ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

หนุ่ม กรรชัย เผยสาเหตุถอนฟ้อง เบียร์ เดอะวอยซ์

ล่าสุด หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย พิธีกรชื่อดังของรายการ “โหนกระแส” ได้ออกมาเปิดเผยว่าเขาได้ตัดสินใจ ถอนฟ้อง เบียร์ เดอะวอยซ์ หรือ เบียร์ ภัสรนันท์ แล้ว หลังจากเกิดปมความขัดแย้งจากการโพสต์ในโซเชียลมีเดียเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งนำไปสู่การฟ้องร้องทางกฎหมาย

หนุ่ม กรรชัย เผยสาเหตุถอนฟ้อง เบียร์ เด theano voices

ประเด็นที่เกิดขึ้นเริ่มต้นจากการที่ เบียร์ เดอะวอยซ์ ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับการวิจารณ์รายการ “โหนกระแส” ของ หนุ่ม กรรชัย จนเกิดการตอบโต้ผ่านโซเชียลมีเดีย สื่อสารผิดพลาด และมีคนกลางเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ความเข้าใจผิดเพิ่มมากขึ้น

ภายหลัง หนุ่ม กรรชัย เล่าให้ฟังว่าในช่วงเช้าของวันนั้น เขาได้แจ้งทนายความไปศาลถอนฟ้อง เบียร์ เดอะวอยซ์ แล้ว เพราะเขาเชื่อว่า “บางสิ่งคุยเคลียร์กันได้” และไม่อยากให้เรื่องราวลากยาวจนกระทบกับทุกฝ่าย

ทำไมถึงเลือกถอนฟ้อง?

หนุ่ม กรรชัย เปิดเผยว่า ตัดสินใจถอนฟ้องเพราะมองว่าความขัดแย้งหลายอย่างเกิดจากความเข้าใจผิดผ่านการสื่อสารของคนกลาง ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป ทั้งสองฝ่ายเริ่มเข้าใจมุมมองซึ่งกันและกันมากขึ้น “พี่เบียร์กับผมไม่ได้มีปัญหาอะไรกันมากนัก ส่วนเรื่องบางเรื่องที่มันล้ำเส้นครอบครัว ผมจะไม่ยอมเด็ดขาด เพราะครอบครัวคือสิ่งที่ผมตั้งใจปกป้อง” เขากล่าว

นอกจากนี้ หนุ่ม กรรชัยยังเปิดเผยว่า เขานั่งลงคุยกับ เบียร์ เดอะวอยซ์ ตรง ๆ และทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่า “ให้มันจบได้แล้ว ไม่อยากให้เรื่องลากยาว” ซึ่งเบียร์เองก็ตอบรับในเชิงบวก พร้อมขอบคุณในความเข้าใจ

  • กลุ่มผู้ติดตามในโซเชียลมีเดียหลายรายมองว่าเป็นข่าวดี
  • ลดความตึงเครียบระหว่างดาราดังสองราย
  • ตัวอย่างของการ “ยอมความ” ที่มีสติ

การเข้าใจและยอมความกันเป็นเรื่องสำคัญในโลกที่ทุกอย่างอยู่บนโซเชียลมีเดีย เพราะสิ่งที่กล่าวออกไปอาจส่งผลกระทบในเชิงลบได้มาก หากไม่มีการสื่อสารอย่างเปิดใจ การถอนฟ้องครั้งนี้ของ หนุ่ม กรรชัย กับ เบียร์ เดอะวอยซ์ จึงถือเป็นบทเรียนดี ๆ ในการจัดการปัญหาด้วยความเข้าใจมากกว่าความอาฆาต

ทั้งนี้ หนุ่ม กรรชัย ยังระบุชัดว่า ในบางกรณีที่เรื่องล้ำเส้นมายังครอบครัว เขาจะไม่ปล่อยให้ผ่านเด็ดขาด ถึงขนาดยื่นฟ้องเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีและความเป็นส่วนตัว

ที่มา – ‘หนุ่ม กรรชัย’ เผยสาเหตุถอนฟ้อง ‘เบียร์ เดอะวอยซ์’ ลั่นถึงอีกเคส ไม่ยอมเพราะล้ำเส้นครอบครัว

‘ผบ.ทร.’ ส่งต่อภารกิจสำคัญก่อนเกษียณ สานงาน ไพโรจน์

เมื่อวันที่ 23 กันยายน ณ ห้องชมวัง อาคารราชนาวิกสภา กองบัญชาการกองทัพเรือ (บก.ทร.) พล.ร.อ. จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการกองทัพเรือ (ผบ.ทร.) ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนก่อนออกจากตำแหน่ง โดยมี พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ เสนาธิการทหารเรือ และว่าที่ผู้บัญชาการกองทัพเรือคนใหม่เข้าร่วมในโอกาสสำคัญนี้

‘ผบ.ทร.’ ส่งต่อภารกิจสำคัญก่อนเกษียณ

พล.ร.อ. จิรพล ว่องวิทย์ ได้กล่าวว่า วันนี้เป็นโอกาสสุดท้ายของเขาในฐานะ ‘ผบ.ทร.’ ส่งต่อภารกิจสำคัญก่อนเกษียณ หลายประเด็นที่ต้องส่งมอบให้กับผู้บัญชาการใหม่โดยเฉพาะในเรื่องการรักษาความมั่นคง การปกป้องอธิปไตย์ และการบริหารกองทัพเรือให้มีประสิทธิภาพ

“เรื่องสำคัญที่สุดคือการวางแผนรักษาความสงบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา การเปลี่ยนเวรกำลังพล และการเตรียมยุทโธปกรณ์หากเกิดความขัดแย้ง” พล.ร.อ.จิรพล ระบุ

สานต่อภารกิจด้วย ‘ไพโรจน์’ ผบ.ทร.คนใหม่

ในขณะที่ พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ เผยว่าตนเองมีชื่อเล่นว่า “เฟื่อง” เนื่องจากในสมัยเรียนมีคนชื่อ “ไพโรจน์” สองคน โดยอีกคนหนึ่งหล่อกว่า จึงกลายเป็นว่าเขาต้องเลือกใช้นามสกุลเป็นชื่อเล่นแทน

“ขอบคุณสื่อมวลชนที่ให้โอกาส ผมจะพยายามสานต่อภารกิจที่ ‘ผบ.ทร.’ ส่งต่อภารกิจสำคัญก่อนเกษียณ อย่างเต็มความสามารถ โดยเน้นการสื่อสารให้องค์กรเป็นที่รู้จักและมีความน่าเชื่อถือของประชาชน” พล.ร.อ.ไพโรจน์ กล่าว

การสานงานต่อของ พล.ร.อ.ไพโรจน์ ถือเป็นการรับไม้ต่อในหลายประเด็นที่ยังไม่มีข้อสรุป โดยเฉพาะความขัดแย้งกับกัมพูชาที่ยังดำเนินต่อเนื่อง และยังมีหลายวาระที่ต้องใช้การเจรจาและการพิจารณาอย่างรอบคอบ

  • การดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิง
  • การประชุมคณะกรรมการชายแดน (RBC)
  • การปรับแผนการเคลื่อนกำลังในพื้นที่ชายแดน
  • การสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์กับสาธารณะ

พล.ร.อ.จิรพล กล่าวเพิ่มเติมว่า “หากจะให้ดีที่สุด ทหารต้องทำงานร่วมกับการเมือง เพราะการใช้เครื่องมือทหารจะเป็นการใช้แค่ทางเลือกสุดท้าย ควรใช้เครื่องมือทางการทูต เศรษฐกิจ หรือสื่อมวลชนในการเคลื่อนขบวนมากกว่า”

การทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายทหารจึงส่งผลต่อผลลัพธ์ของประเทศโดยตรง และแม้ตัวเขาจะไม่ได้เป็น “ผบ.ทร.” อีกต่อไป แต่เขาก็หวังว่า พล.ร.อ.ไพโรจน์ จะสามารถดำเนินการต่อได้อย่างเป็นระบบและมีวิสัยทัศน์

ท้ายที่สุด ทั้งสองรุ่นพี่รุ่นน้องต่างย้ำยืนยันหน้าที่ของกองทัพเรือที่ต้องมีความเสียสละ ใส่ใจประชาชน และพร้อมปฏิบัติตามหลักการของรัฐธรรมนูญและนโยบายของรัฐบาล

ยังมีหลายภารกิจที่รออยู่ข้างหน้า แต่การที่ ‘ผบ.ทร.’ ส่งต่อภารกิจสำคัญก่อนเกษียณ แสดงถึงความรับผิดชอบและความตั้งใจที่จะดูแลประเทศอย่างต่อเนื่อง แม้บางคนจะเริ่มการเดินทางใหม่แล้วก็ตาม

นี่อาจเป็นหนึ่งในภาพสะท้อนของกองทัพเรือที่ต้องก้าวไปพร้อมกับยุคสมัย และการที่ ‘ผบ.ทร.’ ส่งต่อภารกิจสำคัญก่อนเกษียณ กลายเป็นบทสรุปที่สะท้อนความมุ่งมั่นที่ไม่มีวันหยุดยั้ง

ทุกการเปลี่ยนผ่านพร้อมทั้งบททดสอบ แต่มั่นใจได้ว่า พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ จะเดินหน้าสานต่ออย่างมั่นคง สอดคล้องกับความคาดหวังของทุกภาคส่วน

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคง ติดตามเราเพื่อไม่พลาดข่าวสารและมุมมองลึกเกี่ยวกับกองทัพเรือ ตลอดจนภาพรวมภูมิศาสตร์การเมืองกับประเทศเพื่อนบ้าน

ที่มา – ‘ผบ.ทร.’ ส่งต่อภารกิจสำคัญก่อนเกษียณ ก่อนส่งมอบ ‘ไพโรจน์’ สานงานต่อ ผบ.ทร.คนใหม่

สวนกุหลาบฯ เฮลั่นหลังชนะวัดสุทธิวราราม เข้ารอบรองฯ สำเร็จ

การแข่งขันฟุตบอล “เดลินิวส์ คัพ 2025” รุ่น 16 ปี ก. เกิดการดวลแข้งกันอย่างตื่นเต้นในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ระหว่าง สวนกุหลาบวิทยาลัย และ วัดสุทธิวราราม ณ สนาม ศุภชลาศัย โดยทั้งสองทีมต่างมีความตั้งใจแน่วแน่ในการคว้าโอกาสเข้าสู่รอบต่อไป

สวนกุหลาบฯ เฮลั่นหลังชนะวัดสุทธิวราราม เข้ารอบรองฯ สำเร็จ

ในช่วงครึ่งแรก สวนกุหลาบวิทยาลัย พาลูกหนังขึ้นนำก่อนจากลูกยิงของ ชาครินทร์ นุ้ยขาว ในนาทีที่ 29 จบครึ่งแรกไปด้วยสกอร์ 1-0 แสดงให้เห็นถึงความแม่นยำของพวกเขาในการบุกแบบจังหวะเดียวทันใจ

แต่ก่อนที่จะเข้าสู่ครึ่งหลัง วัดสุทธิวราราม ก็ได้ตีเสมอจากฟรีคิกของ สุวิศิษยฎ์ กั๊กสูงเนิน ในช่วงต้นครึ่งหลัง ที่นาที 50 ทำให้ทั้งสองทีมต้องลุ้นกันต่อ

ลุ้นท้ายเกมถึงใจ

นาที 62 สวนกุหลาบวิทยาลัย กลับมาได้อีกประตูจากลูกฟรีคิกสุดงดงามของ สุวิน ที่ทำประตูได้เป็นอย่างดี เปลี่ยนสกอร์เป็น 2-1 และทำให้แรงจูงใจของทีมเพิ่มมากขึ้น

จุดเปลี่ยนของเกมเกิดขึ้นในนาที 71 เมื่อผู้รักษาประตูของ วัดสุทธิวราราม ได้รับใบแดงไล่ออกจากการใช้มือหยุดบอลนอกกรอบ จากนั้นในนาที 75 ชาครินทร์ นุ้ยขาว ทำประตูได้อีกครั้งจากลูกฟรีคิก เปลี่ยนสกอร์เป็น 3-1 พา สวนกุหลาบวิทยาลัย เข้ารอบรองชนะเลิศอย่างสมควร

  • ประตูแรกของ สวนกุหลาบวิทยาลัย มาจาก ชาครินทร์ นาที 29
  • วัดสุทธิวราราม ตีเสมอจาก สุวิศิษย์ นาที 50
  • สุวิน ทำประตูให้ สวนกุหลาบวิทยาลัย นาที 62
  • ชาครินทร์ ซัดฟรีคิก เกมจบ 3-1 นาที 75

ทีม “ชมพู-ฟ้า” สวนกุหลาบวิทยาลัย ฟอร์มเยี่ยมตลอดทั้งเกม และสามารถยิงได้ตรงกรอบหลายครั้ง ส่งผลให้คว้าชัยชนะไปได้อย่างภาคภูมิ เตรียมลุยต่อในรอบรองชนะเลิศ ซึ่งจะต้องรอผลการแข่งขันระหว่าง วิชูทิศ กับ พิชญบัณฑิต

สำหรับ วัดสุทธิวราราม แม้จะสู้เต็มที่จนเกือบเสมอ แต่ก็ต้องกลับบ้านไปหลังจากทำผลงานได้ดีถึงขั้นเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้าย

หากคุณเป็นแฟนกีฬาหรือครอบครัวที่มีเด็กใส่เสื้อชมพู-ฟ้า อย่าพลาดติดตามฟุตบอลเยาวชนไทยต่อในรุ่นนี้ คุณจะได้เห็นอนาคตของนักเตะดาวรุ่งจากโรงเรียนต่างๆ ของประเทศไทย

ที่มา – “สวนกุหลาบฯ” เฮลั่น หลังชนะ “วัดสุทธิวราราม” เข้ารอบรองฯ ได้สำเร็จ ศึกลูกหนังขาสั้น “เดลินิวส์ คัพ 2025” รุ่น 16 ปี ก.

ฟูจิฟิล์ม รุกตลาดเครื่องพิมพ์ เล็งเพิ่มส่วนแบ่งตลาด 40%

ในปัจจุบัน ฟูจิฟิล์ม ถือเป็นหนึ่งในผู้นำตลาดเครื่องพิมพ์ดิจิทัลระดับโปรดักชันในประเทศไทย โดยมีสัดส่วนการครองตลาดสูงถึง 34% ซึ่งเป็นผลมาจากการได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าในเรื่องคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และบริการหลังการขายอย่างครอบคลุม ทางบริษัทมีเป้าหมายชัดเจนว่าภายในสิ้นปีนี้จะสามารถยกระดับส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นไปที่ 40% ได้ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่ต้องการเทคโนโลยีทันสมัยเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจ。

ฟูจิฟิล์ม รุกตลาดเครื่องพิมพ์

ทั้งนี้ การเติบโตของกลุ่มธุรกิจกราฟฟิคคอมมูนิเคชั่นก็ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ที่มียอดขายเพิ่มขึ้นถึง 22% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของ ฟูจิฟิล์ม รุกตลาดเครื่องพิมพ์ อย่างเข้มข้นผ่านการพัฒนานวัตกรรมและโซลูชันที่ตรงต่อความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปในยุคดิจิทัล

กลยุทธ์ One GC The Brand of Choice

ด้านนายกิตติ พรพิพัฒน์วงศ์ หัวหน้ากลุ่มธุรกิจกราฟฟิคคอมมูนิเคชั่น ฟูจิฟิล์ม บิสซิเนส อินโนเวชั่น (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า กลยุทธ์หลักของบริษัทในปีนี้คือการขับเคลื่อนกลุ่มธุรกิจภายใต้แนวคิด “One GC The Brand of Choice” ซึ่งทำให้ฟูจิฟิล์มเป็นผู้ประกอบการเพียงรายเดียวในอุตสาหกรรมการพิมพ์ที่สามารถส่งมอบนวัตกรรมครบวงจรทั้งระบบพิมพ์แบบเดิมและดิจิทัล เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า

  • ให้คำปรึกษาอย่างมืออาชีพ
  • ติดตั้งและการฝึกอบรมใช้งาน
  • บริการหลังการขายอย่างครบวงจร

ความเชี่ยวชาญนี้ช่วยให้ลูกค้าสามารถปรับเปลี่ยนและยกระดับธุรกิจให้สอดรับกับเทรนด์โลกได้อย่างราบรื่น

จากข้อมูลของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและสมาคมการพิมพ์แห่งประเทศไทย คาดว่าอุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ในไทยจะเติบโตราว 4-4.2% ในปีนี้ คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 350,000 ล้านบาท และจะขยายตัวเพิ่มขึ้นราว 4.7% ในปีหน้า ส่วนตลาดการพิมพ์ดิจิทัลนั้นคาดว่าจะเติบโตสูงถึง 6.64% ภายในปี 2026

การเติบโตนี้เกิดจากเทรนด์ที่ผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ผ่านการใช้งานเทคโนโลยีการพิมพ์ที่ทันสมัย เช่น การพิมพ์ฉลากอัจฉริยะ การผสานสื่อสิ่งพิมพ์เข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัล และตัวช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ด้วยกลยุทธ์ที่ชัดเจนและการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ฟูจิฟิล์ม รุกตลาดเครื่องพิมพ์ อย่างมั่นคงก้าวไปสู่อีกระดับบนเวทีโลก โดยมุ่งมั่นที่จะเป็นพันธมิตรในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยอย่างยั่งยืน

หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจการพิมพ์ หรือกำลังมองหาเครื่องพิมพ์ที่มีเทคโนโลยีทันสมัย แล้วละไม่ควรพลาดโอกาสในการเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงธุรกิจกับ ฟูจิฟิล์ม รุกตลาดเครื่องพิมพ์ ที่พร้อมเติมเต็มทุกความต้องการของคุณ

ที่มา – “ฟูจิฟิล์ม” รุกตลาดเครื่องพิมพ์ วางกลยุทธ์เพิ่มแชร์ตลาด 40%

สวีเดนเปิดเผยงบประมาณมหาศาล กระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ

สวีเดนได้ประกาศเปิดเผย สวีเดนเปิดเผยงบประมาณมหาศาล กระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่มีมูลค่ามหาศาล ซึ่งคาดว่าจะสามารถผลักดันเศรษฐกิจของประเทศให้ฟื้นตัวแรงขึ้นในปีหน้า โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจหลายประเทศในโลกกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนและความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอย

สวีเดนเปิดเผยงบประมาณมหาศาล กระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ

นางเอลิซาเบธ สวานเทสสัน รัฐมนตรีการคลังของสวีเดน ระบุว่า ประเทศของเธอมีสถานะทางการเงินที่ “โดดเด่น” เปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในยุโรป เช่น ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร ที่กำลังเผชิญกับความท้าทายในการจัดการงบประมาณท่ามกลางภัยคุกคามภายในและภายนอกประเทศ

“เรามีการคลังสาธารณะระดับโลก เรามีหนี้สาธารณะต่ำ ซึ่งในขณะที่ประเทศอื่นเผชิญกับต้นทุนหนี้สูง เรากลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะเรามีจุดยืนที่มั่นคง และเราสามารถใช้จุดแข็งของเราได้” เธอกล่าวกับสื่อมวลชน

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในงบประมาณมหาศาล

ในงบประมาณรายจ่ายดังกล่าว รัฐบาลสวีเดนได้ประกาศมาตรการสำคัญหลายประการ ได้แก่ การลดภาษีสำหรับคนงาน ผู้รับเงินบำนาญ และบริษัท การลดภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าอาหาร ตลอดจนการเพิ่มงบประมาณสำหรับกระทรวงกลาโหม

นอกจากนี้ งบประมาณยังครอบคลุมการเพิ่มทุนสนับสนุนโรงเรียน การดูแลสุขภาพ และการป้องกันพลเรือน โดยเฉพาะการสนับสนุนค่าที่อยู่อาศัยสำหรับครอบครัวที่มีรายได้น้อย ซึ่งเป็นการตอบสนองต่อภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นเกิน 10%

  • ลดภาษีแรงงาน
  • ลดภาษีมูลค่าเพิ่มด้านอาหาร
  • เพิ่มงบประมาณกลาโหม
  • เพิ่มเงินสนับสนุนด้านสุขภาพและโรงเรียน
  • ให้ความช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัย

อย่างไรก็ตาม สวีเดนเองก็ไม่ได้อยู่พ้นจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว โดยปัจจัยเสี่ยงจากสงครามการค้าของสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนในตลาดโลกยังคงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น

แต่การบริหารจัดสรรงบประมาณอย่างรอบคอบ ซึ่งรัฐบาลดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วิกฤตการเงินในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 ทำให้สวีเดนยังคงมีพื้นที่ทางการเงินเพียงพอในการลงทุนและกระตุ้นเศรษฐกิจได้

นางสวานเทสสัน กล่าวอีกว่า การประกาศงบประมาณครั้งนี้น่าจะช่วยให้เศรษฐกิจของสวีเดนเติบโตได้ถึง 3.1% ในปีหน้า ซึ่งสูงกว่าที่รัฐบาลที่เคยประมาณการไว้ที่ 2.6%

จากการวางแผนอย่างแม่นยำและรอบคอบนี้ สวีเดนจึงกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความพร้อมสูงในการรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และสามารถใช้โอกาสในการเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากคุณสนใจเรื่องเศรษฐกิจโลกและการบริหารงบประมาณของประเทศพัฒนาแล้ว อย่าลืมติดตามข่าวสารจากแหล่งข่าวอย่างเป็นทางการ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำและทันสมัย

ที่มา – สวีเดนเปิดเผยงบประมาณมหาศาล กระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ

เขมรมาแล้ว! ขนมวลชนนับร้อยคนบุกประชิดโวยวายบ้านหนองหญ้าแก้ว

สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชายังคงดำเนินต่อเนื่อง โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 23 กันยายน มีรายงานว่า ขนมวลชนชาวกัมพูชานับร้อยคน ได้เดินทางเข้ามายังพื้นที่บริเวณแนวลวดหนามบ้านหนองหญ้าแก้ว ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว โดยกลุ่มผู้มารวมตัวกันมีทั้งพระสงฆ์ ผู้ชาย ผู้หญิง และเด็ก

เขมรมาแล้ว! ขนมวลชนนับร้อยคนบุกประชิดโวยวายบ้านหนองหญ้าแก้ว

ในขณะที่มวลชนของกัมพูชาก้าวเดินเข้ามายังพื้นที่ดังกล่าว ทางฝั่งเจ้าหน้าที่ไทยก็ได้เฝ้าสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตามไม่มีการส่งเจ้าหน้าที่ให้ปรากฏตัวในพื้นที่ ทำให้ฝ่ายกัมพูชาได้เพิ่มความกล้าหาญและเปิดฉากแย่งพื้นที่อย่างโจ่งแจ้ง

ความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามอง

รายงานระบุว่าเมื่อชาวกัมพูชาพบเห็นเจ้าหน้าที่ไทย จะเริ่มมีการแสดงความโวยวาย ด่าทอ และกระทำการยั่วยุต่างๆ เพื่อสร้างสถานการณ์และเก็บภาพเพื่อว่าจะนำไปใช้ในเวทีโลกในฐานะผู้ถูกกระทำ สร้างภาพลักษณ์ที่ว่าตนถูกทำร้ายหรือข่มขู่โดยฝ่ายไทย

ขณะเดียวกัน บริเวณใกล้แนวหลักเขตที่ 46 บ้านหนองจาน ก็มีทหารกัมพูชาและชาวบ้านประมาณ 30-40 คน มายืนเฝ้าดูความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ไทย ในจุดที่ตั้งเพิงพักหลังคาสีน้ำเงิน แม้ในตอนนี้จะยังไม่มีการก่อกวนอย่างเปิดเผย แต่เจ้าหน้าที่ไทยก็คงต้องพร้อมรับมือทุกสถานการณ์อย่างตั้งใจ

  • มีประชาชนชาวกัมพูชามากกว่า 100 คนเดินทางเข้ามายังแนวเขต
  • มีพระสงฆ์และครอบครัวร่วมการเคลื่อนไหว
  • ทางการไทยเฝ้าสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด
  • มีการจัดอาหารแจกให้ผู้มาร่วมชุมนุม

ที่น่าสนใจเพจ Army Miritary Force ได้ออกมาโพสต์ข่าวว่า “นายโต สริน” หรือ “กำนันลี” ได้สั่งการให้ชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงมาร่วมกิจกรรมแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ไม่เพียงแต่ชาวบ้าน แต่ยังรวมถึงพระสงฆ์หลายคนที่เดินทางมาช่วยกันชุมนุมด้วย

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งโรงทานแจกข้าวให้มวลชนที่เดินทางมาร่วมวงชุมนุมในพื้นที่ โดยกิจกรรมทั้งหมดดูเหมือนจะถูกวางแผนอย่างรอบคอบ และเป็นการชี้ว่าจุดเปลี่ยนในสถานการณ์ชายแดนอาจกำลังเงียบๆ เกิดขึ้น

สถานการณ์บ้านหนองหญ้าแก้วยังคงไม่มีทีท่าว่าจะสงบ และหากมีผลักดันจากฝ่ายกัมพูชามากขึ้น อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่หนักหน่วงได้ ทางเราในฐานะพลเมืองควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเชื่อมั่นในความสามารถของเจ้าหน้าที่ในการรักษาความสงบ

หากคุณเป็นผู้ที่สนใจข่าวสารด้านความมั่นคงและสถานการณ์ความเคลื่อนไหวในดินแดนชายแดน ต้องติดตามเว็บไซต์ของเราอย่างต่อเนื่อง เพราะทุกการเคลื่อนไหวไม่ใช่แค่เรื่องราว แต่คือรายละเอียดที่อาจกระทบถึงสันติภาพของประเทศ

ที่มา – เขมรมาแล้ว! ขนมวลชนนับร้อยคน บุกประชิดโวยวายบ้านหนองหญ้าแก้ว

เดลินิวส์-ศิริราช 60 ชีวิต 60 ก้าวใหม่ ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าให้ผู้ป่วย 5 รายสุดท้าย

โครงการ เดลินิวส์-ศิริราช 60 ชีวิต 60 ก้าวใหม่ มอบโอกาสใหม่ให้กับผู้ป่วยที่ประสบปัญหาข้อเข่าเสื่อม โดยล่าสุดได้เดินทางไปดำเนินการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าให้กับผู้ป่วย 5 รายสุดท้าย ณ โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19 อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี

เดลินิวส์-ศิริราช 60 ชีวิต 60 ก้าวใหม่

กิจกรรมในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง มูลนิธิแสง-ไซ้กีเหตระกูล และ ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัด คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ภายใต้การนำของ ศาสตราจารย์ นพ.กีรติ เจริญชลวานิช ซึ่งทีมแพทย์จากโรงพยาบาลศิริราชได้รวมตัวกับทีมโรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19 เพื่อดำเนินการผ่าตัดให้กับผู้ป่วยที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และอยู่ในพื้นที่ห่างไกล

เหล่าทีมผู้เชี่ยวชาญที่ร่วมพลัง

ทีมผู้เชี่ยวชาญที่เข้าร่วมงานประกอบด้วยศัลยแพทย์ วิสัญญีแพทย์ และพยาบาล ได้แก่ รศ.นพ.ระพีพัฒน์ นาคบุญนำ, นพ.ชัยวัฒน์ อาชวกุลเทพ, นพ.จาริกธรรม แซ่ลิ้ม, นพ.กฤศณัฏฐ์ เลิศอัศววิวัฒน์, พญ.สุธาวัลย์ เอนกเมธีพฤกษา, พญ.ศศิพินธุ์ พลานุภาพ และ น.ส.ภัทรกร ทับทิมทอง ซึ่งร่วมกันผ่าตัดข้อเข่าให้กับผู้ป่วย 5 คน ส่งผลให้โครงการครบเป้าหมายผู้ป่วยทั้งหมด 60 ราย หรือ 75 ข้อเข่า

โครงการดำเนินการตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงกันยายน 2568 ผ่าน 5 จุดที่ตั้งซึ่งมี

  • รพ.สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19 จ.กาญจนบุรี (2 ครั้ง รวม 11 คน 13 ข้อเข่า)
  • รพ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ (15 คน 24 ข้อเข่า)
  • รพ.ระนอง จ.ระนอง (15 คน 18 ข้อเข่า)
  • รพ.สมเด็จพระยุพราช ปัว จ.น่าน (20 คน 20 ข้อเข่า)

นับเป็นความสำเร็จอย่างแท้จริงจากการร่วมมือของหลายฝ่าย ซึ่งผู้ป่วยแต่ละรายหลังการผ่าตัดสามารถเดินได้ปกติ และกลับสู่ชีวิตประจำวันอย่างอิสระ

นพ.สมชาย ไวทิตานันท์ ผอ. โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19 กล่าวขอบคุณต่อทีมศัลยแพทย์จากโรงพยาบาลศิริราช ที่ไม่เพียงแต่ผ่าตัดให้กับผู้ป่วยเท่านั้น แต่ยังถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับทีมแพทย์และพยาบาลเพื่อพัฒนาศูนย์ออร์โธปิดิกส์ของโรงพยาบาลให้สามารถดำเนินการได้ในอนาคต

การดำเนินโครงการนี้ไม่เพียงแค่มอบชีวิตใหม่ให้กับผู้ป่วย แต่ยังเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบสาธารณสุขท้องถิ่น โดยเฉพาะการลดอุปสรรคที่มีต่อการเข้าถึงการรักษาข้อเข่าเสื่อมในพื้นที่ห่างไกล

“ทุกก้าว คือโอกาสใหม่ของชีวิต” น.ส.นลิน รุจิรวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายกลยุทธ์องค์กรและการตลาด เดลินิวส์ กล่าวถึงเป้าหมายของโครงการนี้ว่า ความตั้งใจของมูลนิธิแสง-ไซ้กีเหตระกูล และภาควิชาศัลยศาสตร์ศิริราชคือ การให้โอกาสใหม่แก่สังคมไทยที่ยังต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพที่ถูกทิ้งไว้หน้าบ้าน ไม่ได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง

โครงการ เดลินิวส์ – ศิริราช 60 ชีวิต 60 ก้าวใหม่ ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมครั้งเดียว แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนบริการสุขภาพเชิงรุกและสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนให้สังคมไทยในอนาคต

หากคุณหรือบุคคลรอบข้างต้องการความช่วยเหลือเชิงการแพทย์ พลิกวิกฤตสุขภาพให้เป็นโอกาสใหม่ อย่าลืมติดตามกิจกรรมของมูลนิธิแสง-ไซ้กีเหตระกูล และเดลินิวส์ ที่พร้อมสร้างก้าวใหม่ให้กับทุกชีวิตเสมอ

ที่มา – “เดลินิวส์ ศิริราช 60 ชีวิต 60 ก้าวใหม่” ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าให้ผู้ป่วย 5 รายสุดท้าย

เบบี๋-สุพรรณี เปิดใจมีประวัติโอนลีแฟนส์ ทำไมยังลงประกวด?

ล่าสุดกระแสของ “เบบี๋-สุพรรณี น้อยโนนทอง” อดีตมิสแกรนด์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 2026 ยังคงเป็นหัวข้อร้อนแรงในวงการบันเทิง แม้เธอจะถูกปลดจากตำแหน่งนี้ไปแล้ว แต่บรรยากาศรอบตัวเธอไม่เงียบเลย โดยเฉพาะในรายการ “โหนกระแส” ทางช่อง 3 ซึ่งเธอได้ออกมาเปิดใจอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น

เบบี๋-สุพรรณี เปิดใจเกี่ยวกับประวัติที่หลายคนสนใจ

ในรายการ เบบี๋ เปิดเผยว่า ตอนที่ตนบรรยายประวัตินั้น มีบางส่วนที่เธอไม่ได้ใส่ไว้ เช่น เรื่องราวเกี่ยวกับการทำโอนลีแฟนส์หรือการสร้างแบรนด์บนแพลตฟอร์มต่าง ๆ เบบี๋ยอมรับว่า ในตอนที่رافิวเธอทิ้งไว้ ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าเธอไม่ตรงต่อความเป็นจริง แต่เธอย้ำว่าที่ไม่ได้รายงานทั้งหมดก็เพราะไม่ได้ตั้งใจจะปิดบัง แค่ลืมไปเท่านั้น

เบบี๋ยังอยากเข้ามิสแกรนด์ไทยแลนด์อีกครั้ง

จากที่เห็นภาพของเธออาจจะดูแรงและเปี่ยมไปด้วยพลัง เบบี๋ก็เปิดใจว่าเธอเป็นคนที่มีความฝันอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะการก้าวเข้าสู่เวที มิสแกรนด์ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งนี่เป็นเวทีที่เธออยากเข้าร่วมมากเพราะช่วยให้เธอได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะทั้งทางด้านบิวตี้และการทำงานธุรกิจ ถึงแม้เรื่องราวที่เกิดขึ้นจะทำให้เธอเจ็บปวด แต่เธอยังคงไม่ยอมแพ้และมีเป้าหมายชัดเจนว่าอยากไปให้ถึงท็อป 5 และได้เรียนรู้จากบอสในวงการอย่างใกล้ชิด

เบบี๋-สุพรรณี แสดงในรายการ
เบบี๋ต้องเผชิญกับกระแสต่าง ๆ อย่างกล้าหาญ

นอกจากนี้ PD ของมิสแกรนด์ประจวบคีรีขันธ์ ก็ออกมาให้สัมภาษณ์หลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า เขาเองก็ยังเห็นศักยภาพของเบบี๋อยู่ เพราะเธอเป็นคนเก่งไม่ธรรมดาทั้งในด้านธุรกิจและการสื่อสาร ถึงแม้เรื่องราวจะพังทลายลงครั้งนี้ แต่ถ้าให้โอกาสอีกครั้ง เขาเชื่อว่าเธอมีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะไปต่อได้

  • มีประสบการณ์มาก่อนในวงการความงาม
  • เข้าใจธุรกิจและสามารถสร้างรายได้ด้วยตนเองได้
  • มีพัฒนาการในการประกวดและการแสดง
  • มีทัศนคติแบบมืออาชีพ
PD มิสแกรนด์เล่าเรื่องเบบี๋
PD ของเวทียังมีคำชมและให้โอกาส

แม้จะมีความผิดพลาดในอดีต แต่ “เบบี๋-สุพรรณี” ยังแสดงให้เห็นว่าเธอไม่ได้ยอมแพ้ง่าย ๆ และมีความตั้งใจที่จริงจังต่อเส้นทางในวงการบันเทิง อาจเป็นเพราะเธอเชื่อว่าการเติบโตที่แท้จริงมักเริ่มต้นจากความผิดพลาดที่ผ่านมา บรรดาแฟนคลับก็ยังคงให้ความหวังว่าเธอจะยืนหยัดเดินหน้าต่อ และเข้าร่วม มิสแกรนด์ประจวบคีรีขันธ์ อย่างเต็มตัวอีกครั้ง

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ติดตามเรื่องราวความเคลื่อนไหวของเบบี๋-สุพรรณี อย่าพลาดการติดตามข่าวล่าสุด เพราะเธอเป็นหนึ่งในตัวอย่างของเด็กใหม่ที่กล้าแสดงออก แม้ตกอยู่ในกระแสลบก็ยังพยายามพิสูจน์ตัวเองให้เห็น

ที่มา – “เบบี๋-สุพรรณี” เปิดปากมีประวัติทำโอนลีแฟนส์ แต่ทำไมยังลงประกวดมิสแกรนด์ประจวบคีรีขันธ์!

ญี่ปุ่น นำชาติโซนเอเชียตะวันออกผนึกกำลังรักบี้อาเซียน

การกีฬาไม่ใช่แค่การแข่งขัน แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างประเทศ ล่าสุด สหพันธ์รักบี้แห่งอาเซียน (SEARF) ได้เตรียมลงนามความร่วมมือกับ 5 ประเทศจากโซนเอเชียตะวันออก ได้แก่ ญี่ปุ่น, ฮ่องกง, เกาหลีใต้, ไต้หวัน และ กวม ในวันที่ 25 กันยายน 2568 ที่โรงแรมรอยัลการ์เดน กรุงลอนดิน ประเทศอังกฤษ

ญี่ปุ่น นำชาติโซนเอเชียตะวันออกผนึกกำลังรักบี้อาเซียน

การลงนามครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมการพัฒนารักบี้ในภูมิภาค พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนประสบการณ์และข้อมูลเพื่อการเติบโตร่วมกัน ภายใต้การนำโดย พ.ต.ท.กุลธน ประจวบเหมาะ ประธานสหพันธ์รักบี้แห่งอาเซียน ที่เพิ่งจัดการแข่งขัน “ยูเนียนคัพ” รักบี้15 คน ซึ่งได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลาม

ความพร้อมของภูมิภาคเอเชียตะวันออก

เยาวชนเป็นพลังสำคัญในอนาคต และในวงการ รักบี้อาเซียน นี้เองที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด ประเทศอย่าง ญี่ปุ่น ซึ่งเคยได้แชมป์โลกและมีระบบเยาวชนแข็งแกร่ง จึงเป็นประเทศหลักที่หาความร่วมมือในคราวนี้ ส่วนฮ่องกงที่เป็นเจ้าภาพ “ฮ่องกงเซเว่นส์” เวิลด์ซีรีส์ ยังมีสนามกีฬาที่รองรับผู้ชมได้มากถึงครึ่งแสนคน เป็นความพร้อมด้านโครงสร้างอย่างชัดเจน

ประเทศอื่นๆ อย่างเกาหลีใต้ก็เคยมีทีมชายของตนส่งเข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิก สร้างชื่อเสียงให้กับรักบี้ในระดับโลก ส่วนไต้หวันและกวม มีจุดเด่นเฉพาะตัวที่เสริมความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มภูมิภาคได้อย่างเต็มที่ เมื่อได้แลกเปลี่ยนข้อดีกับประเทศสมาชิก SEARF จะยิ่งทำให้ รักบี้อาเซียน เข้มแข็งมากขึ้นเรื่อยๆ

ด้านรายนามผู้บริหารที่เข้าร่วมลงนาม MOU ในวันดังกล่าวมีทั้งเจฟฟรีย์ ชาง (ไต้หวัน), สตีฟ แกรนแธม (กวม), คริสโตเฟอร์ บรู๊ค (ฮ่องกง), มาซาโตะ ซึชิดะ (ญี่ปุ่น) และซอง วอน ซารา พาร์ค (เกาหลีใต้) พร้อมด้วยผู้บริหารจากสมาชิก SEARF เช่น SUNNY SEAH (สิงคโปร์), Ada Milby (ฟิลิปปินส์) และหลายคนอื่น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการเคลื่อนไหวนี้เพียบพร้อมด้วยพลังร่วมจากหลายประเทศ

ยังมีการเชื่อมโยงกับประเทศจีนที่ยังอยู่ระหว่างการประสานในวงการ โดยเป็นผลจากการที่เพิ่งมีการหมุนเวียนตำแหน่งประธานาธิบดีใหม่ จึงต้องใช้เวลาศึกษาความพร้อมของระบบให้มากขึ้น

ด้วยความร่วมมือในครั้งนี้ ไม่เพียงแค่นำไปสู่การเติบโตของกีฬารักบี้ในเอเชียตะวันออก และ รักบี้อาเซียน เท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสในการพัฒนาลีกอาชีพ การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ และการส่งเสริมเยาวชนในภูมิภาค อย่างมั่นคงยั่งยืนในระยะยาว

การรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวของเอเชียตะวันออกในครั้งนี้ ชมได้เลยว่าถือเป็นขบวนการสร้างความเข้มแข็งของกีฬารักบี้ในภูมิภาคอย่างแท้จริง โดยเฉพาะซีนาริโอในอนาคตที่ทีมชาติจากเอเชียอาจคว้าแชมป์ระดับโลกหรือโอลิมปิกได้อย่างงดงาม

หากคุณเป็นแฟนกีฬารักบี้หรือติดตามกีฬาในภูมิภาคอาเซียน โอกาสครั้งนี้ถือว่ามอบความหวังให้กับวงการกีฬาในเอเชียไม่น้อย ร่วมติดตามและให้กำลังใจทัพ รักบี้อาเซียน ไปด้วยกัน!

ที่มา – ‘ญี่ปุ่น’ นำชาติโซนะวันออก ผนึกกำลัง ‘รักบี้อาเซียน’

ดีพร้อม ยกระดับธุรกิจชุมชนสร้างสินค้าต้นแบบ

การส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทยเป็นเป้าหมายสำคัญของภาครัฐ โดยเฉพาะในกลุ่มวิสาหกิจชุมชนและผู้ประกอบการ OTOP ที่มีศักยภาพสูงในการสร้างรายได้และโอกาสทางธุรกิจ ล่าสุด กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้เปิดโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชนประจำปีงบประมาณ 2568 เพื่อให้ผู้ประกอบการได้นำความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมมาปรับใช้ในการออกแบบและพัฒนาสินค้าต้นแบบที่ตอบโจทย์ตลาดยุคใหม่

ดีพร้อม ยกระดับธุรกิจชุมชนสร้างสินค้าต้นแบบ

ในการดำเนินการครั้งนี้ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้จัดอบรมเชิงลึก 6 สาขา ได้แก่ ผลิตภัณฑ์นวัตกรรม, ของใช้และอาหาร, ผ้าและเครื่องแต่งกาย, ของที่ระลึก, BCG Upcycling Product และการสร้าง Storytelling & Branding ซึ่งมีผู้ประกอบการเข้าร่วมมากกว่า 250 ราย และพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่กว่า 250 รายการ

ผู้ประกอบการแต่ละรายได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในหลายด้าน ทั้งการตลาดยุคใหม่ การใช้ AI ในการวางแผนธุรกิจ การสร้างแบรนด์ รวมไปถึงเทคนิคการเล่าเรื่องสินค้าให้สื่อถึงคุณค่า และสร้างความน่าสนใจให้กับลูกค้า

ผู้ประกอบการดีเด่นที่ได้รับการยอมรับ

โครงการได้คัดเลือกผู้ประกอบการดีเด่นจากแต่ละสาขาเพื่อประกาศเกียรติคุณ ได้แก่

  • สาขาผลิตภัณฑ์นวัตกรรม: คุณศุภสิริ ไพรศุภา จากบริษัท เทวดา โกลบอล จำกัด
  • สาขาผลิตภัณฑ์ของใช้ ของตกแต่ง และอาหาร: คุณธเนษศักดิ์ อิงคะกิตติโรจน์ จากลูกชิ้นพิษณุโลกราม่า
  • สาขาผลิตภัณฑ์ผ้า และเครื่องแต่งกาย: คุณมินตรา ม้าทอง จาก Mantra Crafts
  • สาขาผลิตภัณฑ์ของที่ระลึก: คุณณัฎฐ์ณรัณกร แตงเอี่ยม จากบริษัท เอ็กซเล๊นท์คร๊าฟท์ จำกัด
  • สาขาผลิตภัณฑ์ BCG (Upcycling Product): คุณอุมาภรณ์ ไตรตรัสธรรม จากเฮอร์บัล แพลนท์ทาเซีย
  • สาขา Story Telling & Branding: คุณอาจินต์ เพ็ชรวงศ์ จากเพ็ชรคีรีไบร์เทนนิ่งเซรั่ม

นับเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยยกระดับสินค้าชุมชนให้กลายเป็น Premium Product ที่มีความน่าเชื่อถือและสามารถเข้าถึงตลาดในระดับประเทศและต่างประเทศได้อย่างมั่นคง

ข้อมูลจากโครงการนี้เป็นเครื่องยืนยันว่า “ดีพร้อม ยกระดับธุรกิจชุมชนสร้างสินค้าต้นแบบ” ไม่ใช่แค่คำขวัญ แต่เป็นการขับเคลื่อนด้วยการลงมือปฏิบัติที่มีระบบ พร้อมด้วยการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

หากคุณเป็นผู้ประกอบการชุมชนหรือสนใจเริ่มต้นสร้างสินค้าของตัวเอง แม้จะเป็นเพียงไอเดียเล็ก ๆ ก็สามารถเติบโตได้ หากได้รับการพัฒนาอย่างถูกต้อง

ที่มา – ดีพร้อม ยกระดับธุรกิจชุมชนสร้างสินค้าต้นแบบ