ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

มส.เห็นชอบขยายชั้นเรียนระดับประถมศึกษา ‘โรงเรียนอนุบาลการกุศลวัดตระพังทอง’

ในการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ครั้งที่ 23/2568 ได้มีมติเห็นชอบให้ขยายชั้นเรียนระดับประถมศึกษา ‘โรงเรียนอนุบาลการกุศลวัดตระพังทอง’ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมการศึกษาภาคเอกชนและโรงเรียนการกุศลในระบบพระพุทธศาสนา

มส.เห็นชอบขยายชั้นเรียนระดับประถมศึกษา ‘โรงเรียนอนุบาลการกุศลวัดตระพังทอง’

รศ.ชัชพล ไชยพร นักวิชาการศาสนาเชี่ยวชาญ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม เปิดเผยว่า มหาเถรสมาคมมีมติเห็นชอบตามคำขอจากโรงเรียนอนุบาลการกุศลวัดตระพังทอง ซึ่งเป็นโรงเรียนการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนาภายใต้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดสุโขทัย โดยได้แจ้งขอขยายชั้นเรียนจากระดับปฐมวัยไปยังระดับประถมศึกษา (ป.1 – ป.6) ในปีการศึกษา 2569

ขยายการเรียนรู้ สร้างโอกาสใหม่ให้นักเรียน

ปัจจุบันโรงเรียนอนุบาลการกุศลวัดตระพังทอง มีนักเรียนจำนวน 332 คน ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ชั้นเตรียมอนุบาล ถึงชั้นอนุบาลปีที่ 3 การขยายชั้นเรียนระดับประถมศึกษาจะช่วยให้นักเรียนสามารถศึกษาต่อในโรงเรียนเดิมจนจบระดับประถม ลดการเปลี่ยนสถานศึกษาและปูพื้นฐานให้เด็กได้เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

  • วันที่ได้รับใบอนุญาต: 28 กันยายน 2544
  • จำนวนนักเรียนปัจจุบัน: 332 คน
  • ระดับชั้นที่เปิดสอน: เตรียมอนุบาล – อนุบาล 3
  • ระดับชั้นที่จะขยาย: ประถมศึกษา ป.1 – ป.6

รศ.ชัชพล กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินการขยายชั้นเรียนระดับประถมศึกษา ‘โรงเรียนอนุบาลการกุศลวัดตระพังทอง’ ต้องเป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการกำหนดมาตรการช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนเอกชนเป็นเงินอุดหนุนรายบุคคล (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2563 ข้อ 14/2 ที่กำหนดไว้ว่า “ในกรณีที่วัดในพระพุทธศาสนา เป็นผู้รับใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนการกุศลวัด จะต้องได้รับความเห็นชอบจากมหาเถรสมาคม” ซึ่งปัจจุบันทางมหาเถรสมาคมได้พิจารณาและเห็นชอบแล้วว่าสามารถอนุมัติให้ดำเนินการได้ทันที

การขยายชั้นเรียนระดับประถมศึกษาในครั้งนี้ ไม่เพียงแค่เพิ่มโอกาสทางการศึกษา แต่ยังช่วยส่งเสริมคุณภาพการเรียนรู้ในโรงเรียนการกุศลวัดในพระพุทธศาสนา โดยโรงเรียนอนุบาลการกุศลวัดตระพังทองจะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเยาวชนในพื้นที่ ยกระดับศักยภาพนักเรียนทั้งทางวิชาการ จริยธรรม และคุณธรรมที่สอดคล้องกับหลักศาสนา

ดังนั้น การมีมติจากมหาเถรสมาคมถือเป็นโอกาสทองที่จะช่วยสนับสนุนการศึกษาในรูปแบบการกุศลตามแนวคิดของพระพุทธศาสนา โรงเรียนวัดพึงมีการพัฒนาเชิงรุก เพื่อรองรับนักเรียนที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งในด้านโครงสร้างหลักสูตร การจัดสวัสดิการ และบุคลากรทางการศึกษา

หากคุณเป็นผู้ปกครองที่มองหาโรงเรียนที่ผสมผสานคุณธรรม จริยธรรม และคุณภาพการเรียนรู้ในระบบการกุศล โรงเรียนอนุบาลการกุศลวัดตระพังทองอาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่คุ้มค่าและน่าศึกษาในอนาคต

ที่มา – มส.เห็นชอบขยายชั้นเรียนระดับประถมศึกษา ‘โรงเรียนอนุบาลการกุศลวัดตระพังทอง’

เดือด! เล่ห์ทหารกัมพูชาใช้ชาวบ้านเป็นโล่ฮือรื้อรั้ว คฝ.ไทยยิงแก๊สน้ำตาแตกกระเจิง

วันที่ 17 กันยายน เหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นที่พรมแดนไทย-กัมพูชา เมื่อ “Army Military Force” ได้โพสต์คลิปเหตุการณ์พร้อมระบุว่า มีรายงานว่าทหารกัมพูชาได้เกณฑ์ชาวบ้านมาร่วมรื้อลวดหนามบริเวณบ้านหนองจานอีกครั้ง ซึ่งจากการสังเกตพบว่ามีการใช้ชาวบ้านเป็น โล่มนุษย์ เพื่อให้ขับไล่และกดดันเจ้าหน้าที่ตำรวจและกองกำลังบูรณาการของไทย

เดือด! เล่ห์ทหารกัมพูชาใช้ชาวบ้านเป็นโล่ฮือรื้อรั้ว คฝ.ไทยยิงแก๊สน้ำตาแตกกระเจิง

คลิปและข้อความถัดมาจะระบุว่า ทหารกัมพูชาใช้ชาวบ้านกดดันเจ้าหน้าที่ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้น จนนำไปสู่การใช้มาตรการควบคุมฝูงชน เช่น การยิงแก๊สน้ำตา และกระสุนยางเข้าใส่ฝูงชน ส่งผลให้ผู้คนในพื้นที่แตกกระเจิง

ภาพเหตุการณ์เดือดสูง

ภาพที่เผยแพร่บนโซเชียลมีเดียเผยให้เห็นถึงภัยคุกคามที่เจ้าหน้าที่ไทยต้องเผชิญ รวมถึงความกล้าหาญของฝ่ายทหารเขมรที่ใช้พลเมืองสามัญเป็น โล่ป้องกัน เพื่อก้าวล่วงเข้าทำลายรั้วราวในพื้นที่ บ้านหนองหญ้าแก้ว ท่ามกลางความหวาดกลัวของประชาชนท้องถิ่น

  • ทหารกัมพูชาเกณฑ์ชาวบ้านรื้อลวดหนาม
  • ใช้พลเมืองเป็นโล่มนุษย์โจมตีรั้วไทย
  • เจ้าหน้าที่ไทยใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยางตอบโต้

ประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์ดังกล่าว หลายคนต้องกระหายน้ำตาและกลับเข้าสู่ภาวะวิกฤตทางจิตใจอย่างหนัก การกระทำของทหารเขมรถือเป็นการใช้ชีวิตเพื่อนร่วมชาติเป็นเครื่องมือทางการทหารอย่างผิดหลักสากล

เหตุการณ์นี้ยังคงสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความขัดแย้งเชิงพรมแดนที่ไม่ได้จางหายไป หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งทำทุกทางเพื่อเจรจาช่วยลดความรุนแรง การรักษาความสงบในพื้นที่เพื่อความปลอดภัยของพสกนิกรเป็นสิ่งที่ควรได้รับความสำคัญ

ที่มา – เดือด! เล่ห์ทหารกัมพูชา ใช้ชาวบ้านเป็นโล่ฮือรื้อรั้ว คฝ.ไทยยิงแก๊สน้ำตา-กระสุนยาง แตกกระเจิง

สังเวยน้ำป่าถล่มแม่ฮ่องสอน ชาวบ้านพากันค้นหา

เมื่อวันที่ 17 กันยายน ที่ผ่านมา ว่าที่พันตรี ยุทธนา เจ้าดูรี นายอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ได้รับรายงานจากนางกนกพร จรรยาขจรกุล ผู้ใหญ่บ้านไม้สะเป่ หมู่ 9 ตำบลบ้านปางหมู อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ว่าได้รับแจ้งจากนางง้าแหมะ รักไพร ว่านายปื้อ รักไพร ซึ่งเป็นสามีของนางได้ออกไปหาของป่าเมื่อเย็นวันที่ 16 กันยายน และไม่ได้กลับมายังบ้านตามปกติ

จากการรายงานดังกล่าว ผู้ใหญ่บ้านได้ประสานงานกับลูกบ้านในพื้นที่ เพื่อพากันออกไปตามหาร่างสามีที่หายไป จนกระทั่งพบหมวกของผู้สูญหายลอยอยู่ในลำห้วยหวาย ซึ่งห่างจากหมู่บ้านประมาณ 3 กิโลเมตร จากนั้นได้มีการระดมคนในชุมชน ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และอาสาสมัครอำเภอเมือง เพื่อช่วยค้นหาจนกว่าจะพบศพของนายปื้อ รักไพร อยู่ในน้ำลำห้วยหวาย เสียชีวิตแล้ว เนื่องจากถูกลมพัดวนปะทะกับต้นไม้จนลอยน้ำติดกับตอไม้ หลังพบศพจึงนำส่งโรงพยาบาลศรีสังวาลย์ เพื่อดำเนินการชันสูตรพลิกศพต่อไป

สังเวยน้ำป่าถล่มแม่ฮ่องสอน ความเสี่ยงที่ควรระวัง

กรณีที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า สังเวยน้ำป่าถล่มแม่ฮ่องสอน อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีลักษณะเป็นป่าเขา และเกิดฝนตกหนักอย่างไม่ต่อเนื่อง ข้อมูลที่นายอำเภอเมืองเปิดเผยว่า การเตือนประชาชนในหมู่บ้านเรื่องห้ามออกตามหาของป่าในช่วงมีฝนตก เป็นสิ่งสำคัญมาก เนื่องจากความคาดเดาไม่ได้ของน้ำป่าที่อาจเกิดขึ้นในพริบตา แม้จะอยู่สูงเหนือลำน้ำแต่หากมีน้ำหลากไหลลงมา ส่งผลให้คนที่อยู่ด้านล่างไม่มีเวลาหนี

แนวทางลดความเสี่ยง

  • ห้ามออกตามลำห้วยหรือหาของป่าในช่วงฝนตก
  • หากจำเป็นต้องข้ามลำห้วย ต้องตรวจสอบสภาพอากาศเสียก่อน
  • หากพบว่ามีฝนตกบริเวณหัวน้ำ ควรถอยกลับทันที และแสวงหาทางขึ้นที่สูง
  • ติดตามข่าวสารหรือคำเตือนจากเจ้าหน้าที่พื้นที่

ผู้สูญหายรายนี้เป็นไผ่ในครอบครัวที่ต้องพึ่งพาเขามาเลี้ยงดู ส่งผลเสียทั้งด้านจิตใจและเศรษฐกิจของครอบครัว ถือเป็นบทเรียนที่เจ็บปวดแก่ครอบครัวและชุมชนในพื้นที่ที่ยังมีวัฒนธรรมการหาของป่าอย่างเดิม การให้ความรู้และการสื่อสารเตือนภัยอย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยลดความเสียหายในอนาคต

อย่าปล่อยให้ความต้องการค้นหาผลผลิตจากธรรมชาติกลายเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงเกินคุ้ม พึงระวังและใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจ เพราะ “ชีวิตมีค่ามากกว่าสิ่งใดในโลกนี้”

ที่มา – สังเวย 1 ศพนํ้าป่าถล่มแม่ฮ่องสอน ขณะชาวบ้านพยายามข้ามลำห้วย

มูลนิธิคุณแม่ลี้กิมเกียวฯ เดินหน้าโครงการ “ปันสุข”

เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2568 มูลนิธิคุณแม่ลี้กิมเกียว ตั้งคารวคุณ โดย คุณประจักษ์ และ คุณละออ ตั้งคารวคุณ ประธานและรองประธานมูลนิธิฯ เดินหน้าโครงการ “ปันสุข” เพื่อมอบถุงปันสุข จำนวน 1,000 ชุด ให้กับประชาชนในเขตสัมพันธวงศ์ โดยแต่ละชุดประกอบด้วยข้าวสาร 5 กิโลกรัม และสิ่งของอุปโภคบริโภคหลากหลายชนิด เช่น ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคจากแบรนด์ “ทีโพล์” รวมถึงผลิตภัณฑ์กำจัดยุงและแมลง “เชนไดรท์” ถั่วลิสงมารูโจ้ และเครื่องดื่มมิโกโตะที่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่กลุ่มเปราะบาง โรงเรียน วัด และองค์กรสาธารณกุศลในพื้นที่

มูลนิธิคุณแม่ลี้กิมเกียวฯ เดินหน้าโครงการ “ปันสุข”

พิธีมอบสิ่งของจัดขึ้น ณ วัดโลกานุเคราะห์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่ให้ความร่วมมือในการรับมอบ ไม่ว่าจะเป็น คุณสมศักดิ์ ศรีสุภรวาณิชย์ ประธานที่ปรึกษาวัดโลกานุเคราะห์, คุณประทุมวดี ศักดิ์กาญจนรัตน์ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดสัมพันธวงศ์, คุณพชรมณฑ์ หมวดนุ่ม ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดปทุมคงคา, คุณกิรณา จั่นนพรัตน์ รองผู้อำนวยการโรงเรียนวัดจักรวรรดิ รวมถึงเจ้าหน้าที่อาสาสมัครจากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนและสวัสดิการสังคม เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร

เป้าหมายและวัตถุประสงค์ของโครงการ “ปันสุข”

โครงการ “ปันสุข” เป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญของมูลนิธิคุณแม่ลี้กิมเกียวฯ ที่สะท้อนถึงความตั้งใจอย่างลึกซึ้งในการพัฒนาและแบ่งปันคุณค่าให้แก่สังคม โดยเน้นการช่วยเหลือในเชิงรุก ผ่านการจัดสรรสิ่งของที่จำเป็นต่อชีวิต เพื่อให้ความช่วยเหลือถึงมือผู้ที่ต้องการจริง ๆ ทั้งในพื้นที่ชุมชน โรงเรียน และวัดต่าง ๆ โครงการนี้ไม่เพียงส่งเสริมคุณค่าของการให้ แต่ยังร่วมสร้างใจจิตอาสาสมัครให้กลับมาดำรงอยู่ในสังคมอย่างเข้มแข็ง

  • ส่งต่อความช่วยเหลือและแบ่งปันสิ่งของอุปโภคบริโภค
  • ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายแก่ครอบครัวที่มีรายได้น้อย
  • สร้างความอบอุ่นและน้อมรักในชุมชน
  • ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในการพัฒนาสังคม

โครงการ “ปันสุข” ล่าสุดถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จสำคัญของ มูลนิธิคุณแม่ลี้กิมเกียวฯ ที่มุ่งมั่นเดินหน้าสร้างผลกระทบเชิงบวกกับชุมชนอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะผ่านสิ่งของคุณภาพ หรือการเชิญชวนให้ทุกภาคส่วนมาร่วมมือเพื่อผลักดันความดีให้แพร่หลายไปทั่วสังคม

หากคุณมีจิตอาสาหรือต้องการสนับสนุนโครงการ “ปันสุข” ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนสังคมให้ดีขึ้นได้ที่ มูลนิธิคุณแม่ลี้กิมเกียวฯ ติดต่อได้ทาง Facebook หรือผ่านเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ

ที่มา – มูลนิธิคุณแม่ลี้กิมเกียวฯ เดินหน้าโครงการ “ปันสุข” มอบสิ่งของช่วยเหลือ ชุมชนเขตสัมพันธวงศ์

ออม สุชาร์ โต้ฮุบธุรกิจ100ล้าน เผยบทเรียนเลือกคบคนผิด!

กรณีของออม สุชาร์ มานะยิ่งกลายเป็นข่าวใหญ่ในวงการบันเทิง เมื่อเธอถูกกล่าวหาว่าเป็นดาราที่เกี่ยวข้องกับปัญหาธุรกิจเครื่องสำอางมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท ซึ่งทำให้สังคมออนไลน์แห่พูดถึงและตั้งคำถามถึงความจริงเบื้องหลังข่าวดังกล่าว

ออม สุชาร์ โต้ฮุบธุรกิจ100ล้าน

เมื่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์เริ่มแรงขึ้น ออม สุชาร์ ไม่ปล่อยให้ข่าวลือล้นหน้า จึงออกมาชี้แจงด้วยตัวเองผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว พร้อมโพสต์ข้อความให้ความชัดเจนว่า “ทำแบบนี้ไม่น่ารักเลยนะคะ ในชีวิตนี้เกิดมาไม่เคยโกงใคร ไม่เคยเอาเปรียบใครและไม่เคยมีเรื่องกับใคร”

บทเรียนจากการเลือกคบคนผิด

ออมย้ำว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับชีวิต เพราะเธอเลือกคบค้าธุรกิจกับคนผิด จึงทำให้เกิดความผิดพลาดและขัดแย้งทางธุรกิจ แต่เธอพร้อมที่จะต่อสู้ตามกฎหมายอย่างถูกต้อง เพราะข้อมูลรายละเอียดทั้งหมดเป็นหลักฐานในชั้นศาล

จากคำกล่าวของออม สุชาร์ ทำให้เห็นว่าเธอไม่ได้เบี่ยงเบนหนีความรับผิดชอบ แต่พร้อมเผชิญหน้ากับปัญหาอย่างโปร่งใส ไม่ว่าจะเป็นการปิดปากประชาชนหรือจัดการในชั้นศาล

สังคมแห่คอมเมนต์ คาดการณ์

ภายหลังจากที่โพสต์ของออมกระจายออกไป แฟนคลับและคนทั่วไปได้แสดงความคิดเห็นหลากหลายไปจนถึงการคาดเดาเนื้อหาที่แฝงอยู่ในข้อความของเธอ หลายคนก็เชื่อว่าเธอถูกใช้ชื่อและหน้าตาอย่างไม่เป็นธรรม

  • บ้างก็ให้กำลังใจ “ออมสู้ๆนะ”
  • บางคนวิจารณ์เรื่องการเลือกคบค้าธุรกิจที่ไม่รอบคอบ
  • ยังมีการคาดเดาว่าที่เกิดปัญหาเพราะมีการหลอกลวง

ไม่ว่าจะเป็นความเห็นอย่างไร กรณีนี้ก็ยืนยันว่าการเลือกคบค้าธุรกิจ หรือแม้แต่การเลือกคบคนในชีวิตประจำวัน มีผลกับชะตาชีวิตมากเพียงใด การที่ออม สุชาร์ เผยความจริงออกมาอย่างตรงไปตรงนี้ ถือเป็นสัญญาณว่าเธอไม่ได้ยอมแพ้ และมีแผนในการจัดการกับปัญหาอย่างชัดเจน

หากคุณเคยเจอเหตุการณ์ทำนองนี้ ลองคิดดูว่ามันเกิดจากความมั่นใจในคนผิด หรือเพราะมีความไม่รอบคอบในการเลือกคบหาคน อย่างกรณีของออม สุชาร์ ที่เกิดขึ้นในวงการธุรกิจที่เติบโตง่ายแต่มีความเสี่ยงสูง

ตอนนี้เรื่องยังดำเนินต่อไป แฟนคลับเราจับตามองได้เลยว่า ออม สุชาร์ จะจบปมธุรกิจแห่งนี้อย่างไร.

ที่มา – ‘ออม สุชาร์’ โต้เดือดปมฮุบธุรกิจ100ล้าน ลั่นบทเรียนครั้งใหญ่เพราะเลือกคบคนผิด!

พรรคประชาชนขู่ถ้าเบี้ยว MOA จะใช้เสียงล้มรัฐบาล

เมื่อวันที่ 17 กันยายนที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคประชาชน ได้ออกมาให้ความเห็นถึงกรณีที่มีกลุ่มการเมืองเข้าร่วมพรรคภูมิใจไทย จนทำให้จำนวน ส.ส. เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อความตกลงทางการเมือง (MOA) ระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทย ว่า หากมีการกระทำใดๆ ที่ขัดต่อข้อตกลง MOA จะมีการดำเนินการตามมาตรการที่หัวหน้าพรรคประชาชนประกาศไว้

พรรคประชาชนขู่ถ้าเบี้ยว MOA จะใช้เสียงล้มรัฐบาล

“หากมีการเบี้ยวสัญญา หรือพยายามแปลงรัฐบาลเสียงข้างน้อยให้กลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก เราก็จะใช้กลไกทุกอย่างที่มีในรัฐสภา รวมถึงการ อภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อล้มรัฐบาลนั้น” นายพริษฐ์กล่าวชัดเจน

พรรคประชาชนจับตาเรื่อง ส.ส. ย้ายพรรค

อีกทั้งยังได้ระบุว่า การกระทำลักษณะนี้ทำให้ต้องตั้งคำถามเกี่ยวกับความจำเป็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ ส.ส. ที่สามารถเปลี่ยนพรรคหลังได้รับเลือกตั้ง โดยไม่มีข้อบังคับชัดเจนมากพอ

  • สิ่งที่เกิดขึ้นกับพรรคภูมิใจไทย เป็นการสะท้อนปัญหาของการเมืองไทยในระยะยาว
  • พรรคประชาชนต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
  • หากเกิดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพรัฐบาล จะใช้มาตรการทันที

นอกรอบของประเด็นการเมือง สื่อหลายฉบับยังรายงานถึงความเคลื่อนไหวของ รัฐมนตรียุติธรรม ที่เตรียมแต่งตั้งผู้บริหารดีเอสไอ ซึ่งมีผลพันธุ์พเนจรับผิดชอบเรื่องคดีเกี่ยวข้องกับพรรคพลังงาน ทำให้พรรคประชาชนออกมาแสดงความกังวลเกี่ยวกับความเป็นกลางของฝ่ายยุติธรรม

พรรคประชาชนตั้งข้อสังเกตกรณีรัฐมนตรีฯ เตรียมแต่งตั้งบุคคลมีปัญหา

ทางพรรคมีมติขอให้มีการทบทวนบุคคลดังกล่าวอย่างรอบคอบอีกครั้ง ด้วยเหตุผลว่าหากมีการแต่งตั้งบุคคลที่เคยมีบทบาทกับผู้ถูกกล่าวหาก่อนหน้านี้ มันอาจทำให้สังคมตั้งคำถามกับความโปร่งใสของกระบวนการยุติธรรม

“เราต้องการระบบที่ยุติธรรมจริงๆ การแต่งตั้งเหมือนเดิมมันไม่ต่างจากการเปลี่ยนแปลงแค่ชื่อ” นายพริษฐ์ตั้งข้อสังเกต

ประชาชนสามารถให้ข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่พรรคประชาชน

ขณะเดียวกันก็มีข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับการข่มขู่เจ้าหน้าที่ ทั้งจากการรถไฟ และอธิบดีกรมที่ดิน รวมไปถึงกลุ่มคนที่ดำเนินคดีในเรื่องคดีเขากระโดงและฮั้ว ส.ว.

ทางพรรคประชาชนก็ได้ตั้งคณะทำงานติดตามข้อเท็จจริง พร้อมเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้ส่งข้อมูลเพิ่มเติม พรรคจะเป็นฝ่ายตรวจสอบและหากมีการใช้อำนาจโดยมิชอบอย่างแท้จริง พรรคประชาชนจะไม่ปล่อยให้ประเด็นเหล่านี้ผ่านไปอย่างราบรื่น

จากทั้งหมดนี้ พรรคประชาชนยังคงยืนยันบทบาทของฝ่ายค้านอย่างจริงจัง ดำเนินการทุกขั้นตอนตามกรอบกฎหมาย และพร้อมใช้สิทธิพิเศษเช่น “อภิปรายไม่ไว้วางใจ” เพื่อควบคุมฝ่ายบริหารอย่างเข้มงวด แม้จะต้องเสี่ยงถูกโจมตี แต่ถือว่าเป็นหน้าที่ที่พรรคต้องทำเพื่อความโปร่งใสของระบอบประชาธิปไตย

เชื่อว่าเหตุการณ์เหล่านี้เป็นบทพิสูจน์ใหม่ให้เห็นถึงข้อจำกัดของ MOA และบทบาทที่ควรจะมีของฝ่ายค้าน ซึ่งพรรคประชาชนพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเมืองในภาพรวม

หากคุณมีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นนี้ หรือต้องการให้มีการตรวจสอบเชิงลึก ฯลฯ สามารถส่งถึงพรรคประชาชนได้ทุกเมื่อ

ที่มา – ‘พรรคประชาชน’ขู่ถ้าเบี้ยว MOA จะใช้เสียงล้มรัฐบาลหลังก๊วนการเมืองแห่ซบ’ภูมิใจไทย’

วัดสุทธิวรารามเฉือนนนทบุรีวิทยาลัย เดลินิวส์คัพ2025

การแข่งขันฟุตบอลเยาวชน “เดลินิวส์ คัพ 2025” รุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี ประเภท ก. เกมนัดที่น่าจับตามองของกลุ่ม D เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ณ สนามเฉลิมพระเกียรติ คลอง 6 (หญ้าเทียม) เป็นการดวลแข้งระหว่าง โรงเรียนวัดสุทธิวราราม กับ โรงเรียนนนทบุรีวิทยาลัย ซึ่งถือเป็นคู่ปรับคู่สำคัญที่มีผลงานโดดเด่นตลอดฤดูกาล

วัดสุทธิวรารามสู้เต็มสูบถึงนาทีสุดท้าย

ทั้งสองทีมเริ่มเกมด้วยความกระตือรือร้น แม้จะมีโอกาสทำประตูไม่มากนัก แต่ความเข้มแข็งในแนวรับของทั้งสองทีมทำได้ยอดเยี่ยมจนเกมผ่านมาอย่างรวดเร็ว โดย มิสเตอร์โกลของเกมนี้เกิดขึ้นในนาทีที่ 35 จากลูกฟรีคิกหน้ากรอบของ นนทบุรีวิทยาลัย ที่ ปกรณ์ ทองหิน รับหน้าที่ปั่นบอลโค้งสุดแม่น ทำให้ “หมาป่าแห่งราชพฤกษ์” ขึ้นนำก่อนพัก 1-0

ครึ่งหลังพลิกเกมอย่างน่าทึ่ง

เข้าสู่ครึ่งหลัง วัดสุทธิวราราม ได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัด เมื่อ นันทชัย อาทิใจ เปิดฉากทำประตูได้อย่างรวดเร็วในนาทีที่ 55 ตามด้วย สุวิศิษย์ กั๊กสูงเนิน โหม่งสร้างความช็อกนาที 56 สำหรับฟอร์มอันสุดป่วนของ “สิงห์สะพานปลา” ที่บวกเก็บไว้ก่อน 2-1 หลังจากนั้น ในนาทีที่ 70 นันทชัย มายิงอีกลูกหลุดเดี่ยว โดยความมุ่งมั่นและความลื่นไหลของเกมของเขาคือจุดสำคัญที่ช่วยให้ วัดสุทธิวราราม เจาะตาข่ายได้เป็น 3-1

แม้ นนทบุรีวิทยาลัย จะพยายามตีตื้นจากจังหวะหลุดอย่างรวดเร็วในนาทีที่ 79 จากการยิงจ่อๆ เข้าไปอีกหนึ่งลูก ทำให้สกอร์กลายเป็น 3-2 แต่ถึงอย่างไรก็ไม่สามารถพลิกสถานการณ์เพื่อคว่ำ วัดสุทธิวราราม ลงได้หวังระทึก

สุดท้าย วัดสุทธิวราราม ฟอร์มโอ้ยฮุ้ยแบบแตกแผงไปทั่วสนาม เอาชนะ นนทบุรีวิทยาลัย สุดมันส์比分 3-2 คว้า 9 แต้มเต็ม ผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายในตำแหน่งจ่าฝูงของกลุ่ม D โดยเสร็จสิ้นภารกิจกับการเจอกับทีม “สวนกุหลาบวิทยาลัย” ในรอบต่อไป ส่วน “หมาป่าแห่งราชพฤกษ์” ต้องตัดสินกันในแรงจูงใจที่เหลือมากเหลือเกินเพื่อหาช่องทางกลับสู่เส้นทางคว้าแชมป์

  • สรุปผลการแข่งขัน: วัดสุทธิวราราม ชนะ นนทบุรีวิทยาลัย 3-2
  • วัดสุทธิวราราม: ได้คะแนนครบ 9 แต้ม เป็นอันดับ 1 ของกลุ่ม D
  • นนทบุรีวิทยาลัย: สะสมได้รวม 3 แต้ม รอจับสลากเพื่อเข้ารอบต่อไป

ด้วยความมุ่งมั่น ความเร็ว และแรงบันดาลใจที่พุ่งขึ้นสู่เป้าหมาย ทำให้ วัดสุทธิวราราม กลายเป็นตัวเต็งของเดลินิวส์ คัพ 2025 อย่างแท้จริงตอนนี้

หากคุณเป็นแฟนฟุตบอลเยาวชน อย่าพลาดติดตามความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของทีมต่อไป ที่จะพุ่งตรงสู่การคว้าแชมป์เปรี้ยง!

ที่มา – “วัดสุทธิวราราม” เชือด “นนทบุรีวิทยาลัย” สุดมัน ศึกลูกหนังขาสั้น “เดลินิวส์ คัพ 2025” 16 ปี ก.

รัฐจ่อคุมเข้ม“ตลาดขนส่ง-อีคอมเมิร์ซ”เล็งออกประกาศสกัดแพลตฟอร์มต่างชาติผูกขาดตลาด

สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อ (ร่าง) ประกาศ เรื่องแนวทางพิจารณาการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม และการกระทำอันเป็นการผูกขาด หรือจำกัดการแข่งขันในธุรกิจแพลตฟอร์มหลายด้าน (Multi-sided Platform) ประเภทบริการอีคอมเมิร์ซ

ทั้งนี้ ร่างแนวปฏิบัติจะเปิดรับฟังความคิดเห็นถึงวันที่ 18 ก.ย.นี้ จากนั้นจะเสนอคณะกรรมการ กขค. พิจารณา และคาดว่าจะประกาศใช้ภายในเดือน ต.ค. 68 นี้ โดย หากแพลตฟอร์มใดฝ่าฝืน อาจเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้าและมีโทษทางอาญา ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรการกำกับอีคอมเมิร์ซไทยสู่มาตรฐานสากล และสร้างสนามแข่งขันที่ยุติธรรมสำหรับผู้ประกอบการทุกขนาด

รัฐจ่อคุมเข้ม“ตลาดขนส่ง-อีคอมเมิร์ซ”เล็งออกประกาศสกัดแพลตฟอร์มต่างชาติผูกขาดตลาด

รศ.สุธรรม อยู่ในธรรม รองประธานกรรมการ กขค. กล่าวว่า โครงสร้างการแข่งขันยุคดิจิทัลเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว โดยเฉพาะแพลตฟอร์มแบบ Multi-sided ที่มีผู้ใช้งานมหาศาล กำลังกลายเป็นช่องทางผูกขาดตลาด ตั้งเงื่อนไขเอื้อรายใหญ่ และลดทอนสิทธิผู้บริโภคที่ต้องแลกบริการฟรีด้วยข้อมูลส่วนบุคคล ทำให้การกำกับดูแลต้องใช้มาตรการป้องกันล่วงหน้า (Ex-ante) ไม่ใช่แก้ภายหลัง (Ex-post) เพราะตลาดเสี่ยงไปสู่การผูกขาดโดยไม่กี่ราย

แพลตฟอร์มต่างชาติผูกขาดตลาด

ซึ่งหากประเทศไทยไม่เร่งกำหนดกติกาชัดเจน การแข่งขันจะเสียเปรียบแพลตฟอร์มระดับโลก เช่น Google, Apple, Facebook, Amazon และ Microsoft ขณะที่ในปัจจุบันประเทศอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเกาหลีใต้ ต่างออกกฎหมายควบคุมดูแลแล้ว สำหรับไทยตั้งเป้าออกประกาศฉบับสมบูรณ์ได้ภายใน ต.ค. 68 นี้

ด้าน น.ส.ปิยาพัชร ทับอินทร์ รักษาการ ผอ.ฝ่ายบริหารงานคดี กขค. กล่าวว่า เนื้อหาของร่างประกาศจะยึดตามมาตรา 54–58 ของ พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า โดยเฉพาะมาตรา 58 ที่ควบคุมพฤติกรรมผู้ประกอบการรายใหญ่ เช่น การกำหนดราคาที่ไม่เป็นธรรม การเลือกปฏิบัติ การใช้อัลกอริทึมเอื้อร้านในเครือ หรือการบังคับใช้บริการโลจิสติกส์เฉพาะราย

เนื่องจากปัจจุบันมีแพลตฟอร์มบางรายได้เริ่มบีบผู้ค้า เรียกเก็บค่าธรรมเนียมสูงขึ้น บังคับเข้าร่วมแคมเปญราคาถูก และจำกัดการเลือกขนส่ง ทาง กขค.จึงต้องเข้ามากำกับเพื่อปกป้องการแข่งขันและไม่ทอดทิ้งผู้ประกอบการรายเล็กๆ

แนวทางในการสกัดแพลตฟอร์มต่างชาติ

ขณะที่นาย ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ที่ปรึกษาและนายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซไทย กล่าวว่า ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยปัจจุบันถูกผูกขาดโดยแพลตฟอร์มต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็น Shopee, Lazada และ TikTok Shop โดยเฉพาะ Shopee ที่มีรายได้กว่า 85,791 ล้านบาท กำไรทะลุ 5,425 ล้านบาทในปีเดียว ขณะที่ร้านค้ารายย่อยกลับกำไรไม่ถึง 10% เพราะถูกหักค่าคอมมิชชันสูงถึง 25%

นอกจากนี้ แพลตฟอร์มยังจำกัดให้ใช้ระบบขนส่งเฉพาะราย เช่น และได้ประโยชน์จากส่วนต่างค่าขนส่ง เช่น คิดค่าส่งลูกค้า 20 บาท แต่จ่ายจริงแค่ 8 บาท ส่วนต่างตกเป็นรายได้แพลตฟอร์ม ไม่ใช่ผู้ให้บริการขนส่งหรือร้านค้า ส่งผลให้ร้านค้าเสียภาษีจากรายได้ที่ไม่เคยได้รับจริง ซึ่งหากร้านค้าถูกตัดสิทธิ์หมด ทั้งข้อมูลลูกค้า การเลือกขนส่ง หรือช่องทางโฆษณา ถ้ารัฐไม่ทบทวนโครงสร้าง ธุรกิจไทยจะเหลือแค่คนส่งของให้แพลตฟอร์มเท่านั้น

ในที่สุดการกำกับดูแลแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่างเข้มงวดถือเป็นการพัฒนาเชิงรุก ที่จะช่วยให้ตลาดเปิดกว้างและยุติธรรมมากยิ่งขึ้น สำหรับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการเติบโตไปพร้อมกับนวัตกรรมโลก

ที่มา – รัฐจ่อคุมเข้ม“ตลาดขนส่ง-อีคอมเมิร์ซ”เล็งออกประกาศสกัดแพลตฟอร์มต่างชาติผูกขาดตลาด

2 นักเรียนหญิงขี่เวสป้าชนเก๋งเจ็บสาหัส

อุบัติเหตุสะพรึงใจเกิดขึ้นที่จังหวัดนครราชสีมา เมื่อ 2 นักเรียนหญิงขี่เวสป้าชนเก๋ง ส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างหนักทั้งต่อรถและร่างกายของผู้ประสบเหตุ เหตุเกิดบริเวณแยกวัดโคกไผ่ ต.หมื่นไวย อ.เมืองนครราชสีมา

2 นักเรียนหญิงขี่เวสป้าชนเก๋ง

จากข้อมูลที่ได้รับ เจ้าหน้าที่กู้ภัยสว่างเมตตาได้รับแจ้งเหตุเมื่อวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา หลังเกิดเหตุชนกันระหว่างจักรยานยนต์กับรถกระบะ ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 2 ราย ซึ่งเป็นนักเรียนหญิงวัย 16 ปี ทั้งคู่

ที่เกิดเหตุพบรถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ สีดำ ทะเบียน ยท 1090 นครราชสีมา จอดอยู่ข้างทาง สภาพรถด้านหน้าฝั่งขวามีความเสียหายอย่างหนัก ใกล้กันยังมีรถจักรยานยนต์เวสป้า สีเทา เลขทะเบียน 3 กฒ 599 นครราชสีมา ซึ่งเป็นรถของนักเรียน 2 คนที่มาเสียหลักแล้วพุ่งชนรถเก๋งสีขาว ก่อนกระเด็นเข้าชนใต้ท้องรถกระบะ

สาเหตุของอุบัติเหตุ

ผู้เห็นเหตุการณ์เปิดเผยว่า ขณะเกิดเหตุได้ยินเสียงชนดังขึ้น จึงรีบออกมาดูและบันทึกภาพไว้เป็นหลักฐาน ทั้งนี้ ทราบว่า 2 นักเรียนหญิงทั้งคู่ นักเรียนหญิงขี่เวสป้าชนเก๋ง ด้วยความเร็วสูง ก่อนจะเสียหลักและชนรถเก๋งที่จอดอยู่ จากนั้นร่างของทั้งสองก็กระเด็นไปไถลเข้าไปใต้ท้องของรถกระบะที่กำลังจะเลี้ยวซ้ายในขณะนั้น น่าเศร้าที่รถเก๋งคู่กรณีได้ขับหนีจากที่เกิดเหตุไปทันที

ข้อมูลจากเจ้าของรถกระบะระบุว่า ขณะเกิดเหตุตนเองกำลังพาพี่สะใภ้มารับการ เคมีบำบัดรักษาโรคมะเร็งตับ ที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา และเพิ่งเสร็จจากการรักษาก่อนจะเดินทางกลับบ้าน เมื่อมาถึงบริเวณแยกวัดประดู่ ก็พบว่านักเรียนสองคนเสียหลักพุ่งชนรถของตนเองเข้าอย่างรุนแรง

เจ้าหน้าที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุพบว่าบนพื้นถนนมีคราบเลือดและเศษชิ้นส่วนจากการชนกระจายอยู่ทั่วไป นักเรียนหญิงคนขับรถจักรยานยนต์มีอาการสาหัส บาดแผลทะลักบริเวณท้อง ขณะที่อีกคนหนึ่งเป็นผู้โดยสาร บาดเจ็บเล็กน้อยที่ร่างกาย

  • เหตุเกิดที่แยกวัดโคกไผ่ ต.หมื่นไวย อ.เมือง จ.นครราชสีมา
  • นักเรียนหญิงวัย 16 ปีขี่เวสป้าชนรถเก๋งและกระเด็นเข้าชนกระบะ
  • เจ้าของรถกระบะพาคนในครอบครัวไปโรงพยาบาลมหาราช
  • รถเก๋งคู่กรณีหลบหนีจากที่เกิดเหตุ

ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังติดต่อสอบถามข้อมูลจากกล้องวงจรปิดในพื้นที่ รวมถึงพยายามตามหาเจ้าของรถเก๋งที่หลบหนีเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ทั้งยังประสานกับโรงพยาบาลมหาราชเพื่อให้การรักษาอย่างเร่งด่วนแก่ผู้บาดเจ็บทั้งสองราย

จากกรณีนี้ เราควรตระหนักถึงความสำคัญในการใช้ถนนอย่างปลอดภัย โดยเฉพาะเยาวชนที่ยังขาดประสบการณ์ในการขับขี่ การสวมหมวกนิรภัย การลดความเร็ว และการไม่ใช้โทรศัพท์ขณะขับขี่ล้วนเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

ที่มา – 2 นักเรียนหญิงขี่เวสป้าชนเก๋ง ล้มควํ่าไส้ทะลักเจ็บสาหัส

คนสนิท ‘ออม สุชาร์’ เผยเรื่องบนโต๊ะอาหารก่อนฮุบธุรกิจ 100 ล้าน

จากประเด็นดราม่าที่กำลังเป็นกระแสอย่างร้อนแรงของวงการบันเทิง เรื่องราวของนักแสดงสาว ออม-สุชาร์ มานะยิ่ง ที่ถูกพุ่งเป้าว่าเป็นดาราดังที่เกี่ยวข้องกับกรณีฮุบธุรกิจเครื่องสำอางมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท จนทำให้แฟนคลับต่างออกมาเรียกร้องให้เธอออกมายืนยันข้อเท็จจริงผ่านรายการดัง

ล่าสุด ผู้จัดการส่วนตัวของออม สุชาร์ ได้ออกมาชี้แจงผ่านอินสตาแกรมสตอรี่ โดยระบุอย่างชัดเจนว่า “ขออนุญาตพูดในฐานะ ผู้จัดการและเป็นเพื่อนที่อยู่ใกล้ชิดกับออม มานะยิ่ง มันเป็นเรื่องที่ไม่มีทางเป็นไปได้เลยว่าจะมีการโกงหรือฮุบบริษัท เพราะคิดยังไงก็หาเหตุผลไม่ได้เลยว่าจะไปทำไม เพราะสิ่งที่ได้รับมันไม่ได้มากกว่าสิ่งที่ให้ไปเลย”

ผู้จัดการยังเผยว่า เธอปฏิเสธงานด้าน Beauty มากมายเพราะเกรงใจ และที่สำคัญคือมีส่วนร่วมกับทุกกิจกรรมของแบรนด์อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการรีวิวสินค้า การจัดคอนเทนต์ส่งเสริมการขาย และการไลฟ์สดเกือบทุกวันของทุกแคมเปญ ซึ่งไม่ใช่แค่นั่งเฉยๆ แต่เป็นคนที่ใส่ใจรายละเอียดทุกอย่างจริงๆ

คนสนิท ‘ออม สุชาร์’ เผยเรื่องบนโต๊ะอาหารก่อนฮุบธุรกิจ 100 ล้าน

จุดที่น่าสนใจคือ ผู้จัดการได้เปรยเบาๆ ว่า หากย้อนเวลากลับไปได้ ตอนนั้น “บนโต๊ะอาหาร” คงจะไม่ปล่อยให้เกิดเรื่องราวประหลาดร้ายแบบนี้ขึ้นมา ซึ่งทำให้หลายคนต่างพากันสงสัยมากยิ่งขึ้นว่า เหตุการณ์ดังกล่าวคืออะไร น่าจะเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจเรื่องสำคัญของธุรกิจหรือเปล่า

ออม สุชาร์ ยังไม่ออกมายืนยัน

หลังจากที่เจ้าตัวออม สุชาร์ ได้รีโพสต์ข้อความของผู้จัดการลงบนอินสตาแกรมส่วนตัว พร้อมแคปชั่นสั้นๆ ว่า “ขอบคุณนะแม่” ยิ่งทำให้คนติดตามสงสัยเป็นพิเศษว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นจริงๆ และยังรอเธอออกมาชี้แจงอีกครั้งอย่างเป็นทางการด้วย

ท่าทีและการออกมายืนยันของทีมงานผู้จัดการเองก็สื่อให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ใจของออมอย่างหมดจด โดยเฉพาะคำว่า “เคียงข้างเสมอ” ที่ใช้เปรียบเทียบกับความสัมพันธ์ใกล้ชิดที่ไม่ใช่แค่เพื่อน แต่ยังเป็นหุ้นส่วนในธุรกิจร่วมกันอีกด้วย

ผู้จัดการของเธอเน้นย้ำว่า “ไม่มีทางเป็นไปไม่ได้เลย” ว่าออมจะไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับข่าวฮุบบริษัท 100 ล้าน เพราะออมไม่เคยยึดเอาผลประโยชน์ส่วนตัว และให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือของแบรนด์ที่ตั้งใจสร้างขึ้นมาอย่างสุดความสามารถ

นอกจากนี้ยังระบุอีกว่า ยังมีหุ้นส่วนหลายคนที่มีความคิดเห็นร่วมกันกับออมอย่างแท้จริง ทั้งการลงทุนและการทำงานอย่างจริงจังร่วมกันมาตั้งแต่เริ่มต้น ทุกคนจึงต้องร่วมแบ่งปันผลกำไรอย่างเท่าเทียมกัน

อย่างไรก็ตาม การที่ยังไม่มีการตอบโต้จากฝ่ายตรงข้าม ทำให้กระแสข่าวค่อยๆ เงียบลงบ้างแล้ว แต่หลายคนก็ยังจับตาเหตุการณ์ “บนโต๊ะอาหาร” ว่ามีรายละเอียดสำคัญใดบ้างที่ส่งผลต่อการพัฒนาทางธุรกิจของกลุ่มคนในวงนี้ในอนาคต

หากย้อนกลับไปดูภาพรวมของเหตุการณ์ เราจะพบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจธรรมดา แต่เกี่ยวข้องกับความไว้วางใจและความสัมพันธ์ระหว่างคนในวงการ ดังนั้นการแพร่ข่าวในลักษณะที่ไม่เป็นความจริงอาจส่งผลต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์โดยรวมของคนในวงกว้างได้

เราขอแนะนำให้ทุกฝ่ายให้โอกาสในการออกมายืนยันข้อเท็จจริง แทนที่จะตั้งข่าวลือหรือกล่าวโทษกันล่วงหน้า เพราะสิ่งเหล่านั้นอาจส่งผลกระทบต่อทั้งชีวิตและอาชีพการงานของบุคคลเหล่านั้น

ที่มา – คนสนิท ‘ออม สุชาร์’ ไม่ทน เผยเหตุการณ์ ‘บนโต๊ะอาหาร’ ก่อนแตกหักปมฮุบธุรกิจ 100 ล้าน