ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

“เดลินิวส์” ประกาศพ้นสภาพพนักงาน ของพนักงานฝ่ายขายโฆษณา

“เดลินิวส์” ประกาศพ้นสภาพพนักงาน ของพนักงานฝ่ายขายโฆษณา

ในวงการสื่อมวลชนไทย ล่าสุดมีข่าวสำคัญที่สร้างความสนใจให้กับหลายคน เมื่อบริษัท สี่พระยาการพิมพ์ จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ได้ออกประกาศพ้นสภาพพนักงานของ น.ส.อักษรา จันทร์ศรี หรือที่รู้จักในชื่อเล่นว่า เปตอง ในตำแหน่งพนักงานฝ่ายขายโฆษณา โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2568 เป็นต้นไป

ประกาศนี้ถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2568 โดยระบุชัดเจนว่าบริษัทจะไม่รับผิดชอบใดๆ ต่อการกระทำ การแอบอ้าง หรือการใช้สิทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับบริษัทของบุคคลดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่กำหนดเป็นต้นไป ผู้ที่เกี่ยวข้องควรทราบข้อมูลนี้เพื่อหลีกเลี่ยงความสับสนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

“เดลินิวส์” ประกาศพ้นสภาพพนักงาน ของพนักงานฝ่ายขายโฆษณา: รายละเอียดสำคัญ

การประกาศ “เดลินิวส์” ประกาศพ้นสภาพพนักงาน ของพนักงานฝ่ายขายโฆษณา นี้ ถือเป็นขั้นตอนมาตรฐานที่บริษัทใช้ในการแจ้งให้ทราบโดยทั่วกัน เพื่อป้องกันการกระทำที่อาจสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงหรือผลประโยชน์ขององค์กร ในกรณีนี้ น.ส.อักษรา จันทร์ศรี ได้รับการระบุชื่อชัดเจน พร้อมกับตำแหน่งงานที่เธอเคยปฏิบัติหน้าที่

จากเอกสารประกาศที่เผยแพร่ บริษัท สี่พระยาการพิมพ์ จำกัด ได้ย้ำว่าบริษัทจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการกระทำของอดีตพนักงานคนนี้ ไม่ว่าจะเป็นการแอบอ้างชื่อบริษัท การใช้เอกสาร หรือสิทธิ์ใดๆ ที่เกี่ยวข้อง นี่เป็นการป้องกันที่เข้มงวด เพื่อให้แน่ใจว่าการดำเนินงานของเดลินิวส์ยังคงโปร่งใสและเชื่อถือได้

ผลกระทบจากการประกาศพ้นสภาพพนักงานฝ่ายขายโฆษณา

หลังจาก “เดลินิวส์” ประกาศพ้นสภาพพนักงาน ของพนักงานฝ่ายขายโฆษณา ข่าวนี้ได้กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงในโซเชียลมีเดียและแวดวงสื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของการขายโฆษณา ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจสื่อพิมพ์และออนไลน์ในยุคปัจจุบัน การจากไปของพนักงานในตำแหน่งนี้ อาจส่งผลต่อทีมงานฝ่ายขายที่ต้องปรับตัว โดยเดลินิวส์ซึ่งเป็นสื่อชั้นนำในไทย คงต้องเร่งสรรหาบุคลากรใหม่เพื่อเติมเต็มช่องว่าง

นอกจากนี้ ประกาศดังกล่าวยังสะท้อนถึงนโยบายการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลของบริษัท ที่ให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบและจริยธรรมในการทำงาน ในอุตสาหกรรมสื่อที่แข่งขันสูง การรักษามาตรฐานจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อความเชื่อมั่นจากผู้อ่านและผู้ลงโฆษณา

สำหรับผู้ที่สนใจข่าวสารในแวดวงสื่อมวลชน การติดตามพัฒนาการหลังจาก “เดลินิวส์” ประกาศพ้นสภาพพนักงาน ของพนักงานฝ่ายขายโฆษณา นี้ จะช่วยให้เข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงในองค์กรได้ดีขึ้น บางทีอาจมีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสาเหตุที่แท้จริงในอนาคต แม้ประกาศจะไม่ได้ระบุชัดเจน แต่ก็เพียงพอที่จะแจ้งให้ทราบถึงสถานะปัจจุบัน

บริบทของเดลินิวส์ในอุตสาหกรรมสื่อไทย

เดลินิวส์ หรือบริษัท สี่พระยาการพิมพ์ จำกัด เป็นหนึ่งในสื่อสิ่งพิมพ์ที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงของประเทศไทย ก่อตั้งมานานหลายทศวรรษ โดยมุ่งเน้นข่าวสารทั่วไป การเมือง เศรษฐกิจ และบันเทิง ปัจจุบันได้ปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลด้วยเว็บไซต์และแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ครบครัน การประกาศพ้นสภาพพนักงานในครั้งนี้ จึงเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการภายในที่ช่วยให้องค์กรสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การขายโฆษณาเป็นแหล่งรายได้หลักของสื่อ ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงในทีมฝ่ายนี้จึงอาจกระทบต่อกลยุทธ์การตลาดของเดลินิวส์ในระยะสั้น แต่ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมา บริษัทน่าจะสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว

  • เหตุผลที่บริษัทออกประกาศ: เพื่อแจ้งให้ทราบโดยทั่วกันและป้องกันความเสี่ยง
  • ผลที่ตามมา: บริษัทไม่รับผิดชอบการกระทำใดๆ ของอดีตพนักงาน
  • บทเรียนสำหรับอุตสาหกรรม: ความสำคัญของการจัดการ HR ที่โปร่งใส

นอกจากนี้ ยังมีภาพประกาศที่เผยแพร่ร่วมกับข่าว ซึ่งแสดงเอกสารอย่างเป็นทางการเพื่อยืนยันความน่าเชื่อถือ ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมจากแหล่งข่าวต้นทาง

โดยรวมแล้ว เรื่อง “เดลินิวส์” ประกาศพ้นสภาพพนักงาน ของพนักงานฝ่ายขายโฆษณา ถือเป็นตัวอย่างของการสื่อสารองค์กรที่ชัดเจน ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายรวดเร็ว การแจ้งเตือนเช่นนี้ช่วยลดความเข้าใจผิดและรักษาความน่าเชื่อถือ หากคุณเป็นผู้ประกอบการหรือนักข่าว ควรติดตามข่าวนี้ต่อไปเพราะอาจมีนัยสำคัญต่อวงการ

ในความเห็นของผู้เขียน การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจนำไปสู่โอกาสใหม่ๆ สำหรับเดลินิวส์ในการพัฒนาทีมงานให้ทันสมัยยิ่งขึ้น สุดท้ายแล้ว ความโปร่งใสคือกุญแจสู่ความสำเร็จในธุรกิจสื่อ

ที่มา – “เดลินิวส์” ประกาศพ้นสภาพพนักงาน ของพนักงานฝ่ายขายโฆษณา

‘แม่ทัพภาค 2’ เชื่อ อานิสงฆ์ 16 ทหารกล้าจะนำพาประชาชนให้รักชาติ

‘แม่ทัพภาค 2’ เชื่อ อานิสงฆ์ 16 ทหารกล้าจะนำพาประชาชนให้รักชาติ

ในงานพิธีสดุดีทหารกล้าที่กองบัญชาการกองทัพบก เมื่อวันที่ 26 กันยายน พลเอก ท่านบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้บรรยายพิเศษด้วยความภาคภูมิใจ โดยเชื่อมั่นว่า ‘แม่ทัพภาค 2’ เชื่อ อานิสงฆ์ 16 ทหารกล้าจะนำพาประชาชนให้รักชาติ อย่างแท้จริง การเสียสละของเหล่าทหาร 16 นายในกรณีพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่ใช่แค่เหตุการณ์สะเทือนใจ แต่เป็นแรงบันดาลใจที่จุดประกายความรักชาติในหัวใจคนไทยทุกคน

‘แม่ทัพภาค 2’ เชื่อ อานิสงฆ์ 16 ทหารกล้าจะนำพาประชาชนให้รักชาติ

พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ชื่นชมวีรกรรมของทหารกล้าทั้ง 16 นายว่า พวกเขาทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เกิดมาเพื่อปกป้องแผ่นดินโดยแท้จริง ชีวิตที่เสียไปนั้นคุ้มค่ากับการเกิดในดินแดนไทยอันยิ่งใหญ่ สถานการณ์ที่หาได้ยากยิ่งนี้ ต้องการความกล้าหาญแบบที่พวกเขามี น้องๆ ทหารเหล่านี้กล้าหาญสุดขีด ไม่ถอยหนีศัตรู

จากประสบการณ์ตรงในฐานะผู้บัญชาการรบที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด พล.ท.บุญสิน ให้กำลังใจทั้งทหารที่บาดเจ็บและผู้สูญเสีย สิ่งที่เราได้รับคือความภาคภูมิใจของชาติไทยทั้งประเทศ แม้ทหารกล้าทั้ง 16 จะจากไป แต่บรรพบุรุษของเราก็คงภูมิใจในลูกหลานที่สืบทอดจิตวิญญาณนักรบ ไม่ขี้ขลาด ไม่ยอมแพ้ ดั่งอดีตที่ทหารไทยเคยทำ ปัจจุบันยังมีพี่น้องทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปในพื้นที่ชายแดน ด้วยความไม่เกรงกลัว หากใจไม่ถึง ก็ยืนหยัดต่อสู้ไม่ได้

ความเสียสละที่จุดประกายความรักชาติ

แม่ทัพภาคที่ 2 ขอบคุณครอบครัวของทหารกล้าทุกคน ที่เป็นกำลังใจสำคัญในการทำหน้าที่เพื่อแผ่นดิน พวกเขารับเกียรติยศสูงสุดจากประชาชนไทยทั้งชาติ การจากไปของพวกเขาเต็มไปด้วยเกียรติยศ ผู้ที่เหลืออยู่ก็พร้อมเสียสละเช่นกัน เพราะเราเลือกเส้นทางนี้แล้ว แนวชายแดนไทยยังคงต้องเฝ้าระวัง รุ่นหลังๆ จะยึดมั่นในอธิปไตย ดั่งที่ 16 ทหารกล้าทำไว้ เราจะร่วมกันรักษาแผ่นดินอย่างเข้มแข็ง

นอกจากนี้ พล.ท.บุญสิน ยังถ่ายทอดความรู้สึกของคนไทยทั้งประเทศให้ญาติๆ ทราบว่า ทุกคนภูมิใจในสิ่งที่ทหารทำ รวมถึงผู้บาดเจ็บที่สูญเสียอวัยวะหรือบอดตา ชาวไทยทุกคนรู้และเห็นใจ เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายชาติ

ท่านแม่ทัพยืนยันว่า ไม่เคยใส่ร้ายหรือตำหนิใครในอดีต ไม่ทะเลาะกับคนไทยด้วยกัน การกระทำเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน ทำให้มีวันนี้ ศักดิ์ศรีทหารไทยฟื้นคืนเพราะวีรกรรมของ 16 ทหารกล้า ทำให้คนไทยตาสว่าง กระตุ้นความรักชาติและหวงแหนแผ่นดิน สิ่งที่ได้ยินฟังมาบางอย่างไม่จริง และ ‘แม่ทัพภาค 2’ เชื่อ อานิสงฆ์ 16 ทหารกล้าจะนำพาประชาชนให้รักชาติ โดยตรง นำมาซึ่งความสามัคคีและเข้มแข็งของชาติ

  • การเสียสละของทหารกล้าจุดประกายความรักชาติ
  • ศักดิ์ศรีทหารไทยที่ฟื้นคืนมา
  • บทเรียนคุณธรรมและหน้าที่สำหรับทุกคน

ในโอกาสนี้ พล.ท.บุญสิน ฝากข้อคิดถึงกำลังพลทุกคนในกองทัพบก ไม่ว่าจะเป็นทหารชั้นประทวน สัญญาบัตร หรือฝ่ายเสนาธิการ อย่าประมาทในการดำเนินชีวิต มีสองเรื่องสำคัญคือ หน้าที่และคุณธรรมจริยธรรม ศักดิ์ศรีทหารและความเป็นไทยที่ซื่อสัตย์สุจริตกำลังขึ้นสู่จุดสูงสุด เราต้องรักษาสิ่งเหล่านี้อย่างไรในหน้าที่ที่ทำ ท่านคือสัญลักษณ์ของความรักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

ขอให้ทุกคนช่วยขับเคลื่อนความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ให้คงอยู่ชั่วลูกชั่วหลาน ด้วยการทำหน้าที่สุจริต ตรงไปตรงมา นึกถึงส่วนรวม ช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติ มีจิตเมตตา เสียสละรับผิดชอบ หากไร้คุณธรรม ก็จะทำผิดจริยธรรม กฎหมาย และต่อหน้าที่ที่มองไม่เห็น

มีหลายคนชวนพล.ท.บุญสิน เข้าสู่การเมืองหลังเกษียณ เพราะมีมวลชนมาก ตั้งพรรคไม่ต้องลงทุน แต่ท่านขอบคุณและปฏิเสธ เพราะไม่ถนัด ให้คนที่ชอบเส้นทางนั้นทำต่อไป ท่านเลือกอยู่เช่นนี้ เพื่อรักษาความเป็นตัวตน ยังเป็นที่รักของคนไทย ขอรับบำนาญและใช้ชีวิตที่เหลือทำงานเพื่อชาติด้วยความซื่อสัตย์ ใช้แรงที่มีให้เกิดประโยชน์ รักษาความเข้มแข็งของสถาบันหลักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และอย่าประมาทในชีวิต

เมื่อถูกถามถึงคำถามที่สะเทือนใจ พล.ท.บุญสิน เล่าว่าคำถามยากคือ ถ้าเป็นนายกฯ จะทำอย่างไร และคำถามสะเทือนใจที่สุดคือ การคุยกับญาติหลังสูญเสียกำลังพล ท่านเคยเป็นผู้บังคับบัญชาที่สูญเสียทั้งในภาคใต้และชายแดนกัมพูชา สิ่งลำบากคือการโทรแจ้งพ่อแม่ เพราะเป็นความรับผิดชอบตรงที่พาลูกหลานมาสูญเสีย เสียใจไม่น้อยไปกว่าญาติ แต่แผ่นดินต้องเดินต่อ ผู้นำเสียใจได้แต่ต้องเข้มแข็งดูแลลูกน้องกว่า 1,000 คน เน้นย้ำให้ดูแลสิทธิประโยชน์ให้ครบถ้วนตามที่ผู้บัญชาการทบ.สั่งการ

วีรกรรมของ 16 ทหารกล้านี้ไม่เพียงเป็นเกียรติยศ แต่เป็นแรงผลักดันให้คนไทยรักชาติมากขึ้น ในยุคที่ความสามัคคีสำคัญ เราควรเรียนรู้จากพวกเขา เพื่อปกป้องแผ่นดินให้มั่นคง หากคุณรู้สึกภาคภูมิใจ ลองแชร์เรื่องนี้เพื่อกระจายความรักชาติให้เพื่อนๆ กันนะครับ

ที่มา – ‘แม่ทัพภาค 2’ เชื่อ อานิสงฆ์ 16 ทหารกล้าจะนำพาประชาชนให้รักชาติ

แปะนครวัดทับธงไทย ดราม่าแรง เลือดรักชาติทำร้านเจ๊งทันตา

แปะนครวัดทับธงไทย ดราม่าแรง เลือดรักชาติทำร้านเจ๊งทันตา

ในโลกโซเชียลที่เต็มไปด้วยดราม่าหลากหลายรูปแบบ เรื่องราวล่าสุดที่กำลังเป็นกระแสฮอตฮิตและทำให้ชาวเน็ตไทยเดือดพล่านกันทั้งโซเชียล คือกรณีของร้านวัตถุดิบอาหารเอเชียชื่อ “Ni Sa Japan” ในประเทศญี่ปุ่น ที่ถูกกล่าวหาว่าหลอกลวงผู้บริโภคด้วยการใช้ธงชาติไทยเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นดราม่าหนักหน่วงจนร้านต้องปิดตัวลงอย่างรวดเร็ว เรื่องนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความรักชาติของคนไทย แต่ยังแสดงให้เห็นพลังของโซเชียลมีเดียที่สามารถเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของธุรกิจได้ในชั่วพริบตา

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 26 กันยายน โดยมีคลิปวิดีโอจากติ๊กต็อกที่เผยแพร่โดยเจ้าของร้าน ซึ่งเป็นสาวชาวกัมพูชา เธอได้นำสติกเกอร์รูปปราสาทนครวัด ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกัมพูชา มาแปะทับลงบนธงชาติไทยที่ติดอยู่บนป้ายหน้าร้านอย่างจงใจ พร้อมกับพูดจาดูถูกและด่าทอประเทศไทยด้วยถ้อยคำหยาบคาย คำพูดเหล่านี้ถูกบันทึกไว้ชัดเจน ทำให้ชาวเน็ตไทยที่เห็นคลิปต่างรู้สึกโกรธแค้นและผิดหวังอย่างมาก

ที่มาของดราม่าแปะนครวัดทับธงไทย

ร้าน Ni Sa Japan นี้ตั้งอยู่ในญี่ปุ่นและขายวัตถุดิบอาหารเอเชีย โดยเฉพาะสินค้าจากภูมิภาคอินโดจีน เพื่อดึงดูดลูกค้าต่างชาติที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่น ป้ายหน้าร้านถูกออกแบบให้มีธงชาติของสามประเทศ คือ กัมพูชา ไทย และเวียดนาม โดยธงชาติไทยถูกใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้าง “เครดิต” หรือความน่าเชื่อถือ ทำให้ลูกค้าคิดว่าสินค้าภายในร้านมีคุณภาพสูงและเป็นที่นิยมในไทย ชาวเน็ตไทยหลายคนที่เคยไปญี่ปุ่นเล่าว่า พวกเขาเลือกเข้าไปซื้อของเพราะเห็นธงไทย คิดว่าร้านนี้ขายสินค้าไทยแท้ แต่พอเข้าไปจริงๆ กลับพบว่าส่วนใหญ่เป็นซอสและผลิตภัณฑ์นำเข้าจากไทยจริงๆ แต่เจ้าของร้านกลับไม่เคารพต่อสัญลักษณ์ชาติไทย

หลังจากคลิปดังกล่าวเผยแพร่ ชาวไทยในญี่ปุ่นและทั่วโลกต่างพากันโพสต์ประสบการณ์และให้ข้อมูลยืนยันว่าร้านนี้พึ่งพาธงไทยเพื่อดึงดูดลูกค้าไทยโดยเฉพาะ บางคนถึงขั้นบอกว่า “เคยซื้อของเพราะเห็นธงไทย แต่ไม่รู้เลยว่ามีกลิ่นตุๆ” คำวิจารณ์เหล่านี้ลุกลามอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นกระแส #BoycottNiSaJapan ที่แพร่กระจายไปทั่วเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และติ๊กต็อก

  • การใช้ธงชาติไทยเพื่อหลอกลวง: ร้านตั้งใจติดธงไทยเพื่อสร้างภาพลักษณ์สินค้าไทย แต่เจ้าของกลับดูถูกชาติไทย
  • ปฏิกิริยาจากชาวเน็ต: ชาวไทยรวมพลังไม่ซื้อ ไม่แชร์ ไม่สนับสนุน จนยอดขายร้านร่วงทันที
  • ผลกระทบทางธุรกิจ: จากร้านที่เคยคึกคัก กลายเป็นร้านเงียบเหงา เจ้าของร้านต้องถอดธงไทยและปิดร้านในที่สุด

ไม่กี่วันหลังดราม่าทุบพีค คอมเมนต์จากชาวเน็ตไทยก็เริ่มสะท้อนถึง “ผลกรรม” ของร้าน เช่น “เจ๊งแล้วจ้า ปิดธงชาติไทยแล้วก็เจ๊ง เจ๊งทันทีเลย ทันตาเห็น” หรือ “เลือดรักชาติของคนไทยแรงขนาดนี้ ร้านนี้สมควรแล้ว” ทำให้เจ้าของร้านซึ่งเป็นสาวกัมพูชาต้องออกมาสะอื้นร่ำไห้หนักมากในคลิปต่อมา เธอพยายามขอโทษแต่ก็สายเกินไป ชาวเน็ตส่วนใหญ่ไม่ยอมรับคำขอโทษ เพราะมองว่าเป็นการกระทำที่จงใจและดูถูกชาติไทยโดยตรง

ดราม่าแปะนครวัดทับธงไทย ดราม่าแรง เลือดรักชาติทำร้านเจ๊งทันตา นี้ไม่ใช่แค่เรื่องเล็กๆ แต่เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับผู้ประกอบการต่างชาติที่ทำธุรกิจในต่างแดน โดยเฉพาะการใช้สัญลักษณ์ชาติของประเทศอื่นเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ ถ้าขาดความเคารพ สุดท้ายก็อาจต้องจ่ายค่าปรับที่แพงหูฉี่จากพลังของประชาชน การที่คนไทยรวมใจกัน boycott แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีและความรักชาติที่ยังคงเข้มแข็ง แม้จะอยู่ห่างไกลจากแผ่นดินเกิด

นอกจากนี้ เรื่องราวยังกระตุ้นให้เกิดการถกเถียงในวงกว้างเกี่ยวกับการใช้ธงชาติในเชิงพาณิชย์ ควรมีกฎระเบียบที่ชัดเจนเพื่อป้องกันการนำสัญลักษณ์ชาติไปใช้ในทางที่ผิดหรือไม่? หรือชาวเน็ตควรใช้พลังโซเชียลอย่างรับผิดชอบมากขึ้น? ไม่ว่าจะอย่างไร ดราม่านี้ก็พิสูจน์แล้วว่าความรักชาติของคนไทยสามารถสร้างผลกระทบได้จริง

ในฐานะคนไทย เราควรสนับสนุนร้านค้าที่เคารพซึ่งกันและกัน หากคุณเคยเจอประสบการณ์คล้ายๆ นี้ ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อให้ทุกคนรับรู้และป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก สุดท้ายแล้ว พลังของเราทุกคนสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ ถ้าเราร่วมมือกัน

ที่มา – แปะนครวัดทับธงไทย ดราม่าแรง เลือดรักชาติทำร้านเจ๊งทันตา!” เจ้าของร้านสะอื้นร่ำไห้หนักมาก

กรวีร์ ยอมรับไม่แสดงตน ชี้เพื่อไทยหาเสียงแต่สส.มาน้อย

ในแวดวงการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวและดราม่าต่างๆ การประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งล่าสุดกลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนพูดถึง โดยเฉพาะเหตุการณ์สภาล่มเมื่อวันที่ 25 ก.ย. ที่ผ่านมา วันนี้เราจะมาพูดถึงมุมมองของนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง จากพรรคภูมิใจไทย ที่ออกมาให้สัมภาษณ์อย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับเรื่องนี้

‘กรวีร์’ ยอมรับไม่แสดงตน อยากเห็นใครอยู่ห้องประชุม ชี้ ‘เพื่อไทย’ หาเสียงฉ่ำแต่สส.มาน้อย

นายกรวีร์ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 26 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยยอมรับว่าตนเองไม่ได้แสดงตนในการลงมติครั้งสุดท้ายของร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด เหตุผลคืออยากเห็นว่าส.ส.คนไหนอยู่และไม่อยู่ในห้องประชุมบ้าง เพื่อสะท้อนถึงความรับผิดชอบของเหล่านักการเมือง จากการติดตามเหตุการณ์ นายกรวีร์ชี้ว่ามีหลายพรรคที่หายตัวไปจริงๆ โดยเฉพาะช่วงที่ประธานสั่งเบรกให้รับประทานอาหาร ขณะที่การลงมติวาระ 2 ดำเนินมาต่อเนื่องตั้งแต่สัปดาห์ก่อน

ในช่วงนั้น นายกรวีร์ลุกขึ้นทักท้วงทันที โดยบอกว่าถ้ากฎหมายฉบับนี้สำคัญกับบางพรรค ก็ควรตามส.ส.มาลงมติให้ครบ ขณะพูด มีส.ส.อยู่ในห้องประชุมเพียง 20-30 คนเท่านั้น และหลังพักอาหาร กลับมาตอนบ่าย พบว่ายังมีส.ส.ไม่มากนัก จนตอนลงมติมีเพียง 248-250 เสียง ส่งผลให้เกิดเหตุสภาล่ม นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนของการขาดองค์ประชุม ซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำงานของสภา

วิเคราะห์มุมมองของกรวีร์ต่อพรรคเพื่อไทย

นายกรวีร์วิจารณ์อย่างหนักต่อพรรคเพื่อไทยว่า ในการหาเสียง พรรคนี้ยกแคมเปญอากาศสะอาดไปใช้หาเสียงกันฉ่ำใจ แต่พอถึงเวลาพิจารณากฎหมายจริงในสภา ส.ส.กลับมาน้อยมากและเงียบกริบ นี่คือที่มาของเหตุสภาล่มที่เกิดขึ้น พรรคเพื่อไทยเป็นตัวตั้งตัวตีในร่างกฎหมายนี้ ซึ่งเสนอโดยคณะรัฐมนตรีชุดที่แล้ว และมีส.ส.ถึง 140 คน แต่บางมาตราเวลาลงมติมีส.ส.มาเพียง 20-30 คนเท่านั้น

สำหรับรัฐบาลเสียงข้างน้อย นี่อาจเป็นบทเรียนสำคัญ นายกรวีร์ชี้ว่าถ้ากฎหมายเสนอโดยรัฐบาลปัจจุบัน ก็พอเข้าใจที่ฝ่ายค้านอาจไม่มาทำให้สภาล่ม แต่กรณีนี้ไม่ใช่ เพราะเป็นกฎหมายเก่าที่เพื่อไทยผลักดันเอง ทำไมเราต้องแบกภาระนี้ทั้งที่เป็นฝ่ายอื่น นี่แสดงให้เห็นถึงปัญหาการเมืองที่ขาดความรับผิดชอบ โดยเฉพาะในประเด็นสิ่งแวดล้อมอย่างอากาศสะอาดที่ประชาชนให้ความสำคัญ

การเมืองไทยในยุคนี้เต็มไปด้วยการต่อสู้เพื่ออำนาจ แต่ประชาชนต่างคาดหวังให้ส.ส.ทำงานเพื่อส่วนรวมมากกว่า การที่ส.ส.หายตัวไปในเวลาสำคัญ ทำให้เกิดคำถามว่าพวกเขาคิดถึงผลประโยชน์ของประชาชนจริงหรือไม่ จากเหตุการณ์นี้ เราเห็นว่าการหาเสียงสวยหรูอาจไม่ใช่คำตอบ หากไม่ตามด้วยการกระทำที่จริงจัง

  • เหตุผลที่กรวีร์ไม่แสดงตน: เพื่อตรวจสอบความรับผิดชอบของส.ส.อื่น
  • ปัญหาหลัก: พรรคเพื่อไทยหาเสียงฉ่ำแต่ส.ส.มาน้อย
  • ผลกระทบ: สภาล่ม ส่งผลให้การพิจารณากฎหมายล่าช้า

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้เป็นสัญญาณเตือนให้พรรคการเมืองทุกพรรคต้องปรับปรุง หากต้องการความเชื่อมั่นจากประชาชน ลองคิดดูสิว่าถ้าทุกคนมาประชุมครบ สภาจะล่มไหม? นี่คือโอกาสให้เราติดตามและเรียกร้องให้ส.ส.ทำงานให้ดีขึ้น

สุดท้ายแล้ว การเมืองที่ดีต้องเริ่มจากความรับผิดชอบของแต่ละคน หากคุณสนใจประเด็นนี้ ลองแชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือติดตามข่าวการเมืองเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัปเดต

ที่มา – ‘กรวีร์’ ยอมรับไม่แสดงตน อยากเห็นใครอยู่ห้องประชุม ชี้ ‘เพื่อไทย’ หาเสียงฉ่ำแต่สส.มาน้อย

นายกฯลั่นไทยพร้อมเป็นเส้นเลือดใหญ่เชื่อมการค้าอาเซียน

ในวันที่ 26 กันยายน ที่อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพค เมืองทองธานี มีงาน Thailand-China Cooperation Expo 2025 จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อฉลองครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ โดยมีพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติอย่าง นายเจียง เว่ย อัครราชทูตที่ปรึกษาสำนักงานเศรษฐกิจและพาณิชย์ สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

นายกฯลั่นไทยพร้อมเป็นเส้นเลือดใหญ่เชื่อมการค้าอาเซียน

ก่อนอื่น พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้กล่าวเปิดงานโดยเน้นย้ำถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและจีน ที่ยั่งยืนมาอย่างยาวนานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นระดับพระราชสำนักที่ผูกพันแน่นแฟ้น ระดับรัฐบาลที่เคารพซึ่งกันและกันโดยไม่แทรกแซงกิจการภายใน หรือระดับประชาชนที่เหมือนพี่น้องกันจริงๆ ดังคำกล่าวเก่าแก่ ‘จีนไทยใช้อื่นไกล พี่น้องกัน’ นอกจากนี้ ยังมีระดับภาคเอกชนที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้รุ่นหลังสืบทอดต่อไป ในปีมงคลนี้ ทั้งสองประเทศยังร่วมมือจัดกิจกรรมอื่นๆ มากมาย เพื่อสะท้อนพลังแห่งมิตรภาพที่ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงวาระครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ซึ่งเป็นรากฐานที่มั่นคงในมิติต่างๆ เช่น การค้า การลงทุน และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน เขามั่นใจว่ารากฐานนี้จะนำไปสู่โอกาสใหม่ที่ยิ่งใหญ่ จีนได้แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจดิจิทัล และพลังงานสะอาด ขณะที่ประเทศไทยกำลังยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและระบบเศรษฐกิจเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต การมาบรรจบของศักยภาพทั้งสองประเทศ จึงเป็นโอกาสทองในการสร้างความเจริญรุ่งเรืองใน 5 มิติหลัก

มิติที่ 1: การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์

เริ่มจากมิติแรก คือ การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ โดยนายกรัฐมนตรีชี้ให้เห็นถึงการลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ที่จะเชื่อมโยงอาเซียนกับจีนตอนใต้ สร้างเครือข่ายการค้าและการท่องเที่ยวที่ไร้รอยต่อ ทำให้การขนส่งสินค้าและผู้คนรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

มิติที่ 2: เศรษฐกิจสีเขียวและพลังงานสะอาด

มิติที่สองคือ เศรษฐกิจสีเขียวและพลังงานสะอาด ประเทศไทยกำลังเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีแบตเตอรี่ โดยมีจีนเป็นพันธมิตรหลัก นอกจากนี้ ยังมีแผนพัฒนาการค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจฉบับใหม่ ระยะ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2568-2572 เพื่อขยายสู่สาขายุทธศาสตร์ใหม่ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ แบตเตอรี่ และการผลิตสีเขียว ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมการเติบโตที่ยั่งยืน

  • เทคโนโลยีดิจิทัล: สร้างแพลตฟอร์มเศรษฐกิจดิจิทัล เชื่อมโยงระบบการเงินและการค้าข้ามพรมแดน รวมถึงการวิจัยปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อช่วย SMEs และสตาร์ทอัพทั้งไทยและจีนเข้าถึงตลาดใหม่
  • การเกษตรและความมั่นคง: เสริมสร้างความร่วมมือด้านการเกษตรสมัยใหม่และความมั่นคงทางอาหาร
  • แลกเปลี่ยนประชาชน: ส่งเสริมการศึกษา วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว ผ่านการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและบุคลากร

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ประเทศไทยมีความมุ่งมั่นที่จะเป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุน และนวัตกรรมของภูมิภาค โดยร่วมมือกับจีนอย่างใกล้ชิด เดินหน้าลดอุปสรรค ปรับปรุงกฎระเบียบ และเพิ่มความสะดวกในการทำธุรกิจ เพื่อให้ภาคเอกชนทั้งสองฝ่ายเติบโตไปด้วยกัน ประเทศไทยไม่เพียงเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นประตูสำคัญสู่ความร่วมมือในอาเซียน ทำให้มิตรภาพไทย-จีนเป็นสปริงบอร์ดสู่การพัฒนายั่งยืน

ภายในงานยังมีการนำเสนอสินค้าจากจีน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและอุปกรณ์เกษตรสมัยใหม่ ที่นำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาจัดแสดง สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการไทย นอกจากนี้ การจัดงานครั้งนี้ยังช่วยกระตุ้นการลงทุนและขยายตลาด โดยคาดว่าจะมีผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

จากมุมมองของผู้เขียน การประกาศของนายกรัฐมนตรีนี้ไม่เพียงเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ความสัมพันธ์ไทย-จีน แต่ยังวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นฮับสำคัญในภูมิภาคอาเซียน หากภาคเอกชนและรัฐบาลร่วมมือกันอย่างจริงจัง โอกาสเหล่านี้จะนำไปสู่การเติบโตที่ก้าวกระโดด ลองคิดดูสิครับ ถ้าเราเชื่อมโยงการค้าอย่างราบรื่นแบบนี้ เศรษฐกิจไทยจะบูมขนาดไหน! เชิญชวนทุกท่านติดตามพัฒนาการล่าสุด และพิจารณาโอกาสทางธุรกิจใน EEC หรือโครงการรถไฟไทย-จีน เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสทอง

ที่มา – นายกฯลั่นไทยพร้อมเป็นเส้นเลือดใหญ่เชื่อมการค้าอาเซียน

การเคหะหนุนผู้ประกอบการเปิดเช่าพื้นที่ในโครงการบางพลี

การเคหะแห่งชาติกำลังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยและเอกชนทั่วไปได้เข้ามาร่วมพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะในโครงการบางพลี ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการที่โดดเด่นของการเคหะ การเคหะหนุนผู้ประกอบการเปิดเช่าพื้นที่ในโครงการบางพลี โดยยื่นซองเสนอราคาค่าธรรมเนียมการได้สิทธิเช่าที่ดินแปลงว่างขนาดใหญ่ เพื่อใช้ประกอบการค้าและกิจกรรมต่อเนื่องต่าง ๆ นี่คือข่าวดีสำหรับผู้ที่กำลังมองหาโอกาสทางธุรกิจในย่านสมุทรปราการ

การเคหะหนุนผู้ประกอบการเปิดเช่าพื้นที่ในโครงการบางพลี: รายละเอียดสำคัญ

เมื่อวันที่ 26 กันยายน ที่ผ่านมา นายอรรคพล ภิรมย์ประดิษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายจัดประโยชน์ทรัพย์สินของการเคหะแห่งชาติ ได้ประกาศเปิดรับข้อเสนอจากเอกชน เพื่อเช่าที่ดินแปลงว่างในโครงการบางพลี วาระ 2 ระยะ 1 ซึ่งตั้งอยู่ติดถนนทางหลวงชนบท สป.1006 อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ บางส่วนของโฉนดที่ดินเลขที่ 16077 มีขนาดเนื้อที่ประมาณ 3-3-33 ไร่ หรือ 1,533 ตารางวา พื้นที่นี้เหมาะสำหรับการประกอบการค้าเชิงพาณิชย์ พร้อมกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ร้านค้า ร้านอาหาร หรือศูนย์บริการชุมชน

การเคหะแห่งชาติมุ่งเน้นความโปร่งใสในทุกขั้นตอน โดยยึดหลักธรรมาภิบาล เพื่อให้ผู้ประกอบการมั่นใจในการเข้าร่วม นี่คือโอกาสทองสำหรับผู้ที่สนใจลงทุนในพื้นที่ใกล้ชุมชนที่กำลังเติบโต

เงื่อนไขการเช่าและการยื่นซองในโครงการบางพลี

สำหรับผู้สนใจเข้าร่วม การเคหะหนุนผู้ประกอบการเปิดเช่าพื้นที่ในโครงการบางพลี สามารถยื่นข้อเสนอราคาการได้สิทธิเช่าได้ โดยมีอัตราค่าธรรมเนียมขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 1,700,000 บาท ระยะเวลาการเช่าทั้งหมด 6 ปี โดยทำสัญญาครั้งเดียว ค่าเช่ารายเดือนแบ่งเป็น 2 ช่วง คือ ปีที่ 1-3 เดือนละ 113,500 บาท และปีที่ 4-6 เดือนละ 123,800 บาท นอกจากนี้ ยังต้องวางหลักประกันการยื่นซองจำนวน 100,000 บาท และเงินประกันการปฏิบัติตามสัญญา 371,400 บาท

กำหนดการยื่นซองเสนอราคาจะมีขึ้นในวันที่ 24 ตุลาคม 2568 ระหว่างเวลา 09.30-10.30 น. และจะเปิดซองในวันเดียวกันตั้งแต่เวลา 10.45 น. เป็นต้นไป ณ ห้องประชุมชั้น 5 (ฝั่งตะวันออก) อาคาร 1 สำนักงานใหญ่การเคหะแห่งชาติ แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร

  • ขนาดพื้นที่: 3-3-33 ไร่ (1,533 ตารางวา)
  • ที่ตั้ง: ติดถนนทางหลวงชนบท สป.1006 อำเภอบางเสาธง สมุทรปราการ
  • ระยะเวลาเช่า: 6 ปี
  • ค่าธรรมเนียมขั้นต่ำ: 1,700,000 บาท
  • หลักประกัน: 100,000 บาท สำหรับยื่นซอง และ 371,400 บาท สำหรับสัญญา

พื้นที่นี้มีศักยภาพสูงเพราะอยู่ใกล้ชุมชนเคหะและเส้นทางคมนาคมสะดวก สามารถพัฒนาเป็นศูนย์การค้าขนาดย่อมหรือพื้นที่ค้าปลีกที่ตอบโจทย์ชาวบ้านในพื้นที่ หากคุณเป็นผู้ประกอบการที่กำลังมองหาโอกาสใหม่ การเคหะหนุนผู้ประกอบการเปิดเช่าพื้นที่ในโครงการบางพลี ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมาก

นอกจากนี้ การเคหะแห่งชาตายังส่งเสริมให้เอกชนนำเสนอไอเดียสร้างสรรค์ในการใช้พื้นที่ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อชุมชน เช่น การจัดตลาดนัด การเปิดร้านกาแฟ หรือเวิร์กช็อปฝึกอาชีพ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นและสร้างรายได้ให้กับผู้เช่า

ประโยชน์ของการเช่าพื้นที่จากโครงการเคหะ

การเข้าร่วมโครงการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้ผู้ประกอบการมีพื้นที่ทำธุรกิจในราคาที่สมเหตุสมผล แต่ยังได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐ ทำให้มีความมั่นคงมากขึ้น พื้นที่ในโครงการบางพลีมีจำนวนประชากรหนาแน่น ส่งผลให้มีลูกค้าพร้อมสรรพ หากคุณวางแผนธุรกิจดี ๆ รายได้อาจเติบโตอย่างรวดเร็ว

ปัจจุบัน สมุทรปราการเป็นจังหวัดที่ขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในด้านอุตสาหกรรมและการค้า การเคหะหนุนผู้ประกอบการเปิดเช่าพื้นที่ในโครงการบางพลี จึงเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนให้เกิดการลงทุนที่ยั่งยืน

หากคุณสนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและขอรับเอกสารการยื่นข้อเสนอราคาได้ที่ กองจัดประโยชน์ทรัพย์สินภาคกลางและภาคตะวันออก ฝ่ายจัดประโยชน์ทรัพย์สิน ชั้น 5 อาคาร 1 การเคหะแห่งชาติ สำนักงานใหญ่ 905 ถนนนวมินทร์ แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร โทร. 0 2351 7734 หรือที่สำนักงานเคหะจังหวัดสมุทรปราการ สาขา 2 เลขที่ 1038 หมู่ 15 ตำบลบางเสาธง อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ โทร. 0 2315 3772 – 5 และ 08 4387 4067 ในวันและเวลาราชการ หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.nha.co.th

ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจท้องถิ่น ผมเชื่อว่าการลงทุนในโครงการนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ อย่ารอช้า รีบเตรียมเอกสารและยื่นซองให้ทันกำหนด เพื่อคว้าโอกาสทองนี้ไป!

ที่มา – การเคหะหนุนผู้ประกอบการเปิดเช่าพื้นที่ในโครงการบางพลี

ทบ.จัดพิธีสดุดีวีรชนทหารกล้า 16 นาย ชายแดนไทย-กัมพูชา

ในวันที่ 26 กันยายน ที่ผ่านมา กองทัพบกได้จัดพิธีสำคัญเพื่อรำลึกถึงวีรชนทหารกล้าที่เสียสละชีวิตในสมรภูมิพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา พิธีนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความเคารพต่อเหล่าทหารผู้กล้าหาญ แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้คนไทยทุกคนตระหนักถึงคุณูปการของพวกเขาที่ปกป้องแผ่นดิน

ทบ.จัดพิธีสดุดีวีรชนทหารกล้า 16 นาย ในสมรภูมิพิพาทชายแดนไทย–กัมพูชา

ทบ.จัดพิธีสดุดีวีรชนทหารกล้า 16 นาย ในสมรภูมิพิพาทชายแดนไทย–กัมพูชา โดยมี พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานในพิธี ผู้เข้าร่วมรวมถึงผู้บังคับบัญชาชั้นสูง ทายาทของผู้เสียชีวิต และกำลังพลกองทัพบกจำนวนมาก พิธีจัดขึ้นที่บริเวณหน้ากำแพงอนุสรณ์กองทัพบก ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่จารึกชื่อวีรชนผู้สละชีพเพื่อชาติ

พิธีเริ่มต้นด้วยการทำบุญตักบาตรเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ทหารผู้ล่วงลับ จากนั้นกองทหารเกียรติยศแสดงความเคารพ ผู้เข้าร่วมกล่าวคำสดุดี และ พล.อ.พนา ประดับแผ่นป้ายจารึกรายนามทหารกล้าบนแท่นประทับ พร้อมกับการเป่าเพลงเคารพและยิงสลุตเกียรติยศ การวางพวงมาลายังเป็นส่วนสำคัญที่แสดงความอาลัยต่อดวงวิญญาณนักรบไทย

รายนามวีรชนทหารกล้าจากสมรภูมิชายแดน

ทบ.จัดพิธีสดุดีวีรชนทหารกล้า 16 นาย ในสมรภูมิพิพาทชายแดนไทย–กัมพูชา โดยรายนามที่ถูกจารึกไว้ ณ กำแพงอนุสรณ์ ได้แก่:

  • จ.ส.อ.ธวัชชัย บุสภา สังกัด กองพันปืนใหญ่ที่ 106 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 6
  • จ.ส.อ.ธีระยุทธ สีจุ้ยจ้าย สังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 13
  • จ.ส.อ.อโณทัย ป้องแก้ว สังกัด กองพันปฏิบัติการพิเศษ
  • จ.ส.อ.อภิรมย์ ทรงพุฒิ สังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 8
  • ส.อ.กฤษฎา น้อยโครต สังกัด กองร้อยลาดตระเวนระยะไกลที่ 6
  • ส.อ.จิรายุ สิงห์อ้น สังกัด กองร้อยลาดตระเวนระยะไกลที่ 6
  • ส.อ.จิรายุส อินทุมาน สังกัด กองพันจู่โจม
  • ส.อ.นพพล บุญเลิศ สังกัด กองร้อยลาดตระเวนระยะไกลที่ 6
  • ส.อ. อัมรินทร์ ผาสุข สังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23
  • ส.ท. ต่อพงษ์ พันดวง สังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 16
  • ส.ท. ศราวุฒิ นามสวัสดิ์ สังกัด กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 8
  • ส.ต. วรัญชิต ยวงสุวรรณ สังกัด กรมทหารราบที่ 13
  • พลทหาร ญาณพัฒน์ โครตสาขา สังกัด กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 3
  • พลทหาร ธีรยุทธ กระจ่างทอง สังกัด กองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 2
  • พลทหาร พิทยุตม์ โสดา สังกัด กองพันทหารราบที่ 4 กรมทหารราบที่ 23
  • พลทหาร สิรวิชญ์ ภิญโญสุข สังกัด กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 8

นอกจากนี้ ยังมีการประกอบพิธีทางศาสนาที่หอประชุมกิตติขจร โดยมีพระราชวัชรธรรมโสภณ (หลวงปู่ศิลา) เป็นประธาน สวดพระพุทธมนต์ ถวายภัตตาหาร ทอดผ้าบังสุกุล และมอบเงินช่วยเหลือแก่ทายาทของผู้เสียชีวิต ผู้เข้าร่วมยังได้ชมวีดิทัศน์สดุดี และฟังบรรยายพิเศษจาก แม่ทัพภาคที่ 2 เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ

พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ได้กล่าวสดุดีว่า เหล่าวีรชนเหล่านี้ได้สละชีวิตเพื่อปกป้องเอกราชและอธิปไตยของชาติ ด้วยความกล้าหาญและเสียสละที่สมเกียรติเป็นทหารไทย แม้ในสถานการณ์ตึงเครียด พวกเขายืนหยัดไม่ถอย เพื่อรักษาบูรณภาพแผ่นดินให้คนไทยมีที่อยู่อาศัยอย่างสงบสุข

กองทัพบกขอเชิดชูเกียรติเหล่าวีรชน และขอบคุณครอบครัวที่เป็นกำลังใจสำคัญ กองทัพบกจะดูแลทายาทให้ดีที่สุด เพื่อตอบแทนความเสียสละนี้ ดวงวิญญาณของพวกเขาจะสถิตอยู่คู่แผ่นดินไทยตลอดไป

การจัดพิธีเช่นนี้ช่วยเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้กำลังพล และเตือนใจประชาชนให้ภาคภูมิใจในชาติ ร่วมมือกันรักษาเกียรติภูมิไทย ดั่งวีรบุรุษเหล่านี้

ในฐานะที่เป็นพลเมืองไทย การรำลึกถึงวีรชนไม่ใช่แค่พิธีกรรม แต่เป็นการจุดประกายความรักชาติในใจเรา ลองนึกภาพเหล่าทหารที่ยืนหยัดในสมรภูมินั้น พวกเขาสอนเราว่าความกล้าหาญคือกุญแจสู่ความมั่นคงของชาติ หากคุณอ่านมาถึงตรงนี้ เชิญร่วมแบ่งปันความคิดเห็นด้านล่าง ว่าคุณคิดอย่างไรกับวีรกรรมเหล่านี้ และเราจะรักษามรดกนี้อย่างไรในยุคปัจจุบัน

ที่มา – ทบ.จัดพิธีสดุดีวีรชนทหารกล้า 16 นาย ในสมรภูมิพิพาทชายแดนไทย–กัมพูชา

ปู มัณฑนา เล่านิทานแฉแหลก ถูกบูลลี่

ปู มัณฑนา เล่านิทานแฉแหลก ถูกบูลลี่หนัก ลามถึงครอบครัว

ในวงการบันเทิงไทยช่วงนี้ เรื่องราวดราม่าร้อนแรงกำลังเป็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะกรณีของนักแสดงสาวชื่อดัง ปู มัณฑนา หิมะทองคำ ที่ออกมาโพสต์ข้อความดุเดือดผ่านโซเชียลมีเดีย พุ่งเป้าไปที่บุคคลลึกลับที่เธอขนานนามว่า “เจ้าพ่อสื่อ” ทำให้กลายเป็นประเด็นฮอตที่ทุกคนจับตามองไม่วางตา

ปู มัณฑนา เล่านิทานแฉแหลก: เรื่องราวที่ไม่อาจนิ่งเฉย

ล่าสุดเมื่อวันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา ปู มัณฑนา ได้เคลื่อนไหวอีกครั้งด้วยการโพสต์ข้อความยาวเหยียดในรูปแบบนิทานก่อนนอน บนเพจโซเชียลของตัวเอง โดยเนื้อหาเต็มไปด้วยการแฉพฤติกรรมและอิทธิพลของบุคคลดังกล่าวแบบไม่ยั้ง นิทานเรื่องนี้ไม่ใช่แค่นิทานธรรมดา แต่เป็นการเล่าเรื่องจริงที่สะท้อนความไม่เป็นธรรมที่เธอเผชิญ

ปู เริ่มเล่าเรื่องด้วยตัวละครหญิงสาวชื่อ “ปู” ผู้หญิงธรรมดาที่มีน้ำใจ เธอเพียงแค่เข้าไปคอมเมนต์ให้กำลังใจ “สู้ๆ” กับน้องคนหนึ่ง แต่กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของพายุดราม่า เมื่อ “เจ้าพ่อสื่อ” ที่มีเพจยักษ์ใหญ่ผู้ติดตามนับล้าน ใช้พื้นที่สื่อโจมตีเธออย่างรุนแรง คำวิจารณ์แพร่กระจายดั่งไฟลามทุ่ง ทำให้ปูต้องเผชิญกับการบูลลี่หนักหน่วง

ปู มัณฑนา

สาเหตุเบื้องหลัง: กลัวเสียหน้าเพราะคดีถอนฟ้อง

หลายคนสงสัยว่าทำไมเรื่องเล็กน้อยถึงบานปลายขนาดนี้ คำตอบที่ปูเล่าผ่านนิทานคือ “เจ้าพ่อสื่อ” กำลังหวาดกลัว เพราะคดีฟ้องน้องคนนั้นที่เขาฟ้องไว้ กลายเป็นว่าถอนฟ้องเพราะน้องป้องกันตัวโดยสุจริต เพื่อไม่ให้เสียหน้า เขาจึงสร้างเรื่องเบี่ยงเบนความสนใจ โดยเอาเป้าไปที่ปูที่เข้ามาให้กำลังใจ

เมื่อปูเห็นความไม่ยุติธรรม เธอจึงโพสต์อธิบาย 3 ข้อความบนเฟซบุ๊กเพื่อปกป้องตัวเอง แต่กลับยิ่งทำให้เจ้าพ่อสื่อโกรธแค้น ใช้เครือข่ายเพจและอวตารปลอมโจมตีหนักกว่าเดิม ถึงขั้นลากครอบครัวของปูมาเกี่ยวข้อง อย่างโหดร้ายร้ายกาจ สื่อยักษ์ใหญ่หลายแห่งกลับรายงานข่าวข้างเดียว ไม่ฟังคำชี้แจงจากปู บางแห่งยังถูกสั่งลบโพสต์ที่เข้าข้างเธอ ทำให้โลกออนไลน์กลายเป็นเวทีศาลเตี้ยที่ไม่เป็นธรรม

โพสต์นิทานของปู มัณฑนา

นิทานเรื่องนี้จบลงด้วยคำว่า “ความจริง ไม่เคยถูกปิดบังได้ตลอดกาล” และข้อคิดที่ว่า คำพูดเล็กๆ อาจสร้างพลังใจมหาศาล แต่ถ้าอำนาจสื่อถูกใช้ผิดทาง ก็กลายเป็นอาวุธทำลายชีวิต ในที่สุด ความดีและความจริงจะส่องแสงเอง

  • เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาการบูลลี่ในโซเชียลมีเดียที่รุนแรงแค่ไหน
  • อิทธิพลของสื่อยักษ์ใหญ่ที่อาจบิดเบือนความจริง
  • ความกล้าหาญของปูที่กล้าเล่าเรื่องเพื่อปกป้องตัวเองและครอบครัว
ภาพประกอบเหตุการณ์

จากประเด็นนี้ ทำให้เห็นว่าวงการบันเทิงไทยยังมีดราม่าที่ซับซ้อน โดยเฉพาะการใช้สื่อเป็นเครื่องมือโจมตีกัน ปู มัณฑนา เล่านิทานแฉแหลก นี้ไม่เพียงแค่เป็นเรื่องส่วนตัว แต่ยังเป็นอุทาหรณ์ให้ทุกคนตระหนักถึงอันตรายของการบูลลี่ออนไลน์ที่อาจลุกลามถึงครอบครัวและชีวิตจริง

ในมุมมองของผู้เขียน คิดว่าปูทำถูกแล้วที่กล้าพูดออกมา เพราะความเงียบอาจยิ่งทำให้ปัญหาแย่ลง ทุกคนควรสนับสนุนให้มีพื้นที่สำหรับความจริงที่เป็นธรรม หากคุณเคยเจอการบูลลี่แบบนี้ ลองแชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้เราร่วมกันต่อต้านปัญหานี้

ภาพเพิ่มเติม
ภาพปู มัณฑนา

ที่มา – ‘ปู มัณฑนา’ เล่านิทานแฉแหลก ลั่นถูกบูลลี่หนัก-ลามถึงครอบครัว!

มาแล้ว!แม่น้ำหนึ่งปล่อยเลขเด็ด 1 ต.ค. 68

สำหรับคอหวยทั้งหลายที่กำลังรอคอยเลขเด็ดงวดใหม่ วันนี้เรามีข่าวดีมาบอก! มาแล้ว!แม่น้ำหนึ่งปล่อยเลขเด็ด 1 ต.ค. 68 คอหวยแห่ส่อง หาลอตเตอรี่ให้ไว หลังจากที่นักใบ้หวยชื่อดัง “แม่น้ำหนึ่ง” ได้โพสต์ชุดเลขเด็ดล่าสุดสำหรับงวดวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ออกมาให้แฟนๆ ได้ตามติดตามกันอย่างใกล้ชิด

มาแล้ว!แม่น้ำหนึ่งปล่อยเลขเด็ด 1 ต.ค. 68 คอหวยแห่ส่อง หาลอตเตอรี่ให้ไว

วันที่ 26 กันยายน 2568 แม่น้ำหนึ่งซึ่งเป็นที่รู้จักในวงการหวยจากความแม่นยำในการให้เลขหลายงวด ได้ปล่อยเลขเด็ดชุดใหม่ที่เน้นไปที่เลขท้าย 2 และ 3 ตัว โดยคอหวยทั่วประเทศต่างพากันแห่ส่องและแชร์กันอย่างคึกคักบนโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก ไลน์ หรือติ๊กต็อก ทำให้กระแสของเลขเด็ดชุดนี้พุ่งสูงในชั่วข้ามคืน

แม่น้ำหนึ่งใบ้หวย

เลขเด็ดที่แม่น้ำหนึ่งให้ความสำคัญในงวดนี้มีดังนี้:

  • เลข 3 ตัวตรง: 888
  • เลข 2 ตัว: 86, 85, 05, 81, 87, 07

หลายคนที่ติดตามแม่น้ำหนึ่งมานานบอกว่าชุดเลขนี้ตรงกับแนวทางที่เคยวิเคราะห์ไว้ก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะเลข 8 ที่ออกบ่อยในงวดล่าสุด ทำให้คอหวยหลายรายตัดสินใจรีบไปหาซื้อลอตเตอรี่ตัวเลขเหล่านี้ทันที ตามกระแสที่ว่า “มาแล้ว!แม่น้ำหนึ่งปล่อยเลขเด็ด 1 ต.ค. 68 คอหวยแห่ส่อง หาลอตเตอรี่ให้ไว” ซึ่งกลายเป็นวลีฮิตในกลุ่มหวยออนไลน์

ทำไมเลขเด็ดจากแม่น้ำหนึ่งถึงได้รับความนิยม

แม่น้ำหนึ่งหรือชื่อจริง พัชริดา พงษ์ธนัชภัทร เป็นนักใบ้หวยที่โด่งดังจากความแม่นยำในเลขหวยรัฐบาลมาหลายงวด โดยเฉพาะในช่วงปี 2567 ที่เลขเด็ดของเธอเข้าตรงหลายครั้ง เช่น เลข 09, 78 ที่ออกในงวดก่อนๆ ทำให้แฟนคลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เธอมักจะใบ้หวยผ่านเพจเฟซบุ๊กส่วนตัวที่มียอดติดตามกว่า 1 ล้านคน และในงวดนี้ ชุดเลขเด็ด 888 และคู่เลข 2 ตัวชุดนี้ถูกมองว่าเป็นเลขนำโชคที่มาจากการวิเคราะห์ฝันและกระแสสังคม

นอกจากนี้ คอหวยยังชื่นชอบสไตล์การใบ้หวยของแม่น้ำหนึ่งเพราะเธอจะอธิบายที่มาของเลขอย่างละเอียด ไม่ใช่แค่ปล่อยเลขเฉยๆ ทำให้ผู้เสี่ยงโชครู้สึกมั่นใจมากขึ้น ในงวด 1 ตุลาคม 2568 นี้ เลข 888 ถือเป็นเลขเด่นที่หลายคนคาดว่าจะเป็นจุดเปลี่ยน เพราะเลขซ้ำแบบนี้มักออกในช่วงเทศกาลใหญ่ๆ

สำหรับเลข 2 ตัวอย่าง 86, 85, 05, 81, 87, 07 คอหวยสามารถนำไปตีความเพิ่มเติมได้ เช่น จับคู่กับเลขมงคลส่วนตัว หรือดูจากทะเบียนรถดังในข่าว เพื่อเพิ่มโอกาสในการถูกรางวัล แต่สิ่งสำคัญคือการเล่นหวยอย่างมีสติ แม่น้ำหนึ่งเองก็ได้เตือนแฟนๆ ว่าให้ใช้วิจารณญาณในการเลือกซื้อ และเล่นเท่าที่พอดี ไม่เกินกำลังตนเอง

กระแสเลขเด็ดชุดนี้ทำให้ตลาดลอตเตอรี่คึกคัก โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัดอย่างอีสานที่เป็นฐานแฟนคลับหลักของแม่น้ำหนึ่ง บางรายถึงกับเดินทางไปหาซื้อลอตเตอรี่โดยตรงจากผู้ขายรายย่อยเพื่อเลขที่ตรงกับที่ใบ้ คอหวยบางคนแชร์ประสบการณ์ว่าการติดตามเลขจากแม่น้ำหนึ่งช่วยให้ถูกรางวัลเล็กๆ น้อยๆ มาหลายงวดแล้ว

หากคุณกำลังมองหาแนวทางหวยสำหรับงวดนี้ ชุดเลขเด็ดจากแม่น้ำหนึ่งน่าจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ลองนำไปพิจารณาดู แต่จำไว้ว่า หวยเป็นการเสี่ยงโชค การมีเลขเด็ดดีๆ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความสนุกเท่านั้น

ในฐานะที่ติดตามข่าวหวยมานาน ผมคิดว่าชุดเลขนี้มีโอกาสสูงที่จะนำโชคมาสู่ผู้เสี่ยงโชคหลายคน โดยเฉพาะเลข 888 ที่ดูเป็นเลขมงคล ลองซื้อสักใบสองใบเพื่อลุ้นดูสิ ใครรู้也许จะเป็นเศรษฐีคนต่อไป!

ที่มา – มาแล้ว!แม่น้ำหนึ่งปล่อยเลขเด็ด 1 ต.ค. 68 คอหวยแห่ส่อง หาลอตเตอรี่ให้ไว

‘สิริพงศ์’ ยันคนละครึ่ง เฟส 2 เริ่มธ.ค.68

‘สิริพงศ์’ ยันรัฐบาลทำ ‘คนละครึ่ง’ เฟส 2 แน่นอน คาดเริ่มธ.ค.68-ม.ค.69

ในช่วงเศรษฐกิจที่ยังคงฟื้นตัวช้า รัฐบาลไทยกำลังเตรียมมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายเพื่อช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะโครงการยอดนิยมอย่าง “คนละครึ่ง” ที่เคยประสบความสำเร็จในอดีต ล่าสุด นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมายืนยันว่ารัฐบาลจะเดินหน้าโครงการ “คนละครึ่ง” เฟส 2 แน่นอน โดยคาดว่าจะเริ่มในช่วงเดือนธันวาคม 2568 ถึงมกราคม 2569 ซึ่งเป็นข่าวดีสำหรับประชาชนจำนวนมากที่รอคอยมาตรการนี้

รายละเอียดโครงการคนละครึ่ง เฟสแรก

ก่อนอื่น มาดูภาพรวมของโครงการ “คนละครึ่ง” เฟสแรกกันก่อน เมื่อวันที่ 26 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ ได้กล่าวถึงการดำเนินโครงการเฟสแรก โดยผู้ที่ได้รับสิทธิจะมีจำนวนประมาณ 33 ล้านสิทธิ แบ่งเป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13 ล้านสิทธิ และประชาชนทั่วไป 20 ล้านสิทธิ สำหรับเงื่อนไขการเข้าร่วม หากประชาชนเคยเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่ง” เฟส 5 ในสมัยรัฐบาลก่อน จะต้องไปยืนยันตัวตน แต่ถ้าไม่เคยเข้าร่วมมาก่อน จะต้องลงทะเบียนใหม่ทั้งหมด

โครงการนี้มุ่งหวังให้เงินช่วยเหลือกระจายไปยังผู้ประกอบการรายย่อย โดยรัฐบาลจะช่วยจ่ายส่วนหนึ่ง ทำให้ประชาชนสามารถซื้อสินค้าและบริการได้ในราคาที่ถูกลง ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจฐานราก

การเตรียมความพร้อมสำหรับคนละครึ่ง เฟส 2

สำหรับ “คนละครึ่ง” เฟส 2 นายสิริพงศ์ ยืนยันว่ามีการพิจารณาอย่างจริงจัง โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้รับนโยบายจากนายกรัฐมนตรีให้ศึกษาความเป็นไปได้แล้ว อย่างไรก็ตาม ต้องรอให้โครงการเฟสแรกสิ้นสุดก่อน เพื่อประเมินผลและปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น คาดว่าการเปิดลงทะเบียนจะเริ่มในช่วงปลายปี 2568 ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการบริโภคในช่วงเทศกาลปีใหม่

นอกจากนี้ โครงการ “คนละครึ่ง” เฟส 2 อาจมีเงื่อนไขที่ยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น การเพิ่มวงเงินช่วยเหลือหรือขยายกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้ครอบคลุมประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจหลังโควิด-19 มากยิ่งขึ้น

ประโยชน์ของโครงการคนละครึ่ง เฟส 2 ต่อเศรษฐกิจไทย

โครงการ “คนละครึ่ง” เฟส 2 ไม่เพียงช่วยเหลือประชาชนในการลดค่าใช้จ่าย แต่ยังกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวมให้หมุนเวียนได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในภาคการค้าปลีกและบริการ รัฐบาลคาดหวังว่ามาตรการนี้จะช่วยเพิ่ม GDP และลดอัตราการว่างงาน ประชาชนควรเตรียมตัวโดยตรวจสอบสิทธิ์ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังค์หรือเว็บไซต์ที่กำหนด

  • กลุ่มเป้าหมาย: ผู้มีรายได้น้อยและประชาชนทั่วไป
  • วงเงินช่วยเหลือ: คาดใกล้เคียงเฟสก่อน 50% ของยอดซื้อ
  • ระยะเวลา: เริ่มธันวาคม 2568 – มกราคม 2569
  • วิธีสมัคร: ลงทะเบียนออนไลน์หรือยืนยันตัวตน

จากประสบการณ์ในเฟสก่อนๆ โครงการนี้เคยช่วยให้ร้านค้าขนาดเล็กมีรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 30% ดังนั้น เฟส 2 น่าจะยิ่งสร้างผลกระทบเชิงบวกมากขึ้น หากคุณเป็นผู้ประกอบการ ควรเตรียมระบบรับชำระเงินดิจิทัลให้พร้อม

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังต้องเผชิญความท้าทาย เช่น การจัดสรรงบประมาณและการป้องกันการทุจริต เพื่อให้โครงการ “คนละครึ่ง” เฟส 2 สำเร็จลุล่วง

ในฐานะนักวิเคราะห์เศรษฐกิจ ผมเชื่อว่ามาตรการนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการฟื้นฟูเศรษฐกิจปี 2569 หากประชาชนและผู้ประกอบการร่วมมือกัน จะช่วยให้ไทยก้าวผ่านวิกฤตได้อย่างแข็งแกร่ง ลองเตรียมตัวลงทะเบียนตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อไม่พลาดสิทธิ์สำคัญนี้

ที่มา – ‘สิริพงศ์’ ยันรัฐบาลทำ ‘คนละครึ่ง’ เฟส 2 แน่นอน คาดเริ่มธ.ค.68-ม.ค.69