ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

จ.สุรินทร์ จัดอบรม ภาษามือไทยขั้นพื้นฐาน เสริมบริการคนพิการ

จ.สุรินทร์ จัดอบรม ภาษามือไทยขั้นพื้นฐาน เสริมทักษะการสื่อสาร ลดข้อจำกัดการเข้าถึงบริการคนพิการ

เมื่อเร็วๆ นี้ ณ ห้องพลอยอินทนิล สวนปารีรีสอร์ท จ.สุรินทร์ ได้มีการจัดกิจกรรมดีๆ ที่น่าชื่นชม โดยสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสุรินทร์ ได้จัดโครงการฝึกอบรม ภาษามือไทยขั้นพื้นฐาน สำหรับหน่วยงานราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อยกระดับงานบริการภาครัฐให้ครอบคลุมถึงพี่น้องคนพิการทางการได้ยินอย่างทั่วถึง

นายประหยัด ต๊ะสุยะ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสุรินทร์ กล่าวว่า การจัดอบรม ภาษามือไทยขั้นพื้นฐาน ในครั้งนี้ มีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมกว่า 37 คน เพื่อเรียนรู้ทักษะการสื่อสารที่ถูกต้อง ซึ่งจะช่วยลดช่องว่างและข้อจำกัดในการรับบริการ ทำให้คนพิการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ ได้อย่างเท่าเทียมและสะดวกรวดเร็วมากขึ้น

เจาะลึกเนื้อหาการอบรม ภาษามือไทยขั้นพื้นฐาน

สำหรับการอบรมในครั้งนี้ ไม่ได้มีเพียงแค่ทฤษฎีเท่านั้น แต่ผู้เข้าร่วมยังได้ลงมือปฏิบัติจริงผ่านหัวข้อที่น่าสนใจ ดังนี้:

  • เรียนรู้วัฒนธรรมหนวกและหลักไวยากรณ์ภาษามือไทยที่ถูกต้อง
  • ฝึกฝนคำศัพท์ในชีวิตประจำวัน เช่น ครอบครัว ตัวเลข เงิน และอาชีพ
  • เรียนรู้การใช้ภาษามือเกี่ยวกับสถานที่ ยานพาหนะ และจังหวัดต่างๆ
  • ฝึกเทคนิคการสื่อสารเพื่อการปฏิบัติงานในหน่วยงานราชการ

นอกจากนี้ ตัวแทนจากสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสุรินทร์ยังได้เข้าร่วมกิจกรรมนี้ เพื่อนำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการสื่อสารข้อมูลข่าวสารสู่ประชาชนทุกกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็นก้าวสำคัญของหน่วยงานภาครัฐในจังหวัดสุรินทร์ที่มุ่งเน้นความเท่าเทียมในสังคมอย่างแท้จริง

การที่เราทุกคนในสังคมหันมาให้ความสำคัญกับการสื่อสารที่หลากหลาย ไม่เพียงแต่ช่วยลดข้อจำกัดของคนพิการเท่านั้น แต่ยังแสดงถึงหัวใจของงานบริการที่พร้อมจะดูแลทุกคนโดยไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง หากหน่วยงานอื่นๆ นำต้นแบบการจัดอบรม ภาษามือไทยขั้นพื้นฐาน นี้ไปปรับใช้ เชื่อมั่นว่าคุณภาพชีวิตของคนพิการในประเทศไทยจะดีขึ้นอย่างแน่นอนครับ

ที่มา – จ.สุรินทร์ จัดอบรม “ภาษามือไทยขั้นพื้นฐาน” เสริมทักษะการสื่อสาร ลดข้อจำกัดการเข้าถึงบริการคนพิการ

นายกฯปัดตอบโผนายพลสีกากี ผบ.ตร.ย้ำไม่จำกัดรุ่นไหน

นายกฯปัดตอบโผนายพลสีกากี ผบ.ตร.ย้ำไม่จำกัดรุ่นไหน

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับความเคลื่อนไหวในแวดวงสีกากี เมื่อล่าสุดมีกระแสข่าวเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับนายพลประจำปี 2569 ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่มีการลุ้นรายชื่อกันอย่างคึกคัก อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงประเด็น นายกฯปัดตอบโผนายพลสีกากี ผบ.ตร.ย้ำไม่จำกัดรุ่นไหน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กลับเลือกที่จะยิ้มและปฏิเสธการให้สัมภาษณ์ในเรื่องนี้ โดยได้ส่งสัญญาณให้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้ชี้แจงแทน

สถานการณ์การแต่งตั้งในมุมมองของ ผบ.ตร.

ทางด้าน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ได้ออกมาให้ความกระจ่างถึงประเด็น นายกฯปัดตอบโผนายพลสีกากี ผบ.ตร.ย้ำไม่จำกัดรุ่นไหน โดยเน้นย้ำว่าไม่อยากให้มองว่าเป็น “โผ” เพราะทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด โดยจะไม่มีการล็อกชื่อหรือจัดลำดับตามความพึงพอใจ แต่จะพิจารณาจากผลงานและประวัติการทำงานเป็นหลัก เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อข้าราชการตำรวจทุกระดับชั้น

สำหรับประเด็นที่มีการตั้งข้อสังเกตว่ามีการล็อกรุ่นนักเรียนนายร้อยตำรวจ ทั้งรุ่นที่ 47 และ 48 นั้น ผบ.ตร. ได้ยืนยันหนักแน่นว่า:

  • ไม่มีการจำกัดรุ่นหรือแบ่งแยกอาวุโสจนมองข้ามความสามารถ
  • การพิจารณาจะยึดตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในมาตรา 81 (1) (ก)
  • ประวัติและผลงานจะเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุดในการเติบโตของสายงาน
  • ทุกคนจะได้รับความเป็นธรรมตามกระบวนการที่โปร่งใส

นอกจากนี้ ในส่วนของข่าวลือเรื่องการประชุมกลั่นกรองรายชื่อในวันที่ 21 ส.ค. นี้ ผบ.ตร. ยังระบุว่าขณะนี้ยังไม่มีการเคาะวันประชุมที่ชัดเจน ทุกอย่างต้องรอขั้นตอนการพิจารณาที่ถูกต้องตามระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเสียก่อน ดังนั้นขอให้ข้าราชการตำรวจและประชาชนอย่าเพิ่งตื่นตระหนกกับกระแสข่าวลือที่ยังไม่มีมูลความจริง

ในมุมมองของคนนอกวงการ การที่ นายกฯปัดตอบโผนายพลสีกากี ผบ.ตร.ย้ำไม่จำกัดรุ่นไหน ถือเป็นภาพสะท้อนของการบริหารจัดการองค์กรที่เน้นความโปร่งใสและลดแรงกดดันทางการเมือง ซึ่งหากทุกอย่างเป็นไปตามกลไกที่ถูกต้องตามกฎหมาย ย่อมส่งผลดีต่อขวัญและกำลังใจของตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่อย่างสุจริตใจทั่วประเทศ เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า การแต่งตั้งครั้งนี้จะออกมาเป็นอย่างไร และจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมได้มากน้อยแค่ไหนในอนาคต

ที่มา – นายกฯปัดตอบโผนายพลสีกากี ผบ.ตร.ย้ำไม่จำกัดรุ่นไหน ยังไม่นัดประชุมกลั่นกรอง 21 ส.ค.

‘นิรัตน์’ยันปลดผู้เข้าข่ายทุจริตสอบท้องถิ่น ไม่โยนเผือกร้อนให้ อบจ.รับแทนส่วนกลาง

‘นิรัตน์’ยันปลดผู้เข้าข่ายทุจริตสอบท้องถิ่น ไม่โยนเผือกร้อนให้ อบจ.รับแทนส่วนกลาง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงข้าราชการท้องถิ่นทันที หลังจากมีกระแสข่าวเรื่องการสั่งการให้ผู้บริหารท้องถิ่นดำเนินการปลดผู้ที่เข้าข่ายทุจริตการสอบออกจากราชการ ซึ่งงานนี้ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ได้ออกมาไขข้อข้องใจแบบชัดเจนว่า ‘นิรัตน์’ยันปลดผู้เข้าข่ายทุจริตสอบท้องถิ่น ไม่โยนเผือกร้อนให้ อบจ.รับแทนส่วนกลาง อย่างแน่นอน โดยขอให้ทุกภาคส่วนมั่นใจในกระบวนการทำงานที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

สำหรับประเด็นที่ นายก อบจ.ลำพูน แสดงความกังวลว่าคำสั่งดังกล่าวมีความคลุมเครือและเสมือนการผลักภาระให้ท้องถิ่นนั้น นายนิรัตน์ได้ชี้แจงว่า ทาง สถ. และคณะกรรมการกลางข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) ได้ทำหน้าที่ในส่วนกลางจนครบถ้วนแล้ว โดยมีการรวบรวมข้อมูลคะแนนเปรียบเทียบที่ชัดเจนและแยกส่งไปยังรายจังหวัด เพื่อให้คณะกรรมการระดับจังหวัดดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

ทำไมการตัดสินใจนี้จึงไม่ถือเป็นการโยนเผือกร้อน?

นายนิรัตน์ยืนยันว่าการดำเนินการในครั้งนี้ไม่ได้ทำแบบลวกๆ เพราะ ‘นิรัตน์’ยันปลดผู้เข้าข่ายทุจริตสอบท้องถิ่น ไม่โยนเผือกร้อนให้ อบจ.รับแทนส่วนกลาง โดยในวันที่ 21 ส.ค. นี้ แต่ละจังหวัดจะมีการประชุมคณะกรรมการเพื่อพิจารณาข้อมูลที่ได้รับไปพร้อมกับใบคะแนนที่ถูกต้อง ดังนั้น การที่นายก อบจ.บางแห่งอาจจะยังไม่เห็นรายละเอียดนั้น เป็นเพียงเพราะขั้นตอนการสื่อสารภายในที่กำลังทยอยดำเนินการไปตามลำดับ

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องข่าวลือการกดดันให้รีบเซ็นคำสั่งโดยไม่ต้องโวยวาย ซึ่งทางรองปลัดกระทรวงมหาดไทยได้ปฏิเสธเสียงแข็งว่าไม่มีการกระทำดังกล่าวอย่างแน่นอน เพราะ:

  • การดำเนินการทุกอย่างต้องยึดถือความถูกต้องเป็นที่ตั้ง
  • ระบบการคัดคนเข้าทำงานต้องได้รับความยุติธรรมและตรวจสอบได้
  • ไม่มีใครสามารถบังคับให้ผู้บริหารท้องถิ่นทำสิ่งที่ผิดระเบียบได้

ท้ายที่สุดนี้ การแก้ปัญหาการทุจริตสอบถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันเพื่อรักษาธรรมาภิบาลของระบบราชการไทย การที่กระทรวงมหาดไทยยืนหยัดในแนวทางนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะสะสางปัญหาที่คาราคาซังให้จบลงด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ ไม่ใช่การใช้อำนาจกดดันฝ่ายปฏิบัติอย่างที่หลายฝ่ายกังวลใจ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนที่รอคอยระบบราชการที่โปร่งใสครับ

ที่มา – ‘นิรัตน์’ยันปลดผู้เข้าข่ายทุจริตสอบท้องถิ่น ไม่โยนเผือกร้อนให้ อบจ.รับแทนส่วนกลาง

Routes to Roots เที่ยวลึกถึงราก ปลุกเศรษฐกิจไทย

ในยุคที่การท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ โจทย์สำคัญไม่ได้อยู่ที่จำนวนนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้างมูลค่าให้ทุกการเดินทางเกิดประโยชน์สูงสุดต่อชุมชน นี่คือที่มาของโปรเจกต์ Routes to Roots เที่ยวลึกถึงราก ที่พลิกโฉมการท่องเที่ยวด้วยพลังของข้อมูลจริง

Routes to Roots เที่ยวลึกถึงราก ปลุกเศรษฐกิจไทย

โครงการ Routes to Roots เที่ยวลึกถึงราก เป็นความร่วมมือครั้งสำคัญที่นำ Mobility Data จากเครือข่ายมือถือของทรูมาวิเคราะห์เชิงลึก เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมการท่องเที่ยวที่แท้จริง โดยโครงการนี้เพิ่งคว้ารางวัล Creative Data Award จากเวที Creative Excellence Awards 2026 มาครองได้สำเร็จ การใช้ข้อมูลแบบไม่ระบุตัวตนทำให้เราเห็นภาพรวมการเดินทางที่แม่นยำ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการวางกลยุทธ์ท่องเที่ยวระดับประเทศ

เปิดพลังข้อมูลสู่ Routes to Roots เที่ยวลึกถึงราก

ความน่าสนใจของโครงการนี้คือการเปลี่ยน “สัญญาณมือถือ” ให้กลายเป็น “เข็มทิศเศรษฐกิจ” ผ่านการวิเคราะห์กว่า 500 ล้านทริป จนค้นพบ 21 คลัสเตอร์การท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ โดยมีจุดเด่นที่สำคัญดังนี้:

  • วิเคราะห์เชิงลึก: เปลี่ยนข้อมูลการเคลื่อนที่ให้กลายเป็น Insight ที่เข้าใจมนุษย์
  • กระจายรายได้: เชื่อมโยงเมืองหลักและเมืองรองเพื่อสร้างโอกาสให้ชุมชน
  • ความยั่งยืน: การออกแบบนโยบายตามหลักฐานจริง (Evidence-based) ช่วยให้การเติบโตของเศรษฐกิจท่องเที่ยวเป็นไปอย่างมีระบบ

คุณอรอุมา วัฒนะสุข จากทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ข้อมูลมือถือคือสินทรัพย์ล้ำค่าที่ช่วยให้เราเข้าใจผู้คนมากขึ้น และเมื่อนำไปประสานกับความคิดสร้างสรรค์จากพันธมิตรอย่าง The Cloud ก็เกิดเป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่หยิบเอาวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ท้องถิ่นมาเล่าใหม่ได้อย่างน่าตื่นเต้น การทำ Routes to Roots เที่ยวลึกถึงราก จึงไม่ใช่แค่การเก็บข้อมูล แต่คือการมอบโอกาสให้คนในท้องถิ่นได้เติบโตอย่างมั่นคงไปพร้อมกับนักเดินทางที่เข้ามาสัมผัสรากเหง้าที่แท้จริง

เราเชื่อว่าการนำข้อมูล Data มาใช้อย่างชาญฉลาดและมีความรับผิดชอบ คือกุญแจสำคัญที่จะเปลี่ยนภูมิทัศน์การท่องเที่ยวไทยให้ยั่งยืนกว่าที่เคย หากคุณสนใจสัมผัสประสบการณ์ใหม่ที่ลึกซึ้งกว่าเดิม สามารถเข้าไปศึกษาเส้นทางท่องเที่ยวทั้ง 6 คลัสเตอร์นำร่องได้ที่เว็บไซต์ของทรู แล้วคุณจะพบว่าเมืองไทยยังมีมุมมองใหม่ๆ ให้เราได้ออกไปสำรวจและร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากไปพร้อมกัน

ที่มา – “Routes to Roots” เที่ยวลึกถึงราก…จาก “สัญญาณมือถือ” ทรู สู่เข็มทิศเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทย คว้า Creative Data Award เวที CEA 2026

ค่าเงินบาทแข็งค่า 33.10 บาท สอดคล้องสกุลเงินภูมิภาค

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาอัปเดตสถานการณ์การเงินกันหน่อย โดยเฉพาะเรื่องที่หลายคนกำลังจับตามองนั่นคือ ค่าเงินบาทแข็งค่า 33.10 บาท สอดคล้องสกุลเงินภูมิภาค ซึ่งถือเป็นการขยับตัวที่น่าสนใจมากในช่วงเช้านี้ครับ

ค่าเงินบาทแข็งค่า 33.10 บาท สอดคล้องสกุลเงินภูมิภาค

เหตุผลหลักที่ทำให้เงินบาทบ้านเราดูมีเรี่ยวแรงขึ้นมานั้น มาจากการที่เงินดอลลาร์สหรัฐฯ เผชิญกับแรงเทขายอย่างหนักต่อเนื่องจากช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาครับ สาเหตุสำคัญคือตัวเลขทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ออกมาอ่อนแอกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้มาก ส่งผลให้นักลงทุนลดความคาดหวังเรื่องที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด จะเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ตัวเลขยอดค้าปลีกของสหรัฐฯ เดือนกรกฎาคมติดลบไปถึง 0.6% สวนทางกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้ว่าจะบวก ทำให้บรรยากาศการลงทุนเปลี่ยนไปทันที

ปัจจัยที่ทำให้ ค่าเงินบาทแข็งค่า 33.10 บาท สอดคล้องสกุลเงินภูมิภาค

นอกจากเรื่องดอลลาร์แล้ว ยังมีปัจจัยรอบด้านที่ส่งผลต่อค่าเงินบาทในวันนี้ โดยเราสามารถสรุปประเด็นสำคัญที่น่าจับตามองได้ดังนี้ครับ:

  • ทิศทางราคาน้ำมัน: ความเสี่ยงในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะประเด็นช่องแคบฮอร์มุซที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
  • ตัวเลขจีดีพีไทย: ต้องรอดูการประกาศตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2/2569 ของไทยที่จะเป็นตัวชี้วัดความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจในประเทศ
  • ฟันด์โฟลว์ต่างชาติ: ทิศทางการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติยังคงเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางค่าเงิน
  • เศรษฐกิจจีน: ข้อมูลเศรษฐกิจจีนเดือนกรกฎาคมที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังเฝ้ารอ

สำหรับการเคลื่อนไหวในวันนี้ นักวิเคราะห์ประเมินกรอบไว้ที่ประมาณ 33.05-33.20 บาทต่อดอลลาร์ฯ ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ตลาดรับรู้ได้ แต่ก็ยังประมาทไม่ได้ครับ เพราะความผันผวนจากสถานการณ์ต่างประเทศยังคงมีอยู่สูง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของดัชนีภาคการผลิตของเฟดนิวยอร์ก หรือดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยของสหรัฐฯ เองก็ตาม

ในมุมมองของผม สถานการณ์ ค่าเงินบาทแข็งค่า 33.10 บาท สอดคล้องสกุลเงินภูมิภาค ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าปัจจัยภายนอกโดยเฉพาะจากฝั่งสหรัฐฯ ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดสำหรับค่าเงินในภูมิภาคเอเชีย ใครที่กำลังวางแผนแลกเงินหรือทำธุรกรรมระหว่างประเทศ ช่วงนี้แนะนำให้ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดนะครับ เพราะสถานการณ์สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาตามตัวเลขเศรษฐกิจที่จะทยอยประกาศออกมาครับ

ที่มา – ค่าเงินบาทแข็งค่า 33.10 บาท สอดคล้องสกุลเงินภูมิภาค หลังเงินดอลลาร์เจอแรงเทขาย

ฟอร์จูนทาวน์ ผนึกกำลัง R3 Autosphere ลุยบิ๊กแคมเปญส่งท้ายปี ‘The Journey Begins’

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้มีข่าวดีมาฝากสำหรับใครที่เป็นสายช้อปปิ้งและคนรักรถ เพราะล่าสุดศูนย์การค้าไอทีและไลฟ์สไตล์ใจกลางเมืองอย่าง ฟอร์จูนทาวน์ ผนึกกำลัง R3 Autosphere ลุยบิ๊กแคมเปญส่งท้ายปี ‘The Journey Begins’ เพื่อสร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งรูปแบบใหม่ที่ไม่มีใครเหมือน บอกเลยว่างานนี้เขาจัดเต็มเพื่อยกระดับย่านรัชดา-พระราม 9 ให้เป็นฮับแห่งความสนุกในช่วงปลายปีนี้ครับ

ฟอร์จูนทาวน์ ผนึกกำลัง R3 Autosphere ลุยบิ๊กแคมเปญส่งท้ายปี ‘The Journey Begins’

ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นการผสานจุดแข็งระหว่างศูนย์การค้าไอทีเบอร์ต้นๆ กับผู้นำด้านยานยนต์ ซึ่งคุณจักรพันธ์ ปิยะพฤกษพรรณ จากฟอร์จูนทาวน์ และคุณเกียรติ ตั้งตรงศักดิ์ จาก R3 Autosphere ได้ออกมาเผยถึงความตื่นเต้นกับแคมเปญนี้ โดยเป้าหมายหลักคือการเชื่อมโยง Ecosystem ของทั้งสองฝั่งเข้าด้วยกัน เพื่อมอบความคุ้มค่าและกิจกรรมสุดพิเศษให้กับลูกค้าทุกคน

ทำไมต้องห้ามพลาดแคมเปญ ‘The Journey Begins’?

สำหรับใครที่ถามว่า ฟอร์จูนทาวน์ ผนึกกำลัง R3 Autosphere ลุยบิ๊กแคมเปญส่งท้ายปี ‘The Journey Begins’ ในครั้งนี้จะมีอะไรน่าสนใจบ้าง ขอบอกเลยว่างานนี้จัดหนักแน่นอนครับ:

  • สิทธิประโยชน์เหนือระดับ: ลูกค้าของทั้งสองแบรนด์จะได้รับสิทธิพิเศษที่คัดสรรมาอย่างดีเยี่ยม
  • ประสบการณ์การช้อปปิ้งรูปแบบใหม่: ผสมผสานไลฟ์สไตล์ไอทีและยานยนต์ไว้อย่างลงตัว
  • กิจกรรมส่งเสริมการขาย: ตลอดไตรมาส 4 ปี 2569 จะเต็มไปด้วยความสุขและความสนุกในทุกมิติ

แคมเปญนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของการช้อปปิ้งเท่านั้น แต่ยังเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของการเดินทางแห่งอนาคตที่ทางฟอร์จูนทาวน์ตั้งใจมอบให้เป็นของขวัญแก่ผู้บริโภค เพื่อกระตุ้นบรรยากาศในย่าน New CBD ให้กลับมาคึกคักและมีชีวิตชีวาอีกครั้งครับ

หากเพื่อนๆ คนไหนกำลังมองหาจุดเช็คอินใหม่ๆ ช่วงสิ้นปี แนะนำว่าอย่าพลาดกิจกรรมในแคมเปญ ฟอร์จูนทาวน์ ผนึกกำลัง R3 Autosphere ลุยบิ๊กแคมเปญส่งท้ายปี ‘The Journey Begins’ นะครับ รับรองว่าได้ทั้งความคุ้มค่าและประสบการณ์ดีๆ กลับบ้านไปอย่างแน่นอน ส่วนรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติม สามารถติดตามได้ที่ช่องทางออนไลน์ของฟอร์จูนทาวน์ได้เลยครับ

ที่มา – ฟอร์จูนทาวน์ ผนึกกำลัง R3 Autosphere ลุยบิ๊กแคมเปญส่งท้ายปี ‘The Journey Begins’

ชาวเกาหลีใต้แห่กิน “ซุปเนื้อสุนัข” ส่งท้ายก่อนรัฐบาลสั่งห้าม

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินเรื่องวัฒนธรรมการทานเนื้อสุนัขในเกาหลีใต้กันมาบ้าง แต่รู้หรือไม่ว่าปัจจุบันสถานการณ์นี้กำลังจะกลายเป็นเพียงอดีตแล้วครับ เมื่อล่าสุดมีข่าวว่า ชาวเกาหลีใต้แห่กิน “ซุปเนื้อสุนัข” ส่งท้ายก่อนรัฐบาลสั่งห้ามขายทั่วประเทศ อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของสังคมเกาหลีใต้เลยทีเดียว

ชาวเกาหลีใต้แห่กิน “ซุปเนื้อสุนัข” ส่งท้ายก่อนรัฐบาลสั่งห้ามขายทั่วประเทศ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงวันศุกร์ที่ 3 ของ “บกนัล” (Boknal) ซึ่งถือเป็นวันที่มีอากาศร้อนที่สุดของปี โดยบรรดาร้านอาหารที่ยังคงเปิดขายเมนู “โบชินทัง” หรือสตูว์เนื้อสุนัข ต่างมีลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ แวะเวียนเข้ามาทานเพื่อเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่กฎหมายห้ามเพาะพันธุ์ ฆ่า และจำหน่ายเนื้อสุนัขจะมีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2570 นี้

ทำไมเทรนด์การบริโภคถึงเปลี่ยนไป

จากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนชาวเกาหลีใต้พบว่า กว่า 90% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าพวกเขาไม่มีความตั้งใจที่จะทานเนื้อสุนัขอีกต่อไป และมีกว่า 80% ที่สนับสนุนการประกาศห้ามขายของรัฐบาลอย่างจริงจัง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าค่านิยมของคนรุ่นใหม่ในเกาหลีเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ชาวเกาหลีใต้แห่กิน “ซุปเนื้อสุนัข” ส่งท้ายก่อนรัฐบาลสั่งห้ามขายทั่วประเทศ จึงเป็นภาพสะท้อนของวัฒนธรรมที่กำลังจะสูญหายไปตามกาลเวลา

  • ตลาดโมรันในเมืองซองนัมเปลี่ยนไปขายสตูว์แพะแทน
  • ธุรกิจกว่า 5,600 แห่งต้องปรับตัวตามกฎหมายใหม่
  • ฟาร์มสุนัขหลายแห่งเริ่มปิดตัวลงก่อนกำหนด

รัฐบาลเกาหลีใต้ได้ผ่านร่างกฎหมายที่เด็ดขาด โดยมีบทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืน ทั้งจำคุกและปรับเงิน แต่ในขณะเดียวกันก็มีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านนี้เป็นไปอย่างราบรื่นที่สุด

ในมุมมองของผม การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของเกาหลีใต้ในการยกระดับมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์ให้เทียบเท่ากับระดับสากล แม้จะมีเสียงสะท้อนจากกลุ่มผู้ที่ยังยึดติดกับประเพณีดั้งเดิมอยู่บ้าง แต่ด้วยกระแสสังคมที่เปลี่ยนไป เราคงจะได้เห็นภาพลักษณ์ใหม่ของเกาหลีใต้ที่ให้ความสำคัญกับความเมตตาต่อสัตว์เลี้ยงมากขึ้นอย่างแน่นอนครับ

ที่มา – ชาวเกาหลีใต้แห่กิน “ซุปเนื้อสุนัข” ส่งท้ายก่อนรัฐบาลสั่งห้ามขายทั่วประเทศ

TOYOTA GAZOO Racing Thailand คว้าอันดับ 2 ศึก AXCR 2026

เรียกได้ว่าสร้างความฮือฮาให้กับวงการมอเตอร์สปอร์ตไทยอีกครั้ง เมื่อทีมแข่งรถชั้นนำอย่าง TOYOTA GAZOO Racing Thailand สามารถสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในการแข่งขันแรลลี่สุดโหดแห่งปี TOYOTA GAZOO Racing Thailand คว้าอันดับ 2 ศึก AXCR 2026 ท่ามกลางความกดดันและเส้นทางที่เต็มไปด้วยอุปสรรคตลอด 2,000 กิโลเมตร

เส้นทางสุดหินที่ TOYOTA GAZOO Racing Thailand คว้าอันดับ 2 ศึก AXCR 2026

รายการ Asia Cross Country Rally 2026 หรือ AXCR 2026 ถือเป็นบททดสอบความแข็งแกร่งของทั้งรถแข่งและทีมงาน โดยปีนี้ทีมได้พาเจ้า Hilux TRAVO ตะลุยผ่านเส้นทางตั้งแต่พัทยา ชลบุรี ไปจนถึงจังหวัดพิษณุโลก ผ่าน 5 จังหวัดสำคัญที่มีสภาพถนนแตกต่างกันไป ทั้งทางฝุ่นความเร็วสูง ทางโคลน ร่องน้ำ และเส้นทางออฟโรดที่ต้องใช้เทคนิคการขับขี่ขั้นสูง ซึ่งทีมงานวิศวกรไทยและญี่ปุ่นได้ร่วมมือกันเตรียมความพร้อมจนประสบความสำเร็จในที่สุด

เบื้องหลังความสำเร็จและบทสรุปของ TOYOTA GAZOO Racing Thailand คว้าอันดับ 2 ศึก AXCR 2026

ตลอด 6 วันของการแข่งขัน ทีมงานและนักแข่งต้องทำงานร่วมกันอย่างหนัก โดยเฉพาะรถหมายเลข 102 ที่ขับโดย “หนึ่ง” มานะ พรศิริเชิด และ “ตอน” กิติศักดิ์ กลิ่นจันทร์ ที่ทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจ สามารถจบการแข่งขันในอันดับที่ 2 ทั้งในรุ่น T1D และแบบโอเวอร์ออล ด้วยเวลารวม 13.00.45 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังมีรถหมายเลข 107 และ 130 ที่ร่วมผนึกกำลังจนทีมได้รับถ้วยแชมป์ประเภททีมอันดับ 2 มาครองได้อย่างสมศักดิ์ศรี

  • รุ่น T1D: มานะ พรศิริเชิด และกิติศักดิ์ กลิ่นจันทร์ คว้าอันดับ 2
  • รุ่น T1D: ณัฐพล อังฤทธานนท์ และธันยพัต มีนิล จบอันดับ 11
  • รุ่น T2A-D: ภูริมาศ ถินจันทร์ และประกาย น้ำใจทหาร จบอันดับ 7

ทำไมชัยชนะครั้งนี้ถึงสำคัญ?
นอกจากการคว้าถ้วยรางวัลแล้ว การแข่งขันรายการนี้ยังเป็นการทดสอบสมรรถนะของรถยนต์ในสภาพที่หนักหน่วงที่สุด ข้อมูลเชิงลึกทั้งหมดจะถูกนำไปต่อยอดภายใต้วิสัยทัศน์ “MAKING EVER-BETTER MOTORSPORTS-BRED CARS” เพื่อให้โตโยต้ามอบรถยนต์ที่ดียิ่งขึ้นให้แก่ผู้ใช้งานจริงในอนาคต

สำหรับแฟนๆ มอเตอร์สปอร์ตที่ชื่นชอบความมันส์และอยากร่วมเชียร์ทัพนักแข่งไทย สามารถติดตามโปรแกรมถัดไปในรายการ TSS The Super Series by B-Quik 2026 ที่สนามเซปัง ประเทศมาเลเซีย แล้วมาลุ้นกันต่อว่าพวกเขาจะสร้างปรากฏการณ์อะไรให้เราตื่นเต้นกันอีกครับ!

ที่มา – TOYOTA GAZOO Racing Thailand คว้าอันดับ 2 ศึก AXCR 2026 หฤโหดฝ่า 5 จังหวัด รวม 2,000 กม.

สภาพัฒน์ ปรับจีดีพีปี 69 ทะยาน 2.2% ชี้เอกชนลงทุนแกร่ง

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามีข่าวดีทางเศรษฐกิจมาอัปเดตกันครับ หลังจากที่หลายคนกังวลกับสภาวะเศรษฐกิจโลก ล่าสุดทางสภาพัฒน์ได้ออกมาเผยตัวเลขสำคัญ โดยระบุว่า สภาพัฒน์ ปรับจีดีพีปี 69 ทะยาน 2.2% ชี้เอกชนลงทุนแกร่งส่งออกดีเกินคาด ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกที่น่าจับตามองอย่างมากในช่วงครึ่งปีหลังนี้ครับ

สภาพัฒน์ ปรับจีดีพีปี 69 ทะยาน 2.2% ชี้เอกชนลงทุนแกร่งส่งออกดีเกินคาด

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒน์เปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจไตรมาส 2 ปี 69 ว่าแม้จะมีความท้าทายจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่เศรษฐกิจไทยยังคงเติบโตได้ที่ 1.9% ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิม โดยการปรับเป้าหมาย สภาพัฒน์ ปรับจีดีพีปี 69 ทะยาน 2.2% ชี้เอกชนลงทุนแกร่งส่งออกดีเกินคาด นั้น มีปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากหลายภาคส่วนที่แข็งแกร่งเกินคาดครับ

ปัจจัยบวกที่ผลักดันเศรษฐกิจไทย

จากการวิเคราะห์ของสภาพัฒน์ พบว่าเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่ทำงานได้ดีเยี่ยมในไตรมาสนี้ ได้แก่:

  • การลงทุนภาคเอกชน: เติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 13.4% สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุน
  • การส่งออกสินค้า: ขยายตัวได้ 14.1% โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ตลาดโลกกำลังต้องการสูง
  • ภาคการท่องเที่ยว: ยังคงเป็นรายได้หลักที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ในฝั่งของเกษตรกรเองก็มีข่าวดี เพราะรายได้เกษตรกรกลับมาขยายตัวได้ 6.6% ซึ่งถือเป็นการกลับมาขยายตัวครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาสเลยทีเดียว แม้ว่าจะมีปัจจัยด้านหนี้สาธารณะที่ต้องบริหารจัดการ แต่ภาพรวมถือว่าเศรษฐกิจไทยยังมีรากฐานที่มั่นคงครับ

หากถามถึงมุมมองในอนาคต การที่ตัวเลขออกมาในทิศทางนี้ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับผู้ประกอบการและนักลงทุนครับ เพราะเมื่อ สภาพัฒน์ ปรับจีดีพีปี 69 ทะยาน 2.2% ชี้เอกชนลงทุนแกร่งส่งออกดีเกินคาด ย่อมส่งผลให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม เราก็ยังคงต้องติดตามปัจจัยภายนอกอย่างใกล้ชิด ทั้งเรื่องเงินเฟ้อและสถานการณ์โลกที่อาจเปลี่ยนแปลงได้เสมอครับ

เพื่อนๆ มีความเห็นอย่างไรบ้างครับกับตัวเลขคาดการณ์นี้? ส่วนตัวผมมองว่าการที่ภาคเอกชนกล้าลงทุนขนาดนี้ เป็นสัญญาณที่ดีว่าประเทศไทยยังมีโอกาสเติบโตอีกมากหากเราปรับตัวทันกระแสโลกครับ

ที่มา – สภาพัฒน์ ปรับจีดีพีปี 69 ทะยาน 2.2% ชี้เอกชนลงทุนแกร่งส่งออกดีเกินคาด

รร.วัดทุ่งคอก ปลื้ม ‘เดลินิวส์’ เพิ่มทักษะนักเรียนรู้เท่าทันสื่อฯ ด้วยหนังสือพิมพ์

เชื่อว่าในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลข่าวสารวิ่งเข้ามาหาเราแทบทุกวินาที การสร้างทักษะในการคัดกรองข้อมูลถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งครับ ล่าสุดทางโรงเรียนวัดทุ่งคอก (สุวรรณสาธุกิจ) จ.สุพรรณบุรี ได้เข้าร่วมกิจกรรมดีๆ อย่างโครงการสร้างเสริมทักษะนักเรียนรู้เท่าทันสื่อฯ ด้วยหนังสือพิมพ์ ซึ่งจัดขึ้นโดยเดลินิวส์ ร่วมกับมูลนิธิสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติและกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เพื่อติดอาวุธทางปัญญาให้แก่เด็กๆ ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5

ความสำเร็จของโครงการสร้างเสริมทักษะนักเรียนรู้เท่าทันสื่อฯ ด้วยหนังสือพิมพ์

นางอารี พวงวรินทร์ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดทุ่งคอก เปิดเผยว่าทางโรงเรียนให้ความสำคัญกับการฝึกฝนให้นักเรียนรู้จักคิดวิเคราะห์ แยกแยะข่าวจริงหรือข่าวปลอม ผ่านกิจกรรมเรียนรู้จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์และสื่อออนไลน์ ซึ่งเป็นสื่อกลางที่ช่วยให้เด็กๆ เข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและปลอดภัย โดยโครงการสร้างเสริมทักษะนักเรียนรู้เท่าทันสื่อฯ ด้วยหนังสือพิมพ์นี้ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากทั้งคณะครูและนักเรียน

ประโยชน์ที่เด็กๆ ได้รับจากโครงการสร้างเสริมทักษะนักเรียนรู้เท่าทันสื่อฯ ด้วยหนังสือพิมพ์

ทางด้าน นายมนตรี รัตนภูวิศ ครูผู้ดูแลโครงการกล่าวว่า การได้นำหนังสือพิมพ์มาเป็นสื่อการสอน ทำให้เด็กๆ เกิดนิสัยรักการอ่านและรู้จักการตั้งคำถามกับสิ่งที่ได้รับชม โดยกิจกรรมที่นักเรียนได้ร่วมทำมีหลากหลายรูปแบบ ดังนี้:

  • กิจกรรมการอ่านวิเคราะห์และประเมินเนื้อหาข่าว
  • กิจกรรมการรู้เท่าทันโฆษณาในสื่อหนังสือพิมพ์และออนไลน์
  • กิจกรรมฝึกคิดสร้างสรรค์จากบทความที่น่าสนใจ
  • กิจกรรมเสริมสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันภัยจากมิจฉาชีพและแก๊ง Call Center

ทำไมโครงการนี้ถึงสำคัญ?
ในปัจจุบันภัยบนโลกออนไลน์มีหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นยาเสพติด การพนันออนไลน์ หรือกลโกงมิจฉาชีพ 18 รูปแบบ การที่นักเรียนสามารถนำความรู้จากโครงการนี้ไปบอกต่อยังพ่อแม่ พี่น้อง และคนในชุมชนได้ ถือเป็นการขยายผลการเรียนรู้ที่สร้างประโยชน์ให้กับสังคมได้อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะทักษะการ ‘คิดก่อนเชื่อ’ และ ‘ชัวร์ก่อนแชร์’ ที่เป็นหัวใจสำคัญของการอยู่รอดในยุคดิจิทัล

ถือเป็นก้าวสำคัญของทางโรงเรียนวัดทุ่งคอกที่มุ่งมั่นพัฒนานักเรียนให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ รู้เท่าทันโลกและสื่อต่างๆ รอบตัว หากโรงเรียนอื่นๆ สนใจนำแนวทางนี้ไปปรับใช้ เชื่อว่าจะช่วยสร้างเกราะป้องกันภัยให้กับเยาวชนไทยได้อย่างเข้มแข็งแน่นอนครับ

ที่มา – รร.วัดทุ่งคอก ปลื้ม ‘เดลินิวส์’ เพิ่มทักษะนักเรียนรู้เท่าทันสื่อฯ ด้วยหนังสือพิมพ์