ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

‘เสธ.หิ’ ยันเจรจา ‘เดชอิศม์’ เข้า ‘กล้าธรรม’

ล่าสุด เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567 นายหิมาลัย ผิวพรรณ หรือ “เสธ.หิ” สมาชิกพรรคกล้าธรรม (กธ.) ได้ให้สัมภาษณ์รายการ “เจาะลึกทั่วไทย” ถึงการตัดสินใจเข้าร่วมพรรคกล้าธรรม ภายใต้การนำของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรมว.เกษตรและสหกรณ์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม อย่างเป็นทางการ

‘เสธ.หิ’ ยันเจรจา ‘เดชอิศม์’ เข้า ‘กล้าธรรม’

นายหิมาลัย กล่าวว่า ตัดสินใจกลับมาร่วมงานกับ กล้าธรรม เพราะถือเป็นการกลับมาร่วมงานอีกครั้งกับ “ผู้ใหญ่” ที่เคารพ แม้ว่าในอดีตจะแยกทางกันไป แต่หลังจาก “ผู้ใหญ่” ได้วางมือจากการเมือง ทำให้เขาตัดสินใจกลับมาตามคำสัญญาที่ให้ไว้

การพูดคุยกับ ‘เดชอิศม์’ ขาวทอง

เมื่อถูกถามถึงกระแสข่าวการเจรจากับ “เดชอิศม์” ขาวทอง รักษาการเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคในระดับสูง นายนายหิมาลัย ยอมรับว่า ได้มีการพูดคุยกันอย่างจริงจังในเชิงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

“เป็นเพื่อนรุ่นพี่ที่เรารู้จักมานาน จึงมีการพูดคุยอย่างเปิดใจ แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าท่านจะตัดสินใจเข้าร่วม กล้าธรรม หรือไม่ ขอให้ท่านเป็นผู้ตัดสินใจในเรื่องนี้” นายนายหิ กล่าว

ที่ผ่านมา พรรค กล้าธรรม ได้ดึงดูดตัวนักการเมืองหลายคนด้วยแพลตฟอร์มและแนวคิดใหม่ ที่เน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืน และรัฐสภาที่มีประสิทธิภาพ โดยมี ร.อ. ธรรมนัส นำทัพในฐานะหัวหน้าพรรค และใช้ความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการเพื่อประสานงานกับสมาชิกใหม่ๆ

  • กลับมาร่วมงาน “ผู้ใหญ่”
  • มีการพูดคุยเตรียมตัวนักการเมือง
  • ยังไม่ยืนยันผลการเจรจา

ด้านประชาชน ยังคงจับตามองว่า “เดชอิศม์” ขาวทอง ซึ่งมีฐานเสียงที่แข็งแกร่งในภาคใต้ รวมถึงประสบการณ์อันยาวนาน ควรมีบทบาทในพรรคใหม่อย่างไร

ทั้งนี้ นับเป็นข่าวสำคัญในวงการการเมืองที่เกี่ยวข้องกับ “เสธ.หิ” ซึ่งกลับมาร่วมงาน “กล้าธรรม” ภายใต้การนำของ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า พร้อมกับเปิดโอกาสให้ผู้นำพรรคและบุคคลมีบทบาทสร้างสรรค์ในวงการการเมืองไทย

ติดตามข่าวสารการเมืองและพัฒนาการของ “กล้าธรรม” ต่อไป

หากคุณต้องการอัปเดตข่าวสารการเมืองแบบไม่พลาด ต้องติดตามข่าวจากแหล่งข่าวถูกต้องที่เชื่อถือได้

ที่มา – ‘เสธ.หิ’ ยันเจรจา ‘เดชอิศม์’ เข้า ‘กล้าธรรม’

เมียนมาตั้งเป้าดันส่งออกข้าวเพิ่มขึ้น ครึ่งหลังปี 2568-2569

เมียนมาตั้งเป้าดันส่งออกข้าวเพิ่มขึ้น ครึ่งหลังปี 2568-2569 หลังจากในช่วง 6 เดือนแรก (เม.ย. ถึง ก.ย. 2568) ส่งออกข้าวเฉลี่ย 200,000 ตันต่อเดือน รวมทั้งหมด 1.2 ล้านตัน ขณะที่ในอีก 6 เดือนข้างหน้า (ต.ค. 2568 ถึง ม.ค. 2569) คาดว่าจะเพิ่มเป็น 300,000 ตันต่อเดือน

การเพิ่มขึ้นของการส่งออกนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนรัฐบาลและสหพันธ์ข้าวแห่งเมียนมา ที่เน้นย้ำถึงความสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคเกษตรผ่านการส่งออกข้าว ซึ่งจะส่งผลดีต่อรายได้ของเกษตรกรและ整个อุตสาหกรรม

เมียนมาตั้งเป้าดันส่งออกข้าวเพิ่มขึ้น ครึ่งหลังปี 2568-2569

ปัจจุบัน เมียนมาส่งออกข้าวไปยังหลายตลาดหลัก เช่น ยุโรป จีน กลุ่มประเทศอาเซียน ได้แก่ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย รวมถึงทวีปแอฟริกา ซึ่งตลาดเหล่านี้เป็นตลาดสำคัญที่ช่วยดันการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจเมียนมา

ช่วงเก็บเกี่ยวปรับให้เหมาะกับการส่งออก

ในช่วงครึ่งปีหลัง ตรงกับฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปีและนาปรัง ทำให้ปริมาณข้าวในตลาดสูง ร่วมกับราคาข้าวโลกที่อยู่ในระดับต่ำ ทำให้เมียนมาจำเป็นต้องเร่งส่งออกอย่างจริงจัง ไม่เพียงเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังเพื่อปกป้องรายได้ของเกษตรกร

สหพันธ์ข้าวแห่งเมียนมาได้แจ้งชัดว่า การส่งเสริมการส่งออกเป็นกลยุทธ์หลัก ที่สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐ ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างความมั่นคงด้านอาหาร และรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่ผู้ผลิต

ด้วยการวางแผนที่รอบคอบ รวมถึงการเปิดตลาดการค้าใหม่ ๆ เมียนมาหวังว่าจะสามารถทำให้มูลค่าการส่งออกข้าวเติบโตอย่างมีนัยสำคัญภายในสิ้นปี 2569 นี้

เพิ่มโอกาสทางการค้า: ประเทศที่มีตลาดข้าวใหญ่ ๆ ควรได้รับการสนับสนุนให้เข้าพันธมิตรทางการค้าเชิงลึกกับเมียนมา

ที่มา – เมียนมาตั้งเป้าดันส่งออกข้าวเพิ่มขึ้น ครึ่งหลังปีงบประมาณ 2568-2569

ครม. ‘อนุทิน 1’ ถวายสัตย์ฯ – พระราชดำรัสให้ทำงานเพื่อชาติและประชาชน

เมื่อเวลา 18.51 น. วันที่ 24 กันยายน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จออก ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรีซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ภายใต้หัวข้อ ครม. ‘อนุทิน 1’ ถวายสัตย์ฯ – ทรงมีพระราชดำรัสให้ทำงานเพื่อชาติและประชาชน อย่างเป็นทางการ

ครม. ‘อนุทิน 1’ ถวายสัตย์ฯ – ทรงมีพระราชดำรัสให้ทำงานเพื่อชาติและประชาชน

ในพิธีดังกล่าว คณะรัฐมนตรีที่ได้รับการแต่งตั้งประกอบด้วย ทั้ง รองนายกฯ รัฐมนตรี และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่าง ๆ ได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พร้อมถวายคำสัตย์ต่อแผ่นดิน ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระราชดำรัสให้ ครม. ‘อนุทิน 1’ ประกอบหน้าที่ด้วยความเสียสละ เพื่อประโยชน์แห่งชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

รายชื่อคณะรัฐมนตรี ‘อนุทิน 1’ ที่เข้ารับหน้าที่

  • นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ กระทรวงคมนาคม
  • นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกฯ
  • นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ
  • นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ กระทรวงการคลัง
  • ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ กระทรวงเกษตร
  • และอีกหลายตำแหน่ง

หลังจากพิธีถวายสัตย์ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระบรมราชวโรกาส ให้ นางเอกสิริ ปิณฑะรุจิ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ นำเอกอัครราชทูต ฯ ที่ifu即将出 ไปปฏิบัติหน้าที่ต่างประเทศ

ครม. ‘อนุทิน 1’ ประกอบหน้าที่อย่างเต็มศักดิ์

โดยในโอกาสสำคัญนี้ ยังเป็นการแสดงความเคารพและรักษาขนบธรรมเนียมพระราชพิธี ตามแบบแผนอันเป็นที่เคารพนับถือ ของรัฐบาลและข้าราชการไทยอย่างชัดเจน พร้อมย้ำบทบาท หน้าที่ ของ ครม. ‘อนุทิน 1’ ในการบริหารประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

ความมุ่งมั่น ความจริงใจ และความมีจิตสำนึกต่อหน้าที่ของ ครม. ‘อนุทิน 1’ ถือเป็นแรงผลักดันสำคัญ อันจะส่งผลให้เกิดการดำเนินงานอย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพ เพื่อประโยชน์แห่งชาติ ประชาชน และสังคมอย่างแท้จริง

ที่มา – ครม. ‘อนุทิน 1’ ถวายสัตย์ฯ – ทรงมีพระราชดำรัสให้ทำงานเพื่อชาติและประชาชน

หนุ่มผู้ดูแลเสือโดนสัตว์ในความดูแลขย้ำ ดับสยองระหว่างการแสดงโชว์

เหตุการณ์น่าสะพรึงกลัวเกิดขึ้นที่ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เสือโกรว์เลอร์ ไพน์ส ในเมืองฮิวโก รัฐโอคลาโฮมา ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเคยเป็นชื่อเสียงจากภาพยนตร์สารคดี “Tiger King” หนุ่มผู้ดูแลเสือชื่อ ไรอัน อีสลีย์ วัย 41 ปี ถูกเสือในความดูแลจู่โจมและเสียชีวิตอย่างน่าสะพรึงกลัวในระหว่างการแสดงโชว์

หนุ่มผู้ดูแลเสือโดนสัตว์ในความดูแลขย้ำ

ข้อมูลรายงานว่า ไรอัน อีสลีย์ ซึ่งเคยทำงานกับ “โจ เอ็กโซติก” นักเลี้ยงเสือชื่อดัง กำลังดำเนินการแสดงโชว์เสือในวันเสาร์ อย่างไรก็ตาม เสือตัวนี้ได้จู่โจมเขาอย่างดุเดือด โดยเข้ามากัดบริเวณคอและหัวไหล่ สะบัดตัวเขาอย่างแรงจนไม่สามารถต่อต้านได้

เจ้าหน้าที่รีบเข้าช่วย

เจ้าหน้าที่กู้ภัยและตำรวจได้รับแจ้งเหตุเมื่อเวลา 14:00 น. แต่เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ ไรอันได้เสียชีวิตไปแล้ว เจ้าหน้าที่จะเก็บศพและดำเนินการสอบสวนทางการแพทย์ ขณะนี้กรมอนุรักษ์สัตว์ป่าแห่งรัฐโอคลาโฮมาได้เข้ามาดำเนินการสืบสวนต้นเหตุ และวางแผนสำหรับเสือตัวดังกล่าว

“หนุ่มผู้ดูแลเสือโดนสัตว์ในความดูแลขย้ำ ดับระหว่างการแสดงSHOW” ทำให้การจัดแสดงสัตว์ครั้งนี้ถูกมองว่ามีความเสี่ยงสูง และอาจส่งผลกระทบต่อลักษณะการทำงานในอนาคตของศูนย์อนุรักษ์ประเภทนี้

ซากาโกลด์ มากกว่าแค่หนึ่งชีวิต

ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เสือโกรว์เลอร์ ไพน์ส ได้ออกมาแสดงความเสียใจอย่างเป็นทางการเหนือโซเชียลมีเดีย โดยระบุว่า ไรอันเป็นผู้มีความหลงใหลในด้านอนุรักษ์สัตว์ป่า รวมทั้งมีความรักต่อเสือเป็นอย่างมาก ซึ่งเขาทุ่มเทกับการทำงานมาตลอด

  • ผู้ดูแลเคยมีชื่อเสียงร่วมกับ “โจ เอ็กโซติก” นักเลี้ยงเสือชื่อดัง
  • เกิดเหตุในระหว่างการแสดงโชว์
  • เสือถูกขังไว้เพื่อรอการสืบสวน

งานนี้ “โจ เอ็กโซติก” ผู้ถูกจำคุก 21 ปี หลังถูกตัดสินว่าวางแผนจ้างฆ่า แครอล บาสกิน นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของสัตว์ ได้ออกมาชื่นชม พร้อมระบุว่า หน่วยงานด้านสิทธิของสัตว์อาจใช้กรณีนี้สร้างประเด็นใหม่เพื่อยึดสิทธิการเลี้ยงสัตว์ ได้แก่ PETA (PeTA) ที่ออกมาวิจารณ์ ชี้ว่า ไรอันมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมหลายประการ

“PETA ชี้แจง ไรอันขนเสือแสดงทั่วประเทศ, บังคับให้พวกมันแสดงในคณะละครสัตว์ ตามข้อมูลที่เก็บรวบรวมจากผู้เข้าชม ทำให้บางครั้งต้องขังมันไว้หลายชั่วโมง” กล่าวกับสื่อต่างประเทศ

เหตุการณ์นี้เป็นอีกหนึ่งจุดย้ำเตือนว่า แม้สัตว์เทิดทูนจะมีเสน่ห์ แต่การเลี้ยง ดู และแสดงเหล่าเสือเหล่านี้ ยังคงเป็นเรื่องที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง ทั้งต่อชีวิตมนุษย์และสัตว์

ทั้งนี้ ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เสือ ได้ออกคำชี้แจงว่า ขณะนี้เสือที่เกี่ยวข้องอยู่ในกรงแยก และจะไม่อนุญาตให้แสดงจนกว่าการสืบสวนจะสิ้นสุด

หากคุณเป็นแฟนการดูเสือการแสดง หรือสนใจการอนุรักษ์ ควรพิจารณาดูแลสัตว์ชนิดนี้ในแง่ของความปลอดภัยและจริยธรรม ด้วยนะคะ เพราะชีวิตคือสิ่งสำคัญเสมอ

ที่มา – หนุ่มผู้ดูแลเสือโดนสัตว์ในความดูแลขย้ำ ดับสยองระหว่างการแสดงโชว์

รมว.ยุติธรรมยังไม่ยืนยันเขากระโดงเป็นคดีพิเศษ

กรณีความคืบหน้าคดีเขากระโดงที่หลายคนจับตามองอย่างใกล้ชิด ได้มีกระแสข่าวว่านายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี นำครม.อนุทิน 1 เข้าเฝ้า ถวายสัตย์ ณ ทำเนียบรัฐบาล หลังจากนั้น คณะรัฐมนตรีก็ได้เดินทางเข้าทำเนียบฯ เพื่อประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษในเวลา 18.00 น. ทว่า สำหรับความเคลื่อนไหวของพล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กลับไม่ให้ข้อมูลชัดเจน ทั้งที่มีผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงปัญหาการดูแลคดีเขากระโดงของดีเอสไอ ยังไม่ได้รับคำตอบ

รมว.ยุติธรรมยังไม่ยืนยันเขากระโดงเป็นคดีพิเศษ

ประเด็นที่น่าจับตามองคือ ความเห็นของ รมว.ยุติธรรมยังไม่ยืนยันเขากระโดงเป็นคดีพิเศษ ทั้งที่คดีดังกล่าวสร้างความไม่พอใจในวงกว้างและมีประเด็นทางกฎหมายหลายประเด็นที่ควรได้รับการพิจารณาอย่างละเอียด. ผู้สื่อข่าวพยายามถามถึงความเป็นไปได้ที่จะมีการหารือกับอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ว่าจะใช้ดีเอสไอเข้ามาดูแลคดีนี้หรือไม่ ซึ่งจากสถานการณ์ รมว.ยุติธรรมยังไม่ยืนยันเขากระโดงเป็นคดีพิเศษ ว่าจะใช้อำนาจ รัฐมนตรียุติธรรมหรือหน่วยงานอื่นเข้าไปดำเนินการ

ยศสิงห์แจงข้อกล่าวหา ไม่กังวลเรื่องอภิปราย

ขณะที่ในมุมของ จ.อ. ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งมีพรรคประชาชนขู่ว่าจะอภิปรายคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ตนไม่ได้รู้สึกหนักใจแต่อย่างใด. ยศสิงห์กล่าวว่า ทุกข้อกล่าวหา รวมถึงรายงานที่ว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อาจเห็นว่ามีมูลความผิด เขากล่าวว่าสามารถแจ้งข้อมูลและชี้แจงได้ all clear

ความกังวลด้านความโปร่งใส

เหตุการณ์ในครั้งนี้สร้างความปั่นป่วน ทั้งในแง่นโยบายการบริหารงานด้านยุติธรรม และเรื่องความโปร่งใส. พลาดไม่ได้ ประเด็น รมว.ยุติธรรมยังไม่ยืนยันเขากระโดงเป็นคดีพิเศษ ซึ่งประชาชนต้องการเห็นความชัดเจน ว่าครม. นำโดยนายกรัฐมนตรีจะมีการพิจารณาให้ใช้ดีเอสไอดำเนินคดีอย่างเป็นธรรมหรือไม่. ตามรายงาน ขณะนี้ยังไม่มีการประกาศชัดเจน ว่าจะมอบอำนาจให้ ดีเอสไอ หรือ หน่วยงานอื่นเข้าไปดูแล ทั้งที่ ป.ป.ช. ยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบอีกฝ่ายหนึ่ง

  • การไม่ตอบคำถามของ รมว.ยุติธรรม สร้างความไม่พอใจ
  • ข่าวลือเกี่ยวกับการใช้ดีเอสไอ ยังไม่มีข้อสรุป
  • ยศสิงห์ยืนยันการแจงข้อกล่าวหา ไม่กังวล
  • พรรคประชาชนขออภิปรายไม่ใช่เพียงคุณสมบัติ

หากจะสรุปภาพรวมในช่วงเวลานี้ จะเห็นได้ว่า ทั้งสองมุมมีคำตอบที่ยังไม่ชัดเจน ฝ่ายหนึ่ง ป.ป.ช. ยังไม่จบการสอบสวน ส่วน ฯรวม ไม่ปล่อยข้อมูลการตัดสินใจ. ความล่าช้า ดูเหมือนจะส่งผลต่อความเชื่อมั่น ไม่ว่าจะเป็นต่อรัฐบาล, กฎหมาย หรือความเที่ยงธรรม. ทั้งที่ ประชาชนต้องการเห็น ความจริงอย่าง 100 เปอร์เซ็นต์

ความคาดหวัง จึงอยู่ที่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังไม่มีใครออกมากล่าวชัดเจน ว่า รมว.ยุติธรรมยังไม่ยืนยันเขากระโดงเป็นคดีพิเศษ มีความตั้งใจอย่างไร ทำให้ประชาชนอยากเห็น รมว. หรือ ดีเอสไอ ออกมาแสดงพลังของกฎหมาย

ในตอนท้าย หาก คุณมีข้อมูลเพิ่มเติม หรือ มีความเห็น สามารถแสดงออกได้ ไม่ว่า ผ่านช่องทางโซเชียล หรือ หน่วยข่าว อย่า ปล่อยให้ ความยุติธรรม เงียบ อย่าง น้ำ ยิ่งข้อมูล ยิ่ง 透明มาก

ที่มา – ‘รมว.ยุติธรรม​’ ยังไม่ตอบรับเขากระโดง​เป็นคดีพิเศษ​หรือไม่​ ด้าน ‘ยศสิงห์’ บอกไม่หนักใจพร้อมแจง​ ‘พรรคส้ม’​ ขู่​อภิปราย

แม่ยกมือไหว้ขอความช่วยเหลือจากตำรวจ

เมื่อวันที่ 24 กันยายน ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการณ์ที่น่าสนใจและสะเทือนใจในพื้นที่อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดป้องกันปราบปราม สนับสนุนด้วยอาสาสมัครหน่วยกู้ภัยฮุก 31 พิมาย ได้เข้าช่วยเหลือนางสมพงษ์ ใสพลกรัง วัย 62 ปี ชาวตำบลบ้านเทพหัสดิน หลังจากมีเหตุแจ้งว่าลูกชายของเธอวัย 49 ปี ได้เกิดอาการคลุ้มคลั่ง ทำเอาทั้งครอบครัวตกใจและหวาดกลัว

แม่ยกมือไหว้ทั้งน้ำตา วอนตำรวจช่วย

เหตุเกิดขึ้นในบ้านหลังหนึ่งในตำบลนิคมสร้างตนเอง ซึ่งนางสมพงษ์ ได้เล่าให้เจ้าหน้าที่ฟังว่า ลูกชายของตนมีอาการผิดปกติ คล้ายกับคนที่เสพยาเสพติด สามารถพูดจาขอเลือด ข่มขู่ และทำร้ายร่างกายได้ ซึ่งในอดีตก็เคยเกิดเหตุทำร้ายพ่อแม่มาก่อน ส่งผลให้ความกังวลของเธอเพิ่มขึ้นอย่างมาก

สำหรับเหตุการณ์ในครั้งนี้

นางสมพงษ์ ระบุว่า ลูกชายเริ่มตะโกน ด่าทอ แล้วกล่าวขู่ว่าจะทำร้าย ทำให้ทั้งบ้านต้องหนีลงมาจากชั้นบน และเมื่อไม่อาจยับยั้งได้อีกต่อไป เธอจึงตัดสินใจโทรขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมยกมือไหว้อย่างท่วงที โดยยอมรับว่าตัวเองก็มีน้ำตา แล้วกล่าวขอความกรุณาอย่างสุดซึ้ง หวังให้เจ้าหน้าที่จับหรือพาตัวลูกชายไปอยู่ในสถานพยาบาลเพื่อฟื้นฟูสุขภาพจิต

เจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับแจ้งเหตุ ได้เดินทางไปถึงที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว พบว่าชายที่เป็นลูกชาย แม่คนหนึ่งมีพฤติกรรมลุกโกรธ ข่มขู่ ด่าทอ แถมยังพยายามทำลายทรัพย์สินในบ้าน โดยไม่มีสัญญาณของความสงบ

แม่ยกมือไหว้ทั้งน้ำตา

ไม่เพียงเท่านั้น เจ้าหน้าที่ยังระบุว่า ต้องใช้วิธีการสื่อสารอย่างระมัดระวัง ด้วยความอดทน และความเข้าใจ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรง จนในที่สุดสามารถเหนี่ยวนำให้ผู้เกี่ยวข้องยอมร่วมมือควบคุมตัวเพื่อนำส่งโรงพยาบาลพิมาย ซึ่งตรงนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยน ที่ทั้งน้ำตาและแรงไหว้ของแม่ก็เป็นแรงผลักดันให้เจ้าหน้าที่ทำงานอย่างเต็มที่เพื่อช่วยเหลือ

ผลกระทบต่อชีวิตครอบครัว

จากเหตุการณ์นี้ ไม่เพียงแค่บาดแผลจริงที่อาจเกิดขึ้น แต่ยังสร้างแรงกระตุ้นให้สังคมหันมาเห็นถึงปัญหาด้านสุขภาพจิตในครอบครัว และการรับรู้ว่าทุกชีวิตในครอบครัวมีคุณค่า ทะเลาะเบาะแว้ง หงุดหงิดหรือพูดจาแรง มักไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่หากปล่อยไว้นาน ๆ แล้ว อาจกลายเป็นปัญหาที่ใหญ่โต และท้ายที่สุด คือความเสื่อมสภาพของครอบครัว

ญาติ ๆ จำเป็นต้องมีความรู้และตระหนักเกี่ยวกับสุขภาพจิต โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ความเสี่ยงจากปัจจัยต่าง ๆ อย่างความอุดมสมบูรณ์หรือความเจ็บป่วยสามารถทำลายเสถียรภาพของจิตใจได้ คู่ควรกับการให้ความช่วยเหลืออย่างจริงจัง อย่างที่นางสมพงษ์ ทำไว้

วันนี้เราต้องเรียนรู้จากเหตุการณ์ที่ตำนานเคยร้องขอน้ำตาวอน ว่า หากรักจริง อย่ารอจนล่าช้า ความเข้าใจและเวลาที่คุณให้อาจเป็นสิ่งที่ช่วยชีวิตคนให้กลับมาอย่างปลอดภัยได้

ยินดีให้คนรอบข้างมีส่วนช่วยเหลือ ไม่ว่าจะจากญาติพี่น้อง เจ้าหน้าที่รัฐ หรือหน่วยกู้ภัย และตระหนักว่า คำว่า “แม่ยกมือไหว้ทั้งน้ำตา วอนตำรวจช่วย” นั้น ไม่ใช่เพียงสุนทรพจน์ แต่เป็นเสียงของความสิ้นหวัง ที่อยากมีใครสักคนเข้ามา

ที่มา – แม่ยกมือไหว้ทั้งน้ำตา วอนตำรวจช่วยจับลูกชายคลุ้มคลั่ง หวั่นถูกทำร้าย

KSL Group มอบอุปกรณ์การเรียน – กีฬา

ล่าสุด นายชลัช ชินธรรมมิตร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมคณะผู้บริหาร กลุ่มน้ำตาลขอนแก่น หรือ KSL Group ได้จัดกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างมีคุณค่า ภายใต้แนวคิด “KSL อาสา เชื่อม สุข” ณ โรงเรียนบ้านดอนเขว้า อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี โดยได้มอบ อุปกรณ์การเรียน – กีฬา ให้กับนักเรียน พร้อมกิจกรรมจิตอาสาที่มีความหมาย

KSL Group มอบอุปกรณ์การเรียน – กีฬา

กิจกรรมในครั้งนี้ ไม่ได้จัดขึ้นเพื่อการมอบของอย่างเดียว แต่ยังเป็นโอกาสในการพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้ ด้วยการซ่อมแซมเครื่องเล่นเด็ก และปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการใช้งานของนักเรียน กระตุ้นให้เกิดพัฒนาศักยภาพทั้งด้านการเรียนและกีฬา

สร้างรอยยิ้มสู่ชุมชน

พนักงานจิตอาสามาชิก KSL Group ได้ร่วมแรงร่วมใจกันจัดการภูมิทัศน์ ซ่อมแซมอุปกรณ์เล่น และอื่นๆ ที่จำเป็น ทั้งยังได้มอบ อุปกรณ์การเรียน – กีฬา เพื่อให้นักเรียนได้พัฒนาทักษะอย่างครบด้าน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ขององค์กร ที่เน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ปลอดภัย และยั่งยืน

  • ส่งเสริมการศึกษา
  • พัฒนาทักษะทางกีฬา
  • สร้างความมีส่วนร่วม
  • ลดขยะ

กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ “KSL อาสา เชื่อม สุข” ที่มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริม “KSL Group มอบอุปกรณ์การเรียน – กีฬา” ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่า KSL Group ไม่เพียงมุ่งเน้นการทำกำไร แต่ยังใส่ใจสังคมอย่างแท้จริง

การร่วมพัฒนาอย่างยั่งยืนนี้ สะท้อนให้เห็นถึง “KSL Group มอบอุปกรณ์การเรียน – กีฬา” ที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่การส่งมอบของ แต่เป็นการถ่ายทอดคุณค่าทางสังคมผ่านการมีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีของภาคเอกชน

ที่มา – KSL Group มอบอุปกรณ์การเรียน – กีฬา

สอวช. – พพ. ขยายเครือข่ายศูนย์ประสานงานฯ หนุนพัฒนาคนรับการลงทุน

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567 สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน จัดพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือโครงการ สอวช. – พพ. ขยายเครือข่ายศูนย์ประสานงานฯ หนุนพัฒนาคนรับการลงทุน เพื่อส่งเสริมการพัฒนาพลังงานทดแทนและการอนุรักษ์พลังงาน ผ่านการขยายเครือข่าย “ศูนย์ประสานงานและบริการเบ็ดเสร็จ (STEM One-Stop Service: STEM OSS)” ซึ่งเป็นกลไกในการเชื่อมโยงผู้มีความต้องการด้านพลังงานกับองค์ความรู้จากภาคการศึกษา

สอวช. – พพ. ขยายเครือข่ายศูนย์ประสานงานฯ หนุนพัฒนาคนรับการลงทุน

กิจกรรมในครั้งนี้เกิดขึ้น ณ ห้องประชุม 101 อาคาร 119 กระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยการลงนามบันทึกความร่วมมือระหว่าง ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. และ นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดี กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งทั้งสองฝ่ายมีเจตนารมณ์ที่มุ่งเน้นการฝึกอบรมพัฒนาทักษะ และถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ภายใต้แนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

เป้าหมายของการพัฒนาบุคลากรด้านพลังงาน

สอวช. – พพ. ขยายเครือข่ายศูนย์ประสานงานฯ หนุนพัฒนาคนรับการลงทุน” เป็นหนึ่งในความร่วมมือที่มุ่งพัฒนาบุคลากรระดับสูง ด้านพลังงานทดแทนและการอนุรักษ์พลังงาน ผ่านแนวทางการทำงาน 3 ประการหลัก ได้แก่ 1. การฝึกอบรมและพัฒนาทักษะให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม 2. สนับสนุนการเชื่อมโยงการถ่ายทอดเทคโนโลยี 3. ใช้ทรัพยากรการฝึกอบรมอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน

สำหรับ ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ได้กล่าวตอนหนึ่งว่า “การพัฒนาพลังงานยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ ซึ่งเราต้องเตรียมความพร้อมผ่านการศึกษาและการฝึกอบรมอย่างจริงจัง” พร้อมย้ำว่า “STEM OSS คือการส่งเสริมการเชื่อมโยงระบบการศึกษากับโลกการทำงาน เพื่อรองรับอนาคตด้านพลังงานและนวัตกรรม

‘สอวช. – พพ. ‘ ขยายเครือข่ายศูนย์ประสานงานฯ หนุนพัฒนาคนรับการลงทุน ถือเป็นรากฐานที่สำคัญของแผนพัฒนาคนของประเทศไทย ภายใต้นโยบาย Thailand 4.0 ซึ่งเน้นการผลิตงานเชิงนวัตกรรมและการใช้พลังงานอย่างเหมาะสม การเตรียมความพร้อมนี้ คือการตอบโจทย์ตลาดแรงงานแห่งอนาคต ที่มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เพราะไม่เพียงแค่ภาคอุตสาหกรรม แต่ภาคบริการ รวมถึงภาคเกษตร ต่างต้องการคนที่เข้าใจการจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

  • ช่วยยกระดับความสามารถด้านพลังงาน
  • สร้างการเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน
  • จัดหาแหล่งความรู้และทรัพยากรให้แก่ผู้ปฏิบัติงาน
  • ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและยั่งยืน

นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช กล่าวเพิ่มเติมว่า “เราจำเป็นต้องเตรียมแรงงานระดับสูง ที่สามารถส่งเสริมโครงสร้างเครือข่ายพลังงาน และเป็นผู้ที่พร้อมเข้าสู่วงการงานแห่งอนาคต ซึ่งความร่วมมือนี้ คือการร่วมมือเชิงกลยุทธ์ ที่สามารถรวมศูนย์รวมพลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม โครงการขยายเครือข่าย STEM OSS ไม่ได้หยุดเพียงแค่จุดนี้ เพราะ สอวช. เคยดำเนินการร่วมกับ สำนัก KEX มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ในการขับเคลื่อนศูนย์นวัตกรรม STEM OSS ครั้งแรก แล้วขยายไปยังอีก 3 ศูนย์เฉพาะทาง ได้แก่ 1. ด้านการผลิตอัจฉริยะ 2. ด้านกำลังคนดิจิทัล 3. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้กลายเป็นเครือข่ายการเรียนรู้ 24 จังหวัดใน 4 ด้าน พร้อมพัฒนาศักยภาพประชาชนให้พร้อมรับอนาคต

‘สอวช. – พพ. ‘ ขยายเครือข่ายศูนย์ประสานงานฯ หนุนพัฒนาคนรับการลงทุน แสดงว่า ประเทศไทยมุ่งมั่นที่จะรองรับความต้องการพลังงานในอนาคต พร้อมเป็นผู้นำในด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

ท้ายที่สุด การพัฒนาบุคลากรด้านพลังงานคือการลงทุนระยะยาว ที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมาย 2030 ได้อย่างมั่นคง ยั่งยืน และพร้อมแข่งขันในเวทีโลก อยากให้ทุกภาคส่วนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแรงผลักดันนี้ เพื่อบางวัน ประเทศไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางแห่งพลังงานสะอาดของเอเชีย

ที่มา – ‘สอวช. – พพ. ‘ ขยายเครือข่ายศูนย์ประสานงานฯ หนุนพัฒนาคนรับการลงทุน

‘กรวีร์’ บี้ ‘มท.’ ลุยเอาคนผิดกรณี ‘ส่วยชายแดน’ ยันมีหลักฐานโอนเงิน

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 ที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส. จังหวัดอ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานกรรมาธิการ (กมธ.) การปกครอง สภาผู้แทนราษฎร ได้มีการกล่าวถึงแนวทางการดำเนินการในกรณี ‘ส่วยชายแดน’ หลังจากที่ได้มีการร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมการเรียกรับผลประโยชน์ ในการดำเนินการขอสัญชาติไทยในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งขณะนี้ จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย ได้รับการสอบสวนข้อเท็จจริงโดยคณะกรรมการที่ตั้งขึ้น อย่างเข้มงวด

‘ส่วยชายแดน’ มีการเรียกรับเงินชัดเจน

นายกรวีร์ ได้เปิดเผยว่า ได้มีการตรวจสอบพบว่า ‘ส่วยชายแดน’ หรือเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ได้ใช้อำนาจของตนเอง ในการเรียกรับผลประโยชน์จากผู้ที่ต้องการขอสัญชาติไทย ซึ่งขณะนี้ กรมการปกครอง ได้รวบรวมหลักฐานที่สำคัญเกี่ยวกับการโอนเงิน ที่สามารถยืนยันการกระทำผิดได้อย่างชัดเจน ทั้งนี้ ได้มีการส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่อสืบสวน และขอให้กรมการปกครองดำเนินการลงโทษผู้ที่ทำผิด ไม่ว่าจะเป็นผู้นำในระดับอำเภอ หรือในระดับตำบล อย่างจริงจัง

ข่มขู่ บิดเบือน จัดการอย่างเด็ดขาด

ทั้งนี้ ยังมีรายงานว่า ผู้เสียหายจำนวนมาก ‘กรวีร์’ ลั่นว่า กรมการปกครองไม่สามารถบิดเบือน หรือหนีความรับผิดชอบ ได้อีกต่อไป โดยเฉพาะหากมีการใช้มาตรการข่มขู่ หรือบังคับผู้ขอสัญชาติให้ตามจ่ายเงิน ขณะที่ ทราบดีว่า ต่ออายุพาสปอร์ตและการขอสัญชาติเป็นเรื่องที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน จึงมีการเสนอแนวทาง ว่าหากมีสถานการณ์ที่มีความจำเป็น เช่นพื้นที่ห่างไกล ควรต้องมีการพิจารณาขยายระยะเวลาเพื่อให้การเดินทางและการจัดขึ้นทะเบียน สามารถดำเนินการได้อย่างเหมาะสม

  • รวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง
  • ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง
  • เร่งดำเนินการลงโทษ
  • สนับสนุนให้ผู้เสียหายกล้าแจ้งความ
  • ตรวจสอบการโอนเงิน ยืนยันการกระทำผิด

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับกรณี ‘ส่วยชายแดน’ ที่ยังเกิดขึ้น ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อกลุ่มคนต่างด้าว ที่ต้องการขอสัญชาติไทย อย่างไรก็ตาม ด้วยบทบาทของนายกรวีร์ ที่เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการอย่างโปร่งใส และใช้หลักฐานเป็นตัวกำหนดว่าจะต้องลงโทษใคร พร้อมกับชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการดำเนินการแบบครอบคลุม ทั้งในด้านกฎหมาย วินัย และการบริหารจัดการระบบ ทั้งยังมีการผลักดันให้นำเทคโนโลยีมาช่วยเพื่อขจัดความยากลำบาก IGNED: ‘+
ขอให้เห็นใจว่า ปัญหานี้ต้องใช้การติดตาม ตรวจสอบ และลงโทษผู้ที่ทำผิด อย่างเต็มกำลัง เพื่อสร้างระบบราชการที่โปร่งใส และเป็นธรรมอย่างแท้จริง

ที่มา – ‘กรวีร์’ บี้ ‘มท.’ เอาคนผิดเรียกรับ ‘ส่วยชายแดน’ มาลงโทษ มีหลักฐานโอนเงินชัด

BETTER ME ชวนเกาะติดเทรนด์สุขภาพ ตั้งแต่วัยเด็กถึงวัยสูงอายุ

งาน Sustainability Expo 2025 (SX2025) ต้อนรับคนทุกช่วงวัย ให้มาร่วมเกาะติดกับเทรนด์สุขภาพ ปรับตัวเข้ากับโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว และออกกำลังกายเข้ากับวัยไปด้วยกัน ณ ลานกิจกรรมเพื่อสุขภาพ พบกับโซน BETTER ME ชั้น G ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน ถึง 5 ตุลาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) พร้อมกิจกรรมสนุก ๆ มากมาย ที่เชิญชวนให้ทุกคนมาปรับตัว ดูแลสุขภาพ และมีชีวิตที่ยืนยาว อย่างยั่งยืน

BETTER ME ชวนเกาะติดเทรนด์สุขภาพ ตั้งแต่วัยเด็กถึงวัยสูงอายุ

โซน BETTER ME ภายใต้ธีม Adaptation for Longevity สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้เข้าชมเรียนรู้ วิถีสุขภาพที่เหมาะสมกับทุกช่วงวัย ตั้งแต่วัยเด็ก วัยเรียน วัยทำงาน ไปจนถึงวัยสูงอายุ

ปรับตัวกับเทคโนโลยีการแพทย์

ภายในโซน คุณจะได้เรียนรู้ แนวทางการดำรงชีวิตที่ดี ผ่านมุมมองของ Personalized Medicine (การแพทย์เฉพาะบุคคล) โดยเข้าใจว่าพันธุกรรมมีบทบาทอย่างไร ในการออกแบบโภชนาการ การตรวจ DNA ที่ช่วยค้นหาแนวทางการป้องกัน รักษา ฟื้นฟู ให้เหมาะสมกับตัวเอง

ไม่เพียงแค่นั้น กิจกรรมภายในโซนยังครอบคลุมหลักโภชนาการ แนวทางการออกกำลังกาย ที่สอดคล้องกับแต่ละช่วงอายุ

เรียนรู้ตลอดชีวิต

และเมื่อโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การเรียนรู้ จึงไม่ควรหยุดอยู่แค่ห้องเรียน โซนย่อย Lifelong Learning ช่วยให้เราเรียนรู้ ปรับตัว และใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน ผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น Partnership School, Connext ED, Win Win WAR OTOP Junior, SIFE (Students In Free Enterprise) รวมถึงองค์ความรู้ ที่เชื่อมโยงนิสิตกับชุมชน แปลงความรู้เป็นธุรกิจเพื่อสังคม

พร้อมเสวนา แลกเปลี่ยนความรู้ พร้อมข้อมูลด้านสุขภาพจาก แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ อย่าง แพทย์ พญ.วรรณวิพุธ สรรพสิทธิ์วงศ์ (หมอฟ้า) และ แพทย์ พญ.พิศศรี คุ้มอนุวงศ์ (หมอแม่) ที่จะช่วยให้คนทั่วไป รู้ทันความก้าวหน้าของ ศาสตร์แห่งสุขภาพ

ไม่ว่าคุณจะอยู่ในวัยใด BETTER ME ชวนเกาะติดเทรนด์สุขภาพ ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ถึงบ้าน ด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับร่างกาย จิตใจ และวิถีการมีชีวิต

เป็นโอกาสที่ไม่ควรมองข้ามสำหรับทุกคน ที่จะได้ขยับเขยื้อนตัว กระตุ้นให้เริ่มต้นสุขภาพดี ผ่านกิจกรรม ประสบการณ์ ความรู้ และแรงบันดาลใจ แค่มีเป้าหมาย “Better Me แล้ว โลกก็ดีขึ้น”

เข้าร่วมและสร้างสุขภาพให้ดี อย่างยั่งยืน ไปด้วยกัน ได้ที่ โซน BETTER ME ที่ งานSX2025

ช่วงเวลา 10 วัน ที่ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) ตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน ถึง 5 ตุลาคม 2568 ตั้งแต่ 10.00-20.00 น.

ติดตามข่าวสาร ได้ที่ แฟนเพจ Facebook Page : Sustainability Expo, www.sustainabilityexpo.com หรือ @sxofficial ที่ไลน์ ได้เลย ลุ้นรับรางวัล 10 วัน
เพราะโลกที่ดีกว่า คือ โลกที่เราช่วยกันสร้าง“พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก”

ที่มา – BETTER ME ชวนเกาะติดเทรนด์สุขภาพ ครอบคลุมตั้งแต่วัยเด็ก – วัยสูงอายุ เพื่อปรับตัวให้ทันโลกที่งาน SX2025