ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

คมนาคมเร่งด่วน 4 เดือน เน้นรถไฟฟ้า-รถเมล์-ค่าทางด่วน ช่วยค่าครองชีพประชาชน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้กล่าวถึงความพร้อมในการเตรียมร่างแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาในส่วนของกระทรวงคมนาคม

การร่างนโยบายของกระทรวงคมนาคมจะแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ นโยบายควิกวิน ระยะเร่งด่วน 4 เดือน และนโยบายต่อเนื่อง เช่นเดียวกับกระทรวงอื่น ๆ โดยความคืบหน้าดังกล่าวมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาเรื่องการเดินทาง และการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน

คมนาคมเร่งด่วน 4 เดือน เน้นรถไฟฟ้า-รถเมล์-ค่าทางด่วน

เมื่อถูกถามถึงนโยบาย ด้านการเดินทาง ทั้งทางด่วน รถไฟฟ้า และรถเมล์ นายพิพัฒน์กล่าวว่า ขอให้รอนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแถลงนโยบายก่อน แต่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางด่วน รถไฟฟ้า หรือรถเมล์ ก็จะมีนโยบายครอบคลุมอย่างครบถ้วน

รถไฟฟ้าตลอดวัน 40 บาท อยู่ระหว่างการพูดคุย

ด้านนโยบายหาเสียงจากพรรคเพื่อไทยในอดีตที่เสนอให้ใช้รถไฟฟ้าตลอดวันในราคา 40 บาท นั้น นายพิพัฒน์กล่าวว่าอยู่ในระหว่างการพูดคุยว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ แม้ว่าร่าง พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้องจะเข้าสภาผู้แทนราษฎรแล้ว แต่ต้องดูว่าราคาตั๋วร่วมควรอยู่ที่เท่าไร เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

ทั้งนี้ ยังรวมถึงเรื่องค่าผ่านทางด่วนที่รัฐบาลยังคงมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ และจะมีนโยบายออกมาในภายหลัง

กรณีค่ารถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย

กรณีที่นโยบายลดค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีแดง-สีม่วง เหลือ 20 บาท ตลอดสายจะหมดอายุในวันที่ 30 กันยายนนี้ นายพิพัฒน์ระบุว่า ขอให้ประชาชนอดใจอีกสักครู่ เพราะภายในวันที่ 24 กันยายน นายกรัฐมนตรีจะนำคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อถวายสัตย์

หลังจากนั้น จะมีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาอย่างเป็นทางการ และประชาชนจะได้เห็นภาพชัดเจนว่ารัฐบาลจะสามารถดำเนินนโยบายด้านต่าง ๆ ได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่เกี่ยวข้องกับช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนให้มากที่สุด

“อะไรที่เป็นประโยชน์กับคนไทย ผมคิดว่าพรรคภูมิใจไทยก็พร้อมที่จะทำ เราจะไม่คิดว่าเป็นนโยบายของพรรคใดพรรคหนึ่ง เราจะต้องเอานโยบายต่าง ๆ ที่คิดว่าดีที่สุด และทำให้คนไทยมีความสุขที่สุด” นายพิพัฒน์กล่าว

การจัดแนวทางในระยะเร่งด่วน นี้ ถือเป็นความพยายามอย่างยิ่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในเวลาอันสั้น โดยเฉพาะในเรื่องของระบบขนส่งสาธารณะ ที่มีผลกระทบโดยตรงต่อค่าใช้จ่ายของประชาชน

ข้อคิดเห็น: การมีแนวทางระยะสั้นที่ชัดเจนจากกระทรวงคมนาคม ด้วยการเน้นเรื่องรถไฟฟ้า รถเมล์ และค่าทางด่วน จะช่วยให้ประชาชนสามารถวางแผนการใช้ชีวิตและใช้จ่ายได้ดีขึ้น ช่วยเสริมให้ชีวิตความเป็นอยู่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

ที่มา – ‘คมนาคม’ เร่งด่วน4 เดือน เน้น ‘รถไฟฟ้า-รถเมล์-ค่าทางด่วน’ช่วยค่าครองชีพ ปชช.

จุฬาฯ ตัวแทนไทย โชว์ศิลปวัฒนธรรม ฉลอง 60 ปีไทย–เปรู

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตัวแทนประเทศไทย นำวงมหาดุริยางค์ไทยเยาวชนแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ ChulaThaiYO พร้อมด้วยนิสิตนักดนตรีและนักแสดงจากคณะครุศาสตร์และคณะศิลปกรรมศาสตร์ เดินทางไปแสดงศิลปวัฒนธรรมที่กรุงลิมา ประเทศเปรู ในกิจกรรม “ฉลอง 60 ปีความสัมพันธ์ไทย–เปรู” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16–17 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา โดยการแสดงในครั้งนี้เป็นการแสดงเชิงวัฒนธรรมเพื่อเชื่อมโยงมิตรภาพระหว่างสองประเทศ และส่งเสริมบทบาทของศิลปวัฒนธรรมในฐานะพลังแห่ง “Soft Power” อย่างแท้จริง

จุฬาฯ ตัวแทนไทย โชว์ศิลปวัฒนธรรม ฉลอง 60 ปีไทย–เปรู

ด้วยความเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับคัดเลือกจากหน่วยงานราชการไทยให้เป็นตัวแทนประเทศในการแสดงศิลปวัฒนธรรมแก่ชาวต่างชาติ โดยมี ผศ.ดร.วิชฏาลัมพก์ เหล่าวานิช ผู้ช่วยอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นหัวหน้าคณะเดินทางไปพร้อมกับนักแสดงที่นำทักษะด้านดนตรีและนาฏศิลป์ไทยไปแสดงให้ผู้ชมชาวเปรูได้รับชมอย่างใกล้ชิด

การแสดงที่ Teatro Municipal de Lima

การแสดงวันแรกจัดขึ้นที่โรงละครเทศบาลกรุงลิมา ซึ่งเป็นสถานที่มีความเป็นทางการของชาวกิจและมีเปล่งประกายด้วยสถาปัตยกรรมแบบยุโรป มีผู้ชมเดินทางมารับชมจนเต็มความจุของโรงละครกว่าพันคน การแสดงประกอบด้วยการนำเสนอเพลงพื้นบ้านในแนวเครื่องดนตรีไทยที่ถูกรังสรรค์ใหม่โดยศิลปินเชี่ยวชาญ เช่น โหมโรงมหาราช เพลงชุดเจ้าพระยา : สายน้ำแห่งกาลเวลาและอารยธรรม ผลงานการประพันธ์ของ รศ.ดร.ยุทธนา ฉัพพรรณรัตน์ รองอธิการบดีจุฬาฯ ที่รวมเอาศิลปะดนตรีและแนวคิดทางประวัติศาสตร์ไทยไว้ในแต่ละโน้ตของเพลง

การแสดงที่ Huaca Pucllana

การแสดงวันที่สองจัดขึ้นที่โบราณสถาน Huaca Pucllana ซึ่งตั้งอยู่ในเขต Miraflores ด้วยบรรยากาศกลางคืนและภูมิทัศน์โบราณที่มีอายุกว่า 1,500 ปี สร้างความประทับใจให้แก่ทั้งผู้ชมท้องถิ่นและชาวต่างชาติเป็นอย่างมาก โดยผู้ชมได้สัมผัสกับประสบการณ์ทางวัฒนธรรมแบบไม่เหมือนใครผ่านการร้องเพลงบรรเลงด้วยดนตรีพื้นบ้าน การแสดงนาฏศิลป์พื้นบ้าน และแบ่งปันการรำวงร่วมกับศิลปินชาวเปรู ที่สื่อสารด้วยภาษาแห่งอารมณ์และความรักศิลป์

  • การรับชมอย่างต่อเนื่องจากผู้เข้าชมทั้งสองประเทศ
  • เสียงปรบมือที่ไม่มีที่สิ้นสุดหลังการแสดง
  • ขวัญใจที่บุคคลสำคัญแห่งรัฐเปรูประชดชมการแสดง

ในมุมมองของนายเอลเมอร์ โฮเซ่ เฮอร์มัน โกนซาโล ชีเอเลอร์ ซัลเซโด้ (Elmer José Germán Gonzalo Schialer Salcedo) รัฐมนตรีต่างประเทศแห่งสาธารณรัฐเปรู ได้ประเมินการแสดงของคณะจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยว่า “แม่เหล็กทางวัฒนธรรมที่ทรงพลัง” สามารถเชื่อมโยงประชาชนไทยและเปรูเข้าหากันได้อย่างลึกซึ้ง ถือเป็นตัวอย่างเด่นของ “art as a diplomacy” หรือการทูตด้วยศิลปกรรมที่มีความหมาย

ความสำเร็จของกิจกรรมในครั้งนี้เป็นผลจากการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดของผู้บริหารมหาวิทยาลัยชั้นนำและศิลปินผู้มีความเชี่ยวชาญจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี อ.ดร.สิริชัยชาญ ฟักจำรูญ ศิลปินแห่งชาติ เป็นผู้กำกับการแสดง นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงการต่างประเทศอย่างเต็มรูปแบบ ที่เห็นคุณค่าของการสนับสนุนวัฒนธรรมในระดับนานาชาติให้มีความยั่งยืน

การใช้ “ศิลปวัฒนธรรม” เป็นเครื่องมือเพื่อเสริมความสัมพันธ์ไทย-เปรู แสดงให้เห็นว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะแสดงด้วยความภาคภูมิใจในฐานะ “จุฬาฯ ตัวแทนไทย โชว์ศิลปวัฒนธรรม ฉลอง 60 ปีไทย–เปรู” ไม่ได้มุ่งไปที่โอกาสในการเฉลิมฉลองเพียงเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างความยึดเหนี่ยวในเชิงวัฒนธรรมที่เป็นนวัตกรรมแห่งศตวรรษที่ 21 อย่างแท้จริง

หากคุณสนใจเกี่ยวกับมรดกทางวัฒนธรรมไทย หรืออยากชมผลงานของวง ChulaThaiYO และคณะนักแสดงอื่น ๆ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบได้เร็ว ๆ นี้ในกิจกรรมและงานแสดงที่จัดขึ้นทั่วประเทศและต่างประเทศ

ที่มา – จุฬาฯ ตัวแทนประเทศ นำวงดุริยางค์ไทย โชว์ศิลปวัฒนธรรม ฉลอง 60 ปีความสัมพันธ์ไทย–เปรู

‘CORTIS’ วงน้องใหม่แตก ทุบสถิติเพลงติดชาร์ตโลก

วงการ K-Pop มีความตื่นเต้นอีกครั้งกับการเดบิวต์ของวงน้องใหม่อย่าง “CORTIS” ที่ทำผลงานได้อย่างน่าทึ่ง ถือเป็นวงน้องใหม่ที่มาแรงสุดแห่งปี 2025 เพราะไม่เพียงแต่สามารถสร้างกระแสในประเทศเกาหลีได้อย่างมหาศาล แต่ยังส่งเพลง GO! ขึ้นแท่นอันดับหนึ่งในชาร์ตเพลงระดับโลก

‘CORTIS’ วงน้องใหม่แตก ทุบสถิติเพลงติดชาร์ตโลก

เมื่อวันที่ 16-19 กันยายน เพลง “GO!” ซึ่งเป็นอินโทรเดบิวต์ของอัลบั้ม COLOR OUTSIDE THE LINES สามารถครองตำแหน่งอันดับหนึ่งของชาร์ต “Daily Viral Song Global” บน Spotify ได้ต่อเนื่อง 4 วันรวด ทั้งในประเทศเกาหลีและญี่ปุ่น และได้รับการตอบรับที่ดีจากแฟนเพลงหลายคนทั่วโลก โดยยังได้ขึ้นแสดงบนเวทีรายการ Inkigayo แล้วอีกด้วย ทำให้ยอดผู้ชมและยอดฟังเพลงพุ่งขึ้นอย่างมาก

สถิติที่น่าทึ่งจากการเติบโตของวง CORTIS

นอกจากชาร์ตเพลง Viral Global แล้ว เพลง GO! ยังสามารถติดชาร์ต TOP 100 ของ Melon ได้อีกด้วย ในเวลาเพียงไม่กี่วันหลังเดบิวต์ ทำให้ CORTIS เป็นวงแรกในปีนี้ที่สามารถขึ้นชาร์ตได้ในระยะสั้น ๆ และไม่หยุดเพียงเท่านั้น เพลง What You Want ก็เคยครองตำแหน่งอันดับหนึ่งของชาร์ต Viral Song ติดต่อกันถึง 7 วันเต็ม แสดงให้เห็นถึงพละกำลังของเพลงและศักยภาพของวง

วง CORTIS ยังสร้างประวัติศาสตร์ใหม่อีกด้วย เมื่อสามารถเก็บยอดฟังรายเดือนใน Spotify ได้ถึง 4.7 ล้านคนภายในเวลาไม่ถึงเดือนหลังเดบิวต์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับวงอื่น ๆ ที่เดบิวต์ในปี 2025 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับวงที่เคยติดชาร์ตมาก่อน ยอดฟังของพวกเขาเพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่า จากจำนวนเพียง 450,000 คนในช่วงเปิดตัวอัลบั้ม

  • เพลง GO! ติดอันดับ 1 ชาร์ต Viral Global Spotify 4 วันซ้อน
  • ยอดผู้ฟังรายเดือนบน Spotify ทำสถิติถึง 4.7 ล้านคน
  • เพลง What You Want ติดอันดับบนชาร์ต Viral Song 7 วันติด
  • อัลบั้มเดบิวต์ COLOR OUTSIDE THE LINES ทำยอดขายตามเกณฑ์ Hanteo วันแรกเกือบ 440,000 ชุด

นอกจากผลงานเพลงที่โดดเด่น CORTIS ยังได้รับการยอมรับในด้านการสร้างคอนเทนต์อีกด้วย เนื่องจากเป็นวงแรกที่ได้รับฉายาว่า Young Creator Crew ภายใต้สังกัด Bighit Music นั่นหมายความว่า ไม่ว่าจะเป็นการแต่งเพลง การเต้น หรือแม้กระทั่งมิวสิกวิดีโอ ถูกลงมือออกแบบจากสมาชิกภายในวงเองทั้งหมด

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบดนตรี K-Pop และมองหาเสียงเพลงใหม่ ๆ ที่มาแรงและคุณภาพสูง ขอขอบอกได้เลยว่า CORTIS คือวงที่ไม่ควรพลาด ไม่ว่าจะเป็นแนวป๊อป อีดีเอ็ม หรือเพลงที่มีแนวโน้มแห่งความคิดสร้างสรรค์ เพราะพวกเขากำลังเปิดฉากโลกของดนตรีที่หลากหลาย และเต็มไปด้วยความเป็นตัวเองให้ใคร ๆ ได้สัมผัส

และที่สำคัญ วง CORTIS ยังตั้งใจจะเติบโตและสร้างกระแสต่อไปอีกนาน ดังนั้นความสำเร็จในช่วงแรกเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของวิวัฒนาการวงดนตรีวงนี้เท่านั้น

ที่มา – ‘CORTIS’ ขึ้นแท่นน้องใหม่มาแรง ทุบสถิติยอดผู้ฟัง 4.7 ล้าน-เพลงติดชาร์ตทั่วโลก

ภราดร ขอ ปชน. อย่าหวาดระแวง กินรวบ สว.เลือก ส.ส.ร.

เมื่อวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2568 เวลา 11.10 น. ที่สำนักงานพรรคภูมิใจไทย นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและ ส.ส. อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงความคืบหน้าการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 โดยพรรคภูมิใจไทยได้จัดทำร่างเพิ่มเติมในหมวด 15/1 พร้อมได้รับการลงชื่อสนับสนุนจากสมาชิกพรรคจนใกล้ครบแล้ว โดยต้องการรวบรวมรายชื่อเพิ่มเติมจากการประชุมพรรคในวันดังกล่าว แต่เนื่องจากรัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องมีเสียงไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวน ส.ส. ทั้งหมด และขณะนี้พรรคภูมิใจไทยมีแค่ 69 เสียง จึงยังไม่เพียงพอ จึงต้องขอความร่วมมือจากพรรคฝ่ายรัฐบาลอื่นเพิ่มเติม

ภราดร ขอ ปชน. อย่าหวาดระแวง กินรวบ สว.เลือก ส.ส.ร.

เบื้องต้นได้มีการหารือกับ ส.ส. ของพรรคฝ่ายรัฐบาลในนอกรอบ และคาดว่าในช่วงบ่ายของวันที่ 23 ก.ย. จะได้รายชื่ออย่างครบถ้วน พร้อมทั้งเตรียมยื่นร่างแก้รัฐธรรมนูญต่อประธานรัฐสภาในวันที่ 24 กันยายนนี้ เพื่อนำมาพิจารณาบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระต่อไป

ระบบร่าง ส.ส.ร. แบบใหม่ แบ่ง 2 ส่วน

ร่างรัฐธรรมนูญที่พรรคภูมิใจไทยเสนอ ได้แก้ไขระบบการสรรหาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.ร.) โดยถอดแบบจากร่างเดิมที่เคยเสนอ แต่เมื่อมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จึงมีการปรับปรุงโดยแบ่งกรรมการยุทธศาสตร์และนโยบายของรัฐ (ส.ส.ร.) เป็น 2 ส่วน ได้แก่

  • ส่วนที่ 1: จำนวน 77 คน จังหวัดละ 1 คน ผู้สมัครต้องลงสมัครผ่านจังหวัด และให้รัฐสภาคัดเลือกเหลือเพียง 1 คนต่อจังหวัด
  • ส่วนที่ 2: จำนวน 22 คน มาจากผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ซึ่งแบ่งเป็น นักนิติศาสตร์ 7 คน นักรัฐศาสตร์ 7 คน และผู้เชี่ยวชาญด้านอื่นๆ 8 คน โดยรัฐสภาเป็นผู้คัดเลือกในขั้นสุดท้าย

เมื่อรวมทั้ง 2 ส่วนแล้ว คณะกรรมการจะมีจำนวนทั้งสิ้น 99 คน

เมื่อถามถึงความร่วมมือกับพรรคประชาชน เกี่ยวกับแนวทางระบบร่าง ส.ส.ร. นายภราดร เปิดเผยว่า ได้มีการพูดคุยหารือมายาวนาน ทั้งกับนายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค และคณะทำงานอื่นๆ เช่น นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล น.ส.แนน บุญย์ธิดาสมชัย และตัวเขาเอง พร้อมทั้งมีการหารือกับนายพริษฐ์ วัชรสินธุ และนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล จากพรรคประชาชน เพื่อหาแนวทางร่วมกัน และไม่ให้เกิดการตีความที่ผิดพลาด หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกไปแล้ว

“วันนี้อย่าหวาดระแวงกันเกินไปหนัก เพราะหากมัวแต่ระแวงจะกลับกลายเป็นอุปสรรคต่อเป้าหมายร่วม คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายในเวลาจำกัดที่เหลืออยู่แค่ 4 เดือนเท่านั้น” นายภราดร กล่าว

ตอบข้อกังวลเรื่อง ‘กินรวบ’ ในการเลือก ส.ส.ร.

เมื่อถูกถามว่ารูปแบบการให้รัฐสภาเลือก ส.ส.ร. อาจนำไปสู่การ “กินรวบ” หรือไม่ นายภราดร ชี้แจงว่า พลพรรคภูมิใจไทยมีเสียงเพียง 70 เสียง ขณะที่พรรคประชาชนมี 140 กว่าเสียง และพรรคเพื่อไทยก็มีจำนวนใกล้เคียงกัน ดังนั้นจึงไม่สามารถ “กินรวบ” ได้

“ให้รัฐสภาเป็นผู้เลือกก็เท่ากับให้ทุกพรรคในสภาเป็นผู้ชี้ชะตา หากรู้สึกกังวลว่าจะมีพรรคใดพรรคหนึ่งมีอิทธิพลมากเกินไป ทางออกคือต้องมีการพูดคุยเจรจาร่วมกันอย่างจริงใจ เพราะสำคัญที่สุดคือความร่วมมือของทุกพรรค”

สำหรับคำถามว่าจะใช้ระบบแบ่งโควต้าตามสัดส่วนพรรคแทนไม่ได้หรือ นายภราดร ชี้ว่า การทำเช่นนั้นก็อาจถูกตีความว่า “กินรวบ” เช่นเดียวกัน โดยในคณะกรรมการชุดอื่น เช่น กกต. หรือกรรมาธิการ ก็มีการแบ่งโควต้าตามสัดส่วนจำนวนเสียงในสภา

“สุดท้ายแล้วพูดง่าย ๆ คือทุกพรรคมีเป้าหมายเดียวกันคือการแก้รัฐธรรมนูญให้สำเร็จ แม้บางจุดอาจมีมุมมองต่างกัน แต่ต้องเดินไปทางเดียวกันโดยไม่ให้กระบวนการสะดุดหรือหยุดชะงัก”

การเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญในช่วงเวลาที่จำกัดนี้ เป็นเรื่องท้าทาย แต่ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้ หากทุกพรรคสามารถวางใจว่ามีเป้าหมายร่วมเดียวกัน ย่อมสามารถร่วมมือกันสร้างการเปลี่ยนแปลงที่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการมีส่วนร่วมได้มากขึ้น ทั้งในเรื่องนโยบายและกระบวนการทางการเมือง

ที่มา – ‘ภราดร’ ขอ ‘ปชน.‘อย่าหวาดระแวงห่วง กินรวบ ‘สว.’เลือก ‘ส.ส.ร.’

“โปเต้” ระเบิดฟอร์มคว้าดับเบิลแชมป์ ศึกแบดมินตันพาราที่ปักกิ่ง

การแข่งขันแบดมินตันคนพิการนานาชาติ “ไชน่า พารา แบดมินตัน อินเตอร์เนชั่นแนล 2025” ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ได้ปิดฉากลงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 21 กันยายนที่ผ่านมา โดยนักแบดพาราไทยอย่าง “โปเต้” ณัฐพงษ์ มีชัย สามารถสร้างประวัติศาสตร์ให้กับตนเองและสกีฬาไทย ด้วยการคว้าแชมป์ได้ถึง 2 รายการในครั้งเดียว ทั้ง ชายเดี่ยว และ ชายคู่ ประเภท SH6

“โปเต้” ณัฐพงษ์ มีชัย คว้าแชมป์ชายเดี่ยวประเภท SH6

ในรอบรองชนะเลิศประเภท ชายเดี่ยว SH6 “โปเต้” ได้เจอกับอันดับ 1 ของรายการ อย่าง หลิน เนลี่ จากจีน โดยเขาสามารถเอาชนะไปได้ 2-0 เซต ด้วย比分 21-12 และ 21-18 และเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้อย่างภาคภูมิ จากนั้นในรอบชิงเขาก็เผชิญหน้ากับ กฤษณา นาคาร์ อดีตแชมป์พาราลิมปิกจากอินเดีย เกมการแข่งขันก็เข้มข้น จน “โปเต้” ตามตีเสมอจากเซตแรก 20-22 มาเป็น 21-7 และ 21-17 ในสองเซตต่อมา ชัยชนะครั้งนี้จึงเป็นชัยชนะสำคัญที่ทำให้เขาคว้าเหรียญทองรายการแรกไปครอง

จับมือพันธมิตรจากเกาหลีใต้คว้าแชมป์ชายคู่ SH6

ในประเภท ชายคู่ SH6 “โปเต้” ได้จับคู่กับ ลี แดซุง จากเกาหลีใต้ ตามกติกาพิเศษที่อนุญาตให้นักกีฬาจากต่างชาติจับคู่แข่งขันร่วมกัน คู่นี้ลงสนามชิงชนะเลิศกับเจ้าบ้านจีน อย่าง หลิน เนลี่ และ ชาง ชิงเถา ที่เป็นทีมมือ 1 ของรายการ การแข่งขัน激烈 ด้วยคะแนนที่บีบกันตลอดทั้งสามเซต สุดท้าย “โปเต้” ลี แดซุง พลิกชนะ 2-1 เซต比分 21-10, 13-21 และ 21-15 คว้าแชมป์รายการที่สองให้กับ “โปเต้” ได้สำเร็จ

ผลงานของ “โปเต้” ไม่ได้มีผลแค่เพียงการคว้าแชมป์เท่านั้น แต่ยังช่วยให้เขาได้ยกระดับอันดับโลกจากอันดับ 13 ขึ้นไปอยู่ใน ท็อป 10 ของโลก ถือเป็นความสำเร็จระดับโลกที่ภาคภูมิและน่ายินดีอย่างยิ่งสำหรับนักกีฬาพาราไทย

เส้นทางการแข่งขันต่อไปของทีมพาราไทย

  • เข้าร่วมการแข่งขันอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13
  • ณ จังหวัดนครราชสีมา
  • ระหว่างวันที่ 20-26 มกราคม 2569

นับเป็นรอบใหม่ของการแข่งขันที่สำคัญไม่แพ้รายการที่ปักกิ่งก่อนหน้านี้ “โปเต้” พร้อมทัพนักกีฬาไทยจะต้องเตรียมตัวเป็นอย่างดี เพื่อคว้าชัยชนะใหม่ๆ มาสู่ประเทศไทยอีกครั้ง

หากคุณเป็นแฟนกีฬาหรือชื่นชอบการแบดพารา อย่าพลาดติดตามผลงานของ “โปเต้” และเหล่านักกีฬาไทยที่มุ่งสู่ความสำเร็จระดับนานาชาติ เพราะการก้าวไปของแต่ละคนในสนาม คือแรงบันดาลใจให้กับคนไทยทุกคน

ที่มา – “โปเต้” ระเบิดฟอร์มเก่งคว้าดับเบิลแชมป์ ศึกแบดมินตันพารานานาชาติที่ปักกิ่ง

กาฬสินธุ์เมืองอัจฉริยะ พัฒนาท้องถิ่นด้วยนวัตกรรม

เมื่อวันที่ 23 กันยายน ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ได้จัดงาน “กาฬสินธุ์เมืองอัจฉริยะ (Kalasin Smart City for All 2025)” ขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยมีดร.ศักดิ์เกษม ปานะลาด รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ เป็นประธานเปิดงานในห้องประชุมแพรวา ชั้น 9 ณ อาคารเรียนรวมและปฏิบัติการเทคโนโลยีสารสนเทศ มีผู้เข้าร่วมงานทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษาในพื้นที่ และนักศึกษาร่วมกว่า 100 คน

กาฬสินธุ์เมืองอัจฉริยะ พัฒนาท้องถิ่นด้วยนวัตกรรม

งานนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาเมืองอัจฉริยะในระดับท้องถิ่น และเป็นโอกาสให้หน่วยงานต่างๆ ได้นำเสนอผลงานนวัตกรรมจากมหาวิทยาลัยและภาคเอกชน อีกทั้งยังมีกิจกรรมให้คำปรึกษาและแนะนำการเขียนโครงการในด้านเมืองอัจฉริยะด้วยปัญญาประดิษฐ์

เป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุขสันต์ พรมบุญเรือง รองคณบดีงานวิชาการและวิจัย คณะบริหารศาสตร์ ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานว่า เพื่อส่งเสริมการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปใช้จริง เพื่อยกระดับชีวิตของประชาชนให้สะดวก ปลอดภัย รวดเร็วและทันสมัย รวมทั้งสนับสนุนให้ท้องถิ่นสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

ดร.ศักดิ์เกษม กล่าวเสริมว่า ในยุคปัจจุบัน “เมืองอัจฉริยะ” เป็นแนวคิดสำคัญที่สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งระดับประเทศและท้องถิ่น การใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมกับบริบทของท้องถิ่น จึงเป็นทางเลือกที่สำคัญเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกอย่างแท้จริง

ประโยชน์ของเมืองอัจฉริยะต่อชุมชน

  • เพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน
  • ยกระดับการให้บริการภาครัฐ
  • ส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น
  • สนับสนุนการศึกษาและงานวิจัย
  • ยกระดับบทบาทของสถาบันการศึกษา

งานในครั้งนี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ให้ก้าวทันเทคโนโลยีโลก พร้อมทั้งสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกภาคส่วนหันมาสนใจและร่วมมือกันพัฒนาเมืองด้วยกัน

หากคุณเป็นเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น นักศึกษา หรือผู้ประกอบการรายใด ที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเมืองอัจฉริยะและการใช้เทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาชุมชน เราเชื่อว่าการศึกษาและต่อยอดงานนวัตกรรมในลักษณะนี้จะยิ่งสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจทางสังคมในอนาคต

ที่มา – จัดงานกาฬสินธุ์เมืองอัจฉริยะ พัฒนาประเทศในระดับท้องถิ่นสร้างความเข้าใจด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม

ความสำเร็จของชมรม TO BE NUMBER ONE ในสถานประกอบการ

ในยุคปัจจุบัน ปัญหายาเสพติดถือเป็นหนึ่งในปัญหาร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนของสังคม ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ชุมชน หรือองค์กรธุรกิจ ด้วยความตระหนักในภัยพิบัติที่มากับยาเสพติด กลุ่มพนักงานในสถานประกอบการบางแห่งได้รวมตัวกันเพื่อสร้าง ชมรม TO BE NUMBER ONE เพื่อขับเคลื่อนภารกิจสำคัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ

ความสำเร็จของชมรม TO BE NUMBER ONE ในสถานประกอบการ

ชมรม TO BE NUMBER ONE ในองค์กรต่างๆ เกิดขึ้นจากความร่วมมือของพนักงานที่ตระหนักถึงอันตรายของยาเสพติด พวกเขามุ่งเน้นการอบรมให้ความรู้ สร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจ และจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ที่ช่วยให้พนักงานใช้เวลาว่างอย่างมีคุณภาพ โดยไม่ต้องพึ่งพิงสิ่งเสพติด การมีชมรมเหล่านี้ยังช่วยส่งเสริมให้องค์กรมีวัฒนธรรมที่ปลอดภัยและมีความเข้มแข็ง

วัตถุประสงค์หลักของชมรม

ชมรม TO BE NUMBER ONE มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน ได้แก่:

  • ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยการรวมกลุ่มเพื่อสร้างแนวทางร่วมในการต่อต้านสารเสพติดในสถานที่ทำงาน
  • เสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจ ผ่านกิจกรรมพัฒนา EQ และทักษะชีวิต
  • สร้างความตระหนักรู้ ด้วยการอบรมและกิจกรรมเกี่ยวกับผลกระทบเชิงลบต่อร่างกายและจิตใจ
  • ส่งเสริมกิจกรรมสร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดการใช้เวลาอย่างมีคุณค่า เช่น การออกกำลังกาย ดนตรี ศิลปะ และพัฒนาตนเอง

การดำเนินกิจกรรมของชมรม TO BE NUMBER ONE น้อมนำแนวพระราชดำริของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี องค์ประธานโครงการ TO BE NUMBER ONE ซึ่งเน้นการปลูกฝังความ “หนึ่งโดยไม่พึ่งยาเสพติด”

ตัวอย่างความสำเร็จที่น่ายกย่อง

หนึ่งในความสำเร็จโดดเด่นคือ ชมรม TO BE NUMBER ONE บริษัท ซาบีน่า ที่จังหวัดยโสธร ซึ่งดำเนินกิจกรรมมาต่อเนื่องกว่า 20 ปี ได้สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ปลอดสิ่งเสพติด สมาชิกมีภูมิคุ้มกันทางจิตใจ และมีชีวิตที่มีความสุข มีครอบครัวอบอุ่น เกิดเป็นกลุ่มที่มีพลังร่วมกันสร้างสังคมที่เข้มแข็ง

อีกหนึ่งความภาคภูมิใจคือชมรม TO BE NUMBER ONE บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ศูนย์กระจายสินค้ามหาชัย ซึ่งส่งผลให้ไม่มีสมาชิกใช้สารเสพติดติดต่อกัน 11 ปี พร้อมพัฒนานวัตกรรมด้วยการใช้เทคโนโลยีเช่น Application TO BE Member และ TO BE E-Learning เพื่อสนับสนุนกิจกรรมชมรม

สรุป

การดำเนินการของ ชมรม TO BE NUMBER ONE ในสถานประกอบการ แสดงให้เห็นถึงผลกระทบในเชิงบวกทั้งในระดับบุคคลและองค์กร โดยการสร้างแรงบันดาลใจ ความเข้มแข็ง และความร่วมมือเพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยจากยาเสพติด ถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการป้องกันปัญหาในระยะยาวที่มีประสิทธิภาพ

หากคุณเป็นผู้บริหารหรือพนักงานในองค์กร ลองพิจารณาก่อตั้งชมรม TO BE NUMBER ONE ภายในสถานที่ทำงานของคุณ เป็นการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตที่ยั่งยืน

ที่มา – ความสำเร็จของชมรม TO BE NUMBER ONE ในสถานประกอบการ

ภูมิใจไทยเปิดตัวบังลี ฆอซาลีลุย สส.สงขลา เขต 8

เมื่อวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2568 เวลา 10.00 น. พรรคภูมิใจไทยได้จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส. จังหวัดสงขลา เขต 8 ณ สำนักงานพรรค โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะแกนนำภาคใต้ของพรรคภูมิใจไทย และนายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย เข้าร่วมงานแถลงข่าวในครั้งนี้ด้วย

ภูมิใจไทยเปิดตัวบังลี ฆอซาลีลงสมัคร ส.ส.สงขลา เขต 8

ในโอกาสดังกล่าวทั้งสองท่านได้แถลงข่าวเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.สงขลา เขต 8 อย่างเป็นทางการ นั่นคือนายฆอซาลี ดุสะเหม๊าะ หรือที่ประชาชนในพื้นที่รู้จักกันในชื่อ “บังลี” เจ้าของธุรกิจไก่อบโอ่งรายใหญ่ในอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา

ตัวแทนใหม่ของคนในพื้นที่

นายนางศุภชัย ใจสมุทร กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยตระหนักดีว่าจังหวัดสงขลา โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอจะนะ และอำเภอเทพา ถือเป็นพื้นที่พิเศษที่มีประชากรกลุ่มชาติพันธุ์และศาสนาหลากหลาย ดังนั้นผู้สมัครที่จะลงแข่งขันในเขตเลือกตั้งนี้ควรจะเป็น “คนของคนในพื้นที่” ที่เข้าใจวัฒนธรรมและมีความน่าเชื่อถือจากชุมชน โดยเฉพาะประชากรกลุ่มมุสลิม

“บังลี ฆอซาลี” อายุ 42 ปี เป็นชายชาวมุสลิมที่เติบโตและประกอบธุรกิจอยู่ในพื้นที่มานาน ทำให้เขามีฐานสนับสนุนที่กว้างขวางจากประชาชนในท้องถิ่น ไม่เพียงแต่เพราะความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจ แต่ยังเพราะเขาเป็นคนที่มีจิตอาสา และเคยนำเงินทองมาช่วยเหลือผู้คนในช่วงเวลาวิกฤตโควิด-19

ความหวังของพื้นที่

ด้านนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เสริมว่า อำเภอจะนะและอำเภอเทพาในเขตเลือกตั้งที่ 8 มีความสำคัญอย่างมากทั้งในแง่เศรษฐกิจ การขนส่งพลังงาน รวมถึงพื้นที่เชิงกลยุทธ์ทางภูมิศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับจังหวัดภาคใต้ตอนปลายอย่างจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส

“เราเชื่อว่า ‘บังลี ฆอซาลี’ มาพร้อมกับความเที่ยงตรง ความเสียสละ พร้อมทั้งความเข้าใจในปัญหาของคนในพื้นที่ เพราะเขาเติบโตมาในวัฒนธรรม รูปแบบการดำเนินชีวิต และมีบทบาทสำคัญในชุมชนร่วมกับผู้นำท้องถิ่นมาตลอด” นายพิพัฒน์กล่าว

สานต่อภารกิจพรรคภูมิใจไทย

พรรคภูมิใจไทยในฐานะพรรคการเมืองไทยที่เน้นการฟังเสียงประชาชนอย่างแท้จริง จึงมองว่า การมีตัวแทนจากพื้นที่เข้าไปในสภาผู้แทนราษฎรจะช่วยสะท้อนมุมมองและแนวทางในการพัฒนาพื้นถิ่นให้เป็นไปอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะในประเด็นคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และความร่วมมือในชุมชนที่หลากหลาย

  • วิสัยทัศน์ของบังลี : ลงทุนพัฒนาคนพื้นที่ เสริมเศรษฐกิจฐานราก
  • ประสบการณ์: ผ่านวิกฤตโควิด-19 ด้วยการช่วยเหลือชุมชนอย่างจริงจัง
  • ความน่าเชื่อถือ: เป็นที่ยอมรับจากชุมชนและผู้นำท้องถิ่น

ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทยเคยส่งผู้สมัครลงแข่งขันในพื้นที่ส.ส.สงขลา เขต 8 แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ตาม ปีนี้มีความมั่นใจว่า ‘บังลี ฆอซาลี’ จะเป็นหนึ่งในตัวแทนที่คนในพื้นที่ให้การสนับสนุน และมีศักยภาพสูงในการคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้

จากหนุ่มคนหนึ่งที่เริ่มต้นจากฐานชุมชน ไปสู่เวทีการเมืองระดับประเทศ เรื่องของ ‘บังลี ฆอซาลี’ คือเรื่องของความศรัทธาและความหวังที่ทุกพื้นที่ควรจะมีตัวแทนที่ “ใช่” ในการยกความสามารถของชุมชนขึ้นสู่รัฐสภา

ติดตามข่าวสารกิจกรรมพรรคภูมิใจไทย และการลงพื้นที่ของบังลี ฆอซาลี ได้ที่นี่ เพื่อร่วมเป็นกำลังใจให้กับตัวแทนจากคนในพื้นที่ที่มีศักยภาพ!

ที่มา – ‘ภูมิใจไทย’เปิดตัว ‘บังลี ฆอซาลี’พ่อค้าขายไก่อบโอ่ง ลง สส.สงขลา เขต 8

‘ปกรณ์วุฒิ’เย้ย‘เพื่อไทย’ให้ผู้นำฝ่ายค้านลาออกเป็นไปไม่ได้ เหตุมี‘ประธานสภา-รองประธานสภา’

เมื่อเร็ว ๆ นี้ เหตุการณ์ในรัฐสภาทำเอาเป็นประเด็นร้อนแรง เมื่อ นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือที่เรียกกันว่า “วิปฝ่ายค้าน” ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สมาชิกพรรคเพื่อไทยเสนอให้ผู้นำฝ่ายค้านลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากยังแสดงความเห็นหนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

‘ปกรณ์วุฒิ’เย้ย‘เพื่อไทย’ให้ผู้นำฝ่ายค้านลาออกเป็นไปไม่ได้ เหตุมี‘ประธานสภา-รองประธานสภา’

นายปกรณ์วุฒิอธิบายว่า ที่ประชุมวิปฝ่ายค้านได้มีการหารือร่วมกันหลายประเด็น รวมถึงเรื่องการจัดสัดส่วนภายในวิปใหม่ ซึ่งพรรคเพื่อไทยก็มีสัดส่วนอยู่แล้ว แม้จะไม่เข้าร่วมชัดเจน แต่ก็มีพรรคส่ง ส.ส. รุ่นใหม่มาเข้าร่วมประชุมวิป ซึ่งตนเองก็ไม่มีปัญหาใดๆ ถ้าอยากทำงานร่วมกัน

การเสนอให้ผู้นำฝ่ายค้านลาออกไม่มีเหตุผล

ประเด็นสำคัญอีกประการคือ คำถามเรื่อง “ทำไมต้องให้ผู้นำฝ่ายค้านลาออก” เพราะตามกฎหมาย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กำหนดไว้ชัดเจนว่า ผู้นำฝ่ายค้าน ไม่สามารถมีตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือรองประธานสภาฯ ได้ หากมีอยู่แล้วจะไม่สามารถดำรงตัวในฐานะผู้นำฝัยค้านได้ ปกรณ์วุฒิ ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า การลาออกของผู้นำฝ่ายค้านมันไม่ใช่สิ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ได้ หากประธานสภาและรองประธานสภาไม่ลาออก

“ยืนยันว่าเราทำงานฝ่ายค้านเต็มที่ ต่อให้ผู้นำฝ่ายค้านลาออกพรรคเพื่อไทยก็เป็นผู้นำฝ่ายค้านไม่ได้ เพราะมีประธานสภาและรองประธานสภา ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญก็ไม่สามารถเป็นผู้นำฝ่ายค้านได้ นอกจากรองประธานสภา 2 คนจะลาออก” นายปกรณ์วุฒิกล่าว

ความเป็นไปได้ของความร่วมมือในสภา

นอกจากนี้ยังมีการพูดถึงความคืบหน้าในการประชุมวิปฝ่ายค้านแบบ 3 พรรคร่วมด้วย สิ่งที่ต้องจัดการในที่ประชุมคือเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ และแถลงนโยบายของรัฐบาล ซึ่งยังมีความล่าช้าอยู่บ้างเล็กน้อย โดยทุกพรรคยังอยู่ในช่วงพูดคุยเพื่อหาความเห็นพ้องต้องกัน และในส่วนของพรรคประชาชนเตรียมความพร้อมที่จะเป็นฝ่ายตรวจสอบรัฐบาลชุดนี้อย่างเต็มที่

“ตอนนี้เรากำลังพูดคุยกันอยู่ในวันพรุ่งนี้หรือเร็วที่สุดอาจจะเป็นวันนี้ เพราะต้องดูความสะดวกของประธานสภา ทุกพรรคก็คุยกันค่อนข้างจะชัดเจนแล้วในหลายประเด็น” ปกรณ์วุฒิระบุ

พรรคประชาชนพร้อมตรวจสอบรัฐบาล

เมื่อถามถึงบทบาทในสภา นายปกรณ์วุฒิชี้แจงว่า ตนเองไม่ถือว่าเป็นเรื่องหนักใจ แต่ฝากประชาชนให้หนักใจกับรัฐบาลเสียงข้างน้อยมากกว่า เพราะการที่มีรัฐบาลเสียงข้างน้อยไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ในระบอบประชาธิปไตย แต่หากฝ่ายค้านทำหน้าที่ไม่เต็มที่ ถึงจะทำให้กระบวนการตรวจสอบรัฐบาลอ่อนแอ

“สภาจะอ่อนแอถ้าฝ่ายตรวจสอบไม่ทำงานอย่างเข้มแข็ง และอีกอย่าง ถ้าพรรคประชาชนกับพรรคเพื่อไทยรวมกันสามารถผ่านกฎหมายได้ก็เท่ากับว่า เรามีอำนาจในการร่างกฎหมาย แยกออกจากฝ่ายบริหารอย่างชัดเจน”

ทั้งนี้ หากพรรคเพื่อไทยพร้อมจะทำงานร่วมกับพรรคประชาชนในช่วง 4 เดือนที่เหลือ ถือว่าเป็นโอกาสพิสูจน์ว่าพรรคเพื่อไทยยังทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้จริง หรือจะใช้เพียงแค่เป็นแรงดันฝ่ายค้านเชิงตัวเลข

ในท้ายที่สุด บทสรุปของ ‘ปกรณ์วุฒิ’เย้ย‘เพื่อไทย’ให้ผู้นำฝ่ายค้านลาออก คงต้องย้อนกลับไปที่ระบบและกฎหมายที่ระบุไว้อย่างชัดเจน หากต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลง ต้องเริ่มจากการลาออกของตำแหน่งสำคัญในสภาเสียก่อน ไม่ใช่การขว้างปัญหาไปที่ฝ่ายอื่นโดยไม่เสนอแนวทางใดเลย

หากคุณเป็นผู้ติดตามการเมืองไทย บทความนี้ถือเป็นหนึ่งในชิ้นงานวิเคราะห์ที่ให้ข้อมูลและมุมมองที่ลึกซึ้งจากการเคลื่อนไหวของวิปฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อย่าพลาดข่าวสารและบทวิเคราะห์ที่นี่ หากคุณต้องการติดตามความเคลื่อนไหวของพรรคการเมือง ไม่ว่าจะเป็น พรรคเพื่อไทย, พรรคประชาชน หรือ พรรคภูมิใจไทย

ที่มา – ‘ปกรณ์วุฒิ’เย้ย‘เพื่อไทย’ให้ผู้นำฝ่ายค้านลาออกเป็นไปไม่ได้ เหตุมี‘ประธานสภา-รองประธานสภา’

เอ็นจีโออินโดนีเซียขอให้เลิกแจกอาหารกลางวัน

โครงการอาหารกลางวันฟรีของรัฐบาลอินโดนีเซีย ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 317,200 ล้านบาท) ได้เข้าถึงผู้รับประโยชน์กว่า 20 ล้านคน นับตั้งแต่เปิดตัวในเดือนมกราคมปีนี้ โดยโครงการดังกล่าวมีเป้าหมายจะขยายไปยังกลุ่มผู้หญิงและเด็กที่รวมกันมากถึง 83 ล้านคนภายในปี 2025

เอ็นจีโออินโดนีเซียขอให้เลิกแจกอาหารกลางวัน

ไม่ว่าจะมีงบประมาณจำนวนมากเพียงใด โครงการที่ดูเหมือนอยู่บนกระดาษก็ดันประสบปัญหาร้ายแรง เมื่อรายงานจากสำนักข่าวเอเอฟพีระบุว่า อาหารที่แจกในโครงการนี้กลายเป็นพิษต่อเด็กนักเรียนทั่วประเทศ โดยมีเด็กป่วยอื้อจำนวน 6,452 คน ซึ่งเป็นผลค่าใช้จ่ายจากความผิดพลาดของระบบอย่างชัดเจน

ภัยเงียบของการแจกอาหารกลางวัน

เจพีพีไอ (เครือข่ายเพื่อการศึกษา) โดยนายอูไบด มาตราจี ได้เสนอต่อคณะกรรมการรัฐสภาว่า โครงการอาหารกลางวันฟรีควรถูกระงับทันที เพื่อตรวจสอบและปรับปรุงระบบที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

คณะกรรมการที่รับผิดชอบแต่เดิมก็ได้รับข้อร้องเรียนจากเอ็นจีโอหลายแห่ง ทั้ง ศูนย์ริเริ่มเพื่อการพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์อินโดนีเซีย (ซีไอเอสดีไอ), ขบวนการเพื่อสุขภาพแม่และเด็ก และเครือข่ายเฝ้าระวังการศึกษา ซึ่งทั้งหมดนี้ต่างตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับระบบการจัดหาอาหารที่ยังไม่มีการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด

นายอิกบัล ฮาฟิซอน นักวิเคราะห์ของซีไอเอสดีไอ ได้กล่าวว่าจุดสำคัญอยู่ที่การไม่มีกลไกในการประเมินภัยสุขภาพ หากเกิดเหตุการณ์อาหารเป็นพิษเกิดขึ้น ทำให้ไม่สามารถป้องกันได้ล่วงหน้า ส่งผลกระทบกระบวนการแจกอาหารกลางวันที่ควรเป็นประโยชน์ สู่ทิศทางที่เป็นอันตรายต่อเด็กและเยาวชน

สิ่งที่เอ็นจีโอต่างๆ ต้องการในขณะนี้คือการปฏิรูปเมนูอาหารให้สอดคล้องกับหลักโภชนาการ แทนที่จะใช้อาหารแปรรูปที่ไม่ดีต่อสุขภาพอีกต่อไป เป็นสิ่งที่รัฐบาลจำเป็นต้องกลับมาพิจารณาอย่างจริงจัง

ในทางปฏิบัติ โครงการสาธารณะที่ดีจำเป็นต้องมีผู้ดูแลที่ใส่ใจรายละเอียด ตั้งแต่การจัดซื้อวัตถุดิบ ไปจนถึงการจัดเตรียมอาหารที่มีคุณภาพและปลอดภัย การละเลยในรายละเอียดเล็กๆ อาจส่งผลใหญ่หลวงต่อชีวิตของเด็กไทยในอนาคต

หากคุณเป็นผู้ปกครองหรือเพียงผู้คนหนึ่งที่ห่วงใยอนาคตของเยาวชน อย่าปล่อยให้ปัญหาเหล่านี้ผ่านไปอย่างเงียบงัน เพราะความปลอดภัยของอาหารกลางวันอาจเป็นเรื่องที่ไม่ควรเล่นได้

ที่มา – เอ็นจีโออินโดนีเซียวอนรัฐบาล “เลิกแจกอาหารกลางวัน” หลังมีเด็กป่วยอื้อ