ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งราชองครักษ์พิเศษ 38 นาย

ในวันที่ 27 กันยายน ที่ผ่านมา เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำคัญที่สร้างความสนใจให้กับประชาชนจำนวนมาก นั่นคือ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายทหาร-นายตำรวจ เป็นราชองครักษ์พิเศษ 38 นาย ซึ่งเป็นพระบรมราชโองการที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายทหารสัญญาบัตรและนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรจำนวน 38 นาย ได้รับการแต่งตั้งเป็นราชองครักษ์พิเศษ เพื่อถวายความปลอดภัยและรับใช้พระองค์

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายทหาร-นายตำรวจ เป็นราชองครักษ์พิเศษ 38 นาย

การแต่งตั้งครั้งนี้ อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการถวายความปลอดภัย พ.ศ. 2560 มาตรา 7 รวมถึงพระราชบัญญัติราชองครักษ์ พุทธศักราช 2480 มาตรา 6, 7 และ 10 พระราชบัญญัตินายตำรวจราชสำนัก พ.ศ. 2495 มาตรา 4, 5 และ 6 รวมถึงระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการแต่งตั้งราชองครักษ์ พ.ศ. 2559 ข้อ 6 ซึ่งเป็นกรอบกฎหมายที่ชัดเจนในการดำเนินการดังกล่าว

ราชองครักษ์พิเศษถือเป็นตำแหน่งที่สูงส่ง มีหน้าที่สำคัญในการถวายพระเกียรติและความปลอดภัยแก่พระมหากษัตริย์ โดยผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งมักเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติโดดเด่น ประสบการณ์ยาวนานในกองทัพและตำรวจ การประกาศครั้งนี้ไม่เพียงแต่ยืนยันถึงความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการคัดเลือกบุคลากรที่เหมาะสมเพื่อรับใช้ชาติและพระองค์ด้วย

รายชื่อนายทหารและนายตำรวจที่ได้รับการแต่งตั้ง

สำหรับรายชื่อผู้ที่ได้รับ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายทหาร-นายตำรวจ เป็นราชองครักษ์พิเศษ 38 นาย แบ่งออกเป็นนายทหารจากเหล่าทหารบก 27 นาย ทหารเรือ 6 นาย ทหารอากาศ 2 นาย และนายตำรวจ 3 นาย โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • นายทหารสัญญาบัตร เหล่าทหารบก (27 นาย):
  • 1. พล.อ.ไกรภพ ไชยพันธุ์
  • 2. พล.อ.กิตติ สมสนั่น
  • 3. พล.อ.จิรวิทย์ เดชจรัสศรี
  • 4. พล.อ.จิรวัฒน์ นาคะรัตน์
  • 5. พล.อ.ฉกาจพงษ์ หงส์ทอง
  • 6. พล.อ.ชาลี ไกรอาบ
  • 7. พล.อ.ณัฐ โพธิแพทย์
  • 8. พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี
  • 9. พล.อ.นิธิศ เปลี่ยนปาน
  • 10. พล.อ.พงศ์เทพ แก้วไชโย
  • 11. พล.อ.พุฒิประสิทธิ์ จิระมะกร
  • 12. พล.อ.มนิต ศิริรัตนากูล
  • 13. พล.อ.วิชัย ธารีฉัตร
  • 14. พล.อ.สนิธชนก สังขจันทร์
  • 15. พล.อ.สันติ สุขป้อม
  • 16. พล.อ.อดินันท์ ไชยฤกษ์
  • 17. พล.อ.เอกรัตน์ ช้างแก้ว
  • 18. พล.ท.กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ
  • 19. พล.ท.นันทยศ บูชา
  • 20. พล.ท.บุญสิน พาดกลาง
  • 21. พล.ท.ประพัฒน์ พบสุวรรณ
  • 22. พล.ท.ปิยวัฒน์ สุประการ
  • 23. พล.ท.พรชัย มาหลิน
  • 24. พล.ต.มงคล ปาคำมา
  • 25. พล.ต.เวชศักดิ์ ขันธอุบล
  • 26. พล.ต.สมพงษ์ ใจจา
  • 27. พล.ต.อัครพนธ์ มูลประดับ
  • นายทหารสัญญาบัตร เหล่าทหารเรือ (6 นาย):
  • 28. พล.ร.อ.จิรพล ว่องวิทย์
  • 29. พล.ร.อ.ประกอบ สุขสมัย
  • 30. พล.ร.อ.ศิริชัย กาญจนบดี
  • 31. พล.ร.อ.โสภณ รัชตาภิรักษ์
  • 32. พล.ร.ท.สมชาย ศิพะโย
  • 33. พล.ร.ท.สมาน ขันธพงษ์
  • นายทหารสัญญาบัตร เหล่าทหารอากาศ (2 นาย):
  • 34. พล.อ.อ.คิดควร สดับ
  • 35. พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล
  • นายตำรวจชั้นสัญญาบัตร (3 นาย):
  • 1. พล.ต.อ.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์
  • 2. พล.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี
  • 3. พล.ต.ท.ชัช สุกแก้วณรงค์

ทั้งหมดนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พุทธศักราช 2567 เป็นต้นไป (หมายเหตุ: อาจมีพิมพ์ผิดในเอกสารเดิมเป็น 2568 แต่ตามบริบทน่าจะ 2567)

การแต่งตั้งราชองครักษ์พิเศษครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นเกียรติยศสูงสุดสำหรับผู้รับเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความสามัคคีและความภักดีของเหล่านายทหารและนายตำรวจต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การมีบุคลากรที่ไว้ใจได้เช่นนี้ยิ่งสำคัญยิ่ง การประกาศนี้ยังช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในการรักษาความมั่นคงของชาติ

จากมุมมองของผู้เขียน การ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายทหาร-นายตำรวจ เป็นราชองครักษ์พิเศษ 38 นาย เป็นสัญญาณบวกที่บ่งบอกถึงความต่อเนื่องของประเพณีราชสำนักไทย ซึ่งช่วยรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและความมั่นคง หากคุณสนใจเรื่องราวเกี่ยวกับราชสำนักและข่าวสารทางการเมือง อย่าลืมติดตามบล็อกของเราต่อไปเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุดนะครับ

ที่มา – โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายทหาร-นายตำรวจ เป็นราชองครักษ์พิเศษ 38 นาย

เจ้าคณะ จ.สมุทรสาคร จัดพิธีถวายพระพรชัยมงคล

เจ้าคณะ จ.สมุทรสาคร จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ในวันที่ 26 กันยายน 2567 ที่วัดหลักสี่ราษฎร์สโมสร จังหวัดสมุทรสาคร ได้มีการจัดงานพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคล แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ ประจำปีพุทธศักราช 2568 อย่างยิ่งใหญ่ โดยมีพระเทพสาครมุนี ผู้เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 14 และเจ้าอาวาสวัดเจษฎาราม พระอารามหลวง เป็นประธานในพิธีฝ่ายสงฆ์ การจัดงานครั้งนี้รวบรวมคณะสงฆ์จากพระอารามหลวงและวัดต่าง ๆ ในจังหวัดสมุทรสาคร มาร่วมประกอบพิธีอย่างพร้อมเพรียง สะท้อนถึงความศรัทธาและความจงรักภักดีของพุทธศาสนิกชนในพื้นที่

เจ้าคณะ จ.สมุทรสาคร จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ฝ่ายฆราวาสนำโดยนายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานในพิธี ร่วมด้วยนายอุดม ไกรวัตนุสสรณ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรสาคร นายบรรพต จันทรวงษ์ ปลัดจังหวัด รวมถึงนายอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการ ทหาร ตำรวจ พนักงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นักเรียนจากสถานศึกษา และประชาชนทั่วไปกว่า 500 คน เข้าร่วมพิธีครั้งนี้ บรรยากาศเต็มเปี่ยมไปด้วยความน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การเข้าร่วมจำนวนมากแสดงให้เห็นถึงความสามัคคีและความรักใคร่ในสถาบันพระมหากษัตริย์ของชาวสมุทรสาคร

พิธีเจริญพระพุทธมนต์ที่วัดหลักสี่ราษฎร์สโมสร

พิธีเริ่มต้นด้วยการที่ประธานฝ่ายฆราวาส นายนริศ นิรามัยวงศ์ ขึ้นจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย จากนั้นจึงเปิดกรวยกระทงดอกไม้ ธูปเทียนแพ เพื่อถวายสักการะเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต่อมาเข้าสู่ส่วนสำคัญคือพิธีเจริญพระพุทธมนต์ พิธีเจริญชัยมงคลคาถา และพิธีกรวดน้ำ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่พระองค์ท่านและประชาชนชาวไทยทุกคน

ความสำคัญของพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพร

เจ้าคณะ จ.สมุทรสาคร จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความจงรักภักดีเท่านั้น แต่ยังเป็นกิจกรรมที่เสริมสร้างความสามัคคีในชุมชน พุทธศาสนิกชนและชาวจังหวัดสมุทรสาครต่างมาร่วมกันเพื่อถวายพระพรให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรหายไว ทรงพระเกื้อหนุนประชาชนให้มีความสุขสงบ การประกอบพิธีตามประเพณีไทยโบราณเช่นนี้ ช่วยให้ผู้เข้าร่วมได้รับความรู้สึกสงบสุขทางใจ และตอกย้ำถึงคุณค่าของสถาบนหลักของชาติ

ผู้เข้าร่วมพิธีถวายพระพร

บรรยากาศตลอดพิธีเต็มไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์และความนอบน้อม ผู้เข้าร่วมทุกคนแต่งกายด้วยชุดสุภาพ สวมดอกไม้และธูปเทียน ถือเป็นโอกาสอันดีในการแสดงออกถึงความรักและความเคารพต่อพระมหากษัตริย์ นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเสริม เช่น การฟังพระธรรมเทศนาสั้น ๆ จากพระเทพสาครมุนี ซึ่งเน้นย้ำถึงหลักธรรมที่ช่วยให้ชีวิตประสบความสำเร็จและมีความสุข

  • ประธานสงฆ์: พระเทพสาครมุนี
  • ประธานฆราวาส: นายนริศ นิรามัยวงศ์
  • ผู้เข้าร่วม: กว่า 500 คน จากทุกภาคส่วน
  • สถานที่: วัดหลักสี่ราษฎร์สโมสร จ.สมุทรสาคร

กิจกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและแสดงความจงรักภักดี ชาวสมุทรสาครหวังว่าพิธีครั้งนี้จะนำพาความเป็นสิริมงคลมาสู่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบรมวงศานุวงศ์ และประชาชนทั้งประเทศ

ในมุมมองของผู้เขียน การจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเจ้าคณะ จ.สมุทรสาคร เป็นตัวอย่างที่ดีของการผสมผสานระหว่างพุทธศาสนากับวัฒนธรรมไทย ซึ่งช่วยเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ หากคุณสนใจเข้าร่วมกิจกรรมเช่นนี้ในอนาคต สามารถติดตามข่าวสารจากวัดและหน่วยงานท้องถิ่นได้ เพื่อร่วมแสดงความจงรักภักดีและได้รับบุญกุศล

ที่มา – เจ้าคณะ จ.สมุทรสาคร จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

กมธ.การทหาร ลงพื้นที่ตรวจสอบปัญหาความมั่นคง

ในวันที่ 26 กันยายน ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ นำโดยพลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการ ได้ลงพื้นที่ติดตามตรวจสอบปัญหาเกี่ยวกับภารกิจฯและงานความมั่นคงแบบองค์รวม ในจังหวัดระนอง ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนสำคัญที่ติดกับประเทศเมียนมา การลงพื้นที่ครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การศึกษาดูงานและตรวจสอบภารกิจการทหารที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ โดยเฉพาะปัญหายาเสพติดที่เป็นภัยคุกคามหลัก

กมธ.การทหาร ลงพื้นที่ติดตามตรวจสอบปัญหาเกี่ยวกับภารกิจฯและงานความมั่นคงแบบองค์รวม

คณะกรรมาธิการประกอบด้วยนายสมบูรณ์ หนูนวล รองประธานคนที่หนึ่ง ร้อยตำรวจเอก ฉลอง ทองนะ รองประธานคนที่สอง นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล โฆษกและเลขานุการ นายนิรุตติ สุทธินนท์ ที่ปรึกษา นายวิรัตน์ ธรรมบำรุง ที่ปรึกษา นายธณัชญ์พงศ์ วงศ์มุลาลี กรรมาธิการที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ และนักวิชาการประจำคณะ รวมถึงอนุกรรมาธิการกิจการทหารด้านความมั่นคงแบบองค์รวม ได้เดินทางไปยังอำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง เพื่อรับฟังข้อมูลและแลกเปลี่ยนความเห็นกับหน่วยงานท้องถิ่น

ผู้ให้การต้อนรับ ได้แก่ นายณรงค์ชัย สกุลอ่อน นายอำเภอกระบุรี พันโท ศักดิ์เขตต์ บุญพิทักษ์ หัวหน้าฝ่ายข่าว กอ.รมน.จังหวัดระนอง ร้อยตำรวจเอก สมมาตร ศรีวุ้น หัวหน้าชุดเฝ้าตรวจตระเวนชายแดนที่ 4104 และนายชยุตม์ พันธุ์สุวรรณ ปลัดอำเภอ หัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง การสนทนาหลักมุ่งไปที่การป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน

การป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ชายแดน

จังหวัดระนองมีพื้นที่ชายแดนทั้งทางบกและทางทะเลติดกับเมียนมา ทำให้มีการข้ามพรมแดนจำนวนมากทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย นอกจากนี้ ยังมีความต้องการแรงงานจากเมียนมาและคนไร้สัญชาติสูง ส่งผลให้เกิดปัญหาความมั่นคง เช่น การลักลอบนำเข้าส่งออกยาเสพติด โดยเฉพาะยาบ้าที่เป็นยาเสพติดหลักในพื้นที่ การดำเนินงานแบบบูรณาการจึงจำเป็น เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดที่มาจากแรงงานต่างด้าว

ในด้านการป้องกันและสร้างภูมิคุ้มกัน หน่วยงานท้องถิ่นขับเคลื่อนโครงการ “ตำบลมั่นคง พื้นที่ปลอดภัย” โดยเสริมสร้างสภาพแวดล้อมป้องกันยาเสพติด ดำเนินโครงการ To be number one ในโรงเรียนและสถานประกอบการ พัฒนาหมู่บ้านกองทุนแม่ของแผ่นดิน 207 แห่งในจังหวัด และประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้านผ่านกลไกอย่างสำนักงานประสานงานปราบปรามยาเสพติดชายแดน คณะกรรมการชายแดนไทย-เมียนมา และความสัมพันธ์หมู่บ้านชายแดน

สำหรับการปราบปราม จังหวัดมีชุดปฏิบัติการจากฝ่ายทหาร ตำรวจ และปกครอง ที่ติดตามวิเคราะห์แนวโน้มยาเสพติดอย่างยาบ้า ยาไอซ์ และเคตามีน อย่างต่อเนื่อง ในด้านบำบัดฟื้นฟู มีสถานที่บำบัด 53 แห่ง ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เพื่อช่วยเหลือผู้เสพและผู้ติดยา

คณะกรรมาธิการได้เสนอแนะให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด ทั้งภาครัฐ ประชาชน ประชาสังคม และระหว่างประเทศ เพื่อลดปัจจัยเสี่ยง สกัดกั้นการแพร่ระบาด และสร้างภูมิคุ้มกันให้ชุมชน ครอบครัว โดยเฉพาะในเขตชายแดน ขอให้เจ้าหน้าที่รัฐให้ความสำคัญเต็มที่

ข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อเสนอแนะเหล่านี้จะถูกนำไปพิจารณาตามหน้าที่นิติบัญญัติต่อไป การลงพื้นที่ กมธ.การทหาร ลงพื้นที่ติดตามตรวจสอบปัญหาเกี่ยวกับภารกิจฯและงานความมั่นคงแบบองค์รวม แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหายาเสพติดที่เป็นภัยคุกคามความมั่นคงระดับชาติ

ปัญหายาเสพติดในพื้นที่ชายแดนไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมาย แต่ยังกระทบต่อสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคงโดยรวม การบูรณาการทุกภาคส่วนจึงเป็นกุญแจสำคัญ หากเราร่วมมือกัน สามารถลดการแพร่ระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างสังคมที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การประสานงานระหว่างประเทศยังช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน ทำให้การปราบปรามยาเสพติดมีประสิทธิผลมากขึ้น ในอนาคต คาดว่ามาตรการเหล่านี้จะช่วยลดปัญหาได้อย่างยั่งยืน หากคุณสนใจปัญหาความมั่นคงและยาเสพติด ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมที่ดีขึ้น

คึกคัก! ศอ.บต. จัดงาน THAI DEEP SOUTH CONNECT

เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2567 ที่ลานหน้าออมทอง โรงแรมซี.เอส. ปัตตานี อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักและรอยยิ้มจากผู้คนมากมาย งานมหกรรม THAI DEEP SOUTH CONNECT: ของดีพื้นที่ วิถีพื้นถิ่นชายแดนใต้ ได้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ โดยศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เพื่อโปรโมตสินค้าท้องถิ่น สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และเชื่อมโยงชุมชนในพื้นที่ชายแดนใต้ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น งานนี้ไม่เพียงแต่เป็นเวทีแสดงของดีจากท้องถิ่น แต่ยังช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนเงินในชุมชน สร้างรายได้ให้พ่อค้าแม่ค้าท้องถิ่น และเสริมสร้างความเชื่อมั่นในศักยภาพของเศรษฐกิจชายแดนใต้

พิธีเปิดงาน THAI DEEP SOUTH CONNECT

พิธีเปิดงานได้รับเกียรติจากท่านนันทพงศ์ สุวรรณรัตน์ รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นประธาน โดยมีนาวาเอก จักรพงษ์ อภิมหาธรรม ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและสนับสนุนงานพัฒนาฝ่ายพลเรือน หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ และประชาชนจำนวนมากเข้าร่วม พิธีนี้เต็มไปด้วยความอบอุ่น สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและชุมชนในการพัฒนาพื้นที่ ผ่านการกล่าวรายงาน นาวาเอก จักรพงษ์ ได้เน้นย้ำถึงผลกระทบจากโควิด-19 ที่ทำให้เศรษฐกิจชายแดนใต้เผชิญความท้าทาย เช่น ข้อจำกัดในการเข้าถึงตลาดและการลงทุน รัฐบาลจึงสนับสนุนงบประมาณเพื่อจัดงาน THAI DEEP SOUTH CONNECT นี้ nhằmกระตุ้นการจับจ่าย สร้างงาน และหมุนเวียนเศรษฐกิจฐานราก

บรรยากาศงาน THAI DEEP SOUTH CONNECT

บรรยากาศและสินค้าเด่นในงาน THAI DEEP SOUTH CONNECT

ภายในงานเต็มเปี่ยมไปด้วยสีสัน จากร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าอัตลักษณ์ ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น งานหัตถกรรม และอาหารพื้นบ้านชื่อดัง ผู้ประกอบการชุมชนนำสินค้าคุณภาพมาจัดแสดงและขายโดยไม่เสียค่าเช่าพื้นที่ สร้างโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย บรรยากาศนี้ไม่เพียงแต่สนุกสนาน แต่ยังแสดงพลังของเศรษฐกิจฐานรากที่กำลังเติบโต ตัวอย่างสินค้าเด่นที่ได้รับความสนใจ ได้แก่ ผ้าทอพื้นเมืองจากยะลา ผลไม้สดจากสตูล เครื่องจักสานจากนราธิวาส และอาหารฮาลาลจากปัตตานี ซึ่งทั้งหมดสะท้อนวิถีชีวิตและวัฒนธรรมชายแดนใต้ได้อย่างลงตัว

กิจกรรมเสริมสร้างชุมชนใน THAI DEEP SOUTH CONNECT

นอกจากการค้าขาย งานยังมีกิจกรรมหลากหลาย เช่น การแสดงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น การสาธิตทำอาหารพื้นบ้าน และกิจกรรมสำหรับเยาวชนและครอบครัว ทำให้งานนี้เป็นมากกว่าแค่ตลาดนัด แต่เป็นพื้นที่รวมใจคนชายแดนใต้ กิจกรรมเหล่านี้ช่วยอนุรักษ์วัฒนธรรม สร้างความภาคภูมิใจในท้องถิ่น และดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาสัมผัสของดีพื้นที่

งาน THAI DEEP SOUTH CONNECT วางแผนจัดทั้งหมด 5 ครั้ง ครอบคลุม 5 จังหวัดชายแดนใต้ ได้แก่ ปัตตานี (26-28 กันยายน 2567) ยะลา นราธิวาส สตูล และสงขลา ศอ.บต. คาดว่าจะสร้างเงินหมุนเวียนไม่น้อยกว่า 50 ล้านบาทต่อครั้ง และช่วยเสริมความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจและนักลงทุนเห็นศักยภาพของพื้นที่

  • ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ: กระตุ้นยอดขายสินค้าท้องถิ่น เพิ่มรายได้ให้ชุมชน
  • การเชื่อมโยง: สร้างเครือข่ายระหว่างผู้ประกอบการและตลาดใหญ่
  • วัฒนธรรม: ส่งเสริมอัตลักษณ์ชายแดนใต้ให้เป็นที่รู้จัก
  • การพัฒนา: สนับสนุนเยาวชนและผู้หญิงในชุมชนให้มีรายได้

จากมุมมองของผู้เขียน งานนี้เป็นก้าวสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจชายแดนใต้หลังวิกฤตโควิด แสดงให้เห็นว่ารัฐและชุมชนสามารถร่วมมือกันสร้างโอกาสได้อย่างยั่งยืน หากคุณสนใจสนับสนุนของดีจากชายแดนใต้ ลองติดตามงานครั้งต่อไปและมาช้อปปิ้งเพื่อช่วยหมุนเวียนเศรษฐกิจท้องถิ่นกันเถอะ! นี่คือโอกาสที่จะได้สัมผัสวิถีชีวิตอันงดงามและช่วยเหลือชุมชนไปพร้อมกัน

ที่มา – คึกคัก! ศอ.บต. จัดงานมหกรรม “THAI DEEP SOUTH CONNECT: ของดีพื้นที่ วิถีฯชายแดนใต้”

ช้อปก่อน ฟินก่อน ของดีเมืองมหาสารคาม

ช้อปก่อน ฟินก่อน ของดีเมืองมหาสารคาม

อุตสาหกรรมจังหวัดมหาสารคาม ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ จัดกิจกรรมสุดพิเศษ ช้อปก่อน ฟินก่อน ของดีเมืองมหาสารคาม ขึ้น เพื่อโปรโมทสินค้า OTOP และผลิตภัณฑ์เด่นจากชุมชนท้องถิ่น โดยมีนายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม เป็นประธานเปิดงาน เมื่อวันที่ 26-28 กันยายน 2568 ณ ลานเสริมไทยคอมเพล็กซ์ อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม บรรยากาศคึกคักไปด้วยผู้ประกอบการ หัวหน้าส่วนราชการ และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่มาร่วมแสดงและจำหน่ายสินค้า

ช้อปก่อน ฟินก่อน ของดีเมืองมหาสารคาม

ช้อปก่อน ฟินก่อน ของดีเมืองมหาสารคาม: กิจกรรมหลักในงาน

กิจกรรม ช้อปก่อน ฟินก่อน ของดีเมืองมหาสารคาม มุ่งเน้นการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้า OTOP ผลิตภัณฑ์เด่นจากทุกอำเภอในจังหวัดมหาสารคาม เพื่อช่วยเพิ่มรายได้ให้ชุมชนและผู้ประกอบการท้องถิ่น นายศิวะ โพธิตาปนะ อุตสาหกรรมจังหวัดมหาสารคาม เปิดเผยว่า งานนี้เป็นเวทีสำคัญในการนำเสนอสินค้าที่มีคุณภาพและเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นผลิตผลทางการเกษตรที่ปลอดภัย อาหารพื้นถิ่น เครื่องแต่งกาย งานหัตถกรรม และสินค้าอื่นๆ ที่สืบทอดภูมิปัญญาชาวมหาสารคาม

ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลายที่น่าสนใจ เช่น การแสดงของศิลปินนักร้องชื่อดัง กิจกรรมส่งเสริมการตลาด และบูธจำหน่ายสินค้าจากวิสาหกิจชุมชน ซึ่งช่วยเชื่อมโยงผู้ผลิตกับผู้บริโภคโดยตรง ทำให้ของดีจากมหาสารคามเป็นที่รู้จักในวงกว้างทั้งในจังหวัด ภูมิภาค และระดับประเทศ

ประโยชน์ของการเข้าร่วมกิจกรรมช้อปก่อน ฟินก่อน ของดีเมืองมหาสารคาม

  • เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ: ผู้ประกอบการได้พบปะลูกค้าใหม่ สร้างช่องทางการตลาดใหม่ๆ
  • ประชาสัมพันธ์สินค้า: สินค้า OTOP ได้รับการนำเสนออย่างกว้างขวาง ช่วยยกระดับภาพลักษณ์จังหวัด
  • สนับสนุนชุมชน: รายได้จากการขายไหลเข้าสู่ชุมชนโดยตรง ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก
  • เรียนรู้และพัฒนา: มีเวิร์กช็อปเกี่ยวกับการปรับปรุงผลิตภัณฑ์และการบริหารจัดการธุรกิจ
สินค้า OTOP มหาสารคาม

นอกจากนี้ กิจกรรมนี้ยังสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม (SMEs) โดยเน้นการเพิ่มขีดความสามารถผ่านการพัฒนากระบวนการผลิต การสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์ และการสร้างจุดแข็งที่ยากต่อการเลียนแบบ เช่น การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นผสมผสานกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้สินค้าดึงดูดผู้บริโภคได้มากยิ่งขึ้น

จังหวัดมหาสารคามซึ่งมีชื่อเสียงด้านการเกษตรและวัฒนธรรมท้องถิ่น ได้ใช้โอกาสนี้ในการเสริมสร้างภาพลักษณ์เป็นแหล่งผลิตสินค้าที่มีมาตรฐาน สะท้อนถึงวิถีชีวิตและความคิดสร้างสรรค์ของชาวบ้าน หากคุณกำลังมองหาของดีราคาไม่แพง ลองแวะไปช้อปที่งานนี้ จะได้ทั้งความฟินและสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชน

ในมุมมองของผู้เขียน กิจกรรมอย่าง ช้อปก่อน ฟินก่อน ของดีเมืองมหาสารคาม ไม่เพียงช่วยผู้ประกอบการ แต่ยังเป็นสะพานเชื่อมโยงวัฒนธรรมท้องถิ่นสู่สายตาชาวไทยทั่วประเทศ สร้างความภาคภูมิใจให้กับชาวมหาสารคาม หากสนใจอยากเข้าร่วมหรือติดตามกิจกรรมครั้งต่อไป แนะนำให้ติดตามเพจอุตสาหกรรมจังหวัดมหาสารคาม เพื่อไม่พลาดโอกาสดีๆ

ที่มา – อุตสาหกรรมมหาสารคาม จัดกิจกรรม ช้อปก่อน ฟินก่อนฯ จัดแสดงและจำหน่ายสินค้า OTOP

จีนลั่นปกป้องความเป็นพหุภาคี เพื่อต่อต้านแนวคิดสงครามเย็น

ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนมากมาย การประกาศของจีนในการปกป้องความเป็นพหุภาคีเพื่อต่อต้านแนวคิดสงครามเย็น ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่แสดงถึงบทบาทของจีนในเวทีระหว่างประเทศ สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 27 กันยายน นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ได้กล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญครั้งที่ 80 โดยเน้นย้ำถึงสถานการณ์โลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

จีนลั่นปกป้องความเป็นพหุภาคี เพื่อต่อต้านแนวคิดสงครามเย็น

นายหลี่ เฉียง กล่าวว่า โลกได้เข้าสู่ช่วงเวลาใหม่ของความปั่นป่วนและการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากแนวคิดสงครามเย็นกำลังกลับมาอีกครั้ง ขณะที่ลัทธิเอกภาคีและการผูกขาดกำลังคืบคลานเข้ามา กฎและระเบียบระหว่างประเทศที่ประชาคมโลกสร้างขึ้นตลอด 80 ปีที่ผ่านมา กำลังถูกท้าทายอย่างรุนแรง รองรับระบบระหว่างประเทศที่เคยมีประสิทธิภาพถูกขัดขวางอย่างต่อเนื่อง มนุษยชาติกำลังมาถึงทางแยกสำคัญอีกครั้ง จีนจึงลั่นปกป้องความเป็นพหุภาคี เพื่อต่อต้านแนวคิดสงครามเย็น โดยยึดมั่นในหลักการของสหประชาชาติ

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีจีนยังชี้ให้เห็นถึงปัจจัยหลักที่ทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวและซบเซาในปัจจุบัน คือการเพิ่มขึ้นของมาตรการฝ่ายเดียวและมาตรการกีดกันทางการค้า โดยเฉพาะการใช้กำแพงภาษีและการสร้างกำแพงการค้า ซึ่งถือเป็นการวิจารณ์โดยนัยต่อนโยบายของสหรัฐอเมริกา จีนมองว่าการกระทำเหล่านี้ไม่เพียงแต่ขัดขวางการค้าเสรี แต่ยังคุกคามเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลกโดยรวม

บทบาทของจีนในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ

หลี่ เฉียง ย้ำว่าจีนเป็นประเทศที่เปิดประตูต้อนรับโลกอย่างกว้างขวางและสม่ำเสมอ รัฐบาลปักกิ่งหวังที่จะทำงานร่วมกับนานาประเทศ เพื่อยึดมั่นตามอุดมการณ์ของสหประชาชาติ การประกาศนี้สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของจีนในการสร้างโลกที่สงบสุขและเจริญรุ่งเรือง โดยเน้นความสำคัญของการเจรจาและความร่วมมือพหุภาคี แทนที่จะใช้แนวทางเผชิญหน้าแบบสงครามเย็น

ในบริบทของความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ปัจจุบัน เช่น สงครามการค้าระหว่างมหาอำนาจ และความขัดแย้งในภูมิภาคต่างๆ การยืนยันของจีนในการปกป้องความเป็นพหุภาคี เพื่อต่อต้านแนวคิดสงครามเย็น ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงไทยและอาเซียน ที่ต้องการสันติภาพและการเติบโตทางเศรษฐกิจ จีนยังได้ริเริ่มโครงการอย่างหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative) ซึ่งส่งเสริมการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างประเทศ สร้างโอกาสใหม่ๆ สำหรับการค้าและการลงทุน

  • การปกป้องระบบพหุภาคีช่วยลดความเสี่ยงจากสงครามการค้า
  • จีนเชิญชวนทุกประเทศเข้าร่วมสร้างโลกที่ยั่งยืน
  • แนวคิดสงครามเย็นขัดขวางการพัฒนาที่ยั่งยืนของมนุษยชาติ

จากถ้อยแถลงนี้ คาดว่าจีนจะมีบทบาทเด่นยิ่งขึ้นในการประชุมระหว่างประเทศครั้งต่อๆ ไป เพื่อผลักดันวาระพหุภาคี นอกจากนี้ ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกชาติทบทวนนโยบายต่างประเทศของตน โดยหลีกเลี่ยงการแบ่งขั้วที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง

ในมุมมองของผู้เขียน การประกาศของจีนไม่เพียงแต่เป็นการตอบโต้ต่อกระแสเอกภาคีที่กำลังเพิ่มขึ้น แต่ยังเป็นการเชิญชวนให้โลกมาร่วมมือกันสร้างอนาคตที่ดีกว่า หากคุณสนใจเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ อย่าลืมติดตามบทวิเคราะห์เพิ่มเติมจากเรา เพื่อเข้าใจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้

ที่มา – จีนลั่นปกป้องความเป็นพหุภาคี เพื่อต่อต้านแนวคิดสงครามเย็น

พช.กระบี่ จัดเทศกาลอาหารฮาลาลกระบี่ 2025

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวท่องเที่ยวและคนรักอาหาร! วันนี้เรามีข่าวดีสำหรับคนที่กำลังมองหาประสบการณ์ใหม่ๆ ในจังหวัดกระบี่ โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นแฟนอาหารฮาลาล ล่ะก็ ไม่ควรพลาดกับ เทศกาลอาหารฮาลาลกระบี่ 2025 ที่กำลังจะจัดขึ้นมาแล้วนะครับ งานนี้จัดโดยสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดกระบี่ ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อส่งเสริมกระบี่ให้เป็นศูนย์กลางอาหารฮาลาลคุณภาพสูง ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มมุสลิมจากทั่วโลก งานจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการร้านอาหาร โรงแรม และธุรกิจท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืนเลยทีเดียว

เทศกาลอาหารฮาลาลกระบี่ 2025

รายละเอียดงานเทศกาลอาหารฮาลาลกระบี่ 2025

เทศกาลนี้จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-28 กันยายน 2568 ที่สวนสาธารณะหาดพระแอะ ตำบลศาลาด่าน อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ โดยมีนายสุวิทย์ สุริยะวงค์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เป็นประธานเปิดงาน งานนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Krabi Goes Local Tourism ที่ดำเนินมาต่อเนื่องจากกิจกรรมก่อนหน้า เช่น มหกรรมชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีกระบี่ และเทศกาลอาหารฮาลาลครั้งแรกที่ลานประติมากรรมปูดำ ริมแม่น้ำกระบี่ ซึ่งได้รับการตอบรับดีเยี่ยม มีผู้เข้าร่วมกว่า 15,000 คน และสร้างรายได้กว่า 15 ล้านบาทให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น

จังหวัดกระบี่มีประชากรไทยมุสลิมถึง 52% ของประชากรทั้งหมด ทำให้ที่นี่มีอัตลักษณ์วัฒนธรรมที่โดดเด่น โดยเฉพาะอาหารฮาลาลที่ยึดหลักศาสนาอิสลาม ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นและวัตถุดิบสดใหม่ สร้างสรรค์เมนูอร่อยๆ ที่ทั้งน่าทานและถูกต้องตามหลักฮาลาล งานนี้จึงเป็นโอกาสทองในการโปรโมทกระบี่ให้เป็น Halal Food Hub ที่แท้จริง ดึงดูดนักท่องเที่ยวมุสลิมจากทั่วโลกให้มาสัมผัสความหลากหลายทางวัฒนธรรมและอาหารที่นี่

กิจกรรมในเทศกาลอาหารฮาลาลกระบี่ 2025

ไฮไลท์และกิจกรรมเด่นในเทศกาลอาหารฮาลาลกระบี่ 2025

ภายในงานจะมีบูธจำหน่ายผลิตภัณฑ์ฮาลาลจากผู้ประกอบการร้านอาหาร โรงแรม และ OTOP ชุมชนกว่า 50 บูธ นอกจากนี้ยังมีการสาธิตการปรุงอาหาร การอบรมความรู้ด้านอาหารฮาลาล และไฮไลท์สุดพิเศษอย่างการทำต้มยำทะเลหม้อยักษ์แจกฟรีให้ผู้เข้าร่วมงาน! กิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่ให้ความบันเทิง แต่ยังช่วยส่งเสริมอาชีพ สร้างรายได้ และกระจายโอกาสสู่ชุมชนท้องถิ่น

  • สาธิตและจำหน่ายอาหารฮาลาล: ลิ้มรสเมนูพื้นถิ่นกระบี่ที่ถูกต้องตามหลักฮาลาล เช่น ต้มยำกุ้งน้ำใส ปลากะพงทอดน้ำปลา และขนมหวานมุสลิม
  • เวิร์กช็อปอบรม: เรียนรู้การผลิตอาหารฮาลาลมาตรฐาน สำหรับผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยว
  • กิจกรรมแจกของ: ต้มยำทะเลยักษ์ใหญ่ ที่จะทำให้งานคึกคักและน่าจดจำ
  • การแสดงวัฒนธรรม: โชว์ศิลปะการแสดงท้องถิ่นผสมผสานกับวัฒนธรรมอิสลาม

นอกจากนี้ งานยังเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ทำให้กระบี่ไม่ใช่แค่ทะเลสวย แต่ยังเป็นจุดหมายสำหรับอาหารและไลฟ์สไตล์ฮาลาลที่ครบครัน หากคุณกำลังวางแผนทริปกระบี่ปีหน้า อย่าลืมจด เทศกาลอาหารฮาลาลกระบี่ 2025 ไว้ในลิสต์นะครับ มันจะเป็นประสบการณ์ที่ทั้งอร่อย สนุก และมีคุณค่าทางวัฒนธรรมมากๆ

ในฐานะคนที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน ผมเชื่อว่างานอย่างนี้จะช่วยยกระดับกระบี่ให้เป็นจุดหมายระดับโลก ลองนึกภาพสิครับ ทะเลใสๆ ของเกาะลันตา บวกกับอาหารฮาลาลสดใหม่จากท้องถิ่น มันลงตัวสุดๆ! ถ้าคุณสนใจ อย่าลืมติดตามข้อมูลเพิ่มเติมและจองที่พักล่วงหน้าเพื่อไม่พลาดโอกาสดีๆ นี้ ร่วมกันสนับสนุนชุมชนกระบี่ให้เติบโตไปด้วยกันนะครับ

ที่มา – พช.กระบี่ จัดงานเทศกาลอาหารฮาลาล “Krabi Halal Food Festival 2025”

“นาบิล vs อิเลียส” จบแบบไม่มีผลแข่งขัน ONE ลุมพินี 126

“นาบิล vs อิเลียส” จบแบบไม่มีผลแข่งขัน ONE ลุมพินี 126

ศึก ONE ลุมพินี 126 ที่เพิ่งจบลงเมื่อค่ำคืนวันศุกร์ที่ 26 กันยายน ที่ผ่านมา ณ สนามมวยเวทีลุมพินี รามอินทรา จัดเต็มไม่ทำให้แฟนๆ กีฬาต่อสู้ทั่วโลกผิดหวังเลยครับ การชกทั้ง 12 คู่ นักสู้จากทั่วทุกมุมโลก 24 คน งัดเอาไม้เด็ดมาประชันกันสุดมันส์ ถ่ายทอดสดไปยัง 195 ประเทศ สุดยอดจริงๆ!

“นาบิล vs อิเลียส” จบแบบไม่มีผลแข่งขัน ONE ลุมพินี 126

ไฮไลต์สำคัญของค่ำคืนนี้คือคู่เอกระหว่าง “นาบิล อานาน” แชมป์โลก ONE มวยไทย รุ่นแบนตัมเวต (135-145 ป.) สัญชาติไทย-แอลจีเรีย ที่ลงชกคิกบ็อกซิ่งครั้งแรกใน ONE พบกับ “อิเลียส เอ็นนาฮาชิ” ผู้ท้าชิงอันดับ 2 แรงกิง ONE คิกบ็อกซิ่ง รุ่นเดียวกัน จากเนเธอร์แลนด์-โมร็อกโก คู่นี้ “นาบิล vs อิเลียส” จบแบบไม่มีผลแข่งขัน ONE ลุมพินี 126 หลังเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

ยกแรกเริ่มต้นดุเดือด “นาบิล” ได้จังหวะทิ่มหมัดขวาตรงใส่ “อิเลียส” จนก้นจ้ำเบ้า นับ 8 ได้ก่อน แต่ในยกสุดท้าย “นาบิล” พลาดเตะผ่ากล่องโดนจุดอันตราย “อิเลียส” ลุกยืนไม่ไหว ทีมแพทย์ตรวจแล้วไม่สามารถต่อสู้ได้ สุดท้าย “นาบิล vs อิเลียส” จบแบบไม่มีผลแข่งขัน ONE ลุมพินี 126 แบบน่าเสียดาย แต่ก็นับว่าเป็นส่วนหนึ่งของกีฬาที่คาดเดาไม่ได้

นาบิล vs อิเลียส ONE ลุมพินี 126
นาบิล vs อิเลียส ONE ลุมพินี 126
นาบิล vs อิเลียส ONE ลุมพินี 126

ผลการชกคู่รองและคู่อื่นๆ ใน ONE ลุมพินี 126

คู่รองสุดเข้มข้นระหว่าง “ชาโด้ สิงห์มาวิน” อันดับ 3 ONE มวยไทย รุ่นเฟเธอร์เวต ที่สลับมาชกคิกบ็อกซิ่งครั้งแรก พบ “หลิว เมิงหยาง” จากจีน ทั้งคู่แลกหมัดกันดุเดือด ยก 2 “ชาโด้” พลาดโดนหมัดจนนับ 8 แม้จะพยายามตีตื้นแต่สุดท้าย “หลิว เมิงหยาง” ชนะคะแนนเอกฉันท์

ด้าน “เสกสรร อ.ขวัญเมือง” จากนครศรีธรรมราช ชกกับ “เสือแบล็ค ท.พราน49” จากเพชรบุรี ในกติกามวยไทย 140 ป. “เสือแบล็ค” ใช้พลังสดบดใส่ กดหมัดซ้ายนับได้ปลายยก “เสกสรร” ลุยแหลกแต่ไม่สำเร็จ “เสือแบล็ค” คว้าชัยคะแนนเอกฉันท์

ชาโด้ vs หลิว เมิงหยาง ONE ลุมพินี 126
ชาโด้ vs หลิว เมิงหยาง ONE ลุมพินี 126
ชาโด้ vs หลิว เมิงหยาง ONE ลุมพินี 126

คู่เอกภาคอินเตอร์ “สามเอ ไก่ย่างห้าดาว” ตำนานจากบุรีรัมย์ พบ “ตุย ลิน ทัต” จากเมียนมา รุ่นสตรอว์เวต (115-125 ป.) กติกามวยไทย “สามเอ” สาดแข้งซ้ายหนัก แต่ “ตุย” รับไหวและซัดหมัดนับได้ยก 2 สุดท้าย “สามเอ” เร่งเครื่องนับคืนยก 3 ชนะคะแนนเอกฉันท์ สุดยอด!

คู่อื่นๆ ที่น่าติดตาม: “ปตท. อภิชาติฟาร์ม” ชนะ “อาเลสสิโอ มาลาเทสตา” จากอิตาลี คะแนนไม่เอกฉันท์ “แสงอาทิตย์ ลูกทรายกองดิน” เรียกนับ 2 ชนะ “อาลี โคยูนชู” จากตุรกี คะแนนเอกฉันท์ “ยูนิส อานาน” ทุบชนะ “ฮุน ฮวาง ฟี” แชมป์ Road To ONE เวียดนาม และรีแมตช์ “ป้อมเพชร พานทองยิม” ล้างตา “ยอดเหล็กเพชร อ.อัจฉริยะ” คะแนนไม่เอกฉันท์

สามเอ vs ตุย ลิน ทัต ONE ลุมพินี 126
สามเอ vs ตุย ลิน ทัต ONE ลุมพินี 126
สามเอ vs ตุย ลิน ทัต ONE ลุมพินี 126

นอกจากนี้ยังมี “แอนตาร์ คาเซม” ทีเคโอ “เมืองไทย พีเค.แสนชัย” ยก 3 “รุย โบเทลโฮ” ชนะ “จาง เป่ยเหมียน” คะแนนไม่เอกฉันท์ “อดัม ส.เดชะพันธ์” ชนะ “โทมะ คุโรดะ” คะแนนเอกฉันท์ และ “จูราอิ อิชิอิ” ทีเคโอ “เอ็นโซ กลาริส” ยก 3

  • สรุปผลทุกคู่: คู่เอก “นาบิล vs อิเลียส” จบแบบไม่มีผลแข่งขัน ONE ลุมพินี 126 (คิกบ็อกซิ่ง รุ่นแบนตัมเวต)
  • คู่รอง: หลิว เมิงหยาง ชนะ ชาโด้ สิงห์มาวิน (คิกบ็อกซิ่ง รุ่นเฟเธอร์เวต)
  • แอนตาร์ คาเซม ทีเคโอ เมืองไทย พีเค.แสนชัย (มวยไทย 140 ป.)
  • เสือแบล็ค ท.พราน49 ชนะ เสกสรร อ.ขวัญเมือง (มวยไทย 140 ป.)
  • ปตท. อภิชาติฟาร์ม ชนะ อาเลสสิโอ มาลาเทสตา (มวยไทย 147 ป.)
  • ป้อมเพชร พานทองยิม ชนะ ยอดเหล็กเพชร อ.อัจฉริยะ (มวยไทย รุ่นฟลายเวต)
  • สามเอ ไก่ย่างห้าดาว ชนะ ตุย ลิน ทัต (มวยไทย รุ่นสตรอว์เวต)
  • แสงอาทิตย์ ลูกทรายกองดิน ชนะ อาลี โคยูนชู (คิกบ็อกซิ่ง 140 ป.)
  • ยูนิส อานาน ชนะ ฮุน ฮวาง ฟี (มวยไทย รุ่นสตรอว์เวต)
  • รุย โบเทลโฮ ชนะ จาง เป่ยเหมียน (คิกบ็อกซิ่ง รุ่นสตรอว์เวต)
  • อดัม ส.เดชะพันธ์ ชนะ โทมะ คุโรดะ (คิกบ็อกซิ่ง รุ่นอะตอมเวต)
  • จูราอิ อิชิอิ ทีเคโอ เอ็นโซ กลาริส (มวยไทย 120 ป.)

ตลอดศึกนี้ “จูราอิ อิชิอิ” และ “แอนตาร์ คาเซม” ได้รับโบนัสจากบิ๊กบอส “ชาตรี ศิษย์ยอดธง” คนละ 350,000 บาท รวม 700,000 บาท สุดยอดการแสดง!

โดยรวมแล้ว ONE ลุมพินี 126 เป็นศึกที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น แม้ “นาบิล vs อิเลียส” จะจบแบบไม่มีผลแข่งขัน ONE ลุมพินี 126 แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความเข้มข้นของกีฬาต่อสู้ ถ้าคุณเป็นแฟน ONE Championship อย่าพลาดติดตามศึกต่อไปนะครับ เพราะแต่ละไฟต์ล้วนแต่สุดมันส์!

ที่มา – “นาบิล vs อิเลียส” จบแบบไม่มีผลแข่งขัน ONE ลุมพินี 126

ประธานชมรมโฮปฯ มอบน้ำดื่มให้เจ้าหน้าที่ถนนทรุด

ในวันที่ 26 กันยายน ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการณ์ถนนทรุดตัวบริเวณหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาลและสถานีตำรวจนครบาลสามเสน แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ซึ่งส่งผลกระทบต่อการจราจรและความปลอดภัยของประชาชน สิ่งที่อบอุ่นใจคือการเคลื่อนไหวช่วยเหลือจากภาคประชาชน โดยเฉพาะ ประธานชมรมโฮปฯ นำทีมขนน้ำดื่ม มอบให้เจ้าหน้าที่หน้างานเหตุการณ์ถนนทรุด ซึ่งเป็นตัวอย่างของความสามัคคีและน้ำใจไทย

ประธานชมรมโฮปฯ นำทีมขนน้ำดื่ม มอบให้เจ้าหน้าที่หน้างานเหตุการณ์ถนนทรุด

นางสาวปิยนุช (หรือแนนซี่) พาณิชย์พิศาล ในฐานะประธานชมรมโฮปสะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา ได้นำทีมเจ้าหน้าที่ของชมรมเดินทางไปยังพื้นที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว โดยขนน้ำดื่มจำนวน 130 แพ็ค ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกวุฒิสภา (สว.) นันทนา นันทวโรภาส ไปมอบให้กับเจ้าหน้าที่ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อย่างหนักหน่วงในที่เกิดเหตุ น้ำดื่มเหล่านี้ไม่เพียงช่วยดับกระหาย แต่ยังเป็นกำลังใจสำคัญให้กับทีมกู้ภัย เจ้าหน้าที่ตำรวจ และบุคลากรทางการแพทย์ที่ทำงานท่ามกลางแดดร้อนและความเหนื่อยล้า

รายละเอียดการช่วยเหลือในเหตุการณ์ถนนทรุด

เหตุการณ์ถนนทรุดครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน สร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวกรุงเทพฯ แต่ด้วยความรวดเร็วของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การอพยพและควบคุมสถานการณ์ก็ดำเนินไปได้อย่างราบรื่น การที่ ประธานชมรมโฮปฯ นำทีมขนน้ำดื่ม มอบให้เจ้าหน้าที่หน้างานเหตุการณ์ถนนทรุด ถือเป็นการแสดงออกถึงความรับผิดชอบทางสังคมที่ชัดเจน ชมรมโฮปฯ ซึ่งก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นสะพานเชื่อมโยงความหวังและศรัทธาในสังคมไทย มีประวัติการช่วยเหลือสังคมมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคสิ่งของในช่วงน้ำท่วม การเยี่ยมผู้ป่วย หรือกิจกรรมจิตอาสาในเหตุการณ์ฉุกเฉินต่างๆ

นางสาวปิยนุช กล่าวด้วยน้ำเสียงอบอุ่นว่า “วันนี้ในนามของ สว.นันทนา ร่วมกับชมรมโฮปฯ ได้นำน้ำดื่มจำนวน 130 แพ็ค มามอบให้กับเจ้าหน้าที่ที่อยู่หน้างาน ในเหตุการณ์ถนนทรุดบริเวณถนนสามเสน เราหวังว่านี่จะเป็นกำลังใจให้ทุกท่านทำงานได้เต็มที่ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนทุกคน” คำพูดนี้สะท้อนถึงเจตนารมณ์ของทีมงานที่มุ่งเน้นการช่วยเหลือโดยไม่หวังผลตอบแทน

ความสำคัญของการสนับสนุนเจ้าหน้าที่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ในสถานการณ์ฉุกเฉินเช่นนี้ เจ้าหน้าที่ frontline มักเผชิญกับความท้าทายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว การทำงานต่อเนื่องหลายชั่วโมง หรือความกดดันจากผู้ที่ได้รับผลกระทบ การมอบน้ำดื่มจึงไม่ใช่แค่การบริจาค แต่เป็นการดูแลสุขภาพและจิตใจของเหล่าภูมิบุรีผู้พิทักษ์ความสงบเรียบร้อย นอกจากนี้ การกระทำเช่นนี้ยังช่วยกระตุ้นให้ประชาชนทั่วไปตระหนักถึงบทบาทของตนในการช่วยเหลือสังคม

  • ประโยชน์ของน้ำดื่มในงานกู้ภัย: ช่วยป้องกันภาวะขาดน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
  • บทบาทของชมรมโฮปฯ: เป็นตัวอย่างขององค์กรจิตอาสาที่ตอบสนองรวดเร็วต่อเหตุการณ์ต่างๆ
  • การสนับสนุนจาก สว.นันทนา: แสดงถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและประชาชน

จากประสบการณ์ในอดีต ชมรมโฮปฯ เคยช่วยเหลือในเหตุการณ์คล้ายกัน เช่น การแจกจ่ายเสบียงในช่วงฝนตกหนักหรืออุบัติเหตุทางถนน การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่เพียงช่วยเหลือในทันที แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจให้องค์กรอื่นๆ ร่วมมือกันมากขึ้น ในยุคที่สังคมไทยเผชิญกับปัญหาโครงสร้างพื้นฐานที่เสื่อมโทรม การมีภาคประชาชนเข้ามาสนับสนุนจึงยิ่งสำคัญ

สุดท้ายนี้ การที่ ประธานชมรมโฮปฯ นำทีมขนน้ำดื่ม มอบให้เจ้าหน้าที่หน้างานเหตุการณ์ถนนทรุด ถือเป็นเครื่องเตือนใจว่า น้ำใจเล็กๆ น้อยๆ สามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างมหาศาล หากคุณสนใจที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือสังคม ลองติดต่อชมรมโฮปฯ หรือองค์กรจิตอาสาใกล้ตัว เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้ที่ทำงานเพื่อพวกเราทุกคน

ที่มา – ประธานชมรมโฮปฯ นำทีมขนน้ำดื่ม มอบให้เจ้าหน้าที่หน้างานเหตุการณ์ถนนทรุด

สคบ.เชิญธปท.คุยบัญชีม้า ทำความเข้าใจรายละเอียดมาตรการ

สคบ.เชิญธปท.คุยบัญชีม้า ทำความเข้าใจรายละเอียดมาตรการ

ในยุคที่อาชญากรรมทางไซเบอร์กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ปัญหาบัญชีม้ากลายเป็นภัยคุกคามที่สำคัญต่อระบบการเงินและผู้บริโภคชาวไทย สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) จึงได้ริเริ่มการหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อทำความเข้าใจมาตรการป้องกันและปราบปรามอย่างละเอียด โดยเฉพาะในที่ประชุมเมื่อวันที่ 26 กันยายน ที่ผ่านมา การสนทนานี้มุ่งเน้นไปที่ พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือที่รู้จักกันในชื่อ พ.ร.ก.ภัยไซเบอร์ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อสู้กับการฟอกเงินและการหลอกลวงออนไลน์

สคบ.เชิญธปท.คุยบัญชีม้า ทำความเข้าใจรายละเอียดมาตรการ เพื่อให้สามารถช่วยเหลือผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น “อรมนต์ จันทพันธ์” ผู้อำนวยการสายกำกับระบบการชำระเงินและคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงินของธปท. ได้ให้ข้อมูลว่าการเข้าพบครั้งนี้เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับรายละเอียดของ พ.ร.ก.ภัยไซเบอร์ และมาตรการจัดการบัญชีม้า ที่ธปท.ได้ประสานงานกับสคบ.มาอย่างต่อเนื่อง

สคบ.เชิญธปท.คุยบัญชีม้า ทำความเข้าใจรายละเอียดมาตรการคืออะไร

บัญชีม้าคือบัญชีธนาคารที่ถูกใช้ในการรับเงินจากกิจกรรมผิดกฎหมาย เช่น การพนันออนไลน์ การหลอกลวง หรือการฟอกเงิน โดยผู้กระทำผิดมักหลอกให้บุคคลทั่วไปเปิดบัญชีให้แล้วนำไปใช้ประโยชน์ ส่งผลให้เจ้าของบัญชีที่ไม่รู้ตัวตกเป็นผู้ต้องหาได้ง่ายๆ มาตรการป้องกันบัญชีม้าจากธปท. รวมถึงการตรวจสอบธุรกรรมที่ผิดปกติ การระงับบัญชีที่ถูกสงสัย และการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ เพื่อติดตามและดำเนินคดี

ในการประชุม สคบ.ได้สอบถามรายละเอียดของ พ.ร.ก.ภัยไซเบอร์ ซึ่งกำหนดบทลงโทษที่รุนแรงต่อผู้ที่ใช้บัญชีม้า เช่น โทษจำคุกสูงสุด 10 ปี หรือปรับเงินจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงวิธีที่สคบ.สามารถช่วยเหลือผู้บริโภคที่มาร้องเรียน เช่น การให้คำปรึกษา การช่วยติดต่อธนาคารเพื่อคืนเงิน หรือการประสานงานกับตำรวจไซเบอร์

ประโยชน์ของการสคบ.เชิญธปท.คุยบัญชีม้า

การหารือครั้งนี้ไม่ใช่แค่การแลกเปลี่ยนข้อมูล แต่เป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐ เพื่อปกป้องผู้บริโภคจากภัยออนไลน์ ผู้บริโภคที่ได้รับความเดือดร้อนสามารถมาร้องเรียนที่สคบ.ได้ โดยสคบ.จะใช้ความรู้จากมาตรการของธปท.ในการช่วยเหลือให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

  • มาตรการหลัก: ธปท.จะตรวจสอบและรายงานธุรกรรมน่าสงสัยภายใน 24 ชั่วโมง
  • บทลงโทษ: ผู้ใช้บัญชีม้าอาจถูกยึดทรัพย์สินที่ได้มาจากผิดกฎหมาย
  • การช่วยเหลือ: สคบ.จะตั้งศูนย์รับแจ้งเบาะแสเพื่อป้องกันล่วงหน้า

จากข้อมูลที่ได้ สคบ.เชิญธปท.คุยบัญชีม้า ทำความเข้าใจรายละเอียดมาตรการ จะช่วยลดช่องโหว่ในระบบได้อีกมาก โดยเฉพาะในช่วงที่คดีบัญชีม้าเพิ่มขึ้น 30% ในปีนี้ ผู้บริโภคควรระมัดระวังในการให้ข้อมูลบัญชีกับบุคคลอื่น และตรวจสอบธุรกรรมของตนเองอย่างสม่ำเสมอ

นอกจากนี้ ธปท.ยังได้เน้นย้ำว่าการทำงานร่วมกับสคบ.ที่ผ่านมาได้ผลดี เช่น ในเคสที่ช่วยคืนเงินให้ผู้เสียหายหลายล้านบาท แต่ครั้งนี้ไม่ได้เจาะจงเคสใดๆ เพียงแต่สร้างความเข้าใจเพื่อการช่วยเหลือในอนาคต การประชุมนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการต่อตู้กับภัยไซเบอร์

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ของสคบ.และธปท. เพื่อป้องกันตนเองจากบัญชีม้า หากคุณเคยพบปัญหานี้ แนะนำให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทันที การตื่นตัวของทุกคนจะช่วยลดอาชญากรรมเหล่านี้ได้

ในมุมมองของผู้เขียน การสคบ.เชิญธปท.คุยบัญชีม้า ทำความเข้าใจรายละเอียดมาตรการ เป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังจริงจังกับปัญหานี้ หากเราทุกคนร่วมมือกัน ระบบการเงินไทยจะปลอดภัยยิ่งขึ้น

ที่มา – สคบ.เชิญธปท.คุยบัญชีม้า ทำความเข้าใจรายละเอียดมาตรการ