ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

จุฬาฯ – ม.เกษตรศาสตร์ ลงนามความร่วมมือ สร้างบุคลากรแพทย์

ในยุคที่ระบบสาธารณสุขไทยกำลังเผชิญความท้าทายมากมาย การขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์กลายเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ต้องแก้ไข จุฬาฯ – ม.เกษตรศาสตร์ ลงนามความร่วมมือทางวิชาการ สร้างบุคลากรทางการแพทย์ จึงเป็นก้าวสำคัญที่ทั้งสองมหาวิทยาลัยก้าวข้ามขีดจำกัด เพื่อพัฒนาการศึกษาเภสัชศาสตร์และวางรากฐานระบบสุขภาพของประเทศให้มั่นคงยั่งยืน

จุฬาฯ – ม.เกษตรศาสตร์ ลงนามความร่วมมือทางวิชาการ สร้างบุคลากรทางการแพทย์

พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568 ณ ห้องประชุม 402 ชั้น 4 อาคาร 80 ปี คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ โดยเริ่มด้วย รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ รองคณบดีฝ่ายพันธกิจสากลและกิจการวิชาชีพ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ รศ.ภก.ดร.วรสิทธิ์ วงศ์สุทธิเลิศ คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ และ รศ.สมหวัง ขันตยานุวงศ์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาวิทยาศาสตร์สุขภาพและเขตพื้นที่สุพรรณบุรี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้กล่าวแสดงความพร้อม จากนั้นทั้งสองฝ่ายลงนาม โดยมีผู้บริหารร่วมเป็นสักขีพยาน

วัตถุประสงค์ของจุฬาฯ – ม.เกษตรศาสตร์ ลงนามความร่วมมือทางวิชาการ สร้างบุคลากรทางการแพทย์

ความร่วมมือครั้งนี้เกิดจากมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 24 มกราคม 2566 ที่สนับสนุนงบประมาณกว่า 8,863 ล้านบาท สำหรับพัฒนาอุทยานการแพทย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โครงการมุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์แบบองค์รวม เพื่อตอบสนองสังคมเกษตรกรรมและผู้สูงอายุ ยกระดับไทยสู่ Medical Hub ของภูมิภาค ตลอด 10 ปี (1 กันยายน 2568 – 31 สิงหาคม 2578) คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ จะเป็นพี่เลี้ยงให้คณะเภสัชศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ครอบคลุมการพัฒนาหลักสูตร การแลกเปลี่ยนความรู้ การวิจัย และนวัตกรรมเภสัชศาสตร์

เป้าหมายคือผลิตเภสัชกรคุณภาพสูง ที่มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถประยุกต์ศาสตร์เพื่อยกระดับสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะในบริบทเกษตรและผู้สูงอายุ ความร่วมมือจุฬาฯ – ม.เกษตรศาสตร์ ลงนามความร่วมมือทางวิชาการ สร้างบุคลากรทางการแพทย์ นี้ไม่เพียงสร้างบุคลากร แต่ยังวางรากฐานสาธารณสุข นวัตกรรม และ竞争力ของไทยในเวทีโลก

รศ.ภก.ดร.วรสิทธิ์ วงศ์สุทธิเลิศ คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า จุฬาฯ – ม.เกษตรศาสตร์ ลงนามความร่วมมือทางวิชาการ สร้างบุคลากรทางการแพทย์ เกิดจากการหารือเพื่อผลิตเภสัชกรมาตรฐาน จุฬาฯ เป็นพี่เลี้ยงดูแลหลักสูตรตามสภาเภสัชกรรม ร่วมพัฒนาบัณฑิตและวิจัย กรอบ 10 ปี เพื่อความมั่นคง นอกจากนี้ ยังมีแผนสนับสนุนสังคม โดยเน้นวิจัยสมุนไพรไทย จุฬาฯ ผลักดันสู่โลก ม.เกษตรฯ เชี่ยวชาญเกษตรพืชสมุนไพร การผสานจุดแข็งนี้สร้างนวัตกรรมใหม่

“จุฬาฯ และ ม.เกษตรศาสตร์ มั่นใจว่าความร่วมมือจะเสริมบุคลากรเภสัชกร นักวิจัย ยกระดับสุขภาพ ระบบยา และอุตสาหกรรม เพื่อประชาชนไทย” รศ.ภก.ดร.วรสิทธิ์ กล่าว

รศ.สมหวัง ขันตยานุวงศ์ รองอธิการบดี ม.เกษตรศาสตร์ ขอบคุณจุฬาฯ ที่รับเป็นพี่เลี้ยง พัฒนาคณะเภสัชศาสตร์ ซึ่งเป็นส่วนของอุทยานการแพทย์ เพื่อผลิตบุคลากรเข้าสังคมไทย ปัจจุบันขาดเภสัชกรกว่า 10,000 อัตรา ตามสภาเภสัชกรรม ม.เกษตรฯ จึงตั้งคณะเพื่อแก้ปัญหา โครงการได้รับงบรัฐถึง 2572 วางแผนผลิตเภสัชกรใน 6 ปี รองรับสังคม ส่งเสริมยาสมุนไพรไทยทั้งรักษาและอุตสาหกรรม

“ความร่วมมือนี้เป็นต้นแบบสถาบันอุดมศึกษาไทย สร้างนวัตกรรมเภสัชศาสตร์ สมุนไพร ผลักดันสุขภาพยั่งยืน” รศ.สมหวัง กล่าว

ประโยชน์และอนาคตของความร่วมมือ

ความร่วมมือจุฬาฯ – ม.เกษตรศาสตร์ ลงนามความร่วมมือทางวิชาการ สร้างบุคลากรทางการแพทย์ จะช่วยแก้ขาดแคลนบุคลากร ยกระดับการศึกษาและวิจัย โดยเฉพาะสมุนไพรไทยที่เป็นจุดแข็งของชาติ โครงการ 10 ปีนี้จะผลิตบัณฑิตรุ่นใหม่ที่พร้อมรับมือสังคมสูงวัยและเกษตรกรรม นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการเป็น Medical Hub ระดับภูมิภาค ทำให้ไทยแข็งแกร่งด้านสุขภาพ

  • พัฒนาหลักสูตรเภสัชศาสตร์มาตรฐานสากล
  • แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนักวิจัย
  • สร้างนวัตกรรมยาและสมุนไพร
  • ผลิตบุคลากรตอบโจทย์สังคมไทย

ในมุมมองของผู้เขียน ความร่วมมือนี้ไม่ใช่แค่การลงนาม แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปสาธารณสุขไทยที่ยั่งยืน หากคุณสนใจด้านการแพทย์และการศึกษา ลองติดตามพัฒนาการของโครงการนี้ และแชร์บทความเพื่อกระจายข้อมูลให้แพร่หลายยิ่งขึ้น

ที่มา – จุฬาฯ – ม.เกษตรศาสตร์ ลงนามความร่วมมือทางวิชาการ สร้างบุคลากรทางการแพทย์

ทรัมป์เดินหน้าเล่นงานศัตรูการเมือง จี้ตั้งข้อหาอดีตผู้อำนวยการเอฟบีไอ

ทรัมป์เดินหน้าเล่นงานศัตรูการเมือง จี้ตั้งข้อหาอดีตผู้อำนวยการเอฟบีไอ

ในโลกการเมืองสหรัฐฯ ที่เต็มไปด้วยความดราม่าและการต่อสู้กันอย่างดุเดือด ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สร้างความฮือฮาอีกครั้งด้วยการผลักดันให้มีการตั้งข้อหาต่อเจมส์ โคมีย์ อดีตผู้อำนวยการเอฟบีไอ ซึ่งทรัมป์มองว่าเป็นศัตรูทางการเมืองตัวฉกาจ การเคลื่อนไหวนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความขัดแย้งที่รุนแรง แต่ยังท้าทายหลักการพื้นฐานของระบบยุติธรรมสหรัฐฯ ที่ควรจะเป็นกลางและปราศจากอิทธิพลทางการเมือง

ทรัมป์เดินหน้าเล่นงานศัตรูการเมือง จี้ตั้งข้อหาอดีตผู้อำนวยการเอฟบีไอ

ตามรายงานจากสำนักข่าวเอเอฟพี เมื่อวันที่ 26 กันยายน จากกรุงวอชิงตัน การเรียกร้องของทรัมป์เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่เขาแสดงออกอย่างเปิดเผย โดยจี้ให้นางพาเมลา บอนดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ ดำเนินคดีกับโคมีย์และบุคคลอื่นๆ ที่ทรัมป์มองว่าเป็น ‘ศัตรู’ ของเขา นี่ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าตกใจ เพราะมันขัดแย้งกับหลักการที่ว่ากระทรวงยุติธรรมต้องทำงานโดยปราศจากแรงกดดันจากทำเนียบขาว

ข้อกล่าวหาที่วางไว้กับโคมีย์ ได้แก่ การให้การเท็จและขัดขวางกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับการสอบสวนที่เขาเคยดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องรัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งปี 2016 ที่ทรัมป์ชนะเลือกตั้ง และประเด็นว่าทรัมป์สมรู้ร่วมคิดกับรัสเซียหรือไม่ การสอบสวนดังกล่าวเคยสร้างความปวดหัวให้กับทรัมป์อย่างมาก และตอนนี้ดูเหมือนว่าทรัมป์กำลังโต้กลับด้วยวิธีที่แข็งกร้าว

ทรัมป์เองก็แสดงความยินดีกับการดำเนินการของกระทรวงยุติธรรม โดยโพสต์ข้อความยกย่องว่าการตั้งข้อหากับโคมีย์เป็น ‘กรณีรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา’ และเรียกโคมีย์ว่า ‘หนึ่งในมนุษย์ผู้เลวร้ายที่สุดในประเทศ’ คำพูดเหล่านี้ไม่เพียงแต่จุดประกายความขัดแย้ง แต่ยังทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความเป็นกลางของระบบยุติธรรมภายใต้การนำของทรัมป์

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากข้อกล่าวหานี้

หากโคมีย์ถูกตัดสินว่ามีความผิด เขาอาจต้องรับโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี ตามที่ลินด์ซีย์ ฮัลลิแกน อดีตทนายความส่วนตัวของทรัมป์ ซึ่งเพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นอัยการรัฐบาลกลางโดยทรัมป์เอง ได้กล่าวไว้ แม้ว่าฮัลลิแกนจะไม่มีประสบการณ์ในฐานะอัยการมากนัก แต่การแต่งตั้งนี้ดูเหมือนจะเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการเล่นงานศัตรูการเมือง รัฐมนตรีบอนดีเองก็ออกแถลงการณ์ว่า ‘ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย’ และยืนยันว่าการกระทำของโคมีย์เป็น ‘อาชญากรรมร้ายแรง’

แม้ทรัมป์จะยืนยันว่าเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการตั้งข้อหา แต่เขาก็ให้สัญญาณชัดเจนเกี่ยวกับการแต่งตั้งฮัลลิแกนให้จัดการคดีนี้และคดีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ฝั่งโคมีย์เองไม่ได้นิ่งเฉย เขาโพสต์คลิปวิดีโอบนอินสตาแกรมเพื่อยืนยันว่าไม่กลัวและปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยบอกว่าตัวเองไม่ได้ทำผิดอะไร นี่คือการต่อสู้ที่ดุเดือดระหว่างอดีตผู้นำเอฟบีไอกับประธานาธิบดีที่ยังคงมีอิทธิพลสูง

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัวระหว่างทรัมป์กับโคมีย์เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงปัญหาใหญ่ในระบบการเมืองสหรัฐฯ ที่การเมืองและยุติธรรมเริ่มเบลอขอบเขตเข้าด้วยกัน ผู้เชี่ยวชาญหลายคนกังวลว่ามันอาจนำไปสู่การใช้ระบบยุติธรรมเป็นเครื่องมือทางการเมือง ซึ่งจะทำลายความเชื่อมั่นของประชาชน ในทางกลับกัน บางคนมองว่าเป็นการบังคับใช้กฎหมายที่จำเป็นต่อผู้ที่เคยละเมิด

  • ข้อกล่าวหาหลัก: ให้การเท็จและขัดขวางกระบวนการยุติธรรม
  • โทษสูงสุด: จำคุก 5 ปี
  • ผู้ดำเนินคดี: ลินด์ซีย์ ฮัลลิแกน อัยการที่ทรัมป์แต่งตั้ง
  • การตอบโต้ของโคมีย์: ปฏิเสธผ่านโซเชียลมีเดีย

ด้วยสถานการณ์ที่ร้อนระอุเช่นนี้ การเมืองสหรัฐฯ ยังคงเป็นเวทีที่น่าติดตาม ผู้สนใจควรติดตามพัฒนาการต่อไป เพราะมันอาจส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้งและนโยบายต่างประเทศในอนาคต หากคุณเป็นคนที่ชื่นชอบข่าวการเมือง ลองแชร์ความคิดเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณมองเหตุการณ์นี้อย่างไร และอย่าลืมกดติดตามเพื่อรับข่าวสารล่าสุด!

สุดท้ายแล้ว การเล่นงานศัตรูการเมืองแบบนี้ของทรัมป์อาจเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดในการรักษาฐานเสียง แต่ก็เสี่ยงต่อการถูกวิจารณ์เรื่องการใช้อำนาจในทางที่ผิด มันเป็นเครื่องเตือนใจว่าในโลกการเมือง ไม่มีใครปลอดภัยจากคู่แข่ง

ที่มา – ทรัมป์เดินหน้าเล่นงานศัตรูการเมือง จี้ตั้งข้อหาอดีตผู้อำนวยการเอฟบีไอ

‘จ๋า ธนนนท์‘ขอพรให้‘นายกฯหนู‘ทำงานราบรื่น

‘จ๋า ธนนนท์‘ขอพรให้‘นายกฯหนู‘ทำงานราบรื่นไม่มีอุปสรรค

ในวันที่ 26 กันยายน 2567 เวลาประมาณ 14.12 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘จ๋า ธนนนท์’ ซึ่งเป็นภริยาของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางมาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล โดยเฉพาะศาลพระภูมิเจ้าที่และศาลตายาย เพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิตการทำงานของสามี

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวการเมืองที่กำลังร้อนระอุ แต่ ‘จ๋า ธนนนท์’ แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้หญิงไทยที่เคร่งศาสนาและเชื่อมั่นในพลังแห่งการอธิษฐาน เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงสิ่งที่ขอพร น.ส.ธนนนท์ได้ตอบอย่างเรียบง่ายแต่หนักแน่นว่า เธออธิษฐานขอให้นายกรัฐมนตรีทำงานได้อย่างราบรื่น มีประสิทธิภาพ และไม่มีอุปสรรคใดๆ ขวางกั้น

‘จ๋า ธนนนท์‘ขอพรให้‘นายกฯหนู‘ทำงานราบรื่นไม่มีอุปสรรค

การกระทำของ ‘จ๋า ธนนนท์’ ในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความรักและกำลังใจต่อสามีเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงวัฒนธรรมไทยที่ให้ความสำคัญกับการไหว้พระและขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อความสำเร็จในหน้าที่การงาน โดยเฉพาะในตำแหน่งที่สำคัญอย่างนายกรัฐมนตรี ซึ่งต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ การเมืองภายใน และนโยบายสาธารณะที่ต้องแก้ไข

นายอนุทิน ชาญวีรกูล เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่หลังจากการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลล่าสุด การมาของเขานำความหวังใหม่มาสู่ประชาชน โดยเฉพาะนโยบายด้านสาธารณสุขและการพัฒนาชนบทที่เขาเคยมีส่วนร่วมในอดีต แต่การทำงานในฐานะผู้นำประเทศต้องอาศัยความสามัคคีและการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน การขอพรจาก ‘จ๋า ธนนนท์’ จึงเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงถึงความมุ่งมั่นของครอบครัวในการสนับสนุนการทำงานของนายกฯ

ความหมายของการขอพรในวัฒนธรรมไทย

ในสังคมไทย การสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะสำหรับบุคคลสาธารณะอย่างนักการเมือง การไหว้ศาลพระภูมิเจ้าที่และศาลตายายที่ทำเนียบรัฐบาลถือเป็นประเพณีที่สืบทอดมา เพื่อขอพรให้การบริหารราชการแผ่นดินราบรื่น ปราศจากปัญหาใหญ่ ‘จ๋า ธนนนท์’ ซึ่งเป็นนักธุรกิจสาวสวยและมีบทบาทในสังคมชั้นสูง ได้แสดงให้เห็นถึงความถ่อมตนและศรัทธาในแบบไทยๆ

  • ศาลพระภูมิเจ้าที่: เป็นเทพผู้守护ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ขอพรให้สถานที่ทำงานมั่นคง
  • ศาลตายาย: สัญลักษณ์ของบรรพบุรุษ ขอพรให้ได้รับการคุ้มครองจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์
  • การอธิษฐานสำหรับนายกฯ: มุ่งเน้นที่ความราบรื่นในการทำงาน เพื่อประโยชน์ของประชาชน

นอกจากนี้ การขอพรดังกล่าวยังช่วยเสริมภาพลักษณ์ของนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำที่ใกล้ชิดกับประชาชนและเคารพประเพณี ทำให้เกิดความรู้สึกอบอุ่นในใจของผู้ติดตามข่าวสาร

ในมุมมองของผู้เขียน การกระทำเล็กๆ อย่างการขอพรนี้สามารถเป็นจุดเริ่มต้นของพลังบวกได้ หากนายกรัฐมนตรีได้รับการสนับสนุนเช่นนี้ การแก้ไขปัญหาของชาติอาจราบรื่นขึ้นจริงๆ อย่างไรก็ตาม การเมืองไทยยังคงมีความซับซ้อน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดควรให้กำลังใจและตรวจสอบการทำงานอย่างมีสติ

สุดท้ายนี้ หวังว่านายกรัฐมนตรีจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามที่ ‘จ๋า ธนนนท์’ อธิษฐานขอไว้ ลองติดตามข่าวสารการเมืองไทยเพื่ออัปเดตความคืบหน้าต่อไป หากคุณมีมุมมองอย่างไร สามารถแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ได้เลย

ที่มา – ‘จ๋า ธนนนท์‘ขอพรให้‘นายกฯหนู‘ทำงานราบรื่นไม่มีอุปสรรค

‘เจบี’ ส่งข้อความพิเศษถึงอากาเซ่ ก่อนเปิดขายบัตรคอนเสิร์ต 27 ก.ย.

‘เจบี’ ส่งข้อความพิเศษถึงอากาเซ่ ก่อนเปิดขายบัตรคอนเสิร์ต 27 ก.ย. นี้!

หลังจากสร้างความประทับใจให้กับแฟน ๆ ชาวไทยในคอนเสิร์ตเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ‘เจบี’ (JAY B) ศิลปินคุณภาพจาก MAUVE Company และสมาชิกวง GOT7 เตรียมกลับมาอีกครั้งเพื่อมอบความทรงจำสุดพิเศษ กับคอนเสิร์ต 2025 JAY B CONCERT [TAPE:RE LOAD FINALE] IN BANGKOK ซึ่งเป็นบทสรุปสุดยิ่งใหญ่ของซีรีส์ TAPE ที่เจบีทุ่มเทหัวใจให้แฟน ๆ ทุกคน

คอนเสิร์ตครั้งนี้จะจัดขึ้น 2 รอบ ในวันที่ 1 และ 2 พฤศจิกายน 2568 เวลา 18:00 น. ณ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี โดยจะเปิดขายบัตรอย่างเป็นทางการในวันที่ 27 กันยายน 2568 เวลา 10:00 น. ผ่านทางไทยทิคเก็ตเมเจอร์ พร้อมสิทธิพิเศษมากมายสำหรับอากาเซ่ชาวไทย เพื่อให้ทุกคนได้เพลิดเพลินแบบเต็มที่ก่อนวันแสดงจริง

‘เจบี’ ส่งข้อความพิเศษถึงอากาเซ่ ก่อนเปิดขายบัตรคอนเสิร์ต 27 ก.ย. นี้!

เพื่ออุ่นเครื่องก่อนเปิดขายบัตร ‘เจบี’ ได้ส่งคลิปข้อความสุดอบอุ่นหัวใจถึงอากาเซ่ชาวไทย ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและรอยยิ้มที่แฟน ๆ คิดถึงมากมาย ในคลิปนั้น เจบีกล่าวว่า: “สวัสดีครับทุกคน JAY B GOT7 นะครับ ทุกคนสบายดีกันไหมครับ หลังจากที่ได้จัดคอนเสิร์ตเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ผมได้เตรียมคอนเสิร์ตครั้งนี้ขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อที่จะได้มาสร้างความทรงจำดี ๆ ร่วมกับทุกคน นั่นก็คือ 2025 JAY B CONCERT [TAPE:RE LOAD FINALE] IN BANGKOK ครับ ถ้าอย่างนั้นอากาเซ่ทุกคนครับ มาเจอกันวันที่ 1 และ 2 พฤศจิกายน 2568 ที่ IMPACT ARENA นะครับ บ๊ายบาย ขอบคุณครับ”

แค่ฟังคำทักทายนี้ก็ทำให้หัวใจเต้นแรงแล้วใช่ไหม? การกลับมาของ ‘เจบี’ ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การแสดงคอนเสิร์ตธรรมดา แต่เป็นการปิดฉาก ‘เทปแห่งความทรงจำ’ อย่างสมบูรณ์แบบ เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ ความผูกพัน และพลังดนตรีที่เชื่อมโยงระหว่างศิลปินกับแฟนคลับ คอนเสิร์ตนี้การันตีความยอดเยี่ยมโดยทีมผู้จัดจาก BEX (บริษัทในเครือเวิร์คพอยท์กรุ๊ป) ที่เจบีไว้วางใจมานาน ร่วมด้วย YJ PARTNERS และ PROUD2 ที่จะสร้างประสบการณ์สุดพิเศษให้ทุกคน

รายละเอียดคอนเสิร์ตและสิทธิพิเศษสำหรับอากาเซ่

สำหรับอากาเซ่ที่กำลังตื่นเต้นกับ ‘เจบี’ ส่งข้อความพิเศษถึงอากาเซ่ ก่อนเปิดขายบัตรคอนเสิร์ต 27 ก.ย. นี้! คอนเสิร์ตจะนำเสนอเพลงฮิตจากอัลบั้ม TAPE ทั้งหมด รวมถึงเซอร์ไพรส์พิเศษที่เจบีเตรียมไว้ให้แฟน ๆ ชาวไทยโดยเฉพาะ ด้วยเวทีสุดอลังการ แสงสีเสียงครบครัน และโอกาสได้ใกล้ชิดศิลปินมากขึ้น สิทธิพิเศษในการซื้อบัตรรวมถึงแพ็กเกจ VIP ที่มีโปสเตอร์พิเศษ ลายเซ็น และการเข้าถึงแฟนมีตติ้งเบื้องหลัง

  • วันที่แสดง: 1-2 พฤศจิกายน 2568
  • สถานที่: อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี
  • เวลา: 18:00 น. เริ่มแสดง
  • เปิดขายบัตร: 27 กันยายน 2568 เวลา 10:00 น.
  • ช่องทางซื้อ: ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ (www.thaiticketmajor.com)

นอกจากนี้ แฟน ๆ สามารถติดตามอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่ Facebook และ X: @BEX_Concert เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ อย่างราคาบัตร โซนที่นั่ง และโปรโมชันพิเศษ การมาของ ‘เจบี’ ครั้งนี้จะเป็นโอกาสทองสำหรับอากาเซ่ที่จะได้สร้างความทรงจำใหม่ ๆ ร่วมกัน หลังจากที่ GOT7 สร้างชื่อเสียงระดับโลกมาแล้ว

ทำไมคอนเสิร์ตของ ‘เจบี’ ถึงน่าตื่นเต้นขนาดนี้? เพราะนอกจากดนตรีที่โดดเด่นแล้ว เจบียังเป็นศิลปินที่ทุ่มเทกับแฟน ๆ มาก โดยเฉพาะอากาเซ่ชาวไทยที่คอยสนับสนุนมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นการแสดงสดที่พลังทะลุจอ หรือการแชร์เรื่องราวชีวิตผ่านโซเชียลมีเดีย ทุกครั้งที่เจบีมาไทย แฟน ๆ ก็ได้รับความสุขเต็มเปี่ยม ครั้งนี้จะเป็น Finale ของ TAPE Series ที่ทุกคนรอคอย อย่าลืมเตรียมตัวให้พร้อม วอร์มนิ้วรอวันกดบัตร!

ในฐานะแฟน K-Pop ที่ติดตามเจบีมานาน ฉันเชื่อว่าคอนเสิร์ตครั้งนี้จะเป็นหนึ่งในโชว์ที่ดีที่สุดของปี ด้วยความจริงใจจากเจบีที่ส่งตรงถึงหัวใจอากาเซ่ ดังนั้น อย่ารอช้า รีบเช็คปฏิทินและเตรียมงบประมาณให้ดี เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสนี้

เตรียมตัวให้พร้อมและกดบัตรไปพบ ‘เจบี’ กันเถอะ! ตาม dõiข่าวสารเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตทุกอย่าง

ที่มา – ‘เจบี’ ส่งข้อความพิเศษถึงอากาเซ่ ก่อนเปิดขายบัตรคอนเสิร์ต 27 ก.ย. นี้!

ประกาศด่วน! เขตโรคระบาดชั่วคราว พิษสุนัขบ้า กทม.-ปทุม

เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568 กลุ่มควบคุมโรคพิษสุนัขบ้า สำนักงานสัตวแพทย์สาธารณสุข กรุงเทพมหานคร ได้ออกประกาศด่วนเกี่ยวกับ ประกาศด่วน! เขตโรคระบาดชั่วคราว กทม.-ปทุมฯ หลังพบแมวป่วย ‘พิษสุนัขบ้า’ หลังจากพบสัตว์ที่ป่วยด้วยโรคนี้ในพื้นที่หมู่ 5 ตำบลลาดสวาย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ประชาชนในบริเวณดังกล่าวและชุมชนรอบๆ ในรัศมี 5 กิโลเมตร ควรรีบตื่นตัวและปฏิบัติตามมาตรการป้องกันทันที

ภาพสัตว์ป่วยพิษสุนัขบ้า

รายงานล่าสุดระบุว่าสัตว์ที่ได้รับผลกระทบคือแมว ซึ่งโรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคระบาดร้ายแรงที่สามารถติดต่อสู่มนุษย์และสัตว์อื่นๆ เช่น โค กระบือ สุนัข และสัตว์เลี้ยงอื่นๆ ได้อย่างรวดเร็ว โรคนี้หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้เกือบ 100% นี่คือเหตุผลที่ทางการต้องประกาศ ประกาศด่วน! เขตโรคระบาดชั่วคราว กทม.-ปทุมฯ หลังพบแมวป่วย ‘พิษสุนัขบ้า’ ตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 โดยปศุสัตว์อำเภอลำลูกกาได้กำหนดเขตชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน ถึง 25 ตุลาคม 2568

ประกาศด่วน! เขตโรคระบาดชั่วคราว กทม.-ปทุมฯ หลังพบแมวป่วย ‘พิษสุนัขบ้า’

ในช่วงเขตโรคระบาดชั่วคราวนี้ ประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปทุมธานี โดยเฉพาะบริเวณใกล้เคียงกับตำบลลาดสวาย ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์จรจัดทุกชนิดโดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นสุนัข แมว หรือสัตว์อื่นๆ ที่ดูผิดปกติ หากเกิดเหตุถูกกัด ขูดขีด หรือสัมผัสน้ำลายของสัตว์สงสัย ให้รีบล้างแผลด้วยน้ำสบู่และน้ำสะอาดทันที จากนั้นมุ่งหน้าไปโรงพยาบาลเพื่อรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าภายใน 24 ชั่วโมงเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

อาการที่ต้องสงสัยในสัตว์

โรคพิษสุนัขบ้ามีอาการที่ชัดเจนและน่ากลัว โดยเฉพาะในสัตว์ เช่น:

  • กระวนกระวาย ไม่อยู่นิ่ง
  • กัดทุกอย่างที่ขวางหน้า
  • ตัวแข็งเกร็ง น้ำลายไหลย้อย
  • ลิ้นห้อยออกมา พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงอย่างผิดปกติ

หากพบสัตว์ที่มีอาการเหล่านี้หรือพบศพสัตว์ที่เสียชีวิตกะทันหัน อย่าปล่อยผ่าน ควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันทีเพื่อป้องกันการแพร่กระจาย

ข้อมูลโรคพิษสุนัขบ้า

นอกจากนี้ ประกาศด่วน! เขตโรคระบาดชั่วคราว กทม.-ปทุมฯ หลังพบแมวป่วย ‘พิษสุนัขบ้า’ ยังครอบคลุมมาตรการอื่นๆ เช่น การห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์ในพื้นที่เสี่ยง การฉีดวัคซีนให้สัตว์เลี้ยงฟรี และการตรวจคัดกรองสำหรับประชาชนที่เสี่ยงสูง โรคพิษสุนัขบ้าไม่ใช่เรื่องไกลตัว โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่มีสัตว์จรจัดจำนวนมาก การป้องกันที่ดีที่สุดคือการไม่เข้าใกล้สัตว์ที่ไม่รู้จัก และให้สัตว์เลี้ยงของตัวเองได้รับวัคซีนครบตามกำหนด

ช่องทางการแจ้งเบาะแส

หากคุณพบสัตว์ที่มีอาการผิดปกติ โปรดติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยด่วน:

  • สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดปทุมธานี: 02-967-9770 (เฉพาะพื้นที่ปทุมธานี)
  • กลุ่มควบคุมและพักพิงสุนัข: 02-328-7460 (เฉพาะพื้นที่กรุงเทพมหานคร)

การแจ้งข้อมูลทันเวลาสามารถช่วยชีวิตสัตว์และมนุษย์หลายชีวิตได้ อย่าลังเลที่จะโทรแจ้งเพื่อความปลอดภัยของทุกคน

ในมุมมองของผู้เขียน โรคพิษสุนัขบ้าเป็นปัญหาที่สามารถป้องกันได้หากทุกคนร่วมมือกัน โดยเฉพาะในเขตเมืองที่หนาแน่นแบบนี้ การสร้างความตระหนักรู้และปฏิบัติตามประกาศจะช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมาก หากคุณอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยง กรุณาตรวจสอบวัคซีนของสัตว์เลี้ยงและหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์จรจัด เพื่อปกป้องครอบครัวของคุณ

ที่มา – ประกาศด่วน! เขตโรคระบาดชั่วคราว กทม.-ปทุมฯ หลังพบแมวป่วย ‘พิษสุนัขบ้า’

ป.ป.ช.บุกจับ อดีตรองผอ.สนามบินภูเก็ต เอื้อจัดจ้างแต่งสวนกว่า 7 ล้านบาท

ในวันที่ 26 กันยายน 2567 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ได้ดำเนินการบุกจับกุมตัวนายมนัส (ขอสงวนนามสกุล) ซึ่งเป็นอดีตรองผู้อำนวยการสนามบินภูเก็ต โดยเหตุการณ์นี้เกี่ยวข้องกับการเอื้อประโยชน์ในการจัดจ้างงานแต่งสวนและประดับไม้ประดับมูลค่ากว่า 7 ล้านบาท สร้างความเสียหายให้กับบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) อย่างมาก ข่าวนี้กลายเป็นที่สนใจของสังคมไทย เนื่องจากสะท้อนถึงปัญหาการทุจริตในหน่วยงานรัฐที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ป.ป.ช.บุกจับ อดีตรองผอ.สนามบินภูเก็ต เอื้อจัดจ้างแต่งสวนกว่า 7 ล้านบาท

การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นจากหมายจับของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 หมายที่ จ.54/2567 ลงวันที่ 17 กันยายน 2567 โดยข้อหาที่นายมนัสถูกกล่าวหาคือ การปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 11 นอกจากนี้ ยังมีข้อหาอีกฐานหนึ่ง คือ การเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐที่กระทำความผิดหรือมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรมเพื่อเอื้ออำนวยแก่ผู้เข้าทำการเสนอราคารายใด ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12

เหตุการณ์เริ่มต้นจากช่วงที่นนายมนัสยังดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการส่วนเครื่องกล (ระดับ 8) ฝ่ายไฟฟ้าและเครื่องกล ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เขาได้รับแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการจัดจ้างโดยวิธีพิเศษ เพื่อหาผู้รับจ้างงานประดับตกแต่งและดูแลไม้ประดับภายในพื้นที่อาคารเทียบเครื่องบิน C, E, F, G ชั้น 4 ของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ วงเงินงบประมาณสูงถึง 7,189,105.80 บาท อย่างไรก็ตาม แทนที่จะดำเนินการด้วยความโปร่งใส นายมนัสกลับเอื้ออำนวยให้นิติบุคคลที่ไม่มีคุณสมบัติตามที่กำหนด ได้รับการคัดเลือก ส่งผลให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันราคา และทำให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย เสียประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

รายละเอียดการสืบสวนและการจับกุมในคดีป.ป.ช.บุกจับ อดีตรองผอ.สนามบินภูเก็ต

เจ้าหน้าที่กลุ่มสืบสวนและปฏิบัติการข่าว 2 จากสำนักสืบสวนและกิจการพิเศษ สำนักงาน ป.ป.ช. ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการสืบสวนปราบปราม กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 ดำเนินการติดตามตัวผู้ต้องหาอย่างใกล้ชิด จากข้อมูลที่ได้รับทราบ นายมนัสกำลังเดินทางกลับประเทศไทยด้วยเที่ยวบิน PG 4170 ของสายการบิน Bangkok Airways จากท่าอากาศยานนานาชาติคันไซ ประเทศญี่ปุ่น มุ่งหน้ามายังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในวันที่ 26 กันยายน 2567 เวลา 04.40 นาฬิกา ทันทีที่เครื่องบินลงจอด เจ้าหน้าที่ทั้งสองหน่วยงานได้ร่วมกันแสดงหมายจับและแจ้งข้อกล่าวหาต่อหน้าผู้ต้องหา พร้อมแจ้งสิทธิ์ตามกฎหมาย

หลังจากการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มาตรา 22 และ 23 โดยนำตัวผู้ต้องหาไปทำบันทึกการจับกุมที่สถานีตำรวจภูธรท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จากนั้นจึงควบคุมตัวส่งไปยังสำนักคดี สำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ต่อไป การดำเนินการครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ ป.ป.ช. ในการปราบปรามการทุจริต โดยไม่ยอมให้ผู้กระทำผิดหลุดรอดไปได้

ปัญหาการทุจริตในการจัดจ้างของหน่วยงานรัฐเป็นประเด็นที่สังคมไทยให้ความสำคัญมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในภาคการขนส่งและท่าอากาศยานที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณมหาศาล การเอื้อประโยชน์เช่นนี้ไม่เพียงทำให้สูญเสียเงินภาษีของประชาชนเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตานานาชาติอีกด้วย หากพิจารณาจากสถิติของ ป.ป.ช. ในปีที่ผ่านมา มีคดีทุจริตที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างเกิดขึ้นกว่า 200 คดี สร้างความเสียหายรวมกว่า 10,000 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้ยังไม่รวมถึงความสูญเสียทางอ้อม เช่น ความล่าช้าในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว หน่วยงานรัฐควรเพิ่มมาตรการตรวจสอบภายในให้เข้มงวดยิ่งขึ้น เช่น การใช้ระบบ e-bidding ที่โปร่งใส หรือการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ยื่นประมูลอย่างละเอียด นอกจากนี้ สังคมพลเมืองก็มีบทบาทสำคัญในการรายงานเบาะแสทุจริตผ่านช่องทางของ ป.ป.ช. เพื่อช่วยให้การปราบปรามมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน การจับกุมครั้งนี้เป็นสัญญาณที่ดีว่ากฎหมายยังคงทำงานได้ หากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน เราจะสามารถลดปัญหาการทุจริตลงได้ในอนาคต ลองคิดดูสิครับ ถ้าเงิน 7 ล้านบาทที่เสียไปถูกนำไปพัฒนาสนามบินให้ดีขึ้น เราคงได้บริการที่สะดวกสบายยิ่งกว่านี้แน่นอน

ที่มา – ป.ป.ช.บุกจับ อดีตรองผอ.สนามบินภูเก็ต เอื้อจัดจ้างแต่งสวนกว่า 7 ล้านบาท

อินโดนีเซียเป็นชาติแรกอาเซียน มีข้อตกลงการค้าเสรีกับแคนาดา

ในยุคที่การค้าโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การลงนามข้อตกลงใหม่ระหว่างประเทศกำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ล่าสุด อินโดนีเซียกลายเป็นชาติแรกในอาเซียนที่ทำข้อตกลงการค้าเสรีกับแคนาดา สร้างโอกาสใหม่ให้กับทั้งสองประเทศในการขยายตลาดและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

อินโดนีเซียเป็นชาติแรกอาเซียน มีข้อตกลงการค้าเสรีกับแคนาดา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงออตตาวา ประเทศแคนาดา เมื่อวันที่ 26 กันยายน ว่าพลเอกปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย และนายกรัฐมนตรีมาร์ค คาร์นีย์ ผู้นำแคนาดา ได้ร่วมกันเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมระหว่างอินโดนีเซีย-แคนาดา หรือที่รู้จักกันในชื่อ CEPA (Comprehensive Economic Partnership Agreement) การลงนามครั้งนี้เกิดขึ้นระหว่างการเยือนอย่างเป็นทางการของผู้นำอินโดนีเซียที่แคนาดา ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยเชื่อมโยงสองเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่เข้าด้วยกัน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่อินโดนีเซียเพิ่งลงนามข้อตกลงลักษณะเดียวกันกับสหภาพยุโรป (EU) นายกรัฐมนตรีคาร์นีย์กล่าวว่า การลงนามในข้อตกลงนี้ “เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด” และนับเป็นข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ฉบับแรกที่แคนาดาลงนามกับประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ทำให้อินโดนีเซียก้าวขึ้นเป็นผู้นำในภูมิภาคในการเปิดตลาดใหม่

ประโยชน์หลักจากข้อตกลงอินโดนีเซียเป็นชาติแรกอาเซียน มีข้อตกลงการค้าเสรีกับแคนาดา

ข้อตกลง CEPA นี้ครอบคลุมหลายด้านที่ช่วยเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างสองประเทศ นักวิเคราะห์มองว่าข้อตกลงนี้จะช่วยให้แคนาดาเสริมสร้างสถานะของตนในภูมิภาคแปซิฟิกให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในด้านการค้าและการลงทุน สาระสำคัญของข้อตกลงรวมถึงการยกเลิกภาษีศุลกากรในอัตราหนักกว่า 90% สำหรับสินค้านำเข้าจากอินโดนีเซีย สิ่งนี้จะเป็นผลดีอย่างมากต่ออุตสาหกรรมของอินโดนีเซีย โดยเฉพาะสินค้าเครื่องนุ่งห่มและผลิตภัณฑ์เครื่องหนังที่สามารถเข้าถึงตลาดอเมริกาเหนือได้ง่ายขึ้น ลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสการแข่งขัน

นอกจากด้านการค้าแล้ว ทั้งสองประเทศยังลงนามในข้อตกลงความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศ โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างความร่วมมือในด้านการฝึกอบรมทางทหาร ความมั่นคงทางทะเล การป้องกันทางไซเบอร์ และการสนับสนุนภารกิจรักษาสันติภาพของนานาชาติ สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงช่วยเสริมความสัมพันธ์ทวิภาคี แต่ยังช่วยรับมือกับความท้าทายด้านความมั่นคงในภูมิภาคแปซิฟิกที่กำลังเพิ่มมากขึ้น

การที่อินโดนีเซียสามารถลงนามข้อตกลงการค้าสำคัญถึงสองฉบับภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ แสดงให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลในการกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะท่ามกลางความผันผวนจากมาตรฐานภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก ข้อตกลงกับแคนาดาจะช่วยให้เศรษฐกิจอินโดนีเซียมีความยืดหยุ่นมากขึ้น สามารถพึ่งพาตลาดใหม่ๆ ได้ดีกว่าเดิม

  • ประโยชน์ต่ออินโดนีเซีย: เพิ่มการส่งออก ลดภาษี สร้างงานใหม่ในอุตสาหกรรมหลัก
  • ประโยชน์ต่อแคนาดา: เข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติและตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ในอาเซียน
  • ผลกระทบต่ออาเซียน: เปิดทางให้ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเจรจาข้อตกลงคล้ายกัน

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ ข้อตกลงนี้ไม่เพียงเป็นชัยชนะทางเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับอเมริกาเหนือ อินโดนีเซียในฐานะชาติแรกที่ทำสำเร็จ กำลังปูทางให้เพื่อนบ้านในอาเซียนติดตามรอย นอกจากนี้ ยังช่วยกระตุ้นการลงทุนข้ามชาติ สร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน และลดความเสี่ยงจากสงครามการค้าโลก

ในท้ายที่สุด ข้อตกลงนี้อาจนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนสำหรับทั้งสองฝ่าย หากคุณเป็นนักธุรกิจหรือนักลงทุนที่สนใจโอกาสในอาเซียนและแคนาดา ควรติดตามพัฒนาการนี้อย่างใกล้ชิด เพราะอาจเป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสใหม่ๆ ที่ไม่ควรพลาด

ที่มา – อินโดนีเซียเป็นชาติแรกอาเซียน มีข้อตกลงการค้าเสรีกับแคนาดา

เผยผลแข่งขันนวัตกรรมลดเผาเกษตรพื้นที่สูงยั่งยืน

ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเป็นปัญหาใหญ่ การเกษตรไทยกำลังเผชิญความท้าทาย โดยเฉพาะในพื้นที่สูงที่เกษตรกรมักเผาพื้นที่เพื่อเตรียมดินสำหรับฤดูเพาะปลูก ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง วันนี้เราจะมาเผยผลแข่งขันนวัตกรรมช่วยลดการเผาพื้นที่เกษตรในพื้นที่สูงได้อย่างยั่งยืน จากโครงการ AgriSpark Hackathon 2025 ที่จัดโดยกรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกับกระทรวงอาหารและเกษตรแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

เผยผลแข่งขันนวัตกรรมช่วยลดการเผาพื้นที่เกษตรในพื้นที่สูงได้อย่างยั่งยืน

โครงการความร่วมมือระหว่างเยอรมัน-ไทย (GETHAC) มุ่งส่งเสริมการเกษตรยั่งยืนผ่านนวัตกรรม โดยจัดแข่งขัน Hack the Hills! เพื่อหาไอเดียแก้ปัญหาการเผาซากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ซังข้าวโพดบนพื้นที่สูง การแข่งขันแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก: การเคลื่อนย้ายวัสดุจากบนเขาลงสู่พื้นถนน และการจัดการวัสดุโดยตรงในแปลงปลูก

ผลการแข่งขันประเภทที่ 1: จากเขาสู่ถนน

ประเภทนี้เน้นการขนย้ายวัสดุเหลือใช้ให้เกิดประโยชน์ ลดการเผาโดยตรง ทีมผู้ชนะอันดับ 1 คือ Kaset Ranger กับแพลตฟอร์ม “Kaset-Go” ซึ่งเป็นตัวกลางเชื่อมโยงเกษตรกรปลูกข้าวโพดกับผู้รับซื้อเศษวัสดุ สร้างระบบนิเวศที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ทั้งเกษตรกร ผู้ขนส่ง และผู้ซื้อ ช่วยลดการเผาและเพิ่มรายได้

อันดับ 2 ได้แก่ Zero One กับ “Connect Sky” โดรนลำเลียงเศษซังข้าวโพดจากบนเขาลงพื้นราบ สามารถขนได้ 50 กิโลกรัมต่อเที่ยว และเฉลี่ย 10 เที่ยวต่อ 1 ไร่ ทำให้การเก็บเกี่ยวง่ายขึ้น ลดแรงงานและมลพิษ

อันดับ 3 คือ AgriBot กับ “AgriBot Rover” หุ่นยนต์ 4 ล้อที่ตัด เก็บ และขนซากข้าวโพดจากบนเขาสู่จุดรวบรวมริมถนน ช่วยลดการใช้แรงงานมนุษย์ในพื้นที่ขรุขระ

ผลการแข่งขันประเภทที่ 2: จัดการวัสดุในแปลง Burn No More

ประเภทนี้มุ่งแปรรูปวัสดุเหลือใช้โดยตรงในพื้นที่ ทีม Altarize คว้าอันดับ 1 ด้วย “Altarize the World” อิฐชีวมวลจากซังข้าวโพด ทนทาน ถ่ายเทอากาศดี เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สร้างมูลค่าเพิ่มให้เกษตรกร ลดการเผาอย่างยั่งยืน

อันดับ 2 จาก Mission BurnLess กับ “Burn for Value” ผลิตไฟฟ้าจากถ่านอัดแท่งซังข้าวโพดด้วยเทคโนโลยีแก๊สซิฟิเคชัน ได้ syngas สำหรับผลิตไฟฟ้าในชุมชน เช่น ชุมชนแม่นิง ต.แม่ศึก อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ สร้างงานและรายได้ ลดการเผา

อันดับ 3 ICAN กับ “The Phoenix Project” ลูกบอลจุลินทรีย์ผสมไมคอร์ไรซาและไบโอชาร์จากซากข้าวโพด ช่วยย่อยสลายเร็ว เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ดิน กักเก็บคาร์บอน ลดการเผา

รางวัลชมเชยทีม Elysium จากอินเดีย กับเครื่องอัดเม็ดติดรถแทรกเตอร์ แปรรูปซากเป็นเชื้อเพลิง และทีม Akarat Mongkolrattanachart กับเครื่องตัดสับติดรถไถ

  • นวัตกรรมเหล่านี้ช่วยลดมลพิษ ลดโลกร้อน
  • เพิ่มรายได้เกษตรกรผ่านการแปรรูป
  • ส่งเสริมเกษตรยั่งยืนในพื้นที่สูง

การแข่งขันนี้แสดงให้เห็นศักยภาพของนวัตกรรมไทย-เยอรมันในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม หากนำไปใช้จริง จะช่วยเกษตรกรปรับตัวต่อสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้น

ในฐานะผู้สนใจด้านเกษตรยั่งยืน ผมเชื่อว่านวัตกรรมเหล่านี้จะเป็นก้าวสำคัญสู่การเกษตรสีเขียว ลองศึกษารายละเอียดและสนับสนุนโครงการนี้ เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น หากคุณเป็นเกษตรกร สามารถติดต่อกรมส่งเสริมการเกษตรเพื่อนำไอเดียเหล่านี้ไปใช้ได้

ที่มา – เผยผลแข่งขันนวัตกรรมช่วยลดการเผาพื้นที่เกษตรในพื้นที่สูงได้อย่างยั่งยืน

‘วิว-กุลวุฒิ’ สุดภาคภูมิใจ ‘ผบ.ตร.’ ประดับยศ

ในวันที่ 25 กันยายน 2567 นักแบดมินตันชื่อดังของไทย “วิว” กุลวุฒิ วิทิตศานต์ ได้รับเกียรติอันยิ่งใหญ่ในการเข้ารับพิธีประดับยศ “ว่าที่ร้อยตรี” จาก พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติบรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความภาคภูมิใจ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในชีวิตของนักกีฬาผู้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย

‘วิว-กุลวุฒิ’ สุดภาคภูมิใจ ‘ผบ.ตร.’ ประดับยศ กับเรื่องราวเบื้องหลัง

กุลวุฒิ วิทิตศานต์ หรือที่แฟนๆ รู้จักในนาม “วิว” คือดาวรุ่งพุ่งแรงของวงการแบดมินตันไทย มือ 3 ของโลกในประเภทชายเดี่ยว เจ้าของเหรียญเงินจากโอลิมปิกเกมส์ 2024 ที่ปารีส ฝรั่งเศส และเคยครองอันดับ 1 ของโลกมาแล้ว การที่เขาได้รับยศ “ว่าที่ร้อยตรี” ถือเป็นการยกย่องผลงานอันน่าทึ่งที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับชาติ

ในโพสต์ล่าสุดบนโซเชียลมีเดียของตัวเอง กุลวุฒิได้แชร์ภาพบรรยากาศพิธีประดับยศ พร้อมข้อความที่เต็มเปี่ยมด้วยความซาบซึ้ง “ผมขอขอบคุณ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) และ พล.ต.ต.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย รอง ผบช.ก. สำหรับหนึ่งวันสำคัญของผมในวันนี้ ในการเข้าพบ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เพื่อเข้ารับพิธีประดับยศ ‘ว่าที่ร้อยตำรวจตรี’ อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นและเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจครับผม”

ภาพพิธีประดับยศ กุลวุฒิ วิทิตศานต์

เส้นทางสู่ความสำเร็จของ ‘วิว-กุลวุฒิ’

เส้นทางของกุลวุฒิไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เขาเริ่มเล่นแบดมินตันตั้งแต่เด็ก และค่อยๆ พัฒนาฝีมือจนกลายเป็นนักกีฬาชั้นนำของไทย ในปี 2024 เขาสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าเหรียญเงินโอลิมปิก ซึ่งเป็นเหรียญเงินชายเดี่ยวแรกของไทยในกีฬานี้ นอกจากนี้ เขายังเคยขึ้นสู่อันดับ 1 โลกในปี 2023 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและพรสวรรค์ที่โดดเด่น

การประดับยศครั้งนี้ไม่ใช่แค่รางวัล แต่เป็นการยอมรับจากภาครัฐต่อความพยายามของนักกีฬาไทยที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศ มันช่วยเสริมแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ให้มุ่งมั่นในกีฬา

กุลวุฒิ วิทิตศานต์ รับยศจาก ผบ.ตร.
บรรยากาศอบอุ่นในพิธี
ภาพเพิ่มเติมจากพิธีประดับยศ

เหตุการณ์ ‘วิว-กุลวุฒิ’ สุดภาคภูมิใจ ‘ผบ.ตร.’ ประดับยศ นี้ สะท้อนถึงการสนับสนุนจากภาครัฐต่อนักกีฬาไทย ซึ่งช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีโลก นอกจากนี้ ยังเป็นตัวอย่างที่ดีในการผสมผสานระหว่างกีฬาและหน้าที่พลเรือน

  • ผลงานเด่น: เหรียญเงินโอลิมปิก 2024
  • อันดับโลก: มือ 3 ชายเดี่ยวปัจจุบัน
  • ความสำคัญ: สร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชน
  • ผู้มอบยศ: พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์

การได้รับยศครั้งนี้ไม่เพียงทำให้กุลวุฒิภาคภูมิใจ แต่ยังเป็นเกียรติยศที่เขาจะนำไปเป็นพลังในการแข่งขันต่อไป ในอนาคต เราคาดหวังว่าจะเห็นเขาไปถึงจุดสูงสุดอีกครั้ง หากคุณเป็นแฟนแบดมินตัน อย่าลืมติดตามผลงานของวิวและสนับสนุนนักกีฬาไทยให้มากขึ้นนะครับ

สุดท้ายนี้ การที่นักกีฬาไทยได้รับการยกย่องเช่นนี้ ทำให้เชื่อมั่นว่าประเทศเราจะมีวันงดงามยิ่งขึ้นในวงการกีฬา ลองคิดดูสิ ถ้าเยาวชนไทยเห็นตัวอย่างแบบนี้ จะมีแรงฮึดในการฝึกซ้อมมากขนาดไหน

ที่มา – ‘วิว-กุลวุฒิ’ สุดภาคภูมิใจ ‘ผบ.ตร.’ ประดับยศ

เมตาเปิดระบบ ‘บัญชีวัยรุ่น’ สำหรับเฟซบุ๊กทั่วโลก หวังปกป้องผู้เยาว์

เมตาเปิดระบบ ‘บัญชีวัยรุ่น’ สำหรับเฟซบุ๊กทั่วโลก หวังปกป้องผู้เยาว์

ในยุคดิจิทัลที่โซเชียลมีเดียกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น การปกป้องความปลอดภัยออนไลน์จึงเป็นเรื่องสำคัญที่บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอย่างเมตา (Meta) ไม่ละเลย ล่าสุด เมตาได้ประกาศขยายระบบ ‘บัญชีวัยรุ่น’ (Teen Accounts) ให้ครอบคลุมผู้ใช้เฟซบุ๊กและแมสเซนเจอร์ทั่วโลกหลายร้อยล้านคน หลังจากที่ระบบนี้เปิดตัวครั้งแรกบนอินสตาแกรมเมื่อปีที่แล้ว ระบบนี้มุ่งเน้นการตั้งค่าความปลอดภัยเพิ่มเติม การจำกัดเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม และการควบคุมโดยผู้ปกครองสำหรับผู้ใช้อายุ 13-17 ปี เพื่อให้วัยรุ่นสามารถใช้งานแพลตฟอร์มได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ก่อนหน้านี้ เมตาได้ทดลองเปิดระบบนี้ในบางประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย และสหราชอาณาจักร เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่ตอนนี้ เมตาเปิดระบบ ‘บัญชีวัยรุ่น’ สำหรับเฟซบุ๊กทั่วโลก แล้ว ทำให้ผู้ปกครองทั่วโลกสามารถมั่นใจได้ว่าลูกหลานของพวกเขาจะได้รับการคุ้มครองจากภัยออนไลน์ได้ดีขึ้น

เมตาเปิดระบบ ‘บัญชีวัยรุ่น’ สำหรับเฟซบุ๊กทั่วโลก หวังปกป้องผู้เยาว์

ระบบ ‘บัญชีวัยรุ่น’ ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองข้อกังวลหลักของผู้ปกครอง โดยมีมาตรการป้องกันอัตโนมัติที่ช่วยจำกัดบุคคลที่วัยรุ่นสามารถสื่อสารด้วยทางออนไลน์ รวมถึงเนื้อหาที่พวกเขาจะได้เห็น นอกจากนี้ ยังช่วยให้แน่ใจว่าวัยรุ่นใช้เวลาบนแพลตฟอร์มอย่างคุ้มค่า ไม่เสียเวลาไปกับเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมหรืออันตราย เช่น โฆษณาที่ไม่เหมาะสม การกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ หรือข้อมูลเท็จที่อาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็ก

สำหรับผู้ใช้อายุต่ำกว่า 16 ปี ข้อจำกัดเหล่านี้จะไม่สามารถยกเลิกได้ เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง ซึ่งเป็นมาตรการที่เข้มงวดเพื่อป้องกันการใช้งานที่เสี่ยงภัย ผู้ปกครองสามารถเข้าถึงเครื่องมือควบคุม เช่น การตั้งค่าขีดจำกัดเวลาใช้งาน การตรวจสอบกิจกรรม และการบล็อกเนื้อหาที่ไม่พึงประสงค์ ทำให้การเลี้ยงดูในยุคดิจิทัลกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้น

ประโยชน์ของระบบ ‘บัญชีวัยรุ่น’ ต่อผู้ใช้เฟซบุ๊ก

หนึ่งในประโยชน์หลักของระบบนี้คือการส่งเสริมพฤติกรรมออนไลน์ที่ปลอดภัย โดยเมตาจะใช้ AI และอัลกอริทึมในการกรองเนื้อหาอัตโนมัติ เช่น การซ่อนโพสต์ที่อาจก่อให้เกิดความเครียดทางจิตใจ หรือการเชื่อมต่อกับผู้ใช้ที่ไม่น่าเชื่อถือ นอกจากนี้ ยังมีฟีเจอร์แจ้งเตือนเมื่อตรวจพบพฤติกรรมที่ผิดปกติ เช่น การใช้งานนานเกินไปในเวลากลางคืน ซึ่งช่วยให้ผู้ปกครองสามารถแทรกแซงได้ทันท่วงที

  • การจำกัดเนื้อหา: วัยรุ่นจะเห็นเนื้อหาที่เหมาะสมกับวัย เช่น ข่าวสารการศึกษา สนุกสนาน หรือกิจกรรมสร้างสรรค์ โดยหลีกเลี่ยงเนื้อหาเกี่ยวกับความรุนแรงหรือการเมืองที่ซับซ้อน
  • การควบคุมการสื่อสาร: จำกัดการรับข้อความจากคนแปลกหน้า และส่งเสริมการเชื่อมต่อกับเพื่อนและครอบครัวเท่านั้น
  • เครื่องมือสำหรับผู้ปกครอง: แอปพลิเคชันที่เชื่อมต่อกับบัญชีเด็ก เพื่อติดตามและปรับแต่งการตั้งค่า

นอกจากนี้ เมตายังวางแผนอัปเดตระบบอย่างต่อเนื่อง โดยรวบรวม反馈จากผู้ใช้และผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยเด็ก เพื่อให้ระบบ ‘บัญชีวัยรุ่น’ ตอบโจทย์ได้ดียิ่งขึ้น ในขณะที่บางประเทศอาจมีกฎระเบียบที่แตกต่างกัน เมตารับประกันว่าการขยายระบบนี้จะปฏิบัติตามกฎหมายท้องถิ่นทุกแห่ง

การเปิดตัวระบบนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่อโซเชียลมีเดียที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของวัยรุ่น จากรายงานของสำนักข่าวเอเอฟพีเมื่อวันที่ 26 กันยายน ที่กรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ชี้ให้เห็นว่าเมตากำลังก้าวไปข้างหน้าด้วยการริเริ่มที่โปรактив โดยหวังลดความเสี่ยงจากปัญหาเช่น การติดโซเชียลมีเดียหรือการถูกเอารัดเอาเปรียบออนไลน์

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางคนชี้ว่ายังมีช่องโหว่ เช่น การหลบเลี่ยงอายุจริงในการสมัครบัญชี ดังนั้น ผู้ปกครองควรมีบทบาทสำคัญในการสอนลูกหลานเกี่ยวกับความรับผิดชอบออนไลน์ควบคู่ไปกับการใช้เครื่องมือเหล่านี้

ในมุมมองของผม ระบบ ‘บัญชีวัยรุ่น’ ของเมตาเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าบริษัทเทคโนโลยีสามารถสมดุลระหว่างนวัตกรรมและความรับผิดชอบทางสังคมได้ หากคุณเป็นผู้ปกครอง ลองตรวจสอบและตั้งค่าบัญชีโซเชียลมีเดียของลูกหลานตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้พวกเขาเติบโตในโลกดิจิทัลอย่างปลอดภัย

ที่มา – เมตาเปิดระบบ ‘บัญชีวัยรุ่น’ สำหรับเฟซบุ๊กทั่วโลก หวังปกป้องผู้เยาว์