ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

แจง! 9 แว้นซิ่งถนนวิภาฯ ต้องคุก 1 เดือน ยึดรถ 9 คัน

เมื่อวันที่ 13 กันยายน พล.ต.ต.ดำรงศักดิ์ สว่างงาม ผู้บังคับการตำรวจจราจร (จร.) สั่งการเจ้าหน้าที่จับกุมกลุ่มผู้ต้องหาที่รวมตัวแข่งรถยนต์บนถนนวิภาวดีรังสิต จำนวน 9 ราย

แจง! 9 แว้นซิ่งถนนวิภาฯ ต้องคุก 1 เดือน ยึดรถ 9 คัน

รวมทั้งตรวจยึดรถยนต์เก๋ง 9 คัน โดยแจ้งข้อหา “พยายามแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาต” เหตุเกิดที่ถนนวิภาวดีรังสิต ต่อเนื่องจากแขวงสนามบิน เขตดอนเมือง ไปยังแขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม.

จากการสืบสวนย้อนไป เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พล.ต.ต.ดำรงศักดิ์ สว่างงาม ได้ออกคำสั่งให้ พ.ต.อ.ณัฐพงษ์ เชื้อเดช รอง ผบก.จร. และ พ.ต.อ.พารินท์ จันทร์เลิศ ผู้กำกับกอง 2 บก.จร. รวมทีมเจ้าหน้าที่ เร่งสืบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกลุ่มผู้ต้องหาที่รวมตัวขับขี่บนถนนวิภาฯ ด้วยความเร็วสูง กระทั่งลงโทษ

ข้อมูลกลุ่มผู้ต้องหา

  • นายจักรกฤษณ์ อายุ 23 ปี
  • นายเอกนรินทร์ อายุ 34 ปี
  • นายธีรวัตร อายุ 28 ปี
  • นายกิตติชัย อายุ 25 ปี
  • นายภาณุวิชญ์ อายุ 25 ปี
  • นายนฤพล อายุ 34 ปี
  • นายอาทิตย์ อายุ 25 ปี
  • นายพฤหัส อายุ 36 ปี
  • นายกิตติศักดิ์ อายุ 28 ปี

พยานหลักฐานปรากฏจากคลิปวิดีโอและกล้องวงจรปิดที่เผยการขับขี่อย่างหวาดเสียว ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปอย่างมาก

กระทั่งวันที่ 26 มิถุนายน เจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจสอบข้อมูลรถได้ครบ 9 คัน และออกหมายเรียกผู้ขับมาสอบสวน ซึ่งเมื่อวันที่ 11 กันยายน ผู้ต้องหาเข้าให้การรับสารภาพว่าได้ร่วมขับขี่กันจริง

เช้าวันที่ 12 กันยายน ศาลแขวงดอนเมืองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งหมด โดย ต้องติดคุก 1 เดือน พร้อมปรับ 8,000 บาท รถยนต์ของกลางทั้งหมดยึดไว้เป็นหลักฐานตรวจสอบ เพิ่มเติมคือ จำเลยบางรายถูกควบคุมพฤติกรรมด้วยการติดกำไร EM (อิเล็กทรอนิกมอนิเตอร์) ห้ามออกจากบ้านระหว่างเวลา 22.00 – 05.00 น.

นโยบายเพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน

ศูนย์ควบคุมจราจรวิภาวดีรังสิต / ทางพิเศษ กก.2 บก.จร. จะดำเนินการตามนโยบาย “โครงการถนนปลอดภัย” อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเด็นการขับขี่หวาดเสียวและการแข่งรถโดยไม่ได้รับอนุญาตบนท้องถนนหลักๆ

ด้วยการสืบสวนติดตามกลุ่มผู้ต้องหาอื่นๆ เพื่อดำเนินคดีต่อเนื่อง เราต้องจำไว้ว่า ความเท่ของการซิ่งไม่ใช่สิ่งที่ควรปิดบังความเสี่ยงต่อชีวิตของตนเองและผู้อื่น

หากคุณหรือคนในวงการชื่นชอบการขับรถ ควรเลือกวิธีการที่ถูกต้องตามกฎหมาย เช่น การเข้าร่วมกิจกรรมสนามขนาดเล็กที่มีการควบคุม

ที่มา – แจง! 9 แว้นซิ่งถนนวิภาฯ ต้องคุก 1 เดือน ยึดรถ 9 คัน

ครบรอบ 65 ปี ‘บก.จร.’ อดีตผู้บังคับบัญชา ตบเท้าร่วมงานคึกคัก

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมแสงสิงแก้ว ชั้น 2 กองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) มีการจัดพิธีเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาบก.จร. ครบรอบ 65 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 13 กันยายน 2568

ครบรอบ 65 ปี ‘บก.จร.’ อดีตผู้บังคับบัญชา ตบเท้าร่วมงานคึกคัก

ภายในพิธีมีผู้ร่วมงานที่สำคัญ เช่น พล.ต.ท.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รอง จตช., พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผบช.ศ., พล.ต.ต.ธวัช วงศ์สง่า รอง ผบช.น., พล.ต.ต.ชัยพัชร์ ศรีประเสริฐ รอง ผบช.น., พล.ต.ต.อำนาจ ไตรพจน์ รอง ผบช.น. พร้อมด้วยอดีตผู้บังคับบัญชาอย่าง พล.ต.ท.จิรสันต์ แก้วแสงเอก อดีต ผบช.ภ.1 ที่เคยดำรงตำแหน่งในหลายหน่วยงานสำคัญ เช่น บก.จร., บก.น.1-9, บก.สส., บก.สปพ., บก.อคฝ., และบช.ภ.1

ความสามัคคีตลอด 65 ปี

บรรยากาศในงานเป็นไปอย่างเรียบง่าย สมเกียรติ และอบอุ่น โดยสื่อถึงความสามัคคีของครอบครัวตำรวจจราจร ตลอดจนความภาคภูมิใจในเกียรติประวัติอันยาวนานนับ 65 ปีของการรักษาความสงบเรียบร้อยบนท้องถนนของประเทศไทย

นอกจากนี้ ยังมีการจัดพิธีแสดงมุทิตาจิตแก่ข้าราชการตำรวจผู้เกษียณอายุราชการประจำปี 2568 ซึ่งเป็นการส่งกำลังใจและให้เกียรติแก่ผู้ที่อุทิศชีวิตให้กับองค์กรมาอย่างครบวงจร

  • ร่วมกันสร้างความภูมิใจให้กับบก.จร. มาอย่างต่อเนื่อง
  • รักษาความสามัคคีในครอบครัวตำรวจจราจร
  • พัฒนาองค์กรอย่างสอดคล้องกับภารกิจยุคใหม่

ครบรอบ 65 ปี ‘บก.จร.’ อดีตผู้บังคับบัญชา ตบเท้าร่วมงานคึกคัก เป็นเครื่องยืนยันว่าแม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ความภาคภูมิใจในหน้าที่ และความผูกพันภายในครอบครัวตำรวจจราจรยังคงอยู่อย่างเหนียวแน่น

สำหรับสังคมโดยรวม การมี “กองบังคับการตำรวจจราจร” ที่พร้อมพัฒนาและบริการ คือหนึ่งในพลังสำคัญที่ทำให้ระบบการจราจรมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ที่มา – ครบรอบ 65 ปี ‘บก.จร.’ อดีตผู้บังคับบัญชา ตบเท้าร่วมงานคึกคัก

เจ้าชายแฮร์รีเสด็จฯเยือนกรุงเคียฟ ทรงพบกับทหารผ่านศึกยูเครน

เมื่อวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา สื่อต่างประเทศรายงานข่าวสำคัญจากกรุงเคียฟ ประเทศยูเครน ว่า เจ้าชายแฮร์รี ดยุกแห่งซัสเซกซ์ ได้เสด็จเยือนกรุงเคียฟ โดยใช้ขบวนรถไฟเดินทางมายังเมืองหลวงของยูเครนในช่วงเช้าตรู่ของวันศุกร์ เวลาท้องถิ่น ซึ่งมีนางยูเลีย สวีรีเดนโก นายกรัฐมนตรีฝ่ายบริหารของยูเครน เฝ้ารับเสด็จอย่างเป็นทางการ

เจ้าชายแฮร์รีเสด็จฯเยือนกรุงเคียฟ ทรงพบกับทหารผ่านศึกยูเครน

การเสด็จเยือนครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่สองของเจ้าชายแฮร์รีหลังจากที่เคยเสด็จนครครั้งแรกไปยังเมืองลวีฟ ทางตะวันตกของยูเครน เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา การเสด็จฯเยือนในครั้งนี้ไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการจากฝ่ายรัฐบาลของสหราชอาณาจักร แม้จะมีข่าวว่านางอีเวตต์ คูเปอร์ รัฐมนตรีต่างประเทศของอังกฤษ ก็กำลังเดินทางมายังกรุงเคียฟเช่นกันในช่วงสัปดาห์นี้ นับเป็นการเข้าพบผู้นำของยูเครนครั้งแรกนับตั้งแต่ได้รับแต่งตั้ง

เรื่องเล่าจากกรุงเคียฟ

แม้จะไม่มีข้อมูลอย่างเป็นทางการว่าเจ้าชายแฮร์รีทรงได้เจอประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครนหรือไม่ แต่ได้มีการเปิดเผยว่า พระองค์ได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกับทหารผ่านศึกชาวยูเครนจำนวนราว 200 นาย เพื่อแสดงการสนับสนุนและการไว้ทีต่อการต่อสู้ของประชาชนชาวยูเครน เหตุการณ์ในครั้งนี้ถือเป็นการแสดงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นทางด้านมนุษยธรรมของราชวงศ์อังกฤษ ภายใต้ภาพลักษณ์ของเจ้าชายแฮร์รี ที่มักเข้าไปใกล้ชิดประชาชนโดยตรง

  • การใช้รถไฟเป็นพาหนะในการเดินทางแสดงถึงความเป็นมิตรและความใกล้ชิดกับประชาชน
  • เจ้าชายแฮร์รียังคงยืนยันบทบาทในฐานะผู้สนับสนุนด้านสันติภาพและความเป็นธรรม
  • มีรายงานว่าทหารผ่านศึกบางคนรู้สึกซาบซึ้งกับการแสดงความเคารพของพระองค์

เจ้าชายแฮร์รี ซึ่งเคยเป็นทหารกองพลทหารผ่านศึกแอฟกานิสถานในอดีต กลับมาแสดงบทบาทใหม่ในฐานะผู้สนับสนุนด้านมนุษยธรรมผ่านการเดินทางไปยังพื้นที่ความขัดแย้งทั่วโลกในนามราชการราชวงศ์ ครั้งนี้การเสด็จฯเยือนกรุงเคียฟ ทรงพบกับทหารผ่านศึกยูเครน จึงถือเป็นหนึ่งในภารกิจกริยาดีที่ได้รับความสนใจอย่างมากทั้งจากสื่อและประชาชน

ความหวังของเราคือ เหตุการณ์เช่นนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้นำทั่วโลกเข้ามาสนับสนุนยูเครนให้มากขึ้นในการต่อสู้เพื่อเอกราชและความสงบสุข

ที่มา – เจ้าชายแฮร์รีเสด็จฯเยือนกรุงเคียฟ ทรงพบกับทหารผ่านศึกยูเครน

ยูเอ็นห่วง เกาหลีเหนือสอดแนมประชาชนหนักขึ้น ประหารชีวิตผู้ดูสื่อต่างชาติ

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 13 กันยายนว่า สำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติพบว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลเกาหลีเหนือได้ควบคุม “ทุกแง่มุมของชีวิตประชาชน” อย่างเข้มงวดยิ่งขึ้น และยังมีการสอดแนมประชาชนอย่าง ยูเอ็นห่วง เกาหลีเหนือสอดแนมประชาชนหนักขึ้น ประหารชีวิตผู้ดูสื่อต่างชาติ มากขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการพัฒนาทางเทคโนโลยีที่ทำให้รัฐบาลสามารถติดตามและควบคุมประชาชนได้แม่นยำกว่าเดิม

ยูเอ็นห่วง เกาหลีเหนือสอดแนมประชาชนหนักขึ้น ประหารชีวิตผู้ดูสื่อต่างชาติ

นายโฟลเคอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ กล่าวว่า หากสถานการณ์ในเกาหลีเหนือยังดำเนินต่อไปในทิศทางเดิม ชาวบ้านชาวเมืองจะต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมาน ถูกปราบปรามอย่างโหดร้าย และมีความหวาดกลัวต่อสิ่งที่รัฐบาลดำเนินการ

การเพิ่มโทษประหารชีวิต

รายงานระบุว่า ตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมา มีกฎหมายใหม่เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 6 ฉบับที่กำหนดให้มีโทษประหารชีวิตสามารถใช้กับความผิดต่างๆ ได้ หนึ่งในความผิดที่ร้ายแรงที่สุด คือการรับชมและเผยแพร่เนื้อหาจากต่างประเทศ เช่น หนังหรือละครโทรทัศน์ที่ไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งคำให้การของผู้แปรพักตร์กว่า 300 คน เปิดเผยข้อมูลน่าตกใจว่า ตั้งแต่ปี 2020 มีการใช้โทษประหารชีวิตในลักษณะนี้มากขึ้น โดยใช้วิธียิงเป้ากลางที่สาธารณะ เพื่อสร้างความหวาดกลัว

  • สอดแนมประชาชนแบบแพร่หลาย
  • ใช้กฎหมายใหม่ลงโทษผู้รับชมสื่อจากต่างประเทศ
  • ประหารชีวิตเพื่อหว่านความกลัวในสังคม

รายงานยังระบุว่า เกือบทุกคนที่ให้สัมภาษณ์มีปัญหาเรื่องอาหาร โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ขาดแคลนอย่างรุนแรง ทำให้มีผู้เสียชีวิตจากความอดอยาก สำหรับประชาชนวงในแล้ว การได้รับประทานอาหารครบ 3 มื้อถือเป็นเรื่อง “ฟุ่มเฟือย” ที่แทบไม่มีทางเกิดขึ้น

ภายใต้การควบคุมของรัฐบาล เกาหลีเหนือยังถูกกล่าวถึงว่ามีระบบที่ปิดหูปิดตาประชาชนจากการเข้าถึงข้อมูลภายนอกอย่างรุนแรง โดยใช้เทคโนโลยีเพื่อเฝ้าระวังและกดขี่ผู้คนให้อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ถูกกำหนดไว้ตลอดเวลา นี่คือภาพรวมของสถานการณ์ที่ ยูเอ็นห่วง เกาหลีเหนือสอดแนมประชาชนหนักขึ้น ประหารชีวิตผู้ดูสื่อต่างชาติ จริงๆ ที่ประชาชนต้องเผชิญอย่างซ้ำซากซากซ้ำ

แม้ว่าโลกภายนอกจะมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว แต่ชาวเกาหลีเหนือกลับอยู่ภายใต้ภัยคุกคามทางสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่สหประชาชาติและองค์กรระหว่างประเทศควรทำต่อไป คือการเปิดเผยความจริงและสนับสนุนให้มีการเปลี่ยนแปลงเพื่อความยุติธรรม

ที่มา – ยูเอ็นห่วง เกาหลีเหนือสอดแนมประชาชนหนักขึ้น ประหารชีวิตผู้ดูสื่อต่างชาติ

TSA เปิดเวทีให้นักเขียนบทไทยได้ฉายแสงโชว์ไอเดียขายโปรเจ็กต์

สมาคมนักเขียนบทละครโทรทัศน์ (TSA) โดย นายคฑาหัสต์ บุษปะเกศ นายกสมาคม เปิดเผยถึงความสำเร็จของโครงการ Writers’ Room 3 Gen Workshop ที่ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากนักเขียนบทรุ่นใหม่ทั่วประเทศ เมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยมีพล็อตผลงานเข้ามาแข่งขันกว่า 279 เรื่อง ก่อนจะต้องผ่านการคัดเลือกอย่างเข้มงวดจากคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญในวงการบันเทิง

TSA เปิดเวทีให้นักเขียนบทไทยได้ฉายแสงโชว์ไอเดียขายโปรเจ็กต์

โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อผลักดันนักเขียนบท 3 เจเนอเรชั่น ได้แก่ รุ่นใหม่ รุ่นกลาง และรุ่นใหญ่ ให้ร่วมมือกันสร้างคอนเทนต์ที่ทันสมัยและมีคุณภาพ โดยเฉพาะการพัฒนาและเชื่อมโยงทักษะ ความเชี่ยวชาญ และเครือข่ายที่แต่ละรุ่นมีอยู่ ช่วยเสริมจุดแข็งในด้านต่าง ๆ เพื่อให้ได้พล็อตเรื่องที่แปลกใหม่ สร้างสรรค์ และพร้อมจะถ่ายทอดเป็นละครหรือซีรีส์ที่น่าจับตามอง

เวที Pitch Day สะท้อนศักยภาพนักเขียนบทไทย

ในงาน Pitch Day นั้น เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้นักเขียนได้โชว์ไอเดียให้แก่พันธมิตรจากแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง สถานีโทรทัศน์ และสตูดิโอชั้นนำ ให้ความสนใจในไอเดียหลายเรื่องที่มีความพร้อมทั้งในด้านเนื้อหาและการตลาด สะท้อนถึงขีดความสามารถของนักเขียนไทยที่สามารถผลิตงานที่แข่งขันได้ในเวทีโลกหากได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสม

  • 279 พล็อตงานส่งเข้าแข่งขัน
  • 16 โปรเจ็กต์ผ่านเข้ารอบสุดท้าย
  • ได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรในอุตสาหกรรม
  • เชื่อมโยงและพัฒนาทักษะนักเขียนบท 3 รุ่น

งานนี้มิใช่แค่เวทีให้โอกาส แต่ยังเป็นการวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับวงการบันเทิงไทย โดย TSA ยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการสนับสนุนนักเขียนบทไทย ให้นักเขียนบทสามารถเป็นหนึ่งในพลังขับเคลื่อนสำคัญในการยกระดับคุณภาพของคอนเทนต์ไทยในตลาดที่มีความท้าทายสูงในระดับนานาชาติ

ไม่ใช่แค่การเปิดพื้นที่ให้กับความคิดสร้างสรรค์ แต่ยังเป็นการปลุกแรงบันดาลใจให้นักเขียนบททุกคนได้มีโอกาสเติบโต และเปิดประตูสู่ความเป็นมืออาชีพ พร้อมความสามารถในการสานต่อคอนเทนต์ที่ดี มีคุณภาพ และเป็นที่นิยมทั้งในและต่างประเทศ

หากคุณเป็นนักเขียนหรือใครก็ตามที่ชื่นชอบการผลิตคอนเทนต์ในวงการบันเทิงไทย การติดตามแนวโน้มและการเรียนรู้จากงานนี้จะช่วยเปิดมุมมองใหม่ ๆ สำหรับอุตสาหกรรมในอนาคต

ที่มา – TSA เปิดเวทีให้นักเขียนบทไทยได้ฉายแสง โชว์ไอเดียขายโปรเจ็กต์

ญาติเพื่อนและศิลปินนับหมื่นร่วมส่งวิญญาณ “สาธิต ทองจันทร์” หมอลำระดับตำนานครั้งสุดท้าย

วันที่ 13 กันยายน 2568 ที่เมรุวัดบ้านหนองหูลิง ตำบลบัวขาว อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ นายศุภศิษย์ กอเจริญยศ อดีตผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย และอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ และอุบลราชธานี ได้ทรงประธานในพิธีสวดอภิธรรมและฌาปนกิจศพของ สาธิต ทองจันทร์ หรือ “นายสานิต ไชยทองศรี” ศิลปินลูกทุ่งหมอลำระดับตำนาน เจ้าของบทเพลงอมตะที่หลายคนคุ้นเคย เช่น “มือสังหาร” และ “ปากโกรธใจคิดถึง” ซึ่งได้เสียชีวิตอย่างสงบเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2568 ด้วยวัย 68 ปี จากอาการสโตรค

ญาติเพื่อนและศิลปินนับหมื่นร่วมส่งวิญญาณ “สาธิต ทองจันทร์” หมอลำระดับตำนานครั้งสุดท้าย

ในงานพิธี ได้มีพระครูโสภณวินัยวัฒน์ (หลวงปู่เวิน คุเณศโก) รองเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ ทรงรับตำแหน่งประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยพระเดชพระคุณพระเทพวชิรคุณาธาร เจ้าคณะจังหวัดร้อยเอ็ด ได้ตรัสแสดงพระธรรมเทศนาให้ผู้มางานได้ตั้งใจฟัง บรรยากาศในงานเต็มไปด้วยความอาลัยและเศร้าโศก เนื่องจากมีผู้ร่วมงานเป็นจำนวนมาก ทั้งญาติพี่น้อง ลูกหลาน เพื่อนร่วมวงการเพลง และแฟนคลับต่างพากันมาร่วมไว้อาลัยให้กับ “พ่อครูหมอลำ” ผู้มากด้วยคุณค่าและมรดกทางศิลปะ

การแสดงอาลัยจากเหล่าศิลปินลูกทุ่งหมอลำ

ก่อนพิธีศพ มีการจัดการแสดงองค์รวมความอาลัยจากเหล่าศิลปินหมอลำหลายๆ รุ่น โดยมีการแสดงรำหน้าไฟ เบญจมุทิตาอาลัยจากศิลปินอย่างพ่อวิทยา, หมอลำวีรพงษ์ สมาคมหมอลำจังหวัดกาฬสินธุ์ รวมทั้งการแสดงจากเดือนเพ็ญ อำนวยพร, เฉลิมพล มาลาคำ, แพรวพราว แสงทอง และหมอแคนโดย เต็งหนึ่ง สรวิศ วรรณวงศ์ ทั้งหมดนี้สร้างความประทับใจและเป็นการแสดงความเคารพต่อมรดกทางศิลปะของ สาธิต ทองจันทร์ ได้อย่างยอดเยี่ยม

สาธิต ทองจันทร์ ถือเป็นตำนานของวงการหมอลำไทย เจ้าของบทเพลงอมตะหลายเพลง เช่น “มือสังหาร”, “ปากโกรธใจคิดถึง”, “ตำแหน่งชาวนา”, “ผิดหรือพี่จน”, “ความรักเหมือนควันบุหรี่”, “ลาสาวหนองคาย”, “หยุดน้ำตาเถิดน้อง” และ “รักแท้คือแม่ผมแก้วหลงกรุง” บทเพลงของเขาสะท้อนความรู้สึกจริงๆ ของคนทั่วไป และได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงเวลาหลายสิบปี

ในช่วงท้ายของพิธี เราได้พ见证สักนิดที่ลึกซึ้งและเต็มไปด้วยความรักที่มีต่อสถาปนิกของศิลปะหมอลำ ผู้ใช้ชีวิตเพื่อถ่ายทอดความงามของเสียงเพลงเพื่อคนทั่วไป งานครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการอำลาคนๆ หนึ่ง แต่ยังเป็นการส่งต่อวัฒนธรรมและจิตวิญญาณของศิลปินระดับตำนาน ที่ยังคงมีชีวิตอยู่ในหัวใจของพวกเราเสมอ ไม่ว่าจะส่งต่อโดยลูกหลาน หรือโดยศิลปินรุ่นใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเขา

หากคุณยังไม่ได้ฟังเพลงของ “สาธิต ทองจันทร์” แม้แต่ครั้งเดียว ก็ถึงเวลาแล้วที่จะลองเปิดฟัง แล้วจะเข้าใจว่าทำไมเขึงถึงถูกเรียกว่าตำนานของวงการหมอลำไทย

ที่มา – ญาติเพื่อนศิลปินนับหมื่นร่วมส่งวิญญาณ “สาธิต ทองจันทร์” หมอลำระดับตำนานครั้งสุดท้าย

ข่าวปลอม! ปรับสิทธิค่ายาข้าราชการ ปี 69 เบิกได้เฉพาะยาสามัญ

ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลข่าวสารไหลเวียนอย่างรวดเร็ว ประชาชนควรระมัดระวังข่าวดราม่าหรือข่าวฉาวที่อาจแพร่กระจายผ่านโซเชียลมีเดีย เพราะหลายครั้งเป็นเพียงข่าวปลอมที่ถูกบิดเบือนความจริง ล่าสุดเกิดประเด็นวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับข่าว “ปรับสิทธิค่ายาข้าราชการ ปี 69 เบิกได้เฉพาะยาสามัญ” ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนจำนวนมาก ทำให้ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ออกมาชี้แจงและให้ข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อแก้ไขความเข้าใจผิด

ข่าวปลอม! ปรับสิทธิค่ายาข้าราชการ ปี 69 เบิกได้เฉพาะยาสามัญ

ระหว่างวันที่ 5 – 11 กันยายน 2568 ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ภายใต้การสนับสนุนของคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ได้รับแจ้งข่าวปลอมจากประชาชนรวม 998,983 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 807 ข้อความ พบว่าข่าวที่ได้รับความสนใจสูงสุดคือ ข่าวปลอม! ปรับสิทธิค่ายาข้าราชการ ปี 69 เบิกได้เฉพาะยาสามัญ ซึ่งมีประชาชนตั้งคำถามจำนวนมากว่าเป็นความจริงหรือไม่

ผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้ประสานงานกับ กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ในการตรวจสอบเรื่อง “ปรับสิทธิค่ายาข้าราชการ ปี 69 เบิกได้เฉพาะยาสามัญ หากเลือกยาต้นแบบต้องร่วมจ่ายเอง” ซึ่งปรากฏข่าวบนโซเชียลมีเดีย พบว่ามีการบิดเบือนข้อมูลอย่างรุนแรง ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดและแพร่ต่อให้ผู้อื่นโดยไม่ตรวจสอบความเป็นจริง

หลังการตรวจสอบอย่างละเอียดจากกรมบัญชีกลาง ได้ชี้แจงว่าในขณะนี้ยังไม่มีนโยบายปรับเพิ่มส่วนร่วมหรือจำกัดสิทธิเบิกยาในปีงบประมาณ 2569 การตัดสินใจยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา ทั้งนี้ประชาชนควรติดตามข่าวสารอย่างเป็นทางการผ่านเว็บไซต์ www.cgd.go.th หรือ Facebook ของกรมบัญชีกลางที่มีเครื่องหมาย verify เท่านั้น เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอม

ทำไมข่าวแบบนี้อันตรายต่อสังคม?

ข่าว “ปรับสิทธิค่ายาข้าราชการ ปี 69 เบิกได้เฉพาะยาสามัญ” หากถูกแชร์อย่างไม่มีการตรวจสอบ มีโอกาสสูงที่จะทำให้เกิดความตื่นตระหนกกังวลกับเจ้าหน้าที่และข้าราชการจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่พึ่งพิงสิทธิด้านการรักษาพยาบาลจากรัฐ หรือในบางกรณีอาจสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจหากประชาชนเริ่มพร้อมยาทางเลือกเองเพื่อกันไว้ ทั้งที่ยังไม่มีข้อมูลอย่างเป็นทางการใดๆ ออกมา

  • การแพร่กระจายข่าวลือ = ความเข้าใจผิด
  • ผลกระทบทางสังคม = ความวิตกกังวล, การจ่ายเงินส่วนตัวล่วงหน้า
  • ต้องตรวจสอบจากแหล่งที่น่าเชื่อถือเสมอ

ดังนั้น การยื่นมือต่อข้อมูลใด ๆ โดยไม่ตรวจสอบความถูกต้องก่อน ถือว่าเป็นการแพร่ข่าวปลอมโดยไม่เจตนาร้ายก็จริง แต่มีผลลัพธ์ที่อาจกระทบวงกว้าง ดังนั้น “ก่อนแชร์ ต้องเช็ก” คือคำเตือนที่ทุกคนควรยึดเป็นหลัก

แนวทางรู้เท่าทันข่าวปลอม

สำหรับข่าวที่อ้างอิงถึงหน่วยงานราชการ ควรตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเข้มงวด ต่อไปนี้คือคำแนะนำพื้นฐานที่ประชาชนสามารถนำไปใช้:

  • เข้าไปดูข่าวจากเว็บไซต์หลักของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • มองหาเครื่องหมาย verify ของเพจหรือเว็บไซต์นั้น
  • ระมัดระวังข่าวฉาวที่ใช้ถ้อยคำดราม่าเพื่อสร้างความตื่นเต้น
  • แนะนำให้ใช้เว็บไซต์ตรวจสอบข่าวจริง เช่น 9mc.in.th หรือเว็บไซต์ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม

และที่สำคัญที่สุดคือ “อย่าด่วนแชร์” ก่อนที่จะรู้ว่าข่าวนั้นได้รับการตรวจสอบจากแหล่งที่มีความน่าเชื่อถือหรือไม่ เพียงนี้ ก็สามารถลดการแพร่ระบาดของข่าวปลอมได้อย่างมาก

ข่าว “ปรับสิทธิค่ายาข้าราชการ ปี 69 เบิกได้เฉพาะยาสามัญ” เป็นเพียงข่าวลือที่ถูกบิดเบือนข้อเท็จจริง ขอให้ทุกคนเข้าใจว่าข่าวดีมักไม่ฉาว และข่าวฉาวหลากหลายมักไม่จริง อย่าปล่อยให้ข้อมูลผิดพลาดครอบงำความคิด และที่สำคัญที่สุดต้อง “หยุดแชร์” ก่อนแชร์เสมอ “หยุดคิดก่อนแชร์”

ที่มา – ข่าวปลอม! “ปรับสิทธิค่ายาข้าราชการ ปี 69 เบิกได้เฉพาะยาสามัญ” บิดเบือนข้อมูลอย่าแชร์

‘ประมวล’ คาดได้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ใหม่ ต.ค.นี้

เมื่อวันที่ 13 กันยายน นายประมวล พงศ์ถาวราเดช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะปฏิบัติหน้าที่รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า หลังจากที่ นายเฉลิม ชัยศรีอ่อน ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค และมอบหมายให้ตนเองรักษาการแทน ขั้นตอนการเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้ว

‘ประมวล’ คาดได้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ใหม่ ต.ค.นี้

นายประมวลระบุว่า ได้แจ้งต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เรื่องการลาออกของหัวหน้าพรรคอย่างเป็นทางการ และพรรคจะต้องดำเนินการเลือกตั้งหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน ซึ่งตนเองจะเรียกประชุมคณะกรรมการบริหาร (กก.บห.) รักษาการในสัปดาห์หน้า เพื่อหารือรายละเอียดการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นวัน เวลา และสถานที่ รวมถึงวาระสำคัญต่าง ๆ ที่จะนำเสนอในการประชุมใหญ่ของพรรคนั้น

กำหนดการชัดเจน

นอกจากนี้ ในวันอังคารที่ 16 กันยายน เวลา 14.30 น. พรรคประชาธิปัตย์จะมีการประชุม ส.ส. พรรค เพื่อพิจารณาแนวทางการดำเนินงานตามวาระปกติ และในอีก 1-2 วันถัดมา จะมีการเรียกประชุมรักษาการอีกครั้ง โดยขณะนี้ตนเองยังไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเสนอชื่อผู้บริหารพรรคคนใหม่ แต่เน้นไปที่ขั้นตอนในการจัดการตามข้อบังคับของพรรคให้ถูกต้อง

“ต้องทำให้พรรคเดินหน้าต่อไปได้ ตามที่นายเฉลิมชัยให้คำแนะนำไว้” นายนประมวลกล่าว

เตรียมองค์ประชุมใหญ่ให้พร้อม

ทั้งนี้ ตนเองได้สั่งการให้ผู้อำนวยการพรรคดำเนินการเชิญชวนสมาชิกพรรคที่มีสิทธิ์เข้าร่วมประชุมใหญ่ของพรรคให้มาให้ครบองค์ประชุม ซึ่งรายชื่อจะประกอบด้วย ส.ส.ในปัจจุบัน อดีต ส.ส. อดีตรัฐมนตรี และบุคคลอื่น ๆ ที่มีคุณสมบัติตามข้อบังคับพรรค โดยกำหนดให้มีจำนวนผู้เข้าร่วมไม่น้อยกว่า 250 คน

นายประมวลคาดว่า ภายในสิ้นเดือนตุลาคมนี้ จะสามารถประกาศหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ได้อย่างเป็นทางการ เพราะช่วงเวลา 60 วันที่กำหนดจะครบกำหนดในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ดังนั้นการปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

เปิดกว้างต้อนรับทุกความคิดเห็น

เมื่อถูกถามว่า คาดหวังหัวหน้าพรรคคนใหม่ว่าจะเป็นแบบไหน นายนประมวลกล่าวว่า “ตนยังไม่รู้ แต่ทุกคนที่จะเข้ามาร่วมบริหารพรรค ไม่ว่าจะเป็นใคร รวมถึงอดีตหัวหน้าพรรคอย่าง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถ้ามีเจตนาร่วมด้วย ก็พร้อมต้อนรับ เพราะพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคเปิดกว้าง”

“พวกเราเป็นสถาบันที่มีข้อบังคับชัดเจน ดังนั้น ใครก็ตามที่มีความพร้อมและคุณสมบัติครบถ้วน ก็สามารถเข้ามารับตำแหน่งได้” เขากล่าวเสริม

การเลือกหัวหน้าพรรคในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นขั้นตอนทางการเมืองที่สำคัญ แต่ยังส่งผลต่ออนาคตของพรรคประชาธิปัตย์อย่างใหญ่หลวง ทั้งในแง่แนวทางการเมือง การจัดองค์กร และการสื่อสารกับประชาชน ดังนั้น การมีผู้นำที่เข้มแข็งและเป็นที่ยอมรับของสมาชิกพรรครวมถึงสังคม เป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้

ในที่สุด สิ่งที่พรรคต้องการคือ “ความมั่นคงของสถาบัน” การบริหารที่โปร่งใส และการเดินหน้าที่มีเป้าหมาย ซึ่งหากทุกฝ่ายมีความจริงใจร่วมกัน ก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลงจะเริ่มต้นได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ติดตามข่าวเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์พรรคประชาธิปัตย์ หรือช่องทางสื่อสารทางการของพรรค

ที่มา – ‘ประมวล’ คาดได้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ใหม่ ต.ค.นี้

นายกฯมั่นใจ 4 เดือนทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญทัน

เมื่อเวลา 16.20 น. วันที่ 13 กันยายน ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแสดงความมั่นใจว่าภายในระยะเวลา 4 เดือนนั้น รัฐบาลจะสามารถจัดทำ ประชามติแก้รัฐธรรมนูญ ได้ทันตามกรอบเวลาที่กำหนด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางในการรอคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับกระบวนการยุบสภาและการจัดทำประชามติ

นายกรัฐมนตรีระบุว่า ระบบการทำงานที่วางไว้นั้นสามารถรองรับได้ แต่จำเป็นต้องประชุมปรึกษาคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เนื่องจากประเด็นนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับการจัดการเลือกตั้ง ถ้าสามารถจัดทำ ประชามติแก้รัฐธรรมนูญ ให้แล้วเสร็จพร้อมกับการยุบสภา จะช่วยลดภาระงบประมาณและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับกระบวนการทางการเมืองโดยรวม

นายกฯมั่นใจ 4 เดือนทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญทัน

“เราเชื่อมั่นว่าระยะเวลา 4 เดือนนั้นเพียงพอ เพราะเราต้องมีการวางแผนร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ให้ประสานกันอย่างดี โดยเฉพาะ กกต. ที่มีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลเรื่องการเลือกตั้ง” นายอนุทินกล่าว

ประเด็นหนึ่งที่นับว่าเป็นแรงกดดันจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ คือ ข้อจำกัดที่ว่าประชาชนไม่สามารถเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ซึ่งทางรัฐบาลได้เตรียมแนวทางออกมาสอดคล้อง โดยการเชิญนักกฎหมายและผู้เชี่ยวชาญมาร่วมทำงานร่วมกับคณะทำงานของรัฐบาล

ดูแลกระบวนการอย่างรอบด้าน

“เราได้เชิญตัวนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ มาร่วมดำเนินการด้วย นี่เป็นสัญญาณว่าเราไม่ได้ทำงานเพียงฝ่ายเดียว แต่เปิดกว้างต่อความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ” นายกรัฐมนตรีกล่าว

เพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น ด้านรัฐบาลได้ระบุชัดเจนว่าประชามตินี้จะเป็นการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนอย่างกว้างขวาง ซึ่งจะใช้ประโยชน์จากระบบวินิจฉัยเพื่อแนวทางต่อในอนาคต และยืนยันว่ากระบวนการจะเป็นไปตามหลักกติกาและกฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ

  • กำหนดกรอบเวลา 4 เดือน
  • ประสานงานหน่วยงานราชการและ กกต.
  • จัดทำประชามติให้สอดคล้องกับกระบวนการยุบสภา
  • ลดงบประมาณในการดำเนินการ
  • เปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นประชาชน

จากการประเมินในตอนนี้ เห็นว่าหากกระบวนประชามติแก้รัฐธรรมนูญสามารถเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง รัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาหลังการเลือกตั้ง ก็จะมีกรอบอ้างอิงที่ชัดเจนในการดำเนินการต่อ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อสถาบันและความเชื่อมั่นของประชาชน

เมื่อถามถึงแนวทางในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไม่ให้ดำเนินการตามที่ประชาชนต้องการ นายอนุทินได้ตอบอย่างระมัดระวังว่า ขณะนี้มุ่งเน้นที่การเตรียมความพร้อมและพัฒนาแนวทางที่เป็นกลาง ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อเสถียรภาพของประเทศ

โดยสรุปแล้ว รัฐบาลมองว่า ประชามติแก้รัฐธรรมนูญเป็นช่องทางหนึ่งที่จะส่งเสริมให้ประชาชนสนใจและเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศ และแม้จะต้องใช้เวลานานถึง 4 เดือน แต่สิ่งนี้ถือเป็นเครื่องหมายของการพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงอย่างรอบคอบ

ในทางปฏิบัติ ผู้เกี่ยวข้องหลายคนมองว่าเป็นโอกาสสำคัญในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง และจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนมากกว่าเดิม หากภาครัฐสามารถขับเคลื่อนจังหวะนี้ได้อย่างจริงจัง

หากต้องการติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหว สามารถติดตามผ่านช่องทางทางการของพรรคภูมิใจไทย หรือเว็บไซต์ข่าวที่รายงานข่าวการเมืองอย่างตรงไปตรงมา

หากคุณเห็นความสำคัญของการเปลี่ยนแปลง เชิญชวนให้เปิดใจและร่วมติดตามกระบวนการครั้งนี้ไปด้วยกัน

ที่มา – นายกฯมั่นใจ 4 เดือนทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญทัน

นายกฯ เปิดเผยวันนี้เตรียมนำรายชื่อครม. ขึ้นทูลเกล้าฯ

เมื่อเวลา 16.15 น. วันที่ 13 กันยายน ณ สำนักงานพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเปิดเผยว่า ขณะนี้รัฐบาลอยู่ในขั้นตอนจัดทำโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยคาดว่าจะสามารถนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ได้ในเร็วๆ นี้

จากข้อมูลที่ได้รับ นายอนุทิน เปิดเผยว่า รายชื่อคณะรัฐมนตรีนั้นส่วนใหญ่ได้รับการตกลงเรียบร้อย และขณะนี้อยู่ในช่วงการส่งข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการตรวจสอบเบื้องต้นก่อนนำไปขึ้นทูลเกล้าฯ ให้เกิดความเรียบร้อย ไม่ให้มีปัญหาทางกฎหมาย และสอดคล้องกับหลักการตามรัฐธรรมนูญ

นายกฯ เปิดเผยวันนี้เตรียมนำรายชื่อครม. ขึ้นทูลเกล้าฯ

คำถามหนึ่งที่ถูกถามถึงในช่วงนี้คือ เรื่องความกังวลเกี่ยวกับรายชื่อที่จะเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงว่า ไม่มีความกังวลแต่อย่างใด เพราะการดำเนินการเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่กำหนดไว้อย่างแม่นยำ โดยได้สอบถามจากเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สลค.) รวมทั้งรัฐบาลชุดก่อนหน้าเกี่ยวกับระยะเวลาหลังการโปรดเกล้าฯ โปรดกระหม่อม ซึ่งได้รับคำตอบว่า “นี่ก็เร็วแล้ว”

รัฐมนตรียุติธรรมยังไม่ปิดฉาก

เมื่อถามถึงสถานการณ์ของตำแหน่งรัฐมนตรีว่าความยุติธรรม ที่ยังไม่มีการเปิดเผยชื่ออย่างเป็นทางการ นายอนุทิน ยืนยันว่ายังต้องรอให้กระบวนการทุกอย่างเสร็จสิ้นก่อน และเมื่อเปิดเผยจะทำอย่างพร้อมเพรียงทุกรายชื่อ

ส่วนเรื่องการมีตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกลาโหมนั้น นายกฯ ยืนยันว่ามีความจำเป็นแต่ยังไม่เปิดเผยชื่อ รอให้ขั้นตอนเสร็จสิ้นทั้งหมดก่อน

ขณะที่พรรคประชาชน (ปชน.) ออกมาตั้งคำถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของผู้ที่จะได้เป็นรัฐมนตรีว่าความยุติธรรมกับจังหวัดบุรีรัมย์ นายอนุทิน ตอบกลับว่า คนปัจจุบันที่ดำรงตำแหน่งในกระทรวงดังกล่าวก็มีความเชื่อมโยงกับหลายฝ่ายเช่นกัน ทุกคนต่างรู้จักและมีหน้าที่ร่วมกัน ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติในการบริหารราชการแผ่นดิน

  • ขั้นตอนการจัดทำรายชื่อขณะนี้อยู่ระหว่างส่งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • ไม่มีความกังวลต่อขั้นตอนในการประกาศรายชื่อครม.
  • นายกฯ ยืนยันว่าภาพรวมเป็นไปตามตารางเดิม
  • ตำแหน่งรัฐมนตรียุติธรรมยังอยู่ในขั้นตอนพิจารณา

ในที่สุด ข้อมูลล่าสุดนี้ยืนยันให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการจัดทำ và เตรียมการขึ้นทูลเกล้าฯ รายชื่อคณะรัฐมนตรีให้แล้วเสร็จอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เรามองเห็นได้ชัดว่า นายกฯ และทีมงานอยู่ในช่วงการปิดฉากขั้นตอนสำคัญของรัฐบาลชุดใหม่ การเตรียมพร้อมและการตรวจสอบไปพร้อมกันในทุกขั้นตอน เพื่อให้การบริหารประเทศสามารถเริ่มต้นได้อย่างมั่นคงและโปร่งใส

หากคุณกำลังติดตามสถานการณ์เมืองไทยในปัจจุบัน คุณจะเห็นว่าความชัดเจนและเสถียรของคณะรัฐมนตรีคือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ ยอมรับได้เลยว่าทุกขั้นตอนจะต้องมีความรอบคอบระมัดระวัง

อย่าลืมติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีและพัฒนาประเทศในโอกาสหน้า!

ที่มา – นายกฯเผยเร็วๆนี้เตรียมนำรายชื่อครม. ขึ้นทูลเกล้าฯ