ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

โคราชเตือน อ่างลำเชียงไกรวิกฤติแล้ว ให้ชาวบ้านเฝ้าระวังน้ำท่วม

เมื่อวันที่ 17 กันยายน ได้มีรายงานข่าวจากสำนักข่าวว่า อ่างเก็บน้ำลำเชียงไกร (ตอนล่าง) อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา ได้ทำการยกบานประตูระบายน้ำจำนวน 2 บาน เพื่อระบายน้ำออกอย่างเร่งด่วน เนื่องจากมีฝนตกอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ ส่งผลให้ปริมาณน้ำใน อ่างลำเชียงไกรวิกฤติแล้ว และมีน้ำล้นออกมานอกอ่าง

โคราชเตือน อ่างลำเชียงไกรวิกฤติแล้ว

ณ เวลานี้ อ่างลำเชียงไกรวิกฤติแล้ว โดยมีปริมาณน้ำในอ่างอยู่ที่ 28.68 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 103.69% ของความจุเต็มที่ซึ่งอยู่ที่ 27.70 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งหมายความว่าน้ำเริ่มล้นขอบและมีความเสี่ยงสูงต่อการท่วมพื้นที่โดยรอบ

ผลกระทบจากน้ำที่ระบายออกจากอ่าง

ผลกระทบจากการที่อ่างลำเชียงไกรวิกฤติแล้ว ส่งผลให้ปริมาณน้ำที่ระบายออกมานั้นเริ่มท่วมพื้นที่ท้ายอ่าง โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอโนนสูง ซึ่งได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมนาข้าว ประชาชนหลายรายได้รับความเดือดร้อนจากการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จึงเร่งเตือนให้ชาวบ้านในพื้นที่ เฝ้าระวังและติดตามข่าวสารเกี่ยวกับ อ่างลำเชียงไกรวิกฤติแล้ว อย่างใกล้ชิด

เจ้าหน้าที่จากสำนักชลประทานที่ 8 นครราชสีมา ได้เปิดเผยว่า ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำลำเชียงไกรยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากยังคงมีฝนตกในพื้นที่ตอนบนของอ่าง จึงทำให้ความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่ท้ายอ่างเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นประชาชนที่พักอาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียง ควรมีการเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

  • ตรวจสอบข่าวสารจากหน่วยงานท้องถิ่นอย่างสม่ำเสมอ
  • ติดตามรายงานสภาพอากาศล่วงหน้า
  • เตรียมแผนอพยพในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน
  • มีน้ำสะอาดและของจำเป็นสำหรับการอพยพ

อ่างลำเชียงไกรวิกฤติแล้ว ถือเป็นสถานการณ์เร่งด่วนที่ประชาชนในพื้นที่ควรให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะนอกจากจะมีผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินแล้ว ยังส่งผลต่อรายได้จากการเกษตรของประชาชนในพื้นที่รายล้อมอ่างเก็บน้ำด้วย

อย่างไรก็ตาม การเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมือเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องทำ หากคุณพักอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ควรสนใจข่าวสารอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ ควรเชื่อฟังคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

สำหรับผู้ที่มีที่ดินทางตอนล่างของ อ่างลำเชียงไกรวิกฤติแล้ว ควรเตรียมพร้อมพร้อมกับการย้ายของมีค่า รวมถึงวางแผนรับมือกับน้ำท่วมได้อย่างเหมาะสม หากคุณเป็นเจ้าของนาข้าว อาจพิจารณาหยุดการเพาะปลูกชั่วคราวเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์ในขณะนี้ยังคงพัฒนาอย่างรวดเร็ว จึงขอให้ทุกคนให้ความสำคัญกับข้อมูลที่ประกาศอย่างใกล้ชิด และร่วมมือกับหน่วยงานในการป้องกันและแก้ไขปัญหาในเวลาที่เหมาะสม ความมั่นใจและความปลอดภัยของคุณ คือเป้าหมายหลักของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – ‘โคราช’ เตือนอ่างลำเชียงไกรวิกฤติแล้ว ให้ชาวบ้านติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

“เหยื่อความรุนแรง” ในโรงเรียนเกาหลีใต้ พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

ในปี 2025 ประเทศเกาหลีใต้เผชิญกับปัญหาความรุนแรงในโรงเรียนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ “เหยื่อความรุนแรง” ในโรงเรียนเกาหลีใต้ ซึ่งมีอัตราสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อเทียบตั้งแต่เริ่มมีการสำรวจในปี 2024 ข้อมูลจากกระทรวงศึกษาธิการประเทศเกาหลีใต้ระบุว่า นักเรียนจำนวน 2.5% ของทั้งหมดประสบปัญหาความรุนแรงในโรงเรียน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 0.4%

“เหยื่อความรุนแรง” ในโรงเรียนเกาหลีใต้ พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

ผลสำรวจดังกล่าวได้จากการเก็บข้อมูลแบบออนไลน์ที่ใช้เวลา 4 สัปดาห์ ซึ่งสิ้นสุดในวันที่ 13 พฤษภาคม ครอบคลุมนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนปลายและมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย

น่าสังเกตว่าเมื่อเทียบกับช่วงวิกฤตโควิด-19 ในปี 2020 ที่อัตราการถูกทำร้ายอยู่ที่ 0.9% ตัวเลขนี้ได้รับการฟื้นตัวและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มาถึงระดับ 2.5% ในปี 2025 สะท้อนถึงความรุนแรงในสถานศึกษาที่เพิ่มมากขึ้น

กลุ่มเสี่ยงและระดับการศึกษา

เชิงลึกของข้อมูลระบุว่า เด็กระดับประถมศึกษาตอนปลายมีอัตรา “เหยื่อความรุนแรง” สูงที่สุด ถึงร้อยละ 5 ซึ่งเพิ่มขึ้น 0.8% จากปี 2024 ส่วนระดับมัธยมต้นเพิ่มขึ้นเป็น 2.1% และมัธยมปลายที่ 0.7%

ปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหานี้ ได้แก่

  • การใช้วาจาทำร้ายผู้อื่น – 39%
  • การกลั่นแกล้งแบบเป็นกลุ่ม – 16.4%
  • ความรุนแรงทางร่างกาย – 14.6%
  • การกลั่นแกล้งผ่านโลกออนไลน์ – 7.8%

ข้อมูลภาพ : ซินหัว

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขความรุนแรงทางวาจาและความรุนแรงทางร่างกายลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่การกลั่นแกล้งกลุ่มและการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์กลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญที่สังคมควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

การศึกษาและสุขภาพจิตของเยาวชนเป็นรากฐานสำคัญของอนาคต ดังนั้นการป้องกัน “เหยื่อความรุนแรง” ในโรงเรียนเกาหลีใต้ จึงเป็นเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการโดยรวบรวมความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างจริงจัง

หากคุณเป็นผู้ปกครองหรือครู ควรเริ่มจากสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับเด็ก และสนับสนุนการศึกษาที่เน้นความเข้าใจและการเคารพสิทธิของผู้อื่น เพราะการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากการรับรู้ร่วมกันในชุมชนการเรียนรู้

ที่มา – “เหยื่อความรุนแรง” ในโรงเรียนเกาหลีใต้ พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

รับจุกๆ กบข.เผยยอดจ่ายเงินเกษียณปีนี้พุ่ง 2.5 หมื่นล้าน คนได้เยอะสุด 7.59 ล้าน

ใกล้เข้าสู่ช่วงเวลาเกษียณของข้าราชการประจำปี คณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เตรียมแจกเงินก้อนให้สมาชิกที่เกษียณอายุราชการในปี 2568 วงเงินกว่า 25,500 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นจำนวนที่สูงมากเมื่อเทียบกับปีก่อน ๆ

รับจุกๆ กบข.เผยยอดจ่ายเงินเกษียณปีนี้พุ่ง 2.5 หมื่นล้าน คนได้เยอะสุด 7.59 ล้าน

ตามข้อมูลที่เผยแพร่โดย นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ เลขาธิการ กบข. ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 มีผู้ที่เกษียณราชการรวม 18,174 ราย จากสมาชิกทั้งหมด 1.27 ล้านราย ที่สะสมเงินเข้ากองทุนนี้มานานหลายปี กบข. จึงเตรียมจ่ายเงินก้อนให้แก่กันทุกคนตามขั้นตอนอย่างครบถ้วน

โดยเงินที่สมาชิกจะได้รับนั้น มาจาก 3 ส่วนหลัก ได้แก่ เงินสะสมของตัวเอง เงินสมทบจากรัฐบาล และผลจากการลงทุนของ กบข. ซึ่งมีประสิทธิภาพสูง เฉลี่ยแล้วแต่ละรายจะได้รับ ประมาณ 1.49 ล้านบาท ส่วนมากที่สุดมีถึง 7.59 ล้านบาท และสามารถจ่ายเงินให้สมาชิกภายใน 7 วันทำการ หลังจากได้รับเอกสารเรียบร้อย

ให้บริการออมต่อ ป้องกันจากมิจฉาชีพ

สำหรับสมาชิกที่ยังไม่มีแผนใช้เงินก้อน สามารถเลือกใช้บริการ “ออมต่อ” ของ กบข. เพื่อให้ทางสำนักงานบริหารเงินลงทุนให้ต่อ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความมั่นคงและป้องกันการตกเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉาชีพที่หลอกลวงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปัจจุบันมีผู้ที่เลือกบริการออมต่อกับ กบข. แล้วกว่า 8,000 ราย โดยให้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีที่ 4% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ถือว่ามีศักยภาพในการสร้างรายได้แบบยั่งยืนให้กับสมาชิกที่เลือกวิถีเกษียณอย่างมีคุณภาพ

บางรายได้ถึง 7.59 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม หากไม่อยากรับเงินเป็นก้อนทั้งหมด สมาชิกสามารถเลือก 4 รูปแบบของบริการออมต่อที่ตรงกับความต้องการ เช่น รับเงินบางส่วน แล้วให้บริหารส่วนที่เหลือ หรือจะทยอยรับเป็นงวดเดือน 3 เดือน หรือทุกปี ซึ่งทุกรูปแบบต่างก็มีประโยชน์ตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล

การแจ้งความประสงค์เพื่อใช้บริการออมต่อ สามารถดำเนินการได้ 2 ช่องทางหลัก ได้แก่ ระบบ Digital Pension ของกรมบัญชีกลาง หรือผ่านหน่วยงานต้นสังกัดโดยตรง พร้อมยื่นแบบฟอร์ม กบข. รง 008/1/2555 และเลือกรูปแบบที่ถูกใจมากที่สุด ตัดสินใจอย่างชาญฉลาดเพื่ออนาคตการเกษียณที่มั่นคง

นอกจากนี้ สมาชิกยังสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์บริการข้อมูลสมาชิก 1179 ซึ่งมีเจ้าหน้าที่คอยให้ข้อมูลครบถ้วนและทันใจทุกคำถามที่เกี่ยวข้องกับ กบข.

การวางแผนการใช้เงินเมื่อเกษียณจึงควรคำนึงถึงความมั่นคง สบายใจ และปลอดภัยจากการโดนหลอก โดยการใช้บริการของหน่วยงานรัฐอย่าง กบข. จะช่วยให้คุณเข้าใกล้เกษียณอย่างมีสุขมากขึ้นด้วย

ที่มา – รับจุกๆ กบข.เผยยอดจ่ายเงินเกษียณปีนี้พุ่ง 2.5 หมื่นล้าน คนได้เยอะสุด 7.59 ล้าน

การปรับตัวรับมือสภาพภูมิอากาศของเกษตรกรผู้ปลูกลองกอง

การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมอย่างมากมาย โดยเฉพาะกับผลไม้ที่มีความอ่อนไหวต่อปริมาณน้ำและอุณหภูมิอย่างลองกอง ซึ่งเป็นไม้ผลที่ชาวสวนให้ความสำคัญในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ฤดูกาลปกติของลองกองจะเริ่มออกดอกช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน และให้ผลผลิตหลังจากนั้นประมาณ 5–6 เดือน จนสามารถเก็บเกี่ยวได้ในช่วงสิงหาคมถึงกันยายน ผลผลิตจะทยอยออกสู่ตลาดแต่ละพื้นที่ ไม่รวมตัวกันทั้งประเทศ ทำให้มีความต่อเนื่องในซัพพลาย

ผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศต่อการปลูกลองกอง

อย่างไรก็ตามในช่วงที่ผ่านมานี้ สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงทั้งฝนที่ตกไม่สม่ำเสมอและปริมาณน้ำที่ลดลง ทำให้ต้นลองกองในหลายพื้นที่หยุดการเจริญเติบโต ส่งผลให้ผลผลิตลดลงและกระทบต่อรายได้ของเกษตรกร กระทรวงเกษตรฯ และกรมส่งเสริมการเกษตร จึงเข้าไปสนับสนุนเทคโนโลยีใหม่ ๆ แก่เกษตรกร เช่น การทำสาวให้ลองกอง และการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อช่วยให้ต้นไม้สามารถปรับตัวได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

แนวทาง Climate-Smart Agriculture (CSA) ที่ช่วยพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน

หนึ่งในแนวทางสำคัญที่กรมส่งเสริมการเกษตรขับเคลื่อนคือ “Climate-Smart Agriculture” หรือ CSA ซึ่งเน้นการปรับตัวเชิงระบบและให้ความรู้แก่เกษตรกร ได้แก่ การจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างแหล่งน้ำสำรอง ระบบชลประทานขนาดเล็ก การคลุมดินและการปลูกพืชร่วมเพื่อประหยัดน้ำ การฟื้นฟูดินผ่านปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยพืชสด และ Biochar เพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน การจัดระบสวนให้เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศ อย่างการตัดแต่งกิ่งเพื่อป้องกันโรค และส่งเสริมพันธุ์ลองกองที่มีความต้านทานแมลงโรค

ผู้ปลูกลองกองยังได้รับการสนับสนุนในเรื่องการสร้างมูลค่าเพิ่มไปสู่การแปรรูป เช่น น้ำลองกอง แยมลองกอง ขนมขบเคี้ยว รวมถึงกระบวนการประกันคุณภาพผ่าน GAP และ GI เพื่อเสริมความน่าเชื่อถือในตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ บางพื้นที่ยังใช้ Storytelling เชื่อมโยงวัฒนธรรมท้องถิ่นกับลูกลองกอง เพื่อเพิ่มความโดดเด่นให้กับผลิตภัณฑ์ ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้เกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) ได้เข้ามามีบทบาทในการถ่ายทอดวิชาและเทคโนโลยีให้กับกลุ่มชุมชน

  • การจัดการน้ำอย่างเหมาะสม: การทำระบบน้ำหยด การเก็บน้ำฝน และการใช้ถังพักน้ำ
  • การฟื้นฟูดินด้วยธรรมชาติ: ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ และ Biochar
  • โปรแกรมพัฒนาพันธุ์: พัฒนาเกษตรกรให้สามารถเลือกใช้พันธุ์ที่ทนต่อสภาพอากาศ
  • การสร้างตลาดและมูลค่าเพิ่ม: การแปรรูปและวางช่องทางขายผ่านออนไลน์

การปรับตัวของเกษตรกรผู้ปลูกลองกองจึงไม่ใช่แค่การรับมือกับความเสี่ยง แต่คือโอกาสในการเปลี่ยนแปลงสู่การปลูกอย่างมีคุณภาพปลอดภัย และรักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน เพื่อให้สามารถยืนหยัดในตลาดไทยและตลาดโลกอย่างยั่งยืน

หากคุณเป็นหนึ่งในเกษตรกรผู้ปลูกลองกองหรือผู้สนใจในวงการการเกษตรอย่างยั่งยืน การติดตามแนวทางใหม่ ๆ และการลงมือปรับตัวตามสภาพภูมิอากาศ จะเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของคุณในระยะยาว

ที่มา – การปรับตัวรับมือสภาพภูมิอากาศของเกษตรกรผู้ปลูกลองกอง

‘ภาคประชาชน-ตัวแทนคณะนักศึกษา’ บุกสภายื่นพรรคประชาชน จี้ ตรวจสอบรัฐบาลอาจแทรกแชงคดีเขากระโดง-ฮั้วสว.-ใช้อำนาจปูทางเลือกตั้ง 2570

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 17 กันยายน ที่รัฐสภา ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญที่ดึงดูดความสนใจของสาธารณชน ซึ่งมีภาคประชาชนและตัวแทนคณะนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี นำโดย นายประดิษฐ์ พราหมณ์จินดา และ นายศุภวิชญ์ เย็นประสิทธิ์ พร้อมคณะ เดินทางมายื่นหนังสือต่อนายภัณฑิล น่วมเจิม และนายอานุภาพ ลิขิต อำนวยชัย ส.ส.พรรคประชาชน

‘ภาคประชาชน-ตัวแทนคณะนักศึกษา’ บุกสภายื่นพรรคประชาชน

หนังสือดังกล่าวเป็นการเรียกร้องให้พรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านและสัญลักษณ์ของมวลชนประชาชน ทำการตรวจสอบและติดตามการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะในเรื่องการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งในปี 2570 ที่อาจมีการแทรกแซงคดีสำคัญ เช่น คดีเขากระโดง และคดีฮั้ว ส.ว. ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องการการตรวจสอบอย่างเข้มงวด

ความกังวลต่อพฤติกรรมของรัฐบาล

นายประดิษฐ์ พราหมณ์จินดา กล่าวหลังยื่นหนังสือว่า “ความกังวลของประชาชนมีพื้นฐานจากการที่รัฐบาลปัจจุบันมีแนวโน้มในการใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว โดยเฉพาะการจัดตั้งรัฐบาลที่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม และการใช้อำนาจผ่านคำสั่งระดับสูงเพื่อจัดสรรกรรมการองค์กรอิสระในเชิงพรรคร่วม เพื่อให้ตนมีโอกาสคว้าตำแหน่งสำคัญ_loo และเดินหน้าเตรียมการเลือกตั้งในปี 2570 ด้วยความไม่เป็นธรรม”

ทั้งนี้ ‘ภาคประชาชน-ตัวแทนคณะนักศึกษา’ บุกสภายื่นพรรคประชาชน เพื่อให้พรรคประชาชนในฐานะกลไกสายใยของประชาชน ตรวจสอบความชอบธรรมในการถือครองตำแหน่งของบุคคลในรัฐบาลเป็นรายบุคคล โดยเฉพาะในกรณีที่มีการกำหนดตัวให้ล้มคดีสำคัญๆ

พรรคประชาชนพร้อมพิจารณาประเด็นอย่างจริงจัง

นายภัณฑิล น่วมเจิม ตัวแทนพรรคประชาชนได้กล่าวว่าจะพิจารณาประเด็นที่ถูกนำเสนอทั้งหมดเพื่อหาทางออกที่โปร่งใส ซึ่งรวมถึงประเด็นคดี เขากระโดง ประเด็นคดีฮั้ว ส.ว. และพฤติกรรมของกลุ่มบุคคลที่อยู่ในอำนาจ

“เราพร้อมรับฟังและนำประเด็นที่กระทบต่อ การเมืองไทย และความเชื่อมั่นของประชาชนไปพิจารณาในกรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้แนวทางในการฟื้นฟูความน่าเชื่อถือของสถาบันการเมืองในระยะต่อไป”

  • ติดตามความเคลื่อนไหวของ ‘ภาคประชาชน-ตัวแทนคณะนักศึกษา’ บุกสภายื่นพรรคประชาชน อย่างใกล้ชิด
  • ผลักดันให้มีการตรวจสอบคุณสมบัติและความบริสุทธิ์ใจของผู้ดำรงตำแหน่งในรัฐบาล
  • เรียกร้องให้เปิดเผยความจริงเกี่ยวกับคดีสะเทือนขวัญของสังคม

จากการเคลื่อนไหวครั้งนี้ เป็นสัญญาณชัดเจนว่า masses’ voice ไม่ได้เงียบงันต่อการเมืองที่อาจเป็นการจัดฉาก เพื่อปกป้องผลประโยชน์โดยไม่คำนึงถึงความยุติธรรม

การที่ ‘ภาคประชาชน-ตัวแทนคณะนักศึกษา’ บุกสภายื่นพรรคประชาชน เพื่อเรียกร้องผลประโยชน์และตรวจสอบภูมิหลังของรัฐบาล แสดงให้เห็นว่า สังคมเริ่มปลุกตัวจากการถูกครอบงำ ทำให้พรรคฝ่ายค้านต้องกลับมามองความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น

เราขอเชิญชวนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา ผู้มีอาชีพ หรือประชาชนทั่วไป ให้ให้ความสนใจและมีส่วนร่วมในกระบวนการตรวจสอบนี้ อย่าปล่อยให้เสียงประชาชนถูกกลืนหายไปในบริบทของการเมืองอันบิดเบี้ยว

ที่มา – ‘ภาคประชาชน-ตัวแทนคณะนักศึกษา’ บุกสภายื่นพรรคประชาชน จี้ ตรวจสอบรัฐบาลอาจแทรกแชงคดีเขากระโดง-ฮั้วสว.-ใช้อำนาจปูทางเลือกตั้ง 2570

สส.ประจวบดันบึงบัวสามรอยยอดใหม่เป็นแลนด์มาร์ก

เมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2568 นายสังคม แดงโชติ ส.ส.จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้เปิดเผยว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งล่าสุด เขาได้นำเสนอประเด็นความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ผ่านประธานสภา เพื่อให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไข โดยเฉพาะในเรื่องของโครงการพัฒนาที่มีศักยภาพสูง เช่น “บึงบัวสามรอยยอด”

สส.ประจวบดันโครงการบึงบัวสามรอยยอด

ที่ผ่านมา ทาง นายสังคม ได้รับเรื่องร้องเรียนจาก ร.ต.ต.ธิติ เนตรสว่าง นายก อบต.สามร้อยยอด ขอให้ช่วยติดตามสถานการณ์โครงการก่อสร้างเส้นทางท่องเที่ยว บึงบัวสามรอยยอด ซึ่งเป็นจุดเด่นของจังหวัดประจวบ โครงการนี้มีแผนสร้างสะพานยกระดับระยะทางกว่า 1,250 เมตร เพื่อมอบประสบการณ์เฉพาะตัวให้แก่นักท่องเที่ยวที่มาเยือน โดยจะพาผู้เข้าชมลัดเลาะไปยังพื้นที่ธรรมชาติริมบึงและเชิงเขาอย่างใกล้ชิด ซึ่งขณะนี้ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติสามร้อยยอดและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแล้ว ทำให้มีความพร้อมในการดำเนินการต่อไป

บึงบัวสามรอยยอด มีศักยภาพสูงในการพัฒนาให้เป็นแลนด์มาร์กสำคัญของจังหวัดประจวบ หากได้รับการสนับสนุนและเร่งรัดโครงการให้สามารถเปิดให้บริการใกล้เคียงกับแผนการเดิม จะสามารถเพิ่มรายได้ด้านการท่องเที่ยวในระดับภูมิภาคได้อย่างชัดเจน

ช่วยหนุนโครงการอ่างเก็บน้ำเพื่อจัดการภัยแล้ง

เรื่องที่สองที่ นายสังคม ได้สะกิดต่อประธานสภา คือ การแก้ปัญหาภัยแล้งในพื้นที่อำเภอปราณบุรี จากการรายงานของนายพีระ สุกิจปาณีนิจ นายก อบต.ไร่เก่า ที่ระบุว่า ในฤดูแล้งแหล่งน้ำธรรมชาติในพื้นที่มีน้ำตื้นและไม่เพียงพอต่อการใช้งานของประชาชน ซึ่งมีผลกระทบต่อการเกษตรและอุปโภคบริโภค โดยเสนอแนวทางให้มีการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยหนองกระชิด และบ้านห้วยร่อนแก่ง ซึ่งจะช่วยให้พื้นที่มีระบบน้ำสำรองใช้ในช่วงที่ขาดแคลนน้ำ โดยนายสังคม ได้ร้องขอให้กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญและเร่งดำเนินการเพื่อความยั่งยืนในระยะยาว

  • เร่งรัดการอนุมัติโครงการพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยว
  • พัฒนาและปลูกสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยว
  • ลดผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งด้วยโครงการอ่างเก็บน้ำ

โครงการ “บึงบัวสามรอยยอด” ไม่เพียงแต่จะช่วยพัฒนาภูมิทัศน์ทางธรรมชาติ แต่ยังเป็นมิติใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานท่องเที่ยวของจังหวัดอย่างมีศักยภาพ การร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วนจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ความคืบหน้าเกิดขึ้นจริง

หากสังคมในพื้นที่และหน่วยงานท้องถิ่นได้ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด เชื่อว่าโครงการไม่เพียงแค่สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน แต่จะกลายเป็นจุดหมายปลายทางใหม่ที่น่าจดจำในจังหวัดประจวบอย่างแท้จริง

ที่มา – ‘สส.ประจวบ‘ ดันโครงการ ‘บึงบัวสามรอยยอด‘ เป็นแลนด์มาร์กใหม่

CHOW คว้าใบรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ เพิ่ม 6 ผลิตภัณฑ์

CHOW ผู้นำด้านการผลิตเหล็กแท่งยาวรายใหญ่ของไทย ประกาศความสำเร็จอีกครั้งด้วยการได้รับใบรับรอง คาร์บอนฟุตพริ้นท์ เพิ่มเติมอีก 6 ผลิตภัณฑ์ จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ประจำปี 2568 นี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่ส่งเสริมความน่าเชื่อถือและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ พร้อมยกระดับการแข่งขันในตลาดเหล็กไทยให้แกร่งขึ้นทุกระดับ

คาร์บอนฟุตพริ้นท์ คืออะไร?

คาร์บอนฟุตพริ้นท์ หรือการปล่อยก๊าซคาร์บอน เป็นดัชนีที่คำนวณปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การผลิต การขนส่ง ไปจนถึงการใช้งานและกำจัด ทำให้ผู้บริโภคทราบถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถเลือกใช้สินค้าที่เป็นมิตรต่อโลกใบนี้ได้อย่างมีสติ

CHOW และความมุ่งมั่นสู่ความยั่งยืน

นายพุฒิพงศ์ ภักดีพิพัฒน์กุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายขายและช่องทางการจัดจำหน่าย บริษัท เชาว์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ CHOW ในการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ ทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยเฉพาะในเรื่องของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายสู่ธุรกิจสีเขียว

สินค้าที่ได้รับ ใบรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ล่าสุดของ CHOW ได้แก่:

  • เหล็กแท่งยาว เกรด 3SP, SR24 และ SD40 ซึ่งมีการปล่อยก๊าซ CO₂ เท่ากับ 618 kgCO₂ eq.
  • เหล็กข้ออ้อย เกรด DB8, DB10 และ DB12 มีการปล่อยก๊าซ CO₂ เท่ากับ 639 kgCO₂ eq.

การได้รับ คาร์บอนฟุตพริ้นท์ นี้ เป็นการยืนยันถึงคุณภาพการผลิตที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือในสายตาของลูกค้าและคู่ค้าทั้งในและต่างประเทศ

อนาคตของตลาดเหล็กในแนวทางสีเขียว

随着如今市场对环境友好型产品的需求越来越明显,企业不仅要追求商业成就,更要在环保和社会责任上展现出实际的行动。CHOW ดูเหมือนจะเข้าใจสิ่งนี้เป็นอย่างดี ด้วยการเร่งผลักดันให้ทุกขั้นตอนของการดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างยั่งยืน และสร้างความตระหนักรู้ให้กับผู้บริโภคเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ในยุคที่โลกต้องเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก CHOW ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่นำทางสู่อนาคตของอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศไทยอย่างยั่งยืน พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้หลายภาคส่วนในประเทศไทยหันมาใส่ใจในเรื่องของการดำเนินธุรกิจที่ใส่ใจทั้งประสิทธิภาพและความรับผิดชอบ

อยากรู้ว่าสินค้าที่คุณใช้อยู่ในชีวิตประจำวันมีผลกระทบต่อโลกแค่ไหน? ลองเริ่มต้นให้ความสำคัญกับสินค้าที่มีเครื่องหมาย คาร์บอนฟุตพริ้นท์ รับรองได้ว่าเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับโลกใบนี้!

ที่มา – CHOW คว้าใบรับรอง “คาร์บอนฟุตพริ้นท์” เพิ่ม 6 ผลิตภัณฑ์ พร้อมยกระดับการแข่งขันตลาดเหล็ก เดินหน้าสู่ความยั่งยืน

รอกันหน่อย บัญชีกลาง แจ้งเงินสงเคราะห์ผู้สูงอายุฯ เข้าวันนี้ ไม่เกิน 15.00 น.

ผู้สูงอายุที่ลงทะเบียนในโครงการสวัสดิการแห่งรัฐปีงบประมาณ 2568 ต้องรอกันหน่อย เพราะ บัญชีกลาง แจ้งว่า เงินสงเคราะห์ผู้สูงอายุ สำหรับรอบวันที่ 17 กันยายน 2568 จะมีการโอนเข้าบัญชีพร้อมเพย์ไม่เกินเวลา 15.00 น. ของวันนี้

นางสาวทิวาพร ผาสุข รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะโฆษกกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริหารกองทุนผู้สูงอายุ ได้มีการกำหนดแนวทางในการจ่ายเงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพแก่ผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย ซึ่งได้รับสิทธิในโครงการ ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 เป็นจำนวนเงิน 100 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 8 เดือน (ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ – กันยายน 2568) โดยรวมแล้วแต่ละคนจะได้รับไม่เกิน 800 บาท

รอบการโอนเงินสงเคราะห์ผู้สูงอายุในปีงบประมาณ 2568

กรมบัญชีกลางได้จัดหารอบการจ่ายเงินทั้งหมด 3 รอบ ได้แก่

  • รอบที่ 1: วันที่ 16 กันยายน 2568
  • รอบที่ 2: วันที่ 17 กันยายน 2568
  • รอบที่ 3: วันที่ 18 กันยายน 2568

โดยแต่ละรอบจะเป็นการแบ่งกลุ่มตามวันเดือนปีเกิดเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการประมวลผล

ทำไมผู้สูงอายุต้องรอกันหน่อยวันนี้?

สำหรับผู้ที่มีวันเกิดระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2496 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2502 จะได้รับเงินในวันที่ 17 กันยายน 2568 ซึ่งในวันนี้เป็นกลุ่มที่มีจำนวนมาก ทำให้การประมวลผลเงินช่วยเหลือต้องใช้เวลานานกว่าปกติ การโอนเงินเข้าบัญชีพร้อมเพย์จึงอาจมีความล่าช้ากว่าเวลา 12.00 น. ทั่วไป โดยจะเวลาเข้าบัญชีในช่วงบ่ายของวันที่ 17 กันยายนนี้ กรมบัญชีกลางขออภัยในความไม่สะดวกที่อาจเกิดขึ้น และยืนยันว่าผู้มีสิทธิในรอบวันที่ 18 กันยายนจะได้รับเงินตามปกติ

เงื่อนไขการรับเงินสวัสดิการผู้สูงอายุ

ผู้สูงอายุที่ต้องการรับ เงินสงเคราะห์ผู้สูงอายุ ต้องดำเนินการผูกบัญชีพร้อมเพย์กับเลขประจำตัวประชาชน หรือหากประสงค์ให้โอนเงินเข้าบัญชีร่วมหรือบัญชีผู้อื่น ควรติดต่อขอดาวน์โหลดและยื่นแบบฟอร์มหนังสือให้ความยินยอมได้ที่:

หากพลาดวันที่กำหนดในการยื่นเอกสารก็อาจทำให้ไม่ได้รับเงินสนับสนุนในรอบที่ต้องการได้ อย่าลืมตรวจสอบและดำเนินการให้ครบถ้วนตามขั้นตอนที่กำหนด

แม้จะมีความล่าช้าในวันนี้ แต่หากท่านเตรียมพร้อมก่อนหน้า ทั้งการผูกบัญชีพร้อมเพย์และยื่นความประสงค์ก็จะได้รับเงินสนับสนุนได้อย่างไม่มีปัญหา มารอดูกันหน่อยว่าเงินจะเข้าพร้อมเพย์จริง ๆ ภายในเวลา 15.00 น. ของวันนี้หรือไม่

ที่มา – รอกันหน่อย บัญชีกลาง แจ้งเงินสงเคราะห์ผู้สูงอายุฯ เข้าวันนี้ ไม่เกิน 15.00 น.

รัฐบาลอนุทินเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ผนึกภาคใต้ดันเศรษฐกิจ

รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล พร้อมเดินหน้าโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระดับยุทธศาสตร์ อย่าง โครงการแลนด์บริดจ์ ที่มีจุดประสงค์เพื่อเชื่อมโยงระบบคมนาคมระหว่างทะเลอ่าวไทยและทะเลอันดามัน บนแนวชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชุมพรและระนอง ซึ่งถือเป็นจุดเชื่อมสายการค้าระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รัฐบาลอนุทินเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์

เมื่อวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า การรวมตัวของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) จังหวัดชุมพร ภายใต้การนำของนายชุมพล จุลใส อดีต ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือและการสานพลังภาคใต้เพื่อพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง

นางพิพัฒน์กล่าวต่อว่า โครงการแลนด์บริดจ์ เป็นกุญแจสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้ โดยเฉพาะในด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ โครงการดังกล่าวไม่เพียงแต่จะเพิ่มโอกาสในการจ้างงานในพื้นที่ แต่ยังช่วยเชื่อมโยงพื้นที่ภาคใต้เข้ากับเส้นทางเศรษฐกิจเชิงทะเลอาเซียน (SEA) และเส้นทางสายไหม ด้วยการลงทุนในระบบราง ถนน และท่าเรือทั้งสองฝั่งทะเล

ความคืบหน้าของโครงการแลนด์บริดจ์

อย่างไรก็ตาม นายพิพัฒน์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า โครงการนี้เริ่มต้นจากการวางรากฐานในสมัยที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และได้มีการศึกษาเปรียบเทียบผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือ EIA ไปบ้างแล้ว โดยตั้งเป้าเดินหน้าให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 4 เดือน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

“ถ้าเราไม่เริ่มทำวันนี้ ก็คงไม่มีวันที่โครงการจะเริ่มได้จริงๆ เพราะาการศึกษาผลกระทบ EIA ก็มีการดำเนินการไปบ้างแล้ว เหลือเพียงการตัดสินใจจากผู้บริหารระดับสูงในการขับเคลื่อนโครงการ

การดำเนินการครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสานต่อนโยบายเศรษฐกิจภายใต้แนวคิด รัฐบาลอนุทินเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ที่เน้นการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้อย่างยั่งยืน พร้อมช่วยเหลือชุมชนในพื้นที่ให้สามารถมีรายได้จากการขนส่ง ท่องเที่ยว และภาคบริการมากยิ่งขึ้น

สานต่อนโยบาย สร้างโอกาสใหม่ในภาคใต้

นอกจากนี้ ทีมผู้บริหารพรรคภูมิใจไทยยังได้เน้นย้ำว่า “เราในฐานะคนภาคใต้ต้องช่วยกันคิด ช่วยกันทำ เพื่อให้โครงการนี้เกิดขึ้นจริง เพราะเป็นโครงการที่มีขนาดใหญ่ คาดว่าจะนำเงินลงทุนมากกว่า 1 ล้านล้านบาท และจะสร้างความมั่นคงด้านเศรษฐกิจในระยะยาว”

หากโครงการฯ นี้เป็นจริง จะส่งผลดีต่อการจัดการพื้นที่ และเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเชื่อมโยงเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน อย่างไรก็ตาม หากไม่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในครั้งนี้ พรรคภูมิใจไทยก็ยินดีฝากแนวทางและความคิดที่ดีนำต่อยังรัฐบาลในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเป็นเรื่องสำคัญที่จะผลักดันให้ โครงการแลนด์บริดจ์ เริ่มต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกภาคส่วนจะมาร่วมกันผลักดันเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของภาคใต้และประเทศไทยโดยรวม

บทความนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการติดตามประเด็นเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาภาคใต้ภายใต้แนวทางของรัฐบาลอนุทิน จึงอย่าลืมติดตามข่าวสารอัพเดตอย่างใกล้ชิด

หากคุณเห็นว่าการพัฒนาภาคใต้นั้นจำเป็นและการลงทุนผ่านโครงการแลนด์บริดจ์เป็นทางเลือกที่น่าจับตามอง อย่าลืมแชร์บทความนี้ออกไปเพื่อเพิ่มความเข้าใจกันมากยิ่งขึ้น!

ที่มา – รัฐบาล ‘อนุทิน’เดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ผนึกกำลังทีมงานภาคใต้ดันเศรษฐกิจ

ป.ป.ช. ร้อยเอ็ดเดินหน้าปักหมุดสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังการทุจริตทุกมิติ

เมื่อวันที่ 16 กันยายน ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประจำจังหวัดร้อยเอ็ด ได้จัดกิจกรรมประชุมเชิงปฏิบัติการ “ปักหมุดแผนที่พื้นที่เสี่ยงต่อการทุจริต” ครั้งที่ 2 ภายใต้โครงการ “จิตพอเพียงต้านทุจริต” ณ ห้องประชุมโรงแรมเพชรรัชต์ การ์เด้น อ.เมืองร้อยเอ็ด

บรรยากาศในงานคึกคักด้วยผู้เข้าร่วมมากมาย ทั้งเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ภาคีเครือข่าย ป.ป.ช. พ.อ.ดร.สิน สีโสม ประธานโค้ช STRONG คณะโค้ชฯ นายจักรพรรณ ชินสมบัติ ประธานชมรม STRONG-จิตพอเพียงต้านทุจริตจังหวัดร้อยเอ็ด และเจ้าหน้าที่อื่นๆ รวมถึงสื่อมวลชนและประชาชนกว่า 200 คน

ป.ป.ช. ร้อยเอ็ดเดินหน้าปักหมุดสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังการทุจริตทุกมิติ

โครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ชาติด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มีจุดประสงค์สำคัญในการเฝ้าระวัง รับแจ้งเบาะแสการทุจริตจากภาคประชาชนในพื้นที่ และนำไปสู่กระบวนการตรวจสอบและดำเนินคดีอย่างโปร่งใส ข้อมูลที่ได้จะถูกรวบรวมและส่งต่อเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริง นำไปเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม

กิจกรรมครอบคลุมพื้นที่ 20 อำเภอทั่วจังหวัดร้อยเอ็ด ได้แก่ เมืองร้อยเอ็ด, เชียงขวัญ, โพธิชัย, หนองพอก, เมยวดี, โพนทอง, ศรีสมเด็จ, ธวัชบุรี, จังหาร, ทุ่งเขาหลวง, อาจสามารถ, พนมไพร, สุวรรณภูมิ, หนองฮี, โพนทราย, เกษตรวิสัย, ปทุมรัตน์, จตุรพักตรพิมาน, โพธิ์ชัย และเสลภูมิ

ปลูกฝังความโปร่งใสในทุกระดับ

โครงการไม่เพียงแต่จะปักหมุดพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง แต่ยังมุ่งสร้างความตระหนักรู้และปลูกฝังให้ประชาชนมีส่วนร่วมในระบบเฝ้าระวัง เปลี่ยนมาเป็น “หู ตา และเสียง” ในการผลักดันให้เกิดความโปร่งใสยั่งยืนในสังคม โดยนายกุล ภาคเดียว ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ร้อยเอ็ด กล่าวว่า ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นหัวใจสำคัญ หากทุกคนร่วมตรวจสอบและเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา จะช่วยให้การกำกับดูแลดีขึ้น และสร้างจังหวัดร้อยเอ็ดให้เป็นแบบอย่างด้านธรรมาภิบาล

จึงเห็นได้ว่า การดำเนินงานภายใต้โครงการ “จิตพอเพียงต้านทุจริต” เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการวางรากฐานเครือข่ายเฝ้าระวังทั่วทั้งพื้นที่ ที่จะสนับสนุนให้ข้อมูลเบาะแสจากประชาชนกลายเป็นหลักฐานจริง และนำไปสู่การดำเนินคดีอย่างเข้มงวดและมีประสิทธิภาพ

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่อยากเห็นความโปร่งใสในสังคม การให้ข้อมูลหรือการเป็นส่วนหนึ่งในเครือข่ายเฝ้าระวัง เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถเริ่มทำได้วันนี้

ที่มา – ป.ป.ช. ร้อยเอ็ดเดินหน้าปักหมุด สร้างเครือข่ายเฝ้าระวังการทุจริตทุกมิติ