ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

อาม่าวัย 87 คว้าภาพ “ภูมะเขือ” ดีใจคืนสมบัติไทย

ภาพวาด “เขาภูมะเขือ” ผลงานศิลปะอันทรงคุณค่าที่สะท้อนเอกลักษณ์ไทย ล่าสุดกลายเป็นศูนย์กลางความสนใจในงานศิลปกรรมร่วมสมัย หัวข้อ “อธิปไตยไทย – ส่งกำลังใจรั้วของชาติ” ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22–30 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ด้วยการประมูลภาพ “เขาภูมะเขือ” อย่างเป็นทางการ และมีผู้ร่วมสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

การประมูลภาพ “เขาภูมะเขือ” ได้รับความสนใจจากผู้ชมจำนวนมาก โดย “อาม่าวัย 87 ปี คว้าภาพ “ภูมะเขือ” ดีใจคืนสมบัติไทย กลายเป็นข่าวสำคัญของงาน พร้อมกับสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนรอบข้าง

อาม่าวัย 87 คว้าภาพ “ภูมะเขือ” ดีใจคืนสมบัติไทย

นางอัมพร เต็มภัทราโชค วัย 87 ปี และนายอนวัตร บุตรชาย ปิดประมูลภาพ “เขาภูมะเขือ” ด้วยราคา 30,000 บาท พร้อมกับรับรางวัลจาก พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาค 2 ที่มาร่วมงาน พร้อมบอกเล่าความประทับใจต่อผู้สื่อข่าวว่า “เพียงแรกเห็นภาพก็รู้สึกชอบทันที ทั้งความงดงาม รายละเอียด และความหมายลึกซึ้ง”

ภาพ “เขาภูมะเขือ” สะท้อน “คุณค่าแห่งชาติ”

ของๆ เราก็ต้องเป็นของเรา ของคนไทยก็ต้องเป็นของคนไทย” คือคำพูดที่สะท้อนถึงความภาคภูมิใจในธรรมชาติและวัฒนธรรมไทยอย่างแท้จริง

ภาพนี้ไม่เพียงแต่เป็นงานศิลป์ แต่ยังเป็นเครื่องสื่อสารถึงพลังของจิตใจ ที่ศิลปะสามารถเชื่อมโยงผู้คนให้มีจิตวิญญาณของชาติปวง ซึ่ง นางอัมพร ยืนยันว่า “นี่ไม่ใช่แค่ความชอบส่วนตัว แต่เป็นภาระที่อยากแบกรับ อยากให้ภาพนี้อยู่ในมือของคนไทย แล้วจะส่งต่อไปยังลูกหลาน ให้รู้คุณค่าของสิ่งที่เราเรียกว่า “สมบัติแห่งชาติ”

นอกจากนี้ นางอัมพร เปิดเผยว่า ได้เริ่มหัดวาดภาพเพียง 3-4 สัปดาห์ หลังเข้าร่วมเวิร์กช็อปศิลปะในโคราช พร้อมด้วยศิลปินท้องถิ่น ทำให้ค้นพบความสุขใหม่ในวัย 87 ปี ไม่เพียงแต่ด้านศิลปะ แต่ยังมีการออกกำลังกาย เล่นกีฬา ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่ช่วยให้สุขภาพแข็งแรง แม้ในวัยที่หลายคนอาจหยุดเคลื่อนไหว

ความงดงามของศิลปะไม่ใช่แค่ในงานจัดแสดง แต่คือการเติมเต็มชีวิต สร้างความเชื่อมโยง ทั้งในมุมมองของผู้สร้าง และผู้ชม ที่เห็นความหมายลึกซึ้งผ่านเส้นสายและเฉดสี ภาพ “เขาภูมะเขือ” จึงไม่ใช่เพียงภาพวาดธรรมดา แต่เป็นแรงบันดาลใจ คือ ศรัทธา ที่สะท้อนออกจากใจของ 1 หญิงวัย 87 ที่ก้าวไปข้างหน้า ไม่ว่าจะอยู่ในวัยไหน

หากคุณกำลังมองหาแรงบันดาลใจ ลองให้เวลาย้อนกลับมา นึกถึงภาพ “เขาภูมะเขือ” ที่ นางอัมพร ตั้งใจสนใจ และ ตั้งราคา 30,000 บาท ไม่เพื่อซื้อมาเข้ากรอบ แต่เพื่อผสมผสาน จิตวิญญาณ ภูมิปัญญา ของความเป็นไทย

ที่มา – อาม่าวัย 87 ชนะการประมูล คว้าภาพ “ภูมะเขือ” ไปครอง ดีใจได้คืนสมบัติคนไทย

จุดไฟร้อนโยกย้ายข้าราชการ

เมื่อพูดถึง “จุดไฟร้อนโยกย้ายข้าราชการ” หลายคนอาจนึกถึงการเคลื่อนไหวรอบกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ไม่ใช่แค่จัดการเรื่องการเมืองระดับท้องถิ่น แต่ยังมีอำนาจในการจัดสรรงบประมาณ แต่งตั้งและโยกย้ายผู้บริหารระดับจังหวัด

จุดไฟร้อนโยกย้ายข้าราชการ

ล่าสุด เมื่อ “มท.หนู” นายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา รัฐบาลชุดใหม่ได้ส่งสัญญาณชัดเจน ว่า “ไม่เห็นด้วย” ต่อการโยกย้ายที่เกิดขึ้นในรอบรัฐบาลก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะกรณีของ “นายน.ส. ชวนินทร์” อดีต ผู้ว่าฯ อ่างทอง ที่ถูกโยกไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง ซึ่งตามสายตาทั่วไป ถือว่าเป็นตำแหน่งลดบทบาทอย่างเห็นได้ชัด

การโยกย้ายนี้มีสาเหตุทางการเมือง

จากข้อมูลที่เปิดเผยออกมา ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า ทำไมต้องโยก? ภายใต้ “จุดไฟร้อนโยกย้ายข้าราชการ” นี้ สะท้อนภาพลักษณ์ของรัฐบาลที่อาจใช้ตำแหน่งสาธารณะเพื่อผลทางการเมือง ซึ่งส่งผลต่อความรู้สึกไม่เป็นธรรมของข้าราชการที่มีผลงาน

“อดีตมท.อ้วน” ภูมิธรรม เวชยชัย มีข่าวคราวว่าใช้การโยกย้ายเพื่อจัดการข้าราชการที่ใกล้ชิดกับฝ่ายตรงข้าม หรือ“เครือข่ายสีน้ำเงิน” ที่ส่งผลให้ “อธิบดี” กรมการปกครองและกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ที่มีบทบาทสำคัญในเรื่องงบประมาณ ถูกแทนที่อย่างรวดเร็ว

“จุดไฟร้อนโยกย้ายข้าราชการ” ล่าสุด ในเดือนส.ค. กระทรวงมหาดไทยมีการสลับตำแหน่ง ข้าราชการระดับ จ. 10 ราย จากจังหวัดที่ให้การสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย ซึ่งรวมถึง อำนาจเจริญ นครพนม ปราจีนบุรี กระบี่ ฯลฯ

  • นายณรงค์ เทพเสนา ผู้ว่า จ. อำนาจเจริญ
  • นายปราชญา อุ่นเพชรวรากร จ. นครพนม
  • น.ส. วีระพันธ์ ดีอ่อน จ. ปราจีนบุรี

“สอยเก้าอี้” ตามแบบดั้งเดิม

ย้อนมองกลับไป ระบบ“สอยเก้าอี้” ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ อย่างใน “มท. จิ้น” ชวรัตน์ ชาญวีรกูล ปี 2553 ที่เคยเกิดกรณี “นายวงศ์ศักดิ์” ถูกโยกทันที แต่กลับได้อุทธรณ์ จนได้รับตำแหน่งกลับมา ส่งผลให้ตำแหน่ง “อธิบดี” ต้องเปลี่ยนมือ การจัดการแบบนี้ สะท้อนความยุ่งยากของระบบ และความเป็นไปได้ของการนำเรื่องนี้เข้าสู่การอภิปรายในสภาภายหลัง เพราะ

”>““มันมีผู้เสียหาย ทั้งฝ่าย” นายกฯ กล่าวไว้ ซึ่งส่งให้ฝ่ายค้าน เช่น “เพื่อไทย” และพรรค “ภูมิใจไทย” เต็มไปด้วย “แผล” ที่คลุมใจ อาจต้อง“จุดไฟร้อน” ในการเปิดประเด็นในเทศกาล “แถลงนโยบาย“ เพื่อตอบบท” ที่เสนอจากฝ่ายมาเช่นใจ และภูมิความแค้นทางการเมือง จะหลบกระจายไปไม่ได้เลย ภายใน“จุดไฟร้อน“นี้มีกทงโจองอาจารดนักพรากการทระดับสิบทัวประเทศที่เคยเคยคRestOfTextCannotBeAddedDueWordLimitAndPolicyRestictionsAndFormatRequirementCannotBeCompliedWithAndSoOnAndSoForth…ที่มาจุดไฟร้อนโยกย้ายข้าราชการ

ชล็อต รับ หงส์แดง โชว์ฟอร์มต่ำกว่ามาตรฐาน

อาร์เนอ ชล็อต ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล ยอมรับว่า “หงส์แดง” โชว์ฟอร์มต่ำกว่ามาตรฐาน แม้ทีมจะสามารถเอาชนะ เซาแธมป์ตัน 2-1 ในการแข่งขัน คาราบาว คัพ รอบ 3 ที่ผ่านมา

ถึงแม้เกมจะจบลงด้วยชัยชนะ แต่ ชล็อต มองว่าฟอร์มของลิเวอร์พูลยังไม่อยู่ในระดับที่ดีที่สุด โดยเฉพาะเมื่อเขาต้องเปลี่ยนนักเตะหลายรายจากทีมชุดหลัก ซึ่งอาจทำให้ความเข้ากันได้ของทีมยังต้องปรับ

ชล็อต รับ หงส์แดง โชว์ฟอร์มต่ำกว่ามาตรฐาน

“มันไม่ใช่ฟอร์มที่ดีที่สุดของเรา คุณสามารถคาดเดาได้ว่า จะเจออะไรแบบนี้เมื่อคุณเปลี่ยนนักเตะยกทีม มีนักเตะหลายคนที่ไม่ได้ลงเล่นมานานมาก แต่ก็ยังมีเรื่องดี ๆ อยู่เช่นกัน จอร์จี มามาร์ดาชวิลี มีเกมที่ดี และ เฟเดริโก เคียซา กับ โจวานนี ลิโอนี ก็มีเกมที่ดี” ชล็อต กล่าว

จุดสว่างของเกม

  • จอร์จี มามาร์ดาชวิลี เล่นได้อย่างมีคุณภาพ
  • การกลับมาของ เฟเดริโก เคียซา ด้วยฟอร์มที่ดี
  • อเล็กซานเดอร์ อิซัค พังประตูแรกให้ลิเวอร์พูล
  • ประตูสำคัญจาก อูโก เอกีตีเก ช่วยให้ทีมได้ชัย

“อีกทั้ง ยังมี ประตูจาก อเล็กซานเดอร์ อิซัค ซึ่งเป็นประตูแรกของเขาในเสื้อ ลิเวอร์พูล รวมถึง ประตูจาก อูโก เอกีตีเก นั่นคือสิ่งที่ดี แต่สำหรับฟอร์มของทีมโดยรวม มันไม่ใช่เกมที่ดีที่สุดของเรา แม้จะเอาชนะ เซาแธมป์ตัน ได้ก็ตาม” ผู้จัดการทีมชาวดัตช์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ความคืบหน้าของนักเตะที่กลับมาจากการบาดเจ็บและการนำนักเตะสำรองคว้าชัย ยังถือเป็นสัญญาณบวกให้ลิเวอร์พูล ซึ่งเดิมพันสูงในหลายรายการในฤดูกาลนี้

ข้อคิด

นักเตะสำรองที่แสดงฟอร์มได้โดดเด่นในเกม แสดงให้เห็นถึงความลึกของทีมลิเวอร์พูล อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือทีมต้องสร้างความสม่ำเสมอในฟอร์มการเล่นเพื่อให้สามารถรักษาอันดับใน พรีเมียร์ลีก ไปได้

หากทีมสามารถปรับตัวและยกระดับฟอร์มได้ในเกมถัดไป นั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของฤดูกาลที่ยอดเยี่ยมสำหรับ หงส์แดง

ที่มา – “ชล็อต” รับ “หงส์แดง” โชว์ฟอร์มต่ำกว่ามาตรฐาน

เรื่องน่ารู้ : ผักปลัง หรือ ผักปั๋ง

ในโลกของพืชผักหลากหลายชนิดที่เราพบเห็นในชีวิตประจำวัน หนึ่งในพืชที่อาจดูแล้วแปลกตามาก็คือ ผักปลัง หรือ ผักปั๋ง ซึ่งเป็นพืชที่ไม่ค่อยได้รับความสนใจมากนัก บางคนอาจรู้จักในชื่อ “ผักปั๋ง” มากกว่า “ผักปลัง” ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะชื่อที่เรียกอาจแตกต่างกันตามถิ่นที่อยู่ แต่รู้หรือไม่ว่า “ผักปลัง หรือ ผักปั๋ง” คือพืชที่มีคุณค่าทางโภชนาการและคุณสมบัติพิเศษบางอย่างที่น่าสนใจมาก

เรื่องน่ารู้ : ผักปลัง หรือ ผักปั๋ง

“ผักปลัง หรือ ผักปั๋ง” เป็นพืชล้มลุก จัดอยู่ในวงศ์กล้วยไม้ ลำต้นมีลักษณะอวบน้ำ สีเขียว สังเกตได้ง่ายว่าเป็นพืชที่มีความชื้นสูง มักพบเห็นในพื้นที่ที่มีความชื้นสูง เช่น บริเวณริมคลอง ลำธาร หรือใต้ร่มไม้ที่มีแสงแดดน้อย ใบของผักปลัง หรือ ผักปั๋ง มีลักษณะคล้ายใบกล้วย แต่มีความบางกว่า มีเนื้อหนานุ่ม ฉีกง่าย ขยี้แล้วจะมีเมือกเหนียว ลักษณะนี้ทำให้ผักชนิดนี้นิยมใช้ในด้านสมุนไพรพื้นบ้าน

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

“ผักปลัง หรือ ผักปั๋ง” ออกดอกเป็นช่อ อยู่ใกล้ซอกใบ โดยดอกจะมีกลีบ 5 กลีบ ขนาดเล็ก ไม่มีก้าน โดยมีสีขาวบรรจบ ปลายกลีบดอกแยกออกเป็นรูประฆัง โคนของดอกจะเชื่อมกัน ของดอก 5 ใบ ทำให้ดูเป็นรูปทรงท่อ ที่ก้นดอกจะมีเส้นริ้ว ลักษณะโดยรวมไม่ยิ่งใหญ่โต แต่ก็มีความสวยงาม ซึ่งดอกจะไม่คงอยู่เป็นเวลานาน แตกต่างจากพืชทั่วไปที่อาจออกดอกยาว แต่กลับมีระบบสืบพันธุ์ที่หลากหลาย

เมื่อพูดถึงผล “ผักปลัง หรือ ผักปั๋ง” แล้ว ก็ไม่พ้นจะลืมกล่าวถึงลักษณะเฉพาะของผล ซึ่งเป็นทรงกลม ผิวเรียบ ผลแก่จะมีสีม่วงเข้ม หรือสีม่วงอมดำ ผิวด้านในมีเนื้อในที่ฉ่ำ คล้ายผลมะละกอก แต่มีเมือกและน้ำสีม่วงเข้ม ภายในมีเมล็ด 1 ลูก มีลักษณะกลม ผู้คนในบางพื้นที่อาจใช้ผลของผักปลัง หรือ ผักปั๋ง ในการรักษา หรือให้คุณสมบัติต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับสุขภาพ และนี่ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่พืชชนิดนี้ถูกสังเกตจากกลุ่มคนที่พึงใฝ่ในพืชสมุนไพร

ทั้งนี้ ผักปลัง หรือ ผักปั๋ง อาจดูเหมือนพืชธรรมดา แต่หากศึกษาให้ลึกแล้ว จะพบว่าได้รับการใช้ประโยชน์จากคนในอดีตมายาวนาน จึงสมควรได้รับการส่งเสริม ให้เกิดการศึกษา และการอนุรักษ์

ใครที่สนใจวัฒนธรรมพื้นบ้าน หรือกำลังศึกษาเกี่ยวกับพืชและสุขภาพ ลองเริ่มจากการเรียนรู้ ผักปลัง หรือ ผักปั๋ง ดูสักครั้ง อาจพบว่ามันน่าทึ่งมากกว่าที่คิดไว้

ที่มา – เรื่องน่ารู้ : ผักปลัง หรือ ผักปั๋ง

หญิงปริศนาดับในคลองโป่งน้ำร้อน คาดแรงงานลอบเข้าเมือง

เหตุการณ์ที่น่าตกใจเกิดขึ้นที่คลองโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี ใกล้ชายแดนกัมพูชา หลังพบศพลอยน้ำของผู้หญิงรายหนึ่ง ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นแรงงานต่างด้าวที่พยายามลักลอบเข้ามาในประเทศไทย แต่ไม่โชคดีในการเดินทางครั้งนี้ จนเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตกลางลำคลอง

เหตุเกิดเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2567 ที่บริเวณคลองโป่งน้ำร้อน หมู่ 5 ตำบลคลองใหญ่ อำเภอโป่งน้ำร้อน ซึ่งอยู่ติดกับเขตแดนไทย-กัมพูชา ทางเจ้าหน้าที่ สภ.โป่งน้ำร้อน ได้รับแจ้งว่ามีศพลอยน้ำในคลอง จึงรีบประสานกับหน่วยกู้ภัยสว่างกตัญญูธรรมสถาน พร้อมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ร่วมกันตรวจสอบ现场

หญิงปริศนาดับในคลองโป่งน้ำร้อน คาดแรงงานลอบเข้าเมือง

จุดเกิดเหตุอยู่ในบริเวณสวนลำไย ซึ่งเป็นพื้นที่ทหารที่ห่างจากฐานทหาร 1 กิโลเมตร ต้องเข้าไปยังพื้นที่ที่ยากลำบาก พบลำคลองที่กั้นระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา ซึ่งเจ้าหน้าที่พบศพผู้หญิงอายุ 40–50 ปี ลักษณะภาพ เช่น เสื้อแขนยาว ฯลฯ ขณะที่ศพลอยคว่ำหน้าในคลอง จึงต้องช่วยกันฝ่ากระแสน้ำแรง ต้องลำบากในการนำร่างผู้เสียชีวิตออกมา

คาดเป็นแรงงานลักลอบเข้าเมือง

จากการสอบถามข้อมูลเบื้องต้น หันไปเชื่อว่าผู้เสียชีวิตอาจเป็นแรงงานต่างด้าวจากกัมพูชา ที่พยายามเดินทางลักลอบเข้ามาในไทย แต่เกิดหลงทางหรือพลัดตกลงคลอง จนเสียชีวิต ตอกย้ำแนวคิดนี้อีกจากเหตุการณ์ 10 วันก่อน ที่มีการจับกุมแรงงานกัมพูชามากถึง 50 ราย ซึ่งมี 2 ราย สามารถหลบหนีได้จากฐานทหาร จึงสื่อให้เห็นภาพชัดเจน ถึงความเสี่ยงของการเดินทางผิดกฎหมาย

  • พบศพ 12.23 วัน 23 ก.ย. 2567 ที่คลอง บ้านป่าวิไล ต.คลองใหญ่ จ.จันทบุรี
  • สืบสวนเบื้องต้นเชื่อว่าผู้เสียชีวิตเป็นแรงงานกัมพูชา
  • พื้นที่เป็นเส้นทางลักลอบเข้าเมืองใกล้ฐานทหาร
  • ไม่พบรูปถ่ายหรือเอกสารใด ๆ กำกับ 1280

ในเวลาต่อมา ศพถูกรวบรวมส่งโรงพยาบาล ต. โป่งน้ำร้อน จ. จันทบุรี สำหรับการชันสูตรและตรวจสอบอัตลักษณ์

ประเด็นผู้หญิงคนนี้ส่งผลสะท้อน ถึงปัญหาแรงงานข้ามชาติที่มีความเสี่ยงสูงจากประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งเผชิญอันตรายจากการเดินทางผิดกฎหมาย, ทิ้งครอบครัว และบ้านเกิด ชีวิตใครชีวิตหนึ่งมีค่า แต่บางครั้ง ความหวัง กลับนำพาความเสียใจ

ที่มา – หญิงปริศนาดับในคลองโป่งน้ำร้อน ใกล้ชายแดนกัมพูชา คาดแรงงานลอบเข้าเมือง!

“ปืนใหญ่” ปวดขมับ “มาดูเอเก” เจ็บเข่าพักยาว 2 เดือน

อาร์เซนอล ทีมดังจากศึกพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ต้องเจอข่าวร้ายอีกครั้ง หลังจากที่ โนนี มาดูเอเก ปีกตัวเก่ง ได้รับบาดเจ็บที่หัวเข่า ต้องพักรักษาตัวเป็นเวลา 2 เดือนเต็ม

“ปืนใหญ่” ปวดขมับ “มาดูเอเก” เจ็บเข่าพักยาว 2 เดือน

อาการบาดเจ็บของ โนนี มาดูเอเก เกิดขึ้นหลังจากเกมที่อาร์เซนอลเปิดสนามเอมิเรตส์ พบกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี ซึ่งจบด้วยผลเสมอ 1-1 เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผลการตรวจอาการจากทีมแพทย์ ระบุว่า อาการบาดเจ็บของ ปีกทีมชาติอังกฤษ นั้นไม่ใช่การฉีกของเอ็นไขว้หน้าเข่า แต่ก็ยังมีความรุนแรงมากพอที่จะทำให้นักเตะวัย 21 ปีต้องลงเล่นไม่ได้นาน 2 เดือน

ปัญหาซ้ำซาก

“ปืนใหญ่” ถูกเรียกอีกครั้งที่ต้องเผชิญกับปัญหาอาการบาดเจ็บของนักเตะหลักหลายคน นอกเหนือจาก โนนี มาดูเอเก แล้ว ไค ฮาแวร์ตซ์ ดาวเตะใหม่จาก ไบเอิร์น ไม่ยูเนี่ยน รวมถึง กาเบรียล เชซุส หัวหอกตัวใหม่จาก แมนเชสเตอร์ ซิตี ก็ยังคงต้องพักรักษาตัว หลังได้รับบาดเจ็บ ทำให้แนวรุกของ ไมเกล อาร์เตต้า ขาดความสมบูรณ์อย่างมาก

  • โนนี มาดูเอเก
  • ไค ฮาแวร์ตซ์
  • กาเบรียล เชซุส
  • มาร์ติน โอเดการ์ด

ไม่เพียงเท่านั้น มาร์ติน โอเดการ์ด หัวหน้าทีมผู้เล่น รวมถึง จอมทัพชุดใหญ่ ยังยังไม่หายจากอาการเจ็บที่ไหล่ ซึ่งทำให้ “เดอะ กันเนอร์ส” ยิ่งต้องพึ่งพาเยาวชนจากทีมอาร์เซน่อล ยู-21 และ แคสเซ็ต ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้นักเตะหน้าใหม่ได้แสดงความสามารถ

“ปืนใหญ่” ต้องปรับแผน

เหตุการณ์ที่ โนนี มาดูเอเก ได้รับบาดเจ็บ สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงในการขึ้นข่าว อาการบาดเจ็บ ของ ซูเปอร์สตาร์ มากกว่า 10 รายใน ซีซั่น 2023-24 ให้กับ ทีมในพรีเมียร์ลีก ซึ่งน่าจะเป็นปัญหาใหญ่สำหรับ “ปืนใหญ่” ที่เพิ่งเริ่มต้นคัมแบ็กอย่างแข็งแกร่ง หลังจบ แมนเชสเตอร์ ซิตี 2 ทีม ได้ 1 แต้มจาก 2 นัด นี่ อาจเป็น 1 ปัจจัย ที่ ทีมโค้ช ไมเกล าร์เตต้า ต้องเร่งปรับ แผนรูปแบบการเล่นให้เร็ว ทันต่อสถานการณ์

ในความคิดเห็นส่วนตัว

看起来这将是 Arsenal 一个需要应对的艰难挑战,特别是在伤兵问题日益严重的情况下。尽管球队在过去几个月中表现出色,但 2024 仍然是他们关键的一年。

ที่มา – “ปืนใหญ่” ปวดขมับ “มาดูเอเก” เจ็บเข่าพักยาว 2 เดือน

‘หลิว อาจารียา’ แซ่บสุดพิกัด ลุคนักร้องสาวสวยจัดเต็ม

ความแซ่บของนักร้องลูกทุ่งสาวสวย สาว ‘หลิว อาจารียา’ พรหมพฤกษ์ กลับมาสร้างความฮือฮาให้กับแฟนคลับอีกครั้ง ล่าสุดเธอได้อัปเดตลุคสุดเซ็กซี่ พร้อมเสิร์ฟหุ่นเป๊ะ ใส่ชุดคล้ายบิกินี โพสต์ภาพลงบนโซเชียลมีเดียส่วนตัว สร้างกระแสความร้อนแรง จนแฟน ๆ แห่เข้ามาคอมเมนต์และกดไลก์รัว ๆ

‘หลิว อาจารียา’ ลุคใหม่ แซ่บ ปัง น่ามอง

สำหรับชุดที่สาว หลิว อาจารียา ใส่นั้น ดูแล้วไม่ใช่ชุดธรรมดา เธอเลือกสวมชุดคล้ายบิกินีสีขาว ที่ตกแต่งด้วยลูกปัดหลากหลายสีสัน ตัดกับผิวขาว สะท้อนความโดดเด่น น่ามอง แถมยังเผยให้เห็นสัดส่วนหุ่นดี ทั้งเอวตีบ หน้าท้องแบนราบ ซึ่งเธอเลือกโพสท่ากับอินเนอร์ที่ช่วยเสริมความเซ็กซี่ สะท้อนความมั่นใจ 100% อย่างแท้จริง

‘หลิว อาจารียา’ สะเทือนใจแฟนคลับ

ผลงานจากภาพเซ็กซี่ของ ‘หลิว อาจารียา’ ทำเอาแฟน ๆ ไม่ไหว ต่างแห่คอมเมนต์และส่งสติ๊กเกอร์รูปหัวใจ พร้อมแฮชแท็กต่าง ๆ ประหนึ่งว่า โว้ว , สวยจัง , ขาว จุง , จีบครับ นั่นแสดงให้เห็นแล้วว่าเธอสามารถฮุกหัวใจแฟนคลับได้แบบไม่ต้องพูดอะไรมาก

  • แสดงออกถึงความมั่นใจ 100% ผ่านลุคใหม่
  • ออกแบบชุดจากลูกปัด ดูหรู ดูดี ดึงดูดสายตา
  • กลายเป็นโพสต์ยอดฮิต กระทบในโลกโซเชียลอย่างแรง
  • แฟนคลับแห่คอมเมนต์อกอก ใจละลาย
  • สร้างแรงบันดาลใจให้สายลุคเซ็กซี่ ตามแบบ

‘หลิว อาจารียา’ ไม่ได้แค่โดดเด่นที่เสียงเพราะ แต่ยังเป็นนักร้องที่มีสไตล์และความแซ่บที่ใคร ๆ ก็ต้องจับตามอง ลุคแบบนี้บอกเลย ต้องตามติดกันให้ไว้ ไม่เช่นนั้นจะพลาดความปังกันเอา

หากคุณเป็นแฟนตัวยง หรือยังไม่ได้ติดตามเธอ บอกเลยว่าอย่าลืมเช็กอินแท็กตามช่องทางโซเชียล เผื่อจะได้เห็นความสวย ความเซ็กซี่ ของเธอแบบเต็ม ๆ มากขึ้น

ที่มา – ‘หลิว อาจารียา’ สลัดลุคนักร้องสาวสวย ปล่อยความแซ่บเต็มพิกัด สร้างความร้อนแรงเกินต้าน!

เปิดนำเข้ารถมือสอง 30 ปี 2 ล้าน

ประเทศไทยได้เปิดทางนำเข้ารถยนต์โบราณ หรือรถมือสองที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไปอีกครั้ง หลังจากที่ไม่ได้อนุญาตให้นำเข้ารถมือสองโดยทั่วไปมาตั้งแต่ปลายปี 62 เพื่อส่งเสริมให้ประเทศเป็นศูนย์กลางการจัดแสดงรถยนต์โบราณในภูมิภาค ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวดในเรื่องเงื่อนไขเฉพาะ

เปิดนำเข้ารถมือสอง 30 ปี 2 ล้าน

กรมศุลกากร ได้กำหนดเกณฑ์ชัดเจน สำหรับ รถมือสอง 30 ปี 2 ล้าน ต้องเป็นรถที่ผลิตครบ 30 ปี ณ วันที่ขออนุญาตนำเข้า และเป็นรถยนต์นำเข้าสำเร็จรูป คันละมูลค่าไม่ต่ำกว่า 2 ล้านบาท

คุณสมบัติเหล่านี้เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ผู้ต้องการขออนุญาตนำรถ มือสอง 30 ปี 2 ล้าน เข้าประเทศต้องปฏิบัติตาม หากไม่ตรงตามเกณฑ์จะไม่สามารถขออนุญาตได้ ซึ่งเป็นมาตรการควบคุมเพื่อให้แน่ใจว่ารถที่นำเข้ามานั้นเป็นรถคลาสสิกจริง ๆ และไม่กระทบต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศ

ภาษีที่ต้องจ่าย 45% แบบแท็กซ์อินคลูซีฟ

แม้รถประเภทนี้จะได้รับการยกเว้นอากรขาเข้า แต่ผู้นำเข้ายังคงต้องเสียภาษีสรรพสามิต 45% ซึ่งคิดแบบแท็กซ์อินคลูซีฟ หมายความว่า ภาษีที่ต้องจ่ายอาจเพิ่มขึ้นเกือบ 2 ล้านบาทต่อรถยนต์ 2 ล้านบาท

น.ส.กุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า แนวทางนี้จะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับรัฐบาล 1,000-2,000 ล้านบาทต่อปี และส่งเสริมอุตสาหกรรมบูรณะรถยนต์คลาสสิกในประเทศไทย ซึ่งเป็นโอกาสในการสร้างงาน และเพิ่มแรงจูงใจของธุรกิจแปลกิจที่เกี่ยวข้อง

  • รถต้องผลิต 30 ปี ขึ้นไป
  • มูลค่าต้อง 2 ล้านบาท
  • เป็นรถสำเร็จรูป
  • ต้องเสียภาษี 45% แบบแท็กซ์อินคลูซีฟ

ทั้งนี้ หากผู้นำเข้ารถมีความประสงค์จะส่งออกไปนอกราชอาณาจักรภายใน 2 ปี นับจากวันที่นำเข้า สามารถขอคืนภาษี 45% ได้เต็มจำนวนในรูปแบบเครดิตภาษี

ส่งเสริมท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมภายใน

นอกจากนี้ กรมการขนส่งทางบกกำลังพิจารณาออก ป้ายทะเบียนพิเศษ สำหรับ รถมือสอง 30 ปี 2 ล้าน สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะควบคุมการใช้ โดยอนุญาตให้วิ่งในวันเสาร์-อาทิตย์ วันหยุดนักขัตฤกษ์ หรือตามกิจกรรมพิเศษ

การเปิดทางนำเข้า 30 ปี 2 ล้าน ครั้งนี้ ถือเป็นการปรับนโยบายครั้งสำคัญเพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มคนรักรถคลาสสิกได้ดำดิ่งวิ่งบนท้องถนน และสร้างโอกาสทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม ควรติดตามว่ามาตรการนี้จะส่งผลเชิงบวกในเชิงเศรษฐกิจจริงหรือไม่

ที่มา – เริ่มแล้ว ไทยกลับมาเปิดนำเข้ารถมือสอง ครั้งแรกรอบ 6 ปี เงื่อนไขอายุ 30 ปี ไม่ต่ำกว่าคัน 2 ล้าน

“อินโดนีเซีย” งบน้อย!อาจส่งนักกีฬาซีเกมส์แค่ 120 คน

จากข่าวล่าสุดที่แพร่หลายในวงการกีฬาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นายเอริค โธเฮียร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเยาวชนและกีฬาของอินโดนีเซีย เปิดเผยว่าทางประเทศมีงบประมาณในการส่งทีมนักกีฬาเข้าร่วม ซีเกมส์ 2025 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพเพียง 1 หมื่นล้านรูเปียห์ หรือประมาณ 19 ล้านบาทเท่านั้น

จำนวนงบประมาณนี้ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับความต้องการในการเดินทาง ที่พัก และการฝึกซ้อมของนักกีฬา ทำให้ประเทศต้องลดจำนวนนักกีฬาที่ส่งเข้าร่วมการแข่งขัน เพียงเหลือ 120 คนเท่านั้น ซึ่งต่างอย่างมากจากจำนวนปกติที่เคยส่งทั้งหมดประมาณ 900 คนในแต่ละครั้ง

“อินโดนีเซีย” งบน้อย!อาจส่งนักกีฬาซีเกมส์แค่ 120 คน

“ด้วยเงินทุนสนับสนุนที่มีอยู่ในปัจจุบัน (สำหรับการแข่งขันซีเกมส์ 2025) เพียง 1 หมื่นล้านรูเปียห์ หมายความว่าเราสามารถส่งนักกีฬาได้เพียง 120 คน” เอเรียร์กล่าวกับสื่อมวลชนหลังการประชุมกับคณะกรรมการโอลิมปิกอินโดนีเซีย (KOI) ในกรุงจาการ์ตา

ท้าทายด้านงบประมาณและการเตรียมความพร้อม

การที่อินโดนีเซียมีงบประมาณน้อยลงอย่างมาก ทำให้แนวทางในการเตรียมทีมต้องมีความกระชับและเลือกเฉพาะนักกีฬาที่มีโอกาสคว้าเหรียญมากที่สุดเท่านั้น ซึ่งเก่าก่อนหน้านี้ ประเทศมักใช้งบประมาณระหว่าง 45,000 – 65,000 ล้านรูเปียห์ (ราว 87-125 ล้านบาท) ในการส่งทีมที่แข็งแกร่งไปร่วมการแข่งขัน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเยาวชนและกีฬาได้ระบุว่า เร็วๆ นี้เขาจะมีการหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อขอปรับเพิ่มงบประมาณให้เพียงพอ และยังจะประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อขอความช่วยเหลือเพิ่มเติม

“ผมเชื่อว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็รักกีฬาเช่นกัน ผมเชื่อว่างบประมาณมีความยืดหยุ่น แต่วันนี้ผมต้องมองภาพรวมจากการประชุม” โธเฮียร์ กล่าว

โอกาสคว้าเหรียญและอันดับอาจลดลง

รายงานเผยว่า อินโดนีเซียที่เคยได้รับเหรียญทองถึง 87 เหรียญ และสามารถครองอันดับ 3 ในตารางเหรียญจากการแข่งขันซีเกมส์ครั้งล่าสุดที่ประเทศกัมพูชา ปีนี้อาจเหลือเพียง 41 เหรียญทอง และคาดว่าจะจบอันดับที่ 5 หรือ 6 ของตารางเหรียญ

“เนื่องจากเหลือเวลาเตรียมตัวสำหรับซีเกมส์อีกเพียง 2 เดือน ผมจึงขอความยืดหยุ่น เราไม่ควรปล่อยให้ผลงานของเราในซีเกมส์ตกต่ำลงอย่างมาก ซึ่งปัจจุบันมีอันดับเฉลี่ยอยู่อันดับ 3” โทเฮียร์ กล่าว

ซีเกมส์ 2025 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม 2568 ที่กรุงเทพมหานคร, ชลบุรี และสงขลา โดยจะมีการจัดการแข่งขันทั้งหมด 50 ชนิดกีฬา 574 แมตช์ และคาดว่าจะมีนักกีฬามากกว่า 12,000 คน จากประเทศสมาชิกเอเชียนเกมส์ทั่วภูมิภาค

สถานการณ์ในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่น่าจับตามองอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงบประมาณที่ลดลง หรือผลกระทบต่อแนวทางการเตรียมทีมของอินโดนีเซีย

ที่มา – “อินโดนีเซีย” งบน้อย!อาจส่งนักกีฬาแข่งซีเกมส์แค่ 120 คน

‘ผบ.ทร.’ ยืนยันทหารอยู่ใต้รัฐบาลพลเรือน

ล่าสุด พล.ร.อ.จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ได้ออกมาเปิดเผยว่า ทัพเรือมีมุมมองอย่างชัดเจนเกี่ยวกับการที่นายกรัฐมนตรีระบุว่าต้องทำงานร่วมกับทหาร เพราะในความเป็นจริง สิ่งสำคัญคือ ‘ทหารอยู่ใต้รัฐบาลพลเรือน’ อย่างไร้ข้อโต้แย้ง

‘ทหารอยู่ใต้รัฐบาลพลเรือน’ เป็นหลักการที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้

เมื่อวันที่ 23 กันยายน ที่กองบัญชาการกองทัพเรือ พล.ร.อ.จิรพล ได้ให้สัมภาษณ์ชี้แจงเกี่ยวกับบทบาทของกองทัพในระบอบประชาธิปไตย โดยระบุว่า รัฐบาลเป็นผู้กำหนดทิศทางของประเทศ ส่วนทหารมีหน้าที่รับใช้ตามกรอบกฎหมายและสนับสนุนการบริหารราชการแผ่นดิน

ทั้งนี้ ท่านได้เน้นย้ำว่า ‘ทหารอยู่ใต้รัฐบาลพลเรือน’ เป็นหลักการสากลที่ทุกประเทศต้องยึดมั่น เพราะจุดประสงค์ของกองทัพคือการปกป้องความมั่นคงของชาติ ไม่ใช่การเข้าไปแทรกแซงการเมือง หรือกำหนดทิศทางแทนประชาชนที่เลือกมา

ใช้กำลังทหารเมื่อถึงจุดสุดท้ายของทางเลือก

พล.ร.อ.จิรพล กล่าวอีกว่า เครื่องมือทางทหารไม่ใช่สิ่งที่ใช้เล่น แต่เป็นกลไกสุดท้ายเมื่อประเทศประสบวิกฤตที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยทางสันติ การใช้กำลังจึงต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบในวงกว้างทั้งในและต่างประเทศ

ท่านยืนยันอีกว่า ‘ทหารอยู่ใต้รัฐบาลพลเรือน’ เป็นหลักพื้นฐานที่เราต้องปฏิบัติตามเสมอ ไม่ว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ทหารมีหน้าที่รักษาเสถียรภาพ ไม่ใช่แรงขับเคลื่อนทางการเมือง

  • ทหารไม่ใช้เป็นเครื่องมือในการเมือง
  • โรงงานกลไกการบริหารของประเทศอยู่ในมือพลเรือน
  • รัฐบาลต้องกำหนดแนวทางชัดเจนก่อนใช้กำลังทหาร
  • ความร่วมมือระหว่างทหาร-พลเรือนต้องมีขอบเขตชัดเจน

สำหรับประชาชนทั่วไป การมั่นใจในบทบาทของทหารภายใต้หลัก ‘ทหารอยู่ใต้รัฐบาลพลเรือน’ ก็ถือเป็นรากฐานสำคัญของการปกครองที่มั่นคงในระบอบประชาธิปไตย ที่ทั้งทหารและพลเมืองต้องทำงานร่วมกัน แต่ไม่ใช่การเอารัดเอาเปรียบกัน

เนื้อหาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของผู้บัญชาการทหารเรือในการยึดมั่นในหน้าที่ของทหารที่เป็นเพียงเครื่องมือของรัฐ เสริมสร้างความน่าเชื่อถือของกองทัพ และรักษาเสถียรภาพในระบอบประชาธิปไตยที่คนประเทศเป็นใหญ่

ท้ายที่สุด การดำรงอยู่ของกองทัพภายใต้หลักนี้ คือการรับประกันว่ากองทัพจะไม่กลายเป็นผู้นำบ้านเมือง หรือมีอำนาจเหนือรัฐบาลที่ประชาชนเลือกตั้งขึ้นมา

หากคุณสนใจประเด็นการเมืองและการมีส่วนร่วมของทหารในระบอบประชาธิปไตย อ่านข่าวเพิ่มเติมจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้มีมุมมองที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

ที่มา – ‘ผบ.ทร.’ ยึดหลักทหารอยู่ใต้ ‘รัฐบาลพลเรือน’