ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

รมช.ศธ. คนใหม่ สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนลุยงาน

รมช.ศธ. คนใหม่ สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เปิดทางสิริมงคล ก่อนลุยงานการศึกษา

ในวันที่ 25 กันยายน ที่ผ่านมา นายองอาจ วงษ์ประยูร ได้เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) คนใหม่ อย่างเป็นทางการ โดยเริ่มต้นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง เพื่อเปิดทางสิริมงคลก่อนที่จะลงมือทำงานด้านการศึกษาอย่างจริงจัง การกระทำนี้ไม่เพียงแต่เป็นประเพณีที่งดงาม แต่ยังสะท้อนถึงความเคารพยำเกรงต่อพลังงานแห่งความศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อว่าจะนำพาความสำเร็จมาสู่การปฏิบัติราชการ

รมช.ศธ. คนใหม่ สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เปิดทางสิริมงคล ก่อนลุยงานการศึกษา

กิจกรรมเริ่มต้นตั้งแต่เวลา 09.00 น. โดยนายองอาจพร้อมคณะทำงานอย่างนายสุธี พงษ์เพียรชอบ ได้เดินทางเข้าสู่กระทรวงศึกษาธิการ พวกเขาได้เข้าสักการะพระพุทธรูปประจำกระทรวงที่ชื่อว่า “พระพุทธบารมีศักดิ์สิทธิ์ สยามิศรจักรีสัฏฐีอนุสรณ์ ศึกษาทรรังสรรค์” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งปัญญาและการศึกษา ตามด้วยศาลพระภูมิเจ้าที่คุ้มครองสถานที่ พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ผู้ทรงริเริ่มการปฏิรูปการศึกษาไทยสมัยใหม่ พระพุทธรูปหน้าสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และศาลปู่เจียมที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เก่าแก่

หลังจากพิธีสักการะเสร็จสิ้น นายองอาจและคณะได้เดินทางเข้าห้องทำงานของรัฐมนตรี ซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย บรรยากาศเต็มไปด้วยความหวังและความคาดหวังจากทุกคนในการนำพาการศึกษาไทยให้ก้าวหน้าขึ้น

วิสัยทัศน์ของ รมช.ศธ. คนใหม่ ในการยกระดับการศึกษาไทย

นายองอาจ วงษ์ประยูร ได้กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ในการปฏิบัติหน้าที่ โดยเน้นย้ำว่าการศึกษาคือรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติ เขาพร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นครู นักเรียน ผู้ปกครอง หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้กลายเป็นเครื่องมือหลักในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การศึกษาที่ดีจะช่วยให้เยาวชนไทยมีทักษะที่จำเป็น เช่น การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการปรับตัวต่อเทคโนโลยีใหม่ๆ

หนึ่งในวาระสำคัญที่นายองอาจตั้งใจจะผลักดันคือการลดช่องว่างทางการศึกษา โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลและกลุ่มเยาวชนที่ขาดโอกาส การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนจะเป็นกุญแจสำคัญในการทำให้การเข้าถึงการศึกษาทุกคนเท่าเทียมกันมากขึ้น นอกจากนี้ เขายังให้ความสำคัญกับการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณสมบัติที่ทันสมัย สามารถถ่ายทอดความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเข้ารับตำแหน่งของ รมช.ศธ. คนใหม่ ในครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางความท้าทายหลายประการของระบบการศึกษาไทย เช่น การรับมือกับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้การเรียนออนไลน์กลายเป็นเรื่องจำเป็น แต่ก็เผยให้เห็นปัญหาความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล นายองอาจมองว่านี่คือโอกาสในการปฏิรูป โดยจะส่งเสริมการบูรณาการระหว่างการเรียนรู้แบบดั้งเดิมกับนวัตกรรมสมัยใหม่ เพื่อสร้างระบบการศึกษาที่แข็งแกร่งและยืดหยุ่น

  • เสริมสร้างคุณภาพครูผ่านการฝึกอบรมต่อเนื่อง
  • ขยายการเข้าถึงการศึกษาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล
  • ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับทุกวัย
  • สร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และชุมชน

ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาจากการทำงานในแวดวงการเมืองและสังคม นายองอาจเชื่อมั่นว่าการศึกษาไทยจะสามารถก้าวข้ามอุปสรรคได้ หากทุกคนร่วมมือกัน การสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในวันแรกจึงไม่ใช่แค่พิธีกรรม แต่เป็นการเริ่มต้นด้วยจิตใจที่มุ่งมั่นและศรัทธา

ในมุมมองของผู้เขียน การเปลี่ยนแปลงในกระทรวงศึกษาธิการครั้งนี้เป็นสัญญาณที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้นำใหม่อย่าง รมช.ศธ. คนใหม่ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งแต่วันแรก หากคุณเป็นผู้ปกครองหรือนักเรียนที่สนใจเรื่องการศึกษา ลองติดตามนโยบายใหม่ๆ และมีส่วนร่วมในการพัฒนาเพื่ออนาคตของชาติ

สุดท้ายนี้ เชิญชวนทุกท่านติดตามข่าวสารและแบ่งปันความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษาไทยในช่องคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้เราร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

ที่มา – รมช.ศธ. คนใหม่ สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เปิดทางสิริมงคล ก่อนลุยงานการศึกษา

มทภ.1 ลงพื้นที่เกาะติดสถานการณ์ชายแดนสระแก้ว ถกแผนรับมือ

มทภ.1 ลงพื้นที่เกาะติดสถานการณ์ชายแดนสระแก้ว ถกแผนรับมือ

ในวันที่ 25 กันยายน ที่ผ่านมา พล.ท.อมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1 (มทภ.1) ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ชายแดนจังหวัดสระแก้วอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่หนองจานและหนองหญ้าแก้ว ในอำเภอโคกสูง ซึ่งเป็นจุด敏感ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มข้น สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 มีความซับซ้อนแตกต่างจากพื้นที่อื่นๆ แต่กองทัพภาคที่ 1 ยึดมั่นในนโยบายของรัฐบาลในการรักษาและจัดการพื้นที่อย่างเหมาะสม

มทภ.1 ลงพื้นที่เกาะติดสถานการณ์ชายแดนสระแก้ว ถกแผนรับมือ

พล.ท.อมฤต เน้นย้ำว่าการทำงานของกองทัพภาคที่ 1 ดำเนินการในรูปแบบการวางแผนอำนวยการและประสานงานหลายมิติ โดยยึดกรอบของคณะกรรมการทั่วไปชายแดนไทย-กัมพูชา (จีบีซี) เพื่อบรรลุข้อตกลง นโยบาย และการปฏิบัติในระดับนโยบาย สำหรับการจัดระเบียบพื้นที่ชายแดน กัมพูชายอมรับแต่ขอนำไปหารือในเวทีคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (เจบีซี) ซึ่งจะเป็นโมเดลสำหรับพื้นที่อื่นๆ กองทัพภาคที่ 1 ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นหลักและเร่งด่วน

แผนควบคุมสถานการณ์และบูรณาการกำลัง

ในการควบคุมสถานการณ์ พล.ท.อมฤต ได้มอบหมายให้ผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ โดยระดมทุกภาคส่วน รวมถึงกองร้อยควบคุมฝูงชนและกำลังทหาร มาบูรณาการร่วมกันเพื่อยกระดับพัฒนาสถานการณ์ การปฏิบัติยึดหลักมาตรฐานสากลจากเบาไปหาหนัก โดยเฉพาะเมื่อฝ่ายกัมพูชาใช้มวลชนยั่วยุ กองทัพไทยจะตอบสนองให้สอดคล้องเพื่อไม่ให้ถูกบิดเบือนในเวทีโลก ทุกขั้นตอนกำหนดชัดเจน สอดคล้องกับกองทัพบกและกระทรวงกลาโหม

พล.ท.อมฤต ยังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยประสานกับตำรวจขอสนับสนุนกำลังพลและรถฉีดน้ำจีโน่ เพื่อเสริมความพร้อม ในวันนั้นมีการประชุมถกแผน เพื่อให้การประสานงานสอดคล้องทุกด้าน โดยให้แนวทางเพิ่มเติม โดยเฉพาะสนับสนุนยุทโธปกรณ์ที่สร้างความปลอดภัยให้กำลังพล รวมถึงอุปกรณ์พิเศษรองรับสถานการณ์ปัจจุบัน กองทัพภาคที่ 1 เตรียมพร้อมและวางแผนรอบคอบในทุกมิติ ขอให้ประชาชนมั่นใจ

การเลื่อนประชุมและมาตรการบังคับใช้กฎหมาย

ส่วนการเลื่อนประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา (อาร์บีซี) เกิดจากข้อมูลหน่วยงานยังไม่สมบูรณ์ ซึ่งอาจทำให้ประชุมไม่เรียบร้อย ปัจจุบันเร่งทำข้อมูลให้ครบถ้วน เพื่อประชุมโดยเร็วให้ทันกรอบจีบีซี สำหรับกรณีผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วขีดเส้นหลัง 10 ต.ค. 2568 จะบังคับใช้กฎหมายกับคนกัมพูชา พล.ท.อมฤต ยืนยันว่าทุกอย่างตามที่ผู้ว่าราชการชี้แจง คือขอแผนอพยพจากกัมพูชา หากไม่ส่งจะรายงานหน่วยเหนือตั้งแต่กองทัพบก กระทรวงกลาโหม และรัฐบาล เพื่อหาแนวทางเหมาะสม กองทัพภาคที่ 1 พร้อมทุกส่วน

กองทัพภาคที่ 1 ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดทั้งด้านการข่าว วิธีการของกัมพูชาแตกต่างจากกองทัพภาคที่ 2 ที่ใช้ทหารยั่วยุ ในพื้นที่นี้กัมพูชาใช้วิธีอื่น เช่น สร้างข้อมูลเท็จ แต่งตัวเป็นพระ นำเด็กสตรีมายั่วยุ หรือไม่ยอมรับข้อตกลงที่ผู้ว่าราชการเสนอ การดำเนินการต้องรอบคอบ ไม่ตกในเกมกัมพูชา แต่ดึงให้มาอยู่ในเกมของไทย กองทัพภาคที่ 1 พร้อมปรับเปลี่ยนทุกรูปแบบ

ยืนยันว่าพื้นที่อธิปไตยไทยตั้งแต่หลักเขต 42 หนองหญ้าแก้ว ถึงหลักเขต 46 จะได้คืนแน่นอน แต่ต้องผ่านกระบวนการ ทหารฝ่ายเดียวทำไม่ได้ ต้องมีหน่วยงานเกี่ยวข้องร่วมมือ ซึ่งแสดงถึงความแน่นแฟ้น

  • การลงพื้นที่ช่วยให้มทภ.1 ประเมินสถานการณ์จริง
  • การถกแผนรับมือเน้นบูรณาการหลายหน่วยงาน
  • ยึดหลักสากลเพื่อป้องกันการบิดเบือน
  • เตรียมพร้อมยุทโธปกรณ์และกำลังสนับสนุน

สถานการณ์ชายแดนสระแก้วยังคงตึงเครียด แต่ด้วยการนำของมทภ.1 ทำให้มั่นใจในความมั่นคง สุดท้าย ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และสนับสนุนกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องอธิปไตยไทย

ที่มา – มทภ.1 ลงพื้นที่เกาะติดสถานการณ์ชายแดนสระแก้ว  ถกแผนรับมือ

“เบบี๋ สุพรรณี” อ้อนขอซัพพอร์ตกำลังใจ

“เบบี๋ สุพรรณี” อ้อนขอซัพพอร์ตกำลังใจ

ในวงการบันเทิงและการประกวดนางงามของไทย สถานการณ์ดราม่ามักจะกลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนให้ความสนใจเสมอ โดยเฉพาะกรณีของ “เบบี๋ สุพรรณี” อ้อนขอซัพพอร์ตกำลังใจ งานโปรดักซ์และอื่นๆถ่ายได้ทำให้สปอนเซอร์รักก็ทำได้! ที่เพิ่งเกิดขึ้นล่าสุด หลังจากที่กองประกวดมิสแกรนด์ประจวบคีรีขันธ์ 2026 ได้ประกาศปลดเธอออกจากตำแหน่งอย่างกะทันหัน เนื่องจากพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ทำให้แฟนๆ และสื่อหลายแห่งจับตามองอย่างใกล้ชิด

เบบี๋ หรือ สุพรรณี น้อยโนนทอง สาวสวยผู้เคยได้รับความไว้วางใจให้เป็นตัวแทนในการประกวด ได้ออกมาโพสต์คลิปและข้อความขอโทษต่อสาธารณะ โดยน้อมรับผิดในสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นการแสดงความรับผิดชอบที่ทำให้หลายคนเริ่มหันมาให้กำลังใจเธอแทนการวิจารณ์อย่างเดียว เรื่องราวนี้กลายเป็นหัวข้อฮอตในโซเชียลมีเดีย โดยมีทั้งฝั่งที่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของกองประกวด และฝั่งที่รู้สึกว่าควรให้โอกาสครั้งที่สอง

“เบบี๋ สุพรรณี” อ้อนขอซัพพอร์ตกำลังใจ

หลังจากดราม่าคลี่คลายลงเล็กน้อย เบบี๋ได้เคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยประกาศเปิดรับงานและโพสต์รูปภาพสวยๆ ในลุคการรีวิวผลิตภัณฑ์ แคปชั่นที่เธอเขียนไว้นั้นน่าประทับใจมาก “งานโปรดักส์ก็ถ่ายได้นะคะ ถ่ายยังไงให้สปอนเซอร์รัก” และตามด้วย “เจอกันในไลฟ์สดวันนี้20.00 ทุ่ม นะคะ เข้ามาคุยมาซัพพอตกันได้” คำพูดเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความเข้มแข็งของเธอ ที่ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค แต่เลือกที่จะก้าวต่อไปด้วยการทำงานที่ตัวเองถนัด

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของ “เบบี๋ สุพรรณี” อ้อนขอซัพพอร์ตกำลังใจ ได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากแฟนคลับจำนวนมาก หลายคนเข้ามาแสดงความเห็นในเชิงให้กำลังใจ บอกว่าสู้ๆ และปาหัวใจให้เธอ ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าภาพลักษณ์ของเธอกำลังฟื้นตัว ในวงการนางงามที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน การมีสปอนเซอร์และแฟนๆ สนับสนุนเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง และเบบี๋ก็ดูเหมือนจะเข้าใจจุดนี้ดี

เบื้องหลังดราม่าและบทเรียนที่ได้

ย้อนกลับไปดูเบื้องหลังของเหตุการณ์ “เบบี๋ สุพรรณี” อ้อนขอซัพพอร์ตกำลังใจ เริ่มต้นจากพฤติกรรมที่กองประกวดมองว่าไม่เหมาะสม ซึ่งอาจรวมถึงการกระทำที่ขัดต่อกฎระเบียบของการประกวด แม้รายละเอียดจะไม่ถูกเปิดเผยอย่างละเอียด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นได้สอนให้เห็นว่าการเป็นบุคคลสาธารณะต้องระมัดระวังตัวมากเพียงใด หลังจากขอโทษ เธอเลือกที่จะหันไปโฟกัสที่งานรีวิวและโปรโมทผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นช่องทางที่ช่วยสร้างรายได้และภาพลักษณ์ในเชิงบวก

จากประสบการณ์ของเบบี๋ เราสามารถเรียนรู้ได้หลายบทเรียน เช่น การรักษาภาพลักษณ์ในโซเชียลมีเดีย การขอโทษอย่างจริงใจ และการหาทางออกใหม่ๆ ในการทำงาน นอกจากนี้ การทำไลฟ์สดเพื่อเชื่อมต่อกับแฟนๆ ยังเป็นกลยุทธ์ที่ดีในการสร้าง community ที่แข็งแกร่ง

  • เปิดรับงานรีวิวผลิตภัณฑ์: แสดงถึงความยืดหยุ่นในการปรับตัว
  • ไลฟ์สดเพื่อขอซัพพอร์ต: ช่วยสร้าง engagement กับผู้ติดตาม
  • น้อมรับผิดและขอโทษ: ก้าวแรกสู่การฟื้นฟูชื่อเสียง
  • โฟกัสที่สปอนเซอร์: เพราะการทำให้สปอนเซอร์รักคือกุญแจสู่ความสำเร็จในวงการ

ด้วยแนวทางนี้ “เบบี๋ สุพรรณี” อ้อนขอซัพพอร์ตกำลังใจ กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่าไม่มีอะไรที่เป็นจุดจบถาวร หากเรามีความพยายามและมองหาโอกาสใหม่ๆ ในอนาคต เธออาจกลับมาสร้างชื่อเสียงได้อีกครั้ง หากคุณเป็นแฟนๆ ของเธอ ลองไปติดตามไลฟ์และให้กำลังใจกันนะครับ มันคือพลังที่สำคัญที่สุด!

ที่มา – “เบบี๋ สุพรรณี” อ้อนขอซัพพอร์ตกำลังใจ งานโปรดักซ์และอื่นๆถ่ายได้ทำให้สปอนเซอร์รักก็ทำได้!

พ่อเมืองสั่งลุยวิลล่าหรูเกาะสมุย ขุดบริษัทนอมินี

ในช่วงนี้ข่าวการปราบปรามการทุจริตและการบุกรุกที่ดินในพื้นที่ท่องเที่ยวชื่อดังอย่างเกาะสมุยกำลังเป็นที่สนใจของประชาชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะกรณี พ่อเมืองสั่งลุย วิลล่าหรูเกาะสมุย ตั้งชุดเฉพาะกิจตามขุด 7 พันบริษัทนอมินี ซึ่งเป็นการดำเนินการที่เด็ดขาดจากผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อแก้ไขปัญหาการใช้ตัวแทนอำพรางหรือนอมินี โดยชาวต่างด้าวในการประกอบธุรกิจที่ผิดกฎหมาย

พ่อเมืองสั่งลุย วิลล่าหรูเกาะสมุย ตั้งชุดเฉพาะกิจตามขุด 7 พันบริษัทนอมินี

จากข้อมูลที่ได้รับรู้ กรณีนี้เริ่มต้นจากการตรวจสอบสิ่งปลูกสร้างวิลล่าหรูบนพื้นที่ลาดชันในอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 (กอ.รมน.ภาค 4) นำโดยพลโทอนุสรณ์ โออุไร ได้นำคณะทำงานแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ ทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้าตรวจสอบตามสมุยโมเดล พบเป้าหมาย 24 จุดทั่วเกาะสมุย ผลการตรวจสอบพบการกระทำผิดถึง 93 ราย ใน 5 ฐานความผิดหลัก ได้แก่ พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ร.บ.ก่อสร้าง พ.ร.บ.โรงแรม พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม และ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของชาวต่างด้าว นอกจากนี้ยังพบเจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนเกี่ยวข้อง จึงแจ้งความร้องทุกข์ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) และรายงานต่อ ป.ป.ช.ประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี

ล่าสุด ป.ป.ช.ภาค 8 ร่วมกับ ป.ป.ช.ประจำจังหวัด ลงพื้นที่เปิดโครงการ “ปักหมุดหยุดทุจริต” เพื่อเอาผิดกับวิลล่าหรูที่ทำผิดกฎหมายชัดเจน โดยย้ำว่าข้าราชการต้องตรงไปตรงมา ไม่ยอมให้มีการใช้ชาวไทยเป็นนอมินีในการประกอบธุรกิจของชาวต่างด้าว การดำเนินการนี้ช่วยปกป้องทรัพยากรธรรมชาติของเกาะสมุยที่เป็นสมบัติของชาติและประชาชน

ความคืบหน้าของคณะทำงานเฉพาะกิจ

เมื่อวันที่ 25 กันยายน นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้เปิดเผยความคืบหน้า โดยคณะทำงานเฉพาะกิจที่มีนายบันดาล สถิรชวาล รองผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ได้ตรวจสอบบริษัทนิติบุคคลที่จดทะเบียนในจังหวัดสุราษฎร์ธานีทั้งหมด 21,073 แห่ง พบกรณีเข้าข่ายผิดกฎหมาย 7,096 ราย โดยมากที่สุดอยู่ที่อำเภอเกาะสมุย 5,096 ราย รองลงมาเป็นอำเภอเกาะพะงัน 1,932 ราย ประเภทธุรกิจที่พบมากคืออสังหาริมทรัพย์ 4,834 ราย โรงแรม 994 ราย ร้านอาหาร 936 ราย ธุรกิจท่องเที่ยว 173 ราย รถเช่า 108 ราย และอีคอมเมิร์ซ 51 ราย

คณะทำงานได้กำหนดเป้าหมายนำร่องตรวจสอบ 5 จุด ซึ่งแต่ละจุดมีนิติบุคคลตั้งอยู่เกิน 50 แห่ง โดยตำรวจภูธรจังหวัดจะบูรณาการกำลังเข้าไปดำเนินการในเร็ววัน บริษัทเหล่านี้ส่วนใหญ่มีชาวต่างด้าวถือหุ้น 49% และชาวไทยอย่างน้อย 2 คนถือหุ้นรวม 51% ในธุรกิจท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ และบริการอื่นๆ เช่นร้านอาหาร โดยใน 5 จุดเป้าหมาย พบว่าชาวไทยบางรายเป็นหุ้นส่วนในบริษัทซ้ำกันเกิน 30 แห่ง และบางที่อยู่นิติบุคคลเดียวกันมีถึง 87 บริษัท

นอกจากนี้ ศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและการเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายของตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้กวาดล้างจับกุมต่างด้าวที่ใช้ตัวแทนอำพรางในพื้นที่เกาะสมุยและเกาะพะงัน ระหว่างกรกฎาคม 2567 ถึง 9 กันยายน 2568 รวม 18 คดี บางคดีอยู่ระหว่างรวบรวมพยาน บางคดีฟ้องอัยการแล้ว และบางคดีศาลพิพากษาเรียบร้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดได้แต่งตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อบูรณาการหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ทำให้การแก้ไขปัญหารวดเร็วและมีเอกภาพมากขึ้น เนื่องจากปัญหาการใช้คนไทยเป็นนอมินีขยายวงกว้าง โดยจังหวัดสุราษฎร์ธานีติดอันดับ 3 รุนแรง รองจากชลบุรีและกรุงเทพฯ

  • การตรวจสอบวิลล่าหรูช่วยปกป้องสิ่งแวดล้อมเกาะสมุย
  • ปราบปรามนอมินีเพื่อความโปร่งใสในธุรกิจท่องเที่ยว
  • บูรณาการหน่วยงานรัฐเพื่อผลลัพธ์ที่ยั่งยืน

การดำเนินการครั้งนี้ไม่เพียงช่วยกำจัดปัญหาการบุกรุกที่ดินและการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ แต่ยังเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวและนักลงทุนที่ถูกกฎหมาย หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจหรือนักท่องเที่ยวในพื้นที่ ควรติดตามข่าวสารและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อร่วมกันรักษาความสวยงามของเกาะสมุยให้ยั่งยืน สุดท้ายนี้ การปราบปรามทุจริตเช่นนี้เป็นก้าวสำคัญสู่สังคมที่โปร่งใสและยุติธรรมมากขึ้น

ที่มา – พ่อเมืองสั่งลุย วิลล่าหรูเกาะสมุย ตั้งชุดเฉพาะกิจตามขุด 7 พันบริษัทนอมินี

สหรัฐเปิดสอบสวนภาษีอุปกรณ์การแพทย์-หุ่นยนต์

ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจและความมั่นคง สหรัฐอเมริกากำลังเคลื่อนไหวสำคัญเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ ล่าสุด สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงวอชิงตัน เมื่อวันที่ 25 กันยายน ว่าการสอบสวนตามมาตรา 232 ได้เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา แต่เพิ่งเปิดเผยต่อสาธารณะ การสอบสวนนี้มุ่งเน้นไปที่ สหรัฐเปิดสอบสวนภาษี “อุปกรณ์การแพทย์-หุ่นยนต์-เครื่องจักรอุตสาหกรรม” ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับขึ้นภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าดังกล่าว

สหรัฐเปิดสอบสวนภาษี “อุปกรณ์การแพทย์-หุ่นยนต์-เครื่องจักรอุตสาหกรรม”

การสอบสวนนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายที่มุ่งปกป้องความมั่นคงแห่งชาติ โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐได้ขอข้อมูลจากบริษัทต่างๆ เกี่ยวกับความต้องการหุ่นยนต์และเครื่องจักรอุตสาหกรรมในอนาคต รวมถึงศักยภาพการผลิตภายในประเทศ ชิ้นส่วน และส่วนประกอบที่สามารถตอบสนองความต้องการได้ นอกจากนี้ ยังสอบถามถึงบทบาทของห่วงโซ่อุปทานจากต่างประเทศ โดยเฉพาะผู้ส่งออกรายใหญ่ เช่น จีน ที่มีส่วนสำคัญในการส่งออกสินค้าเหล่านี้สู่ตลาดสหรัฐ

ผลกระทบต่ออุปกรณ์การแพทย์และหุ่นยนต์

สำหรับอุปกรณ์ทางการแพทย์และอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล การสอบสวนครอบคลุมถึงความต้องการที่คาดการณ์ไว้ ขอบเขตการผลิตในสหรัฐที่สามารถรองรับได้ และบทบาทของห่วงโซ่อุปทานต่างชาติ โดยเฉพาะผลกระทบจากเงินสนับสนุนรัฐบาลต่างชาติและแนวปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม เช่น การอุดหนุนจากรัฐบาลจีน ซึ่งอาจทำให้สินค้านำเข้าถูกกว่าตลาดปกติ สิ่งนี้ไม่เพียงแต่คุกคามอุตสาหกรรมท้องถิ่น แต่ยังส่งผลต่อความมั่นคงด้านสุขภาพของสหรัฐ โดยเฉพาะหลังจากบทเรียนจากโควิด-19 ที่เผยให้เห็นจุดอ่อนในการพึ่งพาการนำเข้าอุปกรณ์การแพทย์

หากการสอบสวนสรุปว่าการนำเข้าทำลายความมั่นคง สหรัฐอาจเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการผลิตในประเทศและลดการพึ่งพาต่างชาติ ตัวอย่างเช่น หุ่นยนต์อุตสาหกรรมที่ใช้ในโรงงานผลิตยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ มักนำเข้าจากเอเชีย หากภาษีสูงขึ้น บริษัทอเมริกันอาจหันไปลงทุนในเทคโนโลยีภายใน ส่งผลดีต่อการจ้างงานและนวัตกรรม

  • ประโยชน์จากการผลิตในประเทศ: ลดความเสี่ยงจากวิกฤตโลก
  • ผลกระทบต่อผู้ส่งออก: ประเทศอย่างจีนอาจต้องปรับกลยุทธ์การค้า
  • โอกาสสำหรับไทย: ผู้ผลิตเครื่องจักรไทยอาจได้ส่วนแบ่งตลาดหากสหรัฐลดการนำเข้าจากจีน

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐยังได้เปิดการสอบสวนอื่นๆ เกี่ยวกับสินค้านำเข้าที่กระทบความมั่นคง เช่น กังหันลม เครื่องบิน เซมิคอนดักเตอร์ รถบรรทุกหนัก โพลีซิลิคอน ทองแดง ไม้แปรรูป และแร่ธาตุสำคัญ สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มของนโยบาย “อเมริกาเฟิร์ส” ที่ยึดมั่นในการปกป้องอุตสาหกรรมหลัก

การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ซึ่งจีนเป็นผู้ส่งออกหลักของอุปกรณ์การแพทย์และหุ่นยนต์ โดยในปีที่ผ่านมา สหรัฐนำเข้าอุปกรณ์การแพทย์มูลค่ากว่า 100 พันล้านดอลลาร์ จากนั้นกว่า 80% มาจากจีน การสอบสวนนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามการค้าสนามใหม่ ที่ไม่เพียงส่งผลต่อราคาสินค้า แต่ยังเปลี่ยนแปลงโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก

สำหรับธุรกิจไทยที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกเครื่องจักรและอุปกรณ์การแพทย์ สิ่งนี้เป็นสัญญาณเตือนให้ปรับตัว โดยอาจมองหาโอกาสในการขยายตลาดสหรัฐผ่านการผลิตที่ได้มาตรฐานหรือพันธมิตรในประเทศนั้นๆ

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ นโยบายนี้จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจสหรัฐในระยะยาว แต่ก็อาจทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคสูงขึ้น หากคุณเป็นนักลงทุนหรือผู้ประกอบการ ควรติดตามพัฒนาการนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อวางแผนกลยุทธ์ที่เหมาะสม

ที่มา – สหรัฐเปิดสอบสวนภาษี “อุปกรณ์การแพทย์-หุ่นยนต์-เครื่องจักรอุตสาหกรรม”

เปิดตัว ซูซูกิ ฟรองซ์ เอสยูวีใหม่ ราคาเริ่มต้น 689,000 บาท

เปิดตัว ‘ซูซูกิ ฟรองซ์’ เอสยูวีใหม่ ราคาเริ่มต้น 689,000 บาท – ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) บริษัทผู้ผลิตยานยนต์ชั้นนำจากญี่ปุ่น ได้จุดพลุเขย่าตลาดรถยนต์ในไทยด้วยการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด ซูซูกิ ฟรองซ์ สปอร์ต SUV ที่มาพร้อมดีไซน์สุดล้ำสมัย พลังเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร และเทคโนโลยี Smart Hybrid (SHVS) ที่ช่วยประหยัดน้ำมันและเพิ่มสมรรถนะการขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น รถรุ่นนี้เน้นความปลอดภัยครบครัน ด้วยระบบ SUZUKI SAFETY SUPPORT ที่ให้ความมั่นใจในทุกการเดินทาง

ซูซูกิ ฟรองซ์

เปิดตัว ‘ซูซูกิ ฟรองซ์’ เอสยูวีใหม่ ราคาเริ่มต้น 689,000 บาท

นายทาดาโอะมิ ซูซูกิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ประกาศอย่างเป็นทางการในการเปิดตัว ซูซูกิ ฟรองซ์ ซึ่งเป็นรถสปอร์ต SUV รุ่นใหม่ภายใต้แนวคิด “นิยามใหม่ของการขับขี่ในแบบที่เป็นคุณ” รถรุ่นนี้ถูกนำเข้ามาจำหน่ายในไทยตามกลยุทธ์ Global Model ที่ประสบความสำเร็จในหลายประเทศ เช่น อินเดีย ญี่ปุ่น และอินโดนีเซีย ทำให้มั่นใจได้ว่าซูซูกิ ฟรองซ์ จะได้รับการตอบรับที่ดีในตลาดไทยเช่นกัน

จุดเด่นหลักของซูซูกิ ฟรองซ์ คือ ดีไซน์ที่โดดเด่นด้วยเส้นสายที่ทันสมัย ผสานกับความหรูหราและสปอร์ต ทำให้เหมาะสำหรับผู้ขับขี่ที่ต้องการรถที่ทั้งใช้งานในชีวิตประจำวันและลุยเที่ยวได้สบาย เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร K15C ทำงานร่วมกับระบบ Smart Hybrid (SHVS) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีไฮบริดแบบ Mild Hybrid จากซูซูกิ ช่วยเพิ่มแรงบิดและประหยัดน้ำมันได้ถึง 23.8 กม./ลิตร ในโหมด NEDC ทำให้เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าสำหรับคนรักรถที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

ภายในซูซูกิ ฟรองซ์

ความปลอดภัยและฟีเจอร์เด่นของซูซูกิ ฟรองซ์

ด้านความปลอดภัย ซูซูกิ ฟรองซ์ มาพร้อมระบบ SUZUKI SAFETY SUPPORT ที่ครบครัน เช่น ระบบป้องกันการชนก่อน (Forward Collision Warning) ระบบช่วยรักษาเลน (Lane Keep Assist) และระบบตรวจจับคนเดินถนน (Pedestrian Detection) นอกจากนี้ยังมีโครงสร้างตัวถัง HEARTECT ที่แข็งแรงแต่เบา ช่วยดูดซับแรงกระแทกได้ดีเยี่ยม ส่วนภายในห้องโดยสารกว้างขวาง รองรับผู้โดยสาร 5 คน พื้นที่ท้ายรถ 308 ลิตร และระบบอินโฟเทนเมนต์ Head Unit ขนาด 9 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto

  • เครื่องยนต์: 1.5 ลิตร Mild Hybrid, กำลัง 103 แรงม้า, แรงบิด 138 นิวตันเมตร
  • ระบบส่งกำลัง: เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมโหมดขับขี่ Eco/Manual
  • ราคา: เริ่มต้น 689,000 บาท สำหรับรุ่น GL, สูงสุด 789,000 บาท สำหรับรุ่น GX
  • โปรโมชัน: ดอกเบี้ย 1.99%, ฟรีประกันชั้น 1, ฟรีช่วยเหลือฉุกเฉิน 3 ปี
ราคาและสเปก

ด้วยราคาเริ่มต้นที่ 689,000 บาท ซูซูกิ ฟรองซ์ ถือเป็น SUV ที่คุ้มค่าที่สุดในเซกเมนต์นี้ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง Honda WR-V หรือ Toyota Raize ที่มีราคาใกล้เคียงแต่ฟีเจอร์น้อยกว่า การเปิดตัว ‘ซูซูกิ ฟรองซ์’ เอสยูวีใหม่ ราคาเริ่มต้น 689,000 บาท นี้ จะช่วยให้ซูซูกิ ดันยอดขายรวมปีนี้ทะลุ 8,000 คัน ซึ่งเติบโต 41% จากปีก่อน

หากคุณกำลังมองหารถ SUV ที่ทั้งแรง ประหยัด และปลอดภัย ซูซูกิ ฟรองซ์ คือตัวเลือกที่ไม่ควรพลาด ลองไปทดลองขับที่โชว์รูมซูซูกิใกล้บ้านคุณวันนี้ แล้วคุณจะพบกับนิยามใหม่ของการขับขี่ที่สนุกและเป็นตัวคุณเอง

ที่มา – เปิดตัว ‘ซูซูกิ ฟรองซ์’ เอสยูวีใหม่ ราคาเริ่มต้น 689,000 บาท

‘หนุ่ม กรรชัย’ โผล่ถามทันที หลังเพจดังแฉ ดาราสาวชื่อดัง

วงการบันเทิงไทยกำลังเดือดอีกครั้ง เมื่อเพจดังอย่าง “ท่านเปา” ออกมาแฉเรื่องราวสุดสะเทือนใจของดาราสาวชื่อดังที่กำลังเผชิญมรสุมชีวิตหนักหน่วง เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ชาวเน็ตพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะเมื่อพิธีกรดัง หนุ่ม กรรชัย โผล่เข้ามาถามทันที ทำให้หลายคนยิ่งตื่นเต้นและคาดเดากันไปต่างๆ นานา

‘หนุ่ม กรรชัย’ โผล่ถามทันที หลังเพจดังแฉ ดาราสาวชื่อดังถูกผัวไล่ออกบ้าน-ยึดสมบัติ!

จากโพสต์ของเพจ “ท่านเปา” ที่โพสต์ข้อความปริศนาแซ่บๆ เกี่ยวกับดาราสาวคนนี้ โดยเล่าว่าเธอถูกสามีขอเซ็นใบหย่า ไล่ออกจากบ้าน แถมยังยึดที่ดินและบ้านทั้งหมดคืน แถมยังมีหนี้สินค้างจ่ายที่เธอก่อไว้จนคนรอบตัวเอือมระอา ญาติฝ่ายชายยื่นคำขาด ห้ามเธอมาตอแย และประกาศเกลียดเข้าไส้ จากผัวรักกลายเป็นชีวิตขมขื่นแบบนี้ ใครๆ ก็อดสงสารไม่ได้

ภาพประกอบดราม่าดารา

รายละเอียดช็อกใจจากเพจดัง

เพจท่านเปาเล่าละเอียดยิบว่า ดาราสาวรายนี้เคยเป็นนางฟ้าที่ใครๆ ก็อิจฉา แต่ตอนนี้ร่วงลงเหวเพราะปัญหาครอบครัวและหนี้สิน มีหลายเพจอื่นๆ ช่วยกระจายข้อมูลให้ชาวเน็ตสืบหาว่าเธอคือใคร บรรยากาศในโซเชียลลุกเป็นไฟ คอมเมนต์ถล่มทลาย ต่างคาดเดาว่าเป็นดาราคนไหนบ้าง

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ร้อนแรงยิ่งขึ้นคือ ‘หนุ่ม กรรชัย’ โผล่ถามทันที หลังเพจดังแฉ ดาราสาวชื่อดังถูกผัวไล่ออกบ้าน-ยึดสมบัติ! โดยหนุ่มกรรชัยคอมเมนต์สั้นๆ ว่า “ผมรู้จักมั้ยครับ” และเพจตอบกลับว่า “สู้ๆ นะ” ทำให้ทุกคนมั่นใจว่านี่คือเรื่องจริงของดาราดังแน่นอน

ภาพหนุ่มกรรชัย

ไม่ใช่แค่เพจท่านเปาเท่านั้น แต่ยังมีเพจอื่นๆ ที่โพสต์ภาพและข้อมูลเพิ่มเติม ทำให้แฟนๆ ต่างพากันวิเคราะห์กันสนุกปาก บางคนชี้ว่าอาจเป็นดาราที่เคยมีข่าวลือเรื่องรักๆ ใคร่ๆ มาก่อน แต่จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีใครออกมาพูดชื่อจริงๆ

  • ปัญหาหลัก: ถูกสามีไล่ออกจากบ้านและยึดสมบัติ
  • หนี้สินค้างจ่าย: ก่อปัญหาจนญาติฝ่ายชายเกลียด
  • ปฏิกิริยาจากวงการ: หนุ่มกรรชัยถามทันที สร้างความฮือฮา
  • ผลกระทบ: ชาวเน็ตคาดเดากันวุ่นวาย วงการบันเทิงสั่นสะเทือน

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าชีวิตดาราไม่ได้สวยงามเสมอไป บ่อยครั้งที่เบื้องหลังแสงสีคือปัญหาครอบครัวและการเงินที่ซับซ้อน ชาวเน็ตหลายคนแสดงความเห็นใจและให้กำลังใจ โดยบอกว่า “สู้ๆ นะ” เหมือนที่เพจตอบกลับหนุ่มกรรชัย

ภาพประกอบเพิ่มเติม
ภาพเพิ่มเติม

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์แบบนี้เตือนใจให้ทุกคนระวังเรื่องการเงินและความสัมพันธ์ในชีวิตคู่ โดยเฉพาะในวงการบันเทิงที่มักเจอแรงกดดันสูง หวังว่าดาราสาวคนนี้จะผ่านพ้นไปได้และกลับมาแจ่มใสดังเดิม

คุณคิดว่าดาราสาวคนนี้คือใคร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามอัปเดตเรื่องราวดราม่านี้ต่อไปนะครับ!

ที่มา – ‘หนุ่ม กรรชัย’ โผล่ถามทันที หลังเพจดังแฉ ดาราสาวชื่อดังถูกผัวไล่ออกบ้าน-ยึดสมบัติ!

รฟม. แถลงถนนสามเสนยุบ คาดดินอ่อน-ท่อรั่ว

รฟม. แถลงถนนสามเสนยุบ คาดดินอ่อน-ท่อรั่ว

เมื่อวันที่ 25 กันยายน ที่ผ่านมา การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม. ได้จัดการแถลงข่าวเพื่อชี้แจงกรณีถนนสามเสนยุบตัวกลางกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความฮือฮาและความกังวลให้กับประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ใช้เส้นทางนี้สัญจรประจำ นายกาจผจญ อุดมธรรมภักดี ผู้ว่าการ รฟม. พร้อมทีมงาน ได้ออกมาขออภัยต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น และยืนยันว่าจะเร่งแก้ไขให้เสร็จภายใน 2 สัปดาห์

รฟม. แถลงถนนสามเสนยุบ: สาเหตุเบื้องต้นและการแก้ไข

เหตุการณ์ถนนสามเสนยุบเกิดขึ้นบริเวณหน้าทางเข้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ถนนสามเสน ในโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ (วงแหวนกาญจนาภิเษก) เริ่มจากช่วงเช้าวันที่ 24 กันยายน เวลาประมาณ 05.00 น. พื้นผิวถนนเริ่มต่างระดับ รถยังสัญจรได้แต่ไม่เรียบปกติ ต่อมาเวลา 05.30 น. มีน้ำเอ่อขึ้นมา จนต้องปิดช่องจราจรเหลือ 1 ช่อง

สถานการณ์ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ เวลา 07.00 น. พื้นถนนเริ่มพังทลาย ต่อเนื่องจน 07.30 น. ส่งผลให้เกิดหลุมขนาด 30×30 เมตร ลึก 20 เมตร ดินและน้ำไหลทะลักเข้าไปในสถานีรถไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้าง ไหลเข้าไปในห้องโถงผู้โดยสาร ชานชาลา และอุโมงค์ชั้นบนประมาณ 10 เมตร น้ำยังแผ่กระจายไปไกล

ภาพเหตุการณ์ถนนสามเสนยุบ

สาเหตุที่ รฟม. แถลง: ดินอ่อนตัวและท่อประปารั่ว

จากคำแถลงของ รฟม. สาเหตุเบื้องต้นคาดว่าเกิดจากสภาพดินที่อ่อนตัวในบริเวณดังกล่าว ประกอบกับน้ำในดินที่ทำให้เสถียรภาพเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ ยังพบว่ามีท่อประปารั่วไหล ซึ่งโครงการได้ประสานกับการประปานครหลวงแล้ว แต่ไม่สามารถแก้ไขทันที น้ำจากท่อประปาที่รั่วไหลผสมกับน้ำเสีย ปนเปื้อนดิน ทำให้ดินเสียเสถียรภาพยิ่งขึ้น ส่งผลให้ดินและน้ำไหลทะลักเข้าไปในช่องว่างของสถานีและอุโมงค์ด้วยแรงดันมหาศาล

นายกาจผจญ กล่าวว่า “ยอมรับว่ามีดินและน้ำเข้าไปในสถานีจำนวนมาก แต่เราจะหยุดการเคลื่อนไหวของดิน หยุดการพังทลายเพิ่ม และคืนสภาพพื้นผิวถนนให้ใช้งานได้เร็วที่สุด” การก่อสร้างโครงการนี้ดำเนินมากว่า 10 ปี ด้วยมาตรฐานวิชาการ และใช้ผู้รับจ้างที่มีคุณภาพ เหตุการณ์นี้ถือเป็นครั้งแรกและเป็นเหตุพิเศษ หลังจากนี้ กระทรวงคมนาคมจะตั้งคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญจากสภาวิศวกร เพื่อตรวจสอบสาเหตุที่แท้จริงและปรับปรุงมาตรการป้องกัน

ภาพการแถลงข่าว รฟม.

สำหรับแผนการแก้ไข แบ่งเป็น 2 ระยะ ระยะแรก: เร่งคืนพื้นที่ โดยสำรวจแล้วพบว่าดินมีเสถียรภาพพอสมควร จะใช้กระสอบทราย 50,000 ลูกอุดรูรั่ว ผสมซีเมนต์ แล้วปรับพื้นถนนชั่วคราวเพื่อเปิดจราจรเร็วที่สุด ระยะที่สอง: ซ่อมแซมสถานีและอุโมงค์ให้กลับสู่ปกติ รวมถึงอาคารที่ได้รับผลกระทบ เช่น สถานีตำรวจ โดยจะวิเคราะห์รายละเอียดเพิ่มเติม

  • การเตรียมพร้อมฝนตก: โครงการประสานสำนักระบายน้ำ เพื่อจัดการน้ำไม่ให้ไหลเข้าไปเพิ่ม
  • ผลกระทบสถานีตำรวจ: ดินรองฐานและเสาเข็มทรุดลง ต้องทำให้พื้นที่มั่นคงก่อนซ่อม
  • การตรวจสอบก่อสร้าง: กระทรวงคมนาคมกำชับให้สแกนทุกพื้นที่ รีวิวขั้นตอนความปลอดภัยทั้งหมด

ตัวแทนกิจการร่วมค้าฯ ซีเคเอสที – พีแอล ยืนยันจะคืนผิวจราจรภายใน 14 วัน โดยเริ่มเทคอนกรีตทีละชั้นเพื่อความปลอดภัย และใช้กระสอบทรายค้ำยันอุโมงค์ สำหรับรถตำรวจที่เสียหาย จะกู้ในระยะที่สอง อาจต้องตัดชิ้นส่วน นายกิตติกร ตันเปาว์ รองผู้ว่าการ กล่าวเสริมว่ามีแผนระบายน้ำหากฝนตกหนัก

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการก่อสร้างใต้ดินใจกลางเมืองใหญ่ แต่ รฟม. มุ่งมั่นสร้างความมั่นใจให้ประชาชน หากคุณใช้เส้นทางถนนสามเสน แนะนำติดตามอัปเดตจากหน่วยงานอย่างใกล้ชิด เพื่อวางแผนการเดินทาง หากมีคำถามเพิ่มเติม สามารถแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย

ที่มา – รฟม. แถลงแจงถนนสามเสนยุบกลางกรุง คาดดินอ่อนตัว-ท่อประปารั่ว ยันเร่งคืนผิวจราจรใน 2 สัปดาห์

บิ๊กเล็กซาบซึ้งพระกรุณา กรมพระศรีสวางควัฒน ทรงเปิดกองทุนหทัยทิพย์

‘บิ๊กเล็ก’ ซาบซึ้งในพระกรุณาธิคุณ กรมพระศรีสวางควัฒน ฯ ทรงเปิดกองทุน ‘หทัยทิพย์’

ในวันที่ 25 กันยายน ที่กระทรวงกลาโหม พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หรือที่รู้จักกันในนาม “บิ๊กเล็ก” ได้แสดงความซาบซึ้งในพระกรุณาธิคุณอย่างยิ่งใหญ่ต่อสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงพระราชทานพระราชทรัพย์จำนวน 1 ล้านบาท จากกองทุนหทัยทิพย์ เพื่อใช้เป็นทุนตั้งต้นในการก่อสร้างกำแพงและบังเกอร์ชายแดนไทย-กัมพูชา

พระกรุณาธิคุณนี้ถือเป็นพระเมตตาอย่างสูงสุด ที่จะช่วยสนับสนุนการแก้ไขปัญหาชายแดนให้มีความมั่นคงยิ่งขึ้น การสร้างรั้วชายแดนเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลให้ความสำคัญ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่สามารถตกลงเรื่องเขตแดนได้แล้ว หรือมีความชัดเจน พลเอกณัฐพล กล่าวว่า ได้มอบหมายให้กองบัญชาการกองทัพไทย เป็นเจ้าภาพหลัก เนื่องจากพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 1 และ 2 ซึ่งเป็นของกองทัพบก รวมถึงกองทัพเรือในส่วนทางใต้ นอกจากนี้ กองบัญชาการกองทัพไทยยังมีกรมแผนที่ทหารที่อยู่ในอนุกรรมการของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ซึ่งมีเครื่องมือและความเชี่ยวชาญพร้อมสำหรับการดำเนินงาน

‘บิ๊กเล็ก’ ซาบซึ้งในพระกรุณาธิคุณ กรมพระศรีสวางควัฒน ฯ ทรงเปิดกองทุน ‘หทัยทิพย์’ เพื่อชายแดนมั่นคง

พลเอกณัฐพล ยืนยันว่างานสร้างรั้วชายแดนสามารถเริ่มต้นได้ทันที แต่บางส่วนอาจต้องนำเข้าที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เพื่อพิจารณาอีกครั้ง หากเป็นพื้นที่ที่ตกลงกันได้แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องผ่านขั้นตอนนี้ เพื่อความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ สำหรับพื้นที่ที่ยังไม่ชัดเจน จะนำเข้าที่ประชุมเพื่อรับรองอย่างถูกต้องตามกระบวนการ

แม้จะเริ่มสร้างได้ทันที แต่ขณะนี้กองบัญชาการกองทัพไทยกำลังอยู่ในช่วงผลัดเปลี่ยนผู้บังคับบัญชา จึงต้องให้เวลาปรับตัวและเปลี่ยนกำลังพล พลเอกณัฐพลคาดว่ากระบวนการทั้งหมดจะดำเนินไปอย่างรวดเร็ว โดยบางขั้นตอนที่ทำได้ก่อน ก็จะเริ่มทันที เพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้า

การสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชาจะเน้นพื้นที่ที่มีความชัดเจนก่อน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้สังคมว่าปัญหาต่างๆ ในอนาคตจะลดลง อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณารูปแบบการสร้างให้เหมาะสม หากเป็นรูปแบบที่มีความมั่นคงสูง อาจใช้งบประมาณมาก โดยเฉพาะแนวชายแดนยาวกว่า 800 กิโลเมตร ล่าสุด จังหวัดสระแก้วเสนอรูปแบบรั้วยาว 10 กิโลเมตร ใช้งบประมาณราว 87 ล้านบาท ซึ่งยังอยู่ในขั้นพิจารณา เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจและงบประมาณรัฐบาลมีจำกัด แต่หากมีงบสนับสนุนเพิ่มเติม รัฐบาลพร้อมดำเนินการทั้งหมด

ส่วนเงินพระราชทานจากกองทุนหทัยทิพย์ ถือเป็นพระกรุณาธิคุณที่ยิ่งใหญ่ แต่การพิจารณาสร้างรั้วจะยึดงบประมาณรัฐบาลเป็นหลัก เพื่อความยั่งยืน พลเอกณัฐพลเน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้โครงการนี้สำเร็จลุล่วง

ความสำคัญของการสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา

การสร้างรั้วชายแดนไม่เพียงแต่ช่วยป้องกันปัญหาพรมแดน แต่ยังส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาให้ดีขึ้น ในอดีต ปัญหาชายแดนเคยสร้างความขัดแย้งหลายครั้ง การมีรั้วที่ชัดเจนจะช่วยลดความเข้าใจผิดและเพิ่มความมั่นคง โดยเฉพาะในพื้นที่敏感อย่างสระแก้วและตราด รัฐบาลภายใต้การนำของพลเอกณัฐพล มุ่งมั่นแก้ไขปัญหานี้อย่างเป็นระบบ ด้วยการใช้เทคโนโลยีจากกรมแผนที่ทหาร เพื่อให้เขตแดนชัดเจนและยอมรับร่วมกัน

  • ประโยชน์หลัก: ลดการบุกรุกพื้นที่ เพิ่มความปลอดภัยให้ประชาชนชายแดน
  • ความท้าทาย: งบประมาณและการประสานงานระหว่างหน่วยงาน
  • แนวทางแก้ไข: ใช้พระราชทานทุนเริ่มต้น และงบรัฐสนับสนุนต่อเนื่อง

นอกจากนี้ โครงการนี้ยังสะท้อนถึงพระราชปณิธานของพระองค์ท่านในการช่วยเหลือประชาชน โดยกองทุนหทัยทิพย์ที่ทรงก่อตั้งมานาน ช่วยเหลือด้านสุขภาพและสวัสดิการ ซึ่งครั้งนี้ขยายมาสู่ความมั่นคงชายแดน

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การลงทุนในรั้วชายแดนจะให้ผลตอบแทนระยะยาว โดยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาความสงบในอนาคต สังคมไทยควรให้การสนับสนุนโครงการนี้ เพื่อความสงบสุขของชาติ

สุดท้ายนี้ การดำเนินโครงการสร้างรั้วชายแดนจะเป็นก้าวสำคัญสู่ความมั่นคงที่ยั่งยืน ขอเชิญชวนทุกท่านติดตามความคืบหน้า และสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการเสริมสร้างความเข้มแข็งชายแดน

ที่มา – ‘บิ๊กเล็ก’ ซาบซึ้งในพระกรุณาธิคุณ กรมพระศรีสวางควัฒน ฯ ทรงเปิดกองทุน ‘หทัยทิพย์’

กรมชลประทาน เฝ้าระวังน้ำท่วมภาคใต้

ภาคใต้ของประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่มักเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมและน้ำหลากในช่วงฤดูฝน โดยเฉพาะตั้งแต่นครศรีธรรมราชลงไปจนถึงนราธิวาส ซึ่งมีฝนตกหนักเกือบตลอดทั้งปี แม้ว่าน้ำในภาคนี้จะไม่ท่วมขังนานเหมือนภาคกลาง แต่กลับเป็นน้ำที่ไหลมาอย่างรวดเร็ว ทำให้การจัดการน้ำต้องอาศัยระบบแจ้งเตือนที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ประชาชนสามารถเตรียมตัวรับมือได้ทันท่วงที

กรมชลประทาน ตรวจสอบเครื่องจักรอาคาร เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงอย่างใกล้ชิด พร้อมรับมือน้ำท่วมภาคใต้

เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว กรมชลประทานได้ออกมาตรการเตรียมความพร้อมอย่างครอบคลุม โดยเฉพาะในภาคใต้ที่เป็นพื้นที่เสี่ยงสูง หน่วยงานได้ดำเนินการตาม 9 มาตรการหลัก ซึ่งครอบคลุมการเฝ้าระวัง จุดเสี่ยงภัย และแนวทางการป้องกันอุทกภัย เช่น การติดตั้งเครื่องจักรและเครื่องมือในพื้นที่เสี่ยง การกำจัดวัชพืช และการขุดลอกคลอง เพื่อให้ระบบชลประทานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในช่วงฤดูฝน

กรมชลประทาน เฝ้าระวังน้ำท่วม

การตรวจสอบและเตรียมความพร้อมระบบชลประทาน

นอกจากนี้ กรมชลประทานยังได้ตรวจสอบและติดตามความมั่นคงของโครงสร้างสำคัญ เช่น อ่างเก็บน้ำ คันกั้นน้ำ ทำนบซอง และพนังกั้นน้ำ อย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการชำรุดเสียหายที่อาจนำไปสู่ภัยพิบัติใหญ่ การเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ อาคารชลศาสตร์ และระบบระบายน้ำอัตโนมัติ (โทรมาตรี) ก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้การจัดการน้ำมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงที่ต้องเผชิญกับน้ำหลากอย่างกะทันหัน

บุคลากรประจำพื้นที่ยังได้รับการฝึกอบรมให้พร้อมรับมือสถานการณ์ทั้งก่อนและระหว่างฤดูฝน ทำให้สามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ที่สำคัญคือ การสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัย ซึ่งช่วยให้ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการรับรู้ความเสี่ยงและป้องกันตัวเองได้ดีขึ้น กรมชลประทาน ตรวจสอบเครื่องจักรอาคาร เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงอย่างใกล้ชิด พร้อมรับมือน้ำท่วมภาคใต้ จึงเป็นมาตรการที่แสดงถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

  • การติดตั้งระบบแจ้งเตือนล่วงหน้าในพื้นที่เสี่ยง
  • การขุดลอกคลองและกำจัดวัชพืชเพื่อเพิ่มการไหลของน้ำ
  • การตรวจสอบโครงสร้างชลประทานอย่างสม่ำเสมอ
  • การฝึกอบรมบุคลากรและชุมชนในการรับมือภัย

ในปีนี้ กรมชลประทานได้เพิ่มงบประมาณในการบำรุงรักษาเครื่องจักรและอาคาร เพื่อให้ทุกอย่างพร้อมใช้งานเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน นอกจากนี้ ยังมีการประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่นและองค์กรอื่นๆ เพื่อสร้างความเข้มแข็งในระบบป้องกันภัยพิบัติ โดยรวมแล้ว มาตรการเหล่านี้ไม่เพียงช่วยลดความเสียหายจากน้ำท่วม แต่ยังเสริมสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในภาคใต้ที่ต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง

อย่างไรก็ตาม การรับมือน้ำท่วมยังคงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน หากคุณอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ลองตรวจสอบข้อมูลแจ้งเตือนจากกรมชลประทานและเตรียมแผนเผชิญภัยส่วนตัวไว้แต่เนิ่นๆ เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

ที่มา – กรมชลประทาน ตรวจสอบเครื่องจักรอาคาร เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงอย่างใกล้ชิด พร้อมรับมือน้ำท่วมภาคใต้