ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

‘ธรรมนัส’ เผย ยังไม่ได้คุย ‘เดชอิศม์’ ปมทาบทามเข้า ‘กล้าธรรม’

‘ธรรมนัส’ เผย ยังไม่ได้คุย ‘เดชอิศม์’ ปมทาบทามเข้า ‘กล้าธรรม’

ในวงการการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวอยู่เสมอ ข่าวลือเรื่องการทาบทามบุคคลสำคัญให้มาร่วมพรรคการเมืองใหม่ๆ มักกลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนให้ความสนใจ โดยล่าสุดมีกระแสข่าวเกี่ยวกับ ‘ธรรมนัส’ เผย ยังไม่ได้คุย ‘เดชอิศม์’ ปมทาบทามเข้า ‘กล้าธรรม’ ซึ่งเป็นเรื่องที่สะท้อนถึงการเตรียมพร้อมของพรรคกล้าธรรมในการขยายฐานเสียงสำหรับการเลือกตั้งในอนาคต

เมื่อวันที่ 26 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวที่ว่ามีการทาบทามนายเดชอิศม์ ขาวทอง อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ให้มาร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม โดย ร.อ.ธรรมนัส ยืนยันว่า ยังไม่มีการสนทนาใดๆ เกิดขึ้นในประเด็นนี้ "เราทำงานก่อน อย่าเพิ่งไปคุยถึงเรื่องอื่น" เขากล่าว พร้อมย้ำว่าตนเองยังไม่เคยไปคุยกับใครในเรื่องนี้

‘ธรรมนัส’ เผย ยังไม่ได้คุย ‘เดชอิศม์’ ปมทาบทามเข้า ‘กล้าธรรม’

การให้สัมภาษณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเวลา 09.35 น. ท่ามกลางความสนใจจากสื่อมวลชนที่จับตาการเมืองอย่างใกล้ชิด พรรคกล้าธรรมซึ่งก่อตั้งโดยกลุ่มนักการเมืองที่มีประสบการณ์ กำลังอยู่ในช่วงขยายอิทธิพล โดยมี ร.อ.ธรรมนัส เป็นกำลังสำคัญในการวางแผนยุทธศาสตร์ หากมีการทาบทามนายเดชอิศม์จริง คาดว่าน่าจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้พรรคในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดสงขลาที่นายเดชอิศม์มีฐานเสียงที่มั่นคง

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำถึงกระแสข่าวว่านายหิมาลัย ผิวพรรณ สมาชิกพรรคกล้าธรรม เป็นผู้ไปทาบทามและพูดคุยกับนายเดชอิศม์ ร.อ.ธรรมนัส ชี้แจงว่า นายหิมาลัยได้รับมอบหมายให้ดูแลการเมืองในหลายจังหวัด เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า และเป็นหน้าที่ที่ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรค และนายหิมาลัย รับผิดชอบร่วมกัน ดังนั้น การเคลื่อนไหวดังกล่าวจึงเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานปกติ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว

ความท้าทายในการรวมตัวกับรัฐบาล

นอกจากนี้ เมื่อถูกถามว่าหากนายเดชอิศม์ตัดสินใจมาร่วมพรรค จะสามารถทำงานร่วมกับรัฐบาลได้หรือไม่ โดยเฉพาะปัญหาเรื่องคดีกระโดงที่อาจถูกคัดค้าน ร.อ.ธรรมนัส ตอบว่า หลายประเด็นต้องปรึกษากับนายกรัฐมนตรีก่อน "เราต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน" เขากล่าว ซึ่งแสดงถึงความระมัดระวังในการตัดสินใจที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล

สำหรับพื้นที่จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของพรรคประชาธิปัตย์ ร.อ.ธรรมนัส ยังไม่มองไปไกลถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น โดยย้ำว่าทุกเรื่องต้องหารือกับนายกฯ ก่อน การเมืองไทยในยุคนี้เต็มไปด้วยความซับซ้อน โดยเฉพาะการดึงตัวนักการเมืองจากพรรคเก่าๆ มาสู่พรรคใหม่ ซึ่งอาจนำมาซึ่งทั้งโอกาสและความเสี่ยง

  • พรรคกล้าธรรม: กำลังเติบโตด้วยการรวมตัวของบุคคลากรที่มีวิสัยทัศน์ใหม่
  • นายเดชอิศม์: อดีตเลขาฯ พรรคประชาธิปัตย์ที่มีประสบการณ์ยาวนานในพรรคเก่าแก่
  • การทาบทาม: เป็นกลยุทธ์ทั่วไปในการขยายฐานเสียงก่อนเลือกตั้ง

จากมุมมองของนักวิเคราะห์ การเคลื่อนไหวเช่นนี้ช่วยให้พรรคกล้าธรรมมีโอกาสแข่งขันในเวทีการเมืองที่เข้มข้น โดยเฉพาะในภาคใต้ที่เป็นสมรภูมิสำคัญ หากการทาบทามสำเร็จ อาจเปลี่ยนแปลงสมดุลพลังของพรรคอื่นๆ ได้

อย่างไรก็ตาม ร.อ.ธรรมนัส เน้นย้ำถึงการทำงานอย่างมีวินัยและไม่เร่งรีบ ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของพรรคกล้าธรรมที่มุ่งเน้นความโปร่งใสและการพัฒนาประเทศ ในขณะที่กระแสข่าวยังคงเป็นเพียงข่าวลือ ผู้สนใจควรติดตามพัฒนาการต่อไป

สุดท้ายนี้ การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่การรวมพลังจากหลากหลายฝ่ายจะเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จ หากคุณเป็นนักการเมืองหรือผู้สนใจ ควรติดตามข่าวสารเพื่อไม่พลาดโอกาสในการมีส่วนร่วม

ที่มา – ‘ธรรมนัส’ เผย ยังไม่ได้คุย ‘เดชอิศม์’ ปมทาบทามเข้า ‘กล้าธรรม’

ชัชชาติลงพื้นที่สามเสน ซ่อมถนนยุบวชิรพยาบาล

ชัชชาติลงพื้นที่สามเสน ติดตามซ่อมถนนยุบหน้าวชิรพยาบาล เตรียมเทปูนเพิ่มอีก 1,000 คิว

ในวันที่ 26 กันยายน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ลงพื้นที่สามเสน เพื่อติดตามความคืบหน้าการซ่อมแซมถนนที่เกิดการยุบตัวหน้าของโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่ การลงพื้นที่ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของผู้ว่าฯ ในการแก้ไขปัญหาโครงสร้างพื้นฐานของเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว โดยชัชชาติลงพื้นที่สามเสนเพื่อประเมินสถานการณ์และวางแผนการดำเนินงานต่อไป

ชัชชาติลงพื้นที่สามเสน: ความคืบหน้าการเทคอนกรีต

จากรายงานล่าสุด เมื่อวันก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเทคอนกรีตไปแล้วกว่า 700 คิว หรือเทียบเท่าประมาณ 1,500 ตัน แต่พบว่าบางส่วนของคอนกรีตไหลลงไปในอุโมงค์ใต้ดิน ทำให้ต้องหยุดการเทชั่วคราว เพื่อรอให้คอนกรีตที่เทลงไปเซ็ตตัวสนิทก่อน ซึ่งคาดว่าจะเริ่มปฏิบัติการต่อในช่วงเช้าวันถัดไป เบื้องต้นมีการประเมินว่าจำเป็นต้องใช้คอนกรีตเพิ่มอีก 1,000 คิว หรือราว 2,400 ตัน เพื่อให้การซ่อมแซมสมบูรณ์แบบและป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำซาก

การชัชชาติลงพื้นที่สามเสนครั้งนี้ ยังรวมถึงการตรวจสอบด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การเกิดดินสไลด์เล็กน้อยราว 50 เซนติเมตรบริเวณอาคารสถานีตำรวจนครบาลสามเสน โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้นำอุปกรณ์ตรวจวัดการเคลื่อนไหวมาติดตั้งเพิ่มเติม เพื่อเฝ้าระวังความผิดปกติของโครงสร้างอาคาร ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่พบความผิดปกติใดๆ นอกจากนี้ ยังพบว่าสายไฟฟ้าบางส่วนดึงรั้งโครงสร้างอาคาร ทำให้เจ้าหน้าที่ตัดสินใจตัดสายไฟออกเพื่อความปลอดภัย

มาตรการป้องกันน้ำท่วมและการสำรวจเพิ่มเติม

สำหรับสภาพอากาศที่คาดว่าจะมีฝนตกหนักในบางพื้นที่ของกรุงเทพฯ โดยเฉพาะฝั่งตะวันออกอย่างมีนบุรีและหนองจอก แต่จุดเกิดเหตุที่ชัชชาติลงพื้นที่สามเสน อาจมีฝนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพื่อป้องกันน้ำไหลเข้าหลุม เจ้าหน้าที่ได้ตัดท่อระบายน้ำรอบจุดเกิดเหตุทั้งหมด และติดตั้งเครื่องสูบน้ำแทน พร้อมตั้งกระสอบทรายกั้นน้ำไม่ให้ไหลเข้าไป ซึ่งเป็นมาตรการที่ช่วยลดความเสี่ยงจากฝนที่อาจจะตก

  • ตัดท่อระบายน้ำรอบพื้นที่ เพื่อป้องกันน้ำท่วมหลุม
  • ติดตั้งเครื่องสูบน้ำหลายตัวรอบจุดเกิดเหตุ
  • ตั้งกระสอบทรายกั้นขอบหลุมอย่างแน่นหนา
  • ติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดเคลื่อนไหวอาคาร
  • ตัดสายไฟที่อาจก่อให้เกิดอันตราย

นอกจากนี้ ในวันนี้จะมีเจ้าหน้าที่ลงสำรวจด้านล่างของหลุม เพื่อตรวจสอบสภาพคอนกรีตที่เทลงไป รวมถึงดินที่อาจไหลลงอุโมงค์และสถานีใต้ดินว่ามีปริมาณมากน้อยแค่ไหน และประเมินความเสียหายอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้น สำหรับรถยนต์ของตำรวจที่ตกลงไปในหลุม ทั้งรถยกและรถส่วนตัว รวม 2 คัน ได้รับการยืนยันแล้วว่าอยู่ในสถานีใต้ดิน และจะดำเนินการกู้ขึ้นมาในโอกาสที่เหมาะสม

ทางด้านโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ได้เปิดให้บริการผู้ป่วยนอกที่อาคารทีปังกรรัศมีโชติตามปกติแล้ว หลังจากประเมินความปลอดภัยโดยผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม พบว่าโครงสร้างของโรงพยาบาลมีเสาเข็มลึกและกำแพงกันดินที่แข็งแรง จึงไม่มีปัญหา ต่างจากอาคารสถานีตำรวจนครบาลสามเสนที่ขาดกำแพงกันดิน ทำให้เสี่ยงมากกว่า

เหตุการณ์ชัชชาติลงพื้นที่สามเสนครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความรวดเร็วในการตอบสนองต่อปัญหาโครงสร้างพื้นฐานของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองที่มีการใช้งานหนักและเสี่ยงต่อปัญหาจากอุโมงค์และระบบใต้ดิน การซ่อมแซมถนนยุบหน้าวชิรพยาบาลไม่เพียงช่วยฟื้นฟูการจราจร แต่ยังเพิ่มความมั่นใจให้ประชาชนในความปลอดภัยของพื้นที่สาธารณะ

ในฐานะที่ติดตามข่าวสารการพัฒนาเมืองหลวง ผมเชื่อว่าการดำเนินงานแบบนี้จะช่วยลดอุบัติเหตุในอนาคตได้ หากคุณสนใจปัญหาโครงสร้างพื้นฐานในกรุงเทพฯ ลองติดตามบทความเพิ่มเติมจากเรา หรือแชร์ประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้เราร่วมกันหาทางแก้ไขปัญหาเหล่านี้

ที่มา – “ชัชชาติ”ลงพื้นที่สามเสน ติดตามซ่อมถนนยุบหน้าวชิรพยาบาล เตรียมเทปูนเพิ่มอีก 1,000 คิว

ฤกษ์มงคล ‘รุทธพล’ สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ยธ. ยิ้มแย้มทักทายข้าราชการ

ในวันที่ 26 กันยายน 2567 บรรยากาศที่กระทรวงยุติธรรมเต็มไปด้วยความคึกคัก เมื่อ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมอย่างเป็นทางการวันแรก ด้วยฤกษ์มงคล ‘รุทธพล’ สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ยธ. ยิ้มแย้มทักทายข้าราชการ ที่สร้างความประทับใจให้กับทุกคน การเดินทางมาถึงของท่านมาด้วยรถ Mercedes-Benz สีดำ ทะเบียน ฬย 9595 ท่านสวมสูทสีน้ำเงินเข้มผูกเนคไทสุดเรียบร้อย สร้างภาพลักษณ์ที่สง่างามและเป็นมิตร

ฤกษ์มงคล ‘รุทธพล’ สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ยธ. ยิ้มแย้มทักทายข้าราชการ

ฤกษ์มงคล ‘รุทธพล’ สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ยธ. ยิ้มแย้มทักทายข้าราชการ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าจับตามองสำหรับการทำงานของท่านในกระทรวงยุติธรรม ท่านเดินทางมาพร้อมกับนายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ทั้งคู่ยิ้มแย้มแจ่มใส ทักทายข้าราชการอย่างอบอุ่น ทำให้บรรยากาศในกระทรวงเต็มเปี่ยมด้วยความสุขและความหวัง ท่านใช้สายตามองดูรอบๆ อาคารด้วยความสุขุม สะท้อนถึงความพร้อมในการรับผิดชอบหน้าที่สำคัญ

การสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และบรรยากาศต้อนรับ

ก่อนเริ่มปฏิบัติหน้าที่ ท่านได้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงตามประเพณี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของฤกษ์มงคล ‘รุทธพล’ สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ยธ. ยิ้มแย้มทักทายข้าราชการ ข้าราชการและผู้บริหารมาร่วมต้อนรับอย่างคับคั่ง นำโดยนางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม และรองปลัดฯ หลายท่าน เช่น นางจิรภา สินธุนาวา, นายโกมล พรมเพ็ง, นายวัลลภ นาคบัว และนายไตรยฤทธิ์ เสมหิวงศ์ อธิบดีกรมต่างๆ ก็มาร่วมงาน เช่น พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล จากกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ จาก DSI และพล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส.

  • การทักทายที่เป็นกันเอง สร้างความใกล้ชิดกับทีมงาน
  • การสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อความเป็นสิริมงคล
  • ภาพลักษณ์ยิ้มแย้มที่จุดประกายความมั่นใจ

นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานภายใต้กระทรวงที่ท่านจะกำกับดูแล เช่น กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI), กรมคุมประพฤติ, กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ, กรมบังคับคดี, กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน, กรมราชทัณฑ์, สถาบันนิติวิทยาศาสตร์, สำนักงานกิจการยุติธรรม, และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) รวมถึงสถาบันมหาชนอย่างสถาบันอนุญาโตตุลาการและสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) การเข้ารับตำแหน่งครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากท่านถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 24 กันยายน ที่พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

หน้าจอทีวีในอาคารกระทรวงแสดงข้อความต้อนรับอย่างอบอุ่น ทำให้ทุกคนรู้สึกยินดี การทำงานของท่านในฐานะอดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล จะนำพานโยบายยุติธรรมที่เข้มแข็งและยุติธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะในด้านปราบปรามยาเสพติดและคุ้มครองสิทธิพลเมือง

จากมุมมองของเรา การเริ่มต้นด้วยฤกษ์มงคล ‘รุทธพล’ สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ยธ. ยิ้มแย้มทักทายข้าราชการ แสดงถึงความมุ่งมั่นและความเป็นผู้นำที่เข้าถึงประชาชน หากท่านสามารถนำประสบการณ์มาปรับใช้ได้ดี กระทรวงยุติธรรมน่าจะก้าวหน้าขึ้น ลองติดตามนโยบายใหม่ๆ ของท่านเพื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น หากคุณสนใจเรื่องการเมืองและยุติธรรม สมัครรับข่าวสารจากบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด

ที่มา – ฤกษ์มงคล ‘รุทธพล’ สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ยธ. ยิ้มแย้มทักทายข้าราชการ

2 รมต.สธ.ป้ายแดง ปวารณาตัว ‘พัฒนา’ชู 4 นโยบาย

ในวันที่ 26 กันยายน ที่กระทรวงสาธารณสุข มีเหตุการณ์สำคัญที่ทุกคนในวงการสาธารณสุขจับตามอง นั่นคือ 2 รมต.สธ.ป้ายแดง ปวารณาตัว ‘พัฒนา’ชู 4 นโยบาย โดยนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนายวรโชติ สุคนธ์ขจร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เข้าร่วมประชุมพบปะผู้บริหารและข้าราชการอย่างเป็นทางการในวันแรกของการปฏิบัติหน้าที่

2 รมต.สธ.ป้ายแดง ปวารณาตัว ‘พัฒนา’ชู 4 นโยบาย

นายพัฒนา ได้กล่าวปราศรัยอย่างอบอุ่น โดยยืนยันว่าจะปวารณาตัวเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของ ‘บ้านหลังใหญ่’ อย่างกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นองค์กรที่เต็มไปด้วยผู้มีความรู้ความสามารถ แม้จะเป็นการรับตำแหน่งทางการเมืองครั้งแรก แต่เขารู้สึกเป็นเกียรติยิ่งนักที่ได้เริ่มต้นก้าวแรกที่นี่ นายพัฒนาสัญญาว่าจะร่วมต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บ ร่วมหัวจมท้ายกับทุกคนในกระทรวง และมุ่งพัฒนาระบบสาธารณสุขให้ทะลายข้อจำกัดต่างๆ ที่ขัดขวางการทำงาน

สำหรับทิศทางนโยบายหลักของกระทรวงสาธารณสุขภายใต้การนำของนายพัฒนา มี 4 นโยบายหลักที่ชัดเจนและตอบโจทย์ปัญหาสุขภาพของประชาชนไทย ดังนี้

นโยบายที่ 1: สร้างความรู้ให้ประชาชนดูแลสุขภาพตัวเอง

นโยบายแรกมุ่งเน้นการให้ความรู้เกี่ยวกับโรคต่างๆ แก่ประชาชน เพื่อให้ทุกคนสามารถดูแลตัวเองได้ดีขึ้น เมื่อประชาชนมีความรู้มากขึ้น การไปพบแพทย์จะลดลง ส่งผลให้ภาระงานของบุคลากรสาธารณสุขเบาลง และระบบโดยรวมมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

นโยบายที่ 2: นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาพัฒนาระบบสุขภาพ

นโยบายที่สองคือการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น การพัฒนาระบบสุขภาพที่รวดเร็ว แม่นยำ และเชื่อมโยงกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นระบบบริหารงานสุขภาพอัจฉริยะที่ลดความซ้ำซ้อน เพิ่มความแม่นยำตั้งแต่ระดับนโยบาย งบประมาณ ไปจนถึงการจัดซื้อจัดจ้าง นอกจากนี้ ยังรวมถึงระบบดูแลสุขภาพเชิงรุกที่เข้าถึงได้แบบครบวงจร โดยใช้ AI และ IoT ช่วยแบ่งเบาภาระบุคลากร สร้างระบบสาธารณสุขที่ ‘หมอไม่ล้า ประชาชนไม่รอ เชื่อมต่อทุกบริการผ่านเทคโนโลยี’

ภาพนายพัฒนา

นโยบายที่ 3: ยกระดับระบบสาธารณสุขเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

นโยบายที่สามมุ่งทำให้ระบบสาธารณสุขไทยกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เช่น การพัฒนาเป็น Medical & Wellness Hub การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การแพทย์แม่นยำ และผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ระดับสูง ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

นโยบายที่ 4: ดูแลบุคลากรและอาสาสมัครสาธารณสุข

นโยบายสุดท้ายคือการดูแลบุคลากรสาธารณสุขและอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) โดยเพิ่มกำลังคนและทีมสนับสนุน เช่น ผู้ช่วยแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่หน้างาน ปรับระบบค่าตอบแทนให้เป็นธรรมตามภาระงานจริง โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล รวมถึงปรับโครงสร้างการทำงาน กฎหมาย และข้อปฏิบัติให้ทันสมัย ใช้เทคโนโลยีลดภาระงาน เพื่อให้บุคลากรมีเวลาดูแลผู้รับบริการมากขึ้น

นายพัฒนา เน้นย้ำว่า “บุคลากรต้องมีความเป็นอยู่ที่ดี มีกำลังใจ และค่าตอบแทนที่เหมาะสม เพื่อส่งมอบบริการที่ดีสู่ชุมชน เราจะผลิตบุคลากรเพิ่มเติมเพื่อบริหารจัดการโรคภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

ภาพนายวรโชติ

ด้านนายวรโชติ รัฐมนตรีช่วยฯ ได้กล่าวถึงภูมิหลังของตัวเองที่มาจากท้องถิ่นและรับรู้ปัญหาสาธารณสุขจากแพทย์และประชาชนโดยตรง เขาพร้อมถ่ายทอดปัญหาเหล่านั้นเพื่อแก้ไขร่วมกับผู้บริหาร และยืนยันว่าจะทำงานไม่มีวันหยุดตามที่นายกรัฐมนตรีสั่งการ

สำหรับทิศทางการทำงานของนายวรโชติ มี 3 ประเด็นหลักที่เน้นย้ำ

  • พัฒนาอสม.ให้เป็นผู้ช่วยแพทย์: ยกระดับอสม.ให้ดูแลผู้สูงอายุและประชาชนได้มากขึ้น แก้ปัญหาได้รวดเร็ว มีกฎหมายคุ้มครองและสวัสดิการที่เหมาะสม
  • ปราบปรามสิ่งเถื่อนในระบบสาธารณสุข: กวาดล้างหมอเถื่อน คลินิกเสริมความงามเถื่อน และยาเถื่อนอย่างเด็ดขาด เพื่อความปลอดภัยของประชาชน
  • จัดการแรงงานต่างชาติ: บังคับให้ซื้อประกันสุขภาพและเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อติดตามตรวจสอบ ลดภาระงบประมาณที่สูญเสียไปกว่า 5.3 พันล้านบาทต่อปี

นโยบายเหล่านี้จาก 2 รมต.สธ.ป้ายแดง ปวารณาตัว ‘พัฒนา’ชู 4 นโยบาย แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการยกระดับระบบสาธารณสุขไทยให้ทันสมัยและยั่งยืน ซึ่งจะช่วยลดช่องว่างระหว่างการรักษาพยาบาลและการป้องกันโรค หากนำไปปฏิบัติจริง จะเป็นประโยชน์มหาศาลต่อประชาชนทุกคน

ในมุมมองของผู้เขียน นโยบายที่เน้นเทคโนโลยีและการดูแลบุคลากรน่าจะเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาคอขวดของระบบสาธารณสุขที่ผ่านมา คุณล่ะคิดอย่างไรกับนโยบายเหล่านี้? เชิญแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกันครับ

ที่มา – 2 รมต.สธ.ป้ายแดง ปวารณาตัว เป็นส่วนหนึ่งของบ้านหลังใหญ่ ‘พัฒนา’ชู 4 นโยบาย

ไจแอ้นท์ ทูบา ยอมรับผิดโพสต์ภาพคลองโอ่งอ่าง

ไจแอ้นท์ ทูบา ยอมรับผิดโพสต์ภาพหญิงสาวคลองโอ่งอ่าง

ในโลกโซเชียลมีเดียที่เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารรวดเร็ว ‘ไจแอ้นท์ ทูบา’ ยอมรับผิดโพสต์ภาพหญิงสาวคลองโอ่งอ่าง พร้อมเข้าสู่กระบวนการกฎหมาย ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง กรณีนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมบนแพลตฟอร์มออนไลน์ แต่ยังเป็นบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสังคมและกฎหมาย โดยเฉพาะในยุคที่ภาพและข้อความสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว

‘ไจแอ้นท์ ทูบา’ ยอมรับผิดโพสต์ภาพหญิงสาวคลองโอ่งอ่าง พร้อมเข้าสู่กระบวนการกฎหมาย

เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568 ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ ‘ไจแอ้นท์ ทูบา’ ได้ออกมาโพสต์ข้อความชี้แจงอย่างละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยยอมรับว่าการกระทำของตนเกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และสัญญาว่าจะนำเหตุการณ์นี้มาเป็นบทเรียนในการปรับปรุงพฤติกรรม เรื่องราวเริ่มต้นจากวันที่ 11 กรกฎาคม 2558 ซึ่งเจ้าของโพสต์ในฐานะเจ้าหน้าที่ ได้ปฏิบัติหน้าที่อำนวยความสะดวกบริเวณคลองโอ่งอ่าง และถ่ายภาพเพื่อรายงานผู้บังคับบัญชา

หลังจากนั้นในช่วงเย็น เขาได้นำภาพเหล่านั้นไปโพสต์ลงเฟซบุ๊กส่วนตัว พร้อมตั้งสถานะว่า “หน้าที่การงานมาก่อน” และมีการแสดงความคิดเห็นที่ค่อนข้างไม่สุภาพ เช่น “ชอบก็บอกน้องเขาไป” หรือ “น้องอาจจะหนักอกหนักใจ” ซึ่งส่งผลให้ผู้หญิงที่ปรากฏในภาพได้รับความเสียหายทางจิตใจและชื่อเสียง ข้อความเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นการล้อเลียนและไม่ให้เกียรติต่อผู้หญิงในสังคม

เหตุการณ์หลังโพสต์และการขอโทษ

ต่อมาในวันที่ 13 กรกฎาคม 2558 ผู้บังคับบัญชาได้สั่งให้ลบโพสต์ทันที เนื่องจากมีผู้เสียหายประสงค์จะแจ้งความ เจ้าของโพสต์ยอมรับว่าตนเองไม่คาดคิดถึงผลกระทบที่รุนแรง จึงยังคงโพสต์ภาพส่วนตัวและคลิปวิดีโออื่นๆ ตามปกติ จนกระทั่งได้รับหมายเรียกจากสถานีตำรวจ หลังจากนั้น เขาได้สำนึกผิด ลบโพสต์ทั้งหมด และเริ่มกระบวนการเจรจากับผู้เสียหาย

ในข้อความชี้แจง ‘ไจแอ้นท์ ทูบา’ ระบุว่านายสุทธิพงษ์ จั่นเพชร ซึ่งเป็นชื่อจริงของเขา ได้พบปะและเจรจากับผู้ร้อง โดยตกลงเรื่องการเยียวยาและกล่าวคำขอโทษจนเป็นที่พอใจ อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่คอมเมนต์ข้อความไม่เหมาะสมสองรายนั้น ไม่ได้เข้ามาเจรจา และมีปัญหาในการส่งคลิปขอโทษ ซึ่งทำให้ผู้เสียหายไม่พอใจ นอกจากนี้ เขายังขออภัยต่อครอบครัวผู้เสียหาย สังคม และหน่วยงานที่ได้รับผลกระทบ

  • ยอมรับผิดทั้งหมด โดยไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบ
  • ลบโพสต์และเนื้อหาที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
  • ยินดีรับผลจากกระบวนการกฎหมายและวินัย

กรณี ‘ไจแอ้นท์ ทูบา’ ยอมรับผิดโพสต์ภาพหญิงสาวคลองโอ่งอ่าง พร้อมเข้าสู่กระบวนการกฎหมาย นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการใช้โซเชียลมีเดียอย่างมีสติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับสังคม ในปัจจุบัน กฎหมายเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลบนออนไลน์ เช่น พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ มีบทลงโทษที่รุนแรง หากเกิดการแพร่ภาพหรือข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหาย

จากเหตุการณ์นี้ เราสามารถเรียนรู้ได้หลายบทเรียน เช่น การคิดก่อนโพสต์ การเคารพสิทธิผู้อื่น และการรับผิดชอบต่อคำพูดและภาพถ่ายของตนเอง สังคมออนไลน์ควรส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งความรับผิดชอบ เพื่อป้องกันดราม่าและความขัดแย้งที่ไม่จำเป็น หากคุณเป็นเจ้าหน้าที่หรือผู้ใช้โซเชียล ลองตรวจสอบตัวเองก่อนแชร์เนื้อหาเสมอ

สุดท้ายแล้ว ผมเชื่อว่าการขอโทษที่จริงใจและการปรับปรุงพฤติกรรมจะช่วยเยียวยาความเสียหายได้ หากคุณมีประสบการณ์คล้ายกัน แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อแลกเปลี่ยนบทเรียนกันนะครับ

ที่มา – ‘ไจแอ้นท์ ทูบา’ ยอมรับผิดโพสต์ภาพหญิงสาวคลองโอ่งอ่าง พร้อมเข้าสู่กระบวนการกฎหมาย

อบจ.อยุธยา หนุนทสม.จัดงานวันอนุรักษ์และพัฒนาแม่น้ำคูคลอง

ในวันที่ชุมชนอยุธยาให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การจัดงานวันอนุรักษ์และพัฒนาแม่น้ำคูคลองจึงเป็นกิจกรรมที่โดดเด่นและน่าประทับใจ อบจ.อยุธยา หนุนทสม.จัดงานวันอนุรักษ์และพัฒนาแม่น้ำคูคลอง อย่างเต็มที่ โดยมีนายอธิวัฒน์ สุคนธประดิษฐ์ นายกสมาคมชาวกรุงศรีอยุธยา และอดีตรองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ เป็นประธานเปิดงานที่วัดบ้านพาด ต.สนามไชย อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา กิจกรรมนี้จัดขึ้นเนื่องในวันอนุรักษ์และพัฒนาแม่น้ำคูคลองแห่งชาติประจำปี 2568 เพื่อส่งเสริมการดูแลรักษาแหล่งน้ำสำคัญของชุมชน

อบจ.อยุธยา หนุนทสม.จัดงานวันอนุรักษ์และพัฒนาแม่น้ำคูคลอง อย่างไร

งานนี้ได้รับการสนับสนุนจากนางสมทรง พันธุ์เจริญวรกุล นายก อบจ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งมอบงบประมาณเพื่อให้ ทสม. (ผู้ดูแลระบบข้อมูลท้องถิ่น) สามารถจัดกิจกรรมได้อย่างยิ่งใหญ่ ผู้เข้าร่วมงานรวมถึงนายไชยา เจริญยิ่ง นายอำเภอบางไทร นายสมศักดิ์ สันธินาค นายกสมาคมเครือข่าย ทสม.พระนครศรีอยุธยา นายเกียรติคุณ ไกรเดชา นางสาวอรประภา รามศักดิ์ สมาชิกสภาอบจ.พระนครศรีอยุธยา เขตบางไทร คุณฉัตรมณี ส้มฉุน พัฒนาการอำเภอบางไทร คุณอุษา รอยชะเล เกษตรอำเภอบางไทร นายคงกฤช รามศักดิ์ และคณะทำงาน รวมถึงนายสุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยกระทรวงอุดมศึกษา พร้อม ทสม.จาก 16 อำเภอที่มาร่วมกัน

ภายในงาน มีกิจกรรมหลากหลายที่เน้นการอนุรักษ์ เช่น การทำบุญรับขวัญแม่โพสพ สืบสานปณิธานวิถีชีวิตชาวนาลุ่มน้ำ ทอดผ้าป่าทางน้ำ และการเสวนาเรื่อง “ปั้นน้ำเป็นตัว” เพื่อเสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์แม่น้ำลำคลอง นอกจากนี้ ยังมีการฟื้นฟูแม่น้ำ การปล่อยปลาเพื่อเพิ่มความสมดุลระบบนิเวศ และการออกร้านค้าชุมชนจาก 16 อำเภอ ซึ่งช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นไปพร้อมกัน

ประโยชน์จากการอนุรักษ์แม่น้ำคูคลองในอยุธยา

นายสมศักดิ์ สันธินาค เปิดเผยว่า อบจ.อยุธยา หนุนทสม.จัดงานวันอนุรักษ์และพัฒนาแม่น้ำคูคลอง เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดที่มุ่งแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น การจัดการขยะชุมชน การอนุรักษ์แม่น้ำคูคลอง และโครงการหน้าบ้านหน้ามอง ซึ่งช่วยสร้างการรับรู้ในการพิทักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง สุดท้ายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในชุมชน

IMG_20250925_114634_045.jpg
IMG_20250925_114403_044.jpg

การอนุรักษ์แม่น้ำคูคลองไม่เพียงช่วยรักษาสมดุลธรรมชาติ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมอยุธยาที่รุ่มรวยด้วยประวัติศาสตร์ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ชาวบ้านและหน่วยงานท้องถิ่นต่างตระหนักดีว่าการดูแลแหล่งน้ำคือกุญแจสู่ความยั่งยืน หากคุณสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม ลองเข้าร่วมกิจกรรมแบบนี้เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลง

  • กิจกรรมหลัก: ทำบุญรับขวัญแม่โพสพ สืบสานวิถีชาวนา
  • เสวนา: ปั้นน้ำเป็นตัว เพื่อความรู้การอนุรักษ์
  • ฟื้นฟู: ปล่อยปลาและจัดการขยะ
  • เศรษฐกิจ: ร้านค้าชุมชน 16 อำเภอ

ในมุมมองของผู้เขียน การริเริ่มเช่นนี้จาก อบจ.อยุธยา หนุนทสม.จัดงานวันอนุรักษ์และพัฒนาแม่น้ำคูคลอง จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ชุมชนอื่นๆ ทั่วประเทศ หากเราร่วมมือกัน สิ่งแวดล้อมไทยจะยั่งยืนยิ่งขึ้น ลองชวนเพื่อนๆ มาอนุรักษ์น้ำกันเถอะ!

ที่มา – อบจ.อยุธยา หนุนทสม.จัดงานวันอนุรักษ์และพัฒนาแม่น้ำคูคลอง

รัฐมนตรีกีฬา ชี้ก้าวข้ามอัตตา จัดซีเกมส์สมศักดิ์ศรี

ในวันที่ 26 กันยายน 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เข้าปฏิบัติหน้าที่ที่กระทรวงเป็นวันแรก โดยเริ่มต้นด้วยการสักการะศาลพระภูมิเจ้าที่ เพื่อความเป็นสิริมงคลในการทำงานครั้งใหม่นี้ การเข้ามารับตำแหน่งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันวงการกีฬาและการท่องเที่ยวของไทยให้ก้าวหน้าขึ้น

‘รัฐมนตรีกีฬา’ ชี้ถ้าทุกฝ่าย ‘ก้าวข้ามอัตตา’ ไทยจะจัด ‘ซีเกมส์’ อย่างสมศักดิ์ศรี

รัฐมนตรีกีฬาได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์สำคัญที่อยากเห็นประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่ทุกคนอยากมาเยือน โดยเฉพาะด้านความปลอดภัยและการต้อนรับที่อบอุ่น แต่ภารกิจเร่งด่วนที่สุดในขณะนี้คือการเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนธันวาคมนี้ และเหลือเวลาอีกเพียง 74 วันเท่านั้น ท่านรัฐมนตรีและ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ได้รับทราบปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น และกำลังเร่งแก้ไขอย่างเต็มที่ แม้เวลาจะจำกัด แต่ท่านเชื่อมั่นว่าหากทุกภาคส่วนให้ความร่วมมือ ใส่ใจในรายละเอียด และก้าวข้ามอัตตาส่วนตัว เพื่อประโยชน์ของชาติ ไทยจะสามารถจัดงานได้อย่างมีมาตรฐานสากลและสมศักดิ์ศรีในฐานะเจ้าภาพ

การกลับมาเป็นเจ้าภาพซีเกมส์ครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 20 ปีนับจากครั้งล่าสุดในปี 2550 ที่ จังหวัดนครราชสีมา หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘โคราช’ ในสมัยนั้น ไทยประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยนักกีฬาไทยคว้าเหรียญรางวัลรวมกว่า 343 เหรียญ และสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ ครั้งนี้จึงเป็นโอกาสทองในการยกระดับกีฬาไทยให้กลับมาสู่จุดสูงสุดอีกครั้ง

ความท้าทายในการเตรียมงานซีเกมส์ครั้งที่ 33

แม้ไทยจะมีประสบการณ์ในการเป็นเจ้าภาพมาก่อน แต่การจัดการแข่งขันระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ครั้งนี้มาพร้อมความท้าทายหลายประการ โดยเฉพาะเรื่องเวลาและงบประมาณที่จำกัด ปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น การก่อสร้างสถานที่แข่งขัน การจัดการโลจิสติกส์สำหรับนักกีฬาจาก 11 ประเทศ และมาตรการด้านสุขภาพหลังสถานการณ์โควิด-19 รัฐมนตรีกีฬาเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการประสานงานระหว่างหน่วยงานรัฐ เอกชน และสมาคมกีฬาต่างๆ เพื่อให้ทุกอย่างราบรื่น

  • การประสานงานระหว่างหน่วยงาน: ต้องรวมพลังจากกระทรวงมหาดไทย การกีฬาแห่งประเทศไทย และท้องถิ่น เพื่อเร่งรัดโครงการก่อสร้าง
  • มาตรฐานสากล: ต้องยกระดับสนามกีฬาให้ได้มาตรฐาน FIFA, FIBA และสหพันธ์กีฬาอื่นๆ
  • การต้อนรับนักกีฬา: มุ่งเน้นความปลอดภัย สุขอนามัย และวัฒนธรรมไทยเพื่อสร้างความประทับใจ

นอกจากนี้ ท่านรัฐมนตรียังพูดถึงโอกาสทางเศรษฐกิจที่งานนี้จะนำมา โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวและผู้ติดตามการแข่งขันเข้ามาในไทยกว่า 10,000 คน สร้างรายได้ให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โรงแรม และร้านอาหาร สอดคล้องกับนโยบาย ‘ท่องเที่ยวเชิงกีฬา’ ที่กระทรวงกำลังผลักดัน

ภาพรัฐมนตรี
ภาพกิจกรรม

จากมุมมองของผู้เขียน การก้าวข้ามอัตตาที่รัฐมนตรีกีฬา ชี้ถ้าทุกฝ่าย ‘ก้าวข้ามอัตตา’ ไทยจะจัด ‘ซีเกมส์’ อย่างสมศักดิ์ศรี นั้นเป็นกุญแจสำคัญ ไม่เพียงสำหรับซีเกมส์ แต่สำหรับการพัฒนากีฬาไทยในระยะยาว หากเราทำได้ ไทยจะกลับมาเป็นผู้นำด้านกีฬาในอาเซียนอีกครั้ง ลองนึกภาพนักกีฬาไทยคว้าเหรียญทองหลายรายการ ท่ามกลางเสียงเชียร์จากกองเชียร์ทั่วประเทศ มันจะเป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชนหันมาสนใจกีฬามากขึ้น

สุดท้ายนี้ เชิญชวนทุกท่านติดตามข่าวสารและร่วมสนับสนุนทีมนักกีฬาไทยในซีเกมส์ครั้งนี้ เพื่อให้เราสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยกัน หากคุณมีมุมมองเกี่ยวกับการจัดงานครั้งนี้ แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – ‘รัฐมนตรีกีฬา’ ชี้ถ้าทุกฝ่าย ‘ก้าวข้ามอัตตา’ ไทยจะจัด ‘ซีเกมส์’ อย่างสมศักดิ์ศรี

‘ธรรมนัส’ สวมสูทเขียว ถือฤกษ์ดีสักการะทำเนียบ

ในวันที่ 26 กันยายน 2567 บรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาลคึกคักไปด้วยการต้อนรับสมาชิกรัฐบาลคนใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ปรากฏตัวในชุดสูทสีเขียวเข้ม ซึ่งเป็นสีสัญลักษณ์ของกระทรวงและพรรคกล้าธรรม ทำให้หลายคนจับตามองถึงความพร้อมและความตั้งใจในการเริ่มต้นหน้าที่ใหม่

‘ธรรมนัส’ สวมสูทเขียว ถือฤกษ์ดีเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทำเนียบรัฐบาล สวดบทเปิด 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดิน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 09.29 น. ซึ่งถือเป็นฤกษ์ดีที่คู่ควรกับการเริ่มต้นงานสำคัญ ร.อ.ธรรมนัส เดินทางมาพร้อมภริยา น.ส.ธนพร ศรีวิราช และนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยทันทีที่มาถึง ก็เริ่มพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาในวงการการเมืองไทย เพื่อความเป็นสิริมงคลและความสำเร็จในการทำงาน

รายละเอียดพิธีสักการะ

พิธีเริ่มต้นด้วยการจุดธูป 16 ดอก โดยหันหน้าไปยังตึกไทยคู่ฟ้า ซึ่งมีศาลท้าวมหาพรหมประดิษฐานอยู่ด้านบน จากนั้น ร.อ.ธรรมนัส ได้สวดบท "เปิด 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดิน" ซึ่งเป็นบทสวดสำคัญที่ใช้บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวงในบริเวณทำเนียบ ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูป ศาลพระภูมิเจ้าที่ หรือศาลตายาย การสวดมนต์นี้ใช้เวลานานหลายนาที แสดงถึงความตั้งใจและศรัทธาอย่างจริงจัง หลังจากนั้น จึงเดินทางไปสักการะศาลพระภูมิเจ้าที่และศาลตายาย เพื่อครบถ้วนตามประเพณี

ร.อ.ธรรมนัส เปิดเผยหลังพิธีว่า การบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์นี้เป็นความลับส่วนตัวและเป็นประเพณีปฏิบัติสำหรับผู้ที่เข้ามาทำงานที่ทำเนียบรัฐบาล ทุกคนควรคารวะเพื่อความเป็นมงคล การกระทำเช่นนี้ไม่เพียงช่วยเสริมดวงชะตา แต่ยังเป็นการแสดงถึงความเคารพต่อคุณค่าทางวัฒนธรรมไทยที่ผสานเข้ากับการเมืองสมัยใหม่

ความรู้สึกและแผนงานในตำแหน่งใหม่

เมื่อถูกถามถึงความรู้สึกที่ได้กลับมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีอีกครั้ง ร.อ.ธรรมนัส กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า รู้สึกดีใจและมีความตั้งใจเต็มที่ที่จะสานต่องานที่เคยทำมาตั้งแต่ปี 2562 จนถึงปัจจุบัน การกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่แค่การนั่งเก้าอี้เดิม แต่เป็นโอกาสในการแก้ไขปัญหาที่ค้างคา โดยเฉพาะในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ต้องรับมือกับความท้าทายจากสภาพอากาศและเศรษฐกิจเกษตร

ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี ความรับผิดชอบยิ่งเพิ่มทวีคูณ โดยเฉพาะการดูแลปัญหาการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ 2568 ซึ่งเป็นงานใหญ่ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ ร.อ.ธรรมนัส ย้ำว่า จะทุ่มเทแก้ไขปัญหาต่างๆ เพื่อให้การจัดการเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

ปัญหาและมาตรการแก้ไขซีเกมส์

ปัญหาหลักที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือการจัดสรรงบประมาณที่ไม่ชัดเจน โดยสมาคมกีฬาต่างๆ ประสบความเดือดร้อนจากเงินกองทุนกีฬาที่ถูกใช้ไปในทางที่ไม่เกิดประโยชน์ ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า เหลือเวลาเพียง 70 วันก่อนเริ่มงาน ในช่วงบ่ายของวันนั้น จะประชุมร่วมกับคณะกรรมการกีฬาแห่งประเทศไทยและกองทุนกีฬา เพื่อหาทางออกที่ชัดเจน

  • ปัญหางบประมาณ: การจัดสรรไม่โปร่งใส ส่งผลกระทบต่อการเตรียมทีมชาติ
  • ปัญหาการจัดการ: สว. และหน่วยงานอื่นจับตาใกล้ชิด เพื่อป้องกันความผิดพลาด
  • มาตรการเด็ดขาด: จะฟันทุกรูปแบบไม่ไว้หน้า เพื่อให้วงการกีฬาไทยสะอาดและแข็งแกร่ง

เมื่อถูกถามถึง "ตัวขวาง" ที่อาจขัดขวาง ร.อ.ธรรมนัส ตอบอย่างหนักแน่นว่า "ตัวขวาง ผมชอบอยู่แล้ว จะฟันให้ขาด ไม่ต้องห่วง" โดยยึดตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีที่ให้ทำให้เด็ดขาด สะสมมานานก็ต้องชำระให้สะอาด โดยเฉพาะก่อนที่การกีฬาแห่งประเทศไทยจะถูกลงโทษจากนานาชาติ เช่น กรณีสมาคมเปตองที่ต้องแก้ไขต่อไป

นอกจากนี้ ร.อ.ธรรมนัส ยังกล่าวถึงวันมงคลนี้ที่ตามนายกรัฐมนตรีเข้าทำเนียบ ซึ่งเป็นสัญญาณบวกสำหรับการทำงานร่วมกันในรัฐบาลชุดใหม่ การสวมสูทเขียวไม่เพียงสะท้อนเอกลักษณ์ส่วนตัว แต่ยังเป็นการประกาศเจตนารมณ์ในการปกป้องและพัฒนาสิ่งแวดล้อมผ่านนโยบายเกษตรยั่งยืน

จากเหตุการณ์ ‘ธรรมนัส’ สวมสูทเขียว ถือฤกษ์ดีเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทำเนียบรัฐบาล สวดบทเปิด 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดิน นี้ แสดงให้เห็นถึงการผสมผสานระหว่างประเพณีโบราณกับความท้าทายสมัยใหม่ในแวดวงการเมืองไทย ความมุ่งมั่นของเขาจะช่วยยกระดับการจัดการซีเกมส์และนโยบายเกษตรได้อย่างไรนั้น ต้องติดตามผลงานต่อไป

ในมุมมองของผู้เขียน การเริ่มต้นด้วยพิธีกรรมเช่นนี้เป็น insight ที่น่าสนใจ แสดงถึงความเชื่อมั่นในพลังแห่งความศรัทธาที่จะนำพาความสำเร็จมาสู่รัฐบาล หากผู้นำทุกคนมีทัศนคติเช่นนี้ การเมืองไทยอาจก้าวหน้าขึ้นอีกขั้น

ที่มา – ‘ธรรมนัส​’ สวมสูทเขียว​ ถือฤกษ์​ดีเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์​ทำเนียบรัฐบาล​ สวดบทเปิด​ 16 ชั้นฟ้า​ 15 ชั้นดิน​

‘ภราดร’ ปลื้ม ‘นายกฯ’ มอบ ‘ราหูล้อมครุฑ’ เป็นสิริมงคลวันคล้ายวันเกิด

ในวันที่ 26 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและสิริมงคล เมื่อ ‘ภราดร’ ปลื้ม ‘นายกฯ’ มอบ ‘ราหูล้อมครุฑ’ เป็นสิริมงคลวันคล้ายวันเกิด ของเขาเอง นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบฯ พร้อมกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นภาพที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคลสำคัญในแวดวงการเมืองไทย

‘ภราดร’ ปลื้ม ‘นายกฯ’ มอบ ‘ราหูล้อมครุฑ’ เป็นสิริมงคลวันคล้ายวันเกิด

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 09.19 น. โดยนายภราดรได้นำของศักดิ์สิทธิ์ติดตัวมาด้วย นั่นคือ ‘ราหูล้อมครุฑ’ ที่จัดสร้างโดยสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (สมเด็จธงชัย) ซึ่งนายอนุทินได้มอบให้เป็นของขวัญเนื่องในวันคล้ายวันเกิดของเขา ของขวัญชิ้นนี้ไม่ใช่แค่เครื่องรางธรรมดา แต่เป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นสิริมงคล ความมั่นคง และการปกป้องจากอุปสรรคต่างๆ ตามความเชื่อในพุทธศาสนาไทย ราหูล้อมครุฑถือเป็นวัตถุมงคลที่ได้รับความเคารพจากผู้มีศรัทธา เพราะเชื่อว่าจะช่วยเสริมดวงชะตาให้ราบรื่น โดยเฉพาะในด้านการงานและชีวิตส่วนตัว

นายภราดรเปิดใจว่าตนรู้สึกปลื้มปิติและขอบคุณนายกรัฐมนตรีเป็นอย่างยิ่ง ที่ให้เกียรติมอบของขวัญอันล้ำค่าชิ้นนี้ มันไม่ใช่แค่แสดงความปรารถนาดีในวันเกิด แต่ยังสะท้อนถึงมิตรภาพและความไว้วางใจในทีมงานรัฐบาลชุดปัจจุบัน ซึ่งช่วยเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้กับรัฐมนตรีท่านนี้ในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

ความหมายลึกซึ้งเบื้องหลัง ‘ราหูล้อมครุฑ’

ราหูล้อมครุฑเป็นพระเครื่องที่สื่อถึงการเอาชนะอุปสรรค โดยราหูซึ่งเป็นเทพแห่งการเปลี่ยนแปลง ล้อมรอบครุฑซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพลังอำนาจและการปกป้อง การที่สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนีเป็นผู้จัดสร้างยิ่งเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ให้กับวัตถุชิ้นนี้ ผู้ที่ได้รับมักเชื่อว่าจะได้รับพรให้ชีวิตสงบสุข ปราศจากเคราะห์กรรม ในบริบทของการเมืองไทย ของขวัญชิ้นนี้จึงเหมือนเป็นการอวยพรให้การทำงานของนายภราดรราบรื่น โดยเฉพาะในตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่ต้องรับผิดชอบหลายโครงการสำคัญ

นอกจากนี้ ยังมีเหตุการณ์น่าประทับใจอีกอย่างเมื่อนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล บิดาของนายภราดร เดินทางมาพร้อมครอบครัว โดยนำพระพุทธสิริไตรรัฐปรางประทานพร มาไว้ในห้องทำงานของลูกชายบนตึกบัญชาการ 1 พระพุทธรูปองค์นี้เคยได้รับพระราชทานจากนายอนุทินก่อนที่เขาจะขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นเครื่องยืนยันถึงความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างสองตระกูลปริศนานันทกุลและชาญวีรกูล การนำพระพุทธรูปมาประดับห้องทำงานไม่เพียงแต่เป็นการเสริมสิริมงคล แต่ยังเป็นการแสดงถึงค่านิยมของครอบครัวที่ให้ความสำคัญกับศาสนาและความเชื่อ

จากภาพถ่ายที่บันทึกไว้ เห็นได้ชัดถึงรอยยิ้มและความสุขของทุกฝ่ายในงานนี้ มันเป็นตัวอย่างที่ดีของการผสมผสานระหว่างการเมืองและวัฒนธรรมไทย ที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์เข้ามามีบทบาทในการสร้างความสามัคคี ในยุคที่การเมืองไทยเผชิญความท้าทายมากมาย เหตุการณ์แบบนี้ช่วยเตือนใจว่าความสัมพันธ์ส่วนตัวที่แน่นแฟ้นสามารถนำไปสู่การทำงานที่ประสบผลสำเร็จได้

นอกจากนั้น ‘ภราดร’ ปลื้ม ‘นายกฯ’ มอบ ‘ราหูล้อมครุฑ’ เป็นสิริมงคลวันคล้ายวันเกิด ยังเป็นข่าวที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับประชาชนทั่วไป โดยแสดงให้เห็นว่านักการเมืองชั้นนำก็ยังคงยึดมั่นในประเพณีและความเชื่อดั้งเดิม เพื่อเสริมสร้างพลังใจในการรับใช้ประชาชน หากคุณกำลังมองหาแรงบันดาลใจในวันเกิดหรือโอกาสพิเศษ ลองพิจารณาของขวัญที่สื่อถึงสิริมงคลแบบนี้ดูสิ อาจช่วยให้ชีวิตคุณราบรื่นยิ่งขึ้น

  • เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 26 กันยายน
  • ของขวัญหลักคือราหูล้อมครุฑจากสมเด็จธงชัย
  • พระพุทธสิริไตรรัฐปรางประทานพรถูกนำมาประดับห้องทำงาน
  • แสดงถึงมิตรภาพระหว่างนายภราดรและนายอนุทิน

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่ข่าววันเกิดธรรมดา แต่เป็นสัญญาณบวกสำหรับการเมืองไทยที่กำลังก้าวไปข้างหน้า หากทุกคนในรัฐบาลมีจิตใจที่มุ่งมั่นและเสริมด้วยพลังศรัทธา ประเทศไทยเราจะยิ่งเจริญรุ่งเรือง หากสนใจข่าวการเมืองและวัฒนธรรมเพิ่มเติม สามารถติดตามบล็อกของเราได้เพื่อไม่พลาดข้อมูลอัปเดต

ที่มา – ‘ภราดร’ ปลื้ม ‘นายกฯ’ มอบ ‘ราหูล้อมครุฑ’ เป็นสิริมงคลวันคล้ายวันเกิด

ฝ่ามือบอกโรค เช็กเลย! สัญญาณเสี่ยงอันตราย

ฝ่ามือบอกโรค เช็กเลย! สัญญาณเสี่ยงอันตราย

หลายคนอาจไม่รู้ว่าฝ่ามือของเราสามารถบอกโรคได้ โดยเฉพาะสัญญาณที่อาจบ่งชี้ถึงปัญหาสุขภาพร้ายแรงกว่าที่คิด วันนี้เราจะมาพูดถึง ฝ่ามือบอกโรค กันแบบละเอียด เพื่อให้คุณสามารถเช็กสุขภาพตัวเองได้เบื้องต้น

ฝ่ามือบอกโรค: สัญญาณที่ต้องระวัง

เมื่อวันที่ 26 ก.ย. นายแพทย์เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา หรือที่รู้จักในนาม “หมอเจด” เจ้าของเพจ “หมอเจด” ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับ ฝ่ามือบอกโรค โดยชวนให้ทุกคนลองสังเกตฝ่ามือตัวเอง เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องดูดวง แต่เป็นตัวบ่งชี้สุขภาพที่สำคัญ

ในชีวิตประจำวัน เรามักมองข้ามรายละเอียดเล็กๆ บนร่างกาย แต่จริงๆ แล้ว สัญญาณเหล่านี้สามารถช่วยให้เราตรวจพบโรคได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ซึ่งจะทำให้การรักษาง่ายขึ้นและป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้

สัญญาณฝ่ามือบอกโรคประเภทแรก: ฝ่ามือซีดผิดปกติ

ลองยกมือขึ้นส่องกับแสงดู ถ้าฝ่ามือดูซีดขาว ไม่มีสีชมพูปกติ และคุณมักถูกทักว่า “หน้าซีด” พร้อมอาการเหนื่อยง่าย เวียนหัวบ่อย นี่อาจเป็นสัญญาณของ โลหิตจาง เลยทีเดียว

โลหิตจางเกิดจากเม็ดเลือดแดงน้อยกว่าปกติ ทำให้ออกซิเจนไม่พอต่อร่างกาย เหมือนรถที่น้ำมันรั่วแล้วเครื่องอืด สาเหตุหลักคือขาดธาตุเหล็ก จากการกินอาหารไม่ครบ 5 หมู่ หรือมีเลือดออกเรื้อรังในกระเพาะอาหารหรือลำไส้ หากเจอแบบนี้ อย่ารอช้า ควรรีบไปเจาะเลือดตรวจที่โรงพยาบาลเพื่อยืนยันและรับการรักษาที่เหมาะสม เช่น กินอาหารเสริมธาตุเหล็กหรือยา

ฝ่ามือแดงเรื่อ: สัญญาณจากโรคตับ

ถ้าฝ่ามือ โดยเฉพาะโคนนิ้วโป้งและนิ้วก้อย แดงก่ำผิดปกติ โดยไม่ได้อยู่ในที่ร้อนหรือเพิ่งออกกำลังกาย นี่คืออาการ “palmar erythema” หรือมือแดงจากปัญหาตับ

เกิดจากเส้นเลือดฝอยขยายตัว มักพบในผู้ป่วยโรคตับเรื้อรัง เช่น ตับอักเสบหรือตับแข็ง แต่ก็อาจมาจากไทรอยด์ทำงานเกิน การตั้งครรภ์ หรือโรคข้อรูมาตอยด์ได้เช่นกัน หากมีอาการร่วมอย่างเหนื่อยง่าย ท้องโต หรือตาเหลือง ควรตรวจเลือดค่าตับทันที เพื่อป้องกันโรค tiến triển

เหงื่อออกมากที่ฝ่ามือ: ปัญหาที่แก้ไขได้

สำหรับคนที่มือเปียกชุ่มเหงื่อตลอดเวลา จนเขียนหนังสือลื่น จับของไม่ได้ หรืออายเวลาจับมือใคร แม้อากาศเย็นและไม่ได้ออกแรง นี่คือภาวะเหงื่อออกมากผิดปกติจากระบบประสาทที่ควบคุมต่อมเหงื่อทำงานเกิน

โชคดีที่รักษาได้หลายวิธี เริ่มจากยาทาฆ่าเชื้อหรือยากดเหงื่อ ใช้เครื่องไอออนโตโฟเรซิส ฉีดโบท็อกซ์ หรือผ่าตัดตัดเส้นประสาทในกรณีรุนแรง แต่ต้องปรึกษาแพทย์ผิวหนังก่อนเสมอ เพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียง

จุดแดงเล็กๆ หรือจ้ำเลือดบนฝ่ามือ

หากเห็นจุดแดงคล้ายรอยเข็มจิ้ม หรือเลือดออกง่ายโดยไม่กระทบกระเทือนรุนแรง นี่อาจบ่งบอก เกล็ดเลือดต่ำ หรือระบบการแข็งตัวของเลือดมีปัญหา

เกล็ดเลือดทำหน้าที่อุดรอยรั่วในเส้นเลือด ถ้าน้อยเกินไป เลือดจะซึมออกมาเป็นจุดๆ สาเหตุจากเชื้อไวรัส ภูมิคุ้มกันผิดปกติ (ITP) โรคไขกระดูก หรือยาเช่นแอสไพริน หากมีเลือดกำเดา เหงือกเลือดออก หรือไข้ร่วมด้วย รีบพบแพทย์ด่วน เพราะอาจอันตรายถึงชีวิต

ฝ่ามือเหลือง: ต้องแยกให้ออก

ถ้าฝ่ามือเหลืองกว่าปกติ ต้องดูว่าทั้งตัวเหลืองหรือเปล่า ถ้าเหลืองเฉพาะมือ-เท้า แต่ตาปกติ อาจเป็นคาโรทีนีเมีย จากกินผักผลไม้สีเหลือง-ส้มมาก เช่น แครอท ฟักทอง ซึ่งไม่เป็นอันตราย พอหยุดกิน 2-3 สัปดาห์ก็หาย

แต่ถ้าเหลืองทั้งตัวและตาขาวเหลืองด้วย นี่คืออาการตัวเหลืองจากโรคตับหรือท่อน้ำดีอุดตัน เช่น ตับอักเสบหรือตับแข็ง ต้องรีบตรวจเลือดและอัลตราซาวด์ทันที

สรุปแล้ว ฝ่ามือบอกโรค เป็นเครื่องมือเช็กสุขภาพเบื้องต้นที่ดี แต่ไม่ใช่การวินิจฉัยสุดท้าย ควรสังเกตอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น เหนื่อยง่าย ตัวเหลือง ปัสสาวะเข้ม หรือเลือดออก หากมี อย่าชะล่าใจ รีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจละเอียด การตรวจพบเร็วช่วยให้รักษาได้ทันและปลอดภัยกว่า

นอกจากนี้ การดูแลสุขภาพประจำวัน เช่น กินอาหาร均衡 ตรวจเลือดประจำปี จะช่วยป้องกันโรคเหล่านี้ได้ ลองเช็กฝ่ามือตัวเองวันนี้ แล้วแชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง หากคุณเคยเจอสัญญาณเหล่านี้บ้างไหม? การตระหนักรู้คือก้าวแรกสู่สุขภาพที่ดี

ที่มา – ฝ่ามือบอกโรค เช็กเลย ! เจอแบบนี้เสี่ยงโรคอะไร เพราะบางสัญญณอันตรายกว่าที่คิด