ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

นายกฯ เปิดเผยวันนี้เตรียมนำรายชื่อครม. ขึ้นทูลเกล้าฯ

เมื่อเวลา 16.15 น. วันที่ 13 กันยายน ณ สำนักงานพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเปิดเผยว่า ขณะนี้รัฐบาลอยู่ในขั้นตอนจัดทำโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยคาดว่าจะสามารถนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ได้ในเร็วๆ นี้

จากข้อมูลที่ได้รับ นายอนุทิน เปิดเผยว่า รายชื่อคณะรัฐมนตรีนั้นส่วนใหญ่ได้รับการตกลงเรียบร้อย และขณะนี้อยู่ในช่วงการส่งข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการตรวจสอบเบื้องต้นก่อนนำไปขึ้นทูลเกล้าฯ ให้เกิดความเรียบร้อย ไม่ให้มีปัญหาทางกฎหมาย และสอดคล้องกับหลักการตามรัฐธรรมนูญ

นายกฯ เปิดเผยวันนี้เตรียมนำรายชื่อครม. ขึ้นทูลเกล้าฯ

คำถามหนึ่งที่ถูกถามถึงในช่วงนี้คือ เรื่องความกังวลเกี่ยวกับรายชื่อที่จะเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงว่า ไม่มีความกังวลแต่อย่างใด เพราะการดำเนินการเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่กำหนดไว้อย่างแม่นยำ โดยได้สอบถามจากเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สลค.) รวมทั้งรัฐบาลชุดก่อนหน้าเกี่ยวกับระยะเวลาหลังการโปรดเกล้าฯ โปรดกระหม่อม ซึ่งได้รับคำตอบว่า “นี่ก็เร็วแล้ว”

รัฐมนตรียุติธรรมยังไม่ปิดฉาก

เมื่อถามถึงสถานการณ์ของตำแหน่งรัฐมนตรีว่าความยุติธรรม ที่ยังไม่มีการเปิดเผยชื่ออย่างเป็นทางการ นายอนุทิน ยืนยันว่ายังต้องรอให้กระบวนการทุกอย่างเสร็จสิ้นก่อน และเมื่อเปิดเผยจะทำอย่างพร้อมเพรียงทุกรายชื่อ

ส่วนเรื่องการมีตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกลาโหมนั้น นายกฯ ยืนยันว่ามีความจำเป็นแต่ยังไม่เปิดเผยชื่อ รอให้ขั้นตอนเสร็จสิ้นทั้งหมดก่อน

ขณะที่พรรคประชาชน (ปชน.) ออกมาตั้งคำถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของผู้ที่จะได้เป็นรัฐมนตรีว่าความยุติธรรมกับจังหวัดบุรีรัมย์ นายอนุทิน ตอบกลับว่า คนปัจจุบันที่ดำรงตำแหน่งในกระทรวงดังกล่าวก็มีความเชื่อมโยงกับหลายฝ่ายเช่นกัน ทุกคนต่างรู้จักและมีหน้าที่ร่วมกัน ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติในการบริหารราชการแผ่นดิน

  • ขั้นตอนการจัดทำรายชื่อขณะนี้อยู่ระหว่างส่งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • ไม่มีความกังวลต่อขั้นตอนในการประกาศรายชื่อครม.
  • นายกฯ ยืนยันว่าภาพรวมเป็นไปตามตารางเดิม
  • ตำแหน่งรัฐมนตรียุติธรรมยังอยู่ในขั้นตอนพิจารณา

ในที่สุด ข้อมูลล่าสุดนี้ยืนยันให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการจัดทำ và เตรียมการขึ้นทูลเกล้าฯ รายชื่อคณะรัฐมนตรีให้แล้วเสร็จอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เรามองเห็นได้ชัดว่า นายกฯ และทีมงานอยู่ในช่วงการปิดฉากขั้นตอนสำคัญของรัฐบาลชุดใหม่ การเตรียมพร้อมและการตรวจสอบไปพร้อมกันในทุกขั้นตอน เพื่อให้การบริหารประเทศสามารถเริ่มต้นได้อย่างมั่นคงและโปร่งใส

หากคุณกำลังติดตามสถานการณ์เมืองไทยในปัจจุบัน คุณจะเห็นว่าความชัดเจนและเสถียรของคณะรัฐมนตรีคือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ ยอมรับได้เลยว่าทุกขั้นตอนจะต้องมีความรอบคอบระมัดระวัง

อย่าลืมติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีและพัฒนาประเทศในโอกาสหน้า!

ที่มา – นายกฯเผยเร็วๆนี้เตรียมนำรายชื่อครม. ขึ้นทูลเกล้าฯ

“ทัพไทย” คว้าอีก 5 ทอง ศึกว่ายน้ำมาราธอนอาเซียน

ทีม “ทัพไทย” กลับมาสร้างความประทับใจอีกครั้งในการแข่งขันว่ายน้ำมาราธอนชิงแชมป์อาเซียน (3rd SEA Open Water Swimming Championships 2025) ที่หาดจอมเทียน จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2568 โดยในวันที่ 2 ของการชิงชัยในระยะ 5 กิโลเมตร นักว่ายน้ำมาราธอนเยาวชนของไทยสามารถคว้าเหรียญทองมาได้ถึง 5 เหรียญ

“ทัพไทย” คว้าอีก 5 ทอง ศึกว่ายน้ำมาราธอนอาเซียน

ตามรายงานการแข่งขันว่ายน้ำมาราธอนชิงแชมป์อาเซียน พบว่าในรุ่นอายุ 20 ปีขึ้นไป 男子组金牌由新加坡选手 Artem Lukasevitz 获得,而泰国选手 Nithikorn Jaipiriya 和 Kittinan Chotisatyangkun 则分别获得银牌和铜牌。女子组金牌得主是 Hirunrasmee Musikul,银牌和铜牌分别由印度尼西亚的 Larasati Devi Kirana 和泰国的 Suphaporn Tansakul 获得。

เยาวชนไทยรุ่น 14-15 ปีสร้างเซอร์ไพรส์

ในรุ่นอายุ 14-15 ปี นักว่ายน้ำหนุ่มไทยอย่างสรวิทย์ ถิระพาณิช คว้าเหรียญทอง มาครอง ส่วนเหรียญเงินตกเป็นของนักว่ายน้ำเวียดนาม และเหรียญทองแดงเป็นของนักว่ายเสิรษฐ์ศิริ รุญญะมาลัย ส่วนฝั่งหญิง จอมพลังมาจาก “น้องปันปัน” ชนม์พัศนภ ชาติวุฒิ วัย 14 ปี คว้าเหรียญทอง และสามารถเป็นอันดับ 2 ในการจัดอันดับโอเวอร์ออล ชี้นำทีมชาติไทยในสายหญิง

“น้องปันปัน” เผยว่า รู้สึกภูมิใจมากกับผลการแข่งขันครั้งนี้ เพราะมันเป็นโอกาสแรกที่ได้ลงแข่งในเวทีเอเชียนระดับนานาชาติในนามทัพไทย และเผยว่าแก้ไขเทคนิคและเตรียมความพร้อมจากประสบการณ์ในศึกชิงแชมป์โลกที่สิงคโปร์ ซึ่งนำไปใช้ในการฝึกซ้อมก่อนถึงการลงสนามครั้งนี้

ผลกระทบต่อทีมชาติไทยในระยะยาว

ด้าน “โค้ชตึก” นายธนาวิชญ์ โถสกุล ผู้อำนวยการสำนักงานสมาคมกีฬาทางน้ำแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เนื่องจากระยะการแข่งขันเข้าใกล้กับการแข่งขัน SEA Games จึงไม่ได้ส่งทีมชาติเต็มรูปแบบในครั้งนี้ แต่มุ่งเน้นส่งเยาวชนไทยสร้างโอกาส และสร้างชื่อเสียงในเวทีนานาชาติ เพื่อทยอยเข้าเป็นผู้แทนในทีมชาติในระยะต่อไป และยังมองว่าการจัดการแข่งขันในครั้งนี้เป็นการเตรียมความพร้อมทั้งระบบ ทั้งผู้ตัดสิน ทีมงาน และสถานที่ สำหรับการจัดการแข่งขันระดับนานาชาติที่สำคัญขึ้นในอนาคต

จริงๆแล้ว การที่เยาวชนไทยวัยเพียง 14 ปีสามารถเข้าอันดับโอเวอร์ออลที่ 2 ได้นั้น เป็นการเปิดประตูโอกาสใหม่ให้กับวงการกีฬาว่ายน้ำมาราธอนไทย ถือเป็นสัญญาณที่น่า鼓舞 และมีศักยภาพสูงที่จะก้าวขึ้นแท่นในเวทีโลกได้ไม่ยาก หากมีการดูแลฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง

หากคุณเป็นแฟนกีฬาไทย และติดตามความเคลื่อนไหวของเหล่านักกีฬารุ่นใหม่ในศึกว่ายน้ำมาราธอน อย่าลืมร่วมให้กำลังใจพวกเขาอย่างต่อเนื่อง เพราะในอนาคตพวกเขาอาจเป็นนักกีฬาที่ปักธงชัยชนะให้ทีมชาติไทยชื่อเสียงระดับโลก

ที่มา – “ทัพไทย” คว้าอีก 5 ทอง ศึกว่ายน้ำมาราธอนอาเซียน “โค้ชตึก” ปลื้มเด็กอายุ 14 เข้าอันดับ 2 โอเวอร์ออล

กลุ่มหมู่เกาะเห็นชอบกฎ ‘ผู้สังเกตการณ์’ ท่ามกลางอิทธิพล ‘จีน’ ในแปซิฟิก

การประชุมหมู่เกาะแปซิฟิกระหว่างประเทศสมาชิก 18 แห่งที่มี หมู่เกาะโซโลมอน เป็นเจ้าภาพ ได้ปิดฉากลงด้วยการตกลงร่วมกันเกี่ยวกับกฎของ ‘ผู้สังเกตการณ์’ ที่จะเข้าร่วมการประชุมในอนาคต ภายใต้แรงกดดันและความกังวลเกี่ยวกับบทบาทของ จีน และการมีส่วนร่วมของ ไต้หวัน ในภูมิภาคแปซิฟิก

กลุ่มหมู่เกาะเห็นชอบกฎ ‘ผู้สังเกตการณ์’ ท่ามกลางอิทธิพล ‘จีน’ ในแปซิฟิก

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงโฮนีอารา เมื่อวันที่ 13 กันยายนว่า การประชุมระดับผู้นำในหมู่เกาะแปซิฟิกสิ้นสุดลงหลังการประชุมแบบปิดประตูเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ประเด็นสำคัญของที่ประชุมคือการกำหนดบทบาทและเงื่อนไขการเข้าร่วมของผู้สังเกตการณ์ในอนาคต ซึ่งถูกใช้เป็นแพลตฟอร์มทางการทูตโดยประเทศภายนอก

ในอดีต ประเทศพันธมิตร เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และ ไต้หวัน เคยเข้าร่วมในฐานะผู้สังเกตการณ์ แต่ในปีนี้ หมู่เกาะโซโลมอน ได้ห้ามคู่เจรจาที่ยังได้รับการรับรองจากบางประเทศ เช่น ปาเลา ตูวาลู และหมู่เกาะมาร์แชลล์ เข้าร่วม ซึ่งผู้สังเกตการณ์เหล่านี้ยังคงยอมรับรัฐบาลไทเป

การเห็นพ้องใจท่ามกลางข้อถกเถียง

รายงานระบุว่า ในการประชุมแบบเปิดเผยข้อมูลบางส่วนภายหลังพบว่า ผู้นำประเทศสมาชิกมีการถกเถียงอย่างหนักเกี่ยวกับการวางกรอบอนาคตของผู้สังเกตการณ์ ซึ่งถือเป็นประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนทั้งเชิงภูมิศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์ แถลงการณ์อย่างเป็นทางการของที่ประชุมระบุว่า การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเป็นการ “การแลกเปลี่ยนที่เข้มแข็ง”

ทั้งนี้ยังมีการตกลงว่า พันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในอนาคตต้องสมัครเข้าร่วมอย่างเป็นทางการ และต้องเป็นองค์กรที่มีคุณสมบัติอย่างชัดเจน เช่น เป็นประชาคมทางการเมืองที่มีอธิปไตย เช่น สหภาพยุโรป (EU) หรือองค์กรระหว่างรัฐบาลเหมือน ASEAN

จากรายงานยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย โดยเฉพาะจาก ออสเตรเลีย ที่รัฐมนตรีต่างประเทศอย่างนางเพนนี หว่อง เตือนว่า การห้ามผู้สังเกตการณ์บางราย อาจส่งผลเสียต่อความช่วยเหลือทางพัฒนาในภูมิภาคแปซิฟิกในระยะยาว ซึ่งมีความต้องการสูงจากหลายประเทศสมาชิก

ไม่ว่าจะเป็นในมุมใด ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณของความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและภูมิศาสตร์ในภูมิภาคแปซิฟิก อีกทั้งบ่งบอกถึงการแทรกแซงของ จีน ที่เพิ่มความหนักแน่นต่อการจัดระเบียบพื้นที่ของตน ไม่ว่าจะทางเศรษฐกิจหรือการทูต

ในทางกลับกันก็เป็นความท้าทายและความเสี่ยงต่อความร่วมมือในระดับภูมิภาค ว่าจะสามารถรักษาความเป็นกลางและความสมดุลระหว่างพลังทั้งหลายในภูมิภาคได้อย่างไร

ท่ามกลางสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง ประเทศเล็ก ๆ อย่างหมู่เกาะโซโลมอนกลายเป็นจุดโฟกัสของความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในแง่ของการตัดสินใจครั้งสำคัญ ไม่ว่าจะเฉพาะด้านตัวตนของผู้สังเกตการณ์ หรือผลกระทบโด่งดังในเวทีระหว่างประเทศ

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของ กลุ่มหมู่เกาะเห็นชอบกฎ ‘ผู้สังเกตการณ์’ ท่ามกลางอิทธิพล ‘จีน’ ในแปซิฟิก จึงเป็นจุดเปลี่ยนหนึ่งที่อาจมีผลกระทบต่ออนาคตของภูมิภาค และบทบาทของแต่ละฝ่ายในภาพรวมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก

ประเทศที่มีผลต่อสถานการณ์:

  • จีน: ใช้แรงกดดันทางการเมืองและเศรษฐกิจต่อประเทศสมาชิก
  • ไต้หวัน: ผลักดันความได้เปรียบทางการทูตโดยได้รับการยอมรับจากบางประเทศ
  • โอเชียเนีย (หมู่เกาะโซโลมอน): พยายามรักษาความเป็นอิสระแต่เผชิญแรงกดดัน
  • สหรัฐอเมริกา: เฝ้าดูการขยายอิทธิพลของจีนในภูมิภาคแปซิฟิก

ในท้ายที่สุด การเจรจากลางกลิ่นของความขัดแย้งและการเมือง สะท้อนให้เห็นถึงการต่อสู้เพื่ออำนาจในภูมิภาคแปซิฟิกที่มีความหมุนเร็วและซับซ้อน การเข้าใจโครงสร้างและผลพลอยได้จากเหตุการณ์ครั้งนี้ อาจต้องอาศัยการติดตามนโยบายระยะยาวและการตีความเชิงกลยุทธ์อย่างแม่นยำ

หากคุณติดตามข่าวระดับภูมิภาค อย่าลืมเช็กข้อมูลจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้และมีมุมมองที่หลากหลาย

ที่มา – กลุ่มหมู่เกาะเห็นชอบกฎ ‘ผู้สังเกตการณ์’ ท่ามกลางอิทธิพล ‘จีน’ ในแปซิฟิก

‘อนุทิน’ ประชุม ‘ว่าที่รมต.’เตรียมแถลงนโยบาย หวังนับ 1 ตามสัญญาโดยเร็ว

เมื่อเวลาประมาณ 15.40 น. วันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ภาพการประชุมร่วมกับบรรดาว่าที่รัฐมนตรี ซึ่งมีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เข้าร่วมด้วย การประชุมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญคือการเตรียมความพร้อมเพื่อจัดทำนโยบายของรัฐบาลที่จะนำเสนอต่อที่ประชุมรัฐสภา เพื่อให้สามารถนับวันแรกของการบริหารราชการแผ่นดินตามสัญญา MoU ได้อย่างรวดเร็ว

‘อนุทิน’ ประชุม ‘ว่าที่รมต.’เตรียมแถลงนโยบาย หวังนับ 1 ตามสัญญาโดยเร็ว

จากข้อมูลที่ผู้สื่อข่าวรายงาน การประชุมดังกล่าวไม่ได้มีบรรยากาศเคร่งเครียดตลอดเวลาเท่านั้น เพราะยังมีมุมน่ารัก ๆ ด้วยการเสิร์ฟเค้กส้มอร่อย ๆ และกาแฟคุณภาพดีจากร้านจาริสต้าให้กับว่าที่รัฐมนตรี ทำให้บรรยากาศการประชุมเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง

บรรยากาศการประชุม

บรรยากาศในการประชุมถือว่ามีความเป็นมืออาชีพ ขณะเดียวกันก็มีความผ่อนคลายเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งส่งผลให้ทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นและร่วมกันวางแผนเพื่อวางนโยบายสำคัญของรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางการโพสต์ข้อความจากนายกรัฐมนตรีผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “ประชุมหารือเพื่อเตรียมการจัดทำนโยบายรัฐบาลเพื่อที่จะแถลงต่อที่ประชุมรัฐสภา จะได้นับวันแรกของสี่เดือนได้โดยเร็วตามสัญญา Moa #ไม่มีวันหยุด”

การนำเสนอนโยบายในครั้งนี้ถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะทำให้ประชาชนเห็นภาพของรัฐบาลในระยะสั้นและระยะกลาง โดยเฉพาะการปฏิบัติตามข้อตกลงที่ได้ประกาศไว้ ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับรัฐบาล แต่ยังสร้างความเชื่อมั่นในระบบประชาธิปไตยของประเทศไทยอีกด้วย

  • เตรียมยุทธ์นโยบายเพื่อเสนอในรัฐสภา
  • บรรยากาศอบอุ่นของว่าที่รัฐมนตรี
  • เค้กส้มและกาแฟคุณภาพดีช่วยคลายเครียด
  • ภายใต้การนำของนายกฯ อนุทิน

ความเคลื่อนไหวนี้แสดงให้เห็นถึงความจริงจังของรัฐบาลที่มุ่งมั่นทำงานเพื่อประชาชนตามแผนงานที่วางไว้ และหวังว่าจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในระยะใกล้ โดยเริ่มจากการลงมือทำนโยบายที่ชัดเจนในขั้นตอนแรก

หากคุณเป็นพลเมืองผู้ติดตามสถานการณ์บ้านเมือง อย่าลืมติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายของรัฐบาลที่จะส่งผลต่อชีวิตของเราในปี 2568 นี้ และเป็นกำลังใจให้รัฐบาลทำงานอย่างเต็มที่

ที่มา – ‘อนุทิน’ ประชุม ‘ว่าที่รมต.’เตรียมแถลงนโยบาย หวังนับ 1 ตามสัญญาโดยเร็ว

บิ๊กดุลย์ อดีตแม่ทัพภาค 2 เข้าร่วม ครม.อนุทิน เป็น รมช.กลาโหม

เมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2568 มีรายงานข่าวเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวในคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล โดยระบุว่า “พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ” หรือที่รู้จักในชื่อ บิ๊กดุลย์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 จะเข้าร่วมเป็น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม (รมช.กห.) ในโควต้าของคนนอก ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อแบ่งเบาภาระของว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้ตรวจราชการกระทรวงกลาโหม พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์

บิ๊กดุลย์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 เข้าร่วม ครม.อนุทิน

พล.ท.อดุลย์ เป็นบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญในด้านงานพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยังคงมีข้อพิพาทต่อเนื่อง สิ่งนี้เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าร่วมเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งตรงกับความต้องการของรัฐบาลที่ต้องการมีผู้เชี่ยวชาญในสายงานนี้มายืนอยู่เบื้องหน้า

ความสัมพันธ์ในวังผู้ตรวจราชการ

สิ่งที่น่าสนใจไม่น้อยก็คือ พล.ท.อดุลย์ มีความเชื่อมโยงในวังผู้ตรวจราชการจากความเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับ นายกฯ อนุทิน จากการศึกษาในวิทยาลัยป้องกันประเทศ รุ่นที่ 61 นั้น ส่งผลให้แนวทางการทำงานและความคิดเห็นในเชิงการเมืองและภูมิภาคต่างเชื่อมโยงกันได้ง่าย ทำให้โครงสร้างของคณะรัฐมนตรีสามารถทำงานประสานกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะนี้รายชื่อคณะรัฐมนตรีอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สลค.) เพื่อยืนยันว่าผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อไม่มีประวัติเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงตามกฎหมายที่อาจส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงาน

อย่างไรก็ตาม น.ส.สกุณา วิชัยดิษฐ โฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รายชื่อที่ถูกเลือกมาส่งถึงสำนักงานสลค.นั้น มีจำนวนเกินความต้องการจริง เพื่อเป็นตัวเลือกทดแทน ในกรณีที่มีรายใดถูกคัดออก ระบุอีกว่า สำนักนายกรัฐมนตรีคาดหมายว่าสามารถยื่นขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อขอพระราชานุญาตแต่งตั้งได้ภายในสัปดาห์หน้า

ในด้านนโยบายของรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อนโยบายด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจของประเทศ โดยเน้นการıyงานอย่างรอบด้านต่อทั้งในประเทศและต่างประเทศ

  • เตรียมความพร้อมในการบริหารงานของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่
  • สนับสนุนการบริหารจัดการกรณีด้านความมั่นคงชายแดน
  • พัฒนานโยบายความร่วมมือระหว่างประเทศ

การเข้าร่วมของพล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ หรือบิ๊กดุลย์ในตำแหน่งรมช.กลาโหมจึงถือเป็นหนึ่งในการเติมเต็มความสามารถและความเชี่ยวชาญที่จำเป็นสำหรับบรรยากาศทางการเมืองในเวลาที่อยู่ในภาวะจำกัดการบริหารงานบนพรมแดน และทำให้ความเชื่อมั่นในความสามารถของคณะรัฐมนตรีโดยรวมอยู่ในระดับที่น่าพอใจ

เมื่อดูจากความเคลื่อนไหวในขณะนี้ แผนการณ์ของรัฐบาลแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะปรับปรุงงาน และสร้างความมั่นคงทั้งในด้านการเมือง การทหาร และเศรษฐกิจ สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วต้องอาศัยผู้บริหารที่พร้อมสำหรับการเข้ามาสู่ภูมิหน้ากายการเมืองอย่างจริงจัง ซึ่งบิ๊กดุลย์ถือเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ได้รับการยอมรับ

หากคุณคิดว่าผู้บริหารที่มีความเชี่ยวชาญด้านทหารจะสร้างหนทางในการจัดการกับปัญหาด้านความมั่นคงในภูมิภาคได้ดี แล้วเราจะต้องติดตามผลงานของเขาในตำแหน่ง รมช.กลาโหม อย่างใกล้ชิด

ที่มา – ‘บิ๊กดุลย์’อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 นั่ง ‘รมช.กห.’เพื่อนร่วมรุ่น วปอ.61  ‘นายกฯ อนุทิน’

ค่าเงินบาทแข็งค่า คืออะไร ใครได้-เสียบ้าง?

ในช่วงที่ผ่านมา เราได้สังเกตเห็นการเคลื่อนไหวของ ค่าเงินบาทแข็งค่า ขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกิจกรรมการส่งออก เช่น การส่งออกทองคำไปยังประเทศกัมพูชา ซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจในภาพรวมของไทย การเข้าใจว่า ค่าเงินบาทแข็งค่า คืออะไร และใครจะเป็นผู้ได้รับผลกระทบเชิงบวกหรือลบ จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก

ค่าเงินบาทแข็งค่า คืออะไร

ค่าเงินบาทแข็งค่า หมายถึง สถานการณ์ที่เงินบาทมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่น ๆ เช่น เหรียญสหรัฐ ในทางเศรษฐกิจ การที่บาทแข็งค่าแสดงว่าผู้ถือเงินบาทสามารถแลกเปลี่ยนเงินสกุลต่างประเทศในอัตราที่ดีกว่าเดิม

กลไกของการแข็งค่าของเงินบาท

การเปลี่ยนแปลงของ ค่าเงินบาทแข็งค่า เกิดจากหลายปัจจัย ได้แก่ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในเศรษฐกิจไทย อัตราดอกเบี้ยที่สูง หรือแม้แต่การไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศเหล่านี้ส่งผลให้ความต้องการในเงินบาทเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินบาทเพิ่มขึ้น

การแข็งค่าของเงินบาทมีผลกระทบต่อภาคส่งออกของไทย โดยเฉพาะผู้ส่งออกที่ต้องแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีค่าเงินอ่อนกว่า เช่น เวียดนาม หรืออินโดนีเซีย ซึ่งราคาสินค้าของไทยจะสูงขึ้นเมื่อเทียบในสกุลเงินต่างประเทศ

ใครบ้างจะได้หรือเสียจากการที่ค่าเงินบาทแข็งค่า

ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการที่ค่าเงินบาทแข็งค่า ประกอบด้วย:

  • ผู้บริโภค – สินค้านำเข้ามีราคาถูกลง เช่น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์ เป็นต้น
  • ภาคธุรกิจที่พึ่งพาสินค้านำเข้า – ต้นทุนการผลิตลดลง ทำให้มีกำไรเพิ่มขึ้น

ผู้ที่ได้รับผลกระทบในทางลบ ได้แก่:

  • ผู้ส่งออก – สินค้าไทยมีราคาสูงขึ้นในตลาดต่างประเทศ ทำให้ขายไม่ออก
  • แรงงานในภาคอุตสาหกรรมหนัก – การส่งออกลดลง ส่งผลให้รายได้ของกลุ่มนี้ลดตามไปด้วย

เมื่อค่าเงินบาทอ่อนค่า จะเกิดผลกระทบในทางกลับกัน ผู้ส่งออกจะได้ประโยชน์มากขึ้น เพราะราคาสินค้าไทยในตลาดโลกจะลดลง ทำให้แข่งขันได้ดีขึ้น แต่ผู้บริโภคจะต้องจ่ายเงินมากขึ้นสำหรับสินค้านำเข้า

สิ่งสำคัญคือ รัฐควรเตรียมมาตรการรองรับ เพื่อป้องกันความผันผวนของตลาดที่อาจส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจในระยะยาว และประชาชนควรมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้เพื่อตัดสินใจทางการเงินได้อย่างเหมาะสม

ดังนั้น การเข้าใจในเรื่อง ค่าเงินบาทแข็งค่า จึงสำคัญไม่น้อยไปกว่าการติดตามข่าวเศรษฐกิจอื่น ๆ เพราะจะช่วยให้คุณเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างมั่นใจ

ที่มา – ค่าเงินบาทแข็งค่า คืออะไร ใครบ้างได้-เสียประโยชน์ กระทบการส่งออกอย่างไร

น้องอีฟ ฟอร์มสด เข้าชิงหญิงเดี่ยว คว้าแชมป์คู่ผสม ศึกเทนนิสออมสิน

การแข่งขันเทนนิสออมสิน ไทยแลนด์ แชมป์เปี้ยนชิพ สนามที่ 7 ชิงเงินรางวัลรวม 600,000 บาท ที่สนาม อบจ.เชียงราย เมื่อวันที่ 13 กันยายน ที่ผ่านมา เป็นงานที่มีความเข้มข้นสูงมาก โดยเฉพาะในประเภท น้องอีฟ พัชรินทร์ ชีพชาญเดช นักเทนนิสสาวทีมชาติไทยที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม

น้องอีฟ

ในรอบรองชนะเลิศประเภทหญิงเดี่ยว น้องอีฟ ที่เป็นมือวางอันดับหนึ่งของรายการ สามารถเอาชนะ พิมพ์มาดา ทองคำ ไปได้ 2-0 เซต ด้วยสกอร์ 6-3 และ 6-2 เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศอย่างไม่ยากเย็น ส่วนคู่ต่อสู้ในรอบชิงคือ “เบียร์” โชติรินทร์ แก้วก่า ที่ผ่านเข้ามาหลังเอาชนะลัลดา กำหอม ได้ 2-0 เซตเช่นกัน

คู่ผสมแชมป์

นอกจากนี้ น้องอีฟ ยังมีผลงานโดดเด่นในประเภทคู่ผสม โดยร่วมมือกับปัญณ์ณวัชญ์ สุทธิสมบูรณ์ เข้าชิงชนะเลิศแล้วเอาชนะทิพย์ธารา สองเป็ง และเครดิต ไชยรินทร์ไปอย่างสบาย 2-0 เซต สกอร์ 6-3 และ 6-1 คว้าแชมป์มาครองได้อย่างยิ่งใหญ่

นอกจากสาวเทนนิสแล้ว ประเภทชายเดี่ยวก็มีความน่าติดตามไม่แพ้กัน เมื่อ ธนกร ศรีรัตน์ สามารถผ่านเข้าชิงชนะเลิศได้สำเร็จหลังชนะ ชาร์ลส์ กล่ำสมบัติ ไปได้อย่างขาดลอย 6-0 และ 6-2 ส่วนคู่ต่อสู้ในรอบชิงคือ กฤติน โกยกุล ที่ผ่านเข้ามาหลังชนะ จิรัฏฐ์ นวสิริสมบูรณ์ ในเกมสุดเข้มข้น ด้วยผลการแข่งขัน 1-6, 6-0 และจบจากการเวียนศีรษะของจิรัฏฐ์ที่เซ็ตที่สาม

ในประเภทชายคู่ ที่ถือว่าเป็นการชิงแชมป์คู่ผสมผสานของเทคนิคและความร่วมมืออย่างแท้จริง กฤติน กับจิรัฏฐ์ สามารถเอาชนะคู่ต่างประเทศอย่างแม็กซิม โคโลโมเอตส์ กับเซเมน โวโรนิน ได้สำเร็จทั้งสองเซต 6-1 และ 6-1 ทำให้พวกเขากลับมาเป็นแชมป์ของรายการนี้อย่างยิ่งใหญ่

การแข่งขันในครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมากทั้งด้านการแข่งขันและคุณภาพของผู้เล่น นอกจากนี้ยังเป็นพื้นที่สำหรับปลูกฝังและสร้างสปิริตของนักเทนนิสในอนาคตอีกด้วย โดยเฉพาะ “น้องอีฟ” พัชรินทร์ ที่เป็นดาวรุ่งที่ถือกำเนิดจากในประเทศอย่างแท้จริง

หากคุณเป็นแฟนกีฬาอย่างเทนนิส การตามเชียร์และการให้กำลังใจนักกีฬารุ่นใหม่ที่มีพรสวรรค์อย่าง น้องอีฟ ถือเป็นการสนับสนุนวงการกีฬาไทยด้วยรูปแบบหนึ่งที่น่าประทับใจ อย่าลืมติดตามผลงานของเธอต่อไปในสนามต่างๆ ที่กำลังจะมาถึงในอนาคต!

ที่มา – “น้องอีฟ” ฟอร์มสด เข้าชิงหญิงเดี่ยว คว้าแชมป์คู่ผสม ศึกเทนนิสออมสิน

คืนพื้นที่ 6 ไร่! เรือนจำกลางคลองเปรมปรับอาณาเขตใหม่

เมื่อเวลา 13.35 น. วันที่ 13 กันยายน 2567 กรมราชทัณฑ์ได้ประกาศปรับปรุงอาณาเขตของเรือนจำกลางคลองเปรม โดยคืนพื้นที่ 6 ไร่ 1 งาน ที่เคยมอบให้ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มาอยู่ภายใต้การดูแลของเรือนจำกลางคลองเปรมอีกครั้ง

คืนพื้นที่ 6 ไร่! เรือนจำกลางคลองเปรมปรับอาณาเขตใหม่

พื้นที่เดิมของเรือนจำกลางคลองเปรมมีขนาด 118 ไร่ 1 ตารางวา ซึ่งในช่วงวิกฤตโควิด-19 ได้มีการโอนบางส่วนไปใช้งานร่วมกับโรงพยาบาลราชทัณฑ์ เพื่อความคล่องตัวในการควบคุมสถานการณ์ แต่ในปัจจุบัน ด้วยความจำเป็นในการจัดสรรพื้นที่ใหม่เพื่อรองรับผู้ต้องขังจำนวนมาก ทั้งในกลุ่มผู้สูงวัย ผู้พิการ และผู้ต้องขังพฤติกรรมเสี่ยง ดังนั้นการ คืนพื้นที่ 6 ไร่ จึงเป็นการย้อนกลับสู่ระบบที่เหมาะสมที่สุด

ความจำเป็นในการปรับอาณาเขต

ปัจจุบันเรือนจำกลางคลองเปรมมีผู้ต้องขังพิการ 42 คน และผู้สูงอายุ 385 คน โดยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากการรับย้ายผู้ต้องขังจากเรือนจำอื่น ๆ ทำให้เกิดปัญหาความแออัด และความท้าทายในการบริหารจัดการ พื้นที่ที่ได้รับคืนช่วยเพิ่มศักยภาพในด้านการควบคุม การพัฒนาพฤตินิสัย และการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังตามมาตรฐานสากล

ทั้งนี้ การปรับปรุงอาณาเขตเป็นกระบวนการที่กรมราชทัณฑ์ดำเนินต่อเนื่อง เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์และภารกิจหลัก ไม่ว่าจะเป็นการปรับเขตในปีงบประมาณ 2567 ที่ได้แก่ เรือนจำชั่วคราวดอยฮาง เรือนจำกลางเพชรบุรี หรือในปี 2568 ที่มีการเปลี่ยนแปลงได้แก่ เรือนจำชั่วคราวเขาสมอแคลง เรือนจำพิเศษพัทยา และ เรือนจำกลางคลองเปรม อีกครั้ง

  • เพิ่มพื้นที่เพื่อรองรับผู้ต้องขังกลุ่มพิเศษ
  • ลดความแออัดภายในเรือนจำ
  • เพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมและดูแลผู้ต้องขัง
  • ช่วยให้การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังเป็นไปอย่างมีระบบ

การ ปรับอาณาเขตใหม่ของเรือนจำกลางคลองเปรม ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญในการจัดการเรือนจำรุ่นใหม่ ที่มุ่งเน้นทั้งความปลอดภัย ประสิทธิภาพ และความเหมาะสมต่อสภาพแวดล้อมของผู้ต้องขัง ทั้งในแง่ของสุขภาพ ความเป็นอยู่ และการพัฒนาพฤติกรรม

การคืนพื้นที่ 6 ไร่ อาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ในเชิงตัวเลข แต่มีความหมายอย่างยิ่งต่อการบริหารจัดการเรือนจำในระยะยาว โดยเฉพาะในบริบทของประชากรผู้ต้องขังที่มีความหลากหลายและต้องการการดูแลเป็นพิเศษ

หากต้องการติดตามข่าวความเคลื่อนไหวอื่น ๆ ของระบบเรือนจำไทย อย่าลืมติดตามที่เว็บไซต์ข่าวสารอย่างสม่ำเสมอ เพราะทุกการเปลี่ยนแปลงมีผลต่อภาพรวมของระบบยุติธรรมไทย

ที่มา – คืนพื้นที่ 6 ไร่! เรือนจำกลางคลองเปรมปรับอาณาเขตใหม่ รองรับผู้ต้องขังสูงวัย-พิการ

“โค้ชก๊อก” มั่นใจ 3 นักชกไทย ผ่านด่านแรก ศึกมวยไทยเยาวชนชิงแชมป์โลก 2025

การแข่งขัน มวยไทยเยาวชนชิงแชมป์โลก 2025 หรือ IFMA Youth World Championship 2025 ถือเป็นเวทีสำคัญที่นักชกจากทั่วโลกต่างตั้งเป้าหมายไว้สูงสุดโดยเฉพาะนักชกเยาวชนไทยที่พร้อมแสดงศิลปะไทยให้เห็นถึงความเปี่ยมไปด้วยความสามารถ ภายใต้การดูแลของโค้ชก๊อก จักรเพชร ปาปะขัง ผู้ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการโค้ชให้ทีมชาติไทยคว้าแชมป์มากมายมาแล้ว

“โค้ชก๊อก” มั่นใจ 3 นักชกไทย ผ่านด่านแรก ศึกมวยไทยเยาวชนชิงแชมป์โลก 2025

ในการแข่งขันครั้งนี้ ที่เมืองอาบูดาบี ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีนักชกไทยลงแข่งขันในวันที่ 14 กันยายน 2025 จำนวน 3 คน แบ่งตามน้ำหนักดังนี้

  • รุ่น 51 กก. วุฒิไกร ทองกลีบนาค พบ ฮวง กังวาน (เวียดนาม)
  • รุ่น 54 กก. ธนกร น้ำรอบ พบ ปีเตอร์ อนาคนคริสต์ดิส (สหรัฐอเมริกา)
  • รุ่น 57 กก. จรายุทธ ขุนปลัด พบ ไคส์ พิดุส (ฝรั่งเศส)

โค้ชก๊อก เปิดเผยว่า “ตอนนี้ทีมมวยปรับตัวได้ดีขึ้นมาก ความเครียดลดลงไปทุกคนพร้อมชกแล้ว” และเน้นย้ำว่านักชกควร “ชกแบบสบาย ๆ ไม่ต้องกดดันตัวเองมาก เน้นยกแรกต้องเอาชนะให้ได้ก่อน แล้วค่อยควบคุมเกมต่อ” โดยเฉพาะในรุ่นน้ำหนักที่มีคู่แข่งจากประเทศที่มีบทบาทใหญ่ในวงการมวยไทย เช่น เวียดนาม ฝรั่งเศส และอเมริกา

กลยุทธ์ของทีมชาติไทย

การเตรียมทัพครั้งนี้ โค้ชก๊อกไม่เพียงแค่เน้นด้านเทคนิค แต่ยังให้ความสำคัญกับจิตใจและการจัดการอารมณ์ของนักชก โดยเฉพาะเมื่อพบว่าชาติอื่นมักมีกองเชียร์จำนวนมากเข้าร่วมเชียร์ส่งกำลังใจจนเกิดบรรยากาศที่ดูตื่นเต้น ซึ่งถือเป็นสิ่งที่อาจส่งผลต่อการแข่งขัน ดังนั้นการฝึกฝนจิตใจจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อไม่ให้เกิดความลังเลหรือพลาดจังหวะในยกสำคัญ

นอกจากนี้ ยังมีการซ้อมจำลองสถานการณ์ต่าง ๆ ทั้งทางด้านเทคนิคและกรีดเกลื่อนตามสถานที่จริง เพื่อให้นักชกมีความคุ้นเคยและรู้สึกมั่นใจมากยิ่งขึ้น โค้ชก๊อกมั่นใจว่า 3 นักชกไทยในรอบแรกจะสามารถฝ่าฟันไปยังรอบต่อไปได้อย่างแน่นอน

ความหวังของทีมชาติไทยในเวที IFMA Youth World Championship 2025

การเข้าร่วมการแข่งขันในเวทีโลกครั้งนี้เป็นโอกาสอันดีในการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยนศิลปะการต่อสู้ และการเปิดโลกทัศน์ของนักมวยรุ่นเยาว์ ซึ่งทั้ง 3 นักชกจากไทยมีศักยภาพสูงมาก ซึ่งทีมงานฝึกสอนทั้งในและต่างประเทศให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะในเรื่องของการฝึกซ้อมหรือการวางแผนการชกในรูปแบบต่าง ๆ

แม้คู่แข่งรอบนี้จะสูงส่งแต่เชื่อว่าหากนักชกไทยสามารถทำตามแผนการชกได้อย่างแม่นยำ รับประกันได้ว่าสามารถผ่านด่านแรกไปอย่างงดงาม เพราะพวกเขาทั้งสามมีความตั้งใจสูง มุ่งมั่น และได้รับการฝึกฝนมาอย่างเข้มงวดโดยทีมผู้ฝึกสอน

มวยไทยถือเป็นศิลปะการต่อสู้ที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจของชาติไทย และเป็นแนวกีฬาที่ต้องอาศัยทั้งร่างกายและจิตใจ หากเราผ่านอุปสรรคแรกได้ก็เท่ากับเปิดประตูสู่โอกาสในการสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ ๆ ให้กับวงการมวยไทย และในที่สุดการคว้าแชมป์ในเวทีโลกก็ไม่ใช่เรื่องไกลเกินฝัน

ติดตามผลงานนักมวยไทย ทั้ง 3 คนที่จะพิสูจน์ศักยภาพและความสามารถของคนไทยบนเวทีนานาชาติได้ในเร็ววันนี้

ที่มา – “โค้ชก๊อก” มั่นใจ 3 นักชกไทย ผ่านด่านแรก ศึกมวยไทยเยาวชนชิงแชมป์โลก 2025

หมอประวัติบ่นไทยลีก 1 ชักไม่สนุก ดราม่าเยอะ

เมื่อเร็ว ๆ นี้ น.พ.ประวัติ กิจธรรมกูลนิจ หรือที่แฟนฟุตบอลรู้จักในนาม ‘หมอประวัติ’ ประธานสโมสร พลังกาญจน์ เอฟซี ทีมใหม่ในศึกไทยลีก 1 ได้ออกมาเปิดใจถึงความรู้สึกหลังขึ้นเล่นในลีกสูงสุดว่า “หมอประวัติบ่นไทยลีก 1 ชักไม่สนุก ดราม่าเยอะ

หมอประวัติบ่นไทยลีก 1 ชักไม่สนุก ดราม่าเยอะ

นายกอบจ.กาญจนบุรี เล่าถึงความรู้สึกหลังจากที่ต้องขึ้นมาเล่นในไทยลีก 1 ว่า “ตอนอยู่ไทยลีก 2 (T2) ตอนนั้นสนุกมาก เรามีแฟนบอลตั้งแต่ 700-800 คน มีความสุขดี แม้จะแพ้ แฟนบอลก็ยังให้กำลังใจอยู่เสมอ และถ้าชนะก็ร่วมดีใจกันแบบเต็มที่”

“นอกจากนี้ เรายังทำกิจกรรมดี ๆ ให้แฟนบอลมากมาย เช่น ซื้อตั๋วชมฟรี แถมเสื้อผ้าให้ รวมถึงจัดการเดินทางให้แฟนบอลโดยมีรถบัสมาให้ถึง 10 คัน เพื่อให้ทุกคนได้มาเชียร์ แม้จะมีกลุ่มแฟนบอลที่มีความขัดแย้งหลายกลุ่ม เราก็ยังจัดเลี้ยงอาหารให้พวกเขา เพื่อให้เกิดความสามัคคี”

ขึ้น T1 แล้วไม่เหมือนเดิม

“แต่พอขึ้นมาเล่นในไทยลีก 1 ได้ประมาณ 2 เดือน รู้สึกว่ามันเริ่มไม่สนุกแล้ว เพราะมีดราม่าเยอะเกินไป มีทั้งเราโดนโจมตี หรือเราเองก็ถูกปั่นข่าว มีทั้งข่าวจริงและข่าวเท็จปนเปื้อนกัน จนทำให้เราเริ่มรู้สึกเบื่อและคิดมากขึ้นเรื่อย ๆ” หมอประวัติให้ข้อมูลเพิ่มเติม

“แต่ยังไงก็ยังพยายามสู้เหมือนเดิม ใครที่พร้อมจะเดินหน้าไปด้วยกันก็ขอให้ร่วมเดินทางไปด้วยกัน เพราะตอนนี้มันไม่ใช่แค่ทีมเล็ก ๆ แล้ว ครอบครัวของเราใหญ่ขึ้น และการเลือกคัดสรรคนดี ๆ ก็สำคัญมาก”

ผลงานในสนามยังไม่ดีนัก

สำหรับผลงานของ พลังกาญจน์ เอฟซี ในช่วงต้นฤดูกาลไทยลีก 1 ฤดูกาล 2025 ที่หมอประวัติตั้งเป้าจะยึดจ่าฝูงเป็นทีมเก่า ๆ แต่ทว่าผ่านมาแล้ว 3 นัดยังไม่ชนะใครเลย โดยมีผลคือ เสมอ 2 และแพ้ 1 นัด จนเป็นประเด็นให้คุณหมอต้องออกมาเคลียร์สถานการณ์หลังสนามอยู่บ่อยครั้ง

นัดต่อไปของทีมจะเป็นการเปิดสนามกลีบบัว ในวันที่ 14 กันยายน 2568 เวลา 19.00 น. พบกับ นครราชสีมา มาสด้า FC เป็นเกมที่บอกได้ว่าสำคัญมากสำหรับความมั่นใจของทีม ทั้งในสายตาแฟนบอลและผู้บริหาร

โพสต์เรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ หมอประวัติเคยโพสต์ข้อความเกี่ยวกับเรื่องแปลก ๆ ที่เกิดขึ้นกับสโมสร เช่น มีบุคคลมา ตัดสายไฟ ของสนาม การจัดกิจกรรมฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน “คิงส์คัพ” ครั้งที่ 51 ซึ่งถือว่าเป็นกิจกรรมใหญ่ของสโมสร

“พบตัวผู้ต้องสงสัยแล้ว ภาพชัดเจน โดยจะเป็นชายมีหนวด อายุประมาณ 25-35 ปี มาพร้อมลูกชายอายุประมาณ 3-4 ขวบ ถ้าจับพ่อได้ก็รู้สึกสงสารเด็ก มีแต่เรื่องรบกวนที่ตามมา” หมอประวัติระบุไว้อย่างละเอียด

จากพฤติกรรมและโพสต์ของคุณหมอไม่ได้มีแค่เรื่องงานฟุตบอลเท่านั้น แต่รวมถึงหนทางต่าง ๆ ในการทำงานด้วยความเป็นตัวของตัวเอง ผสมผสานด้วยความจริงใจ และความเข้มแข็ง จนกลายเป็นที่กล่าวถึงอย่างล้นหลามในวงการฟุตบอลไทย

ทั้งนี้ มองว่าสิ่งที่หมอประวัติกำลังทำอยู่ นับเป็นการสร้างปรากฏการณ์ให้กับวงการฟุตบอลในลีกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและดราม่าหลายอย่าง ที่สำคัญคือ การทำให้แฟนบอลรู้สึกเป็นเจ้าของสโมสรอย่างแท้จริง

หากคุณเป็นแฟนบอลหรือสนใจเรื่องราวการขึ้นลีกสูงสุดของสโมสรแห่งใหม่ พลังกาญจน์ เอฟซี ต้องติดตามทุกข่าวล่าสุดของคุณหมออย่างแน่นอน เพราะนี่คือยุคของคนจริงในสนามและโซเชียล!

ที่มา – ‘หมอประวัติ’ บ่นอุบ เล่นไทยลีก 2 สนุกๆ ขึ้นไทยลีก 1 ชักไม่สนุก ดราม่าเยอะ