ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ขายของออนไลน์ ยื่นภาษีตอนไหน ภาษีครึ่งปี ภ.ง.ด.94

ใกล้ถึงกำหนดยื่นภาษีครึ่งปีแล้ว ใครมีรายได้จากการขายของออนไลน์ อย่าลืมเตรียมเอกสารเพื่อยื่นแบบ ภ.ง.ด.94 ภายในวันที่ 30 กันยายนของทุกปี แม้ว่ารายได้ที่ต้องมายื่นจะเกิดจากช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 30 มิถุนายน แต่หากไม่รีบยื่นภายในกำหนด อาจถูกปรับเพิ่มเติมได้

ภ.ง.ด.94 คือ แบบยื่นภาษีมีรายได้พิเศษรายครึ่งปีแรก ซึ่งครอบคลุมรายได้ที่ได้จากการทำงานอิสระหรือรายได้จากกิจกรรมอื่น เช่น การขายของออนไลน์ที่ไม่ใช่งานประจำ หากคุณมีรายได้จากช่องทางใดช่องทางหนึ่งหรือหลายช่องทางรวมกันเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด คุณก็จำเป็นต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.94 นอกจากรายได้งานประจำของคุณแล้ว

ขายของออนไลน์ยื่นภาษีตอนไหน

โดยทั่วไป ผู้ที่มีอาชีพอิสระ เช่น พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ฟรีแลนซ์ หรืออาชีพอื่นๆ ที่ไม่ได้รับเงินเดือนประจำ ถ้ารายได้ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมิถุนายนสูงพอควร ก็ต้องยื่นภาษีครึ่งปีผ่านแบบ ภ.ง.ด.94

อย่างไรก็ตาม ใครมีทั้งงานประจำและทำรายได้เสริมจากการขายของออนไลน์ ต้องตรวจสอบให้ดีว่ารายได้ที่ได้จากการทำธุรกิจส่วนตัวหรือขายของเกินกว่าเกณฑ์หรือไม่ ควรแยกยอดการขายและคำนวณภาษีที่เกี่ยวข้องเอง

ขายของออนไลน์ ต้องยื่นภาษีครึ่งปีหรือไม่?

ถ้าคุณมีรายได้จากการขายของออนไลน์โดยไม่มีการจ้างงานประจำ และรายได้เกินกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งสำหรับผู้ที่โสดคือเกิน 60,000 บาท และผู้ที่สมรสแล้วเกิน 120,000 บาท ก็ต้องยื่นภาษีครึ่งปี ภ.ง.ด.94 เหมือนกัน

  • รายได้อิสระ รวมถึงรายได้จากธุรกิจออนไลน์
  • ไม่นับรวมรายได้จากการทำงานประจำ
  • ฐานรายได้เกินกว่า 60,000/120,000 บาท จำเป็นต้องยื่น

นอกจากนี้ เมื่อพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์มีรายได้รวมต่อปีเกิน 1.8 ล้านบาท คุณจะต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และต้องทำหน้าที่ยื่นภาษีรายเดือนภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป พร้อมทั้งออกใบกำกับภาษีแก่ลูกค้าทุกครั้งที่ขายสินค้า

หากคุณคิดว่าอาจล่าช้าในการจัดการเรื่องภาษี ต้องเริ่มวางแผนเลย เพราะเมื่อครบกำหนดแล้วยังยื่นไม่ทัน อาจต้องเสียค่าปรับและดอกเบี้ยเพิ่มเติม อย่าปล่อยให้การใช้ชีวิตในโลกออนไลน์กลายเป็นภาระทางภาษีในภายหลัง

การเข้าใจและปฏิบัติตามกฎหมายภาษีอย่างถูกต้องจะช่วยให้คุณมีรายได้ที่สะอาดและยั่งยืน นอกจากนี้ยังลดความเสี่ยงในการถูกตรวจสอบหรือเรียกเก็บเพิ่มเติมจากหน่วยงานทางการ

ที่มา – ขายของออนไลน์ ยื่นภาษีตอนไหน ภาษีครึ่งปี ภ.ง.ด.94 จำเป็นต้องยื่นไหม

ทรัมป์-สตาร์เมอร์ เซ็นดีลเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เทคโนโลยี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงลอนดอน ประเทศสหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 16 ก.ย. ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกา และเซอร์เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ลงนามร่วมกันในข้อตกลงการเป็นหุ้นส่วนด้านยุทธศาสตร์เทคโนโลยี ระหว่างการพบหารือกันที่บ้านพักตากอากาศประจำตำแหน่งผู้นำสหราชอาณาจักร ชานกรุงลอนดอน

ข้อตกลงนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะส่งผลต่อความร่วมมือทางเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร โดยเฉพาะในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนรวมถึง 350,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.11 ล้านล้านบาท

ทรัมป์-สตาร์เมอร์ เซ็นดีลเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เทคโนโลยี

ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว คาดว่าจะมีการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัย และการถ่ายทอดนวัตกรรมข้ามมหาสมุทร ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและความมั่นคงในยุคดิจิทัลทั้งสองประเทศ ทางด้านทรัมป์ ได้กล่าวว่า “นี่คือข้อตกลงที่แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของความร่วมมือสหรัฐ-อังกฤษในยุคใหม่”

ความร่วมมือด้าน AI และพลังงานนิวเคลียร์

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญของข้อตกลงคือการร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 21 ทั้งสหรัฐและอังกฤษมีความมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำโลกลงไปสู่เทคโนโลยี AI ที่ปลอดภัยและสามารถควบคุมได้ นอกจากนี้ยังมีแผนร่วมพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และขับเคลื่อนเป้าหมายคาร์บอนนิวตรัลในอนาคต

ทั้งนี้ ทรัมป์และสตาร์เมอร์ยังได้หารือกันในประเด็นความมั่นคงโลก เช่น สถานการณ์ในฉนวนกาซา และสงครามในยูเครน ซึ่งสหรัฐฯ ยืนยันการสนับสนุนสันติภาพอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ผู้นำทั้งสองมีมุมมองต่างกันในบางประเด็น เช่น การรับรองสถานะของปาเลสไตน์ ซึ่งสหราชอาณาจักรคิดจะกระทำ แต่สหรัฐฯ มองว่ายังไม่ใช่时机ที่เหมาะสม

ในที่สุด ข้อตกลงนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ระยะยาวระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร มิใช่แค่ในด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังขยายไปถึงความร่วมมือด้านการทูตและการรักษาความมั่นคงโลกในยุคหลังสงครามเย็น

หากคุณสนใจติดตามข่าวสารการเมืองโลก รวมถึงบทวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างประเทศในยุคเทคโนโลยี ห้ามพลาดการอัปเดตข่าวสารล่าสุดจากช่องทางที่เชื่อถือได้ของเรา

ที่มา – “ทรัมป์-สตาร์เมอร์” เซ็นดีลเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เทคโนโลยี

คลอดแล้ว! โปรดเกล้าฯแต่งตั้ง ‘ครม.อนุทิน’

เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2568 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระบรมราชโองการประกาศแต่งตั้งรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2568 นั้น บัดนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เลือกสรรผู้ที่สมควรดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเพื่อบริหารราชการแผ่นดินต่อไปแล้ว

คลอดแล้ว! โปรดเกล้าฯแต่งตั้ง ‘ครม.อนุทิน’

ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา พระองค์ทรงใช้อำนาจตามความในมาตรา 158 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรีชุดใหม่ที่จะทำงานภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแต่งตั้ง ‘ครม.อนุทิน’

ต่อมาในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2568 ซึ่งเป็นปีที่ 10 ในรัชกาลปัจจุบัน ได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการจากสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ได้รับการแต่งตั้งแล้ว ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากพรรคต่างๆ ที่เข้าร่วมรัฐบาล โดยมีเป้าหมายเพื่อดำเนินนโยบายตามแผนงานของรัฐบาลสืบต่อไป

ภาพรวมของการประกาศครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการตอบสนองต่อสถานการณ์ทางการเมืองในเชิงรุก และการจัดองค์กรของรัฐบาลเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับภารกิจระยะสั้นและยาว

  • เป็นการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีที่มีความหลากหลายทางความคิดเห็น
  • เน้นการทำงานร่วมกันของพรรคการเมืองที่มีหลากหลายเป้าหมาย
  • มีการปรับโฉมแผนงานสำคัญของกระทรวงต่างๆ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีระบุว่า การแต่งตั้งครั้งนี้เป็นการรักษาเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนและภาคเอกชนต่อโครงสร้างของรัฐบาลในระยะต่อไป

ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการการเมืองได้มีการหารือกันเป็นเวลาหลายวัน เพื่อให้แน่ใจว่าแต่ละตำแหน่งของรัฐมนตรีมีผู้รับผิดชอบที่เหมาะสมและสามารถขับเคลื่อนนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จากข้อมูลที่เผยแพร่ มองเห็นได้ว่าภารกิจหลักของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะเน้นการฟื้นฟูเศรษฐกิจ เสริมสร้างความมั่นคงทางสังคม และคลี่คลายปัญหาที่ประชาชนให้ความสนใจในหลายประเด็น เช่น นโยบายด้านสุขภาพ โครงสร้างพื้นฐาน และการศึกษา เป็นต้น

นอกจากนี้ ได้มีการนำวารสารทางราชการที่เกี่ยวข้องกับการแต่งตั้ง ‘ครม.อนุทิน’ ลงประกาศในเว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างโปร่งใส

เมื่อพิจารณาการแต่งตั้งรัฐมนตรีในครั้งนี้อย่างรอบด้านแล้ว ชัดเจนว่ารัฐบาลภายใต้การนำของ “ครม.อนุทิน” มีแนวโน้มที่จะขับเคลื่อนประเทศในทิศทางของการปฏิรูปภายใน และการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

หากคุณสนใจติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของรัฐบาลไทยในช่วงเวลานี้ การติดตามตั้งแต่เริ่มต้นของการแต่งตั้ง ‘ครม.อนุทิน’ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดในการเข้าใจวิสัยทัศน์และแนวทางของรัฐบาลในปีที่กำลังจะมาถึง

ที่มา – คลอดแล้ว! โปรดเกล้าฯแต่งตั้ง ‘ครม.อนุทิน’

เลือดไหลอีก! ‘คุณหญิงกัลยา’ ลาออกจาก ‘ประชาธิปัตย์’

เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2567 คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช อดีตรัฐมนตรีและอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาประกาศข่าวที่สร้างความตกใจ不小ในวงการการเมือง โดยการประกาศ เลือดไหลอีก! ‘คุณหญิงกัลยา’ ลาออกจาก ‘ประชาธิปัตย์’ ผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัวของตนเอง

เลือดไหลอีก! ‘คุณหญิงกัลยา’ ลาออกจาก ‘ประชาธิปัตย์’

ในประกาศดังกล่าว คุณหญิงกัลยาได้ระบุว่า “ข้าพเจ้า คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ขอเรียนแจ้งความประสงค์ในการลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป” ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สะเทือนขวัญพรรคและผู้สนับสนุนอย่างมาก

เหตุผลที่สำคัญเบื้องหลังการลาออก

คุณหญิงกัลยาได้อธิบายว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาในการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ตนได้รับโอกาสในการผลักดันนโยบายด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ และการพัฒนาเยาวชนอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม กุญแจสำคัญที่ทำให้เธอตัดสินใจลาออกในครั้งนี้ คือ ความมุ่งมั่นที่จะหันมาอุทิศตนให้กับการพัฒนาการศึกษาในประเทศไทยอย่างเต็มตัว เพื่อสร้างโอกาสที่เท่าเทียมและยั่งยืน

  • เน้นการศึกษาเป็นรากฐานสำคัญของชาติ
  • ต้องการความยั่งยืนในการเรียนรู้ของเยาวชนไทย
  • พัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรผ่านการจัดการน้ำ

ทั้งนี้ แม้จะหมดความสัมพันธ์ในฐานะสมาชิกพรรค แต่คุณหญิงยังคงส่งเสริมและให้ความสำคัญกับอุดมการณ์เดียวกันที่เคยดำเนินการร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์-meanwhile การประกาศลาออกครั้งนี้ก็เปิดโอกาสใหม่ให้กับการเข้าสู่เส้นทางการเมืองที่ไม่จำเป็นต้องผ่านพรรคการเมืองแบบดั้งเดิม

และในท้ายที่สุดนี้ คุณหญิงกัลยายังขอบคุณพรรคประชาธิปัตย์ที่มอบความไว้วางใจตลอดมา พร้อมส่งคำอวยพรให้พรรคประสบความสำเร็จในการดำเนินงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนต่อไป

ข่าวการลาออกของคุณหญิงกัลยาถือเป็นเสียงสะท้อนที่สำคัญในช่วงเวลาที่พรรคการเมืองหลายแห่งอยู่ในช่วงเสื่อมถอยของความน่าเชื่อถือ ประชาชนต้องติดตามว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะส่งผลให้เกิดความเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งสำคัญหรือไม่?

ที่มา – เลือดไหลอีก! ‘คุณหญิงกัลยา’ ลาออกจาก ‘ประชาธิปัตย์’

ราคาทองวันนี้ 19 ก.ย.ร่วง 200 บาท

ราคาทองวันนี้ 19 ก.ย. 68 เมื่อเวลา 09.04 น. ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงถึง 200 บาท ส่งผลให้ราคาทองคำแท่งขายออกอยู่ที่บาทละ 55,000 บาท ในขณะที่ราคารับซื้ออยู่ที่บาทละ 54,900 บาท สำหรับทองรูปพรรณ ราคาขายออกอยู่ที่บาทละ 55,800 บาท และราคาซื้อเข้าอยู่ที่บาทละ 53,802.84 บาท

ราคาทองวันนี้ 19 ก.ย.ร่วง 200 บาทส่งผลต่อการลงทุน

ราคาทองวันนี้ 19 ก.ย.ร่วง 200 บาทนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ตลาดทองคำมีการประกาศราคารวม 9 ครั้งในรอบวัน ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาได้มีการปรับราคาขึ้นไว้ก่อนหน้านี้รวม 100 บาท อย่างไรก็ตาม วันนี้กลับพลิกกลับลงแรง สะท้อนถึงความผันผวนของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์

ปัจจัยภายนอกที่กดดันราคาทองวันนี้ 19 ก.ย.ร่วง 200 บาท

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาทองวันนี้ 19 ก.ย.ร่วง 200 บาทมานั้นเกี่ยวข้องกับราคาทองคำแบบ Spot ที่ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 3,640 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และตลาดทองคำ COMEX สหรัฐที่ปิดเมื่อคืนที่ผ่านมาในแดนลบถึง 39.50 ดอลลาร์ ทำให้ราคาทองอยู่ที่ 3,678.30 ดอลลาร์ต่อออนซ์

นอกจากนี้ สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐยังมีการแข็งค่าขึ้นตามข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่ออกมาในช่วงล่าสุด โดยเฉพาะตัวเลขการขอรับสวัสดิการว่างงานที่ลดลงไปต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ เป็นสัญญาณว่าตลาดแรงงานสหรัฐเริ่มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งส่งผลโดยตรงให้ราคาทองคำได้รับแรงกดดัน

ยอดรวมการเปลี่ยนแปลงของราคาทอง

  • ราคาทองคำแท่งขายออก: 55,000 บาท/บาท
  • ราคาทองคำแท่งรับซื้อ: 54,900 บาท/บาท
  • ราคาทองรูปพรรณขายออก: 55,800 บาท/บาท
  • ราคาทองรูปพรรณรับซื้อ: 53,802.84 บาท/บาท

การเคลื่อนไหวของราคาทองในวันนี้นับเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญที่ควรจับตา โดยเฉพาะกับนักลงทุนรายย่อยที่มีความไวต่อข่าวสารเศรษฐกิจโลก หากคุณกำลังมองหาจังหวะสำหรับการซื้อขายทองคำในช่วง near term การติดตามข่าวสารเศรษฐกิจระหว่างประเทศเป็นสิ่งจำเป็น ไม่ควรขาดสาย

โดยรวมแล้ว ราคาทองวันนี้ 19 ก.ย.ร่วง 200 บาท สะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนในตลาดการเงินระดับโลก ซึ่งนักลงทุนควรใช้ความระมัดระวัง และประเมินความเสี่ยงอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจใดๆ ในตลาดทองคำ

หากคุณต้องการข้อมูลที่ถูกต้องทันเวลาเกี่ยวกับทองคำ การเข้าไปทบทวนข่าวอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้คุณมีมุมมองที่แม่นยำยิ่งขึ้น

ติดตามราคาทองทุกวัน และปรับกลยุทธ์การลงทุนอย่างเหมาะสม เพื่อไม่พลาดโอกาสในตลาดที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

ที่มา – ราคาทองวันนี้ 19 ก.ย.ร่วง 200 บาท

เช็กคิวยิงสดไทยลีก หวดยับ 50 คู่! ‘เจ้าท่า-ฉลามชล’ ดวลเดือดคืนนี้

แฟนบอลไทยเตรียมลุ้นกันให้เต็มที่กับโปรแกรมแข่งขันฟุตบอล “ไทยลีก 1” สุดสัปดาห์นี้ ที่มีการแข่งขันเป็นจำนวนมาก โดยเริ่มต้นกันตั้งแต่วันศุกร์ที่ 19 กันยายน 2568 คู่เอกคืนนี้เป็นการพบกันระหว่าง “สิงห์เจ้าท่า” การท่าเรือ เอฟซี พบ “ฉลามชล” ชลบุรี เอฟซี เวลา 19.00 น. ที่ แพท สเตเดียม ซึ่งถือเป็นเกมเด็ดของสุดสัปดาห์ที่ไม่ควรมองข้าม

เช็กคิวยิงสดไทยลีก หวดยับ 50 คู่!

การแข่งขันไทยลีก 1 “บีวายดี ซีไลออน ลีก 6” ในสุดสัปดาห์นี้ถือว่าแน่นขนัดด้วยการแข่งขันทั้งสิ้น 50 คู่จากทั้ง 3 ลีก ได้แก่ ไทยลีก 1, ไทยลีก 2 และไทยลีก 3 โดย AIS PLAY จะเป็นผู้ให้บริการถ่ายทอดสดให้แฟนบอลได้ลุ้นแบบจัดเต็ม

กลับมาที่คู่เด่นคืนนี้ “สิงห์เจ้าท่า” การท่าเรือ เอฟซี ที่มีผลงานยังไม่ดีสักเท่าไรภายใต้การคุมทัพของ อเล็กซานเดร กามา โดยทีมเพิ่งไม่ชนะมาถึง 3 นัดติด มี 4 แต้ม อยู่ในอันดับที่ 10 ของตาราง积分 ขณะเดียวกัน “ฉลามชล” ชลบุรี เอฟซี ก็เจอสถานการณ์ที่ไม่ต่างกัน หลังยังไม่ชนะใครเลย มีเพียง 2 แต้ม อยู่ในอันดับที่ 14 ของตาราง

ฟอร์มการเล่นของทั้งสองทีม

“สิงห์เจ้าท่า” เพิ่งพ่ายให้กับ ราชบุรี เอฟซี 0-1 ในเกมเยือนเมื่อนัดล่าสุด ซึ่งเป็นการบุกที่ไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้มีข่าวว่า อเล็กซานเดร กามา ถูกผู้บริหารเรียกคุยถึงฟอร์มการทำงาน ส่งผลให้ทัพนักเตะเครียดและต้องกลับมาลุ้นในเกมนี้

ทีมล่าสุดมีผู้เล่นสำคัญรายใหญ่ เช่น ธีรศักดิ์ เผยพิมาย, โนบุรุ ชิมูระ, พีรดนย์ ฉ่ำรัศมี และ เรบิน โซลากา ที่พร้อมลงสนามเป็นแกนหลัก

ในฝั่งของ “ฉลามชล” ชลบุรี เอฟซี เพิ่งแพ้ในบ้านให้กับ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด 0-1 เช่นกัน โดยมีจุดโทษในช่วงทดเวลาท้ายเกม ซึ่งถือว่าเป็นผลการแข่งขันที่น่าผิดหวังต่อทั้งแฟนบอลและทีมงาน ภายใต้การคุมทัพของ “โค้ชโจ” ธีระศักดิ์ โพธิ์อ้น

ในนัดนี้ มีผู้เล่นสำคัญลงสนามช่วยทีม เช่น เกร็ก ฮูลา, โจนาธาน โบลิงกิ และ ชาญณรงค์ พรมศรีแก้ว ที่จะเป็นตัวช่วยสำคัญในเกมนี้

ด้วยฟอร์มการเล่นของทั้งสองทีมที่ยังไม่คงเส้นคงวาน การแข่งขันคืนนี้จึงถือเป็นดวลเดือดที่ใครชนะใครก็ได้ เน้นเกมรุกอย่างเต็มขั้นและต้องหาโอกาสยิงให้ได้มากที่สุด หากพลาดอาจทำให้หล่นไกลในตารางคะแนน

โปรแกรมแข่งขันไทยลีกอื่นๆ

ที่สำคัญในสุดสัปดาห์นี้ นอกจากเกม “เจ้าท่า-ฉลามชล” ยังมีหลากหลายเกมแข่งขันที่น่าจับตามองจาก 3 ลีกอาชีพทั่วประเทศ ซึ่ง AIS PLAY จะมีการถ่ายทอดสดครบวงจร ตั้งแต่ไทยลีก 1 ไปจนถึงลีก 3 รวมทั้งสิ้นมากกว่า 50 คู่ ให้แฟนบอลได้ติดตามและเชียร์สโมสรโปรดแบบจัดเต็ม

ยิ่งไปกว่านั้น แต่ละเกมมีบทบาทสำคัญทั้งในการเก็บคะแนน รักษาอันดับ หรือแม้แต่ความมีชีวิตรอดของทีมในฤดูกาลนี้ หากคุณเป็นแฟนบอลของสโมสรใดสโมสรหนึ่ง อย่าพลาดติดตามการถ่ายทอดสดในทุกนัด ไม่ว่าจะผ่านมือถือ ทีวี หรืออุปกรณ์อื่นๆ

เรียกได้ว่าสัปดาห์นี้มีฟุตบอลให้ชมลุ้นตลอดทั้งวัน ไม่ว่างตาแน่นอน อย่าลืมเตรียมเวลาให้พร้อมตั้งแต่ช่วงเช้า เพราะการลุ้นจะเริ่มกันตั้งแต่คู่แรกจนถึงนัดสุดท้ายของสุดสัปดาห์นี้

บอกได้เลยว่า เกมไทยลีกครั้งนี้น่าจับตามองทั้งภาพรวม?action=true ฟอร์มการเล่นของทีมต่างๆ และลุ้นว่าใครจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในแต่ละกลุ่ม

อย่าพลาด! เช็กคิวยิงสดไทยลีก หวดยับ 50 คู่ จัดเต็มตลอดสุดสัปดาห์นี้

หากคุณเป็นแฟนบอลสายลุ้น โปรแกรมและการถ่ายทอดสดผ่าน AIS PLAY จะช่วยให้คุณไม่หลงนัดเด็ดเดี่ยวแน่นอน และหากคู่ไหนที่พลาด ยังสามารถชมแบบย้อนหลังได้ผ่านแพลตฟอร์มเดียวกัน

สุดท้ายนี้ อย่าลืมเชียร์ทีมโปรดของคุณอย่างเต็มตัว เพราะบางเกมอาจได้พิสูจน์อนาคตบนเวทีฟุตบอลอาชีพของไทยได้เลย

ที่มา – เช็กคิวยิงสดไทยลีก หวดยับ 50 คู่! ‘เจ้าท่า-ฉลามชล’ ดวลเดือดคืนนี้ ต่างอาการไม่ดี

จ๊ะ นงผณี แซ่บกลางสระว่ายน้ำ โหมดเซ็กซี่โดนใจ

ความเป็นหนึ่งในศิลปินสาวที่รวมเอาความน่ารัก เซ็กซี่ และพรสวรรค์ไว้ในตัว จ๊ะ นงผณี ก็ถือว่าเป็นแรงบันดาลใจให้หลายคนในวงการบันเทิง เธอไม่ได้โดดเด่นแค่ในด้านการร้องเพลงเท่านั้น แต่ยังมีสไตล์การแต่งตัว สุภาพ และรูปร่างที่ดีอย่างมาก จนหลายคนต้องหลงรัก

ล่าสุด จ๊ะ นงผณี เปิดภาพแบบแซ่บ ๆ ในอินสตาแกรมส่วนตัว โดยเธอจัดหนักในโหมดเซ็กซี่นอนอาบแดด พร้อมกับชุดบิกินีที่เน้นความเรียบหรูแต่ก็ยังซ่าสุด ๆ จนแฟนคลับอดใจสั่นหวั่นไหวหวิวไม่ไหว

จ๊ะ นงผณี จัดหนักโหมดเซ็กซี่นอนอาบแดด

ในโพสต์ล่าสุดบนอินสตาแกรม จ๊ะ นงผณี ปล่อยภาพในมุมต่าง ๆ ที่เธอสวมชุดบิกินีสุดฟิต จัดเต็มทั้งในเรื่องของสไตล์และการโพสท่าที่น่าหลงใหล มีความชิล ๆ แต่ก็ดึงดูดสายตาไม่น้อยไปกว่ากัน

หุ่นแซ่บ ชุดบิกินีที่เน้นความเป็นตัวของตัวเอง

ภาพที่เธอแชร์ให้เห็น มีทั้งความเรียบง่ายของชุดที่เหมาะกับการลงเอยริมสระว่ายน้ำ และความน่ารักที่เธอยังคงไว้อยู่ ทำให้ยิ่งเพิ่มความโดดเด่นของเธอในช่วงนี้

งานนี้แฟนคลับหลายคนต้องตามรัวถ่ายรูปเก็บไว้เป็นของที่ระลึก และคอมเมนต์แซ่บ ๆ บอกความรู้สึกของพวกเขาเอาไว้อย่างมากมาย เพราะความน่ารัก ความเซ็กซี่ และความจริงใจ ของ จ๊ะ นงผณี ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย

ใครที่สนใจอยากติดตามความเคลื่อนไหวของเขาบ้าง ก็สามารถเข้าไปเยี่ยมเยียน IG ส่วนตัวของจ๊ะได้ที่ jaja_nongpanee รับรองว่าคุ้มค่าแน่นอน

ใครว่าผู้หญิงสวยต้องเลือกแบบละลายใจเสมอไป จ๊ะ นงผณี กำลังพิสูจน์ให้เห็นถึงความเป็นตัวเอง และการดำเนินชีวิตที่โดดเด่น และสร้างสรรค์เสมอมา บอกเลยว่าแฟนคลับต้องชื่นชมแน่นอน

ที่มา – “จ๊ะ นงผณี” จัดหนักโหมดเซ็กซี่นอนอาบแดด ความแซ่บล้นทะลักจนใจสั่นหวั่นไหวหวิว!

โปลิศท่องเที่ยวอบรมอาสสทั่วประเทศ สร้างความมั่นใจ ‘ะดวก – ปลอดภัย – เป็นธรรม’

เมื่อวันที่ 19 กันยายน ณ สมาคมฮากกาแห่งประเทศไทย พล.ต.ต.นรเศรษฐ์ สุวรรณนิกขะ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยวที่ 1 (ผบก.ทท.1) ได้เป็นประธานเปิดการอบรมเครือข่ายอาสาสมัครดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวในพื้นที่ บก.น.6 ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ตำรวจและอาสาสมัครมาร่วมจำนวนมาก

กิจกรรมในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ในการยกระดับความร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่ ภาคประชาชน และสถานทูต เพื่อสร้างภาพลักษณ์ “Thailand = Safe, Fair & Welcoming” ต่อนักท่องเที่ยวทั่วโลก

โปลิศท่องเที่ยวอบรมอาสสทั่วประเทศ สร้างความมั่นใจ ‘ะดวก – ปลอดภัย – เป็นธรรม’

ตามนโยบายดังกล่าว พล.ต.ท.ศักดิ์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ได้กำหนดให้ดำเนินการยุทธศาสตร์ “สะดวก – ปลอดภัย – เป็นธรรม” โดยเน้นความสำคัญของมาตรฐานความปลอดภัยและการบริการระดับสากลในประเทศไทย

บทบาทสำคัญของอาสสมัครในระบบความปลอดภัยการท่องเที่ยว

ในการอบรมครั้งนี้ พ.ต.อ.ปิยรัช สุภารัตน์ รอง ผบก.ทท.1 ได้บรรยายหัวข้อ “Flag in Our Heart: Safe, Fair & Empowered Thailand” โดยนำแนวคิดของหลักสูตร “MindShield: เกราะใจ” และ โมเดล P.L.E. (Presence – Listening – Empowerment) มาเสริมพลังให้กับอาสสมัคร พร้อมกำหนดบทบาทอาสสมัครใน 3 มิติหลัก ได้แก่

  • สะดวก (Convenience): เพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงบริการของเจ้าหน้าที่ได้ง่าย ผ่านช่องทางหลากหลาย เช่น ศูนย์รับแจ้งเหตุ 1155 ที่รองรับแปดภาษา TTP Application และเครือข่ายสถานทูต
  • ปลอดภัย (Safety): เสริมให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว โดยอาสสมัครจะทำหน้าที่เป็น “หูตา” ของเจ้าหน้าที่ และ “เกราะใจ” ของสังคมในการตรวจจับและป้องกันเหตุไม่พึงประสงค์
  • เป็นธรรม (Fairness): นักท่องเที่ยวต้องได้รับความยุติธรรมในทุกกรณี เช่น การป้องกันการท่องเที่ยวเถื่อน การหลอกลวงโดยแท็กซี่ หรือการหลอกลวงทางออนไลน์

“ธงชาติไม่ใช่เพียงผืนผ้า แต่คือชีวิตและอนาคตของพวกเรา — อาสสมัครตำรวจท่องเที่ยวคือธงชาติที่มีชีวิต และทุกคนจะเป็น เกราะใจ ที่ทำให้นักท่องเที่ยวมั่นใจว่าไทยคือบ้านที่ต้อนรับทุกคนอย่างแท้จริง” ซึ่งเยี่ยงในกล่าวถึงความพยายามที่จะพัฒนาจิตใจของอาสสมัครอย่างเต็มรูปแบบ

ไอเดียของ P.L.E. Model และกรอบการใช้กำลังตามกฎ (Use of Force) ถูกนำมาใช้เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทุกระดับสามารถปฏิบัติหน้าที่อย่างมืออาชีพ และมีความรับผิดชอบสูง

การอบรมครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่ยิ่งใหญ่ระหว่างภาครัฐและภาคประชาธิปไตย เนื่องจากการปลูกฝังความเชื่อมั่นและการรักษาความปลอดภัยทั่วประเทศเป็นภารกิจที่ต้องร่วมมือกันทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นอาสสมัคร พนักงานท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งหมดต้องเข้าใจว่าการสร้าง “ประเทศไทยที่ปลอดภัย เป็นธรรม และเปิดกว้าง” คือภารกิจที่พวกเราทุกคนร่วมแบ่งปัน

หากคุณสนใจเข้าร่วมเป็นอาสสมัครหรือรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกิจกรรมในอนาคต สามารถติดตามเว็บไซต์ทางการของกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว หรือติดตามช่องทางโซเชียลมีเดียที่ได้รับการอัปเดตอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – โปลิศท่องเที่ยวอบรมอาสสทั่วประเทศ สร้างความมั่นใจ ‘ะดวก – ปลอดภัย – เป็นธรรม’

“ยุ้ย ญาติเยอะ” เผยเคยโดนกดดันต้องห้ามอ้วน

หลายคนต่างไม่陌生กับชื่อของ ยุ้ย ญาติเยอะ นักร้องสาวเสียงดีที่ไม่เคยขาดความโดดเด่น ล่าสุดเธอกลับมาเป็นกระแสดราม่าเมื่อเผยความลับในใจบนรายการ Club Friday Show ว่าเคยโดนกดดันเรื่องรูปร่าง จนต้องควบคุมน้ำหนักแบบไม่เว้นยาลดน้ำหนัก และยังเกือบเลิกกับ “พี่เล็กชูชาติ” เพราะเรื่องแฟนเก่าที่ต้องถูกปิดบัง

“ยุ้ย ญาติเยอะ” เผยเคยโดนกดดันต้องห้ามอ้วน

ในรายการ Club Friday Show ล่าสุด นักร้องสาว ยุ้ย ญาติเยอะ ได้เล่าความจริงเกี่ยวกับช่วงเวลาที่เธอต้องรับแรงกดดันจากหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการหุ่นอ้วนของเธอที่เธอต้องคอยควบคุมแบบหนักหน่วง เพราะในฐานะนักร้องต้องมีรูปร่างที่สมส่วนตลอดเวลา

ยุ้ยเล่าให้ฟังว่า “ยุ้ยมีความสุขที่จะใช้ชีวิตแบบนี้ แต่เพราะเป็นนักร้องก็มีความกดดันนะ เพราะเราเป็นคนอวบท้วมเป็นคนใหญ่ทุกสัดส่วน ดังนั้นตอนทำงานเราต้องดูแลตัวเองให้มาก ทั้งเรื่องการกิน การนอน และก็แอบกินยาลดน้ำหนักอยู่บ้าง เพราะต้องควบคุมไม่ให้อ้วนเลย”

ความรักกับ “พี่เล็ก” เต็มไปด้วยความรักและความปวด

นอกจากเรื่องรูปร่างแล้ว ความสัมพันธ์กับ พี่เล็ก ชูชาติ ก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่สาวยุ้ยต้องผ่านมันมาอย่างหนัก “ตอนนั้นคบกันมานานแล้ว ชีวิตมันก็เริ่มวุ่น ทั้งงานทั้งความสัมพันธ์ มีทั้งขึ้นทั้งลงเรื่อยๆ จังหวะหนึ่งก็เกือบเลิกกันเพราะเขาแอบไปส่องแฟนเก่าผ่านเฟสบุ๊ค”

ยุ้ยเล่าต่อด้วยความเจ็บปวดว่า “ตอนนั้นโกรธมาก เพราะมันไม่ใช่เรื่องหึงอิจฉาอะไร แต่โกรธว่าทำไมถึงโกหกเราล่ะ ตอนนั้นคุยผ่านทางเสียงโทรไปหาพ่อแม่เขาก็รับฟังด้วย พอพูดตรงๆแบบนั้นเขาเถียงนะ บอกว่าเข้าไปแค่มองเฉยๆ ให้ตายเถอะ คนที่รักต้องไว้ใจกัน ไม่ใช่ปิดบัง”

จากปมแห่งความรักของพี่น้องสาวยุ้ยถึงขนาดเกือบเลิกกัน แต่ยังดีที่ความรักกลับมาอีกครั้ง “พอเลิกกันแล้วก็รู้เลยว่าเขายังรักอยู่ พออยู่ด้วยกันรู้สึกว่าเขาเปลี่ยน หันมาใส่ใจเราดีขึ้นมาก พอให้อภัยแล้วก็รู้สึกง่ายขึ้น”

ด้านพี่เล็กเองก็ยอมรับว่าเคยทำผิดและรู้สึกผิดมาก “ตอนที่เราอยู่กับยุ้ยเขาจะไปดูแลเราดีมาก ส่งของกิน ช่วยร้องเพลง สนับสนุนในทุกๆ ด้าน กว่าจะรู้ว่ารักจริงเราเสีย ตอนนั้นเอง”

จากความลุกคุ้ยของความรักที่ผ่านร้อนผ่านหนาว จนวันนี้ทั้งคู่ซาบซึ้งในสิ่งที่เคียงข้างกันมา สิ่งที่ผ่านมาอาจเจ็บปวด แต่ก็ช่วยสร้างความเข้าใจกันมากขึ้น ความรักก็เป็นหนึ่งในบทเรียนชีวิตที่ทำให้เข้มแข็งขึ้นแม้ถึงกับ “ยอมหุ่นผอมเพื่อฝืนกดดัน” หรือ “ยอมวางอัตตาเพื่อรักษาความรัก” ก็ตาม

หากใครกำลังเจอสถานการณ์แบบนี้ อย่าเพิ่งเร่งตัดสินใจ ลองกลับมานั่งคุยกันดีๆ เพราะบางครั้ง “คำอธิบาย” ที่จริงใจอาจเป็นกุญแจไขหัวใจที่ปิดตกเอาไว้

ที่มา – “ยุ้ย ญาติเยอะ” เผยเคยโดนกดดันต้องห้ามอ้วน เกือบเลิกกันเพราะจับได้ว่า”สามี”เพราะแอบส่องแฟนเก่า!

ฮ่องกงมุ่งสร้างเครือข่ายท่าเรือพันธมิตรนานาชาติ พัฒนาระเบียงเดินเรือสีเขียว

ฮ่องกงกำลังเดินหน้าสร้างเครือข่ายท่าเรือพันธมิตรนานาชาติอย่างเต็มตัว เพื่อพัฒนาระเบียงเดินเรือสีเขียวและยกระดับศักยภาพในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ โดยรัฐบาลเขตบริหารพิเศษฮ่องกงได้มีแนวทางชัดเจนในการส่งเสริมการขนส่งแบบหลายรูปแบบ ทั้งทางราง ทางทะเล ทางบก และทางแม่น้ำ จากเมืองและมณฑลในแผ่นดินใหญ่ของจีน ไปยังตลาดต่างประเทศผ่านฮ่องกง

ฮ่องกงมุ่งสร้างเครือข่ายท่าเรือพันธมิตรนานาชาติ พัฒนาระเบียงเดินเรือสีเขียว

ปัจจุบัน สินค้าที่นำออกจากเทศบาลนครฉงชิ่งและเมืองเฉิงตูสามารถส่งออกไปยังต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านการเชื่อมต่อระบบขนส่งหลายรูปแบบ โดยเริ่มจากการขนส่งทางรางหรือทางบกไปยังท่าเรือในฮ่องกง ไม่ว่าจะเป็นท่าเรือเหยียนเถียนในเซินเจิ้น หรืออ่าวเป่ยปู้ในกว่างซีจ้วง จากนั้นจึงขนส่งต่อทางเรือไปยังสถานีตู้คอนเทนเนอร์ที่ขุยชิงด้วยเรือลำเลียงหรือเรือเดินสมุทรรายวัน วิธีการนี้ช่วยใช้จุดแข็งของท่าเรือต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่และสร้างประโยชน์ร่วมกันระหว่างพันธมิตร

พัฒนาระเบียงเดินเรือสีเขียวอย่างยั่งยืน

นอกจากการเชื่อมโยงด้านโลจิสติกส์แล้ว ฮ่องกงยังมีแนวคิดในการพัฒนาระเบียงเดินเรือที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้เป้าหมายการใช้เชื้อเพลิงที่สะอาดขึ้น โดยภายในปี 2569 ฮ่องกงจะบังคับให้เรือที่ให้บริการเติมเชื้อเพลิงเมทานอลในน่านน้ำของตัวเมืองต้องติดตั้งเครื่องวัดอัตราการไหลของมวล เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในการจ่ายเชื้อเพลิงและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ทั้งนี้ ฮ่องกงยังมีแผนจะแก้ไขข้อบังคับการเดินเรือพาณิชย์ (การจดทะเบียน) ในปีหน้า เพื่อปรับกระบวนการให้เป็นระบบดิจิทัลและยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น ทำให้เรือเดินทางระหว่างประเทศสามารถลงทะเบียนกับหน่วยงานของฮ่องกงได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น

  • การเชื่อมต่อระบบขนส่งหลายรูปแบบให้มีประสิทธิภาพ
  • การพัฒนาความสามารถของท่าเรือให้รองรับสินค้าระหว่างประเทศ
  • การปรับปรุงข้อบังคับให้ทันสมัยและเป็นมิตรกับผู้ประกอบการเรือ
  • การสนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

การสร้างเครือข่ายท่าเรือพันธมิตรนานาชาติของฮ่องกง สะท้อนวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการรักษาสถานะของฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์ชั้นนำของเอเชีย และเป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นในการบรรลุเป้าหมายความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม

เมื่อต้องขนส่งสินค้าไปยังตลาดโลก การเลือกใช้บริการของท่าเรือที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยจึงเป็นสิ่งสำคัญ ฮ่องกงพร้อมเป็นพันธมิตรที่น่าเชื่อถือในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก

ที่มา – ฮ่องกงมุ่งสร้างเครือข่ายท่าเรือพันธมิตรนานาชาติ พัฒนาระเบียงเดินเรือสีเขียว