ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

นักอนุรักษ์ในซินเจียง เปลี่ยนทะเลทรายทากลามากัน ให้เป็นโอเอซิส

ในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจำนวนมากได้ทุ่มเทตนเวลาและพลังงานเพื่อโครงการระยะยาวที่น่าทึ่ง โดยมีเป้าหมายหลักคือการ เปลี่ยนทะเลทรายทากลามากัน ซึ่งเป็นทะเลทรายเคลื่อนที่เร็วอันดับสองของโลก ให้กลายเป็นโอเอซิสอันเขียวชอุ่ม โครงการนี้ไม่เพียงช่วยหยุดยั้งการรุกล้ำของทราย แต่ยังสร้างสรรค์พื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรป่าไม้ ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร และโอกาสทางท่องเที่ยวที่น่าดึงดูด

นักอนุรักษ์ในซินเจียง เปลี่ยนทะเลทรายทากลามากัน ให้เป็นโอเอซิส

อำเภอไมไกที ในเขตปกครองตนเองคัชการ์ของซินเจียง ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของทะเลทรายทากลามากัน เป็นหัวใจสำคัญของความพยายามนี้ ที่นี่คือสถานที่ที่โครงการควบคุมทะเลทรายขนาดใหญ่ถูกเปิดตัวขึ้น เพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากผืนทรายที่กำลังขยายตัวและสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชนท้องถิ่น นักอนุรักษ์และชาวบ้านทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดยมีประชาชนเกือบ 300,000 คนเข้าร่วมในกิจกรรมต่างๆ เช่น การปลูกต้นไม้ การขุดบ่อน้ำ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนการเพาะปลูก

นักอนุรักษ์ในซินเจียง
นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในซินเจียงอุยกูร์ และประชาชนช่วยกันเปลี่ยนทะเลทรายทากลามากันให้กลายเป็นโอเอซิส

ความท้าทายและความมุ่งมั่นในการเปลี่ยนทะเลทราย

โครงการนี้ครอบคลุมหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างถนนเพื่อเข้าถึงพื้นที่ห่างไกล การขุดบ่อน้ำเพื่อให้น้ำในการรดต้นไม้ หรือแม้กระทั่งการติดตั้งระบบสายส่งไฟฟ้าเพื่อสนับสนุนการดำเนินงาน ทั้งหมดนี้ช่วยบรรลุเป้าหมายหลายด้านในเวลาเดียวกัน ทั้งการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การพัฒนาเศรษฐกิจ และการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของชาวบ้าน หยิน หงไห่ เลขาธิการพรรคของศูนย์ควบคุมทรายเทศมณฑลไมไกที เล่าถึงช่วงเริ่มต้นที่ยากลำบากว่า “นั่นเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดของเรา เราดื่มน้ำจากบ่อน้ำของเราเองโดยตรง โดยไม่รู้ว่ามีแร่ธาตุสูง แต่เราทุกคนมีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะทำภารกิจเปลี่ยนทะเลทรายนี้ให้สำเร็จ” ความทุ่มเทเช่นนี้กำลังนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน ทำให้ทะเลทรายทากลามากันค่อยๆ กลายเป็นพื้นที่ที่มีชีวิตชีวา

นอกจากนี้ โครงการยังส่งเสริมการปลูกป่าในวงกว้าง โดยเลือกใช้พันธุ์ไม้ที่ทนทานต่อสภาพอากาศแห้งแล้ง เช่น ต้นป็อปปูลาร์และต้นยูคาลิปตัส ซึ่งช่วยยึดดินและป้องกันการพัดพา ทรายที่เคยคุกคามหมู่บ้านและที่ดินเกษตรกรรม วันนี้กำลังถูกแทนที่ด้วยทุ่งหญ้าเขียวขจีและสวนผลไม้ที่เริ่มออกผล ผลกระทบทางเศรษฐกิจชัดเจน เมื่อชาวบ้านสามารถเพาะปลูกพืชผล เช่น ผลไม้และธัญพืช ได้มากขึ้น สร้างรายได้และโอกาสงานใหม่ๆ สำหรับชุมชน

  • การมีส่วนร่วมของชุมชน: ประชาชน 300,000 คนช่วยกันปลูกต้นไม้และดูแลพื้นที่
  • โครงสร้างพื้นฐาน: ถนน บ่อน้ำ และไฟฟ้าสนับสนุนโครงการระยะยาว
  • ผลกระทบเชิงบวก: เพิ่มทรัพยากรป่าไม้และโอกาสท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

ความสำเร็จของนักอนุรักษ์ในซินเจียงนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั่วโลก แสดงให้เห็นว่าด้วยความมุ่งมั่นและการทำงานเป็นทีม เราสามารถพลิกฟื้นพื้นที่แห้งแล้งให้กลายเป็นโอเอซิสได้ ลองนึกภาพทะเลทรายทากลามากันที่เคยน่ากลัว วันนี้กลายเป็นจุดหมายท่องเที่ยวที่ดึงดูดนักเดินทางจากทั่วโลก สิ่งนี้ไม่เพียงช่วยสิ่งแวดล้อม แต่ยังเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนท้องถิ่น

ในมุมมองของผู้เขียน โครงการนี้เป็นแรงบันดาลใจให้เราทุกคนหันมาสนใจปัญหาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ของตัวเอง บางทีการเริ่มต้นเล็กๆ อย่างการปลูกต้นไม้ในชุมชนของคุณ อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใหญ่ได้ หากคุณสนใจเรื่องราวการอนุรักษ์แบบนี้ ลองแบ่งปันบทความนี้กับเพื่อนๆ เพื่อช่วยกระจายความรู้และแรงบันดาลใจกันนะครับ

ที่มา – นักอนุรักษ์ในซินเจียง เปลี่ยนทะเลทรายทากลามากัน ให้เป็นโอเอซิส (คลิป)

‘แม่น้องแอ้ม’ เผยอาการลูกถูกวัยรุ่นรุม

จากเหตุการณ์สะเทือนใจที่เกิดขึ้นในจังหวัดมหาสารคาม เมื่อน้องแอ้ม เด็กหญิงวัย 16 ปี ถูกกลุ่มวัยรุ่นหญิงจำนวนกว่า 20 คนรุมทำร้ายร่างกายจนสลบไปคาที่ ล่าสุด ‘แม่น้องแอ้ม’ เผยอาการลูกถูกวัยรุ่นกว่า 20 คนรุม กระดูกใบหน้าหัก ฟันหัก บอบช้ำทั้งตัว โดยคาดว่าสาเหตุมาจากเรื่องปมทะเลาะวิวาทที่เริ่มจากความเข้าใจผิดเรื่องความรัก

‘แม่น้องแอ้ม’ เผยอาการลูกถูกวัยรุ่นกว่า 20 คนรุม กระดูกใบหน้าหัก ฟันหัก บอบช้ำทั้งตัว

เหตุการณ์นี้ถูกเปิดเผยผ่านโพสต์บนเฟซบุ๊กของผู้ใช้ชื่อ “ChokSupha Chok” ซึ่งแชร์คลิปวิดีโอของน้องแอ้มที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส หลังถูกกลุ่มวัยรุ่นบุกมารุมทำร้ายอย่างโหดร้าย ผู้สื่อข่าวได้ตามติดสถานการณ์ และได้รับข้อมูลล่าสุดจากกล้องวงจรปิดบริเวณจุดเกิดเหตุใกล้ร้านอาหารอีสานและก๋วยจั๊บ ซึ่งบันทึกภาพกลุ่มวัยรุ่นขับรถจักรยานยนต์มาจำนวนมาก จอดฝั่งตรงข้ามร้าน โดยมีเสียงกรีดร้องของน้องแอ้มดังลั่น ขอความช่วยเหลือจากเจ้าของร้าน

ภาพเหตุการณ์

จากภาพกล้อง CCTV พบว่ากลุ่มวัยรุ่นที่ตามมาน้องแอ้ม ได้ตะโกนเรียกให้ออกจากร้าน โดยอ้างว่าจะพาไปส่งหอพัก แต่เจ้าของร้านปฏิเสธเพราะเห็นว่าน้องแอ้มอยู่ในสภาพบอบช้ำ เลือดอาบหน้าและหมดแรง กลุ่มวัยรุ่นจึงรวมตัวกันฝั่งตรงข้าม ก่อนขับรถออกไป ทิ้งให้พนักงานร้านต้องช่วยเหลือเหยื่อทันที นายพงศธร บุญประสิทธิ์ อายุ 32 ปี เจ้าของร้าน “ครัวน้องอาร์ม ลาบขม & ต้มแซบ & ก๋วยจั๊บอุบล” เล่าว่า น้องแอ้มวิ่งหนีมาหลบในซุ้มขายลูกชิ้น สภาพน่าสงสารมาก ก้มกราบขอร้องให้ช่วยชีวิต โดยมีเลือดไหลจากปากและฟันหลุดกระเด็น

รายละเอียดอาการบาดเจ็บของน้องแอ้ม

หลังจากเหตุการณ์ ‘แม่น้องแอ้ม’ ได้รีบเดินทางไปโรงพยาบาลเพื่อเยี่ยมลูกสาว และเข้าแจ้งความกับตำรวจทันที แพทย์วินิจฉัยว่าลูกสาวมีอาการกระดูกใบหน้าหัก ฟันหักหลายซี่ และรอยถลอกช้ำไปทั้งตัว โดยคาดว่าจะกลับบ้านพักฟื้นได้ในวันนี้ แต่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ความโหดร้ายของการรุมทำร้ายครั้งนี้ทำให้สังคมเกิดความตกใจ และเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่เร่งติดตามตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ

ภาพร้านอาหาร

ในระหว่างที่พนักงานร้านกันไม่ให้กลุ่มวัยรุ่น 3 คนเข้ามาพาตัวน้องแอ้มไป มีการถ่ายคลิปวิดีโอเอาไว้ ซึ่งกลุ่มนั้นพยายามหลบกล้องและโวยวาย โดยน้องแอ้มร้องไห้ขอความช่วยเหลืออย่างน่าสลดใจ สถานการณ์ตึงเครียดมาก แต่โชคดีที่คนในร้านรวมพลังปกป้องจนกลุ่มผู้ร้ายยอมถอยไป เหตุการณ์นี้เป็นตัวอย่างของปัญหาวัยรุ่นทะเลาะวิวาทที่รุนแรงขึ้นในสังคมไทย โดยเฉพาะกรณีปมหึงหวงที่นำไปสู่การใช้ความรุนแรง

เพื่อป้องกันเหตุการณ์เช่นนี้ในอนาคต ผู้ปกครองและชุมชนควรให้ความสำคัญกับการสื่อสารและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติ ควรส่งเสริมการศึกษาเรื่องการควบคุมอารมณ์และเคารพผู้อื่น นอกจากนี้ ตำรวจควรเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยง เพื่อปกป้องเยาวชนจากอันตราย

ภาพคลิปวิดีโอ

จากข้อมูลที่ได้รับ ‘แม่น้องแอ้ม’ เผยอาการลูกถูกวัยรุ่นกว่า 20 คนรุม กระดูกใบหน้าหัก ฟันหัก บอบช้ำทั้งตัว ทำให้เห็นถึงความสำคัญของการช่วยเหลือผู้ตกเป็นเหยื่อทันท่วงที สังคมควรรวมพลังกันต่อต้านความรุนแรง เพื่อให้เด็กและเยาวชนเติบโตอย่างปลอดภัย หากคุณมีประสบการณ์หรือเห็นเหตุการณ์คล้ายกัน กรุณาแชร์ในคอมเมนต์เพื่อสร้างความตระหนักรู้ร่วมกัน

  • ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัญหาวัยรุ่นในชุมชน
  • สนับสนุนการรณรงค์ต่อต้านความรุนแรง
  • แจ้งเบาะแสให้เจ้าหน้าที่หากพบพฤติกรรมเสี่ยง

ที่มา – ‘แม่น้องแอ้ม’ เผยอาการลูกถูกวัยรุ่นกว่า 20 คนรุม กระดูกใบหน้าหัก ฟันหัก บอบช้ำทั้งตัว

จีนครองเบอร์ 1 ของโลกด้านคลัสเตอร์นวัตกรรม

จีนครองเบอร์ 1 ของโลกด้านคลัสเตอร์นวัตกรรม

ในยุคที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมกลายเป็นหัวใจหลักของการพัฒนาเศรษฐกิจโลก องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ได้ประกาศผลการจัดอันดับ 100 คลัสเตอร์นวัตกรรมชั้นนำของโลกประจำปี 2025 ซึ่งเป็นข่าวดีสำหรับประเทศจีนอีกครั้ง เพราะ จีนครองเบอร์ 1 ของโลกด้านคลัสเตอร์นวัตกรรม ติดต่อกันเป็นปีที่ 3 ด้วยจำนวนคลัสเตอร์ถึง 24 แห่งที่ติดอันดับท็อป 100 สำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติของจีน (CNIPA) ยืนยันข้อมูลนี้ สะท้อนถึงความแข็งแกร่งและศักยภาพของจีนในการเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมระดับโลก

สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดในปีนี้คือ คลัสเตอร์เซินเจิ้น-ฮ่องกง-กว่างโจว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเขตอ่าวกวางตง-ฮ่องกง-มาเก๊า (Guangdong-Hong Kong-Macao Greater Bay Area) ได้ก้าวขึ้นสู่อันดับ 1 ของโลกเป็นครั้งแรก นี่คือหนึ่งในสามคลัสเตอร์ของจีนที่ติดท็อป 10 โดยการจัดอันดับนี้พิจารณาจากตัวชี้วัดหลากหลาย เช่น การจดสิทธิบัตร การลงทุนวิจัย และการถ่ายทอดเทคโนโลยี ซึ่งจีนทำได้อย่างยอดเยี่ยม

ตัวเลขที่สะท้อนความสำเร็จของจีน

ตู้ หยู โฆษกของ CNIPA เปิดเผยว่า ณ เดือนมิถุนายน 2025 จีนมีสิทธิบัตรการประดิษฐ์ที่อยู่ในอายุการคุ้มครองรวมกว่า 5,010,000 ฉบับ โดย 3,727,000 ฉบับเป็นของวิสาหกิจในประเทศกว่า 524,000 แห่ง ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ธุรกิจเอกชนของจีนกำลังกลายเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนนวัตกรรม จากเดิมที่รัฐบาลเป็นผู้นำ ตอนนี้วิสาหกิจเอกชนเข้ามามีบทบาทเด่นชัดมากขึ้น สร้าง ecosystem ที่แข็งแกร่งและยั่งยืน

นอกจากนี้ การจัดอันดับปี 2025 ยังเพิ่มตัวชี้วัดใหม่คือปริมาณธุรกรรมเงินร่วมลงทุน (Venture Capital) ซึ่งวัดความสามารถในการแปลงงานวิจัยและสิทธิบัตรให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจจริง โดยเฉพาะในสตาร์ทอัพ คลัสเตอร์เซินเจิ้น-ฮ่องกง-กว่างโจว โดดเด่นในด้านนี้ เพราะได้รับการสนับสนุนจากนโยบายรัฐและการเชื่อมโยงกับตลาดการเงินระดับโลก ทำให้กลายเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมที่ดึงดูดนักลงทุนจากทั่วโลก

บทบาทของคลัสเตอร์นวัตกรรมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีน

คลัสเตอร์นวัตกรรมเหล่านี้ไม่ใช่แค่จุดรวมของบริษัทไฮเทค แต่เป็นระบบนิเวศที่รวมมหาวิทยาลัย หน่วยงานวิจัย และสตาร์ทอัพเข้าด้วยกัน สร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ปัญหาโลก เช่น AI, เทคโนโลยีสีเขียว และ 5G จีนใช้กลยุทธ์ ‘Made in China 2025’ เพื่อส่งเสริมนวัตกรรม ทำให้ประเทศนี้เปลี่ยนจากผู้ผลิตราคาถูกมาเป็นผู้นำเทคโนโลยี ผลจากการครองอันดับหนึ่งนี้ จีนไม่เพียงเพิ่ม GDP แต่ยังยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนและมีอิทธิพลในเวทีระหว่างประเทศ

เปรียบเทียบกับประเทศอื่น เช่น สหรัฐอเมริกาที่มีซิลิคอนแวลลีย์ติดท็อป 3 หรือเกาหลีใต้ที่แข็งแกร่งในด้านเซมิคอนดักเตอร์ แต่จีนมีจำนวนคลัสเตอร์มากที่สุด แสดงถึงการกระจายศูนย์กลางนวัตกรรมทั่วประเทศ ไม่ใช่集中ในเมืองเดียว นี่คือจุดแข็งที่ทำให้จีนยั่งยืนในระยะยาว

  • จำนวนสิทธิบัตร: เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี
  • การลงทุน VC: ดึงดูดทุนต่างชาติมหาศาล
  • ความร่วมมือระหว่างประเทศ: เชื่อมโยงกับฮ่องกงและมาเก๊า

จากมุมมองของผู้เขียน การที่ จีนครองเบอร์ 1 ของโลกด้านคลัสเตอร์นวัตกรรม นี้เป็นสัญญาณบวกสำหรับอนาคต หากไทยหรือประเทศในอาเซียนอยากแข่งขัน ควรศึกษานโยบายของจีน เช่น การสนับสนุนสตาร์ทอัพและการป้องกันทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อสร้างคลัสเตอร์ของตัวเอง

สุดท้ายนี้ เชิญชวนผู้อ่านติดตามข่าวสารนวัตกรรมเพิ่มเติม และลองคิดดูว่าประเทศเราจะก้าวสู่การเป็นผู้นำได้อย่างไร หากคุณมีไอเดียนวัตกรรม สามารถแชร์ในคอมเมนต์ได้เลย!

ที่มา – จีนครองเบอร์ 1 ของโลกด้านคลัสเตอร์นวัตกรรม ตอกย้ำความแข็งแกร่ง (คลิป)

อัปเดทใหม่ 8 บริการ บนไลน์ OA สปสช.

อัปเดทใหม่ 8 บริการ บนไลน์ OA สปสช. ที่ทำให้การดูแลสุขภาพง่ายขึ้น

ในยุคดิจิทัลที่ทุกอย่างเชื่อมต่อกันผ่านแอปพลิเคชัน สปสช. หรือสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ก็ไม่ยอม落后 โดยล่าสุดได้อัปเดทใหม่ 8 บริการ บนไลน์ OA สปสช. ที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพได้สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ก็สามารถตรวจสอบสิทธิ์หรือขอคำปรึกษาแพทย์ได้ผ่าน LINE Official Account (Line OA) เพียงพิมพ์ @nhso เพิ่มเพื่อนกับ สปสช. แล้ว ตอนนี้มีผู้ใช้บริการกว่า 11.85 ล้านคนแล้วนะครับ ทำให้ได้รับรางวัล LINE Thailand Awards ต่อเนื่อง 2 ปีซ้อนในปี 2567-2568 เลยทีเดียว

การอัปเดทใหม่ 8 บริการ บนไลน์ OA สปสช. นี้ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 กันยายน โดย ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช. เปิดเผยว่าบริการเหล่านี้เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2563 เพื่อเป็นช่องทางเพิ่มเติมในการรับข้อมูลข่าวสารและใช้บริการสุขภาพ โดยไม่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาลให้วุ่นวาย มาดูกันว่าบริการทั้ง 8 นี้มีอะไรบ้าง ที่จะช่วยให้ชีวิตคุณง่ายขึ้น

อัปเดทใหม่ 8 บริการ บนไลน์ OA สปสช.

1. ตรวจสอบสิทธิ์การรักษาพยาบาลด้วยตนเอง

บริการแรกที่ขาดไม่ได้คือการตรวจสอบสิทธิ์ ประชาชนสามารถกรอกเลขบัตรประชาชนผ่าน Line OA แล้วระบบจะแสดงผลทันทีว่าคุณอยู่ในสิทธินั้นไหน เช่น สิทธิบัตรทอง ประกันสังคม หรือสวัสดิการข้าราชการ พร้อมระบุหน่วยบริการประจำตัว ทำให้ไม่พลาดสิทธิ์ที่ควรได้รับ และช่วยวางแผนการรักษาได้ดีขึ้น

2. เปลี่ยนหน่วยบริการสิทธิบัตรทอง 30 บาท

สำหรับคนในเมืองใหญ่หรือย้ายที่อยู่บ่อยๆ บริการนี้ตอบโจทย์สุดๆ คุณสามารถเปลี่ยนสถานพยาบาลประจำตัวได้ผ่าน Line OA โดยไม่ต้องไปโรงพยาบาล เอกสารน้อย ค่าเดินทางลดลง แค่เลือกโรงพยาบาลใกล้บ้านหรือที่ทำงาน ก็เสร็จสิ้นในไม่กี่นาที

3. ขอรหัสเข้ารับบริการ (OTP)

เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์ บริการขอรหัส OTP ผ่าน Line OA ช่วยยืนยันตัวตนก่อนเข้ารับบริการ รหัสนี้ใช้แทนบัตรประชาชนได้ ทำให้การลงทะเบียนที่โรงพยาบาลรวดเร็วและปลอดภัยมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่คนเยอะๆ

4. Health Link เชื่อมข้อมูลสุขภาพ

บริการนี้เป็นความร่วมมือกับสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) Health Link เชื่อมต่อประวัติการรักษาระหว่างโรงพยาบาลที่เข้าร่วม ทำให้แพทย์เข้าถึงข้อมูลผู้ป่วยได้ต่อเนื่อง ไม่ซ้ำซ้อนการตรวจ ลดเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา ไม่ว่าคุณจะไปโรงพยาบาลไหนก็ตาม

5. ตรวจสุขภาพใจกับ DMIND

พัฒนาโดย AIMET คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ บริการนี้ใช้ AI คัดกรองสุขภาพจิตเบื้องต้น เช่น ความเครียด วิตกกังวล หรือซึมเศร้า พร้อมคำแนะนำดูแลตนเองและช่องทางขอความช่วยเหลือ เหมาะสำหรับคนที่อยากเช็คสุขภาพใจตั้งแต่เนิ่นๆ ผ่าน Line OA @nhso ได้เลย

6. CHECK PD คัดกรองโรคพาร์กินสัน

สำหรับผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปหรือมีความเสี่ยง เช่น ประวัติครอบครัว บริการนี้เชื่อมต่อกับแอป CHECK PD จากสภากาชาดไทย ช่วยประเมินความเสี่ยงโรคพาร์กินสันที่บ้าน แล้วนำผลไปปรึกษาแพทย์ ลดโอกาสสูญเสียสุขภาพในระยะยาว

7. Doctor at Home หมอประจำบ้านอัจฉริยะ

AI ช่วยตรวจอาการเบื้องต้น เช่น ไข้ ปวดหัว ไอ เจ็บคอ จากตำราการแพทย์ของ รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ หากอาการรุนแรงก็แนะนำไปโรงพยาบาล ถือเป็นหมอส่วนตัวที่อยู่ใกล้ตัวผ่าน Line OA ตลอด 24 ชั่วโมง

8. บริการเทเลเมดิซีน พบแพทย์ทางไกล

เชื่อมต่อ 3 ผู้ให้บริการ: Saluber MD, Clicknic, และ Mordee สำหรับผู้ป่วยไม่สะดวกเดินทาง โดยเฉพาะโรคเรื้อรัง สามารถปรึกษาแพทย์ออนไลน์ รับยาที่บ้าน ลดเวลาและค่าใช้จ่าย เพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างรวดเร็ว

การอัปเดทใหม่ 8 บริการ บนไลน์ OA สปสช. นี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ สปสช. ในการใช้เทคโนโลยีเพื่อประชาชน หากคุณยังไม่ได้ลอง อย่ารอช้า ลองเพิ่มเพื่อน @nhso แล้วทดลองใช้บริการดูครับ จะช่วยให้การดูแลสุขภาพสะดวกขึ้นเยอะเลย สุดท้ายนี้ ขอแนะนำให้ทุกคนเช็คสิทธิ์และอัปเดตข้อมูลสุขภาพเป็นประจำ เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว

ที่มา – อัปเดทใหม่ 8 บริการ บนไลน์ OA สปสช.

เบียร์ เดอะวอยซ์ ทำจมูกใหม่ สวยเหมือนจ้าวลู่ซือ

สวัสดีค่ะทุกคน! วันนี้เรามีเรื่องราวน่ารักๆ จากวงการบันเทิงไทยมาอัปเดตกันอีกแล้วนะคะ โดยเฉพาะกับสาวเสียงดีสุดสวย เบียร์ เดอะวอยซ์ ที่เพิ่งผ่านการศัลยกรรมจมูกใหม่มา และผลลัพธ์ออกมาสวยหวานคมกริบจนแฟนๆ ต้องกรี๊ดกันลั่น! ถ้าพูดถึง เบียร์ เดอะวอยซ์ ทำจมูกใหม่ คงไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะเธอเป็นนักร้องสาวที่ดังมาจากรายการ The Voice Thailand และมีแฟนคลับติดตามเพียบ ตอนนี้เธอกลับมาพร้อมลุคใหม่ที่สดใสและมั่นใจมากขึ้น

เบียร์ เดอะวอยซ์ ทำจมูกใหม่ หลังพักฟื้นเต้นสนุกสุดๆ

หลังจากที่เบียร์ไปทำจมูกใหม่ เธอเลือกพักฟื้นแบบเงียบๆ แต่ไม่นานก็กลับมาอวดโฉมให้แฟนๆ ได้เห็นผ่านโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะคลิปเต้นที่เธอลงในอินสตาแกรม ซึ่งเป็นการเต้นแบบชิลๆ แต่ใบหน้าสวยเด้งโดดเด่นมาก แฟนๆ ที่เห็นต่างบอกว่าจมูกใหม่เข้ากับใบหน้าของเธอสุดๆ ทำให้ดูหวานละมุนแต่ก็แฝงความเซ็กซี่เบาๆ ใครที่กำลังตามหาแรงบันดาลใจเรื่องศัลยกรรมจมูก ลองดูเคสของเบียร์สิคะ สวยแบบธรรมชาติและไม่หลอกตาเลย

ในคลิปนั้น เบียร์แต่งตัวสไตล์คาสจuals ใส่เสื้อครอปกับกางเกงยีนส์ ผมยาวสลวยปล่อยสยาย แล้วโยกตัวตามจังหวะเพลง K-pop ที่กำลังฮิต ซึ่งเป็นเพลงที่เธอชื่นชอบ จมูกใหม่ของเธอโดดเด่นด้วยปลายจมูกที่พุ่งสวยและเนินจมูกที่ได้สัดส่วนพอดี ไม่สูงเกินไปแต่พอให้ใบหน้าดูมีมิติมากขึ้น หลังจากถอดผ้าพันแผลออกได้ไม่กี่วัน เธอก็กล้าโชว์แบบนี้แล้ว แสดงถึงการฟื้นตัวที่รวดเร็วและดูแลตัวเองดีมากๆ เลยค่ะ

แฟนๆ ทักเบียร์ เดอะวอยซ์ ทำจมูกใหม่ เหมือนจ้าวลู่ซือ

สิ่งที่ทำให้แฟนๆ อึ้งหนักคือ ลุคหลัง เบียร์ เดอะวอยซ์ ทำจมูกใหม่ ของเธอที่หลายคนบอกว่าสวยเหมือน “จ้าวลู่ซือ” นักแสดงสาวชาวจีนชื่อดังจากซีรีส์ดังๆ อย่าง “Love and Redemption” หรือ “The Story of Minglan” จ้าวลู่ซือมีใบหน้าที่หวานใส ตาโต จมูกโด่ง และรอยยิ้มน่ารัก ซึ่งเบียร์ตอนนี้ก็มีเสน่ห์คล้ายกันมาก โดยเฉพาะดวงตาที่โตกลมและจมูกที่เรียวสวย ทำให้ดูเป็นสาวเอเชียแท้ๆ ที่น่ารักแบบไม่ต้องแต่งเติมเยอะ คอมเมนต์ในโพสต์ของเธอเต็มไปด้วยคำชม เช่น “สวยมากเลยพี่เบียร์ จมูกใหม่เพอร์เฟกต์!” “เหมือนจ้าวลู่ซือเลย กรี๊ดดด” และ “เต้นเก่ง สวยขึ้นอีกขั้น” แฟนๆ เห็นด้วยกันเป็นเสียงเดียวว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ช่วยยกระดับความสวยของเธอให้ปังยิ่งกว่าเดิม

ไม่ใช่แค่เรื่องหน้าตานะคะ แต่เบียร์ยังคงเอกลักษณ์ของตัวเองไว้ได้ดี เธอเป็นคนที่ร่าเริง สนุกสนาน และมักแชร์โมเมนต์ชีวิตประจำวันให้แฟนๆ ดู เช่น การออกกำลังกาย การทำอาหาร หรือแม้แต่การร้องเพลงคัฟเวอร์ การ เบียร์ เดอะวอยซ์ ทำจมูกใหม่ ครั้งนี้เหมือนเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้เธอมั่นใจมากขึ้น และแฟนๆ ก็ยิ่งรักเธอในฐานะไอดอลที่กล้าเปลี่ยนแปลงเพื่อตัวเอง ถ้าคุณเป็นแฟนคลับของเบียร์ ลองไปติดตามอินสตาแกรมของเธอที่ @beerpassaranan ดูนะคะ มีอัปเดตเพียบ!

  • เคล็ดลับการดูแลหลังศัลยกรรมจมูกจากเบียร์: พักผ่อนเยอะๆ หลีกเลี่ยงแดดจัด และกินอาหารที่มีวิตามินซีสูง
  • ทำไมจมูกใหม่ถึงเข้ากับเบียร์: เพราะเธอมีใบหน้าทรงรีที่สมส่วน ทำให้จมูกโด่งช่วยเสริมให้ดูมีเสน่ห์แบบสาวไทย-จีนผสม
  • เปรียบเทียบกับจ้าวลู่ซือ: ทั้งคู่มีสไตล์การแต่งหน้าที่เน้นธรรมชาติ สวยแบบใสๆ ไม่ต้องหนักเครื่องสำอาง

การศัลยกรรมในยุคนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป โดยเฉพาะกับคนดังที่อยากปรับลุคให้สดชื่นขึ้น เบียร์เป็นตัวอย่างที่ดีว่าการทำจมูกสามารถเปลี่ยนใบหน้าให้สวยขึ้นโดยไม่เสียเอกลักษณ์เดิม สำหรับใครที่กำลังลังเลเรื่องศัลยกรรม แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและดูรีวิวจากคนดังแบบนี้ จะช่วยให้ตัดสินใจง่ายขึ้นนะคะ

สุดท้ายนี้ ถ้าคุณชื่นชอบเรื่องราวของเบียร์ เดอะวอยซ์ อย่าลืมกดไลก์ แชร์ และคอมเมนต์บอกว่าคุณคิดยังไงกับลุคใหม่ของเธอด้านล่างนี้เลยค่ะ! ตามติดข่าวบันเทิงอื่นๆ ได้ที่บล็อกของเราเพื่อไม่พลาดอัปเดตเด็ดๆ นะ

ที่มา – “เบียร์ เดอะวอยซ์” อวดลีลาการเต้นหลังพักฟื้นทำจมูกใหม่ สวยเด้งจนแฟนๆทักเหมือน “จ้าวลู่ซือ”

อิรักฟื้นคืนการส่งออกน้ำมันจากเคอร์ดิสถาน หลังระงับนานกว่า 2 ปี

ในช่วงเวลาที่โลกกำลังจับตามองสถานการณ์พลังงานอย่างใกล้ชิด ข่าวดีจากตะวันออกกลางกำลังสร้างความหวังให้กับตลาดน้ำมันทั่วโลก ล่าสุด อิรักฟื้นคืนการส่งออกน้ำมันจากเคอร์ดิสถาน หลังระงับนานกว่า 2 ปี ซึ่งเป็นการยุติข้อพิพาทที่ยืดเยื้อระหว่างรัฐบาลกลางในแบกแดดและเขตปกครองตนเองเคอร์ดิสถาน การเคลื่อนไหวนี้อาจส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลกและเศรษฐกิจของภูมิภาค

อิรักฟื้นคืนการส่งออกน้ำมันจากเคอร์ดิสถาน หลังระงับนานกว่า 2 ปี

ตามรายงานจากสำนักข่าวเอเอฟพี เมื่อวันที่ 28 กันยายน ที่เมืองเออร์บิล ประเทศอิรัก การควบคุมการส่งออกน้ำมันซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลัก ได้กลายเป็นประเด็นขัดแย้งสำคัญระหว่างรัฐบาลแบกแดดกับรัฐบาลเออร์บิล เขตปกครองตนเองเคอร์ดิสถาน ท่อส่งน้ำมันหลักที่เชื่อมไปยังตุรกีถูกปิดลงตั้งแต่ปี 2566 ทำให้การส่งออกหยุดชะงัก ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่ายอย่างหนัก

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์กำลังพลิกผัน สำนักข่าวไอเอ็นเอของอิรักประกาศว่า การส่งออกน้ำมันจากแหล่งผลิตในเคอร์ดิสถานได้กลับมาแล้ว นับเป็นจุดสิ้นสุดของการระงับที่ยาวนานในดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรพลังงานแห่งนี้ นายอาลี นิซาร์ ผู้อำนวยการองค์การการตลาดน้ำมันแห่งรัฐของอิรัก (SOMO) ยืนยันว่าการส่งออกผ่านท่อส่งน้ำมันอิรัก-ตุรกีได้เริ่มต้นขึ้น โดย SOMO จะรับน้ำมัน 190,000 บาร์เรลต่อวันสำหรับส่งออก และอีก 50,000 บาร์เรลต่อวันสำหรับบริโภคภายในประเทศ

สาเหตุของการระงับและการฟื้นคืน

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลเคอร์ดิสถานดำเนินการส่งออกน้ำมันอย่างอิสระ โดยไม่ได้รับอนุมัติจากรัฐบาลกลางในแบกแดด พวกเขาส่งน้ำมันผ่านท่าเรือเจย์ฮานในตุรกี แต่ในเดือนมีนาคม 2566 คณะอนุญาโตตุลาการของหอการค้านานาชาติ (ICC) ในปารีสตัดสินว่าการส่งออกดังกล่าวผิดกฎหมาย และยืนยันว่ารัฐบาลแบกแดดมีสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวในการจัดการน้ำมันทั้งหมดของอิรัก

การตัดสินใจนี้ทำให้การส่งออกอย่างเป็นทางการจากภูมิภาคหยุดลงทันที สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาลให้กับเคอร์ดิสถาน ซึ่งพึ่งพารายได้จากน้ำมันเป็นหลัก แต่ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่าเคอร์ดิสถานจะส่งมอบน้ำมันทั้งหมดที่ผลิตจากแหล่งในภูมิภาคให้กับ SOMO สำหรับการส่งออก และเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา พวกเขาบรรลุข้อตกลงเพิ่มเติมกับบริษัทน้ำมันต่างชาติที่ดำเนินงานในเคอร์ดิสถาน เพื่อเริ่มส่งออกน้ำมันดิบอีกครั้ง

ผลกระทบทางเศรษฐกิจและการเมือง

การฟื้นคืนนี้ไม่เพียงแต่ช่วยฟื้นฟูรายได้ของอิรักเท่านั้น แต่ยังช่วยลดความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลกลางและเขตปกครองตนเอง ซึ่งอาจนำไปสู่ความมั่นคงทางการเมืองที่ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มปริมาณน้ำมันในตลาดโลก ซึ่งอาจช่วยควบคุมราคาน้ำมันที่ผันผวนในช่วงนี้

  • ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ: รายได้จากการส่งออกจะไหลเข้าสู่รัฐบาลกลางและเคอร์ดิสถาน ช่วยกระตุ้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
  • ผลต่อตลาดโลก: การเพิ่ม supply จากอิรักอาจลดแรงกดดันต่อราคาน้ำมัน โดยเฉพาะท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
  • ความท้าทายที่เหลือ: ยังต้องติดตามการปฏิบัติตามข้อตกลง เพื่อหลีกเลี่ยงข้อพิพาทในอนาคต

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การฟื้นคืนการส่งออกน้ำมันนี้ถือเป็นก้าวสำคัญสู่ความร่วมมือที่ยั่งยืนในอิรัก หากทั้งสองฝ่ายสามารถรักษาความไว้วางใจได้ ภูมิภาคนี้อาจกลายเป็นแหล่งพลังงานที่มั่นคงยิ่งขึ้น

สำหรับนักลงทุนและผู้สนใจในอุตสาหกรรมพลังงาน การติดตามพัฒนาการนี้จะเป็นสิ่งสำคัญ หากคุณกำลังมองหาโอกาสในการลงทุนในน้ำมันอิรัก ลองศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อวางแผนที่เหมาะสม

ที่มา – อิรักฟื้นคืนการส่งออกน้ำมันจากเคอร์ดิสถาน หลังระงับนานกว่า 2 ปี

เปิดประวัติชีวิต “เจ๊เกียว”หญิงแกร่งแห่งโคราช เจ้าแม่รถทัวร์เมืองไทย

เปิดประวัติชีวิต “เจ๊เกียว”หญิงแกร่งแห่งโคราช เจ้าแม่รถทัวร์เมืองไทย

เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2567 มีรายงานข่าวเศร้าว่า นางสุจินดา เชิดชัย หรือที่คนไทยรู้จักกันในนาม “เจ๊เกียว” เจ้าแม่รถทัวร์เมืองไทย ได้เสียชีวิตอย่างสงบ สิริอายุ 88 ปี การจากไปของเธอไม่เพียงแต่เป็นการสูญเสียบุคคลสำคัญในวงการธุรกิจ แต่ยังเป็นการปิดฉากตำนานของนักธุรกิจหญิงผู้แข็งแกร่งที่สร้างอาณาจักรเชิดชัยขึ้นมาจนกลายเป็นยักษ์ใหญ่ด้านขนส่งและอุตสาหกรรมรถโดยสาร มูลค่าหลายหมื่นล้านบาท

เปิดประวัติชีวิต “เจ๊เกียว”หญิงแกร่งแห่งโคราช เจ้าแม่รถทัวร์เมืองไทย

นางสุจินดา เชิดชัย หรือ “เจ๊เกียว” เกิดเมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2480 ที่จังหวัดนครราชสีมา หรือที่รู้จักกันในนาม “โคราช” ดินแดนแห่งความเข้มแข็ง เธอเป็นลูกคนที่ 6 ในครอบครัวฐานะปานกลาง ไม่ได้ร่ำรวยอะไรนัก แต่ด้วยความขยันและหัวใจที่มุ่งมั่น เจ๊เกียวเติบโตขึ้นมาท่ามกลางความยากลำบาก ในวัยเด็ก เธอเป็นเด็กเรียนเก่ง สอบได้ที่ 1 มาตลอดทุกรายวิชา แต่ด้วยข้อจำกัดทางครอบครัว โดยเฉพาะมารดาที่ไม่อนุญาตให้เรียนต่อ เธอจึงต้องหยุดการศึกษาที่ระดับประถมศึกษาปีที่ 4 เท่านั้น น่าเสียดายสำหรับพรสวรรค์ที่เธอมี

หลังจากออกจากโรงเรียน เจ๊เกียวไม่ได้ยอมแพ้กับโชคชะตา เธอเริ่มต้นชีวิตด้วยการค้าขายเล็กๆ น้อยๆ ตามสถานีรถไฟ เพื่อหาเลี้ยงชีพและช่วยเหลือครอบครัว ต่อมา เธอหันไปเรียนรู้ทักษะการตัดเสื้อ และเปิดโรงเรียนสอนตัดเสื้อของตัวเอง ซึ่งนับเป็นธุรกิจแรกที่ทำให้เธอมีรายได้มั่นคงและได้ฝึกฝนทักษะการบริหารจัดการคนและเงินทอง นี่คือจุดเริ่มต้นของหญิงสาวจากโคราชที่กำลังจะกลายเป็นตำนาน

จุดเปลี่ยนสำคัญ: จากการค้าขายสู่เจ้าของอาณาจักรรถทัวร์

ชีวิตของเจ๊เกียวพลิกผันครั้งใหญ่เมื่อเธออายุ 19 ปี และได้แต่งงานกับนายวิชัย เชิดชัย ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการอู่ต่อรถบรรทุกในโคราช การแต่งงานครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นก้าวสำคัญที่พาเธอเข้าสู่โลกของธุรกิจยานยนต์และการขนส่ง จากเดิมที่เป็นอู่ต่อรถบรรทุกธรรมดา เจ๊เกียวและสามีได้ขยายกิจการไปสู่ธุรกิจเดินรถโดยสารระหว่างจังหวัด ภายใต้ชื่อ “เชิดชัยทัวร์” ซึ่งในที่สุดกลายเป็นหนึ่งในบริษัทรถทัวร์ชั้นนำของประเทศไทย

เชิดชัยทัวร์เติบโตอย่างรวดเร็ว มีรถโดยสารมากกว่า 200 คัน วิ่งครอบคลุมเส้นทางสำคัญทั่วประเทศ ตั้งแต่กรุงเทพฯ ไปยังภาคอีสานและอื่นๆ อู่เชิดชัยอุตสาหกรรมก็พัฒนาเป็นโรงงานผลิตและต่อรถโดยสารมาตรฐานสูง ส่งออกไปยังหลายประเทศทั่วโลก นอกจากนี้ ธุรกิจยังขยายไปสู่การขายรถยนต์ อะไหล่ยานยนต์ และอสังหาริมทรัพย์ ทำให้มูลค่ารวมของอาณาจักรเชิดชัยทะลุหมื่นล้านบาท และมีพนักงานในเครือมากกว่า 3,000 คน ความสำเร็จนี้ทำให้ “เจ๊เกียว” ได้รับฉายา “เจ้าแม่รถทัวร์เมืองไทย” อย่างแท้จริง

บุคลิกของเจ๊เกียวเป็นที่เลื่องลือในเรื่องความตรงไปตรงมา เด็ดขาด และเข้มแข็ง เธอไม่ใช่แค่นักธุรกิจ แต่ยังเป็นผู้นำในแวดวงการขนส่ง เคยดำรงตำแหน่งนายกสมาคมผู้ประกอบการรถร่วม บขส. และเป็นตัวแทนเจรจากับภาครัฐ โดยเฉพาะการผลักดันปรับค่าโดยสารให้สอดคล้องกับต้นทุนน้ำมันที่ผันผวน เธอต่อสู้เพื่อสิทธิประโยชน์ของผู้ประกอบการอย่างไม่ย่อท้อ

ครอบครัวของเจ๊เกียวก็ประสบความสำเร็จไม่แพ้กัน ลูกๆ หลายคนสืบทอดบทบาททั้งในธุรกิจและการเมือง เช่น นายอัสนี เชิดชัย อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา สังกัดพรรคเพื่อไทย และนายสุรวุฒิ เชิดชัย อดีตนายกเทศมนตรีนครราชสีมา ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนถึงมรดกที่เจ๊เกียวทิ้งไว้ให้ลูกหลาน

การจากไปของเจ๊เกียวทำให้เราคิดถึงเรื่องราวของผู้หญิงที่ลุกขึ้นสู้ชีวิตจากศูนย์สู่จุดสูงสุด โดยไม่ต้องมีปริญญาหรือฐานะดีตั้งแต่เกิด แรงบันดาลใจจากชีวิตของเธอชี้ให้เห็นว่า ความขยัน มุ่งมั่น และความเด็ดขาดคือกุญแจสู่ความสำเร็จ หากคุณกำลังมองหาแรงบันดาลใจในการทำธุรกิจ ลองศึกษาประวัติของเจ๊เกียวดู แล้วนำไปปรับใช้ในชีวิตของคุณเอง

ที่มา – เปิดประวัติชีวิต “เจ๊เกียว”หญิงแกร่งแห่งโคราช เจ้าแม่รถทัวร์เมืองไทย

‘ปู มัณฑนา’ จวก เจ้าพ่อสื่อ ถืออำนาจเหนือความจริง ชี้คนอื่นผิด!

กลายเป็นประเด็นร้อนฉ่าในโลกโซเชียลมีเดีย เมื่อ ‘ปู มัณฑนา’ นักแสดงสาวชื่อดัง ออกมาโพสต์ข้อความดุเดือด พุ่งเป้าไปที่บุคคลที่เธอเรียกว่า ‘เจ้าพ่อสื่อ’ โดยไม่เกรงกลัวอิทธิพลใดๆ ทำให้แฟนๆ และชาวเน็ตจับตามองอย่างใกล้ชิด เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ดราม่าธรรมดา แต่สะท้อนปัญหาใหญ่ในวงการสื่อที่อำนาจอาจครอบงำความจริงได้

‘ปู มัณฑนา’ จวก เจ้าพ่อสื่อ ถืออำนาจเหนือความจริง ชี้คนอื่นผิด!

ล่าสุด ปู มัณฑนา ได้โพสต์ข้อความในลักษณะ ‘แม่ปู มีเรื่องเล่า’ ซึ่งเต็มไปด้วยการวิพากษ์วิจารณ์ที่ตรงไปตรงมา เธอชี้ให้เห็นว่าสังคมกำลังถูกครอบงำโดยอำนาจของเจ้าพ่อสื่อ ผู้ที่ชำนาญในการบิดเบือนความจริง โทรศัพท์เคลียร์หลังบ้านเพื่อลบโพสต์ แต่ไม่เคยยอมรับความผิดของตัวเอง สิ่งที่เขาถนัดคือการชี้เป้าให้คนอื่นผิด โดยอาศัยเครือข่ายสื่อและเพจปลอมเป็นเครื่องมือตัดสินผู้อื่นโดยไร้เมตตาและจริยธรรม

ปู มัณฑนา โพสต์วิจารณ์เจ้าพ่อสื่อ

ปู มัณฑนา เน้นย้ำว่า ความผิดของเจ้าพ่อสื่อเองกลับมองไม่เห็น แต่เมื่อเป็นความผิดของผู้อื่น เขากลับขยายให้ใหญ่โต ใช้ความทุกข์ของคนอื่นเป็นเชื้อเพลิงสร้างคอนเทนต์เพื่อแลกชื่อเสียงและเงินทอง ทว่า ความสำเร็จที่มาจากน้ำตาของผู้อื่น จะสวยงามจริงหรือ? ลูกหลานจะภูมิใจได้อย่างไร เมื่อเห็นพ่อสร้างความมั่งคั่งบนความทุกข์ของคนอื่น

การใช้เพจมืดทำลายครอบครัวผู้อื่น

สิ่งที่โหดร้ายที่สุดที่ปู มัณฑนา ชี้ให้เห็น คือการใช้เพจอวตารไร้ตัวตน ออกมาทำลายชื่อเสียงและครอบครัวของผู้อื่น โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อลูกหลาน ญาติพี่น้องของผู้ถูกโจมตี สังคมเกรียนคีย์บอร์ดอาจยังมองไม่เห็น แต่ผู้ใหญ่ในสังคมหลายคนตาสว่างกันหมดแล้ว การกระทำเช่นนี้ไม่เพียงทำร้ายปัจจุบัน แต่ยังทิ้งรอยแผลในใจผู้บริสุทธิ์ไปอีกนาน

ข้อความวิจารณ์จากปู มัณฑนา

ปู มัณฑนา ยังทิ้งคำคมที่กินใจ เช่น ‘ความจริงไม่เคยต้องการเสียงดัง แต่คนที่กลัวความจริง มักสร้างเสียงรบกวนเพื่อกลบมันเสมอ’ หรือ ‘ความสำเร็จที่แลกมาด้วยน้ำตาคนอื่น ไม่มีวันที่จะเป็นเกียรติให้กับครอบครัวได้’ คำเหล่านี้ชวนให้เราคิดถึงจริยธรรมในวงการสื่อ ที่ควรยึดมั่นในความถูกต้องมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว

ภาพประกอบโพสต์ของปู มัณฑนา

จากประเด็นนี้ ทำให้เห็นว่าอิทธิพลของสื่อในยุคดิจิทัลมีพลังมหาศาล หากถูกใช้ในทางที่ผิด อาจนำไปสู่ความอยุติธรรมได้ ปู มัณฑนา จึงกลายเป็นกระบอกเสียงให้กับผู้ที่ถูกกดขี่ โดยไม่ยอมให้อำนาจเหนือความจริงครอบงำสังคม ชาวเน็ตจำนวนมากเห็นด้วยและแชร์โพสต์ของเธอ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

อีกมุมมองจากปู มัณฑนา

ในมุมมองของผู้เขียน ประเด็น ‘ปู มัณฑนา’ จวก เจ้าพ่อสื่อ ถืออำนาจเหนือความจริง ชี้คนอื่นผิด! นี้น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการถกเถียงเรื่องจริยธรรมสื่อที่ใหญ่ขึ้น เราควรสนับสนุนสื่อที่โปร่งใสและยุติธรรม เพื่อให้สังคมไทยก้าวหน้า หากคุณมีมุมมองอย่างไร ลองคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนกันนะ

สุดท้ายแล้ว ความจริงจะชนะเสมอ หากเรายืนหยัดเคียงข้างมัน

ที่มา – ‘ปู มัณฑนา’ จวก เจ้าพ่อสื่อ ถืออำนาจเหนือความจริง ชี้คนอื่นผิด!

สิ้นตำนานเจ้าแม่รถทัวร์เมืองไทย “เจ๊เกียว”เสียชีวิตวัย 89

เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2567 มีข่าวเศร้าสั่นสะเทือนวงการขนส่งทางบกของไทย เมื่อ สิ้นตำนานเจ้าแม่รถทัวร์เมืองไทย “เจ๊เกียว”เสียชีวิตอย่างสงบในวัย 89 ปี นางสุจินดา เชิดชัย หรือที่รู้จักกันในนาม “เจ๊เกียว” ผู้บุกเบิกและเป็นสัญลักษณ์ของอุตสาหกรรมรถทัวร์ไทย ได้จากไปอย่างสงบที่บ้านพักภายในอู่เชิดชัย ถนนมิตรภาพ อำเภอเมืองนครราชสีมา เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2567 สิริอายุ 89 ปี การจากไปของเธอไม่เพียงทิ้งความอาลัยไว้ในใจของครอบครัวและเพื่อนฝูงเท่านั้น แต่ยังเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ต่อวงการธุรกิจขนส่งที่เธอได้สร้างสรรค์และพัฒนามาอย่างยาวนาน

สิ้นตำนานเจ้าแม่รถทัวร์เมืองไทย “เจ๊เกียว”เสียชีวิตอย่างสงบในวัย 89 ปี

เจ๊เกียว หรือนางสุจินดา เชิดชัย เป็นผู้หญิงตัวเล็กแต่ใจใหญ่ ผู้เริ่มต้นธุรกิจจากศูนย์สู่การเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการรถทัวร์ไทย ตั้งแต่สมัยก่อนที่การเดินทางระหว่างจังหวัดยังไม่สะดวกสบายอย่างทุกวันนี้ เธอได้ก่อตั้งบริษัทเชิดชัยอุตสาหกรรม ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการต่อและซ่อมรถทัวร์ รวมถึงการให้บริการเดินรถโดยสารประจำทาง เช่น สาย 21 กรุงเทพฯ-นครราชสีมา และเส้นทางอื่นๆ ทั่วประเทศไทย การที่เธอได้รับฉายา “เจ้าแม่รถทัวร์เมืองไทย” นั้นมาจากความมุ่งมั่นและวิสัยทัศน์ในการพัฒนาบริการให้มีมาตรฐานสูง ปลอดภัย และเข้าถึงได้สำหรับประชาชนทั่วไป

ชีวิตของเจ๊เกียวเริ่มต้นจากความยากลำบากในวัยเด็กที่จังหวัดนครราชสีมา เธอเติบโตมาในครอบครัวชาวนาธรรมดา แต่ด้วยความขยันและฉลาดหลักแหลม เธอได้เข้าสู่วงการธุรกิจขนส่งโดยบังเอิญจากการช่วยงานญาติที่ทำธุรกิจรถโดยสาร หลังจากนั้น เธอค่อยๆ สร้างฐานะด้วยการเปิดอู่ต่อรถทัวร์ ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของอาณาจักรเชิดชัย ในยุค 70-80 ที่เศรษฐกิจไทยกำลังขยายตัว การเดินทางด้วยรถทัวร์เป็นส่วนสำคัญของชีวิตคนไทย เจ๊เกียวจึงมุ่งเน้นการปรับปรุงรถให้ทันสมัย มีที่นั่งสบาย แอร์เย็น และบริการที่เป็นมิตร ทำให้บริษัทของเธอเติบโตอย่างรวดเร็วและครองตลาดเส้นทางหลักๆ ในภาคอีสานและภาคกลาง

ผลงานและมรดกที่เจ๊เกียวทิ้งไว้

นอกจากธุรกิจหลักแล้ว เจ๊เกียวยังมีส่วนร่วมในสังคมอย่างมาก เธอสนับสนุนการศึกษาและสาธารณสุขในพื้นที่นครราชสีมา โดยมอบทุนการศึกษาให้เด็กยากจนและบริจาคอุปกรณ์การแพทย์ให้โรงพยาบาลท้องถิ่น นอกจากนี้ ในช่วงวิกฤตโควิด-19 บริษัทเชิดชัยภายใต้การนำของเธอและทายาท ได้ปรับตัวให้บริการขนส่งที่ปลอดภัย สวมหน้ากากและฆ่าเชื้ออย่างเข้มงวด ซึ่งช่วยให้ประชาชนเดินทางได้อย่างมั่นใจ มรดกของเธอไม่ใช่แค่รถทัวร์นับร้อยคัน แต่เป็นแบบอย่างของผู้ประกอบการหญิงที่แข็งแกร่ง ท้าทายอุปสรรคทางเพศและเศรษฐกิจ

  • ก่อตั้งอู่เชิดชัยอุตสาหกรรม ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500
  • ขยายเส้นทางรถทัวร์ครอบคลุมกว่า 20 จังหวัด
  • พัฒนารถทัวร์ให้มีมาตรฐานสากล เช่น VIP Bus
  • ได้รับรางวัลผู้ประกอบการดีเด่นหลายครั้ง

การจากไปของ สิ้นตำนานเจ้าแม่รถทัวร์เมืองไทย “เจ๊เกียว”เสียชีวิตอย่างสงบในวัย 89 ปี ทำให้หลายคนนึกถึงความทรงจำดีๆ ในการเดินทางด้วยรถเชิดชัย ไม่ว่าจะเป็นการนั่งรถไปเยี่ยมญาติ หรือท่องเที่ยวต่างจังหวัด รถทัวร์ของเธอคือสัญลักษณ์ของความเชื่อมั่นและความสะดวกสบาย สำหรับพิธีศพ จะมีพิธีรดน้ำศพในวันจันทร์ที่ 29 กันยายน 2567 เวลา 16.00 น. และพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพเวลา 17.00 น. ณ อู่เชิดชัย ถนนมิตรภาพ อำเภอเมืองนครราชสีมา ผู้ที่เคารพรักสามารถร่วมพิธีได้เพื่อส่งกำลังใจให้ครอบครัว

ในยุคที่การเดินทางเปลี่ยนไปสู่รถไฟความเร็วสูงและเครื่องบิน เจ๊เกียวได้พิสูจน์ให้เห็นว่ารถทัวร์ยังคงเป็นหัวใจของการขนส่งในไทย โดยเฉพาะสำหรับคนชนบทและนักเดินทางงบน้อย มรดกของเธอจะถูกสานต่อโดยทายาทและพนักงานที่ได้รับอิทธิพลจากวิสัยทัศน์ของเธอ การสูญเสียครั้งนี้ชวนให้เราคิดถึงบุคคลสำคัญที่สร้างประโยชน์ให้สังคมอย่างเงียบๆ ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวเชิดชัย และขอให้ดวงวิญญาณของเจ๊เกียวไปสู่สุคติ

หากคุณมีเรื่องราวความทรงจำกับรถทัวร์เชิดชัยหรือเจ๊เกียว สามารถแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อรำลึกถึงตำนานผู้ยิ่งใหญ่รายนี้ด้วยกัน

ที่มา – สิ้นตำนานเจ้าแม่รถทัวร์เมืองไทย “เจ๊เกียว”เสียชีวิตอย่างสงบในวัย89ปี

มาเรสกาบ่นสิงห์ให้ของขวัญคู่แข่งหลังใบแดง

ในศึกพรีเมียร์ลีกที่กำลังเข้มข้น เชลซีต้องพบกับความพ่ายแพ้ที่เจ็บปวดอีกครั้ง หลังจากที่กุนซือเอ็นโซ มาเรสกา ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ลูกทีมของตัวเองอย่างหนัก ภายใต้หัวข้อ “มาเรสกา” บ่นแข้ง “สิงห์สำอาง” เหมือนให้ของขวัญคู่แข่ง หลังโดนใบแดง ทำทีมแพ้ 2 นัดติดในลีก โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในเกมที่เชลซีเปิดบ้านสแตมฟอร์ด บริดจ์ ต้อนรับไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบียน

“มาเรสกา” บ่นแข้ง “สิงห์สำอาง” เหมือนให้ของขวัญคู่แข่ง หลังโดนใบแดง

เกมดังกล่าวเริ่มต้นได้สวยงามสำหรับเชลซี เมื่อพวกเขานำหน้าไปก่อน 1-0 ในครึ่งแรก ด้วยการเล่นที่ครองบอลได้ดีและมีโอกาสยิงประตูหลายครั้ง อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างพลิกผันในช่วงต้นครึ่งหลัง เมื่อแนวรับอย่างเทรโวห์ ชาโลบาห์ ไปทำฟาวล์จนได้รับใบแดงไล่ออกจากสนาม ทำให้ทีมต้องเหลือผู้เล่นเพียง 10 คน ส่งผลให้ไบรท์ตันพลิกกลับมานำและยิงเพิ่มอีก 3 ประตู จบเกมด้วยสกอร์ 1-3

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เชลซีต้องเผชิญปัญหานี้ เพราะสัปดาห์ก่อนหน้านี้ ในเกมที่แพ้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็เกิดเหตุการณ์คล้ายกันเมื่อผู้รักษาประตูโรเบิร์ต ซานเชซ โดนใบแดงเช่นกัน มาเรสกา ที่ดูเดือดดาลสุดๆ จึงออกมากล่าวว่า การโดนใบแดงแบบนี้ไม่ต่างอะไรกับการมอบของขวัญให้คู่แข่งโดยตรง โดยเฉพาะในลีกที่แข็งแกร่งอย่างพรีเมียร์ลีก

เอ็นโซ มาเรสกา กุนซือเชลซี

ผลกระทบจากการโดนใบแดงใน 2 นัดติด

มาเรสกา ยอมรับว่าการคุมเกมในครึ่งแรกนั้นยอดเยี่ยม แต่ใบแดงกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ร้ายแรงที่สุด เขากล่าวว่า “มันเป็นเกมที่ยาก แต่เราคุมเกมได้อย่างยอดเยี่ยมเลย มีโอกาสยิงมากมาย และเรายิงขึ้นนำไปก่อนด้วยซ้ำในครึ่งแรก ทั้งที่ทุกอย่างกำลังไปได้สวย จนกระทั่งเรามาโดนใบแดง รูปเกมก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง”

ต่อมาเขาย้ำว่า “ผมบอกเลย ในการเจอกับทีมในพรีเมียร์ ลีก คุณทำแบบนั้นไม่ได้ มันเหมือนกับให้ของขวัญพวกเขาเลย ในการโดนใบแดงแบบนี้ เพราะฉะนั้นการสร้างความผิดพลาดแบบนี้มันเป็นเรื่องใหญ่ ถือเป็นจุดเปลี่ยนของเกมเลย ทั้งใบแดงในเกมกับ แมนฯ ยูไนเต็ด และเกมกับ ไบรท์ตัน ในวันนี้”

ปัญหานี้ไม่เพียงทำให้เชลซีแพ้ 2 นัดติดในลีกเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่ออันดับตารางและความมั่นใจของทีมด้วย จากเดิมที่ฟอร์มกำลังดี กลับต้องมาสะดุดเพราะวินัยที่หละหลวม ผู้เล่นอย่างชาโลบาห์และซานเชซ ต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจที่ผิดพลาด ซึ่งอาจนำไปสู่การลงโทษเพิ่มเติมจากสโมสร

เพื่อให้เข้าใจปัญหาให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ลองมาดูปัจจัยหลักที่ทำให้ “มาเรสกา” บ่นแข้ง “สิงห์สำอาง” เหมือนให้ของขวัญคู่แข่ง หลังโดนใบแดง ทำทีมแพ้ 2 นัดติดในลีก ดังนี้:

  • การขาดวินัย: ผู้เล่นเชลซีดูเหมือนจะไม่ระวังตัวในจังหวะที่ทีมกำลังได้เปรียบ ทำให้เกิดฟาวล์หนักที่ไม่จำเป็น
  • ผลกระทบต่อแท็คติก: การเหลือผู้เล่นน้อยลงบังคับให้มาเรสกาต้องปรับแผนกะทันหัน สูญเสียความสมดุลในเกมรับและรุก
  • โอกาสคู่แข่ง: ทีมตรงข้ามอย่างไบรท์ตันและแมนยู ได้ใช้ประโยชน์จากช่องว่างที่เกิดขึ้น ยิงประตูง่ายดาย
  • สถิติล่าสุด: เชลซีมีอัตราการโดนใบแดงสูงในฤดูกาลนี้ ซึ่งเป็นสถิติที่ต้องแก้ไขด่วนเพื่อลุ้นท็อปโฟร์

นอกจากนี้ มาเรสกายังชี้ให้เห็นว่าพรีเมียร์ลีกเป็นลีกที่ทุกคะแนนมีค่า การแพ้แบบนี้ไม่เพียงเสียแต้ม แต่ยังกระทบต่อโมเมนตัมของทีมที่กำลังสร้างขึ้น ในมุมมองของกุนซือชาวอิตาลี เขาเชื่อว่าลูกทีมต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดเหล่านี้ มิเช่นนั้นฤดูกาลนี้อาจจบลงด้วยความผิดหวัง

สำหรับแฟนสิงห์บลูส์ การวิเคราะห์เหตุการณ์ “มาเรสกา” บ่นแข้ง “สิงห์สำอาง” เหมือนให้ของขวัญคู่แข่ง หลังโดนใบแดง ทำทีมแพ้ 2 นัดติดในลีก นี้เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจน ทีมต้องเสริมวินัยและการตัดสินใจในสนามให้ดีขึ้น หากต้องการแข่งขันกับยักษ์ใหญ่อย่างแมนซิตี้หรืออาร์เซนอล

ในที่สุด ผมคิดว่ามาเรสกาได้ทำหน้าที่กุนซือที่เข้มงวดถูกต้องแล้ว การบ่นครั้งนี้อาจเป็นแรงผลักดันให้ผู้เล่นตื่นตัวมากขึ้น เชลซียังมีศักยภาพสูง หากแก้ปัญหาใบแดงได้ ทีมจะกลับมาแรงแน่นอน ลองติดตามฟอร์มต่อไปและเชียร์ให้สิงห์สำอางพลิกเกมในนัดถัดไป!

ที่มา – “มาเรสกา” บ่นแข้ง “สิงห์สำอาง” เหมือนให้ของขวัญคู่แข่ง หลังโดนใบแดง ทำทีมแพ้ 2 นัดติดในลีก