ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

มาเก๊าแจกคูปองประชาชน หวังกระตุ้นการบริโภคในท้องถิ่น

เมื่อเร็ว ๆ นี้ มาเก๊า ได้ประกาศแจก คูปองประชาชน วงเงินกว่า 500 ล้านปาตากา หรือประมาณ 2,000 ล้านบาท เพื่อกระตุ้น การบริโภคในท้องถิ่น และสนับสนุนธุรกิจของคนในพื้นที่ โดยเป็นการดำเนินการของสำนักพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของรัฐบาลเขตบริหารพิเศษมาเก๊า ภายใต้โครงการเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่าง ๆ ในช่วงที่ผ่านมา

มาเก๊าแจกคูปองประชาชน หวังกระตุ้นการบริโภคในท้องถิ่น

โครงการคูปองนี้มีเป้าหมายเพื่อแทรกแซงกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างตรงจุด โดยกลุ่มเป้าหมายหลักคือประชาชนผู้อยู่อาศัยในเขตปกครองพิเศษมาเก๊าทุกคน ซึ่งสามารถลงทะเบียนรับ คูปองประชาชน ผ่านแอปพลิเคชันอี-วอลเล็ตที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาล และร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ

เงื่อนไขการใช้คูปอง

สำหรับการแลกรับ คูปองประชาชน นั้น ผู้ใช้ต้องทำรายการซื้อสินค้าหรือบริการกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการอย่างน้อย 50 ปาตากา (ประมาณ 200 บาท) และต้องทำธุรกรรมในวันจันทร์ถึงวันศุกร์จึงจะสามารถแลกคูปองเพื่อนำไปใช้ในวันเสาร์หรือวันอาทิตย์ได้

นโยบายนี้ถือเป็นการยกระดับการบริโภคในท้องถิ่นอย่างมีนัยสำคัญ โดยการนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวกลางในการแจกจ่ายสิทธิประโยชน์ ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิ์ได้ง่าย รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งยังสร้างแรงจูงใจให้คนในพื้นที่กลับมาใช้จ่ายในร้านค้าและกิจการท้องถิ่น

  • วงเงินคูปองรวมกว่า 500 ล้านปาตากา
  • ใช้งานได้เฉพาะในร้านค้าที่ร่วมโครงการ
  • ต้องลงทะเบียนผ่าน e-wallet เท่านั้น
  • ใช้คูปองได้ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์

การดำเนินโครงการแบบนี้สามารถเยี่ยงชมได้ว่าเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้ภาคเอกชนใน มาเก๊า ฟื้นตัวจากภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และช่วยเสริมความเชื่อมั่นของประชาชนต่อเศรษฐกิจของตนเอง ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

หากมองในมุมเศรษฐกิจโลก การแจกจ่ายคูปองเพื่อกระตุ้น การบริโภคในท้องถิ่น เป็นแนวทางที่ได้รับการพิสูจน์แล้วจากหลายประเทศว่าสามารถกระตุ้นรายได้ของธุรกิจรายย่อยและช่วยลดผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจในระดับพื้นฐานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ดีสำหรับเศรษฐกิจท้องถิ่นในระยะยาวหรือไม่ คงต้องติดตามประเมินผลในอีกหลายเดือนข้างหน้า แต่โครงการนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาล มาเก๊า ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจผ่านช่องทางที่เข้าถึงประชาชนได้อย่างครอบคลุม

ที่มา – มาเก๊าแจกคูปองประชาชน หวังกระตุ้นการบริโภคในท้องถิ่น

โผ ครม. ‘อนุทิน’ จัดทัพใหม่ใกล้ลงตัว จับตาทาบทาม ‘คนนอก’ เสริม

ล่าสุดสถานการณ์การจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใต้การนำของ โผ ครม. ‘อนุทิน’ กำลังเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้าย ด้วยบรรยากาศที่คึกคักของพรรคภูมิใจไทยที่มีผู้แทนพรรคร่วมรัฐบาลและกลุ่มการเมืองต่างเดินทางมาพูดคุยเกี่ยวกับการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีตามโควต้าของแต่ละฝ่าย

โผ ครม. ‘อนุทิน’ จัดทัพใหม่ใกล้ลงตัว จับตาทาบทาม ‘คนนอก’ เสริม

ตามรายงานข่าวเมื่อวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา บรรยากาศในพรรคภูมิใจไทยคึกคักมาก โดยมีพรรคร่วมรัฐบาลและกลุ่มการเมืองที่สนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรี ต่างเดินทางเข้ามายังพรรคเพื่อหารือจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรี รวมถึงนัดหมายพูดคุยรายละเอียดตำแหน่งสำคัญๆ ที่ยังว่างอยู่

ตำแหน่งสำคัญๆ ของพรรคภูมิใจไทย

ภายใต้การจัดสรรโควต้า โผ ครม. ‘อนุทิน’ คาดว่าพรรคภูมิใจไทยจะได้ตำแหน่งรัฐมนตรีประมาณ 12 ที่นั่ง โดยมีรายชื่อที่กำหนดแล้ว เช่น นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีควบ รมว.มหาดไทย และมีนายนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

นอกจากนี้ นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค จะได้เป็น รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ส่วนนางสาวศุภมาส อิศรภักดี คาดว่าจะได้ตำแหน่ง รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

การเสนอชื่อบุคคลภายนอกเข้าร่วม

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญในการจัดตั้งครม.ครั้งนี้คือการเสนอชื่อบุคคลภายนอก (คนนอก) เข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งมีหลายรายถูกเสนอ เช่น

  • นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ถูกเสนอให้ดำรงตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ
  • นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ถูกเสนอให้ดำรงตำแหน่ง รมว.คลัง
  • นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ปตท. ถูกเสนอให้ดำรงตำแหน่ง รมว.พลังงาน
  • นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ถูกเสนอให้ดำรงตำแหน่ง รมว.พาณิชย์

ส่วนตำแหน่ง รมว.ยุติธรรม ยังอยู่ในขั้นตอนพิจารณา และมีข่าวลือว่าจะได้รับการเสนอชื่อจากผู้มีความเชี่ยวชาญด้านกองทัพหรือตำรวจ

ผลประโยชน์ของพรรคร่วมรัฐบาล

นอกจากพรรคภูมิใจไทยแล้ว พรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ก็มีโควต้ารัฐมนตรีที่ได้รับความเห็นพ้องตามข้อเสนอเดิม อาทิ

  • พรรคกล้าธรรม มีจำนวน 7 เก้าอี้ โดยตำแหน่งเด่นๆ ได้แก่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ถูกเสนอให้ดำรงตำแหน่ง รมว.กลาโหม และมีตำแหน่งอื่นๆ ของพรรครวมถึงนายองอาจ วงษ์ประยูร และนายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ ได้รับการเสนอชื่อ
  • พรรคพลังประชารัฐ ได้ตำแหน่งประมาณ 4 เก้าอี้ โดยมีนายสันติ พร้อมพัฒน์ อยู่ในตำแหน่งรองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข ขณะที่พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ เข้ามารับตำแหน่ง รมว.กลาโหม
  • กลุ่มของนายสุชาติ ชมกลิ่น ได้รับโควต้า 3 เก้าอี้ ได้แก่ รองนายกฯควบ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติ ส่วนจ.อ.ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ ได้ตำแหน่ง รมว.อุตสาหกรรม

ขณะนี้ ว่าที่รัฐมนตรีต่างทยอยกรอกประวัติเพื่อการตรวจสอบคุณสมบัติอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกตำแหน่งได้รับการจัดสรรอย่างถูกต้องและตรงตามกติกาของกฎหมาย

หากมีการประกาศอย่างเป็นทางการจากนายอนุทินหรือพรรคภูมิใจไทยอีกครั้ง เราย่อมต้องจับตาดูการจัดทัพใหม่ในผู้บริหารชั้นสูงของประเทศ ว่าจะมีผลอย่างไรต่อเสถียรภาพของรัฐบาลในอนาคต

หากคุณเป็นผู้ติดตามการเมือง ห้ามพลาดข่าวอัปเดตความเคลื่อนไหวของการจัดตั้งครม. เพราะนี่คือจังหวะสำคัญที่จะกำหนดรูปแบบของรัฐบาลชุดใหม่

ที่มา – อัพเดท! โผ ครม. ‘อนุทิน’ จัดทัพใหม่ใกล้ลงตัว จับตาทาบทาม ‘คนนอก’ เสริม

เจเจ-ต้าเหนิง 9 ปียังไม่มีแผนแต่ง คบกันเหมือนเพื่อนแล้ว

ความสัมพันธ์ของ เจเจ กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม และ ต้าเหนิง-กัญญาวีร์ สองเมือง เป็นหนึ่งในคู่รักสายเปย์ที่แฟนๆ จับตามองมากที่สุดในวงการบันเทิงไทย โดยคบหาดูใจกันมานานกว่า 9 ปี แต่ยังไม่มีข่าวดีเรื่องงานแต่งเลย แม้จะเป็นคู่ที่นิ่งยาว แต่ดูเหมือนทั้งคู่จะเน้นการใช้ชีวิตคู่แบบเป็นกันเองเหมือนเพื่อนมากกว่าจะเป็นคู่หมั้นแต่งงานในเร็ววัน

เจเจ-ต้าเหนิง 9 ปียังไม่มีแผนแต่ง คบกันเหมือนเพื่อนแล้ว

เมื่อเร็วๆ นี้ เจเจ ได้มาร่วมงานเปิดตัวน้ำหอมจากแบรนด์ดังอย่าง อิซเซมิยาเกะ LE SEL D’ISSEY EAU DE PARFUM และได้เปิดใจกับสื่อมวลชนถึงเรื่องส่วนตัว โดยเฉพาะเรื่องความรักกับ ต้าเหนิง ที่คบกันมาตั้งแต่สมัยยังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย

เจเจ เผยว่าที่ผ่านมาเขามีการวางแผนเรื่องงานแต่งบ้างแล้ว แต่เมื่อโตขึ้นและเริ่มโฟกัสกับการทำงานมากขึ้น จึงไม่ได้สนใจเรื่องของการแต่งงานมากเหมือนเดิม “มันเคยอยู่ในจุดที่มันวางแผน แล้วพอโตขึ้นมาก็ไม่ค่อยได้พูดกันเรื่องนี้ โฟกัสกับสิ่งที่ตัวเองทำกันอยู่”

คบกันมา 9 ปี เหมือนเป็นเพื่อนกันแล้ว

เขายังบอกอีกว่า“ด้วยความที่วัย 29 มันยังไม่ใช่วัยผู้ใหญ่เต็มตัว ยังมีอะไรอีกเยอะที่ต้องเรียนรู้กันและกัน สุดท้ายจะเดินไปทางไหน คุยกันตลอดแหละแต่ไม่ได้บอกว่าอีกปี 2 ปี” ซึ่งสื่อต่างๆ ก็ตีความว่าทั้งคู่ยังไม่มีแพลนเรื่องงานแต่ง โดยเฉพาะต้าเหนิง ที่ยังไม่ได้มีกระแสเรื่องการเตรียมตัวเป็นเจ้าสาวอย่างเป็นทางการเลย

ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ของหนุ่มเจเจ และนางเอกต้าเหนิง ถือเป็นแบบอย่างของคู่รักสายเนิร์ด ที่ดูสบายๆ ไม่โอ้อวด ชอบทำกิจกรรมร่วมกันแบบเป็นกันเอง โดยไม่เน้นความหวานหรือภาพลักษณ์แบบเจ้าของกิจการเหมือนคู่รักดังคนอื่นในวงการ

การที่คบกันมานานกว่า 9 ปี แต่ยังไม่มีข่าวแต่งงานจริงๆ อาจทำให้หลายคนสงสัยว่าความรักของคู่นี้จะไปทางไหน แต่สำหรับเจเจ แล้วสิ่งสำคัญคือการเข้าใจกัน การมีเวลาให้กัน และอยู่กับปัจจุบันก่อน ว่าทุกอย่างจะเป็นเช่นไรในอนาคต

หากคุณเป็นแฟนคลับของเจเจ และต้าเหนิง คุณคิดอย่างไรกับความสัมพันธ์ที่ดูสบายๆ แต่นานวันขึ้น กับคู่รักคู่นี้? เป็นมุมที่คนรักควรใช้ชีวิจคู่อย่างเด็กโตหรือเน้นความมั่นคงก่อนกันนะกัน และคุณล่ะ คิดว่าพวกเขาน่าจะแต่งกันแล้วรึยัง?

ที่มา – ‘เจเจ’ ยังไม่มีแพลนแต่ง‘ต้าเหนิง’ 9 ปีที่ผ่านมาเหมือนเป็นเพื่อนกันแล้ว

‘อนุทิน’ ชนแก้วกาแฟ ‘ธรรมนัส’ เปรยหวังว่าจะไม่เหมือน ‘ช็อกมิ้นต์’

เมื่อวันที่ 6 กันยายนที่ผ่านมา เหตุการณ์ที่ดึงดูดความสนใจของสาธารณชนคือการพบปะแบบเป็นกันเองระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในฐานะว่าที่นายกรัฐมนตรี กับร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.จังหวัดพะเยา และประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย จังหวัดกรุงเทพฯ

การพบกันในครั้งนี้เป็นการหารือในเชิงส่วนตัวเกี่ยวกับมุมมองและแนวทางในการบริหารประเทศในอนาคต บรรยากาศในห้องประชุมเต็มไปด้วยความจริงใจ ผ่อนคลาย และสร้างสรรค์

‘อนุทิน’ ชนแก้วกาแฟ ‘ธรรมนัส’ เปรยหวังว่าจะไม่เหมือน ‘ช็อกมิ้นต์’

หลังจากเสร็จสิ้นการประชุมภายในเวลา 16.50 น. นายอนุทินและร.อ.ธรรมนัส พร้อมด้วยนางธนพร ศรีวิราช ภรรยาของร.อ.ธรรมนัส ได้เดินทางมายังร้านกาแฟจาริสต้าร์ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ที่ทำการพรรค

บรรยากาศในร้านเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่น เหมาะสมกับการคุยกันอย่างเป็นกันเอง ร.อ.ธรรมนัสได้สั่งเครื่องดื่มกาแฟอเมริกาโน่ร้อนแบบไม่หวาน ซึ่งสะท้อนถึงรสนิยมของผู้ชื่นชอบความเข้มข้นของกาแฟน้ำหอม

ขณะที่อยู่ในบรรยากาศที่ผ่อนคลาย ร.อ.ธรรมนัสได้ขอทำพิธี “ชนแก้วกาแฟ” กับนายอนุทินอย่างสนุกสนาน นายอนุทินได้กล่าวอย่างขำขันว่า “หวังว่าจะไม่เหมือนช็อกมิ้นต์” ซึ่งเป็นการอ้างอิงถึงเรื่องราวในอดีตที่เคยเกิดความไม่ชัดเจนในการตัดสินใจที่คาดเดาบ่อยครั้ง

โชคดีหรือโชคร้าย ‘อนุทิน’ ชนแก้วกาแฟ ‘ธรรมนัส’ เปรยหวังว่าจะไม่เหมือน ‘ช็อกมิ้นต์’

หลังจากนั้น นายอนุทินยังชวนร.อ.ธรรมนัสลองชิมเค้กส้มซึ่งมีรสชาติกลมกล่อม ผู้สื่อข่าวที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นจึงหยิบโอกาสถามว่า รสชาติของเค้กอร่อยแบบเดียวกับช็อกมิ้นต์ที่ชวนให้ต้องประหลาดใจหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสตอบอย่างเป็นมิตรว่า “จำไม่ได้” สร้างเสียงหัวเราะให้กับทุกคนในที่นั่ง

และเวลา 17.30 น. ที่ร้านกาแฟยังได้มีแขกรับเชิญคนสำคัญอีกคนหนึ่ง มานั่งร่วมวงคือ นายนสชาติ ชมกลิ่น รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่เข้าร่วมเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเสริมบรรยากาศในการชิมเครื่องดื่มอย่างอบอุ่น

จากการพบปะในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ดีและมีน้ำใจของนักการเมืองต่อสาธารณะ มุมมองเกี่ยวกับเสถียรภาพของรัฐบาล และการกำเนิดของนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม สังเกตได้จากมุมมองของผู้มีส่วนร่วมที่แสดงความชัดเจน น่าเชื่อถือ

การดื่มกาแฟและการแชร์ความคิดเห็นนั้น เป็นการเชื่อมโยงสัญลักษณ์ถึงความสมานสามัคคีและประสานความร่วมมือในเชิงนโยบายผ่านการพูดคุยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล สร้างอารมณ์สะเทือนใจให้ประชาชนเห็นภาพชัดเจนว่าการบริหารประเทศในแง่นโยบายสังคมต้องเกิดขึ้นมาจากการสื่อสารอย่างจริงใจ

หากว่าอภิปรายในครั้งนี้เป็น ‘กาแฟเย็น’ สำหรับกระบวนทัศน์ดำเนินชาติในรูปแบบอนาคต ต้องยอมรับว่าเราได้เห็นผลร่างของความหวัง ท่ามกลางสิ่งที่อาจเปรียบเสมือน ‘ช็อกมิ้นต์’ ที่เคยผ่านมา

หากคุณอยากรู้ว่า ‘อนุทิน’ และ ‘ธรรมนัส’ จะร่วมงานกันได้อย่างไรภายใต้จานกาแฟร้อน ๆ เหมือนช่วงนี้ ลองติดตามข่าวต่อไป แล้วคุณอาจพบว่า รสชาติรองท้องนั้นอาจอร่อยกว่าที่คิด

ที่มา – ‘อนุทิน’ ชนแก้วกาแฟ ‘ธรรมนัส’ เปรยหวังว่าจะไม่เหมือน ‘ช็อกมิ้นต์’

บุ๋ม ปนัดดา แจงดราม่าห้ามคนไทยเข้าพื้นที่หนอนจาน

เมื่อวันที่ 6 กันยายน ที่ผ่านมา คุณ ‘บุ๋ม ปนัดดา’ หรือ ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ได้ออกมาชี้แจงกรณีที่มีข่าวลือและดราม่าเกี่ยวกับการห้ามคนไทยเข้าพื้นที่หนองจาน โดยได้อัดคลิปผ่านเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว พร้อมบอกเล่าเหตุผลอย่างละเอียดและรอบด้าน

จากคลิปที่เผยแพร่ คุณบุ๋มกล่าวว่า การที่ได้ขอกิจการห้ามพลเมืองลงพื้นที่หนองจานในวันแรกนั้น มีสาเหตุจากการที่รัฐบาลกัมพูชาได้นำทหารเข้ามายังพื้นที่ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความไม่สงบและเป็นอันตรายแก่ประชาชนไทย จึงได้ขอความร่วมมือจากทุกฝ่ายอย่างสุภาพว่า ให้รอจนกว่าสถานการณ์จะสงบลงก่อน แล้วจึงเข้าไปในพื้นที่ต่อได้ภายหลัง

บุ๋ม ปนัดดา แจงดราม่าห้ามคนไทยเข้าพื้นที่หนอนจาน

นอกจากนี้ คุณบุ๋มยังได้ระบุว่า ถ้าหากใครต้องการจะแสดงออกทางความรักชาติ ก็สามารถทำได้เต็มที่ เพียงแต่ขอร้องอย่างสุภาพว่า ให้งดเว้นการเข้าพื้นที่ในวันแรก เพื่อความปลอดภัยของบุคคลทั่วไป และย้ำเตือนว่า เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องที่ต้องการจะห้ามใครไปตลอด

เน็ตพลุ่งพล่านตั้งคำถาม กระทั่งได้รับการยืนยัน

ทั้งนี้ กระแสตอบรับจากสาธารณะชนต่างก็แสดงออกถึงความเข้าใจ เชื่อว่าเธอพูดด้วยเจตนาสร้างสรรค์ ไม่ใช่เพื่อสร้างขัดแย้ง ยิ่งในช่วงที่สังคมมีความตื่นตัวเกี่ยวกับประเด็นชายแดน พฤติกรรมบางอย่างอาจถูกตีความผิดได้ง่าย จึงจำเป็นต้องสื่อสารด้วยความรอบคอบมากยิ่งขึ้น

  • คำพูดของบุ๋ม ถูกมองว่าเพื่อความปลอดภัยของคนไทย
  • ไม่ได้บ่งบอกถึงความไม่เห็นด้วยกับการแสดงออกทางความรักชาติ
  • เน้นย้ำว่าการงดเว้น เฉพาะในวันแรกของเหตุการณ์เท่านั้น

ชาวเน็ตจำนวนมากต่างเข้ามาให้กำลังใจคุณบุ๋ม พร้อมทั้งวิจารณ์ผู้ที่พยายามแปล twist ข้อความ เพื่อโจมตีด้วยอารมณ์ โดยมองว่าไม่ควรตัดสินจากข่าวลือ ควรเข้าใจบริบทรอบด้านก่อนไว้วางใจ

สุดท้าย การอธิบายของ “บุ๋ม ปนัดดา” เป็นการสื่อสารเชิงปฏิบัติธรรม แสดงถึงความใส่ใจในเรื่องความมั่นคง มาตรฐานของผู้นำอินโฟเทรนเนอร์ และการปฏิบัติด้วยเหตุผล มีเป้าหมายเพื่อประโยชน์ของสาธารณะชน ไม่ใช่เพื่อสร้างความขัดแย้ง

เมื่อเราต้องเผชิญหน้ากับเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน ความรอบคอบและความเข้าใจบริบทจึงเป็นสิ่งสำคัญในการตีความข้อเท็จจริง ไม่เช่นนั้นแล้วจะส่งผลเสียต่อสังคมในระยะยาว

ที่มา – “บุ๋ม ปนัดดา”แจงดราม่าห้ามคนไทยเข้าพื้นที่ “หนอนจาน” ยันเฉพาะวันแรกเท่านั้น

ตุรกีเข้าชิง! ทุบ ญี่ปุ่น 3-1 เซต ศึกวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก 2025

ศึกวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก 2025 รอบรองชนะเลิศ จัดขึ้นที่อินดอร์สเตเดียม หัวหมาก กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 6 กันยายน ที่ผ่านมา โดยมีการแข่งขันที่น่าติดตามระหว่าง ทีมชาติญี่ปุ่น พบกับ ทีมชาติตุรกี ซึ่งถือเป็นการเผชิญหน้าระหว่างทีมเอเชียและทีมอียูที่แข็งแกร่งมาก

ตุรกีเข้าชิง! ทุบ ญี่ปุ่น 3-1 เซต ศึกวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก 2025

ผลการแข่งขันปรากฏว่าทีมตุรกีสามารถพลิกสถานการณ์และเอาชนะทีมญี่ปุ่นไปอย่างสุดมันส์ด้วยสกอร์ 3-1 เซต โดยมีรายละเอียดแต่ละเซตเป็น 16-25, 25-17, 25-18 และ 27-25 ทำให้ตุรกีได้ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของทีม

ฟอร์มการเล่นของตุรกีสุดยอด

ทีมตุรกีในนัดนี้มาในฟอร์มยอดเยี่ยม โดยเฉพาะในช่วงท้ายเกม แบกความกดดันเพื่อย้อนกลับมาชนะอย่างไม่น่าเชื่อ ปัจจัยสำคัญอยู่ที่การรับและการเซิร์ฟที่แม่นยำของนักเล่นหลายคน ทั้งยังมีความเข้มแข็งในแนวรุกทำให้เก็บแต้มที่สำคัญได้ตลอด

  • เซตที่หนึ่ง: ญี่ปุ่นเริ่มต้นได้ดีขึ้นนำอย่างรวดเร็ว 16-25
  • เซตที่สอง: ตุรกีปรับปรุงเกมรับและซ้อมรบแน่นแฟลงค์ ชนะ 25-17
  • เซตที่สาม: กองหน้าจากตุรกีฉีกแนวรับญี่ปุ่นได้อย่างจัง 25-18
  • เซตที่สี่: สถานการณ์ดราม่าจนกระทั่งสกอร์ 27-25 ตุรกีพาลุ้นชนะไปในที่สุด

ภายหลังเกมตุรกีเฉลิมฉลองความสำเร็จอย่างอบอุ่น ส่วนฝ่ายญี่ปุ่นที่มีผลงานดีอย่างต่อเนื่องมาตลอดหลายปีก็ต้องจบรอบในอารมณ์หมอง แม้ว่าพัฒนาการในการลงสนามส่งสัญญาณที่ยอมรับได้ แต่มุมกล่องการแข่งขันชิงแชมป์โลกจริง ๆ จำเป็นต้องควบคุมจังหวะให้ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมลูกบอลหรือความเร็วในระบบเกม

การผ่านเข้าชิงของทีมตุรกีถือว่าสร้างประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญให้กับวงการวอลเลย์บอลโลก เพราะนี่คือครั้งแรกที่พวกเขายืนอยู่บนเวทียังฟุตบอลโลกเวทีใหญ่ที่สุดในโลก และมีโอกาสลุ้นแชมป์ในครั้งนี้อย่างเต็มตัว

ที่มา – ตุรกีเข้าชิง! ทุบ ญี่ปุ่น 3-1 เซต ศึกวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก 2025

สืบร่มเกล้าทลายแก๊งบังอี๊ดบางน้ำเปรี้ยวลักรถข้ามชาติ

เมื่อวันที่ 6 กันยายน พ.ต.อ.ณัชพิสิษฐ์ เสียงหวาน ผู้กำกับตำรวจสถานีตำรวจภูธรร่มเกล้า ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.ภาณุวัชร เจริญยิ่ง รองผู้กำกับฯ ร่วมกับตำรวจฝ่ายสืบสวนสถานีตำรวจภูธรร่มเกล้า จัดการจับกุมเยาวชนชายอายุ 17 ปี จำนวน 2 ราย ในข้อหา ร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน หรือรับของโจร โดยพบของกลางเป็นรถจักรยานยนต์ที่ถูกขโมยมา

สืบร่มเกล้าทลายแก๊ง ‘บังอี๊ด บางน้ำเปรี้ยว’

การกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากการสอบสวนของ สถานีตำรวจภูธรร่มเกล้า ซึ่งได้รับแจ้งจากผู้เสียหายว่า มีรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า เวฟ 125 สีขาว หมายเลขทะเบียน 9 ขร 3801 กรุงเทพมหานคร ซึ่งจอดอยู่ในลานจอดรถ เอื้ออาทรร่มเกล้า 2 แขวงคลองสองต้นนุ่น เขทราบจรณรงค์ กทม. ได้หายไปอย่างลึกลับ

จากข้อมูลที่ได้รับ ตำรวจติดตามจนสามารถจับกุมเยาวชนทั้งสองได้ภายในเวลาอันสั้น ซึ่งจากการสอบสวนพบว่า พวกเขายอมรับว่ามีส่วนร่วมในการก่อเหตุดังกล่าว และยังเปิดเผยว่าตนเองร่วมมือกับ “บังอี๊ด บางน้ำเปรี้ยว” และ “บังซี” ซึ่งเป็นหัวหน้าของกลุ่มคนร้าย

ร่อแซงก่อนลักรถแล้วส่งขายข้ามแดนไทย

จากการสอบสวนต่อยอด ทั้ง บังอี๊ด และ บังซี มีหน้าที่ตระเวนขโมยรถจักรยานยนต์ในเขตมีนบุรี ร่มเกล้า และหนองจอก ในขณะที่เยาวชนทั้งสองจะทำหน้าที่หาซื้อเบ้ากุญแจ เพื่อให้กลุ่มสามารถเปิดได้รถที่ขโมยมาได้ และหลังก่อเหตุเสร็จ จะมีรถยนต์ทึบมารับรถตามจุดที่นัดหมายแล้วนำไปส่งขายต่างประเทศ

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้นำตัวผู้ก่อเหตุไปตรวจค้นห้องพัก ซึ่งพบกับ ของกลางที่สะท้อนภาพของเครือข่ายอาชญากรรม ได้แก่ แผ่นป้ายทะเบียนรถจำนวน 14 แผ่น อาวุธปืนแบนค์กัน Glock 19 gen 4 พร้อมแม็กกาซีน กระสุนปืน 8 นัด และอาวุธปืนไทยประดิษฐ์ขนาด .22 อีก 6 นัด

ยังพบรถจักรยานยนต์ฮอนด้า เวฟ 125 ไอ สีขาว และอีกคันหนึ่งเป็นสีเขียว ไม่มีป้ายทะเบียน ส่วนกุญแจรถยนต์จำนวน 6 ดอก กุญแจรีโมทอีก 1 ดอกและฝาครอบท่อไอเสียจำนวน 5 ชิ้น ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ยึดไว้เป็นหลักฐานประกอบคดี แล้วจึงนำตัวผู้ต้องสงสัยไปสอบสวนที่สถานีตำรวจร่มเกล้าต่อไป

สำหรับแก๊งนี้ ยังคงมีผู้ต้องสงสัยอีกหลายรายรวมถึง “บังอี๊ด” และ “บังซี” ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 4 กันยายน ที่ผ่านมา ที่สถานีตำรวจภูธรหนองจอก ในข้อหาพกพาอาวุธไว้ในครองโดยมิชอบอีกด้วย

เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงการดำเนินการอย่างจริงจังของเจ้าหน้าที่ ในการปราบปรามและ สืบร่มเกล้าทลายแก๊ง ผู้ก่อเหตุอาชญากรรมที่บุกทำลายความปลอดภัยของประชาชน และยังเปิดช่องให้กลุ่มอาชญากรใช้ช่องโหว่เหล่านี้ใช้ประโยชน์เพื่อผลประโยชน์ผิดกฎหมาย ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังคงเดินหน้าสืบสวนเพื่อติดตามผู้ร่วมขบวนการรายอื่นๆ ต่อไป

ทั้งนี้ หากคุณพบเห็นเบาะแสของกลุ่มต้องสงสัย หรือรถที่แสดงอาการน่าสงสัย ควรรีบประสานเจ้าหน้าที่ทันที เพื่อลดความเสี่ยงในการเสื่อมสภาพของสังคม

ที่มา – สืบร่มเกล้าทลายแก๊ง ‘บังอี๊ด บางน้ำเปรี้ยว’ เครือข่ายลักรถรายใหญ่ส่งขายข้ามชาติ

คนงานหนุ่มถูกไฟดูดหมดสติ เพื่อนกลบทรายบนสังกะสียื้อชีวิตทัน

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 6 กันยายน ที่ผ่านมา ศูนย์กู้ชีพปราการได้รับแจ้งเหตุจากสายด่วน 1669 ว่ามีชายคนงานก่อสร้างอายุ 32 ปี ชื่อนายสีหนาท ถูกไฟฟ้าดูดจนหมดสติภายในโครงการหมู่บ้านแห่งหนึ่งในตำบลหนองปรือ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เจ้าหน้าที่จึงประสานกู้ชีพจากโรงพยาบาลบางเสาธงและกู้ภัยบางพลีรีบเข้าตรวจสอบ

คนงานหนุ่มถูกไฟดูดหมดสติ เพื่อนกลบทรายบนสังกะสียื้อชีวิตทัน

เมื่อถึงที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบว่ากลุ่มคนงานต่างชาติยืนล้อมดูด้วยความตื่นตระหนก โดยผู้บาดเจ็บนอนอยู่บนแผ่นสังกะสีและเพื่อนคนงานช่วยกันกลบทรายจนมิด เหลือเพียงศีรษะกับใบหน้าให้เห็น เจ้าหน้าที่รีบตรวจสอบชีพจรและระบบหายใจ พบว่านายสีหนาทเริ่มกลับมามีชีพจร จึงนำส่งโรงพยาบาลบางเสาธงอย่างเร่งด่วน

ความเชื่อโบราณช่วยชีวิต

จากการสอบถาม ทราบว่าการนำร่างผู้บาดเจ็บไปวางบนแผ่นสังกะสีแล้วกลบทราย เป็นความเชื่อโบราณที่เชื่อกันว่าสามารถดึงกระแสไฟฟ้าออกจากตัวได้ ซึ่งหลังจากทำตามวิธีนี้ ผู้บาดเจ็บก็เริ่มมีชีพจรกลับมา มีชีวิตอยู่ได้จนกว่าทีมกู้ชีพจะมาถึง

นางสมหมาย แม่บุญธรรมของผู้บาดเจ็บ เปิดเผยว่าลูกชายทำงานมุงหลังคา วันเกิดเหตุถูกไฟฟ้าช็อตขณะลากสายไฟเพิ่มเติม เพื่อนร่วมงานพยายามช่วยทันทีด้วยการกลบทราย กรอกเหล้าขาว และปั๊มหัวใจ จนช่วยชีวิตไว้ได้สำเร็จ แม้ว่าช่วงหลังจากประสบปัญหาความรักกับหญิงสาวที่รู้จักผ่านอินเทอร์เน็ต ซึ่งต่อมาทราบว่าเป็นผู้พิการทางสมอง ทำให้จิตใจวิตกกังวล ส่งผลให้ไม่มีสมาธิในการทำงาน

เหตุการณ์นี้เป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่า ความรู้พื้นบ้านและการช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีสามารถช่วยชีวิตผู้ประสบภัยจากอุบัติเหตุไฟฟ้าถึงตายได้จริง

หากคุณหรือคนรอบข้างต้องประสบเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับไฟฟ้า อย่าลืมปฏิบัติตามขั้นตอนการช่วยเหลือขั้นพื้นฐาน และหากเป็นไปได้ นำความเชื่อโบราณที่มีประโยชน์มาร่วมใช้ จะเป็นการเพิ่มโอกาสให้ผู้ประสบเหตุมีชีวิตอยู่ต่อได้

ที่มา – คนงานหนุ่มถูกไฟดูดหมดสติ เพื่อนทำตามความเชื่อโบราณ “กลบทรายบนสังกะสี” ก่อนกู้ชีพยื้อชีวิตทัน

‘อนุทิน’ จัดทัพครม.ครบ 100% แล้ว อุบชื่อรมว.กลาโหม

เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 6 กันยายน ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและว่าที่นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า ในช่วงที่ผ่านมารู้สึกเหนื่อยหรือไม่ โดยตอบว่า “วันนี้ไม่ได้รู้สึกเหนื่อยเพราะทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน อีกทั้งจะมีการเตรียมทุกอย่างเอาไว้แล้ว ซึ่งมีหลายอย่างที่เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้”

‘อนุทิน’ จัดทัพครม.ครบ 100% แล้ว อุบชื่อรมว.กลาโหม

อนุทินกล่าวว่า ขณะนี้ได้มีการจัดคณะรัฐมนตรีเรียบร้อย 100% แล้ว ไม่ใช่แค่การเกลี่ยให้ทุกพรรคเพราะทุกพรรคทราบดีว่าจะมาร่วมเป็นคณะรัฐมนตรี มีเงื่อนไข ข้อจำกัด และต้องพร้อมทำงานหลังถวายสัตย์ปฏิญาณ

เมื่อถูกถามถึงตำแหน่งรัฐมนตรีว่ากลาโหมที่ยังไม่ได้เปิดเผยนายอนุทินกล่าวว่า “ตอนนี้นายกฯ ยังไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ เลย และตนไม่มีอะไรปิดบังซ่อนเร้น เมื่อถึงเวลาอันสมควรและจะไม่มีการก้าวล่วงใดๆ ก็จะรีบเปิดเผยให้ประชาชนทราบ เพราะรัฐบาลนี้เป็นของประชาชน เราจะไม่ทำอะไรลับหลัง มีอะไรก็จะแจ้งให้ประชาชนทราบทันที”

คุณสมบัติรัฐมนตรีตามที่ ‘อนุทิน’ เผย

นายอนุทินได้กล่าวอีกว่า รัฐมนตรีทุกคนต้องมีคุณสมบัติที่ไม่ขัดต่อข้อจำกัด และที่สำคัญต้องทุ่มเททำงาน ด้วยความรู้ความสามารถและซื่อสัตย์สุจริต

เมื่อถามถึงความจำเป็นว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจะต้องมาจากทหารมืออาชีพหรือไม่ นายอนุทินเปิดเผยว่า รัฐมนตรีทุกคน “ต้องเป็นมืออาชีพอยู่แล้ว” และจะมีทั้งทหาร พลเรือน อาสารักษาดินแดน รวมไปถึง “นางกองใหญ่” ที่พร้อมทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาประเทศ

  • รัฐมนตรีต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมาย
  • ต้องมีความพร้อมในการทำงานอย่างเต็มศักยภาพ
  • หน้าที่ของรัฐบาลต้องดำเนินอย่างโปร่งใสต่อสังคม

จากคำแถลงของ ‘อนุทิน’ จัดทัพครม.ครบ 100% แล้ว นับเป็นสัญญาณชัดเจนถึงความมุ่งมั่นของการบริหารงานภาครัฐภายใต้การนำของว่าที่นายกรัฐมนตรีที่มุ่งเน้นการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส

หากคุณเป็นผู้ติดตามการเมืองไทย นี่คือข่าวที่คุณไม่ควรพลาด เพราะอาจส่งผลต่อทิศทางของประเทศในอนาคต ติดตามข่าวสารจากเราเพื่อรับข้อมูลล่าสุดที่แม่นยำและทันสถานการณ์

ที่มา – ‘อนุทิน’ จัดทัพครม.ครบ 100% แล้ว อุบชื่อรมว.กลาโหม

มาดูโรเรียกร้องเจรจา หลังทรัมป์ขู่สอยเครื่องบินรบเวเนซุเอลา

จากสถานการณ์ความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นระหว่างสหรัฐอเมริกาและเวเนซุเอลา ประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา ได้ออกมาแสดงท่าทีผ่านการแถลงการณ์อย่างเป็นทางการว่า พร้อมเปิดโอกาสให้เกิดการเจรจาอย่างสันติ แม้ว่าพยศระหว่างสองประเทศจะมีมุมมองและหลักการต่างกันก็ตาม

มาดูโรเรียกร้องเจรจา หลังทรัมป์ขู่สอยเครื่องบินรบเวเนซุเอลา

ท่าทีนี้ถูกมองว่าเป็นการตอบโต้ต่อคำขู่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกา ที่ระบุว่าหากเวเนซุเอลามีการกระทำที่เป็นอันตรายต่อเรือรบของสหรัฐอย่างการส่งเครื่องบินขับไล่บินวนใกล้ชิด กองทัพสหรัฐจะไม่ลังเลที่จะใช้แรงตอบโต้ ซึ่งรวมถึงการยิงเครื่องบินของอีกฝ่ายให้ตก

ในการแถลงของมาดูโร ได้ระบุว่า เวเนซุเอลาไม่ผลิตยาน้ำมันประเภทโคเคน และยืนยันว่าประเทศของตนมีนโยบายต่อต้านการเสพติดอย่างจริงจัง ฝ่ายเวเนซุเอลาเห็นว่าข้อมูลของสหรัฐที่อ้างว่าผู้นำเวเนซุเอลาเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติดนั้น “ไม่เป็นความจริงอย่างสิ้นเชิง”

สถานการณ์ความขัดแย้งที่เพิ่มความตึงเครียด

ความตึงเครียดของสองประเทศเพิ่มมากขึ้นหลังจากที่กองทัพเวเนซุเอลาได้ส่งเครื่องบินขับไล่รุ่น F-16 จำนวนสองลำ บินวนเหนือเรือรบ “ยูเอสเอส เจสัน ดันแฮม” ซึ่งเป็นเรือพิฆาตที่อยู่ในพื้นที่ใต้ทะเลแคริบเบียน ส่งผลให้ทรัมป์ออกคำเตือนอย่างรุนแรง โดยกล่าวว่า การกระทำดังกล่าวของเวเนซุเอลาถือว่าเป็นการประกาศสงคราม

ขณะเดียวกัน ฝ่ายสหรัฐอเมริกายืนยันว่าได้ส่งเครื่องบินล้ำหน้า F-35 ไปประจำการที่เปอร์โตริโก เพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์

คำกล่าวอีกมุมหนึ่งของทรัมป์ที่น่าจับตามอง คือ การกล่าวถึงเหตุการณ์การโจมตีเรือโดยสารซึ่งพบว่าเป็นของเวเนซุเอลา โดยมีผู้เสียชีวิตรวม 11 คน ซึ่งถูกอ้างว่าเป็นสมาชิกของแก๊ง “เตรน เดอ อารากัว” เป้าหมายของสหรัฐก็คือการตัดวงจรค้ายาเสพติดที่เชื่อว่ามีความเชื่อมโยงกับรัฐบาลเวเนซุเอลาโดยตรง

  • ความตึงเครียดระหว่างอเมริกาและเวเนซุเอลาเพิ่มระดับ
  • มาดูโรมีมุมมองต่างจากทรัมป์ในประเด็นยาเสพติด
  • การส่งกำลังทหารด้วยเครื่องบินรบส่งผลให้เกิดแรงกดดัน
  • สหรัฐเตรียมกระทำการตอบโต้หากมีสัญญาณอันตราย

แม้จะมีหมอกแห่งความขัดแย้งปกคลุมอยู่ แต่การเรียกร้องการเจรจาของมาดูโรนี้ยังคงให้ความหวังในทางสว่างที่จะลดความรุนแรงได้ หากสิ้นสุดในทางสันติและมีพื้นฐานของความเท่าเทียมกัน

การเผชิญหน้าด้วยภูมิภาคของมหาสมุทรแอตแลนติกและการเมืองระหว่างประเทศในปัจจุบัน เป็นสัญญาณให้เห็นว่าแม้ภัยคุกคามทางทหารเป็นปัญหาใหญ่ แต่การสร้างสันติผ่านโต๊ะของการเจรจาอย่างเปิดเผยอาจเป็นทางออกที่ดีกว่า

ที่มา – มาดูโรเรียกร้องเจรจา หลังทรัมป์ขู่สอยเครื่องบินรบเวเนซุเอลา