ตอบกลับ

ไทยออยล์เปิดผลประกอบการไตรมาส 2 กำไร 8,284 ล้าน ลุยเสริมมั่นคงพลังงานต่อ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีข่าวอัปเดตที่น่าสนใจจากวงการพลังงานมาฝากกันครับ สำหรับใครที่ติดตามข่าวเศรษฐกิจอยู่คงจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับ ไทยออยล์เปิดผลประกอบการไตรมาส 2 กำไร 8,284 ล้าน ลุยเสริมมั่นคงพลังงานต่อ ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่สะท้อนถึงการรับมือกับความผันผวนของตลาดโลกได้อย่างน่าชื่นชมเลยทีเดียว

ไทยออยล์เปิดผลประกอบการไตรมาส 2 กำไร 8,284 ล้าน ลุยเสริมมั่นคงพลังงานต่อ

ในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความขัดแย้งและส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน นายพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ผู้บริหารระดับสูงของไทยออยล์ได้ออกมาเผยว่า บริษัทได้มีการปรับกลยุทธ์การจัดหาน้ำมันดิบอย่างรวดเร็ว โดยลดการพึ่งพาจากตะวันออกกลางและกระจายแหล่งวัตถุดิบไปยังแอฟริกาและอเมริกามากขึ้น เพื่อให้มั่นใจได้ว่าคนไทยจะมีพลังงานใช้กันอย่างต่อเนื่องและเพียงพอ

เจาะลึกกลยุทธ์ ไทยออยล์เปิดผลประกอบการไตรมาส 2 กำไร 8,284 ล้าน ลุยเสริมมั่นคงพลังงานต่อ

แม้ว่าจะมีปัจจัยด้านต้นทุนและการปรับลดลงของราคาน้ำมันอย่างรวดเร็วในช่วงปลายไตรมาส ทำให้เกิดผลกระทบจากสต๊อกน้ำมันบ้าง แต่ไทยออยล์ยังคงรักษากำไรสุทธิไว้ได้ที่ 8,284 ล้านบาท ซึ่งถือว่ายังแข็งแกร่งมากครับ การที่ ไทยออยล์เปิดผลประกอบการไตรมาส 2 กำไร 8,284 ล้าน ลุยเสริมมั่นคงพลังงานต่อ ได้เช่นนี้ เป็นผลมาจากการบริหารความเสี่ยงที่เป็นระบบและการเดินหน้ากลั่นน้ำมันอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากการทำธุรกิจแล้ว สิ่งที่น่าประทับใจคือโครงการเพื่อสังคมที่ไทยออยล์ทำมาอย่างต่อเนื่องครับ โดยในปี 2569 นี้ มีการร่วมบรรเทาค่าครองชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยผ่านหลายมาตรการ ดังนี้:

  • การปรับลดราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่น มูลค่ากว่า 3,220 ล้านบาทตามนโยบายภาครัฐ
  • โครงการส่งเสริมสุขภาวะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม มูลค่ารวมกว่า 300 ล้านบาท
  • การสนับสนุนการศึกษาและวัฒนธรรมเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนรอบด้าน

ท้ายที่สุดนี้ แม้ว่าตลาดพลังงานในไตรมาส 3 จะยังคงมีความไม่แน่นอนสูง แต่การที่ไทยออยล์ยังคงยึดมั่นในภารกิจด้านความมั่นคงทางพลังงานควบคู่ไปกับการดูแลสังคม ก็นับเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ยั่งยืนสำหรับพวกเราทุกคนครับ

ที่มา – ไทยออยล์เปิดผลประกอบการไตรมาส 2 กำไร 8,284 ล้าน ลุยเสริมมั่นคงพลังงานต่อ

ยศชนันแนะทางออก ปมสหรัฐฯกดดันเลือกข้างเอไอ ไทยต้องสร้างพื้นฐานข้อมูล-ความรู้ให้แน่น

ยศชนันแนะทางออก ปมสหรัฐฯกดดันเลือกข้างเอไอ ไทยต้องสร้างพื้นฐานข้อมูล-ความรู้ให้แน่น

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการเทคโนโลยีระดับโลก เมื่อสหรัฐอเมริกาเริ่มกดดันให้ประเทศพันธมิตรต้องเลือกข้างในการพัฒนาและแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) กับประเทศจีน ล่าสุด นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ได้ออกมาเปิดเผยถึงท่าทีของประเทศไทยว่า เราควรวางตัวเป็นกลางเพื่อสร้างโอกาสและความได้เปรียบสูงสุดให้แก่ประเทศ

นายยศชนันมองว่า การที่ประเทศไทยจะยืนหยัดอยู่ได้ท่ามกลางความขัดแย้งของมหาอำนาจ ไม่ใช่การเลือกว่าจะอยู่ฝั่งไหน แต่คือการที่ ไทยต้องสร้างพื้นฐานข้อมูล-ความรู้ให้แน่น เพื่อป้องกันไม่ให้เราเสียเปรียบในการต่อรอง โดยในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ทางรัฐบาลได้เร่งหารือกับหลายประเทศ ทั้งฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และเกาหลี เพื่อวางรากฐานทางเทคโนโลยีให้แข็งแกร่งเป็นของตัวเอง

ทำไมการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลถึงสำคัญที่สุด?

การมองแค่เรื่อง AI อาจไม่เพียงพอ เพราะ AI เป็นเพียงส่วนปลายยอดของภูเขาน้ำแข็ง นายยศชนันเน้นย้ำว่า ยศชนันแนะทางออก ปมสหรัฐฯกดดันเลือกข้างเอไอ ไทยต้องสร้างพื้นฐานข้อมูล-ความรู้ให้แน่น เพราะข้อมูลคือหัวใจสำคัญ หากเรามีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี มีความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เข้มแข็ง เราจะสามารถดึงดูดการลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาหรือตกเป็นเบี้ยล่างของใคร

รัฐบาลได้เตรียมกลไกการทำงานผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ได้แก่:

  • ด้านการลงทุน: กำกับดูแลโดยกระทรวงการคลัง
  • ด้านการขายและพาณิชย์: กำกับดูแลโดยกระทรวงพาณิชย์
  • ด้านคนและเทคโนโลยี: กำกับดูแลโดยกระทรวง อว.
  • ด้านกฎระเบียบและอำนวยความสะดวก: กำกับดูแลโดยฝ่ายกฎหมาย

ด้วยกลไกเหล่านี้ เชื่อมั่นว่าจะทำให้ต่างชาติมั่นใจในศักยภาพของไทย และทำให้เราสามารถรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีได้อย่างเต็มที่ การรวมพลังระหว่างภาครัฐและเอกชนจะช่วยให้ไทยเปลี่ยนผ่านจากประเทศผู้ใช้เทคโนโลยี มาเป็นผู้ร่วมสร้างนวัตกรรมในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

สรุปแล้ว แม้แรงกดดันจากมหาอำนาจจะเป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่สำหรับประเทศไทย การมุ่งเน้นไปที่การสร้างฐานรากของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้แข็งแกร่ง คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้เรายืนหยัดในเวทีโลกได้อย่างสง่างามและมีเกียรติ ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันเพื่อให้เป้าหมายนี้เกิดขึ้นจริงโดยเร็วที่สุด

ที่มา – ‘ยศชนัน’แนะทางออก ปมสหรัฐฯกดดันเลือกข้างเอไอ ไทยต้องสร้างพื้นฐานข้อมูล-ความรู้ให้แน่น