ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

กรมประมงยกระดับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทยสู่ความยั่งยืน

ในยุคที่ความยั่งยืนเป็นเป้าหมายหลักของทุกภาคส่วน กรมประมงได้ก้าวขึ้นนำทางด้วยนโยบายที่มุ่งเน้นการยกระดับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในประเทศไทยให้เป็นไปอย่างยั่งยืน ภายใต้การนำของนางฐิติพร หลาวประเสริฐ รองอธิบดีกรมประشؤون เปิดเผยว่า การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะการสร้างรายได้แก่เกษตรกรและการเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหาร

กรมประมงยกระดับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทยสู่ความยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม ระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในประเทศไทยยังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความไม่สมดุลของระบบนิเวศ และต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น ปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาชีพของเกษตรกรในระยะยาว ซึ่งจำเป็นต้องมีแนวทางใหม่ในการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

แนวทางธรรมชาติ (Nature-based Solution : NbS) เพื่อความยั่งยืน

เพื่อหาทางแก้ไขอย่างยั่งยืน กรมประมงได้นำเสนอแนวทางธรรมชาติ หรือ NbS เข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญในการปรับเปลี่ยนระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยใช้ทรัพยากรอย่างชาญฉลาด ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเพิ่มความยืดหยุ่นต่อภัยธรรมชาติ แนวทางนี้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

  • การลดต้นทุนการผลิตโดยใช้วัสดุจากธรรมชาติ
  • การฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่เพาะเลี้ยง
  • การเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

“การประชุมเชิงปฏิบัติการ นี้นับเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ และเกษตรกร เพื่อกำหนดแนวทางพัฒนา รวมถึงแผนพัฒนานวัตกรรมและการลงทุนแห่งชาติ (NIIP) ที่จะช่วยส่งเสริมให้การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทยก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน”

จากการนำแนวทางธรรมชาติมาใช้ หวังว่าจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง ลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก และรักษาอาชีพการเพาะเลี้ยงน้ำให้คงอยู่ในระยะยาว

หากคุณเป็นผู้ที่สนใจด้านการประมง หรือมีอาชีพเกี่ยวข้องกับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ควรติดตามข่าวสารและนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่กรมประมงผลักดัน น่าจะทำให้คุณเตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น

ที่มา – กรมประมง ยกระดับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทยสู่ความยั่งยืน

ผบ.ทสส. นำเหล่าทัพประชุมคบท.งบประมาณประจำปี 2568 ถกชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 19 กันยายน 2568 ที่สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ (สปท.) กองบัญชาการกองทัพไทย (บก.ทท.) ได้จัดการประชุมคณะผู้บัญชาการทางทหาร (คบท.) ครั้งที่ 5 ประจำปีงบประมาณ 2568 อันเป็นโอกาสสำคัญในการหารือประเด็นความมั่นคงภายในประเทศ รวมถึงการจัดสรรงบประมาณที่มีประสิทธิภาพ

ผบ.ทสส. นำเหล่าทัพประชุมคบท.งบประมาณประจำปี 2568 ถกชายแดนไทย-กัมพูชา

พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ได้เปิดการประชุมที่รวมพลังเหล่าทัพและตำรวจแห่งชาติไว้ด้วยกัน โดยในพิธีเปิดมีการรำลึกถึงทหารและพลเรือนที่เสียชีวิตจากการฟาด_fraction ชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งสะท้อนถึงสถานการณ์ที่ยังคงมีความตึงเครียดในพื้นที่

ทบทวนความคืบหน้าระบบยูเอเวี และการใดๆ ต่อภัยคุกคาม

หัวข้อสำคัญในการประชุมคือความคืบหน้าเกี่ยวกับการพัฒนาระบบอากาศยานไร้คนขับ (ยูเอวี) และระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ (ซียูเอวี) ที่ถูกตั้งเป้าให้สามารถตอบสนองภัยคุกคามได้อย่างรอบด้าน ทั้งกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ต่างได้เสนอแนวทางว่าจะเชื่อมโยงเทคโนโลยีลงสู่พลังรบและการปฏิบัติงานจริง

กองทัพบกอยู่ระหว่างจัดตั้งศูนย์สงครามยูเอวี และกองพันยูเอวี เพื่อเป็นหน่วยจัดการใช้งานแบบบูรณาการ โดยวางแผนทดลองดำเนินงานระหว่าง 1 ตุลาคม 2568 ถึง 31 มีนาคม 2569

กองทัพเรือก็มีแนวคิดคล้ายกัน โดยมุ่งพัฒนาให้มีระบบตรวจสอบและป้องกันพื้นที่ชายฝั่งระหว่างจันทบุรี–ตราด พร้อมกับเปิดตัวแนวรบทางทะเลในเขตฐานทัพเรือสัตหีบ

ส่วนกองทัพอากาศได้วางแผนระยะยาวถึง 25 ปี เพื่อสร้างกำลังใหม่ที่มีขีดความสามารถในการควบคุมอากาศ และป้องกันการโจมตีโดรนของศัตรูผ่านแนวคิด “การป้องกันภัยทางอากาศแบบบูรณาการ” ทำให้สามารถสื่อสารข้อมูลและสั่งการได้เร็วขึ้น

สตช. เองก็มีความพร้อมในการนำโดรนไปใช้ในภารกิจหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นงานสืบสวน, ความมั่นคง, การจราจร ไปจนถึงแผนปฏิบัติการฉุกเฉิน

มุ่งปิดด่านกัมพูชา สร้างรั้วชายแดน และจัดการละเมิดอธิปไตย

แม้จะมีการใช้เทคโนโลยีในด้านความมั่นคงเพิ่มมากขึ้น แต่ก็ยังมีภาพรวมของสถานการณ์ที่ต้องติดตาม ทั้งการปิดด่านชายแดนชั่วคราวจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย และการสร้างรั้วชายแดนเพื่อกันภัยจากกัมพูชาอย่างยั่งยืน

กัมพูชายังถือว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของไทย จึงจำเป็นต้องมีมาตรการลาดตระเวนเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้หากมีการละเมิดอธิปไตย อาจใช้มาตรการตามกฎการใช้กำลังสากลเพื่อป้องกันตนเอง

การประชุมครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ผู้นำทหารระดับสูงจะเดินหน้ารับมือสถานการณ์ผันแปร และเตรียมความพร้อมภายใต้กรอบความร่วมมือทั้งในระบบการบังคับบัญชาและการใช้เทคโนโลยีที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

บทความนี้หากคุณชื่นชอบนำเสนอข้อมูลด้านความมั่นคง อาจะสนใจ ผบ.ทสส. นำเหล่าทัพประชุมคบท.งบประมาณประจำปี 2568 ถกชายแดนไทย-กัมพูชา ก็เพื่อวางแผนทิศทางป้องกันประเทศในอนาคต

ที่มา – ผบ.ทสส. นำเหล่าทัพประชุมคบท.งบประมาณประจำปี 2568 ถกชายแดนไทย-กัมพูชา

‘บิ๊กเต่า’ สอบ 200 ผู้เสียหาย เผยบริษัทรับเหมาอิงงานเสียหาย 300 ล้าน

เมื่อวันที่ 19 กันยายน พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผยว่า หลังจากที่ได้รับรายงานจากกลุ่มผู้เสียหายกว่า 20 คนที่เดินทางจากหลายจังหวัดทั่วประเทศเข้ามาขอความเป็นธรรม พบกรณีบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ได้รับงานก่อสร้างบ้านที่มีราคาตั้งแต่หลังละ 3-10 ล้านบาท แต่กลับทิ้งงานกลางคันไปทำโครงการอื่น ปล่อยให้บ้านหลายหลังค้างอยู่ในขั้นตอนโครงสร้าง ทำให้ผู้บริโภควอนเงินไปแล้วต้องเจอกับความเสียหายอย่างมาก

‘บิ๊กเต่า’ สอบ 200 ผู้เสียหาย เผยบริษัทรับเหมาอิงงานเสียหาย 300 ล้าน

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ระบุว่า บริษัทที่เกี่ยวข้องมีพฤติกรรมไม่สมบูรณ์ตามหน้าที่ โดยสร้างบ้านเพียง 40-50% ของงานที่ตกลงกันไว้ บางรายยังมีการเบิกเงินเกินจำนวน ผู้บริโภคจึงต้องยอมจ่ายต่อเองเพื่อดำเนินการสร้างบ้านให้แล้วเสร็จ ในกรณีนี้หากผู้เสียหายแค่แจ้งความที่สถานีตำรวจอย่างเดียวจะกลายเป็นเรื่องแพ่งธรรมดา อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผู้เสียหายนับร้อย จึงได้มีการพิจารณารวมเป็นคดีฉ้อโกงเบื้องต้น เพื่อการสอบสวนให้มีความครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

คดีแบบกลุ่ม ต้องขอข้อมูลจากทั่วประเทศ

ตอนนี้มีผู้เสียหายที่ให้ข้อมูลเข้ามาแล้วประมาณ 100-200 คน และคาดการณ์ว่าจำนวนอาจเพิ่มเป็นเกือบ 1,000 ราย โดยบริษัทเริ่มดำเนินงานตั้งแต่ปี 2566-2568 ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ดังนั้นทางเจ้าหน้าที่จะต้องจัดทำแผนการรวบรวมข้อมูลจากหลายภูมิภาค ได้แก่ ภาคใต้ ภาคกลาง และภาคอีสาน เพื่อประเมินจำนวนกำลังพลเจ้าหน้าที่ที่ต้องใช้ในการสอบสวนแบบกลุ่ม

สำหรับแนวทางดำเนินการหลัก จะให้กองปราบเป็นผู้ดูแลความคืบหน้าในการสอบสวนเพียงลำพัง แต่ยังอยู่ระหว่างพิจารณาแล้วว่าจะร่วมมือกับกองปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ปคบ.) ด้วยหรือไม่ โดยแผนล่าสุดคือ การเรียกเก็บคำให้การของผู้เสียหายจำนวนมากเข้ามาสอบพร้อมกัน เพื่อให้ข้อมูลที่ได้มีความเป็นเอกภาพและช่วยให้สามารถตรวจสอบพฤติกรรมการฉ้อโกงของบริษัทได้อย่างละเอียด

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่ากรณีนี้เป็นการฉ้อโกงผู้บริโภคอย่างชัดเจน และกองปราบฯ รวมถึง ปคบ. เคยดำเนินการลักษณะเดียวกันมาก่อน จึงไม่ใช่เรื่องใหม่และสามารถดำเนินคดีได้ตามกฎหมายโดยไม่มีปัญหา

หากคุณหรือคนรอบตัวเป็นหนึ่งในผู้เสียหายจากบริษัทแห่งนี้ ขอแนะนำว่าไม่ควรเงียบงัน แต่ควรถามหาความเป็นธรรม เพื่อไม่ให้ผู้กระทำผิดล่าช้าออกไป และให้คุณมีสิทธิ์ในการกลับมารับทรัพย์สินที่ใช้เงินไปด้วยความหวังไว้ในฝัน

ที่มา – ‘บิ๊กเต่า’ จ่อสอบ 200 ผู้เสียหาย ฟันผิดบริษัทรับเหมาเทงานเสียหาย 300 ล้าน

ดีป้า ชวนชาวสวนทุเรียนไทยเข้าร่วมโครงการ OTOD ทุเรียนดิจิทัล

ข่าวดีสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนทั่วประเทศ! สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เดินหน้าขยายผลโครงการ 1 ตำบล 1 ดิจิทัล (OTOD ทุเรียนดิจิทัล) ซึ่งเปิดโอกาสให้เกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยีเพื่อยกระดับการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยพร้อมเสิร์ฟเทคโนโลยีสำคัญเพิ่มเติม 2 อย่าง ได้แก่ ระบบบริหารจัดการน้ำอัจฉริยะ และแพลตฟอร์ม Big Data ที่จะช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงข้อมูลและบริหารจัดการกระบวนการผลิตได้ดีขึ้น

ดีป้า ชวนชาวสวนทุเรียนไทยเข้าร่วมโครงการ OTOD ทุเรียนดิจิทัล

การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในภาคเกษตรกรรมเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งดีป้ามุ่งหวังให้เกษตรกรชาวสวนทุเรียนไทยตระหนักถึงคุณค่าของการแปลงโฉมแบบดั้งเดิมสู่ฟาร์มอัจฉริยะ ไม่เพียงแค่ช่วยลดต้นทุน แต่ยังเพิ่มคุณภาพของผลผลิตให้แข่งขันได้ในตลาดโลก

สิทธิประโยชน์จากโครงการ OTOD ทุเรียนดิจิทัล

สำหรับเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการ OTOD ทุเรียนดิจิทัล จะได้รับสิทธิประโยชน์มากมาย เช่น การอบรมพัฒนาศักยภาพ ให้ความรู้เรื่องเทคโนโลยี IoT ที่ใช้ในระบบเกษตร การเข้าถึงแพลตฟอร์ม Big Data เพื่อติดตามข้อมูลตลาดและสภาพการเพาะปลูกแบบเรียลไทม์ นอกจากนี้ ยังมีระบบบริหารจัดการน้ำอัจฉริยะที่ช่วยให้การใช้น้ำมีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

  • เข้าถึงข้อมูลแบบเรียลไทม์ ผ่านแพลตฟอร์ม Big Data
  • ลดต้นทุนการผลิต ด้วยระบบบริหารจัดการน้ำอัจฉริยะ
  • เพิ่มมูลค่าผลผลิต ด้วยการพัฒนากระบวนการผลิต
  • อบรมทักษะด้านดิจิทัล สำหรับเกษตรกร
  • ขับเคลื่อนสู่การเป็นผู้นำตลาดสินค้าเกษตรโลก

ด้วยนวัตกรรมที่ทันสมัยนี้ ดีป้ามั่นใจว่าโครงการ OTOD ทุเรียนดิจิทัล จะสามารถขับเคลื่อนภาคเกษตรกรรมให้เติบโตอย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ

เกษตรกรชาวสวนทุเรียนที่ต้องการเข้าร่วมโครงการ OTOD ทุเรียนดิจิทัล สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://duriandigital.depa.or.th หรือติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ผ่าน LINE OA: @durian_digital หรือโทร 06 1423 9055 และ 09 2955 9478

การเปลี่ยนผ่านของเกษตรกรรมไทยในยุคดิจิทัลไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากคุณพร้อมก้าวสู่การเกษตร 4.0 แล้วล่ะก็ อย่ารอช้า รีบสมัครเข้าร่วมโครงการดังกล่าวเพื่อพัฒนาฟาร์มของคุณให้เติบโตในแบบยั่งยืนกับเทคโนโลยีที่มีอยู่ทุกวันนี้

ที่มา – ดีป้า ชวนชาวสวนทุเรียนไทยเข้าร่วมโครงการ OTOD ทุเรียนดิจิทัล พร้อมเสิร์ฟสองเทคโนโลยีสำคัญเพิ่ม

พิพากษา ‘ม็อบ พธม.’ บุกเอ็นบีที หนึ่งจำเลยป่วยติดเตียง

เมื่อวันที่ 19 กันยายน ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก มีการนัดฟังคำพิพากษาจากศาลฎีกาในคดีที่ม็อบ พธม. บุกสถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที ซึ่งเป็นคดีดำ อ.1033/2561 โดยจำเลยที่ 1-5 ประกอบด้วย น.ส. อัญชะลี ไพรีรัก, นายภูวดล ทรงประเสริฐ, นายยุทธิยง ลิ้มเลิศวาที, นายชิติพัทธ์ ลิ้มทองกุล และ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเสียชีวิตแล้ว

พิพากษา ‘ม็อบ พธม.’ บุกเอ็นบีที หนึ่งจำเลยป่วยติดเตียง

คดีนี้เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ในปี พ.ศ. 2551 เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุม พธม. ได้บุกยึดสถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที เพื่อขับไล่รัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช จำเลยทั้งหมดถูกฟ้องในข้อหา “ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่สิบคนขึ้นไป”, “เป็นแกนนำบุกรุกสถานที่ราชการ”, และ “ทำให้ทรัพย์สินเสียหาย”

สถานการณ์ล่าสุดในศาล

ในวันนี้ ศาลได้มีการนัดพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งจำเลยทั้ง 5 คนมีสิทธิประกันตัวไว้คนละ 200,000 บาท อย่างไรก็ตามจากข้อมูลที่ได้รับ นายภูวดล ทรงประเสริฐ หนึ่งในจำเลย ไม่สามารถเดินทางมายังศาลได้เนื่องจากป่วยและต้องพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาล

ศาลจึงพิจารณาให้นางพานิต ทรงประเสริฐ ภรรยาของนายภูวดลเดินทางมาศาลเพื่อให้ข้อมูลแทน โดยศาลเห็นว่าควรพิจารณาในรายละเอียดเพิ่มเติมก่อนจะมีการพิพากษา จึงได้มีการหยุดพิจารณาเพื่อหารือกับผู้บริหารศาล และจะนัดให้คู่ความมาพบอีกครั้งในเวลา 13.30 น.

คู่ความอื่นๆ ที่มาศาลมีความพร้อมในการติดตามขั้นตอนคดี นายยุทธิยง และน.ส. อัญชะลี เดินทางมาถึงศาลในเวลาเช้า และแสดงความตั้งใจที่จะรับฟังคำพิพากษาอย่างเคร่งครัด ในขณะที่ไม่มีข้อมูลว่านายชิติพัทธ์ จะเดินทางมาศาลในวันนี้หรือไม่

ทีเด็ดของคดี “บุกเอ็นบีที”

ด้านความคืบหน้าทางคดี ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำตัดสินให้จำเลยทั้งหมดจำคุกคนละ 1 ปี โดยให้รอลงอาญา ผู้แทนจำเลยได้ยื่นฎีกาขึ้นศาลฎีกาทันที เพื่อหวังความเป็นธรรม และเพื่อลดโทษลงจากข้อหาที่ถูกตั้งไว้

ประเด็นที่น่าสนใจของคดีคือความยืดหยุ่นของกฎหมายต่อสถานการณ์ขัดแย้งทางการเมือง หลายคนมองว่าคดีนี้เป็นเพียงคดีที่เกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิทางเสรีภาพ ขณะที่อีกหลายคนเห็นว่าเป็นการลงโทษที่จำเป็นเพื่อความสงบเรียบร้อย

มีข้อมูลเพิ่มเติมจากหลายฝ่ายว่า “เจ๊ปอง” หรือน.ส.อัญชะลีไพรีรัก ยืนยันว่าความผิดพลาดหรือการกระทำในครั้งนั้นเกิดจากเจตนาที่เพื่อชาติ และพร้อมจะเข้าเรือนจำหากศาลตัดสินผิด

ทั้งนี้คดีที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มพธม. เป็นคดีที่ถูกกล่าวถึงอย่างละเอียดในสื่อมวลชนและถูกรับฟังอย่างกว้างขวางจากสังคม ว่าสะท้อนภาพธรรมชาติทางการเมืองไทยในยุคนั้น และแม้จะผ่านมาหลายปี ยังคงมีการติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด

เราอาจมองเห็นได้ว่า ความยุติธรรมไม่ใช่เพียงแค่คำตัดสินจากศาล แต่เป็นการตั้งคำถามถึงความเข้าใจ ความเห็นต่าง และขอบเขตของเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย

รอติดตามบทสรุปในเวลา 13.30 น. นี้ว่าศาลจะตัดสินไปในทิศทางใด ซึ่งสิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ การพิพากษาครั้งนี้ยังคงทำให้สังคมแห่งนี้ต้องซึมซับการตัดสินใจของเขาทีละขั้น

ที่มา – หารือ! จะอ่านหรือเลื่อนนัด พิพากษา ‘ม็อบ พธม.’ บุกเอ็นบีที หลังหนึ่งในจำเลยป่วยติดเตียง

บิ๊กเต่า สอบย้อนหลังปมเงินบริจาค 500 ล้าน พัวพันวัดดัง

เมื่อเร็ว ๆ นี้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. ได้รับการยื่นเรื่องร้องเรียนจาก นายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม พร้อมเอกสารหลักฐานด้านการเงิน เพื่อตรวจสอบการเคลื่อนไหวของเงินบริจาคที่เกี่ยวข้องกับวัดดังย่านปทุมธานี หลังมีรายงานว่าเงินจำนวนมากถูกโอนไปยังบัญชีในต่างประเทศ โดยไม่ปรากฏในบันทึกทางบัญชีของวัด

บิ๊กเต่า สอบย้อนหลังปมเงินบริจาค 500 ล้าน พัวพันวัดดัง

การสอบสวนในครั้งนี้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับกรณีที่วัดดังแห่งหนึ่งได้รับเงินบริจาคจำนวน 12.2 ล้านบาท ซึ่งถูกโอนไปยังบัญชีในประเทศเยอรมนี แต่รายจ่ายดังกล่าวไม่ได้สะท้อนในรายงานทางการเงินของวัด ทำให้เกิดข้อสงสัยเรื่องความโปร่งใส

ในการประชุมที่เกิดขึ้น ได้ระบุว่า มี 2 ประเด็นหลักที่ต้องสอบสวน ได้แก่ การทุจริตตามมาตรา 147 และการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบตามมาตรา 157 ที่เกี่ยวข้องกับเจ้าพนักงานของรัฐ รวมถึงยังมีช่วงเวลาที่ต้องสืบสวนเพิ่มเติมในช่วงระหว่างปี 2556 ถึง 2559 ทำให้การดำเนินการยังอยู่ในระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน

ล่าสุดมีรายงานว่า?

หลังจากได้รับเอกสารที่เพิ่มขึ้น มีการเปิดเผยว่า การเคลื่อนไหวของเงินที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้อาจมีวงเงินสูงกว่า 500 ล้านบาท ซึ่งยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดอย่างชัดเจน ทั้งนี้ สำนักงานพระพุทธศาสนาและวัดที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้มีการติดต่อชี้แจงเพิ่มเติมใด ๆ ให้กับหน่วยงานสอบสวน

  • การตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานภายนอกจำเป็น
  • การสื่อสารกับวัดยังไม่เกิดขึ้น
  • ยังมีประเด็นใหม่เพิ่มเข้ามาจากการสืบสวนย้อนหลัง

อย่างไรก็ตาม พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ยืนยันว่า แม้ว่ากรณีนี้จะอยู่ในอำนาจของสำนักงาน ป.ป.ช. แต่กองบังคับการปราบปรามฯ ก็มีบทบาทในการสะสมพยานหลักฐาน และจะดำเนินการตามขั้นตอนที่เหมาะสม หากพบว่าคดีมีความผิดในประเทศ

ทั้งนี้ การดำเนินการอย่างรอบคอบของหน่วยงานรัฐแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำให้ความโปร่งใสของหน่วยงานทางศาสนาเป็นไปอย่างถูกต้อง เป็นระบบ และมีความน่าเชื่อถือ

ในสถานการณ์เช่นนี้ การเปิดเผยข้อมูลอย่างชัดเจนจะช่วยลดข้อสงสัยและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่สาธารณชนมากยิ่งขึ้น หากรัฐและวัดร่วมมือกันในการเปิดเผยข้อมูลทางการเงิน อาจส่งผลให้กระบวนการตรวจสอบเป็นไปอย่างราบรื่น

ที่มา – ‘บิ๊กเต่า’ ลุยสอบย้อนหลังปมเงินบริจาค 500 ล้าน มีมูลจริง! พัวพันวัดดังปทุมฯ-สีกา

อียิปต์ตามล่าหัวขโมยสุดแสบ ฉกกำไลอายุ 3,000 ปีจากพิพิธภัณฑ์ไคโร

อย่างไม่น่าเชื่อ พิพิธภัณฑ์อียิปต์ในไคโรเพิ่งประสบเหตุการณ์สูญหายของสมบัติทางโบราณคดีที่มีค่าที่สุดชิ้นหนึ่งในรอบหลายปี ซึ่งเป็น กำไลข้อมือทองคำอายุนับพันปี ที่มีอายุมากถึง 3,000 ปี หายไปอย่างไร้ร่องรอย

จากข่าวที่รายงานโดยสำนักข่าวเอเอฟพี ระบุว่า กำไลข้อมือทองคำ ดังกล่าวหากจากห้องปฏิบัติการบูรณะของพิพิธภัณฑ์อียิปต์ในกรุงไคโร โดยมีลักษณะเป็นวงแหวนทองคำที่ห้อยด้วยลูกปัดลาพิสลาซูลีสีน้ำเงิน มีต้นกำเนิดมาจากสมัยฟาโรห์อเมเนโมป (Amenemope) แห่งราชวงศ์ที่ 21

อียิปต์ตามล่าหัวขโมยสุดแสบ

ไม่ทราบว่า กำไลอายุ 3,000 ปี นี้หายไปเมื่อใด แต่ทราบเพียงว่าการตรวจพบความผิดปกติเกิดขึ้นในช่วงไม่กี่วันก่อน ช่วงเวลาที่พิพิธภัณฑ์เตรียมจัดแสดงสมบัติเพื่อนิทรรศการ “สมบัติของฟาโรห์” ที่จะมีขึ้นที่กรุงโรม ประเทศอิตาลีในช่วงปลายตุลาคม

เพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลและรักษาความปลอดภัยอย่างครอบคลุม ทางการอียิปต์จึงยังไม่ประกาศข่าวในทันที ขณะนี้มีการเรียกร้องเจ้าหน้าที่ตระเวนค้นหาอย่างเต็มกำลัง

มูลค่าและที่มาของกำไลโบราณ

กำไลข้อมือ ที่หายไปนี้มีที่มาจากเมืองตานิส ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของแม่น้ำไนล์ ถูกขุดค้นจากสุสานของกษัตริย์ซูเซนเนสที่ 1 และนับว่ามีความสำคัญทางวิทยาศาสตร์อย่างสูง แม้ดูเรียบง่ายแต่ผลิตจากโลหะผสมที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ

  • มีอายุราว 3,000 ปี
  • ผลิตในรัชสมัยฟาโรห์
  • ที่มาของลาพิสลาซูลีมาจากอัฟกานิสถาน
  • เป็นหนึ่งในชิ้นงานหายากในพิพิธภัณฑ์

การสูญหายครั้งนี้ยังสร้างความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับความปลอดภัยของโบราณวัตถุที่เก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ ซึ่งถือเป็นสถานที่เก็บรักษาสมบัติราคามหาศาลกว่า 170,000 ชิ้น

รวมถึงหน้ากากทองคำของฟาโรห์อเมนเอมโอเปที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก หากปราศจากการเฝ้าระวังที่เข้มงวด อาจส่งผลต่อการท่องเที่ยวและพิพิธภัณฑ์ในอนาคตของอียิปต์

หากคุณเป็นผู้หลงใหลในประวัติศาสตร์อียิปต์ อย่าพลาดติดตามเหตุการณ์การสืบสวนในครั้งนี้ เพราะอาจเป็นเบาะแสสำคัญที่จะเผยความจริงว่าใครคือ หัวขโมยสุดแสบที่โค่นสมบัติโบราณ

ที่มา – อียิปต์ตามล่าหัวขโมยสุดแสบ ฉกกำไลอายุ 3,000 ปีจากพิพิธภัณฑ์ไคโร

มวลน้ำเจ้าพระยาล้นแนวกระสอบทราย ชาวบ้านสร้างเพิงพักชั่วคราว

สถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยายังคงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มต่ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งปัจจุบันได้มีมวลน้ำเอ่อล้นแนวกระสอบทรายเข้าท่วมพื้นที่ชุมชนบางส่วน ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่เร่งสร้างที่พักชั่วคราวริมถนนสายคันคลองมหาราชเพื่อเตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วม

มวลน้ำเจ้าพระยาล้นแนวกระสอบทราย

ขณะนี้ระดับน้ำที่สถานีวัดน้ำ C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ สูงถึง 2,189 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่วนที่สถานี C.13 เขื่อนเจ้าพระยา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท มีระดับน้ำทางด้านเหนือเขื่อนที่ 16.62 เมตร/รทก. และด้านท้ายเขื่อน 15.23 เมตร/รทก. ซึ่งห่างจากตลิ่งอยู่เพียง 1.11 เมตร จนทำให้เกิดปัญหาน้ำล้นแนวกระสอบทรายในหลายพื้นที่

เขื่อนเจ้าพระยายังคงอัตราการระบายน้ำผ่านเขื่อนที่ 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้น้ำไหลเข้าสู่สถานีวัดน้ำ C.3 บ้านบางพุทรา อ.เมือง จ.สิงห์บุรี ในอัตรา 2,254 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที อีกทั้งกรมชลประทานได้มีการผันน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานทั้งสองฝั่งรวมกัน 431 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อลดผลกระทบท้ายน้ำ

ชาวบ้านสร้างเพิงพักชั่วคราว

นายมนตรี คุ้มเขตร์ นายกเทศมนตรีตำบลโพนางดำออก เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำตอนนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะทะลักเข้าท่วมพื้นที่ชุมชน เนื่องจากเขื่อนมีการระบายน้ำ 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที น้ำได้เริ่มล้นแนวกระสอบในพื้นที่ ทางเทศบาลจึงเร่งเสริมแนวคันดินกว่า 6 กิโลเมตร ในกรณีที่มีการเพิ่มการระบายน้ำมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ชาวบ้านในหมู่ 4 ต.โพนางดำออก อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ได้เร่งสร้างเพิงพักชั่วคราวริมถนนสายคันคลองมหาราช เตรียมพร้อมไว้ก่อนที่น้ำจะเข้าท่วม

  • น้ำล้นแนวกระสอบทรายในหลายพื้นที่
  • ชาวบ้านสร้างเพิงพักชั่วคราวเพื่อหลบภัย
  • เทศบาลเร่งเสริมแนวคันดินป้องกันน้ำท่วม
  • เขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำ 2,200 ลบ.ม./วินาที

“ตอนนี้น้ำเริ่มจ่อแนวกระสอบแล้ว บางจุดเริ่มมีน้ำล้น หากเขื่อนปรับระบายน้ำถึง 2,500 ลูกบาศก์เมตรย่อมทำให้น้ำเอ่อเข้าท่วมชุมชนแน่นอน เลยต้องเตรียมความพร้อมล่วงหน้าไว้” นายทองเจือ ทองปราง ชาวบ้านในพื้นที่ เปิดเผยว่า

การเตรียมตัวของประชาชนทั้งในด้านสร้างที่พักชั่วคราว รวมถึงการยกสิ่งของขึ้นที่สูงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ซึ่งจะช่วยลดความเสียหายและเพิ่มความปลอดภัยเมื่อเกิดน้ำท่วม

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมแผนอพยพไว้ล่วงหน้าเพื่อความปลอดภัย

ที่มา – มวลน้ำเจ้าพระยาเอ่อล้นแนวกระสอบทรายด้านชาวบ้านเร่งสร้างเพิงพักชั่วคราวรับมือน้ำท่วม

อุทยานวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ตอน ตักสิลาสร้างสรรค์

เมื่อเร็ว ๆ นี้ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ร่วมกับ สมาคมศิษย์เก่า และภาคีเครือข่าย ได้จัดงาน “อุทยานวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ตอน ตักสิลาสร้างสรรค์” ขึ้นอย่างเป็นทางการ ณ พิพิธภัณฑ์ มมส สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน ตำบลบามเรียง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม

อุทยานวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ตอน ตักสิลาสร้างสรรค์

งานนี้มีกิจกรรมหลากหลาย จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมทุนทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของจังหวัด โดยมีกิจกรรมหลัก ๆ ได้แก่

  • การออกร้านจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ โดยนิสิต ศิษย์เก่า คณะต่าง ๆ หน่วยงานในมหาวิทยาลัย ภาคีเครือข่าย และผู้ประกอบการ
  • การแสดงทางวัฒนธรรม เช่น โชว์หมอลำศิลป์อีสาน ข้าวเม่าสูตรโบราณ หมอลำหุ่นคณะเด็กเทวดา แฟชั่นรางวัลมหาไหมเมืองคาม และดนตรีพื้นบ้าน
  • การเสวนาในหัวข้อ “มหาวิทยาลัยในฐานะพื้นที่สร้างสรรค์เชื่อมร้อยสังคม”
  • Workshop หลากหลาย เช่น หุ่นกระติบข้าว หุ่นฟาง แลกเปลี่ยนกับชาวต่างชาติ และนวัตกรรมผ้าทอ
  • นิทรรศการแต่งกายถ่ายภาพกับพร็อพอีสานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ตักสิลาสร้างสรรค์ สะท้อนความเป็นมหสารคาม

ศาสตราจารย์ ดร.ไพโรจน์ ประมวล รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและพัฒนานวัตกรรม กล่าวว่า การจัดงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายของมหาวิทยาลัยในการขับเคลื่อน “อุทยานวัฒนธรรมสร้างสรรค์ มมส หรือ MSU Creative and Cultural Park” เพื่อเชื่อมโยงทุนวัฒนธรรมที่มีมายาวนาน ไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานวัฒนธรรมซึ่งยั่งยืน

“มหสารคามมีความโดดเด่นในฐานะตักสิลานคร การเชื่อมร้อยวัฒนธรรมให้เกิดมูลค่าใหม่จึงไม่ใช่แค่เรื่องของศิลปะ แต่เป็นการผลักดันสังคมและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน” ศาสตราจารย์ ดร.ไพโรจน์ กล่าวเพิ่ม

ด้านนางสุมาลี สุวรรณกร นายกสมาคมศิษย์เก่าฯ กล่าวด้วยว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นโอกาสดีสำหรับศิษย์เก่าในการกลับมาพบปะ สานสัมพันธ์ และมีส่วนร่วมในกิจกรรมเพื่อสังคม

“มมส เป็นสถานศึกษาที่บ่มเพาะและผลิตบัณฑิตมายาวนาน 57 ปี การมีส่วนร่วมของศิษย์เก่าจะเป็นพลังสำคัญในการพัฒนามหาวิทยาลัยสู่อนาคต” นางสุมาลีเสริม

ผศ.ทม เกตุวงศา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน กล่าวว่า งานนี้เป็นกลไกหนึ่งที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และยกระดับ “อุทยานวัฒนธรรมสร้างสรรค์ มมส” ในระยะยาว

กิจกรรม อุทยานวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ตอน ตักสิลาสร้างสรรค์ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-19 กันยายน 2568 ที่พิพิธภัณฑ์ มมส การเข้าร่วมงานครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมในพื้นที่ แต่ยังเป็นการรวมพลังจากทุกภาคส่วนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

โอกาสในการสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่น พบปะศิษย์เก่า และสนับสนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ อย่าพลาดงาน อุทยานวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ตอน ตักสิลาสร้างสรรค์!

ที่มา – มหาวิทยาลัยมหาสารคามจับมือสมาคมศิษย์เก่าและภาคีเครือข่ายจัดงาน “อุทยานวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ตอน ตักสิลาสร้างสรรค์”

กรมทรัพยากรน้ำเปิดการสัมมนาถอดบทเรียนการบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำของประเทศไทย

เมื่อเร็วๆ นี้ กรมทรัพยากรน้ำ ได้จัดงานสัมมนาภายใต้หัวข้อ “ถอดบทเรียนการบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำของประเทศไทย” เพื่อสรุปผลการศึกษาสถานภาพพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติจำนวน 5 แห่ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำรายงาน National Report ตามพันธกรณีของอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า อนุสัญญาแรมซาร์ ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญที่จะนำเสนอในงานประชุมภาคีอนุสัญญาแรมซาร์ ครั้งที่ 16 (COP16) ที่ประเทศปานามาในปี พ.ศ. 2571

กรมทรัพยากรน้ำเปิดการสัมมนาถอดบทเรียนการบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำของประเทศไทย

โดยในพิธีเปิดงาน นายเวสารัช โสภณดิเรกรัตน์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ ได้รับมอบหมายจากนายธีระชุณ บุญสิทธิ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ ให้เป็นประธานในงานสัมมนาครั้งนี้ ซึ่งจัดขึ้นที่โรงแรมไมด้า ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพฯ โดยมีผู้เข้าร่วมทั้งในสถานที่จัดจริงและผ่านระบบการประชุมทางไกล รวมทั้งสิ้น 115 คน

พื้นที่ชุ่มน้ำที่ได้รับการศึกษา

การศึกษาและการจัดทำรายงาน พื้นที่ชุ่มน้ำของประเทศไทย นี้เป็นไปตามข้อกำหนดของอนุสัญญาแรมซาร์ที่กำหนดให้ประเทศภาคีต้องรายงานสถานภาพและผลการบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำในรอบระยะเวลาทุกๆ 3 ปี ในปีนี้ กรมทรัพยากรน้ำได้เลือกพื้นที่ 5 แห่งที่ถือว่ามีความสำคัญเชิงนิเวศน์และเป็นแรมซาร์ไซต์ เพื่อศึกษาสถานภาพและแนวทางการบริหารจัดการ ได้แก่

  • เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ (พรุโต๊ะแดง) จังหวัดนราธิวาส
  • กุดทิง จังหวัดบึงกาฬ
  • อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา จังหวัดพังงา
  • ดอนหอยหลอด จังหวัดสมุทรสงคราม
  • อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง – ปากแม่น้ำตรัง จังหวัดตรัง

กระบวนการศึกษาพื้นที่ทั้ง 5 แห่งมีการใช้เครื่องมือประเมินที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล พร้อมทั้งเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนและถ่ายทอดองค์ความรู้เฉพาะของพื้นที่ เพื่อให้เกิดแนวทางที่เหมาะสมในการบริหารจัดการอย่างยั่งยืน

ในการสัมมนาครั้งนี้ ได้มีการนำเสนอผลวิเคราะห์ประเด็นสำคัญ เช่น ปัญหาการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน การขยายตัวของชุมชน และความท้าทายจากภาวะโลกร้อนที่ส่งผลต่อความสามารถในการฟื้นตัวของระบบนิเวศป่าชายเลนและพื้นที่ชุ่มน้ำโดยตรง

ความคิดเห็นและแนวทางแก้ไขจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และภาคประชาสังคม เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเสนอแนะแนวทางการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสามารถนำไปสู่การจัดทำรายงาน National Report อย่างถูกต้องและครอบคลุมมากที่สุด

จากผลการสัมมนาและการรับฟังความคิดเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน คาดว่าจะสามารถจัดทำรายงานฉบับสมบูรณ์ได้ภายในช่วงปลายปีนี้ เพื่อเตรียมนำไปเสนอในการประชุม COP16 ในอนาคต

ด้วยความสำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำในภาพรวมแล้วมีคุณค่าทั้งในแง่ชีวภาพ วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ การบริหารจัดการอย่างยั่งยืนจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาสมดุลของระบบนิเวศในระยะยาว ซึ่งความร่วมมือของทุกภาคส่วนเป็นตัวขับเคลื่อนหลักที่จะสามารถเยี่ยงให้การอนุรักษ์เกิดขึ้นจริง

ที่มา – กรมทรัพยากรน้ำเปิดการสัมมนาถอดบทเรียนการบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำของประเทศไทย