ส่องผลกระทบ 10 เดือน ค้าชายแดน ไทย-กัมพูชา 7 จังหวัดเสียหาย 6 หมื่นล้าน
การค้าชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชานับเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนหลายจังหวัด แต่ในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา สถานการณ์การสู้รบและการปิดด่านส่งผลกระทบอย่างรุนแรง ทำให้มูลค่าการค้าดิ่งลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนและเศรษฐกิจโดยรวมในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดน
ส่องผลกระทบ 10 เดือน ค้าชายแดน ไทย-กัมพูชา 7 จังหวัดเสียหาย 6 หมื่นล้าน
ผลกระทบจากการปิดจุดผ่านแดนและการสู้รบตามแนวชายแดนทำให้ระบบโลจิสติกส์และการขนส่งสินค้าชะงักงัน ส่งผลให้มูลค่าการค้าชายแดนไทย-กัมพูชาในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 หดตัวลงถึง 36.68% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
โดยมูลค่าการค้ารวมอยู่ที่ 95,554 ล้านบาท แบ่งเป็นการส่งออก 72,844 ล้านบาท และการนำเข้า 22,710 ล้านบาท แม้ไทยจะยังคงได้ดุลการค้ากว่า 50,135 ล้านบาท แต่ตัวเลขดังกล่าวลดลงอย่างชัดเจนจากช่วงก่อนเกิดวิกฤต
ช่วงก่อนวิกฤต: ครึ่งปีแรกยังคึกคัก
ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงพฤษภาคม บรรยากาศการค้าชายแดนมีความคึกคัก มูลค่าการค้ารายเดือนเฉลี่ยสูงกว่า 15,000 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการสินค้าและการเคลื่อนย้ายสินค้าที่ราบรื่น ผ่าน 4 ด่านการค้าสำคัญ ได้แก่ ด่านอรัญประเทศ (สระแก้ว), ด่านบ้านคลองลึก (สระแก้ว), ด่านจังหวัดบุรีรัมย์ และด่านจังหวัดสุรินทร์
ช่วงวิกฤต: ครึ่งปีหลังการค้าดิ่งเหว
ตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นมา สถานการณ์การสู้รบและการปิดด่านส่งผลกระทบโดยตรงต่อการขนส่งสินค้า มูลค่าการค้าดิ่งลงเฉลี่ยเดือนละกว่า 10,000 ล้านบาท ทำให้ช่วง 10 เดือนแรกมีการค้าหายไปกว่า 55,000-60,000 ล้านบาท
ผลกระทบนี้ไม่เพียงกระทบต่อผู้ประกอบการและพ่อค้าแม่ค้ารายย่อย แต่ยังส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานและเศรษฐกิจในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดน ได้แก่ สระแก้ว บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี ปัตตานี และนราธิวาส
สินค้าหลักที่ได้รับผลกระทบ
สินค้านำเข้าสำคัญจากกัมพูชาที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ ข้าวเปลือก ยางพารา เครื่องแต่งกาย และสินค้าเกษตร ขณะที่สินค้าส่งออกสำคัญจากไทยไปกัมพูชา ได้แก่ น้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซิน ปูนซีเมนต์ เหล็ก เครื่องดื่ม และสินค้าอุปโภคบริโภค
- ข้าวเปลือก: ยอดนำเข้าลดลงอย่างมากจากการขนส่งที่ล่าช้า
- ยางพารา: ได้รับผลกระทบจากการปิดด่านและค่าขนส่งที่สูงขึ้น
- น้ำมันดีเซล: ความต้องการลดลงจากการขนส่งที่ชะลอตัว
- ปูนซีเมนต์และเหล็ก: โครงการก่อสร้างในพื้นที่ชายแดนชะลอตัว
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่
การค้าชายแดนที่ชะลอตัวส่งผลให้แรงงานในพื้นที่ชายแดนจำนวนมากต้องขาดรายได้ ทั้งจากการขนส่งสินค้า การค้าขาย และการท่องเที่ยว ขณะที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้น และความไม่แน่นอนของเส้นทางการค้า
ผลกระทบนี้ยังส่งต่อไปยังภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมแปรรูป ที่ต้องพึ่งพาตลาดชายแดนเป็นช่องทางการขายสินค้าสำคัญ ซึ่งหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย เศรษฐกิจในพื้นที่อาจเข้าสู่ภาวะถดถอย
ทางออกและแนวทางแก้ไข
การฟื้นฟูการค้าชายแดนจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งสองประเทศในการคลี่คลายความขัดแย้ง พร้อมทั้งเปิดด่านการค้าให้กลับมาเปิดตามปกติ อีกทั้งการพัฒนาระบบโลจิสติกส์และเส้นทางการค้าทางเลือก เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเพียงไม่กี่ด่าน
ภาครัฐควรเร่งเจรจาและสร้างกลไกความร่วมมือด้านความมั่นคงและการค้า เพื่อให้การค้าชายแดนสามารถกลับมาคึกคักได้อีกครั้ง พร้อมทั้งให้การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่ชายแดนอย่างเร่งด่วน
การค้าชายแดนไม่ใช่เพียงเรื่องเศรษฐกิจ แต่ยังเกี่ยวข้องกับความมั่นคงและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนนับล้านคน หากไม่มีการแก้ไขอย่างจริงจัง ผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจลุกลามและส่งผลต่อเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศในระยะยาว
ที่มา – ส่องผลกระทบ 10 เดือน ค้าชายแดน ไทย-กัมพูชา 7 จังหวัดเสียหาย 6 หมื่นล้าน