ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ทางเลี่ยงเมืองด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เริ่มสร้างเฟสแรก ระยะ 3.8 กม.

โครงการทางเลี่ยงเมืองด่านขุนทด อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา เตรียมเข้าสู่กระบวนการก่อสร้างเฟสแรกเป็นที่เรียบร้อย หลัง กรมทางหลวง ได้รับงบประมาณปี 2569 มูลค่า 940 ล้านบาท เพื่อดำเนินการก่อสร้างในระยะทาง 3.8 กิโลเมตร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการทั้งหมดระยะทาง 12.242 กิโลเมตร

ทางเลี่ยงเมืองด่านขุนทด เริ่มสร้างเฟสแรก

ตามรายงานจาก ทีมข่าวนวัตกรรมขนส่งเดลินิวส์ ระบุว่า กรมทางหลวง (ทล.) ได้รับการจัดสรรงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2569 สำหรับโครงการก่อสร้างเส้นทาง ทางเลี่ยงเมืองด่านขุนทด ซึ่งมีระยะทางเฟสแรก 3.8 กม. โดยใช้งบประมาณทั้งสิ้น 940 ล้านบาท โครงการนี้อยู่ระหว่างการจัดทำขอบเขตงาน (TOR) และเตรียมเข้าสู่ขั้นตอนการประมูลภายในเดือนกันยายนปี 2569

ระยะเวลาที่ใช้ในการก่อสร้างโดยประมาณอยู่ที่ 1,080 วัน หรือประมาณ 3 ปี ซึ่งหากดำเนินการเสร็จสิ้นจะสามารถเปิดใช้งานได้ในปี 2572 ทั้งนี้เพื่อรองรับระบบทราฟฟิคที่หนาแน่นในเขตอำเภอ ด่านขุนทด ที่มีการขยายตัวด้านเศรษฐกิจจากการค้าและการลงทุนอย่างต่อเนื่อง

ความคืบหน้าของโครงการ

โครงการ ทางเลี่ยงเมืองด่านขุนทด เป็นเส้นทางตัดใหม่ ขนาด 4 ช่องจราจร โดยเริ่มดำเนินการเวนคืนที่ดินจำนวน 40 ไร่ มูลค่าประมาณ 23 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรม โดยจะเริ่มต้นก่อสร้างจากจุด กม.0+000 (ประมาณ กม.35+992 บนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 201 สีคิ้ว – เชียงคาน) และมีแนวเส้นทางไปทางทิศตะวันตก จากนั้นเบี่ยงStreamWriter heading ทิศตะวันออก มายังจุดสิ้นสุด ณ กม.12+242 (ประมาณ กม.46+945 บน TL.201)

ในเฟสแรกนี้ ทางเลี่ยงเมืองด่านขุนทด จ.นครราชสีมาจะสร้างเส้นทางก่อน 3.8 กิโลเมตร และเสร็จสิ้นที่จุดตัดแยกถนนอบจ.สาย สยม.26201 ซึ่งจะใช้สัญญาณไฟจราจรในการกำหนดการเดินรถในจุดตัดแยก

ผลกระทบด้านเศรษฐกิจและการคมนาคม

พื้นที่ของอำเภอ ด่านขุนทด มีการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ทั้งจากด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว ดังนั้น โครงการทางเลี่ยงเมืองจึงถือเป็นประโยชน์สำคัญในการลดปัญหาการจราจรหนาแน่นภายในอำเภอ และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่งสินค้าและนักท่องเที่ยวไปยังเมืองใกล้เคียง ได้แก่ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดชัยภูมิ ขอนแก่น หนองบัวลำภู และจังหวัดเลย อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

หากคุณเป็นผู้ประกอบการหรือประชาชนที่มีความสนใจเกี่ยวกับการพัฒนาเส้นทางสายใหม่ในพื้นที่ใกล้เคียง อย่าลืมติดตามความคืบหน้าของโครงการนี้อย่างใกล้ชิด เพราะคุณอาจได้รับประโยชน์จากความคล่องตัวในการเดินทางและบริการอย่างแท้จริง

ที่มา – ได้งบแล้ว940ล้าน”ทางเลี่ยงเมืองด่านขุนทด” จ. นครราชสีมา สร้างเฟสแรกก่อน3.8กม.4เลน

ระทึก! โจรฉกกระเป๋าผู้บริหาร ปตท. เจอแม่ไม้มวยไทยตามทวงคืน

เหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งผู้สื่อข่าวรายงานว่าได้มีกลุ่มคนร้ายจำนวน 3 คน พยายามฉกกระเป๋าของกรรมการบริหารบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือที่หลายคนเรียกกันว่า “ท่านออม” ขณะที่ท่านกำลังรับประทานอาหารอยู่ในร้านอาหารแห่งหนึ่ง เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจแก่ทุกคนในการระมัดระวังทรัพย์สินของตนเองให้มากขึ้น

ระทึก! โจรฉกกระเป๋าผู้บริหาร ปตท. เจอแม่ไม้มวยไทยตามทวงคืน

จากโพสต์ของคุณ กิตติพงศ์ นาวิรัตน์ ซึ่งได้รับการแชร์อย่างรวดเร็ว ระบุว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่คณะกรรมการบริหาร ปตท. กำลังรับประทานอาหารกลางวันที่ร้านอาหาร กลุ่มคนร้ายซึ่งประกอบด้วยชาย 2 คน และหญิง 1 คน ได้ร่วมกันวางแผนอย่างประณีต โดยมีผู้หญิงยืนเป็นฉากบังตาของพนักงาน ชายอีกคนแสร้งแสดงตัวเป็นลูกค้าสอบถามเรื่องอาหาร ส่วนอีกคนหนึ่งแอบหยิบกระเป๋าของท่านออมซึ่งแขวนอยู่บนเก้าอี้

โจรมือไว หลอกพนักงานฉกกระเป๋าท่านออม

ข้อมูลที่เผยแพร่บอกเล่าต่อว่า คนที่สามซึ่งอยู่ใกล้ประตูหนีทางไว้เปิดทางให้ ทันทีที่ได้โอกาส คนร้ายก็ฉวยโอกาสหยิบกระเป๋าไป โดยใช้หญิงสาวเป็นฉากปิดบังการกระทำอย่างกล้าหาญ ให้ไม่มีใครมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น แต่โชคดีที่ ท่านออมกรรมการบริหาร ปตท. มีสติในการดูแลทรัพย์สินของตนเอง เมื่อค้นหากระเป๋าแล้วไม่พบ เขารีบวิ่งตามกลุ่มคนร้ายทันที

ทีมผู้ติดตามท่านออมซึ่งรวมตัวกันราว 4-5 คน ได้ตามไปติดตามคนร้ายจนสามารถเหยียบคืนกระเป๋าได้สำเร็จ แม้จะมีเหตุการณ์น่าตกใจเกิดขึ้น แต่ท่านออมก็ยังรักษาสติและแสดงตัวเป็น “แม่ไม้มวยไทย” ตามล่าคนร้ายจนได้ของคืน ซึ่งถือเป็นเรื่องประทับใจและสร้างแรงบันดาลใจให้หลายคนในสังคม

  • เหตุการณ์เกิดขึ้นที่ร้านอาหารในเวลากลางวัน
  • มีคนร้ายทั้งหมด 3 คน แบ่งหน้าที่ชัดเจน
  • ท่านออมรู้สึกตัวทันวิ่งตามล่าและได้ของคืน

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าการรักษาสติและการเฝ้าระวังทรัพย์สินของตนเองเป็นสิ่งสำคัญ แม้สถานที่จะดูปลอดภัยแค่ไหน ก็ยังอาจมีภัยแฝงแอบแฝงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นในสถานที่สาธารณะ ห้างสรรพสินค้า หรือแม้แต่ขณะพักผ่อนในร้านอาหาร ทุกคนควรตระหนักและเตรียมพร้อมอยู่เสมอ

การมี “แม่ไม้มวยไทย” อย่าง ท่านออมกรรมการบริหาร ปตท. ที่ไม่ยอมแพ้ต่อเหตุการณ์ไม่คาดฝัน แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญและความรับผิดชอบต่อทรัพย์สินของตนเอง เป็นตัวอย่างที่ดีว่าเมื่อเผชิญอันตรายจะต้องพบหน้าเจอตากันอย่างมีสติ ไม่ใช่ยอมแพ้และหนี

หากเราต่างระมัดระวังมากขึ้น และพร้อมรับมือในทุกสถานการณ์ ชีวิตและความเป็นอยู่ของเราก็จะปลอดภัยมากขึ้น อย่างที่ท่านออมพิสูจน์ให้เห็นแล้ว

ที่มา – ระทึก! โจรฉกกระเป๋า ผู้บริหาร ปตท. กลางร้านอาหาร เจอแม่ไม้มวยไทยตามทวงคืนสำเร็จ

วัดเงียบเหงาไร้หลวงพ่อเมือง พศ.ยันไม่เข้าฟังมติ มส.

บรรยากาศของวัดป่ามัชฌิมาวาสในอำเภอนาทรายของจังหวัดกาฬสินธุ์ เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดหลังจาก“หลวงพ่อเมือง พลวฑฺโฒ”หรือพระโพธิญาณมุนี สิ้นสุดความเป็นพระภิกษุอย่างเป็นทางการ ทำให้บริเวณวัดเงียบเหงาไร้เสียงสวดมนต์ที่เคยมีมาตลอด

วัดเงียบเหงาไร้หลวงพ่อเมือง

วันที่ 13 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวไปยังวัดป่ามัชฌิมาวาส ซึ่งเคยเต็มไปด้วยพุทธศาสนิกชนและลูกศิษย์ที่มาฟังธรรมจากหลวงพ่อเมืองทุกวัน แต่ในวันนี้ บรรยากาศเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ลานของวัดที่เคยคึกคัก กลับกลายเป็นพื้นที่ว่างเปล่า โต๊ะธรรมที่เคยมีการบรรยายพระธรรม และโต๊ะสำหรับลูกศิษย์นั่งฟังได้กลายเป็นสิ่งที่เงียบงัน

ผู้คนยังศรัทธาทั้งที่ข่าวลือ

นายจำลอง ฆารอำไพร ศิษย์เก่าของหลวงพ่อเมืองกล่าวว่า ข่าวที่ออกมาไม่ได้สะท้อนความเป็นจริง ยืนยันว่าเรื่องที่เกิดขึ้นอาจจะมีเบื้องหลังซับซ้อน ไม่ใช่เพียงแค่การกล่าวหาตามกระแส ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังเข้าใจและยังคงศรัทธาในหลวงพ่อเมืองต่อไป โดยเชื่อว่าผลงานที่เห็นได้ชัดอย่างพระมหาเจดีย์กับวัดที่สร้างขึ้นโดยใช้งบประมาณหลายร้อยล้านบาท คือหลักฐานที่เข้มแข็งของความบริสุทธิ์ผุดผ่อง

เขาเสริมว่า พระในพื้นที่ที่กล่าวหาเรื่องต่างๆก็ให้การยืนยันว่าไม่เคยเห็นหรือรับรู้เหตุการณ์ใดๆที่ถูกกล่าวหา ดังนั้น การนำข้อมูลเก่ามารวมกับข้อมูลใหม่ ทำให้เกิดการบิดเบือนต่อความเป็นจริง

พศ.ยืนยัน “หลวงพ่อเมือง” ลาสิกขาจริง

ทั้งนี้ นายสยามพัชร ทิพย์สอน ผู้อำนวยการสำนักงานพุทธศาสนสถานแห่งจังหวัดกาฬสินธุ์ ระบุชัดเจนว่า สำนักงานพศ.มีหน้าที่รับฟังและบันทึกการดำเนินการตามมติมหาเถรสมาคม ซึ่งออกมาเป็นมติที่ 695/2568 ระบุชัดเจนว่าพระโพธิญาณมุนี(หลวงพ่อเมือง) ต้องอาบัติปาราชิกตั้งแต่ปี 2557 และได้มีการบันทึกข้อมูลนี้เข้าสู่ระบบข้อมูลพระภิกษุของสำนักงาน พศ.ตามระเบียบข้อบังคับ

ทั้งนี้ ยืนยันอีกว่าหลวงพ่อเมืองไม่ได้เข้าร่วมฟังมติในวันที่มีการประชุม และมีการลาสิกขาอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา หลังจากนั้นก็ได้เดินทางออกจากวัดไปแล้ว

แม้ความเงียบเหงาของวัดป่ามัชฌิมาวาสในวันนี้จะสะท้อนถึงความสูญเสียทางจิตใจของพุทธศาสนิกชน แต่สิ่งสำคัญคือการอนุรักษ์ความดีงาม คุณธรรม และความจำเจริญของผู้สืบทอดบารมี น่าจะเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถเรียนรู้จากเหตุการณ์ครั้งนี้ได้

หากคุณมีความเห็นเกี่ยวกับประเด็นนี้ ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่เพจพุทธศาสนจักรไทย หรือเว็บไซต์สำนักงานพุทธศาสนสถานจังหวัดกาฬสินธุ์

ที่มา – วัดเงียบเหงาในวันที่ไร้ ‘หลวงพ่อเมือง’ พศ.กาฬสินธุ์ ยันสึกจริง-ไม่เข้าฟังมติ มส.

น่านเดินหน้าสร้างถนนปลอดภัย ผู้ว่าฯชูมาตรการเข้ม

นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เปิดเผยว่า หนึ่งในหัวใจสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในจังหวัดน่าน คือ ความปลอดภัยบนท้องถนน ซึ่งจังหวัดได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง

น่านเดินหน้าสร้างถนนปลอดภัย ผู้ว่าฯชูมาตรการเข้ม

ปัจจุบัน ถนนที่สำคัญหลายสายในจังหวัดน่านได้รับการปรับปรุงให้เป็นถนน 4 ช่องจราจร พร้อมติดตั้งป้ายสัญญาณจราจร ป้ายแนะนำเส้นทางอย่างครอบคลุม เพื่อให้ผู้ใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัยมากขึ้น การที่ทุกฝ่ายร่วมมือกัน เช่น การให้ความสำคัญกับกฎจราจร การเคารพป้ายจราจร และการขับขี่อย่างมีระเบียบ จะช่วยลดอุบัติเหตุและส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมการเดินทางที่ดีในสังคม

ระบุมาตรการควบคุมความเร็วเพื่อความปลอดภัย

ที่สำคัญ จังหวัดน่านได้ออกมาตรการควบคุมความเร็วในเขตเมืองเก่า โดยกำหนดความเร็วไม่เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในพื้นที่เสี่ยง พร้อมทั้งมีการรณรงค์ให้ผู้ขับขี่จักรยานยนต์สวมหมวกนิรภัยอย่างเคร่งครัด เน้นให้ประชาชน “ไม่ขับรถเร็วเกินกำหนด ไม่ขับย้อนศร เมาไม่ขับ และง่วงไม่ขับ” เพื่อให้เกิดมาตรฐานความปลอดภัยเทียบเท่าระดับนานาชาติ

กิจกรรมเพื่อสร้างจิตสำนึกด้านความปลอดภัย

สำนักงานขนส่งจังหวัดน่าน ยังดำเนินการจัดกิจกรรม “ขับขี่ปลอดภัย สร้างวินัยจราจร” สำหรับเด็กและเยาวชนกว่า 300 คน เพื่อให้เยาวชนมีความรู้และเข้าใจถึงความสำคัญของการขับขี่อย่างปลอดภัย กิจกรรมนี้ยังเป็นโอกาสให้เยาวชนสามารถแสดงความคิดเห็นและเสนอแนวทางในการพัฒนาวัฒนธรรมการเดินทางที่ปลอดภัย ซึ่งจะช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้อย่างยั่งยืน

ผู้ว่าราชการจังหวัดน่านกล่าวว่า วิสัยทัศน์ของการ น่านเดินหน้าสร้างถนนปลอดภัย จะประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อมีความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคประชาสังคม และประชาชนทั่วไป ที่ต้องร่วมมือกันในการปฏิบัติตามกฎจราจร พร้อมทั้งสร้างวินัยในการใช้รถใช้ถนนอย่างมีความรับผิดชอบ

ความมุ่งมั่นของจังหวัดน่านคือการเป็นเมืองที่ปลอดภัยและน่าอยู่สำหรับทุกคน ทุกฝ่ายร่วมกันสร้างให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ดี และก้าวไปสู่เป้าหมายที่ยั่งยืนในการเดินหน้าลดอุบัติเหตุทางถนนในทุกระดับ

เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง เราควรเริ่มจากตัวเอง รักษาวินัยบนท้องถนน และร่วมมือกับโครงการความปลอดภัยอย่างจริงจัง เพราะการเดินหน้าสร้างถนนปลอดภัยคือการลงทุนในชีวิตและอนาคตของทุกคน

ที่มา – น่านเดินหน้าสร้างถนนปลอดภัย ผู้ว่าฯชูมาตรการเข้ม ลดอุบัติเหตุทางถนน

มวลน้ำเจ้าพระยาเอ่อท่วมแล้ว 31 ตำบล 187 ครัวเรือนได้รับผลกระทบ

สถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยายังคงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ด้านเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งขณะนี้เริ่มมีมวลน้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนในบางพื้นที่แล้ว สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อชุมชนในลักษณะรอบด้าน ทั้งในเรื่องของทรัพย์สินและพื้นที่ทางการเกษตร

มวลน้ำเจ้าพระยาเอ่อท่วมแล้ว 31 ตำบล 187 ครัวเรือนได้รับผลกระทบ

ที่ สถานีวัดน้ำ C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ ปริมาณน้ำไหลผ่านอยู่ที่ 2,250 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในขณะที่ระดับน้ำที่เขื่อนเจ้าพระยา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท มีระดับน้ำทางด้านเหนือเขื่อนอยู่ที่ 17.22 เมตร/รทก. และด้านท้ายเขื่อนอยู่ที่ 14.68 เมตร/รทก. ซึ่งห่างจากตลิ่งเพียง 1.66 เมตรเท่านั้น ทำให้ความเสี่ยงต่อการล้นตลิ่งเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก

ชาวบ้านเตรียมความพร้อม หน่วยงานเร่งเสริมคันกั้นน้ำ

ในพื้นที่ ต.ธรรมามูล อ.เมือง จ.ชัยนาท ซึ่งอยู่ใกล้กับด้านเหนือของเขื่อนเจ้าพระยา ปัจจุบันได้รับผลกระทบจากมวลน้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือน รวมถึงพื้นที่ทางการเกษตรในบางพื้นที่ โดยทางเทศบาลตำบลธรรมามูล ผู้นำชุมชน ชาวบ้าน และเจ้าหน้าที่ทหารจากกองพันบริการ ศูนย์การทหารปืนใหญ่ จ.ลพบุรี ได้ร่วมกันเร่งกรอกกระสอบทรายเพื่อเสริมแนวคันกั้นน้ำ ป้องกันไม่ให้น้ำเข้าท่วมพื้นที่ชุมชนเพิ่มเติม

นางศรีเมือง หงส์สุวรรณ์ ชาวบ้านในม.4 ต.ธรรมามูล บอกว่า ในปีนี้ได้เตรียมความพร้อมล่วงหน้าด้วยการนำของใช้ขึ้นที่สูง เพื่อรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้น ปัจจุบันถึงแม้น้ำจะเริ่มเข้าบ้านแล้ว แต่ยังไม่ถึงขั้นรุนแรงมาก กล่าวว่า “เราเองก็ไม่เครียดมากเพราะอยู่กับเรื่องนี้มาทุกปี แค่ต้องระวังปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นในอนาคต แต่เชื่อว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสามารถจัดการน้ำได้ดี”

พื้นที่ประสบภัยกว้างขวาง กอปภ.เข้าช่วยเหลือ

จากสถานการณ์น้ำเจ้าพระยาที่ล้นตลิ่ง มีรายงานระบุว่า เขตพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบใน จ.ชัยนาท มีรวม 4 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองชัยนาท, อ.สรรพยา, อ.มโนรมย์ และ อ.วัดสิงห์ โดยมีทั้งหมด 14 ตำบล 31 หมู่บ้าน รวม 187 ครัวเรือนที่ได้รับความเสียหายจากการน้ำท่วม ตามข้อมูลจากกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดชัยนาท

นายเพทาย คล้ายสมาน นายกเทศมนตรีตำบลธรรมามูล กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้มีบ้านเรือนที่ได้รับผลกระทบแล้ว 15 หลังคาเรือน หากน้ำขึ้นสูงขึ้นอาจส่งผลให้กว่า 90 ครัวเรือนได้รับผลกระทบมากขึ้น ทางเทศบาลและผู้นำชุมชนจึงดำเนินการเตรียมความพร้อม ประกาศให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง และร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เป็นตัวอย่างของ “ความพร้อม” และ “ความร่วมมือ” ในชุมชนที่ต้องเผชิญกับวิกฤตธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการเฝ้าระวังและการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าถือเป็นสิ่งสำคัญในการลดผลกระทบจากภัยพิบัติ

ที่มา – มวลน้ำเจ้าพระยาเอ่อท่วมแล้ว 31 ตำบล 187 ครัวเรือนได้รับผลกระทบ

ผบ.ทบ.ติดตามสถานการณ์ชายแดนภาคอีสาน

เมื่อวันที่ 13 กันยายน พลเอกพนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) พร้อมคณะผู้บังคับบัญชาชั้นนำของกองทัพบก ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมและติดตามสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีพลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 และผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ให้การต้อนรับอย่างเป็นทางการ

ผบ.ทบ.ติดตามสถานการณ์ชายแดนภาคอีสานอย่างใกล้ชิด

ภายหลังการเดินทาง ผบ.ทบ. ได้รับฟังการบรรยายสถานการณ์โดยรวมของหน่วยขึ้นตรงกองกำลังสุรนารี เช่น หน่วยเฉพาะกิจที่ 1 (อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ) และหน่วยเฉพาะกิจที่ 2 (อ.ปราสาท จ.สุรินทร์) ซึ่งเป็นหน่วยที่ปฏิบัติภารกิจการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง

พลเอกพนา กล่าวว่า วันนี้เป็นโอกาสที่ดีที่คณะผู้บังคับบัญชาจะได้มาพบปะและให้กำลังใจแก่กำลังพลที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ เนื่องจากพวกเขาแสดงความกล้าหาญ เข้มแข็ง และเสียสละต่อหน้าที่การงานอย่างชัดเจน ย้ำอีกว่า ทุกหน่วยต้องเวรสำรอง พร้อมรับมือต่อสถานการณ์ที่อาจเพิ่มความตึงเครียดได้ตลอดเวลา โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของกำลังพลเป็นอันดับแรก

เน้นย้ำการป้องกันและรักษาความพร้อมของหน่วย

ผบ.ทบ.ย้ำอีกครั้งว่า หน่วยที่ควบคุมพื้นที่ต้องมีการติดตามข้อมูลข่าวสาร ควบคู่กับการรวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำของฝ่ายตรงข้ามที่อาจละเมิดข้อตกลง อย่างเช่น การตรวจพบทุ่นระเบิดในพื้นที่ หรือการบินของโดรนไซร้คนขับ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปใช้ในเวทีต่าง ๆ เพื่อขยายผลและเรียกร้องกับฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีน้ำหนัก

นอกจากประเด็นด้านการป้องปราม ผบ.ทบ. ติดตามสถานการณ์ชายแดนภาคอีสาน ยังเน้นย้ำถึงมาตรการดูแลใจและสุขภาพของกำลังพล ผ่านการผลัดเวรที่เหมาะสม การพูดคุยระหว่างผู้บังคับบัญชากับลูกน้อง และการประเมินสุขภาพกายและใจอย่างละเอียด โดยเฉพาะกับทหารกองประจำการที่ปฏิบัติหน้าที่ในสภาวะที่มีความ}->{ “type”: “CTA”, “title”: “ดูข่าวนี้และติดตามรายงานสถานการณ์ได้ที่เว็บไซต์ทางการ”}

ในมุมมองของผู้เขียน การสนับสนุนฝ่ายหน้าที่มองข้ามไปไม่ได้ ผู้บังคับบัญชาควรยังคงเน้นย้ำทั้งจิตใจและความพร้อมของทรัพยากร เมื่อประเทศต้องอยู่ในสภาวะไม่สงบแบบนี้ หากหน่วยมีความแข็งแกร่ง ชาติย่อมเข้มแข็งตามไปด้วย

ที่มา – ผบ.ทบ. ลงพื้นที่พบผู้บังคับหน่วยระดับกองพันกองกำลังสุรนารี ติดตามสถานการณ์ชายแดนภาคอีสาน

“บัญชีม้า” เขย่าขวัญ! ชาวบ้านแห่เตือนใช้เงินสด

กรณีล่าสุดที่สังคมออนไลน์ถูกเขย่าวงกตคือเรื่องของ “บัญชีม้า” ที่กำลังเขย่าขวัญประชาชนอย่างแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากมีรายงานว่าประชาชนหลายรายถูกธนาคารอายัดบัญชีโดยไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทำให้การดำเนินชีวิตประจำวันของพวกเขาเกิดความลำบาก และกลายเป็นประเด็นร้อนในโลกโซเชียล

ประชาชนจำนวนมากเริ่มเกิดความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงในการฝากเงินในธนาคาร หลังพบว่าผู้ใช้งานบัญชีที่มีพฤติกรรมการเงินปกติ เช่น รับ-จ่ายเงินรายวัน ก็อาจถูกสงสัยว่าใช้บัญชีในการทำธุรกรรมผิดกฎหมาย และส่งผลให้เงินในบัญชีถูกอายัดแบบไม่มีคำอธิบายชัดเจน

“บัญชีม้า” เขย่าขวัญ! ชาวบ้านแห่เตือนใช้เงินสด

ล่าสุดมีการแชร์เรื่องราวของชายวัยชราซึ่งเงินในบัญชีจำนวน 5,000 บาท ถูกอายัดหลังจากธนาคารสงสัยว่าเงินเข้าออกไม่ตรงตามที่คาดการณ์ไว้ แต่เมื่อสอบถามรายละเอียดพนักงานก็บอกว่าไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม และลุงไม่สามารถแสดงหลักฐานยืนยันที่มาของเงินได้:

“ลุงมีเงินเข้า 5,000 บาท นั่งชี้แจงกับพนักงานอยู่ ลุงบอกรับซื้อไม้จากชาวบ้าน ซื้อมาขายไป ไม่มีหลักฐานซื้อขายอะไรเลยมีแต่การโอนเข้าโอนออก พนักงานบอกงั้นก็ช่วยลุงไม่ได้นะคะ” ข้อความนี้กลายเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางในโซเชียล

บัญชีม้า

ความกังวลของประชาชนในสังคมออนไลน์

หลังจากที่เรื่องราวดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก โดยเน้นประเด็นว่าธนาคารควรให้ความปลอดภัยกับข้อมูลและการใช้งานของลูกค้ามากกว่านี้ โดยเฉพาะเมื่อเงินของคนไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ และไม่ควรกลับไปเป็นแค่ “หลักฐานตัวเลข”

  • กลับมาใช้เงินสดเหมือน10-20 ปีที่แล้ว เดี๋ยวมันก็หายบ้า
  • ขับไรเดอร์เงินเข้าออกวันละ70-80ครั้ง ถ้าเกิดเหตุไม่ก็โดนเป็นบัญชีม้า
  • เลิกใช้ธนาคาร ยิ่งใช้มีแต่ความเสี่ยง ทั้งเงินหาย ทั้งโดนจับร่วมฟอกเงิน
  • ถอนออกให้หมดแล้วดูระบบล่มครับ

หลาย ๆ คนเริ่มจับจิตว่าการใช้บัตรเดบิต โอนเงิน หรือแม้แต่ PromptPay ไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่คิด และหลายคนเรียกร้องให้ธนาคารปรับเปลี่ยนวิธีการตรวจสอบบัญชีให้มีความยุติธรรมและโปร่งใสมากยิ่งขึ้น

วิธีป้องกันตัวเองจากการโดนอายัดเงินผิดพลาด

หากคุณกังวลว่าจะตกเป็นเหยื่อของ“บัญชีม้า” เช่นกัน ควรรักษารายละเอียดการใช้จ่าย หรือใบรับรองการซื้อขายไว้เสมอ รวมถึงตรวจสอบให้แน่ใจว่าบัญชีคุณมีการใช้งานอย่างเป็นธรรม หากเกิดปัญหาควรติดต่อธนาคารทันที และหากไม่ได้รับความช่วยเหลือ สามารถแจ้งเข้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือศูนย์ช่วยเหลือทางการเงิน

อย่างไรก็ตาม ความกลัวที่เกิดขึ้นกับ “บัญชีม้า” สะท้อนให้เห็นถึงpointสำคัญ ที่ระบบทะเบียนบัญชีธนาคารอาจยังอ่อนไหว และประชาชนควรมีส่วนร่วมในการเรียกร้องความปลอดภัยและความโปร่งใสของเงินของตัวเอง

หากใครใช้ชีวิตอยู่กับเทคโนโลยีการเงิน อย่าลืมตรวจสอบข้อมูลของตนเองเสมอ หรือกลับไปใช้เงินสดก็อาจไม่ใช่ทางเลือกที่แย่เลย

ท้ายสุด ไม่ว่าจะเป็น “บัญชีม้า” หรือปัญหาใด ๆ ก็ตาม สิ่งสำคัญคือ เราในฐานะผู้ใช้บริการ ควรรู้จักความเสี่ยง และมีส่วนในการปกป้องสิทธิของตนเอง เพราบัญชีของเรานั้น คือความเชื่อมั่นที่ไม่ควรถูกในการอายัดแบบไร้เหตุผล

ที่มา – “บัญชีม้า” เขย่าขวัญ! ชาวบ้านเดือดร้อน ธนาคารอายัดบัญชีไม่เลือกหน้า แห่เตือนให้กลับไปใช้เงินสด

เฉลิมชัยลาออกจากหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ย้ำทำดีที่สุดแล้ว

เมื่อวันที่ 13 กันยายน นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาเปิดเผยถึงสาเหตุที่ตนตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค โดยระบุชัดเจนว่าเป็นผลจาก ปัญหาสุขภาพ ที่สะสมมานาน ซึ่งรวมถึงโรคความดันโลหิตสูงและโรคกระเพาะอาหาร ที่ส่งผลต่อสภาพร่างกายและจิตใจ

เฉลิมชัยลาออกจากหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากสุขภาพ

ด้านนายเฉลิมชัย เปิดเผยว่า อาการความดันโลหิตสูงที่เคยสูงถึง 195-200 ทำให้เขาประสบภาวะหัวทิ่มขณะตื่นนอน และมีอาการลุกขึ้นยืนได้ยาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่อย่างหนัก เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการประกาศให้ทุกคนทราบ แต่มีการปรึกษาครอบครัวก่อนที่จะตัดสินใจพักรักษาตัวอย่างเต็มที่

แนวทางการลาออกที่คำนึงถึงพรรคประชาธิปัตย์

ในการออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ “เฉลิมชัยลาออกจากหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์” เขาเน้นว่านี่คือการตัดสินใจที่ดีที่สุด และน้อยที่สุดต่อความเสียหายของพรรค ทั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีศักยภาพมารับช่วงต่อ โดยระบุชัดว่าตนเองยังคงเป็นสมาชิกพรรคไม่ได้ออกไปไหน เพียงแค่ขอหยุดพักเพื่อรักษาสุขภาพก่อน

  • โรคความดันโลหิตสูงระดับรุนแรง
  • ปัญหาโรคกระเพาะอาหารจากการเครียด
  • มีอาการหัวทิ่มและไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้บางครั้ง
  • ปรึกษากับครอบครัวก่อนตัดสินใจลาออก

แม้จะมีข่าวลือว่ามีความขัดแย้งกับเลขาธิการพรรคอย่าง “เดชอิศม์ ขาวทอง” แต่นายเฉลิมชัยยืนยันว่าไม่มีการทะเลาะหรือขัดแย้งใด ๆ ทั้งสิ้น และทุกอย่างดำเนินไปด้วยดีด้วยเหตุผล ส่วนอนาคตของหัวหน้าพรรคคนใหม่ การเลือกผู้นำจะขึ้นอยู่กับเสียงของสมาชิกพรรคทั้งหมด ซึ่งตนเองก็พร้อมจะให้การสนับสนุนเสมอ

ปัจจุบันนายเฉลิมชัยเน้นย้ำว่า “ทำดีที่สุดแล้ว” สำหรับการที่ได้ยุติบทบาทในฐานะหัวหน้าพรรค เพราะเชื่อว่าสุขภาพคือพื้นฐานสำคัญของการทำงาน และหากตัวเองยังดูแลตนเองไม่ได้ ก็คงช่วยเหลือใครไม่ได้เลย

สุดท้าย เขาเชื่อมั่นว่าพรรคประชาธิปัตย์จะสามารถฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่ง ภายใต้ผู้นำคนใหม่ที่เข้ามามีบทบาท และนายเฉลิมชัยเองก็จะพร้อมกลับมาช่วยเหลือเมื่อฟื้นสภาพร่างกายแล้ว

คำแนะนำ: หากคุณกำลังประสบกับความเครียดและความดันโลหิตสูง ควรรีบไปพบแพทย์และพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะสุขภาพคือสมบัติอันล้ำค่าที่ควรใส่ใจเป็นอันดับแรก

ที่มา – ‘เฉลิมชัย’ ขอไปรักษาตัว ยังอยู่ ‘ประชาธิปัตย์’ ลั่นทำดีที่สุดแล้ว

เช็กเงื่อนไขใหม่ “คนละครึ่งปี68” ใครได้บ้าง?

รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีแนวคิดจะนำโครงการ คนละครึ่งปี68 กลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่ประเทศกำลังฟื้นตัวหลังวิกฤตการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมา โดยมีการปรับโฉมโครงสร้างโครงการให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน พร้อมทั้งกำหนดเงื่อนไขการใช้สิทธิที่ตอบโจทย์ทุกกลุ่มประชาชน

เช็กเงื่อนไขใหม่ “คนละครึ่งปี68” ใครได้บ้าง?

โครงการ คนละครึ่งปี68 ถือเป็นนโยบายที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก เนื่องจากเป็นการประหยัดเงินให้ประชาชนในการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน โดยแบ่งกลุ่มผู้เข้าร่วมออกเป็นสองกลุ่มหลัก ได้แก่ ผู้เสียภาษีเงินได้ และประชาชนทั่วไป

เงื่อนไขผู้เสียภาษีเงินได้

กลุ่มผู้เสียภาษีเงินได้หรือผู้ที่ยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จะได้รับสิทธิพิเศษจากรัฐช่วยจ่าย 60% ส่วนประชาชนจ่ายเอง 40% จากการใช้สิทธิในร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ และในแต่ละรายการใช้ได้ไม่เกิน 200 บาทต่อวัน

เงื่อนไขประชาชนทั่วไป

สำหรับประชาชนทั่วไปหรือกลุ่มที่อยู่นอกระบบภาษี รวมถึงผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับสิทธิจากรัฐช่วยจ่าย 50% ส่วนประชาชนจ่ายเองอีก 50% โดยมีวงเงินสูงสุดต่อวันอยู่ที่ 200 บาทเช่นกัน

วิธีลงทะเบียนใช้สิทธิ

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ คนละครึ่งปี68 สามารถลงทะเบียนได้ง่าย ๆ ผ่านเว็บไซต์ทางการ www.คนละครึ่ง.com หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชันที่เกี่ยวข้อง โดยรัฐบาลเตรียมความพร้อมทั้งระบบและร้านค้าพันธมิตรที่เข้าร่วมโครงการไว้แล้ว

วงเงินงบประมาณและการดำเนินการ

รัฐบาลได้มีการจัดสรรงบประมาณจำนวน 25,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการของ คนละครึ่งปี68 รอบใหม่ในปี 2569 ซึ่งหากในกรณีที่วงเงินไม่เพียงพอ รัฐบาลก็สามารถปรับโยกงบประมาณกลางเพิ่มเติมเพื่อรองรับโครงการได้ทันที

โครงการ คนละครึ่งปี68 เป็นการต่อยอดความสำเร็จจากรอบก่อนหน้า โดยมีเป้าหมายหลักในการกระตุ้นกำลังซื้อของประชาชน และช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยให้สามารถเข้าถึงสิทธิด้านการบริโภคได้มากขึ้น รัฐบาลหวังว่าโครงการนี้จะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจ และสร้างรอยยิ้มให้กับประชาชนในทุกกลุ่ม

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่เข้าเกณฑ์ อย่าลืมลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ คนละครึ่งปี68 เพื่อรับสิทธิประโยชน์ที่รัฐบาลพร้อมมอบให้ เพราะนี่เป็นสิทธิที่คุณสมควรได้รับจากการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย

ที่มา – เช็กเงื่อนไขใหม่ “คนละครึ่งปี68”รัฐบาล “อนุทิน1” ใครได้บ้างดูกันเลย

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เข้าร่วม ‘ภูมิใจไทย’ ถกนโยบายก่อนแถลงสภา

เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 13 กันยายน 2568 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ว่าที่รัฐมนตรีต่างประเทศ ได้เดินทางไปยังพรรคภูมิใจไทย เพื่อร่วมพิจารณานโยบายที่จะนำเสนอในการแถลงต่อสภาผู้แทนราษฎร โดยมีเป้าหมายเพื่อวางรากฐานการทำงานของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ภายใต้การนำของพลเอก อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย.

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เข้าร่วม ‘ภูมิใจไทย’ ถกนโยบายก่อนแถลงสภา

ในระหว่างการประชุม มีการพูดคุยเชิงลึกเกี่ยวกับนโยบายที่จะนำเสนอ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงบริเวณพรมแดน โดยเฉพาะในเรื่องของการเปิด-ปิดด่านชายแดน ซึ่งเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากประชาชนและนักวิชาการอย่างมาก

ประเมินผลการประชุม GBC ดูก่อนตัดสินใจ

เมื่อถูกถามถึงทิศทางการเปิด-ปิดด่านชายแดน นายสีหศักดิ์ได้ชี้แจงว่า จำเป็นต้องศึกษาผลจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ที่พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีกลาโหมรักษาการ เข้าร่วมเป็นตัวแทน ซึ่งผลที่ได้จากการประชุมถือว่าสามารถใช้งานได้ดี แต่ต้องพิจารณาความครอบคลุมของมาตรการและปัจจัยด้านความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ร่วมด้วย

นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงความเข้าใจร่วมกันระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งในครั้งนี้ กลุ่มผู้บริหารทั้งสองฝ่ายต่างแสดงความร่วมมือและให้คำมั่นในการดำเนินงานตามข้อตกลง “เราต้องดูในทางปฏิบัติว่าแต่ละฝ่ายจะยึดถือข้อตกลงหรือไม่” นายสีหศักดิ์กล่าว

  • ประเด็นสำคัญ: การเปิด-ปิดด่านชายแดน
  • และการรักษาความปลอดภัย: ประชาชนในพื้นที่
  • ผลการประชุม: GBC ที่มีตัวแทนระดับสูงจากทั้งสองประเทศ

ข้อมูลที่ได้รับจากการสัมภาษณ์แสดงให้เห็นว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว มีมุมมองที่รอบด้านและมุ่งเน้นการทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมพรรคเพื่อกำหนดกรอบนโยบายให้ชัดเจนก่อนที่จะแถลงต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่กำลังจะนำไปสู่การกำหนดทิศทางประเทศภายใต้รัฐบาลชุดใหม่

ในที่สุด การเข้าร่วมพรรคภูมิใจไทยเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับกฎระเบียบและแนวทางการทำงานเป็นครั้งแรก ถือเป็นบทใหม่ของความร่วมมือที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ

ตามข่าวดังกล่าวได้ชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความจริงใจและความพร้อมในการดำเนิน nạnข้อตกลง ثنัียภาคีเพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ

อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : Dailynews Online