ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

‘เพื่อไทย’ ซัดแนวทางส.ส.ร.ฉบับ ‘ภูมิใจไทย’ ไร้ประชาชน

‘เพื่อไทย’ ซัดแนวทางส.ส.ร.ฉบับ ‘ภูมิใจไทย’ ไร้ประชาชนในสมการ

ในวันที่ 28 กันยายน นายดนุพร ปุณณกันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนเกี่ยวกับกรณีการยื่นญัตติเสนอร่างแก้ไขเพิ่มรัฐธรรมนูญ หมวด 15 เพื่อเปิดทางให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘เพื่อไทย’ ซัดแนวทางส.ส.ร.ฉบับ ‘ภูมิใจไทย’ ว่าขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างสิ้นเชิง ขณะนี้มีร่างจากหลายพรรค ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย แต่เงื่อนไขสำคัญตามรัฐธรรมนูญ 2560 คือต้องได้รับเสียงเห็นชอบจาก ส.ว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ทั้งในวาระที่ 1 และ 3

การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เพื่อให้เกิดรัฐธรรมนูญใหม่ ควรเป็นกระบวนการที่เปิดกว้างและมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง แต่แนวทางของพรรคภูมิใจไทยกลับไม่เชื่อมโยงกับประชาชนเลย ทำให้ ‘เพื่อไทย’ ซัดแนวทางส.ส.ร.ฉบับ ‘ภูมิใจไทย’ ไร้ประชาชนในสมการอย่างหนัก นายดนุพร เน้นย้ำว่า การกำหนดสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) อาจถูกควบคุมโดยพรรคการเมืองใหญ่ โดยเฉพาะ ส.ว. สีน้ำเงินและพรรคภูมิใจไทยที่กำลังขยายอิทธิพล ซึ่งอาจทำให้รัฐธรรมนูญใหม่ไม่ใช่สิ่งที่ประชาชนคาดหวัง

‘เพื่อไทย’ ซัดแนวทางส.ส.ร.ฉบับ ‘ภูมิใจไทย’ ไร้ประชาชนในสมการ

จากมุมมองของพรรคเพื่อไทย แนวทางนี้เสี่ยงต่อการเป็นพิธีกรรมทางการเมืองที่ปิดกั้นประชาชน ท้ายที่สุด ผู้ตัดสินใจว่าจะใครได้เป็นส.ส.ร. อาจตกอยู่ในมือของกลุ่มอำนาจเดิม นายดนุพร เปรียบเสมือนการเปิดกล่องแพนโดร่าที่ปลดปล่อยหายนะและขังความหวังไว้ด้านใน เพื่อหยุดยั้งสถานการณ์นี้ พรรคเพื่อไทยเรียกร้องให้พรรคประชาชน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนรัฐบาล ต้องเจรจาอย่างเปิดเผยกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทย และ ส.ว. เพื่อให้กระบวนการโปร่งใสและประชาชนมีส่วนร่วม

ความเสี่ยงของกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ต้องคำนึงถึงหลักประชาธิปไตย โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของประชาชน หากแนวทางส.ส.ร.จากพรรคภูมิใจไทยเดินหน้าต่อไป อาจนำไปสู่ความขัดแย้งในสังคมไทยมากขึ้น พรรคเพื่อไทยมองว่าการเจรจาที่ซ่อนเร้นจะทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลผสม นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่อง Memorandum of Understanding (MOA) ระหว่างพรรคส้มและน้ำเงิน ซึ่งควรเป็นเครื่องมือเพื่อประชาชน ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์พรรคการเมือง

  • เงื่อนไขการรับหลักการ: ต้องมีเสียง ส.ว. อย่างน้อย 1 ใน 3
  • ความเสี่ยงจากพรรคใหญ่: ส.ว. และพรรคภูมิใจไทยอาจครองอิทธิพล
  • การมีส่วนร่วมของประชาชน: ขาดหายไปในแนวทางปัจจุบัน
  • ข้อเสนอแนะ: เจรจาเปิดเผยระหว่างพรรคและ ส.ว.

พรรคเพื่อไทยหวังว่าพรรคประชาชนจะไม่ตัดสินใจผิดพลาด เพราะนี่คือการเดิมพันอนาคตของชาติ หากรัฐธรรมนูญใหม่กลายเป็นหายนะ ความรับผิดชอบจะตกอยู่ที่ผู้มีอำนาจทั้งหมด ในฐานะพรรคฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทยยืนยันที่จะผลักดันให้กระบวนการนี้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง

มุมมองจากประชาชนและนักวิชาการ

จากกระแสสังคม นักวิชาการและประชาชนจำนวนมากเห็นด้วยกับ ‘เพื่อไทย’ ซัดแนวทางส.ส.ร.ฉบับ ‘ภูมิใจไทย’ ไร้ประชาชนในสมการ โดยเรียกร้องให้มีการสำรวจความคิดเห็นประชาชนก่อนดำเนินการ รัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุดที่ต้องสะท้อนเจตจำนงของประชาชน ไม่ใช่เครื่องมือของชนชั้นนำ หากรัฐบาลสามารถจัดการเจรจาแบบเปิด จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นและลดความแตกแยกในสังคมไทยได้

สรุปแล้ว การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการปฏิรูป แต่ต้องไม่ละเลยประชาชน ในฐานะผู้อ่าน คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์เพื่อร่วมสนทนาและติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตต่อไป

ที่มา – ‘เพื่อไทย’ ซัดแนวทางส.ส.ร.ฉบับ ‘ภูมิใจไทย’ ไร้ประชาชนในสมการ

เบน-สันติราษฎร์ ดีใจ เปิดโหมดล่า คดีเดือด ซีซั่น 2 กระแสดี

เบน-สันติราษฎร์ ดีใจ เปิดโหมดล่า คดีเดือด ซีซั่น 2 กระแสดี

สวัสดีค่ะทุกคน! วันนี้เรามาพูดถึงเรื่องที่แฟนซีรีส์สืบสวนแอ็กชันกำลังฮอตฮิตกันมาก ๆ เลยนะคะ สำหรับ “เบน-สันติราษฎร์” ดีใจ “เปิดโหมดล่า คดีเดือด ซีซั่น 2” กระแสดี แฟนๆ แห่คอมเมนต์ชมแน่นจนหายเหนื่อย นี่คือข่าวดีที่ทำให้พวกเราตื่นเต้นสุด ๆ ไปเลย ซีรีส์จากค่าย 9 บีเวอร์ ฟิล์มส์ เรื่องนี้กลับมาอีกครั้งด้วยความเข้มข้นที่เพิ่มขึ้นแบบไม่ยั้ง ใครที่เป็นแฟนตัวยงของเบน ในบทสารวัตรเจมส์ เจ้าของฉายาหล่อทะลุแมสก์ คงต้องกรี๊ดกันแน่ ๆ ค่ะ

ซีซั่น 2 นี้เริ่มออกอากาศไปแล้ว และจากข้อมูลเรตติ้งวันที่ 17-18 กันยายน 2568 ออกสตาร์ทด้วยเรตติ้ง 2.8 ทั่วประเทศ แถมกระแสจากโซเชียลมีเดียยังถล่มทลาย แฟน ๆ คอมเมนต์กันรัว ๆ ชมว่าสนุก มันส์ และเดือดยิ่งกว่าเดิม ผู้จัดอย่าง โอริเวอร์ บีเวอร์ ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เปิดแฟ้มคดีใหม่ เพิ่มตัวละครใหม่ ๆ คิวบู๊สุดอลังการ และเอฟเฟกต์ที่จัดเต็ม เรียกได้ว่าเป็นการอัปเกรดที่สมกับการรอคอยจากแฟน ๆ ซีซั่นแรกเลยทีเดียว

“เบน-สันติราษฎร์” ดีใจ “เปิดโหมดล่า คดีเดือด ซีซั่น 2” กระแสดี แฟนๆ แห่คอมเมนต์ชมแน่นจนหายเหนื่อย

เบน-สันติราษฎร์ กุลนพเกียรติ ในบทสารวัตรเจมส์ ได้เปิดใจขอบคุณแฟน ๆ ผ่านสื่อ โดยบอกว่าดีใจมากที่ทุกคนติดตามมาตั้งแต่ซีซั่นแรก และรอคอยซีซั่น 2 กันอย่างใจจดใจจ่อ พอออกอากาศ แฟน ๆ ก็ชื่นชอบกันถ้วนหน้า ชมว่าคิวบู๊จัดเต็มมากขึ้น การเล่าเรื่องมีรายละเอียดน่าติดตามยิ่งกว่าเดิม ที่สำคัญ ซีรีส์เรื่องนี้ดึงข้อมูลจากแฟ้มคดีจริงมาประมาณ 50% แล้วปรับแต่งเพิ่มความสนุกอีก 50% ให้เข้ากับบทละคร ทำให้ดูสมจริงและลุ้นระทึกสุด ๆ

ตัวละครใหม่ที่เพิ่มความเดือดให้ซีรีส์

นอกจากเบนที่ยังคงหล่อและเท่ในบทเดิม ซีซั่นนี้ยังมีนักแสดงหน้าใหม่มาร่วมแจม เพิ่มสีสันให้ทีมสืบนครบาล เช่น น้องอ๋อม (ปัณชญา สุวรรณกูฏ), พอล เดอบ๊อด, ดรีม (ปุณณฤกษ์ อาศัยป่า) และซิล (ฐณธรณ์ ธัญญกรกุล) แต่ละคนเก่งและทุ่มเทมาก ทำให้การถ่ายทำสนุกและตื่นเต้น เบนยังเล่าว่าการได้ปลอมตัวไปสืบคดีและบู๊กันจริง ๆ มันส์มาก แถมกระแสดีตั้งแต่ตอนแรก ๆ บางคนถึงกับถามหาซีซั่น 3 แล้ว! แต่ตอนนี้ต้องโฟกัสที่ซีซั่น 2 ก่อนนะคะ ความสนุก ความเดือด พลิกผัน และความซับซ้อน จัดเต็มกว่าเดิมแน่นอน

  • จุดเด่นของซีซั่น 2: คดีจากชีวิตจริง ปรับเป็นละครสุดเข้มข้น
  • นักแสดงใหม่: น้อง ๆ สด ๆ ร้อน ๆ ที่เพิ่มพลังให้ทีม
  • คิวบู๊: อลังการ เอฟเฟกต์ไม่ยั้ง มันส์สะใจ
  • กระแส: เรตติ้งดี คอมเมนต์เพียบ เบนหายเหนื่อยเพราะแฟน ๆ

การกลับมาของ “เปิดโหมดล่า คดีเดือด ซีซั่น 2” ไม่ใช่แค่ซีรีส์ธรรมดา แต่เป็นการผสมผสานระหว่างเรื่องจริงกับจินตนาการที่ทำให้ผู้ชมติดงอมแงม ถ้าคุณยังไม่ได้ดู อย่าพลาดเลยนะคะ มันคือการล่าคดีที่ทั้งสมจริงและบันเทิงครบรส ในมุมมองของดิฉัน ซีรีส์ไทยแบบนี้ช่วยยกระดับวงการบันเทิงของเรามาก ๆ เลย โดยเฉพาะการนำคดีจริงมาสร้างสรรค์ใหม่แบบนี้ แฟน ๆ ที่ชื่นชอบแนวสืบสวนต้องรีบไปติดตามดูแล้วชวนเพื่อน ๆ มาคุยกันในคอมเมนต์ด้านล่างด้วยนะคะ! คุณคิดว่าซีซั่น 3 จะมาเมื่อไหร่ ลองเดากันดู

ที่มา – “เบน-สันติราษฎร์” ดีใจ “เปิดโหมดล่า คดีเดือด ซีซั่น 2” กระแสดี แฟนๆแห่คอมเมนต์ชมแน่นจนหายเหนื่อย

ญี่ปุ่นปรับเพิ่มโอกาสแผ่นดินไหวรุนแรงนันไก 60-90%

ญี่ปุ่นปรับเพิ่มโอกาสเกิด “แผ่นดินไหวรุนแรง” ในร่องลึกนันไกเป็น 60-90% นับเป็นข่าวที่สร้างความตื่นตัวให้กับประชาชนและผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติทั่วโลก ประเทศที่ตั้งอยู่บนวงแหวนแห่งไฟแห่งแปซิฟิกอย่างญี่ปุ่น มักเผชิญกับแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง แต่การประเมินล่าสุดนี้มาจากวิธีการคำนวณที่ละเอียดและแม่นยำยิ่งขึ้น โดยสำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงโตเกียวเมื่อวันที่ 28 กันยายน ว่า การปรับปรุงนี้ไม่ได้หมายถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจริง แต่เป็นการรวมปัจจัยความไม่แน่นอนและความคลาดเคลื่อนของข้อมูลเข้าไปในการพยากรณ์ ทำให้ตัวเลขมีความสมจริงมากกว่าเดิม

ญี่ปุ่นปรับเพิ่มโอกาสเกิด “แผ่นดินไหวรุนแรง” ในร่องลึกนันไกเป็น 60-90%

ก่อนหน้านี้ ในเดือนมกราคม 2568 คณะกรรมการวิจัยแผ่นดินไหวของญี่ปุ่นเคยประเมินโอกาสเกิดแผ่นดินไหวขนาดมหาศาลในพื้นที่ร่องลึกนันไกไว้ที่ประมาณ 80% แต่การปรับครั้งใหม่นี้เปลี่ยนแปลงเป็น 60-90% ซึ่งอาจดูเหมือนลดลง แต่จริงๆ แล้วเป็นการขยายช่วงความเป็นไปได้เพื่อให้ครอบคลุมสถานการณ์ที่หลากหลายมากขึ้น นายนาโอะชิ ฮิราตะ ศาสตราจารย์กิตติคุณจากมหาวิทยาลัยโตเกียว และประธานคณะกรรมการวิจัยแผ่นดินไหว กล่าวย้ำว่า สถานการณ์ยังคงตึงเครียดเหมือนเดิม แผ่นดินไหวสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติอย่างต่อเนื่อง ไม่ควรวางใจใดๆ

ร่องลึกนันไกคืออะไร และทำไมถึงอันตราย

ร่องลึกนันไก หรือ Nankai Trough เป็นร่องลึกใต้ท้องทะเลขนาดใหญ่ที่ทอดยาวตามแนวชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกของญี่ปุ่น ยาวกว่า 800 กิโลเมตร สถานที่แห่งนี้เป็นจุดที่แผ่นเปลือกโลกย่อย (subduction zone) ชนกันระหว่างแผ่นฟิลิปปินส์และแผ่นยูเรเชีย ทำให้เกิดแรงกดดันสะสมมหาศาล เชื่อกันว่า แผ่นดินไหวขนาดใหญ่จะเกิดขึ้นตามแนวร่องลึกนี้ทุก 100-150 ปี หากเกิดขึ้นจริง อาจก่อให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิที่สูงถึง 30 เมตร ส่งผลกระทบต่อประชากรนับล้านคนในภูมิภาคชูบุ ชิกอกุ และคิวชู

ประวัติศาสตร์บันทึกเหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงในร่องลึกนันไกหลายครั้ง โดยครั้งล่าสุดที่ได้รับการยืนยันคือแผ่นดินไหวนันไกปี 2489 (ค.ศ. 1946) ซึ่งมีขนาด 8.0 ตามมาตราแมกนิจูด สร้างความเสียหายรุนแรงและคร่าชีวิตผู้คนนับพัน ก่อนหน้านั้นยังมีเหตุการณ์ในปี 2368 (ค.ศ. 1707) ที่เรียกว่าโฮเอโอะไก ซึ่งเป็นหนึ่งในภัยพิบัติร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น นับจากนั้น จนถึงปัจจุบันผ่านไปเกือบ 80 ปี แรงกดดันใต้ดินยังคงสะสม ทำให้ผู้เชี่ยวชาญกังวลว่าอาจใกล้ถึงจุดระเบิดแล้ว

ผลกระทบและการเตรียมพร้อมจากญี่ปุ่นปรับเพิ่มโอกาสแผ่นดินไหวรุนแรงนันไก

การปรับเพิ่มโอกาสเกิด “แผ่นดินไหวรุนแรง” ในร่องลึกนันไกเป็น 60-90% ส่งผลให้รัฐบาลญี่ปุ่นเร่งรัดมาตรการป้องกันภัย เช่น การเสริมสร้างอาคารให้ทนแผ่นดินไหว การฝึกซ้อมอพยพ และระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่ทันสมัย นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนในเทคโนโลยีตรวจจับแผ่นดินไหวใต้ทะเล เพื่อให้สามารถคาดการณ์และลดความเสียหายได้ทันท่วงที

  • การเสริมโครงสร้างพื้นฐาน: อาคารสูงและสะพานต้องผ่านมาตรฐานการรับน้ำหนักแผ่นดินไหวระดับ 9.0
  • ระบบเตือนภัย: แอปพลิเคชันและไซเรนที่แจ้งเตือนภายในไม่กี่วินาทีหลังตรวจพบคลื่นหลักแรก
  • การฝึกอบรมประชาชน: โครงการฝึกซ้อมประจำปี เพื่อให้ทุกคนรู้วิธีหลบภัยและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
  • การวางแผนรับมือสึนามิ: สร้างกำแพงกันคลื่นและจุดอพยพสูงตามชายฝั่ง

สำหรับคนไทยที่สนใจเดินทางไปญี่ปุ่น โดยเฉพาะพื้นที่ทางตอนใต้ ควรติดตามข่าวสารจากหน่วยงานอย่าง Japan Meteorological Agency และเตรียมแผนส่วนตัว เช่น ตรวจสอบโรงแรมที่ทนภัยพิบัติ และพกเอกสารสำคัญไว้ในที่ปลอดภัย

ในมุมมองของผู้เขียน การปรับประเมินนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้มนุษย์ตระหนักถึงพลังของธรรมชาติที่ไม่อาจคาดเดาได้ ญี่ปุ่นซึ่งเป็นแบบอย่างในการรับมือภัยพิบัติ สอนเราว่า การเตรียมพร้อมคือกุญแจสู่ความอยู่รอด อย่ารอให้ภัยมาแล้วค่อยแก้ไข แต่เริ่มต้นด้วยการเรียนรู้และปฏิบัติวันนี้ เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของตนเองและครอบครัว

หากคุณมีประสบการณ์หรือเคล็ดลับในการเตรียมรับมือแผ่นดินไหว แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนกันนะครับ!

ที่มา – ญี่ปุ่นปรับเพิ่มโอกาสเกิด “แผ่นดินไหวรุนแรง” ในร่องลึกนันไกเป็น 60-90%

เหี้ยมเกินมนุษย์! บุกจับแก๊งพรานป่า ล่ากระทิง

เหี้ยมเกินมนุษย์! บุกจับแก๊งพรานป่า ล่ากระทิง

ในโลกที่ธรรมชาติกำลังถูกคุกคามจากมนุษย์ การล่าสัตว์ป่าอย่างผิดกฎหมายกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ไม่สามารถมองข้ามได้ ล่าสุดเกิดเหตุการณ์ที่สะเทือนใจ เมื่อเจ้าหน้าที่บุกจับแก๊งพรานป่า ‘ล่ากระทิง’ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก จังหวัดตาก สร้างความฮือฮาให้กับสังคมออนไลน์และผู้ที่รักธรรมชาติ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568 โดยชุดลาดตระเวนของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของนายปิยะพงษ์ สืบเสน หัวหน้าเขตฯ ได้รับแจ้งเบาะแสจากพลเมืองดีที่เป็นห่วงอนุรักษ์ธรรมชาติ ชุดปฏิบัติการนำโดยนายมาโนช ตอเฟย พนักงานพิทักษ์ป่า และว่าที่ร้อยตรีอิทธิ ถ้อยคำ นักวิชาการป่าไม้ จึงรีบเข้าปฏิบัติการทันที พื้นที่เป้าหมายอยู่ที่บริเวณห้วยควา หมู่ 2 ตำบลแม่ละมุ้ง อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ซึ่งเป็นป่าทึบที่พรานป่าชอบใช้หลบซ่อน

บุกจับแก๊งพรานป่า ล่ากระทิง: รายละเอียดปฏิบัติการสุดเข้มข้น

ทีมเจ้าหน้าที่วางแผนอย่างรอบคอบ โดยแบ่งกำลังเป็นสองชุดเพื่อตรวจสอบพื้นที่ให้ครอบคลุม จนกระทั่งเวลา 10.49 น. พวกเขาได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 2 ครั้ง ตามด้วยเสียงตัดไม้ไผ่ ซึ่งเป็นสัญญาณว่ามีการล่าสัตว์กำลังดำเนินการ เจ้าหน้าที่จึงเข้าโอบล้อมแคมป์พักของนายพรานอย่างระมัดระวัง ด้วยความชำนาญในพื้นที่ป่าเขา

เมื่อเข้าใกล้ พวกเขาพบชายต้องสงสัย 2 คนกำลังฟันไม้และเตรียมร้านสำหรับย่างเนื้อสัตว์ป่า แต่เมื่อเจ้าหน้าที่แสดงตัวเพื่อจับกุม ทั้งสองคนใช้ความรู้พื้นที่วิ่งหนีเข้าไปในป่ารกทึบ ทำให้ไล่ตามไม่ทัน ถึงแม้จะไม่สามารถจับกุมตัวผู้กระทำผิดได้ แต่การตรวจค้นแคมป์และบริเวณโดยรอบกลับพบหลักฐานสำคัญที่ชัดเจน ซากกระทิงที่ถูกชำแหละอย่างสดใหม่ ปืนลูกซอง 3 กระบอก และกระเป๋าสัมภาระอีก 3 ใบ ซึ่งทั้งหมดถูกยึดเป็นของกลาง

ผลกระทบจากการล่ากระทิงและการบุกจับแก๊งพรานป่า

กระทิงเป็นสัตว์ป่าที่มีค่าทางอนุรักษ์สูง การล่าอย่างผิดกฎหมายไม่เพียงแต่ทำลายประชากรสัตว์ป่าเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทั้งหมดในป่าเข tropic เช่น การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ตามมา นายมงคล ไชยภักดี ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์และป้องกันทรัพยากร สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 14 (ตาก) เปิดเผยว่าปฏิบัติการครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปราบปรามอย่างต่อเนื่อง เพื่อปกป้องทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า

เหตุการณ์นี้ทำให้เห็นถึงความโหดร้ายของมนุษย์ที่เหี้ยมเกินมนุษย์! การบุกจับแก๊งพรานป่า ล่ากระทิง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการรักษากฎหมาย แม้จะเสี่ยงอันตรายจากพื้นที่ขรุขระและอาวุธของผู้ร้ายก็ตาม ในปีที่ผ่านมา มีรายงานการลักลอบล่าสัตว์ป่าเพิ่มขึ้นหลายเท่า โดยเฉพาะในเขตทุ่งใหญ่นเรศวร ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์หายากมากมาย

  • หลักฐานที่ยึดได้: ซากกระทิงสดใหม่, ปืนลูกซอง 3 กระบอก
  • พื้นที่เกิดเหตุ: ห้วยควา, ต.แม่ละมุ้ง, อ.อุ้มผาง, จ.ตาก
  • หน่วยงานที่ปฏิบัติ: เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก
  • บทบาทพลเมืองดี: แจ้งเบาะแสที่นำไปสู่การจับกุม

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังพบร่องรอยการตั้งแคมป์ชั่วคราว เช่น เตาไฟและเศษอาหาร ซึ่งบ่งชี้ว่ากลุ่มนี้ลักลอบล่ามานานหลายวัน การรวบรวมหลักฐานทั้งหมดจะถูกส่งให้พนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2534 ซึ่งมีโทษหนักถึงจำคุกและปรับเป็นล้านบาท

การบุกจับแก๊งพรานป่า ล่ากระทิง ครั้งนี้ไม่เพียงแต่หยุดยั้งการกระทำผิดในทันที แต่ยังเป็นตัวอย่างที่ดีในการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ หากคุณพบเห็นพฤติกรรมน่าสงสัยในพื้นที่ป่า อย่าลังเลที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นหรือสายด่วน 1362 เพื่อปกป้องสัตว์ป่าของเรา

ในมุมมองของผู้เขียน สิ่งนี้เตือนใจเราว่าธรรมชาติคือสมบัติที่ต้องปกป้องร่วมกัน หากปล่อยให้มนุษย์เหี้ยมเกินมนุษย์ดำเนินต่อไป อนาคตของสัตว์ป่าอย่างกระทิงอาจไม่เหลือให้ลูกหลานได้เห็น ลองคิดดูสิครับ หากเราร่วมมือกัน ป่าของไทยจะยั่งยืนได้แน่นอน

ที่มา – เหี้ยมเกินมนุษย์! บุกจับแก๊งพรานป่า ‘ล่ากระทิง’ ยึดซากพร้อมปืนของกลางคาหนังคาเขา

คึกคัก! นักท่องเที่ยวแห่ขึ้น ‘ภูเรือ’ สัมผัสหนาว 15 องศาฯ-ชมทะเลหมอก

คึกคัก! นักท่องเที่ยวแห่ขึ้น ‘ภูเรือ’ สัมผัสหนาว 15 องศาฯ-ชมทะเลหมอก

ในช่วงฤดูหนาวที่กำลังมาเยือน นักท่องเที่ยวจำนวนมากต่างพากันมุ่งหน้าไปยังยอดภูเรือ จังหวัดเลย เพื่อสัมผัสอากาศหนาวเย็นที่ต่ำสุดถึง 15 องศาเซลเซียส และชื่นชมความงดงามของทะเลหมอกยามพระอาทิตย์ขึ้น บรรยากาศคึกคักนี้ทำให้ภูเรือกลายเป็นจุดหมายยอดนิยมสำหรับผู้ที่หลงใหลในธรรมชาติ

คึกคัก! นักท่องเที่ยวแห่ขึ้น ‘ภูเรือ’ สัมผัสหนาว 15 องศาฯ-ชมทะเลหมอก

เมื่อวันที่ 28 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นักท่องเที่ยวหลั่งไหลขึ้นไปยังยอดภูเรือ เพื่อดื่มด่ำกับอากาศเย็นยะเยือก ชมวิวทะเลหมอก และกราบไหว้พระพุทธรูปนาวาบรรพตที่ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขา ภูเรือซึ่งมีความสูงประมาณ 1,365 เมตรจากระดับน้ำทะเล มีจุดชมวิวที่เป็นหน้าผาสูงชัน สลับกับป่าสนและสวนหินธรรมชาติ ทำให้เป็นสถานที่ที่ไม่ควรพลาดสำหรับนักเดินทาง

อุณหภูมิในเช้าวันนั้นวัดได้ต่ำสุดที่ 15 องศาเซลเซียส นักท่องเที่ยวหลายคนสวมเสื้อกันหนาวหนาเพื่อต้านลมหนาว ขณะที่มองดูทะเลหมอกลอยปกคลุมยอดเขา แสงอาทิตย์แรกของวันสาดส่องลงมา สร้างภาพอันตระการตาที่ใครเห็นก็ต้องประทับใจ นอกจากนี้ ยังมีดอกไม้ป่าหลากหลายสายพันธุ์เบ่งบานในฤดูหนาว เพิ่มสีสันให้กับทริปการเดินทางนี้

นักท่องเที่ยวขึ้นยอดภูเรือ

การเตรียมความพร้อมจากอุทยานแห่งชาติภูเรือ

น.ส.เนตรนภา งามเนตร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูเรือ เปิดเผยว่า อุทยานฯ ได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่สำหรับฤดูท่องเที่ยวหนาวปีนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางเดินเทรลที่ปลอดภัย จุดพักผ่อน และบริการข้อมูลเกี่ยวกับสภาพอากาศ อุทยานแห่งชาติภูเรือเชิญชวนทุกท่านมาสัมผัสอากาศหนาวเย็นบนยอดเขา สัญลักษณ์ของขุนเขาเมืองเลย พร้อมชมพระอาทิตย์ขึ้นเหนือทะเลหมอกที่งดงาม

สำหรับนักท่องเที่ยวที่วางแผนจะมา คึกคัก! นักท่องเที่ยวแห่ขึ้น ‘ภูเรือ’ สัมผัสหนาว 15 องศาฯ-ชมทะเลหมอก ควรเตรียมเสื้อผ้าที่กันหนาวได้ดี น้ำดื่ม และอาหารว่าง เพราะการขึ้นเขาอาจใช้เวลานาน นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมอื่นๆ เช่น เดินชมธรรมชาติ ชมน้ำตกภูเรือ หรือพักผ่อนในบ้านพักอุทยานที่ราคาไม่แพง

  • อุณหภูมิต่ำสุด: 15 องศาเซลเซียส
  • จุดเด่น: ทะเลหมอก พระอาทิตย์ขึ้น ป่าสน สวนหิน
  • การเดินทาง: จากตัวเมืองเลย ประมาณ 50 กิโลเมตร
  • คำแนะนำ: ขึ้นเช้ามืดเพื่อวิวที่ดีที่สุด

ความคึกคักของนักท่องเที่ยวที่ภูเรือไม่เพียงแต่สร้างรายได้ให้ชุมชนท้องถิ่น แต่ยังช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ทำให้ธรรมชาติที่นี่ยังคงงดงามตลอดไป หากคุณกำลังมองหาที่เที่ยวฤดูหนาว ลองวางแผนมาที่นี่ดูรับรองไม่ผิดหวัง

ทะเลหมอกยอดภูเรือ

สรุปแล้ว การเดินทางขึ้นภูเรือในช่วงนี้คือโอกาสทองสำหรับผู้ที่ชื่นชอบอากาศหนาวและวิวสวยๆ อย่าลืมเช็คสภาพอากาศก่อนออกเดินทาง และปฏิบัติตามกติกาของอุทยานเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม หากคุณเคยไปมาแล้ว แชร์ประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – คึกคัก! นักท่องเที่ยวแห่ขึ้น ‘ภูเรือ’ สัมผัสหนาว 15 องศาฯ-ชมทะเลหมอก

คาดไทยมีฝนลดลง พายุบัวลอยขึ้นฝั่งพรุ่งนี้

ในช่วงนี้ สภาพอากาศของประเทศไทยกำลังเข้าสู่ฤดูฝนที่กำลังอ่อนตัวลง แต่ยังคงมีความไม่แน่นอนที่ต้องจับตา โดยเฉพาะจากรายงานล่าสุดที่ คาดไทยมีฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง ขณะพายุไต้ฝุ่น“บัวลอย”ขึ้นฝั่งพรุ่งนี้ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้สรุปสถานการณ์น้ำและอากาศภาพรวมของประเทศ โดยข้อมูลปริมาณฝนสะสมใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าฝนยังตกหนักในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคตะวันตกและภาคกลาง

คาดไทยมีฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง ขณะพายุไต้ฝุ่น“บัวลอย”ขึ้นฝั่งพรุ่งนี้

จากข้อมูลที่ได้รับ ปริมาณฝนสูงสุดในแต่ละภาค ได้แก่ ภาคเหนือที่จังหวัดตาก 109 มิลลิเมตร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่จังหวัดนครราชสีมา 68 มิลลิเมตร ภาคตะวันตกที่จังหวัดกาญจนบุรีถึง 139 มิลลิเมตร ซึ่งถือว่าหนักมาก ภาคกลางในกรุงเทพมหานคร 120 มิลลิเมตร ภาคตะวันออกที่จังหวัดตราด 74 มิลลิเมตร และภาคใต้ที่จังหวัดพังงา 36 มิลลิเมตร สถานการณ์เหล่านี้บ่งชี้ว่าฝนยังคงตกหนักในบางพื้นที่ แม้โดยรวมจะมีแนวโน้มลดลง

สภาพอากาศปัจจุบันเกิดจากร่องมรสุมที่กำลังแรงพาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง รวมกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ทำให้เกิดฝนเพิ่มขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก หากคุณอาศัยอยู่ในพื้นที่เหล่านี้ ควรเตรียมตัวรับมือกับน้ำท่วมขังหรือการเดินทางที่ลำบาก

คาดการณ์สภาพอากาศช่วง 1-3 ตุลาคม

สำหรับการพยากรณ์อากาศในช่วงวันที่ 1-3 ตุลาคม 2568 คาดว่า คาดไทยมีฝนลดลง โดยรวม แต่ยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง เนื่องจากร่องมรสุมกำลังอ่อนลงและเลื่อนลงมาพาดผ่านภาคกลางและภาคตะวันออก ขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้เริ่มอ่อนกำลังในทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย นี่เป็นสัญญาณดีสำหรับเกษตรกรที่กำลังรอฝนหยุดเพื่อเก็บเกี่ยวผลผลิต แต่ก็ยังต้องระวังฝนฟ้าคะนองในบางจังหวัด

  • ภาคเหนือ: ฝนลดลง แต่ยังมีฝนกระจาย
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: ฝนหนักน้อยลงในตอนบน
  • ภาคกลาง: ฝนเพิ่มขึ้นจากร่องมรสุม
  • ภาคตะวันออก: เตรียมรับฝนหนักชายฝั่ง
  • ภาคใต้: มรสุมอ่อน ฝนเบาลง

นอกจากนี้ พายุไต้ฝุ่น “บัวลอย” กำลังปกคลุมทะเลจีนใต้ตอนบน และคาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามตอนบนในวันที่ 29 กันยายน 2568 แม้จะไม่กระทบไทยโดยตรง แต่ควรติดตามผลกระทบทางอ้อม เช่น คลื่นลมแรงในทะเลอ่าวไทยที่อาจส่งผลต่อการเดินเรือหรือประมง

สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยปริมาณน้ำรวมอยู่ที่ 80% ของความจุ หรือประมาณ 64,308 ล้านลูกบาศก์เมตร และปริมาณน้ำใช้การ 69% หรือ 40,187 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้น้ำในฤดูแล้งที่กำลังใกล้เข้ามา อย่างไรก็ตาม หากมีฝนตกหนักเพิ่ม การระบายน้ำจากอ่างอาจจำเป็นเพื่อป้องกันน้ำล้น

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ สภาพอากาศแบบนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านสู่ฤดูหนาว โดย คาดไทยมีฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสี่ยงน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำ ผู้อยู่อาศัยควรตรวจสอบพยากรณ์อากาศประจำวันจากกรมอุตุนิยมวิทยา และเตรียมแผนสำรองสำหรับการเดินทางหรือกิจกรรมกลางแจ้ง

เพื่อให้ปลอดภัยจากพายุและฝน ลองพิจารณาใช้แอปพลิเคชันติดตามสภาพอากาศที่เชื่อถือได้ หรือติดตามข่าวสารจากหน่วยงานรัฐอย่างสม่ำเสมอ หากคุณมีประสบการณ์กับฝนหนักในช่วงนี้ แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกันนะครับ สุดท้ายนี้ การเตรียมพร้อมคือกุญแจสำคัญในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของอากาศ

ที่มา – คาดไทยมีฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง ขณะพายุไต้ฝุ่น“บัวลอย”ขึ้นฝั่งพรุ่งนี้

‘สีหศักดิ์’ ร่วมถก 4 ฝ่าย สางปมร้อนไทย-กัมพูชา

‘สีหศักดิ์’ ร่วมถก 4 ฝ่าย ‘สหรัฐฯ-มาเลย์-ไทย-กัมพูชา’ สางปมร้อนไทย-กัมพูชา

ในวันที่ 28 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย ได้เข้าร่วมการหารือสำคัญระดับ 4 ฝ่าย ระหว่างสหรัฐอเมริกา มาเลเซีย ไทย และกัมพูชา การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นคู่ขนานกับสัปดาห์ผู้นำของการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญครั้งที่ 80 ณ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568 ตามเวลาท้องถิ่น

การหารือ 4 ฝ่าย

การหารือ ‘สีหศักดิ์’ ร่วมถก 4 ฝ่าย ‘สหรัฐฯ-มาเลย์-ไทย-กัมพูชา’ สางปมร้อนไทย-กัมพูชา ครั้งนี้เกิดขึ้นตามข้อเสนอของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมุ่งส่งเสริมบรรยากาศที่เอื้อต่อการแก้ไขปัญหาตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างสันติภาพ โดยฝ่ายกัมพูชาที่เข้าร่วมคือ นายปรัก สุคนธ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา

‘สีหศักดิ์’ ร่วมถก 4 ฝ่าย ‘สหรัฐฯ-มาเลย์-ไทย-กัมพูชา’ สางปมร้อนไทย-กัมพูชา

การหารือครั้งนี้ดำเนินไปอย่างเรียบง่าย โดยไม่มีข้อผูกมัดหรือเงื่อนไขใดๆ ทำให้เป็นโอกาสที่ดีสำหรับทุกฝ่ายในการแสดงความเห็นต่อทิศทางการดำเนินการต่อไป เพื่อลดความตึงเครียดตามแนวชายแดน และส่งเสริมการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด จากมุมมองของฝ่ายไทย การประชุม ‘สีหศักดิ์’ ร่วมถก 4 ฝ่ายนี้ถือเป็นการทดสอบความจริงใจในการแก้ไขปัญหา โดยจุดมุ่งหมายหลักคือการรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมสร้างความชัดเจนในการเดินหน้าต่อไป

ภาพการประชุม

背景และความสำคัญของการหารือ

ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ยืดเยื้อมานาน โดยเฉพาะกรณีพิพาทพื้นที่ทับซ้อนและเหตุการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นระยะ การที่สหรัฐอเมริกาและมาเลเซียเข้ามาเป็นตัวกลางในการหารือ ‘สีหศักดิ์’ ร่วมถก 4 ฝ่าย ‘สหรัฐฯ-มาเลย์-ไทย-กัมพูชา’ สางปมร้อนไทย-กัมพูชา แสดงถึงความพยายามของชาติมหาอำนาจในการส่งเสริมสันติภาพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งไทยและกัมพูชาต่างยินดีที่จะใช้เวทีระหว่างประเทศนี้ในการคลี่คลายปมปัญหา

นอกจากนี้ การประชุมยังช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นระหว่างกัน โดยฝ่ายไทยเน้นย้ำถึงการยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศและการเจรจาอย่างสันติ ขณะที่กัมพูชาก็แสดงเจตจำนงในการลดความตึงเครียด สหรัฐอเมริกาในฐานะเจ้าภาพได้ผลักดันให้มีการแลกเปลี่ยนมุมมองอย่างเปิดกว้าง เพื่อหาทางออกที่ยั่งยืน

  • จุดเด่นของการหารือ: ไม่มีข้อผูกมัด ทำให้ทุกฝ่ายรู้สึกอิสระในการแสดงความเห็น
  • ประโยชน์ต่อไทย: เสริมความมั่นคงชายแดนและสร้างความชัดเจนในนโยบายต่างประเทศ
  • บทบาทของสหรัฐฯ: ส่งเสริมสันติภาพในภูมิภาค

ในบริบทที่กว้างขึ้น ปัญหาไทย-กัมพูชาไม่เพียงส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทวิภาคีเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับเสถียรภาพของอาเซียนโดยรวม การหารือครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญที่อาจนำไปสู่ข้อตกลงใหม่ๆ ในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศไทยมองว่าการมีส่วนร่วมของมาเลเซียในฐานะชาติเพื่อนบ้านช่วยเพิ่มน้ำหนักให้กับกระบวนการเจรจา

จากประสบการณ์ในอดีต เช่น การพิพาทปราสาทพระวิหารที่เคยนำไปสู่การตัดสินของศาลโลก การแก้ไขปัญหาครั้งนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะการควบคุมกองทัพและประชาชนตามแนวชายแดนให้ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด นายสีหศักดิ์ในฐานะตัวแทนไทยได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสื่อสารโดยตรงเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง

นอกจากประเด็นชายแดนแล้ว การหารือยังครอบคลุมถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าที่อาจช่วยบรรเทาความตึงเครียด เช่น โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจชายแดนร่วมกัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั้งสองฝ่าย สหรัฐอเมริกาเสนอให้มีการสนับสนุนด้านเทคนิคและการฝึกอบรมสำหรับเจ้าหน้าที่ชายแดน เพื่อเสริมสร้างความไว้วางใจ

โดยรวมแล้ว การประชุม ‘สีหศักดิ์’ ร่วมถก 4 ฝ่ายนี้ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงศักยภาพในการแก้ไขปัญหาอย่างสันติ หากทุกฝ่ายรักษาความจริงใจและดำเนินการต่อเนื่อง ภูมิภาคนี้จะสามารถก้าวสู่ความสงบสุขที่ยั่งยืนได้

ในฐานะนักวิเคราะห์ เรามองว่าการมีส่วนร่วมของชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ จะช่วยเร่งกระบวนการเจรจา และไทยควรใช้โอกาสนี้ในการเสริมสร้างพันธมิตรในอาเซียน หากคุณสนใจติดตามพัฒนาการด้านการต่างประเทศไทย สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ของเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – ‘สีหศักดิ์’ ร่วมถก 4 ฝ่าย ‘สหรัฐฯ-มาเลย์-ไทย-กัมพูชา’ สางปมร้อนไทย-กัมพูชา

ดุสิตโพลชี้ ดัชนีการเมือง ฟื้นตัว รัฐบาลโดดเด่น

จากผลสำรวจล่าสุดของสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ที่ทำการสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง ดัชนีการเมือง ไทยประจำเดือนกันยายน 2568 พบว่าภาพรวมของดัชนีนี้กำลังฟื้นตัวอย่างน่าจับตา โดยได้คะแนนเฉลี่ย 4.02 คะแนน เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคมที่ 3.71 คะแนน สะท้อนให้เห็นถึงความหวังใหม่ในเวทีการเมืองไทยหลังการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล

ดัชนีการเมือง ฟื้นตัว: ผลงานฝ่ายค้านยังนำแต่รัฐบาลใหม่โดดเด่น

การสำรวจนี้ครอบคลุมกลุ่มตัวอย่าง 2,012 คน ผ่านช่องทางออนไลน์และภาคสนาม ระหว่างวันที่ 23-26 กันยายน 2568 ตัวชี้วัดที่ได้รับคะแนนสูงสุดคือผลงานของฝ่ายค้าน เฉลี่ย 4.57 คะแนน แสดงให้เห็นว่าประชาชนยังให้การยอมรับกับการตรวจสอบและข้อเสนอจากฝ่ายค้าน ในขณะที่ตัวชี้วัดต่ำสุดคือการแก้ปัญหาความยากจนที่ได้เพียง 3.59 คะแนน ซึ่งยังเป็น痛点หลักของสังคมไทย

สำหรับนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่โดดเด่นที่สุดในเดือนนี้ คือ อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ได้รับคะแนนถึง 55.98% สะท้อนบทบาทนายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่กำลังสร้างความประทับใจ ส่วนฝ่ายค้าน ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ได้รับคะแนน 44.27% ผลงานที่ประชาชนชื่นชอบจากฝ่ายรัฐบาลคือโครงการคนละครึ่งพลัส คิดเป็น 46.25% ซึ่งเป็นนโยบายที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน ขณะที่ฝ่ายค้าน ผลงานที่โดดเด่นคือการผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ได้รับการสนับสนุนถึง 61.22%

ดัชนีการเมือง ประจำเดือนกันยายน 68

ปัจจัยที่ทำให้ดัชนีการเมือง ฟื้นตัวในเดือนกันยายน

ดร.พรพรรณ บัวทอง ผู้เชี่ยวชาญจากสวนดุสิต วิเคราะห์ว่า เดือนกันยายนเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลแพทองธารสู่รัฐบาลอนุทิน ทำให้คะแนน ดัชนีการเมือง ยังไม่ชัดเจนเต็มที่ แต่การเพิ่มขึ้นในทุกด้าน ยกเว้นผลงานฝ่ายค้านที่ลดลงเล็กน้อย สะท้อนความรู้สึกของประชาชนที่ ‘หมดหวังกับรัฐบาลเดิม แต่เริ่มมีหวังกับรัฐบาลใหม่’ โดยเฉพาะการจัดตั้งทีมเศรษฐกิจและการนำโครงการคนละครึ่งกลับมาพัฒนาเป็นพลัส ซึ่งช่วยเพิ่มเงินในกระเป๋าประชาชนและเรียกคะแนนนิยมได้อย่างมีนัยสำคัญ

อาจารย์อาทิตยา คงมี จากโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เสริมว่าผลสำรวจนี้บ่งชี้ถึงการฟื้นตัวของดัชนีการเมือง โดยประชาชนจับตาการทำงานทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านอย่างใกล้ชิด แม้ผลงานฝ่ายค้านจะยังนำด้วย 4.57 คะแนน แต่การที่อนุทินได้รับคะแนนสูงกว่า 55% แสดงถึงการยอมรับนายกฯ คนใหม่ อย่างไรก็ตาม คะแนนด้านเศรษฐกิจ เช่น ราคาสินค้า ค่าครองชีพ และการว่างงาน ยังต่ำ แสดงว่าประชาชนคาดหวังมาตรการที่ชัดเจน หากรัฐบาลผลักดันนโยบายลดความเหลื่อมล้ำได้ ดัชนีอาจฟื้นต่อเนื่อง แต่หากปัญหาปากท้องไม่คลี่คลาย คะแนนอาจผันผวนอีก

  • จุดเด่นรัฐบาล: โครงการคนละครึ่งพลัส ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก
  • จุดเด่นฝ่ายค้าน: การผลักดันกฎหมายประชาชน เช่น กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค
  • ความท้าทาย: การแก้ปัญหาความยากจนและว่างงานที่ยังล้าหลัง
  • นักการเมืองโดดเด่น: อนุทิน (รัฐบาล) และ ณัฐพงษ์ (ฝ่ายค้าน)

การฟื้นตัวของ ดัชนีการเมือง ในครั้งนี้เป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงศักยภาพของการเมืองไทย หากรัฐบาลและฝ่ายค้านร่วมมือกันแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้จริง คะแนนความเชื่อมั่นอาจพุ่งสูงขึ้นในช่วงปลายปี

ในมุมมองของผู้เขียน การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เป็นโอกาสทองสำหรับรัฐบาลใหม่ในการสร้างหลักฐานผลงานที่จับต้องได้ หากสามารถลดช่องว่างทางเศรษฐกิจและเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน การเมืองไทยอาจเข้าสู่ยุคฟื้นฟูที่ยั่งยืน ลองติดตามผลสำรวจเดือนต่อไปเพื่อเห็นทิศทางชัดเจนยิ่งขึ้น

ที่มา – ดุสิตโพลชี้ ‘ดัชนีการเมือง’ ฟื้นตัว รัฐบาลโดดเด่น-ผลงานฝ่ายค้าน คะแนนยังนำ

รัสเซียซัดตะวันตก-อิสราเอล จี้หยุดผนวกเวสต์แบงก์ ลั่นพร้อมตอบโต้การละเมิด

รัสเซียซัดตะวันตก-อิสราเอล จี้หยุดผนวกเวสต์แบงก์ ลั่นพร้อมตอบโต้การละเมิด

ในเวทีการทูตระดับโลกอย่างสมัชชาสหประชาชาติ (UNGA) สมัยสามัญครั้งที่ 80 ซึ่งจัดขึ้นที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 28 กันยายน นายเซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของรัสเซีย ได้ขึ้นแถลงข่าวที่สร้างความฮือฮา โดยตรงกับประเด็นร้อนแรงในตะวันออกกลางและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่มีชื่อว่า รัสเซียซัดตะวันตก-อิสราเอล จี้หยุดผนวกเวสต์แบงก์ ลั่นพร้อมตอบโต้การละเมิด การแถลงครั้งนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนจุดยืนของรัสเซียเท่านั้น แต่ยังเป็นการเตือนภัยถึงความเสี่ยงของความขัดแย้งที่อาจลุกลามไปทั่วทั้งภูมิภาค

รัสเซียซัดตะวันตก-อิสราเอล จี้หยุดผนวกเวสต์แบงก์ ลั่นพร้อมตอบโต้การละเมิด

ลาฟรอฟ เริ่มต้นการแถลงด้วยการตอบโต้ข้อกล่าวหาจากตะวันตก โดยเฉพาะจากยุโรปและองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ที่กล่าวหารัสเซียว่าละเมิดน่านฟ้าของพวกเขา เขายืนยันชัดเจนว่ารัสเซียไม่มีเจตนาใดๆ ในลักษณะนั้น และหากเกิดการรุกราน รัสเซียจะตอบโต้อย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากมีผู้ใดยิงเครื่องบินรัสเซียในน่านฟ้าของตนเอง จะต้องเผชิญกับการตอบสนองที่สมน้ำสมเนื้อ นี่ถือเป็นคำขู่ที่ชัดเจนต่อศัตรูที่อาจคิดรุกราน

ส่วนประเด็นในตะวันออกกลาง ลาฟรอฟ วิพากษ์วิจารณ์อิสราเอลอย่างหนักหน่วง โดยระบุว่าการใช้กำลังทางทหารที่ผิดกฎหมายต่อชาวปาเลสไตน์ รวมถึงการรุกรานอิหร่าน กาตาร์ เยเมน เลบานอน ซีเรีย และอิรัก กำลังก่อให้เกิดภัยคุกคามร้ายแรงที่อาจจุดชนวนสงครามใหญ่ในภูมิภาค เขาเรียกร้องให้อิสราเอลหยุดการผนวกดินแดนเวสต์แบงก์ทันที โดยไม่มีข้ออ้างใดๆ และมองว่าการกระทำดังกล่าวคือความพยายามฝังกลบมติของสหประชาชาติที่รับรองสิทธิในการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์

รัสเซียซัดตะวันตก-อิสราเอล จี้หยุดผนวกเวสต์แบงก์ ลั่นพร้อมตอบโต้การละเมิด: มุมมองต่ออิหร่าน

นอกจากนี้ ลาฟรอฟ ยังกล่าวถึงกรณีที่สหประชาชาติกลับมาคว่ำบาตรอิหร่านเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี นับตั้งแต่ข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2558 โดยการปฏิเสธข้อเสนอของรัสเซียในการขยายเส้นตาย ถือเป็นการเปิดโปงแผนการร้ายของตะวันตกที่มุ่งบ่อนทำลายกระบวนการหาทางออกในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) มันเป็นเพียงความพยายามบีบบังคับอิหร่านให้ยอมตามเงื่อนไขฝ่ายเดียวเท่านั้น รัสเซียยืนยันจุดยืนในการสนับสนุนอิหร่านและเรียกร้องให้ทุกฝ่ายกลับมาเจรจาอย่างสร้างสรรค์

เหตุการณ์ รัสเซียซัดตะวันตก-อิสราเอล จี้หยุดผนวกเวสต์แบงก์ ลั่นพร้อมตอบโต้การละเมิด นี้ สะท้อนถึงความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นในเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในบริบทของสงครามยูเครนและความขัดแย้งอิสราเอล-ปาเลสไตน์ รัสเซียมองว่าตะวันตกกำลังใช้กลยุทธ์สองมาตรฐาน โดยโจมตีรัสเซียในเรื่องยูเครน แต่เพิกเฉยต่อการกระทำของอิสราเอลในเวสต์แบงก์ ซึ่งเป็นดินแดนที่สหประชาชาติรับรองให้เป็นส่วนหนึ่งของรัฐปาเลสไตน์ในอนาคต

เพื่อให้เข้าใจบริบทมากขึ้น เวสต์แบงก์เป็นพื้นที่สำคัญในข้อพิพาทอิสราเอล-ปาเลสไตน์ โดยอิสราเอลได้สร้างถาวรฐานในพื้นที่ดังกล่าวมานานหลายสิบปี ซึ่งถูกมองว่าเป็นอุปสรรคหลักต่อสันติภาพ ลาฟรอฟ ชี้ให้เห็นว่าการผนวกดังกล่าวไม่เพียงแต่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ยังขัดขวางกระบวนการสันติภาพที่สหประชาชาติผลักดันมาตั้งแต่ปี 1947

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การแถลงของลาฟรอฟ ถือเป็นการวางหมากทางการทูตที่ชาญฉลาด โดยรัสเซียใช้เวที UNGA เพื่อรวบรวมพันธมิตรจากโลกที่สาม โดยเฉพาะชาติอาหรับและมุสลิมที่ต่อต้านการกระทำของอิสราเอล นอกจากนี้ ยังเป็นการเตือนตะวันตกไม่ให้ยกระดับความขัดแย้งในยูเครนให้ลุกลามไปสู่การปะทะทางทหารโดยตรง

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงซับซ้อน โดยมีปัจจัยจากกลุ่มฮูธีในเยเมน ฮิซบุลเลาะห์ในเลบานอน และอิทธิพลของอิหร่านที่เพิ่มขึ้น รัสเซียเองก็มีผลประโยชน์ในซีเรียและอิรัก ทำให้จุดยืนนี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ระยะยาวของมอสโก

เพื่อขยายความรู้ในประเด็นนี้ เราสามารถพิจารณาประวัติศาสตร์การเจรจาสันติภาพ เช่น ข้อตกลงออสโลปี 1993 ที่พยายามแบ่งเขตดินแดน แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่ประสบความสำเร็จเต็มที่ การที่รัสเซียออกมาเรียกร้องดังกล่าว อาจช่วยกระตุ้นให้ชาติตะวันตกทบทวนนโยบายของตน โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาที่เป็นพันธมิตรใกล้ชิดของอิสราเอล

  • จุดยืนของรัสเซีย: สนับสนุนรัฐปาเลสไตน์และต่อต้านการรุกราน
  • คำขู่ต่อนาโต: พร้อมตอบโต้หากถูกรุกราน
  • วิจารณ์อิสราเอล: หยุดผนวกเวสต์แบงก์ทันที
  • ประเด็นอิหร่าน: ต่อต้านการคว่ำบาตรที่ไม่เป็นธรรม

ในฐานะผู้ติดตามข่าวสารระหว่างประเทศ เราควรจับตาการตอบสนองจากอิสราเอลและสหรัฐฯ ในสมัยประชุม UNGA นี้ ซึ่งอาจนำไปสู่การเจรจาใหม่หรือยิ่งทำให้สถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้น

สุดท้ายนี้ การแถลงของลาฟรอฟ สร้าง insight สำคัญว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยกำลังทหารเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการทูตและเคารพมติสหประชาชาติ หากคุณสนใจประเด็นนี้ ลองติดตามข่าวอัปเดตจากแหล่งข่าวน่าเชื่อถือ เพื่อเข้าใจมุมมองที่หลากหลาย

ที่มา – รัสเซียซัดตะวันตก-อิสราเอล จี้หยุดผนวกเวสต์แบงก์ ลั่นพร้อมตอบโต้การละเมิด

RAMMY เสิร์ฟ หว่อ อ้าย หนี่ (หนีอ้ายบ่) เพลงรักหวานละลาย

สวัสดีเพื่อนๆ ชาวรักเพลงทุกคน! วันนี้เรามีเพลงใหม่น่ารักๆ มาฝากกัน จากศิลปินหนุ่มเหนือสุดเท่ RAMMY (รามมี่) จากค่าย GMM MUSIC ที่เพิ่งเสิร์ฟเพลงรักสุดหวานให้แฟนๆ ได้ฟังกันแล้ว นั่นคือเพลง “RAMMY หว่อ อ้าย หนี่ (หนีอ้ายบ่)” เพลงแนวป็อปผสมกลิ่นอายดนตรีพื้นบ้านเหนือ ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสดใส น่ารัก และเสน่ห์แบบวัยรุ่นยุคใหม่ ใครที่ชอบเพลงรักเบาสมอง ฟังแล้วยิ้มตาม ต้องไม่พลาดเลยนะ!

RAMMY

เนื้อเรื่องในเพลง RAMMY หว่อ อ้าย หนี่ (หนีอ้ายบ่) เล่าถึงชายหนุ่มจากเมืองกำที่กำลังพยายามสารภาพรักกับสาวหมวยน่ารัก โดยใช้ภาษาผสมกันอย่างลงตัว ทั้งภาษาเหนือ ภาษาจีนกลาง และภาษาอังกฤษ ทำให้เพลงนี้มีความขี้เล่น แปลกใหม่ และน่าติดตามสุดๆ จุดเด่นที่ทำให้เพลงนี้โดดเด่นคือท่อนฮุกสุดติดหู “หว่ออ้ายหนี่ แล้วหนี่อ้ายบ่” ซึ่งแปลคร่าวๆ ว่าฉันรักเธอ แล้วเธอรักฉันมั้ย? วลีนี้เชื่อว่าต้องกลายเป็นกระแสฮิตในหมู่แฟนเพลงวัยรุ่นแน่นอน ฟังแล้วรู้สึกเหมือนกำลังดูซีรีส์รักหวานๆ แต่เป็นเวอร์ชันเพลง!

RAMMY เพลงใหม่

RAMMY (รามมี่) เองก็ได้แชร์แรงบันดาลใจในการทำเพลงนี้ว่า “เพลงนี้เหมือนตัวตนผมเลยครับ ผมโตมากับเมืองกำ แต่ก็อยากจะบอกรักสาวต่างถิ่น ต่างภาษา จนออกมาเป็นเพลงที่ทั้งสนุก อบอุ่น และจริงใจ ดนตรีผสมผสานเสียงเครื่องดนตรีพื้นบ้านอย่างซึง เข้ากับป็อปสมัยใหม่ ทำให้เพลงมีทั้งความร่วมสมัยและเอกลักษณ์เฉพาะตัว ฟังแล้วเพลิน ยิ้มตาม และอบอุ่นหัวใจ เพลง RAMMY หว่อ อ้าย หนี่ (หนีอ้ายบ่) ฟังได้แล้วบนทุกแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งครับ” ฟังดูแล้วน่าฟังมากเลยใช่มั้ยล่ะ?

RAMMY ร้องเพลง

นอกจากเนื้อเพลงที่แปลกใหม่แล้ว ดนตรีในเพลง RAMMY หว่อ อ้าย หนี่ (หนีอ้ายบ่) ยังเป็นอีกจุดขายที่ทำให้เพลงนี้แตกต่างจากเพลงอื่นๆ ในตลาด การนำซึงซึ่งเป็นเครื่องดนตรีพื้นบ้านล้านนามาเล่นผสมกับบีทป็อปสมัยใหม่ สร้างบรรยากาศที่ทั้งทันสมัยแต่ยังคงความเป็นไทยเหนือแท้ๆ ฟังแล้วเหมือนกำลังนั่งฟังเพลงในงานวัดพื้นบ้าน แต่เวอร์ชันอัปเกรดให้เข้ากับยุคดิจิทัล นอกจากนี้ MV ของเพลงยังถ่ายทำในสถานที่สวยๆ ของภาคเหนือ ภาพสีสันสดใส ชวนให้ดูวนไปวนมา

RAMMY หว่อ อ้าย หนี่ (หนีอ้ายบ่): เพลงรักบอยเฟรนด์ที่หวานจนละลาย

ทำไมเพลงนี้ถึงเรียกว่าโหมดบอยเฟรนด์? เพราะ RAMMY ร้องได้น่ารักมาก เหมือนหนุ่มๆ ที่กำลังจีบสาวจริงๆ การใช้ภาษาผสมทำให้เพลงนี้เข้าถึงได้ทั้งแฟนเพลงเหนือ คนที่ชอบวัฒนธรรมจีน หรือแม้แต่คนที่ฟังเพลงป็อปทั่วไป ในส่วนของเนื้อร้อง ท่อนที่พูดถึงการสารภาพรักแบบงุ่มง่ามนั้น ชวนให้นึกถึงตัวเองตอนวัยรุ่นเลยทีเดียว เพลงนี้ไม่ใช่แค่เพลงฟังเล่นๆ แต่ยังสะท้อนถึงการกล้าที่จะแสดงความรู้สึก แม้จะต่างวัฒนธรรมกันก็ตาม

จุดเด่นของเพลง RAMMY หว่อ อ้าย หนี่ (หนีอ้ายบ่)

  • เนื้อเพลงขี้เล่น: ผสมภาษาเหนือ จีนกลาง และอังกฤษ ทำให้ฟังสนุก ไม่น่าเบื่อ
  • ดนตรีเอกลักษณ์: ซึงผสมป็อป สร้างซาวด์ที่แปลกหูแต่ติดใจ
  • ท่อนฮุกรวดเร็ว: “หว่ออ้ายหนี่ แล้วหนี่อ้ายบ่” ร้องตามง่าย กลายเป็นวลีฮิตชัวร์
  • ภาพลักษณ์ศิลปิน: RAMMY ในโหมดหนุ่มเหนือเท่ๆ แต่หวานละมุน โดนใจสาวๆ

สำหรับแฟนๆ ที่อยากรู้จัก RAMMY มากขึ้น เขาเป็นศิลปินรุ่นใหม่จาก GMM ที่มีผลงานก่อนหน้านี้ที่ได้รับการตอบรับดี เช่น เพลงแนวป็อปเหนืออื่นๆ และการปรากฏตัวในรายการวาไรตี้ การมาของเพลง RAMMY หว่อ อ้าย หนี่ (หนีอ้ายบ่) ถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้เขาโดดเด่นยิ่งขึ้นในวงการเพลงไทย โดยเฉพาะการนำวัฒนธรรมท้องถิ่นมาผสมกับกระแสโลก เพลงนี้เหมาะสำหรับฟังตอนขับรถ เดินเล่น หรือแม้แต่ฟังก่อนนอนเพื่อให้หัวใจอุ่นๆ

ในความเห็นของผม เพลงนี้ไม่เพียงแต่ทำให้ยิ้มได้ แต่ยังเป็นตัวอย่างที่ดีของการผสมผสานวัฒนธรรมในเพลงสมัยใหม่ ถ้า RAMMY ทำเพลงแนวนี้ต่อไป คงมีแฟนเพิ่มอีกเยอะแน่ๆ ลองไปฟังกันดูนะ แล้วมาบอกในคอมเมนต์ว่าชอบท่อนไหนมากที่สุด!

ที่มา – “RAMMY” เสิร์ฟ “หว่อ อ้าย หนี่ (หนีอ้ายบ่)” เพลงรักบอยเฟรนด์โหมดหวานจนใจ๋ละลาย